ภาคผลิตง่ายกว่างานขายเป็นไหนๆ เมื่อรู้แบบนี้แล้วจะทำยังไงให้เกิด โอกาสขายกันล่ะ ?

shapoo-sample 
เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสเข้าไปที่โรงงานผลิตสินค้าประเภทเครื่องสำอางแห่งหนึ่ง (ไกลจากบ้านผมประมาณ 1 ชั่วโมงเดินทางครับ) แล้วโรงงานนี้ผมเคยได้เข้าไปดูกระบวนการผลิตมาแล้วอีกต่างหาก โรงงานแห่งนี้จัดได้ว่าเป็นโรงงานที่ผลิตเครื่องสำอางให้กับ Brand (หรือใครก็ตามที่ว่าจ้าง) โดยไม่ได้ทำการตลาดสินค้านั้นให้แต่อย่างใด ศัพท์ที่ใช้เรียกโรงงานประเภทนี้ ก็จะเรียกว่า OEM ครับ ซึ่งโรงงานผู้ผลิตเยอะโรงมากในไทยก็จะเป็นโรงงานแบบนี้ครับ ไม่มีการ Design สินค้าเพื่อทำสินค้าตรงไปยังผู้บริโภคเอง แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตเพื่อขายยัง Consumer โดยตรงก็ตามที

เมื่อตอนที่เดินโรงงาน ผมก็เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วโรงงานที่ทำเครื่องสำอางจะใช้คนงานใน Line การผลิตค่อนข้างมาก แม้ว่าจะมีเครื่องจักรบ้าง ก็ทำได้แค่ในส่วนของการกวน ผสม ต้มให้ความร้อน ใส่เคมี เหมือนกับเป็นกระบวนการเพื่อทำให้ได้สารเคมีรวม (เครื่องสำอาง) ในรูปแบบต่างๆกัน แล้วก็เข้าสู่กระบวนการเอาสารเคมีนั้นอัดเข้าไปในหลอดหรือกล่อง อย่างไรก็ดี สุดท้ายตอนที่ทำการ packing ก็จะให้คนทำอยู่ดี เพราะ การ packing จะมีรูปร่างของกล่องที่จะใส่ไม่แน่นอนขนาดไม่แน่นอนแล้วก็ label ต่างๆไม่แน่นอนแล้วแต่ Brand จะมีการกำหนดมาว่าจะให้ใส่อะไรในกล่องบ้าง หรือว่าจะให้จัดกล่องติดสติ๊กเกอร์ออกมาที่ไหนอย่างไร แล้วจะ pack ใส่กล่องแบบโหลหน้าตาแบบไหน เนื่องจาก Movement ที่ซับซ้อนก็ไม่มีเครื่องที่จะทำได้โดยตรงแต่ประการใด เพราะในทางกลับกัน การใช้เครื่องจักรนั้นเป็นการลงทุนเพื่อทำงานอะไรที่ซ้ำซากและมีกระบวนการที่แน่นอน ถึงจะคุ้มค่าต่อการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรเพื่อทำงานแทนคน

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • กระบวนการผลิตเครื่องสำอาง
  • alibaba สั่ง sample เท่าไหร่ดี
  • เป็น sales ต้องรู้อะไรบ้าง

เหตุผลทีว่า ทำไมองค์กร มันต้องเป็นระดับชั้น เป็นหัวหน้าแล้วก็เป็นลูกน้องกัน?

organization-chart
เหตุผลนี่ผมเหมือนว่าจะเคยได้ยินมาก่อนหน้า เกี่ยวกับเรื่องการทดสอบเรื่องของ การปัดความรับผิดชอบ โดยอาศัย หลักการของการตั้งลำดับ เพื่อสั่งการณ์ หรือสั่งงาน หรือถ้าหากว่ามองโดยรวมก็คือ ผังองค์กร โดยถ้าหากว่าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า ทุกคนจะมีหน้าที่ ตำแหน่งเฉพาะอะไรบางอย่าง และ ที่สำคัญที่สุดที่ผังองค์กรจะแสดงเอาไว้ก็คือ ความเป็นหัวหน้า ลูกน้อง ปะเอาไว้หลาที่ข้างฝาของห้องที่มีพนักงานาเหล่านั้นทำงานอยู่

การที่ต้องมีการกำหนดความเป็นหัวหน้าลูกน้อง นอกจากจะทำให้การรายงานผล หรืออำนาจหน้าที่ โดยกระจายออกไปได้อย่างทั่วถึง และ ทำให้ดูเหมือนว่าทุกคนจะ "รู้งาน" ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรอย่างไร และมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน ในการจัดการงานต่างๆ มันยังมีอีกเหตุผล ที่ผมว่า เป็นเหตุผลแอบแฝงอยู่ที่เรามองไม่ค่อยจะเห็นกัน นั่นก็คือ "ความรู้สึกปัดความรับผิดชอบได้" ในสภาวะของลูกน้อง และ อีกอย่างก็คือ "ความกล้าในการทำงานตามหน้าที่ ที่ปกติจะทำไม่ได้" ผมจะลองเล่าออกมาเป็นประเด็นๆแล้วกันนะครับ ว่าที่ผมอยากจะบอกนี่มันคืออะไร เพราะว่าผมไม่สามารถที่จะบอกให้มันสั้นด้วยข้อมูลแค่ไม่เกิน 1 บรรทัดได้ในทั้งสองประเด็นนี้ครับ

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • organization chart บริษัท
  • plugin wordpress chart organization
  • ทำไมต้องมีหัวหน้า
  • ทำไมองค์กรต้องมีหัวหน้า
  • ภาพหัวหน้าสั่งลูกน้อง
  • รูปหัวหน้า-ลูกน้อง
  • เหตุผลว่าทำไมลูกน้องถึงไม่อยากจะคิด
  • แผนผัง หัวหน้า ลูกน้อง
  • ใช้ google gadget organization chart

SugarCRM Community Version ฟรี ผลการทดสอบบน Sales Team จริง!

sugar-crm-community-test

พักนี้ได้มีโอกาสลองศึกษา โปรแกรมจัดการ "ความสัมพันธ์กับลูกค้า" หรือที่เห็นเยอะคนเรียกมันว่า "CRM" (customer relationship management) ตัวที่ผมเลือกเอามาเล่นก็คือ SugerCRM เพราะว่า เป็นตัวที่มีการ install ผ่านทาง Webhosting พวกเมืองนอกทั่วไปผ่าน SimpleScript ได้ครับ เช่น ที่ iPage.com นี่ก็ถ้าหากว่าเข้าไปที่ Control panel แล้วก็มองหา Simple Script > SugerCRM จะอยู่ใน List ที่ให้คุณกดเพื่อ install ได้ทันทีครับ เรียกว่า ขั้นตอนการ install CRM ตัวนี้ก็ไม่ต้องเข้าไปหาวิธีการ install เลยก็ว่าได้

สำหรับการทดสอบแล้ว การที่ทำให้คน install CRM ได้ง่ายๆแบบนี้ ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับคนที่สนใจ (บ้าง.. ไม่ต้องมากนักมาทดสอบใช้งานกันครับ) แต่ว่า Version ของ SugarCRM ตัวนี้จะเป็น Community Version ครับ แปลว่า มันไม่ได้เป็น Version ที่เสียเงินแต่ประการใด แต่ว่า Function การใช้งานก็จะไม่ได้หรูหรามากๆ เหมือนกับ Version ที่เสียเงินครับ  ถ้าหากว่าคุณอยากรู้ว่า ระหว่าง version เสียเงินและ version แบบไม่เสียเงิน (แบบที่ผมใช้อยู่) นี่มันแตกต่างกันตรงไหน เข้าไปที่นี่เพื่อดู ตารางการเปรียบคุณสมบัติ SugarCRM ไม่เสียเงินกับแบบเสียเงิน ได้ครับ

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธีใช้ sugarcrm
  • sugarcrm คู่มือ
  • sugarcrm คือ
  • กราฟในsugar crm
  • ตัวอย่างบริษัท SugarCRM
  • ทำ sugarcrm hosting
  • คู่มือ sugarcrm
  • ประโยชน์ของsugarcrm
  • รับ host sugarcrm
  • รับติดตั้ง สอน sugarcrm

TIPS การเตรียมตัวก่อนไปต่างประเทศเพื่อการสื่อสารที่มีประหยัดเงินฉบับ RackTIPS การเตรียมตัวก่อนไปต่างประเทศเพื่อการสื่อสารที่คุ้มค่าและประหยัดเงิน

ไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปเดินทางไปทำงานทำการที่ประเทศจีน ณ เมืองฮังโจ่ว และ เมืองเซี่ยงไฮ้ ครับก็เลยอยากจะเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องแนวๆ Tech ๆ นิดหน่อยที่เกี่ยวกับการเดินทางนี้มาเล่าให้ฟังซักนิดน่ะครับ โดยเรื่องที่อยากจะเอามาเล่าให้ฟัง หรือพิมพ์เก็บเอาไว้ที่ blog นี้จะเป็นประเด็นหรือ List รายการที่จะเอาไว้เตือนตัวเองว่า ถ้าหากว่าจะไปเมืองนอก จะต้องเตรียมตัวอะไรอย่างไรบ้าง ในมุมมองของการใช้อุปกรณ์สื่อสารและ การใช้งาน computer และ internet หรือ พวก Gadget ในต่างประเทศครับผม โดยผมจะเล่าเป็นประเด็นๆไปก็แล้วกันนะครับ

check ดูก่อนเลยว่าตัวแปลงหัวปลั้ก เราได้เอาไปแล้วหรือไม่?

ผมเคยแล้วน่ะครับที่ว่าผมเอา computer Notebook หรือแม้กระทั่งพวกอุปกรณ์ charger เพื่อเอาไปไปชาร์ค computer หรือ mobile phone ทั้งหลายแหล่แต่ว่า เมื่อไปถึงประเทศนั้นๆแล้วก็พบว่าหัวปลั้กเนี่ยะมันรูคนละรูปแบบกับที่เรามีจริงๆเล้ย ไปเห็นอย่างงั้นแล้วก็จะเศร้าใจมากครับ ประมาณว่า เราขนอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อที่จะมาใช้งาน แต่ดันไม่มีไฟใช้เพราะว่า charge ไฟไม่ได้ ทำให้ "ปลั้กหัวแปลง" เป็นเรื่องสำคัญสุดๆ และ ลืมไม่ได้กันเลยก็ว่าได้ แล้วก็จริงๆแล้ว สำหรับพวกอุปกรณ์การ charge ไฟฟ้า  Notebook หรือ mobile phone นั้นเราไม่ต้องห่วงเรื่อง Volt สักเท่าไหร่เพราะว่า มันจะ cover ตั้งแต่ไฟฟ้า 110 V ยัง 220 V อยู่แล้วเสียบได้น่ะครับไม่ต้องคิดมากว่าแต่ละประเทศจะเป็นไฟฟ้าแรงดันอะไรครับ เอาเป็นว่า ปลั้กหัวแปลงเนียะ ลืมไม่ได้น่ะครับไม่อย่างงั้นการเดินทางจะกลายมาเป็นต้องเดินทางหาหัวปลั้กกันเลย (ถ้าหากว่าไม่ได้อยู่ในเมืองอีกด้วยแล้วล่ะก็ อย่าคิดว่าจะหาซื้อกันได้ง่ายๆน่ะครับนั่น โอ้ว … ขนของไปแล้วไม่ได้ใช้เพราะว่าเรื่องแค่นี้มันก็น่าจะน่าเศร้าอีกนักครับผม )

สำหรับหัวปลั้กแนะนำว่าอยากจะให้ซื้อเป็นชุด Universal เอาไว้เลยก็เป็นดีน่ะครับ แล้วก็ใส่เป็นซองกำมะหยี่หรือเป็นถุงแยกเอาไว้อย่าเอาไปเป็นชิ้นๆน่ะครับเพราะว่าเราไม่รู้หรอกว่าประเทศไหนจะหัวปลั้กมันเป็นแบบไหน ทางที่ดีเพื่อเป็นการประหยัดเวลา เราก็ขนมันไปทั้งห่อน่ะครับ เรื่องว่าไม่ต้องเสียเวลามา check ข้อมูลใน internet ว่าหัวประเทศไหนใช้ยังไงกันหรอกน่ะครับ (แต่ก่อนผมทำน่ะครับแต่ว่าเดี๋ยวนี้ผมก็เอาไปหมดเลยน่ะครับ มันก็ไม่ได้หนักอะไรหรอกเนาะ แล้วก็มันจะได้ไม่หายด้วยเพราะ เราไม่ได้แยกชิ้นมันออกเป็นชิ้นๆ มันก็จะอยู่ครบเป็นกลุ่มก้อนไม่หายไปไหนน่ะครับ)

นอกจากหัวปลั้กแล้วเอาหัวเพิ่มรูเสียบไฟไปด้วยครับ !

เพราะว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่รู้หรอกว่าโรงแรมที่เรากำลังจะได้เข้าไปพักนั้นมันมีรูให้เสียบเยอะแยะแค่ไหน บางโรงแรมมีรูให้เสียบแค่รูเดียวหรือสองรูเท่านั้น หรือว่า ก็ต้องไปถอดปลั้กพวก lighting ในห้องเพื่อเอาอุปกรณ์ charger ของเราเสียบเข้าไปแทนที่ต้องมีการอาการมุดโต๊ะเข้าออก ผมว่ามันไม่สะดวกเอามากๆน่ะครับ ยังไงซะ ให้หาซื้อหัวแยกจ่ายไฟอันเล็กๆไปด้วยเอาที่ดูดีนิดหน่อยแล้วก็สายยาวนิดนึงประมาณว่าสามารถลากสายมาจากที่ไกลๆด้วยสักหน่อยก็ดีน่ะครับ เพราะผมเองจริงๆแล้วก็มีอุปกรณ์ที่จะต้อง charge ไฟมากกว่า 2 อุปกรณ์ด้วยซ้ำ หรือว่าถ้าหากว่ามีเพื่อนหรือพ่อแม่พี่น้องไปด้วยใน Trip เดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมห้องหรือ roommate แล้วนี่ก็ยิ่งแล้วใหญ่ ความต้องการรูปลั้กจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณขึ้นกับความเป็น Geek ของเพื่อนร่วมห้องนั้นด้วยน่ะครับว่าเค้าจะต้องมา jam เพื่อ charge อุปกรณ์อีกกี่อุปกรณ์กันน่ะครับนั่น

ติดต่อผู้ให้บริการโทรศัพท์ว่าเครื่องจะ ROAMING หรือไม่ ?

เหตุผลในการ Roaming เบอร์ไทยของผมก็ไม่มีอะไรมากน่ะครับแค่ว่าอยากรู้ว่าใครโทรมาเท่านั้นเอง การรับโทรศัพท์ตอนที่อยู่เมืองนอกจะโดน charge rate แพงกว่าปกติมากครับ แล้วก็การรับโทรศัพท์แบบ Roaming จะมีแนวโน้มแพงกว่าการโทรกลับมาด้วยซ้ำเรียกได้ว่า การ reject call ใดๆที่โทรเข้ามานั้นเป็นเรื่องที่ผมทำอย่างไม่ต้องแยแส หรือ ไม่ได้รู้สึกแล้งน้ำใจที่ไม่ได้รับโทรศัพท์แตอย่างใดน่ะครับ  สำหรับคนที่คุณคิดว่า เค้าอาจจะต้องมีการติดต่อเข้ามา ให้บอกเค้าไว้ว่า ถ้าหากว่ามีเรื่องอะไรก็แล้วแต่ให้ทำการ SMS มาที่เบอร์มือถือ (ที่เปิด Roaming เอาไว้) แทนเพื่อจะได้รู้เรื่องก่อนว่ามันจะต้องคุยกันหรือเปล่า หรือว่า ผมแค่ส่ง SMS ตอบกลับไปก็หมดเรื่องแล้วหรือไม่ นอกนั้นถ้าหากว่าคุณมี POLICY รับหมด พวกขายประกันและ ขายบัตร credit ก็จะตามคุณไปถึงเมืองนอกเมืองนาด้วยน่ะหละ แต่ว่าคุณจะมี cost หรือต้นทุนเพิ่มเพื่อที่จะรับขาย cold call เหล่านี้ซะด้วยน่ะครับ

นอกจากนี้การเมมเบอร์ในมือถือถ้าหากว่าเป็นไปได้แล้ว การ mem เบอร์ด้วยแบบมีรหัสประเทศนำหน้าทั้งหมดเช่นเบอร์มือถือ +66811234567 ก็ให้เม็มเอาไว้แบบนี้น่ะครับ เวลาที่มันแสดง call in number เข้ามามันก็จะแสดงชื่อคนที่เราเม็มเอาไว้ได้น่ะครับ หรือว่าคุณดันไม่ได้เม็มเอาไว้แบบนี้ล่ะก็ ก็ให้ reject call ซะแล้วก็มากดเบอร์ดูว่าเป็นของใครก็ได้น่ะครับ ถ้าหากว่าเป็นคนที่คุณรู้จัก ก็อาจจะโทรกลับด้วย skype (เมื่ออยู่โรงแรมที่มี wifi ) ได้ครับผม

ขอให้เม็มเบอร์ call center ในรูปแบบ 02 ไว้ครับเผื่อว่ามีอะไรโทรก็จะได้ติดต่อได้

บังเอิญว่าผมใช้ AIS เป็น carrier มือถือของผมครับ เมื่อคุณอยู่เมืองนอกคุณจะใช้แค่กดเลขสั้นๆสี่หลักแล้วมันติด AIS นี่มันเป็นไปไม่ได้น่ะครับ นั่นก็แปลว่า คุณต้องขอเบอร์ 02 เอาไว้เพื่อให้ติดต่อกลับไปยัง call center ได้ถ้าหากว่าคุณต้องมีการสอบถามอะไรก็สุดแล้วแต่ (แน่นอนว่าผมก็ใช้ skype unlimited call นั้นน่ะหละโทรกลับไปหา AIS ไม่จำเป็นต้องใช้มือถือโทรหรอกน่ะครับ) ถ้าหากว่าคุณเป็น serenade อยู่แล้ว คุณก็โทรแบบ 02 กลับไปหา call center AIS ได้เลยน่ะครับ เบอร์ call center AIS แบบเบอร์บ้าน คือ 022719000

ให้ศึกษาเรื่องของ promotion internet แบบเหมาจ่าย ณ ประเทศนั้นๆก่อนไปก่อนเดินทาง

สำหรับกรณีฉุกเฉินแล้วจริงๆ คุณอาจจะไม่ได้อยู่ในโรงแรมหรือที่พักใดๆที่จะมี internet ให้ใช้เลย (ประมาณว่าไปแบบกันดาลมากไม่ได้แตะเมืองกะเค้าเลย) ก็ผมก็จะแนะนำว่าให้ติดต่อกับผู้ให้บริการมือถือซะก่อนว่า ถ้าหากว่าคุณจะต้องใช้ promotion หรือต่อ INTERNET GPRS หรือ EDGE แบบโรมมิ่งแล้วเนี่ยะ จะคิด rate แบบใด แล้วมี promotion เหมาจ่ายหรือคิดเป็น MB หรือไม่ ? แล้วกด activate ด้วยเบอรือะไรเพื่อที่จะทำให้มันใช้การได้ทันทีหรือไม่ เป็นต้น เพราะขอข้อมูลเอาไว้ก่อนไม่แน่น่ะครับ คุณอาจจะได้ใช้หรือจำเป็นต้องใช้ internet ผ่านมือถือก็ได้น่ะครับ

อีกประเด็นสำหรับเรื่องของ promotion Unlimited ของการใช้ EDGE/GPRS แบบ roaming มันจะมีเงื่อนไขแปลกๆอย่างหนึ่งคือ อาจจะมีการกำหนด carrier หรือระบบสัญญาณโทรศัพท์ตอนที่เราอยู่เมืองนอกด้วยว่า ถ้าหากว่าคุณจะใช้ internet แบบไม่อั้นจะต้องใช้เชื่อมต่อกับ carrier รายใดเท่านั้น ถ้าหากว่าเป็นรายอื่นจะไม่ได้ cover อยู่ในส่วน Unlimited นั้นก็แปลว่า ถ้าหากว่า บางเมืองมันหาสัญญาณของ carrier ผู้ให้บริการรายนั้นๆไม่เจอ ก็จงอย่าคิดว่ามัน unlimited น่ะครับเพราะว่า คุณจะ โดน charge ค่า internet อย่างไม่เป็นธรรมกันอย่างเห็นๆน่ะครับ แล้วเค้าก็จะคิดว่า "เราบอกคุณแล้ว >< " อะไรทำนองนี้ (ผมโดนเองกะตัวเลยเรื่องนี้น่ะครับ)

เพื่อการติดต่อกันได้แบบชิวๆให้หา SIM ของประเทศนั้นๆติดตัวเอาไว้ในในมือถือ low cost ไว้

ตอนที่เดินทางผมจะเอามือถือไปสองเครื่องน่ะครับเพราะว่า อีกเครื่องผมจะเอา SIM ประเทศนั้นๆใส่เข้าไป เหมือนกับเป็นพวกเติมเงินน่ะครับ อย่างประเทศจีนจะมีขายพวก ร้อยหยวน ก็ซื้อมาใส่ถ้าหากว่า คุณอยู่หลายวันมันก็จะคุ้มน่ะครับ แล้วก็ให้พนักงานหรือคนที่จะต้องติดต่อกับคุณโทรเข้ามาหาคุณเป็นระยะๆ เพราะว่า คุณอาจจะมีอะไรอยากบอกพวกเค้ากลับไปทางกรุงเทพก็ได้แต่ว่าคุณไม่ได้อยู่ใน เขต wifi ตลอดเวลา เพราะว่า Skype มันโทรเข้าประเทศจีน ทั้งเบอร์บ้าน แล้วก็เบอร์มือถือได้อย่างไม่อั้น ผมก็สั่งพนักงานเอาไว้ (หรือผมก็โดนสั่งเอาไว้เหมือนกัน) ว่าให้ติดต่อเบอร์จีน SIM ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาทุกๆสองชั่วโมงตอนกลางวัน เผื่อว่ามีข่าวสาร update อะไรก็จะได้บอกกันได้ อย่างไม่มีต้นทุนเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียวน่ะครับ (ประเทศจีนนี่ชิวเลยน่ะครับ ดีๆ ..)

จริงแล้ว เมื่อคุณได้ SIM ประเทศนั้นๆมาแล้ว คุณก็แค่เอามือถือที่คุณเปิด ROAMING ยิง SMS ไปบอกหรือว่า email ไปบอกก็ได้น่ะครับ เท่านี้การติดต่อระหว่างคุณที่อยู่เมืองนอกเมืองนากับ office หรือคนที่จะต้องติดต่อตลอดเวลาก็กระทำได้อย่างไม่มีต้นทุนเพิ่มแล้วล่ะครับ

smart phone โดยเฉพาะ iPhone ถ้าคุณไม่ใช้ GPRS ROAMING ให้ปิดมันซะ !

เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะป้องกันการใช้งาน data transfer ของ iPhone ได้อย่างสมบูรณ์ หรือถ้าหากว่าได้จริงๆ แล้วมันก็ยุ่งยาก สำหรับ AIS (เครือข่ายที่ผมใช้) มันจะมีปุ่มรหัสตัวเลขเพื่อกด แล้วเป็นการกำหนดไปยังระบบเครือข่ายผู้ให้บริการมือถือ ทำการ block GPRS โดยสมบูรณ์ (เราไม่ได้มาทำการ block ที่เครื่องนะครับ เรา block กันที่ระบบเลย !) แบบนี้จะ sure มากๆว่าเมื่อคุณเปิด iPhone เพื่อรอรับสายโทรศัพท์แบบ Roaming ต่างประเทศแล้ว เจ้า iPhone มันไม่ได้สะเออะไปต่อ internet ยิงข้อมูล (ราคาแพง) เป็นว่าเล่นน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การเตรียมตัวก่อนไปต่างประเทศ
  • ais roaming rate
  • เตรียมตัว ก่อน ไป เซี่ยงไฮ้
  • เปิด roaming ais จีน
  • จะไปเซี่ยงไฮ้เปิดroaming หรือซื้อซิมเปลี่ยนไปดี
  • เตรียมตัวไปเซี่ยงไฮ้
  • โรมมิ่ง ais เมืองจีน
  • โรงแรมเมืองจีนมีไวไฟหรือไม่
  • โรมมิ่ง จีน ais ค่าโทร
  • โทรหาหมายเลข ais ในต่างประเทศราคาถูก

การขายของได้เพียงครั้งเดียวแบบ One-Time-Sell แค่นี้ก็พอแล้ว !

ขายของให้ได้แค่เพียงตรั้งก็อยู่ได้แล้ว

เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่แปลกเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ และมันก็จะขัดกับความคิดพื้นฐานที่เราๆท่านๆรู้กันว่า สินค้าต้องมีคุณภาพ เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ เพราะ ต้นทุนของการหาลูกค้าใหม่จะสูงกว่าการหาลูกค้าเก่าเป็นอันมาก ลองคิดให้ดีๆ สินค้าก็มีตั้งเยอะแยะ ที่มีข้อจำกัดว่าเราจะซื้อหาได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องของการที่ลูกค้าจะมาซื้อซ้ำ หรือ จะทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อให้ลูกค้ามาซื้อซ้ำนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะต้องคิดกันเลยก็ว่าได้ สิ่งที่ต้องคิดและต้องทำก็คือ ขอให้มีการซื้อขายเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ นี่น่ะหละ แนวคิดการขายของแบบ “ขอขายหนเดียวพอ” (อาการแบบขายแล้วทิ้งเหมือนกับฟันแล้วทิ้ง ตีหัวเข้าบ้านอะไรประมาณนั้นน่ะครับ) หรือ ONE-TIME-SELL CONCEPT

แนวคิด OTS แบบนี้อยู่บนพื้นฐานว่า ลูกค้าหน้าใหม่หาได้ง่ายหรือลูกค้ามีอยู่ดาษดื่นเหลือเฟือ และ สินค้าไม่ค่อยจะได้มีการซื้อซ้ำ หรือซื้อซ้ำได้ก็โอกาสน้อยเอามากๆ หรือแม้กระทั่งคุณเป็นช่องทางเดียวของการขายสินค้าหรือบริการประเภทนั้นแนวแบบ monopoly ก็ได้เช่นเดียวกัน เอาล่ะครับ สินค้าแนวนี้ก็เช่นสินค้าขายเป็นสินค้าที่ระลึกตามสถานที่ท่องเที่ยว สินค้าที่หน้าร้านคุณเจอได้แค่ครั้งเดียวครับ สินค้าใดๆที่ไม่รู้แหล่งที่มาที่ไปแน่ชัด ไม่มีแบรนด์และตราสัญลักษณ์ใดๆให้จดจำทั้งนั้น และสินค้าไร้สาระที่ไม่ซื้อก็ได้

เอาราคาเข้าล่อซื้อ ?

หน้าที่ของคนที่จะผลิตสินค้าแบบขายครั้งเดียวนั้น สิ่งที่จะต้องทำถ้าหากว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้เป็น monopoly ตัวจริงแล้วล่ะก็ เรื่องราคานั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง เพื่อทำให้เกิดการซื้ออย่างไม่ยั้งคิด และสินค้าแนวคิด และ concept แบบนี้จะเกิดกับคนทำธุรกิจหรือผู้ผลิตแบบจีนๆ ถือได้ว่าเป็น เอกลักษณ์ในการคิดผลิตสินค้า หรือ บริการใดๆ ออกสู่ตลาดโลก เค้าเหล่านี้ไม่ต้องหวังหรอกครับว่า จะต้องมีการกลับมาซื้อซ้ำ แค่ว่าทุกคนในโลก หรือแค่เศษเสี่ยวเปอร์เซนต์อันน้อยคิด “หลง” มาซื้อได้เท่านั้นก็เป็นอันจบพิธีกรรม

งานของผู้ผลิตเหล่านี้กลับกลายเป็นแค่ว่า จะทำอย่างไรก็ได้ให้ราคาสินค้านั้นต่ำ ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ โดยการทดทอนตุ้นทุนทางวิศวกรรมและการออกแบบออกไปทั้งหมด เอาแค่ออกมาภาพลักษณ์ หรือรูปลักษณ์เหมือนและเกิดการซื้อขายได้ตอนที่อยู่ที่ชั้นวาง (ไมว่าจะเป็น online หรือ offline) ได้ก็เพียพอแล้วครับ การลดทอนต้นทุนแบบนี้ ทำได้ไม่ยากครับ (คิดให้ง่ายๆ) คือ อะไรก็ตามที่ทำให้มันแพงก็เอามันออก หรือ ลดมันออก หรือ ปรับเนื้อสารมวลสาร หรือวิธีการผลิตให้มันสะดวกกว่าเดิม โดยไม่ต้องคิดมากว่า ถ้าหากว่าลูกค้าซื้อไปมันจะใช้การได้หรือไม่ แต่ภาพลักษณ์ของสินค้าก็ต้องเหมือนเดิมหรือคล้ายเดิมตอนที่มันอยู่ใน package เท่านั้นเอง

ยกตัวอย่างดีกว่า เช่น ถ้าหากว่าคุณทำ cotton brush หรือสำลีพันปลายก้านที่เอาไว้แยงหูเล่น แน่นอนว่า ถ้าหากว่าของดีมีคุณภาพแปลว่า สำลีต้องคิดมาก คือ ต้องสะอาดผ่านระบบการทำความสะอาดมาเป็นอย่างดีเคมีจะต้องไม่เป็นพิษต่อร่างกาย และ ที่สำคัญจะต้องเอามาเช็ดนู้นนั่นได้ครับ เพราะงั้นวิธ๊การลดต้นทุนเริ่มไม่ยากเลยครับ อะไรลดได้ก็ลด อะไรเอาออกได้ก็เอาออก อะไรทำให้ผลิตได้ง่ายก็จงทำครับผม งั้นเรามา modify สำลีพันก้านกันเลยดีกว่าว่า ถ้าหากว่าคิดเป็น ขายครั้งเดียวเราจะทำอะไรได้บ้าง  ?

ก้านลำลีเป็นต้นทุน คิดได้หลายมิติมาก ผมเล่นมันเลยด้วยการ ทำให้ก้านสำลีสั้นลง ทำไมมันต้องยาวดว้ยล่ะ ถ้าหากว่ามันยาวมันก็เปลืองต้นทุนพลาสติกเพื่อที่จะเอามาทำก้านอย่างงั้นไม่ใช่เหรอ เพราะงั้นแล้ว ทำก้านมันสั้นซะ แล้วตอนที่ present ลูกค้าหน้าร้านก็หาอะไรมาดันๆไว้ด้านล่างประมาณว่ามันก็ยาวเท่ากับปกติเท่านั้นเอง (แน่นอนว่า อะไรที่จะมาดันต้องต้นทุนถูกกว่าก้านพลาสติกที่ save ประหยัดไปน่ะครับ)

เนื้อสำลี จะมีวัตถุดิบทดแทนได้มากมายครับ ที่ขาวไม่จำเป็นต้องเป็น cotton อาจจะเอาใยอะไรก็ได้ที่มีราคาต่ำกว่า (มากถึงมากที่สุด) แต่ว่าแค่ว่าออกมาดูขาวเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ต้องไประวังเรื่องความสะอาดมากมายอะไรนัก เพราะคิดง่ายแค่ว่า ถ้าหากว่าเค้าเปิดกล่องออกมาแล้วเอามาถูดูก็จะรู้ว่า มันเอาไปถูแผลหรืออะไรไม่ได้มันหยาบกว่าสำลีปกติเป็นต้น (เป็นการ Limit การใช้งานเพิ่มเติม แต่แน่นอนว่าเค้าจะต้องไม่รู้ตอนที่มันอยู่ในกล่อง)

เนื้อพลาสติกที่เอามาทำก้าน เราสามารถที่จะลดต้นทุนได้น่ะครับ ปกติแล้ว ก้านจะต้องแข็งระดับหนึ่งเพื่อให้เกิดแรงต้านทานเวลาที่เอามาทานู้นทานี่ แต่ว่าเราสามารถลดต้นทุน (แบบส่งผลกระทบต่อการใช้งาน) โดยการใช้พลาสติกที่อ่อนกว่าเดิมเนื้อไม่ต้องแข็งมาก หรืออยากได้เนื้อแข็งเท่าเดิม ก็อาจจะใช้วัตถุดิบ recycle (แต่ว่าอาจจะไม่ได้เพราะว่ามันจะเป็นสีดำ) ที่จะมีความเปราะมากกว่าเดิมได้ด้วยเช่นเดียวกัน

เอาล่ะครับเอาเป็นแค่ กรณีศึกษาแล้วกันน่ะครับว่า การลดต้นทุนการผลิตสินค้าใดๆ สามารถทำได้ไม่ยากโดยไม่ต้องออกแรงคิดสักเท่าไหร่แต่ว่าต้องฉลาดพอแค่ว่ารู้ว่ามันมีสินค้าอะไรทดแทนเท่านั้นเองครับ แต่อย่างว่าล่ะครับ การลดแบบนี้ จะทำให้เกิดปัญหาของ function การใช้งานของสินค้านั้นๆน้อยลงกว่าที่คาดเอาไว้แต่แรกที่เป็น social norm ที่มีความคาดหวังต่อสินค้าประเภทนั้นๆ หรือสินค้าตัวนั้นๆครับ

อย่างไรก็ดี เมื่อลูกค้าพบปัญหามัน function การใช้งานมันโดนลดทอนไปอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ตัวคนซื้อเองก็จะรู้สึกว่า ไม่เป็นไร (สักเท่าไหร่) เพราะว่า ลูกค้าเอาซื้อมาในราคาที่ตำอย่างไม่น่าให้อภัยใดๆ พร้อมแล้วที่จะเสี่ยงกับสิ่งที่คาดไม่ถึง เกินกว่าที่จะคิดออกว่า มันจะทำให้มันถูกอย่างนี้ได้ยังไง .. หรือออกแนวปริศนาสักเล็กน้อย หรือออกแนวว่าอยากลองอยากรู้เผื่อว่าจะใช้งานได้ ถ้าหากว่าใช้ได้ก็ลงตัวเอามากๆน่ะครับ  โชคดีไปว่าอย่างงั้นดีกว่า

One-Time-Sell เปิดน่านน้ำสีน้ำเงินอีกมิติ

แท้ที่จริงแล้วการคิดสินค้าแบบ one-time-sell นี่อาจะฟังดูโหดร้ายและผู้ผลิตที่มีจรรยาจะรับไม่ได้กัน แต่ว่าถ้าหากว่า เราคิดแบบกลางๆก็คือ เราลดให้น้อยกว่านั้น คือ ลดให้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้งานมากสักเท่าไหร่ได้ หรือเป็นการเรียนรู้และตัด function แล้วบอกลูกค้าไปเลยก็ทำให้เกิด “ตลาดใหม่” ได้เช่นเดียวกันครับ เช่น ถ้าหากว่า สำลีก้านเมื่อสักครู่นี้ ถ้าหากว่าคิดหากลุ่มลูกค้าได้ที่ไม่ต้องการความแข็งแรงของก้าน ไม่ต้องการก้านสำลียาว และ ไม่ต้องการความสะอาดชองสำลี แล้ว่ล่ะก็ ! ก็แปลว่า คุณจะไดกลุ่มตลาดใหม่ ขึ้นมาเฉยๆเลยล่ะครับ เมื่อคุณรู้ตลาดได้แน่ชัดแบบนี้แล้ว ก็จะสร้าง Brand ได้ครับ เพราะว่าเค้าก็จะต้องรู้ว่าสินค้าแบบนี้เพื่อเอาไว้ใข้การนี้เท่านั้น

แล้วขายได้ครั้งเดียวแบบนี้จะไปรอดอย่างงั้นเหรอ ?

มันเป็นปัญหาว่าคุณจะต้องไม่ยึดติดกับสินค้าใดๆที่คุณได้ทำการผลิตออกไปครับ นั่นก็แปลว่า คุณจะต้องผลิตสินค้าได้หลากหลาย หรือ ถ้าหากว่าคุณเป็นตัวแทนหรือร้านค้าขายสินค้าแบบ OTS แบบนี้ก็ต้องมีสินค้าให้มากเข้าไว้ก่อนเพราะว่า ถ้าหากว่าลูกค้าเห็นว่าแบบนี้ไม่ ok แล้วจะไม่กลับมาซื้อสินค้าเดิมแต่อย่างใด แต่ก็จะมีลูกค้ากลุ่มอื่น คนอื่นเข้ามาเพื่อซื้อสินค้าตัวอื่นๆ หรือตัวเดิมนั้นต่อไปเรื่อยๆอยู่ดี เพราะ ความดึงดูดอย่างแรงของราคาที่คุณลดมันซะน่าหมั่นไส้อย่างงั้นน่ะครับ และ แน่นอนว่า การที่จะหาลูกค้าใหม่จะต้องกระทำได้ง่ายเหมือนกับไม่มีต้นทุนเพิ่ม (additional cost) ต่อการหาลูกค้าใหม่เพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้มันก็เป็นไปได้แล้วน่ะครับ นั่นก็คือ การเลี้ยง keyword ใน internet หรือการดัก link ตามๆ สำหรับคนที่ค้นหาสินค้าหรือบริการประเภทนั้นๆครับ อย่างไรก็ดี แท้ที่จริงมันมีต้นทุนอยู่หรอกแต่ว่าถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ผลิตแบบ mass production แล้วไซร้ต้นทุนพวกนี้เป็นแค่เศษเงินเท่านั้นอยู๋ดีครับ (ยิ่งเป็นผู้ผลิตในจีนด้วยแล้ว Economy of scale ) ก็จะทำให้ต้นทุนถูกเข้าไปอีกกว่าที่คนอื่นจะทำได้กันเลยก็ว่าได้

การขายสินค้าแบบขายครั้งเดียวแบบว่าไม่ต้องง้อลูกค้า น่าจะเป็นอีกแนวคิด เพื่อเอาไว้ปรับดูมุมมองต่อสินค้าหรือบริการของเรา ให้แตกต่างออกไปครับ ไม่แน่ว่า การทำแบบนี้อาจจะเป็นจุดขายก็ได้ ถ้าหาก่วาสินค้าของคุณนั้นเหมาะสม และ อาจจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าที่ผ่านการดัดแปลง โดยอาศัยการลดต้นทุนแบบลด function การใช้งาน (การลดคุณภาพเป็นแค่เร่องหนึ่งของการลดแบบนี้เท่านั้น) ก็อาจจะราคาใหม่ พร้อมกับกลุ่มลูกค้าใหม่ก็เป็นไปได้น่ะครับ เอาเป็นว่าเอาไปลองนั่งคิดๆดูเอาเองก็แล้วกันครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • หาลูกค้าใหม่
  • การขายสินค้าชนิดเดียว

ฉุกคิดสักนิดปรับปรุงความเข้ากันได้ของหน้าร้านจริงและหน้าร้าน online ให้ไปทางเดียวกัน

store 
เนื่องจากผมมีดูแลเว็ปอยู่แห่งหนึ่งที่โดยมีวัตถุประสงค์ของ website เพื่อทำให้เกิดโอกาสการขายผ่านทาง online หรือผ่านทางหน้าร้านจริงให้มากที่สุด โดยการทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าที่หลงเข้ามาผ่านการ promote ผ่านทาง website แล้วสุดท้ายมีการเดินทางแวะเวียนมาที่ร้านค้า offline (หรือร้านค้าจริงๆ) ทั้งนี้วัตถุประสงค์ที่ว่า "เพื่อให้คนมาหน้าร้านนั้น มี assumption อยู่อย่างหนึ่งว่า สิ่งของนั้นๆน่าจะต้องเห็นด้วยตา หรือ ต้องมีการสัมผัสถึงจะมีการสั่งซื้อได้อย่างมีจำนวน"

อย่างว่าที่ผมบอกว่าเป็นสมมุติฐานแบบนี้ไว้ก่อนเพราะว่ายังไม่ได้ออกแรงเพื่อที่จะแกะหรือทดสอบแก้ปมว่าสินค้านั้นๆต้องให้คนมาที่ร้านเพื่อสัมผัสจริงๆหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้ว จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรถ้าหากว่าการสัมผัส หรือเห็นด้วยตาจริงๆนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งก็มีแนวทางที่ผมเห็นเป็นตัวอย่างแล้ว เช่น ร้านค้าที่ขายรองเท้า จำเป็นต้องส่งรองเท้าให้มากคู่ไปยังลูกค้าแทนที่จะให้ลูกค้าเดินทางมาหาที่ร้านค้า โดยมีการ promote การขายในลักษณะของการส่ง shipping Free แบบสองทาง คือ ค่าส่งกลับนั้นก็ถือว่า ฟรีด้วยเพราะว่า ถ้าหากว่าคุณเป็นร้านรองเท้าแล้วมีหน้าร้านไกลออกไป โดยไม่อยากจะต้องให้ลูกค้าคุณเดินทางมาแล้วต้องลองใส่ดูอีกตะหาก การส่งสินค้าไปโดยอาจจะมีการเผื่อ size ข้างเคียงด้วยน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้อยู่ครับ การส่งนั้นอาจจะเป็นลักษณะของบวกเผื่อค่า shipping ไปและกลับเข้าไปแล้วกับราคาของสินค้าถือได้ว่าเป็นต้นทุนค่าหนึ่งๆก็ได้ และ จะต้องออกแรงคิดว่า flow การคืนเงินจะเป็นอย่างไร เช่น อาจจะเกิดเอาไว้เป็น credit ก็ได้ (นั้นก็ต้องแปลว่าจะต้องทำระบบ account สำหรับจัดเก็บข้อมูลลูกค้าแต่ละรายซึงก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรน่ะครับ โดยลูกค้าก็ต้องเห็นว่าตอนนั้นมี credit ตัวเองสักเท่าไหร่ ) หรือว่าหากว่าอยากได้เป็น cash กลับมาแล้วก็ทำได้เช่นเดียวกัน เรื่องพวกนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ผมยังไม่เห็นคนไทยคนไหนทำน่ะครับ สำหรับการส่งสินค้า Free แบบสองทาง แค่ประเด็นแค่ว่า ถ้าหากว่าสินค้าไม่พอใจยินดีคืนเงิน ก็ไม่เห็นกันเท่าไหร่แล้วล่ะครับ (อาจจะเป็นเอกลักษณ์ความเอาเปรียบกับระหว่างคนขายและคนซื้อก็ได้ ถ้าหากว่ามี policy การขายว่า ถ้าหากว่าไม่พอใจก็ยินดีคืนเงินกันน่ะครับ)

ทั้งนี้ทั้งนั้นการถ้าหากว่าคุณต้องเจอเงื่อนไขเหมือนกับผม คือ การทำให้ร้านค้าหรือ website online แล้วต้องทำให้ลูกค้ามาติดต่อกับร้านค้าจริงแล้วล่ะก็ประเด็นหนึ่งที่สำคัญและตกไม่ได้คือ "การ Sync กันของภาพลักษณ์ของ website และหน้าร้านจริง" ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่อาจจะตกไปหรือไม่ได้ไปใส่ใจมันก็เป็นไปได้น่ะครับ แต่เรื่องนี้ผมเริ่มเห็นว่ามันสำคัญขึ้นมาอย่างโดดเด่นด้วยเหตุผลหลายๆประการที่เจอะเจอครับ

ความเข้ากันได้ หรือ การ Sync กันของภาพ online หรือ website และหน้าร้านจริงนั้น ผมจะพิจารณาได้เป็นหลายเรื่องด้วยกัน และแต่ละจุดก็มีความสำคัญแทบทั้งสิ้นโดยทั้งนี้ผมจะพิจารณามาจากมุมมองของลูกค้าเป็นหลัก

ถ้าหากว่าหน้าร้าน online คุณมีสินค้าอะไรที่หน้าร้าน offline ก็น่าจะมีอย่างงั้น การที่ประกาศว่าหน้าร้าน online คุณมีสินค้าอย่างงู้นอย่างงี้ แต่ว่าถ้าหากว่าติดต่อเข้ามาแล้ว หรือแม้กระทั่ง case ที่แรงที่สุดคือ เมื่อเดินทางมาโดยไม่ได้ติดต่อไว้ก่อน แล้วเข้ามาที่ร้านค้า แล้วพบว่าที่ร้านค้า offline ไม่มีของก็จะทำให้ลูกค้าเสียอารมณ์และ ความรู้สึกอย่างมาก เมื่อเทียบกับของมูลที่เป็น statics อยู่บน website ครับ

- อารมณ์ Theme ร้านค้าน่าจะต้องใกล้เคียงกับ online website หรือร้านค้า online สำหรับกรณีส่วนใหญ่แล้ว ถ้าหากว่าร้านค้าคุณมีจุดแข็งที่การ promote ผ่านทาง website มากกว่า Location (ที่ดีที่จะทำให้เจอคนได้เยอะๆและเป็นตำแหน่งที่ลูกค้าคุณจะเดินผ่าน) การเจอ website ก่อนที่มาเจอหน้าร้าน่จะต้องมีความเชื่อมโยงกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเนื้อหาของสินค้า ( เหมือนกับข้อเมื่อตะกี้ว่าถ้าหากว่าเอาสินค้าอะไรแสดง ที่หน้าร้านก็น่าจะมีขายเหมือนกันไม่ใช่ขายกันคนละอย่างกันเลย) หรือแม้กระทั่ง Theme หรืออารมณ์ของร้านด้วย ถ้าหากว่า website ทำออกมาเป็นเด็กแนว หรือวัยรุ่นจ๋าแต่ว่า เมื่อมาเจอที่ร้านค้า offline กลับเปิดเพลงหมอรำ แล้วก็คนขายพูดติดสุพรรณไม่ฮิปเป็นเด็กแนวในเมือง ก็จะทำให้อารมณ์ของร้านขาดจากกัน แน่นอนว่า ลูกค้ามี "ความคาดหวัง" เอาไว้ล่วงหน้าว่าร้านค้าน่าจะเป็นลักษณะไหนเอาไว้แล้ว แล้วมาเจอหน้าร้านที่ไม่เหมือนกับที่คาดไว้ ก็จะทำให้เกิดความผิดหวังเอาได้ง่ายๆพาลเสียใจ (ลึกๆ) แล้วก็ไปดูร้านอื่นดีกว่า เป็นผลต่อเนื่องทำให้เสียโอกาสการขายได้น่ะครับ

- โทนสีของร้านควรจะเป็นไปในทางเดียวกัน คือ ไม่ว่าจะเป็น offline และ online การแต่งร้านถ้าหากว่าทำได้ยากอย่างน้อยทีสุดโทนสีของร้านโดนทั่วไป น่าจะปรับให้เหมือนกันได้ ถ้าหากว่าคุณปรับที่หน้าร้านไม่ได้ก็แปลว่าคุณก็ต้องมาปรับเอาที่ website แทนก็ได้เช่นเดียวกัน การใช้สีเพื่อสื่อสารหรือแสดงความเชื่อมโยงกันเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดแล้ว เพราะ ชุดสีเป็นเรื่องที่คนจดจำได้ดีมากๆ และสร้างความโดดเด่นให้กับตัวร้านค้าหรือสินค้าได้โดยตรง (ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูน่ะครับ ว่า ทำไมธนาคารเค้าเอาสีประจำ bank ตัวเองให้แตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนหรือคล้ายกันเลย แล้วก็ Theme bank ทั้งหมดรวมทั้งชุดของพนักงาน bank ทั้งหมด จะใช้สีเพื่อแสดงความเชื่อมโยง เรื่องราวเข้าด้วยกัน )

โดยรวมแล้วผมไม่ได้เป็นคนที่ทำเรื่องตกแต่งภายในแต่อย่างใด แต่ประเด็นที่อยากจะ note เก็บหรือบอกต่อๆกันไปก็คือ ร้านค้า และ website จำเป็นต้องมีความเชื่อมโยง ถ้าหากว่าลูกค้าจำเป็นต้องเจอทั้งหน้าร้าน และ เจอทั้ง website ไม่ใช่แยกกันทำ แยกกันคิด และแยกกัน Design ก็จะทำให้เหมือนกับว่า มันอยู่กันคนละโลกกัน และ ลูกค้าเจอสิ่งใดก่อนก็จะคาดหวังสะท้อนต่อไปยังอีกสิ่งหนึ่งได้ (ถ้าเจอ online ก่อนก็จะคาดหวังว่า offline ก็จะอารมณ์เดียวกัน หรือถ้าหากว่าเจอ offline ก่อนก็จะคาดหวังว่า website online นั้นก็น่าจะมีลักษณะที่เหมือนกับร้านค้า offline เช่นเดียวกัน) และ แน่นอนอย่างที่ผมบอกไป คือ เรื่องของสีจะเป็นตัวเชื่อมเรื่องที่ง่ายสุดแล้ว ถ้าหากว่าคุณไม่ได้คิดอย่างอื่น หรือ ไม่รู้ว่าจะทำให้เรื่องราวมันเชื่อมต่อกันได้อย่างไรให้เลือกชุดสีออกมาชุดหนึ่งแล้วตกแต่งทาสีร้านและปรับแต่งหน้า website ให้สีออกมาเป็นชุดเดียวกันเท่านั้นก็จะเกิดความต่อเนื่องได้เกินครึ่งแล้วครับ

update แนวคิดในการทำงานและการจัดการงานในที่ทำงาน

ถ้าหากว่าคุณทำงาน office หรือทำงานโรงงานที่พบปะหรือสื่อสารผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ สิ่งหนึ่งที่คุณจะเริ่มเรียนรู้ได้ที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงาน และจัดการเวลา หรือ งานที่คุณจะต้องทำ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล คุณอาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ให้เป็นนิสัยกันหน่อยก็ดีน่ะครับ

1. อย่าพยายามทำงานทุกอย่างที่ไหลผ่านเข้ามา

คุณไม่ได้มีเวลาเหลือเยอะแยะอย่างงั้นถ้าหากว่าคุณไม่ได้มีทีมเพื่อเอางานบางส่วนออกจากตัวคุณแล้วล่ะก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย สิ่งที่จะทำให้งานออกมาได้คุณค่ามากต่อเวลา เป็นไปได้สองทาง คือ การเพิ่มคนเข้ามาทำเพิ่ม โดยที่คุณเป็นคนกำกับงานเท่านั้น และให้คนที่เข้ามาใหม่ เรียนรู้ และเอาแนวคิดและวิธีการทำงานกับงานประเภทนั้นๆให้ได้ดี หรือ ถ้าเป็นไปได้ เอาคนที่มีความรู้ความคิดความอ่านเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หรือ งานนั้นๆมาเลย เรื่องก็เดินได้เร็วขึ้น และได้ผลงานออกมาที่มีคุณภาพมากขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากว่าคุณไม่มีศักยภาพใดๆที่จะแพร่งานให้คนอื่นได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือการ "ลำดับความสำคัญงาน" โดยใช้กฏ 80/20 หรือกฏของพาเรโต้ ที่บอกว่า งานได้ให้ผลลัพธ์ประมาณ 80%ของทั้งหมด จะเกิดจากงานจำนวนแค่ไม่เกิน 20%ของงานทั้งหมด (เรียกได้ว่าเอางานที่สำคัญมาทำนั่นเอง) การระบุได้ว่างานใดนั้นสำคัญหรือไม่สำคัญ หรือ ต้องเรียงอย่างไรนั้น ดูได้จาก Deadline ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าหากว่าไม่มี เราก็ต้องระบุ Deadline เสมือนให้กับมันอยู่ดี เพื่อที่เราจะได้รู้ได้แน่ชัดว่างานใดสำคัญกว่ากัน

2. เลิกคิดเลยว่าคุณต้องทำทุกอย่างเดี๋ยวนั้น

งานที่ไหลเข้ามา จะต้องผ่านการกรองความสำคัญโดยประมาณจากข้อหนึ่งมาแล้วเสียก่อน คุณจะประเมินได้ในทันทีว่างานใดมันสำคัญไม่สำคัญ จากการตัดสินใจเมื่อรับรู้ว่ามันอาจจะต้องเป็นงานทันที แต่อย่างไรก็ดี งานใหม่ๆส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำเดี๋ยวนั้น เพราะคุณก็มี process task ใดๆที่คุณกำลังทำอยู่ ณ เวลานั้นอยู่ดี ยกเว้นกรณีที่งานนั้นมันกินเวลาไม่มาก หรือ น้อยมาก น้อยกว่าสองนาที (สองนาทีทางอารมณ์น่ะครับไม่เอาเป้ะๆ) ก็ทำเพื่อกำจัด task นั้นออกจากสารระบบเสียครับ ไม่ก็เอางานไปให้คนอื่นทันที (แน่นอนว่าคุณก็ต้องพิมพ์ note งานเพื่อให้คนอื่นทำงานได้ หรือ สั่งงานคนอื่นพร้อมกับจด note เพื่อที่จะติดตามงานได้ ภายในสองนาทีเช่นเดียวกัน) งานที่โผล่มาใหม่นั้นถ้าหากว่าดูท่าจะต้องใช้เวลานานกว่านั้น ขอให้เอามาเข้าคิวงานและกำหนดความด่วน หรือความสำคัญให้มันด้วย

3. คุณหลีกเลี่ยงงานสำคัญไม่ค่อยจะได้ เพราะงั้นไม่ต้องไปอู้เตะหน่วงมัน

การผลัดวันประกันพรุ่ง เป็นเรื่องที่เป็นศัตรูกับ productivity ในการทำงานเป็นไหนๆ และ สองฝ่ายนี้ก็รบกันมานานแล้วซะด้วย การอู้เตะหน่วงงานที่ตัวเองคิดว่าสำคัญนั้น จะทำให้มีผลกระทบต่อนิสัยในการคิดของเราเอง และ เป็นการปรับสภาพความคิดความอ่านกับงานที่ทำให้ถอยด้อยค่าไป ซึ่งมันจะไม่ดีต่อตัวคนที่คิดแบบนี้เป็นแน่แท้ และ ในที่สุดคุณก็จะสนุกกับงานที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ใดๆ หรืออยู่ทำงานไปวันๆ เรื่องแนวคิดผลัดวันประกันพรุ่งนี้เป็นภัยต่อตัวผู้คิดอย่างงั้น และ กระทบงานคนอื่นโดยวงกว้างได้ขอให้ระวังเอาไว้ให้มาก

4. รู้ไว้เลยว่าการวางแผนไม่จำเป็นต้องละเอียดที่สุด

ในทางตรงกันข้ามผมกำลังจะบอกว่า ทุกอย่างจะไมได้เป็นไปตามแผน และ แม้แต่คุณจะออกแบบแผนใดๆให้ละเอียดที่สุดมากเท่าไหร่แล้ว มันก็จะมี resolution ของ action ใดๆที่จะละเอียดมากกว่านั้นอยู่ดี เพราะงั้นการออกแบบแผนงานใดๆ ไม่ต้องเอารัดกุมสุด หากไม่ได้เกี่ยวกับความปลอดภัยของคนอื่นๆแล้ว มันจะมีการบิดพริ้วไปได้อยู่ดี แผนงานที่ละเอียดที่สุดนั้นจะกินเวลาในการออกแบบแผนงานมากขึ้น เพราะงั้นแล้วน่าจะลงรายละเอียดในระดับที่เหมาะสม คือ ออกแบบแผนงานไม่นานเกินไปและ ก็ได้เนื้อความละเอียดของแผนงานที่เอาไปเดินงานต่อไปได้ นอกจากนี้ในรายละเอียดจะขึ้นกับคนที่ action และก็ต้องไว้ใจเค้าเหล่านั้นด้วย หากมีการทำงานเป็นทีม คนเหล่านี้ต้องใช้หัวคิดในทุกๆกระบวนการที่เค้าต้องทำว่าจะทำอย่างไร และประเมินได้ว่า ควรจะมีการปรึกษาเพิ่มเติมหรือไม่อีกด้วย

5. บอกวัตถุประสงค์ไปเลยว่า ที่กำลังจะทำเพื่ออะไร หรือโจทย์ คืออะไรก่อนการสนทนา และการประชุม

การบอกโจทย์หรือวัตถุประสงค์ในการสนทนาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมหรือสนทนานั้นเข้าใจได้ว่า ที่เรียกกันมาคุยกันนี้เพื่อเหตุผลสิ่งใด เพระขณะทีคนเหล่านั้นกำลังฟังและรับรู้ จะเริ่มคิดหาคำถามและคำตอบ ข้อสงสัยและอื่นๆ ได้ในทันที เพราะ เค้าเหล่านั้นรู้แล้วว่า "เราคุยเรื่องอะไรกันอยู่ ก่อนที่เริ่มคุยในละเอียดกัน"

6. พยายามทำให้ทุกคนพอใจได้บ้าง แต่มันไม่ได้จะพอใจทุกคนได้ทุกกรณี

การประชุมระดมความคิดเห็น และหาแนวทางแก้ปัญหาหลายครั้งจะต้องมีความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นแล้ว คนใดๆที่ในประชุมต้องเข้าใจก่อนว่า ต้องลดระดับ EGO ของตนลงมาในระดับที่ฟังความเห็นของทุกฝ่าย และจะทำให้ได้ข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาเพื่อดำเนินการต่อไป หรือแม้กระทั่งงานใดๆ ที่จะทำ หรือกำลังทำนั้นจะเป็นการขัดความคิดเห็นความอื่นบ้าง ก็เป็นไปได้ขอให้เข้าใจว่า เราเอาใจทุกคนในทุกๆเรื่องไม่ได้ เพราะงั้นไม่ต้องกลุ้มใจกับเรื่องที่จะไปขัดใจคนอื่นเค้าบ้างเป็นบางคราว

ผมว่ายังมีเยอะประเด็นที่จะเป็นแนวคิดที่เหมาะสมในที่ทำงาน เพื่อการดิวงานกับคนอื่น การคั้นความคิดและหาไอเดียในการประชุม และแนวคิดในการกลั้นกรองงาน เพื่อให้ได้ประสิทธิผลในการทำงานเป็นกลุ่มหรือเดี่ยวๆออกมาให้ได้คุณภาพมากสุด ถ้าหากว่ามีอะไรเพิ่มเติมก็ comment ทิ้งเอาไว้ได้น่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การจัดการงานที่มี dedline

QR CODE คืออะไรและแนวคิดในการใช้งาน QR CODE เป็นอย่างไร?

 

qrcode rackmanager

QR code เป็นเรื่องใหม่ๆ และกำลังน่าจะฮิตที่จะใช้งานในอนาคตอันใกล้นี้ครับ  เมื่อไหร่ก็ตามที่คนส่วนใหญ่หรือทุกคนมีมือถือที่มีกล้อง การต่อเข้า internet ผ่านมือถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทุกคนหรืออย่างน้อยที่สุดก็ในกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายสำหรับการตลาดผ่าน QR code ครับ ประเทศที่น่าจะเป็นแบบอย่างได้เป้นอย่างดี คือประเทศญีปุ่นที่เกือบจะทุกที่ ก็จะเห็น QR code ให้เราใช้งานกันครับผม

เมื่อประมาณไม่เกินปีมานี้ผมได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่นมาครับก็จะเห็นคนฯญี่ปุ่นเกือบทุกคนจะมีมือถือและใช้งานมือถือเมื่อมีเวลาว่างใดๆแม้ว่าระยะเวลาจะว่างไม่มากก็ตามที (ผมเข้าใจว่าน่าจะทุกคนมากกว่าแค่ว่าเค้าไม่ได้ควักมือถือออกมาพร้อมกัน) ปรากฏว่า ผมก็ชะเง้อมองไปมองมาเหมือนกับว่าคนเหล่านนั้นจะดูทีวีหรือว่าเล่น internet หน้าตาเหมือนกับ WAP ครับ แต่ว่าสำหรับคนที่เค้าดูทีวีปรากฏว่า จะมี ads ไหลผ่านด้านล่างด้านตลอดเวลา เข้าใจว่า TV นั่นน่าจะผ่านระบบ 3G มาน่ะครับ (ซึ่งประเทศเราก็ยังไม่มีให้ใช้ ณ เวลานี้อยู๋ดีน่ะครับ น่าเศรี้าเนาะ )  กลับมาประเด็นเรื่อง QR CODE กันดีกว่าน่ะครับว่าบ้านเรายังใช้ QR CODE กันแปลกๆ นี่ผมเจอมาสองรอบแล้วน่ะครับที่ว่ามันแปลก ประเด็นนี่อาจจะเอามาใช้งานแล้วก็ประเด็นที่น่าจะต้องคิดก่อนที่จะใช้อาจจะมองเป็นประเด็นได้แบบนี้ก็ได้น่ะครับ

แล้ว QR CODE นี่มันคืออะไรกันเหรอ?

QR CODE มันก็เป็นแค่แผ่นตารางสีเหลี่ยมขาวดำที่เหมือนกับ barcode ยังไงอย่างงั้นแค่ว่ามันเป็นสองแกนครับ ทำให้มันบันทึกตัวอักษรใดๆก็ได้ได้มากกว่า หรือ ยาวกว่า barcode เอามากๆ และใช้พื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ขนาดใดๆก็ได้ และจะสามารถถอดรหัสออกมาเป็นตัวหนังสือจากภาพผ่าน program ใดๆเยอะแยะออกมาได้ ทำให้ไม่เหมือนกับระบบ barcode ที่จะต้อง scan ด้วยเลเซอร์หรือแสงแดงๆเพื่ออ่านรหัสออกมา (ซึ่ง program สำหรับการถอดรหัส barcode ด้วยภาพก็มีอยู่เหมือนกันน่ะครับแต่ว่าไม่ได้เป็นที่นิยมเพื่อการใช้งานเท่าไหร่)

การใข้งาน QR CODE เพื่อ link ไปยัง website

อย่างที่ต้องเข้าใจก่อนว่าโค๊ดแบบนี้จะใช้ได้กับมือถือที่มีกล้อง และนอกจากนั้นต้องต่อ internet ได้ด้วยไม่ว่าจะเป็น GPRS หรือว่า 3G wifi อะไรก็สุดแล้วแต่น่ะครับ เพราะฉะนั้น การแสดงเนื้อหา website ที่จะแสดงผ่าน mobile phone ที่กดผ่าน link QR CODE ก็ต้องน่าจะออกแบบมาเพื่อใช้กับมือถือเท่านั้นจะเป็นการดีน่ะครับ อย่างล่าสุดผมไปเจอ QR CODE อันนึงน่ะครับผมเอากล้องมาส่องแล้วก็กด Link เพื่อเข้าไปใน website ที่ซ่อนอยู่ใน QR CODE แล้วปรากฏว่าเป็นหน้าเว็ปที่เปิดมาเต็มไปด้วย Flash ! ซึ่งแปลว่า ผมกดเข้าไปแล้วก็ไม่ได้เจอเนื้อหาอะไรเลยซะอย่างงั้น เป็นการขอบคุณคนที่สนใจที่จะดูข้อมูลผ่านมือถือครับผม (ดีมากๆ)

การซ่อนรหัสผ่านหรือคูปองผ่าน QR CODE

เป็นอีกวิธีใช้หนึ่งที่น่าใช้งานครับ ลองคิดดูถ้าหากว่าเราใช้เป็น COUPON ที่เป็นแบบกระดาษธรรมดาที่สื่อสารออกไปผ่านสือสิ่งพิมพ์ทั้งหมด เราไม่สามารถจะประเมินออกมาได้ว่าคนที่เอาคูปองออกมาหรือเก็บเอาไว้เพื่อที่จะใช้มันเป็นปริมาณคนเท่าไหร่ แต่จะรู้แค่ว่า คนที่ใช้งาน COUPON นั้นเป็นเท่าไหร่เท่านั้น เรียกได้ว่า ถ้าหากว่าเราใช้ QR CODE โดนที่โหลดผ่าน link เราสามารถทำการนับจำนวนึคนโหลด coupon ผ่าน link นั้นได้มากน้อยแค่ไหนได้ไม่ยากเลยครับ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการประเมินข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกต่อหนึ่งว่า สื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น indoor outdoor เหล่านั้นให้ผลมากน้อยแค่ไหนได้ด้วบยเช่นเดียวกันและการเก็บข้อมูลกระทำได้ง่ายๆผ่านกานับแบบ website ทั่วไป

การแสดงเนื้อหาเพื่อเติมที่สื่อเดิมๆทำไม่ได้

คำว่าสื่อเดิมๆผมจะหมายถึง TV สิ่งพิมพ์ใดๆไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือนิตยาสารกระดาษ หรือ โบวชัวร์ เข้าใจว่าการวาง ads ในนั้นจะมีพื้นที่เพื่อการแสดงเนื้อหาได้ไม่มากนัก แต่ถ้าหากว่าเป็นมือถือ หรือ 3G แล้วล่ะก็สามารถที่ส่งผ่านข้อมูลใดๆที่ Digital รองรับได้ทั้งหมด อย่างไม่อั้นปริมาณข้อมูลเสียด้วยซิ เช่น ถ้าหากว่าเราแปะ ads ไว้แค่พื้นที่ 2×2 cm ก็อัน QR code เข้าไปเพื่อให้คนที่สนใจกดผ่าน Link จาก QR code แล้วแสดงเนื้อหาผ่านทาง website ไปแสดงที่มือถือแทน แล้วเนื้อหานั้นจะเป็น text ได้ยาวเท่าไหร่ก็ได้ หรือ content ที่จะแสดงจะเป็น youtube video หรือว่าเป็นสื่อเสียงหรือภาพหรือวิดีโอใดๆก็ได้ด้วยเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า เป็นการอัดข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจจริงๆน่ะหละครับ

การใช้ QR CODE แทน concept การใช้งาน barcode

เพราะ QR CODE เป็นแค่การเข้ารหัสตัวหนังสือด้วยภาพเท่านั้นเอง ทำให้ text อีกชุดหนึ่งที่เป็นไปได้ในการซ่อน ก็จะเหมือนกับ barcode ยังไงอย่างงั้น ที่ทุกคนจะมีอุปกรณ์เหล่านี้อยู๋แล้ว อย่างไรก็ดีกรณีนี้จะเป็นเรื่อง advance และจะต้องคิดและออกแบบ software เพื่อการใช้งานเพื่มเติมอีก เพราะ กรณีนี้เป็นเรื่องที่ผมยังไม่เห็นการใข้งานตัวอย่างแต่อย่างใด แค่ว่า มันมีความเป็นไปได้ที่จะใช้งานในลักษณะนี้ครับผม

เอาล่ะครับเอาเป็นว่าการใช้งานส่วนมาก ที่เห็นประโยชขน์เห็นๆน่าจะเป็นเรื่องของคนการตลาดสมัยใหม่ที่จะใช้กลับกลุ่มเป้าหมายที่ใช้อุปกรณ์พวกนี้ได้อย่างแคล่วคล่องเหมือนเป็นเรื่อปกติในชีวิตเค้าเหล่านั้น แต่ก็ต้องออกแรงคิดสักหน่อยว่า จะประยุกต์ใช้งานได้อย่างไร หรือ ต้องไปดู่ว่าประเทศญี่ปุ่นเค้าใช้งานคิวอาร์โค๊ดแบบนี้ในลักษณะไหนกันบ้างครับ ก็ copy ลักษณะและวิธ๊การใช้งานมาได้เลยน่ะครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้ qr code
  • qr code คืออะไร
  • ถอดรหัสqr code ทำยังไง
  • เล็งที่บาโค๊ดแล้วทำไงอีก
  • ถ้าซื้อ skype credit monthly จะเริ่มนับวันยังไงคะ
  • การเข้ารหัสและถอดรหัส qr code
  • watch legoราคาถูก
  • qr code ระยะเวลา
  • qr code ทำงานอย่างไร
  • qr code ดูยังไง