บทสรุปของ รวย marketing ที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ต

การตลาดแบบรวย Marketing ทำตลาดอย่างไรเพื่อให้คนอยากรวยเข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการ หรือคอร์สอบรมให้ได้มาก

เนื่องด้วยเศษฐกิจไม่ดีทำให้ คนเราเลือกที่จะหารายได้เสริมจากหลายทาง และเริ่มค้นหาตัวช่วยและวิธีการต่างๆเพื่อที่จะหารายได้เสริมผ่าน internet โดยไม่ต้องการทักษะที่จำเป็นเป็นพิเศษอะไร และ แน่นอนว่า มันจะมีให้เลือกทำเยอะเอามากๆ ถ้าหากว่าคุณว่างงานและมีเวลาที่จะทำมัน มันไม่มีงานใดๆที่จะไม่บริโภคเวลา แม้นว่า มันจะมีการ outsource กระบวนการออกไปให้คนอื่นทำ คนที่จะต้องดูเรื่องความเป็นไปได้และโอกาสก็ยังคงต้องเป็นคนที่ได้ประโยชน์ทางตรงจากกิจกรรมนั้นๆอยู่ดี ไม่สามารถกระจายงานนี้ออกไปให้กับคนอื่นได้ที่ไม่ใช่หุ้นส่วน (การใช้หุ้นส่วนทำงานเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะ outsource แม้กระทั่งงานหลักออกไปได้เช่นเดียวกัน แต่นั่นก็เป็นการลดความสำคัญของคุณเองสำหรับธุรกิจนั้นๆเช่นเดียวกัน) 

แต่ด้วยตอนนี้โลกเราเปลี่ยนแปลงไปและ แนวทางการหาเงินจากความไม่รู้ และ ความอยากรวย ถือได้ว่า เป็นแนวทางหนึ่งที่จะมีคนออกมาหากินกับสิ่งนี้โดยตรง เช่น ธุรกิจสอนรวย ต่างๆนานา (ที่เรียกว่าต่างๆนานาเพราะมันมีทุก Theme เท่าที่จะทำได้เลยก็ว่าได้) ซึ่งมันมากกว่าการสอนอาชีพไปไหนต่อไหน โดยเราสามารถแบ่งระดับการสอนออกเป็นกลุ่มได้ดังต่อไปนี้

  1. กลุ่มสอนทักษะเพื่อสร้างรายได้ทางตรง เช่น การสอนเพื่อให้รับจ้างทำเว็ปได้ การสอนเพื่อให้สามารถวาดรูปได้ดีเพื่อทำรายได้จากไลน์สติกเกอร์ เป็นต้น พวกนี้จะมีวัตถุประสงค์ของการสอนที่แน่นอน และ มีเป้าประสงค์และสิ่งที่คาดหวังได้จากการสอนนั้นๆ การสอนระดับนี้ถือได้ว่าเป็นระดับการสอนปกติที่มีอยู่แล้วโดยทั่วไป และ ถือได้ว่าเป็นการสอนให้คนทำงานได้ สร้างรายได้ได้แบบที่เป็นพื้นฐานที่สุด 
  2. กลุ่มสอนทักษะการทำตลาด กลุ่มนี้จะแยกส่วนออกมาจากกลุ่มแรก เพราะ มันไม่ได้มีเป้าหมายในการสอนที่แน่นอนชัดลงไปว่า สอนเพื่อทำไปจำหน่ายสินค้าหรือบริการอะไร เพราะ สามารถนำไปใช้กับทุกประเภทได้ (แต่ไม่ตรงหรือเหมือนกันหมด) ถ้าหากว่าสอนทำตลาดแบบจำเพาะเรื่องจะถือได้ว่าเป็นกลุ่มแรก เช่น การสอนทักษะการทำตลาดส่งออก เป็นต้น แบบนี้ถือได้ว่ามีวัตถุประสงค์ชัดเจนซึ่งคนเรียนรู้สามารถคาดหวังผลจากการทำสิ่งนั้นๆเป็นได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากว่าเป็นการสอนการตลาดเฉยๆ ไม่ได้จำเพาะประเภทใดๆ จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนและคาดหวังผลการเรียนไม่ได้อีกต่อไป ทำให้พวกนี้จำเป็นต้องเกริ่นผลลัพธ์แบบที่ไม่สามารถคาดหวังผลประการใดได้ เช่น สอนการทำตลาดเพื่อสร้างยอดขาย 10 เท่าตัว สอนการทำตลาดด้วย Facebook กำไรพันล้าน อะไรทำนองนีี้แทน เพื่อจะได้มีจุดขาย(ที่เหมือนกันหมดและ ไม่สามารถแยกแยกได้ว่ามันต่างกันยังไง) 
  3. กลุ่มสอนระดับความคิด Mindset คนที่สอนระดับนี้มักจะสอนเรื่องราวที่เป็นพื้นฐาน เพราะ มันเป็นการปรับความเข้าใจ และ ความคิดเสียใหม่ว่าถ้าหากว่าทำธุรกิจจะต้องคิดอย่างไร เพื่อให้มีความอึดความทนทานต่ออาการพ่ายแพ้ และ ล้มเหลวให้ได้บ่อยกว่าเดิม รวมทั้งกระตุ้นการลงมือทำให้กับคนที่เข้ามาเรียนหรือรับรู้เนื้อหา เทคนิคที่ได้ผลดี คือ การเรียกเงินเป็นจำนวนมากเพื่อให้เกิดความรู้สึกได้ว่า มีการลงทุนเป็นไปแล้ว แม้จะยังไม่ได้ลงแรงก็ตาม

คุณจะเห็นได้ว่า การเรียนรู้เพื่อทำกิจกรรมที่จะก่อรายได้นั้นล้วนจะต้องให้ผู้เรียนรู้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งถึงจะเห็นผล มันไม่ได้เป็นความรู้ที่สามารถรู้แล้วจบได้ เพราะ มูลค่าทางธุรกิจจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการกระทำ หรือ การทำให้เกิดขึ้น ทั้งหมด ไม่เหมือนกับความรู้ประเภทอื่นๆ ที่สามารถรู้เท่านั้นก็ถือว่าได้ผลลัพธ์แล้ว เช่น รู้ว่าภาษีจะต้องเสียแบบไหนอย่างไรบ้าง (แน่นอนว่ารู้แล้วเราก็สามารถเตรียมตัวหรือจัดการภายในต่อไปได้ แต่การรู้นนั้นถือเป็นอันสิ่้นสุดจากการคาดหวังของผู้สอนแล้ว) 

การเรียนรู้คอร์สอบรมแบบที่สามที่เป็นระดับ Mindset นั้นส่วนมากแล้ว จะไม่สามารถบอกผลลัพธ์ได้เลย เพราะ ด้วยธรรมชาติของ “ความเข้าใจ” คนสามารถหยุดได้ทันที เมื่อเข้าใจ และ ไม่ต้องทำอะไรต่อ แต่ ถ้าหากว่า มีการโฆษณาถึงผลลัพธ์เช่น เมื่อรู้แล้วลงมือทำจะทำให้ได้รายได้ขึ้นมาทันทีนั้นถือได้ว่า เป็นความคาดหวังที่เกินกว่าที่จะคาดหวังได้ เนื่องด้วยธรรมชาติของการทำธุรกิจใดๆ จะมีส่วนที่เรียกว่า อัตราความล้มเหลวอยู่เกินกว่า 95% หรือ เรียกได้ว่า 20 คนจะผ่านรอดได้สัก 1 คนเท่านั้น และ แย่กกว่านั้น 1 คนที่ว่านี้จะมีสัดส่วนอีกมากกว่า 50% ที่จะไม่สามารถทำให้ธุรกิจโตไปได้อีกต่างหาก ดังนั้น คนที่สอนการทำธุรกิจระดับ Mindset และวิธีการนั้นควรจะบอกเสมอว่าโอกาสที่จะทำได้นั้นเป็นเท่าไหร่ และ ไม่ควรแจ้งบอกว่า รับรองผล แต่อย่างใดซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นผลดีและผลเสียสำหรับคนทำการตลาดการอบรมระดับ Mindset เหล่านี้ ผลดีคือป้องกันตัวเอง แต่ผลเสียมันมากกว่าคือ เป็นการลดทอนโอกาสทางการตลาดของตน 

มี Youtuber ที่ทำการวิเคราะห์เรื่องคอร์สสอนรวยด้วย รวย marketing ระดับโลกที่ชื่อ Dan Lok โดยในเนื้อความของ Youtube มีการะบุว่า อาจจะไม่มีความคุ้มค่าใดๆเมื่อคุณเลือกที่จะจ่ายเงินซื้อคอร์สราคาแพงเหล่านั้น และ อาจจะเข้าข่ายของการเป็น Scam ได้

แนวคิดการทำเงินด้วยการใช้รวย marketing ระดับท็อปของโลกได้มีการถ่ายทอดและก็อปปี้แนวทางต่อๆกันมา โดยการทำตามโดยการอ่านหนังสือ หรือการเข้าคอร์สอบรมสัมนาราคาแพง เพื่อส่งมอบความรู้นี้ต่อไปให้กับคนที่สนใจและนี่เป็นโอกาสของคนไทยเช่นเดียวกันที่จะมีโอกาสได้จ่ายเงินราคาแพงเหล่านี้เพื่อแลกกับ “ความคุ้มค่า(มั้ย)” ของการลงทุนในความรู้เพื่อสร้างความมั่งคั่งเหล่านี้ได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆทั่วโลกแล้ววันนีี้ !

รวย Marketing แบบที่คนไทยเข้าใจได้ง่ายคือแบบไหน ?

เราจะเห็นรูปแบบที่แน่นอนว่า การตลาดแบบ รวย marketing นี้คือ การที่เอาคนสำเร็จ(แล้วแต่นิยาม)ในการประกอบการอะไรสักอย่าง หรือ หาช่องทางการทำธุรกิจอะไรได้แล้วมาบอกเล่าวิธีการดังกล่าว อย่างเป็นขั้นตอนว่าทำอย่างไร และ ต้องการส่วนผสมทางธุรกิจอะไรบ้างเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งส่วนมากแล้ว ถ้าหากว่าเป็นคนทำธุรกิจจริง คุณสามารถฟังได้ทั่วไป จาก podcast ดีๆในเรื่องของธุรกิจและการตลาด และ คนเหล่านี้จะเผยแพร่ให้ได้ฟังกันฟรีๆ เพราะ ไม่สามารถทำตามได้เหมือน 100% และมันมีความโชคดีและโชคร้ายระหว่างทางของการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย นอกจากนี้ Timing ของการทำธุรกิจก็ต่างกันแล้ว แน่นอนว่าต่างเวลา จะมีผลต่อโอกาสและรูปแบบของธุรกิจเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด 

ทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะนำเสนอ “รวย marketing” ให้ง่ายกว่าน้ั้น คือ บอกว่าตัวเองรวยขนาดไหนอย่างไร และบอกว่าฉันสามารถทำให้คุณๆนั้นรวยตามกันมาได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ บลา บลส บลา โดยใช้ Theme ทางการตลาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เพื่อให้มีจุดขายจำเพาะ *Unique Selling Point (USP) เช่น เป็นนักปิดการขาย จะได้รายได้มาก เรียกใช้พลังจักรวาล จะสามารถดึงดูดเงินได้มาก สอนให้คนอื่นเป็นโค้ชจะสามารถสร้างรายได้มาก เป็นต้น แต่ทั้งหมดจะต้องบอกว่าตนนั้นผ่านสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว และ ตนเองอยู่ในระดับที่ “ฝัน” เอาไว้แล้ว เพื่อรองรับความฝัน และ จำหน่ายความฝันนั้นออกไปให้กับคนที่ต้องการ ด้วย Theme ที่ฟังดูเหมือนจะ make sense สำหรับคนฟังในแต่ละกลุ่มตลาด  

การสื่อสารความมั่งคั่งที่ง่ายๆสำหรับคนไทยด้วยวัตถุสัญลักษณ์

แน่นอนว่าเราจะรู้ว่าภาพลักษณ์ของความมั่งคั่งนั่นเป็นอย่างไรในอุดมคติที่เห็นเหมือนกัน เมื่อนักการตลาดแบบ รวย marketing ต้องการสื่อสารความมั่งคั่งเหล่านั้น จะสามารถสื่อไปได้ด้วยวิธีการชัดเจนและมีรูปแบบที่แน่นอนอันประกอบไปด้วยภาพลักษณ์มาตราฐาน โดยสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งนั้นจะต้องเป็นที่ยอมรับในสายตาของ “เป้าหมาย” เป็นหลัก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากสินค้าหรือบริการนั้นมีราคาแพงมาก แต่กลับไม่ได้รับรู้โดยคนทั่วไปแล้ว ก็ถือได้ว่าไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งเพื่อนำมาใช้สำหรับการตลาดแบบ รวย marketing ได้

  • รถหรู : แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นคนเล่นรถและไม่ได้ชอบรถแต่อย่างใด แต่แบรนด์รถหรูเหล่านี้ได้มีสะสมภาพลักษณ์ของความแพงและหรูหรามาโดยตลอด​โดยตั้งตำแหน่งสินค้าประเภทรถของตนนั้นมีเอาไว้เพื่อใช้สำหรับคนที่มั่งคั่งเท่านั้น เพื่อเป็น “สัญลักษณ์” ของความมั่งคั่งให้แก่ผู้ครอบครอง อย่างไรดี แบรนด์สำหรับการสื่อสารจะต้องไม่ Niche มากจนเกินไปเพื่อให้คนทั่วไปรับรู้ได้ว่าสิ่งนี้มีเอาไว้เพื่อสื่อสารถึงความมั่งคั่งเป็นหลัก
  • บ้านหรู : ส่วนมากแล้วขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายว่า ถ้าหากว่าเป้าหมายคือคนที่มีอายุเสียหน่อยที่มีเชื้อสายจีนบ้าง ลักษณะบ้านจะต้องเป็นบ้านทรงโบราณแนวโรมัน ซึ่งได้รับความนิยมว่าเป็นภาพลักษณ์ที่สื่อสารถึงความมั่งคั่งได้ดี แต่สำหรับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั่นทำให้คนกลุ่มที่อายุน้อยกว่านั้น จะไม่สนใจถึงสภาพบ้านมากสักเท่าไหร่ทำให้ต้องสื่อสารความมั่งคั่งด้วย Life Style ทดแทน
  • ไลฟ์สไตล์หรู : นี่เป็นการสื่อสารความมั่งคั่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะสามารถจำลองได้ง่าย​ (ทำปลอมได้สะดวก) มากกว่าวิธีการอื่นๆ และ สามารถสื่อสารออกไปได้ทั้งวันตลอดเวลาเท่าที่ต้องการ เช่น การไปเดินช็อปปิ้งจากร้านแบรนด์สินค้าสัญลักษณ์ การเดินทางต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งการทานอาหาร การเดินทาง และอื่นๆ คุณสามารถดูตัวอย่าง Life style เพื่อการสื่อสารแบบรวย marketing ได้ผ่านสื่อ Social ที่คุณเห็นทั่วไป

เราสามารถใช้วัตถุที่มีภาพกับสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งได้ทุกแบบเท่าที่ต้องการ เพื่อใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและชัดเจนโดยไม่ต้องพิมพ์บอกเป็นตัวหนังสือด้วยซ้ำ เพราะ เครื่องมือพวกนี้ได้รับการสร้างแบรนด์มานานแล้ว และเป็นหน้าที่ของทีมการตลาดแบบหรูหรา ของแบรนด์ที่เขาดำเนินการอยู่อย่างเป็นกิจวัตรตลอดเวลา เพื่อยังคงรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์หรูให้ยังคงอยู่เอาไว้ และ เพื่อรักษามูลค่าของแบรนด์โดยตรง ซึ่งเราไม่ต้องเหนื่อยทำเรื่องพวกนี้ เพียงแค่นำสินค้าหรือตราสัญลักษณ์เหล่านี้เข้ามาประกอบในการสื่อสารความมั่งคั่งของเราเท่านั้นเอง

คนไทยเราได้ผ่านยุค รวย marketing มาหลากหลายยุคแล้ว 

ตั้งแต่สมัยดั้งเดิมจะเป็น MLM ทั้งแบรนด์บนและแบรนด์ล่างสำหรับเครื่องสำอางและของใช้ทั่วไป ประเภท Consumable โดยเป็นระบบปากต่อปากจริงๆ ซึ่งจะบอกหรือพูดโฆษณาสื่อสารกันเกินจริงได้อย่างอิสระและไร้ซึ่งหลักฐานใดๆ (ไม่มี digital footprint) เข้าสู่ยุคของ online และ social network ทำให้เกิดยุค personal branding product ทั้งอาหาร เครื่องสำอาง จนทำให้เกิดกรณีน้ำหมัก หรือเจลที่มีภาพลักษณ์และโครงสร้างที่เหมือนกับกับการระดมทุนยังไงอย่างงั้น (ให้ซื้อของเหมาะเมื่อเข้าทำเป็นตัวแทนลงทุนก่อนและรับรองผลการลงทุนว่าขายได้และทำกำไรได้ แน่นอนความคนแรกได้เงินไปแล้ว คือ โรงงานผู้ผลิตและผู้สั่งผลิตจำหน่ายต่อให้กับคนอื่นๆ) สินค้าพวกนี้ดูเหมือนเป็นเผือกร้อน และ ต่อส่งต่อระหว่างกันในรูปแบบของการลงทุน จนมายุคหลังๆ คือ ไม่ต้องมีของอะไรก็ได้ เน้นการสมัครคอร์สอบรมและจำหน่ายต่อเป็นตัวแทนจำหน่ายคอร์สอบรมต่อๆกัน เรียกได้ว่าแบบนี้ ไม่มีการผลิตส่งต่อของแต่อย่างใดเลย ทั้งหมดคนที่เข้ามาและลงทุนซื้อสินค้าหรือคอร์สรวยต่างๆเหล่านี้ก็เพื่อที่จะ “รวย” บ้างกับเขา โดยไม่สามารถแยกแยะได้ว่าโอกาสจะเป็นเท่าไหร่ การลงทุนนั้นจะเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และ สินค้าหรือบริการ คอร์สอบรมนั้นจะสอนอะไรให้กับเราได้หรือนำส่งคุณค่าได้จริงๆหรือไม่อย่างไร 

upselling เป็นอาวุธโหดสุดในการทำตลาดแบบนี้ 

คนที่เชื่อแล้ว จะเรียกว่า “เปิดใจ” และพร้อมที่จะโดนโอนถ่ายเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ด้วยการที่ เกิดความเชื่อและไว้ใจสินค้าหรือบริการนั้น ซึ่งถือว่า การ upselling เป็นเรื่องที่นักการตลาด “ต้องกระทำ” หากเป้าหมายของเขาเพื่อการขายให้ได้มากขึ้น หรือเป็นการเพิ่ม basket size สำหรับคนหนึ่งๆที่หลงเข้ามาในสารระบบแล้ว ลำดับส่วนที่ยากที่สุดในขั้นตอนนี้มิได้เป็นส่วนการขาย แต่เป็นส่วนการสร้างความไว้ใจ Trust และ การเปิดใจ กรองคนที่ยอมเปิดใจให้เข้ามาสู่ระบบให้จงได้ และ เมื่อเรายืนยัน stage ได้แล้วว่าคนเหล่านี้พร้อมควักเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการบางอย่าง เราสามารถเรียกราคากลับมาได้มาก เท่าที่อยากจะมากได้ ขึ้นกับระดับความไว้ใจที่ได้สร้างขึ้น

ของดีได้ถูกนำเสนอเกือบทั้งหมดแล้วใน content ฟรีเพื่อดูดคน !

ส่วนมากแล้วเนื้อหาที่ดีจะได้รับการนำเสนอ free ออกมาแล้วเกือบทั้งหมด เพราะ มันเป็นเนื้อหาส่วนที่ ว้าว! เพื่อทำให้คนสนใจและติดตามและเพิ่มความเชื่อใจได้ว่า ถ้าหากว่าเสียเงิน เราจะได้อะไรที่ว้าวกว่านี้ ! แต่จริงๆแล้วความคิดนี้ไม่ถูกต้องเท่าไหร่นักเนื่องจากส่วนที่ ว้าว! นั้นโดยมากจะได้รับการนำเสนอออกมาเป็นกองหน้าหรือเป็นจุดประทะกับผู้ซื้อโดยตรงเสียมากกว่า ส่วนทีจะต้องซ่อนหรือปกปิด ทำให้คนส่วนใหญ่เมื่อซื้อคอร์สอบรมไปแล้วจะไม่สามารถได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นจนคุ้มค่าเงินที่เสียไป ทั้งนี้ คอร์สที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้เป็นส่วนที่เปิดเผยกระบวนการ (กลุ่มหนึ่ง เพราะ คอร์สกลุ่มหนึ่งนั้นถือได้ว่า กระบวนการนั้นเป็นความลับที่จะต้องแลกกันเงินค่าคอร์ส) 

การที่เนื้อหาที่ดีที่สุดได้รับการเผยแพร่ออกมาก่อนเป็น “Free Content” หรือ เนื้อหาฟรี ก็เพื่อที่จะทำให้คนทั่วไปที่ติดกับวิธีการทำตลาดแบบเก่าจะเข้าใจเอาเองว่า “ถ้าหากว่าของฟรี ยังดีขนาดนี้ ส่วนที่เป็นความลับหรือส่วนที่จะสอนนั้นจะดีขนาดไหนกัน!” แม้ว่าคนที่ขายคอร์สแบบรวย Marketing จะไม่ได้บอกออกมาแบบโต้งแบบนี้ก็ตาม แต่เราก็สังเกตได้จาก คอร์สต่างๆที่คนเมื่อจ่ายเงินไปแล้วและพบว่า ไม่ได้คุณค่าใดๆที่เพิ่มเติมจากเนื้อหาที่นำเสนอฟรีอยู่แล้ว ทั้งของตัวของเขาเอง หรือ ของคนอื่นทีี่สามารถหาได้ใน internet โดยการ Google ทั่วไปเป็นปกติ แน่นอนว่า เนื้อหาส่วนมาก ที่เป็นของฟรี นั้นมักจะเป็นเนื้อหาต่างประเทศทั้งหมด คนส่วนมากที่ทำคอร์สก็จะเพียงแต่แปลเนื้อหาและจัดบทให้ดีขึ้น และ ไม่ต้องเสียเวลารวบรวมให้เท่านั้น ซึ่งสำหรับบางบริบทแล้ว การนำเสนอทีดีขึ้นและสะดวกแก่ผู้เรียนนั้นก็ถือว่าเป็นคุณค่าที่สามารถส่งต่อได้แล้ว แต่ มันไม่ได้แพงขนาดนั้นเสียมากกว่า 

คอร์สที่บอกว่าจะทำให้เกิดการสร้างรายได้มหาศาลทำให้ฟังดูเหมือนเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า! 

รวย Marketing การตลาดโดยเน้นจุดขายคือรายได้มหาศาลแบบรวยพลิกโลกนั้น ถือได้ว่า เป็นผลลัพธ์ที่ดูยังไงก็คุ้มค่าไม่ว่ามันจะต้องลงทุนไปสักเท่าไหร่ กี่พันหรือกี่หมื่นก็ตาม ก็จะมีแนวโน้มจะคุ้มค่าในระยะยาว แนวคิดนี้ ถูกใช้งานมาแล้วตั้งแต่โบราณกาล รุ่นปู่ย่าของเราหรือพ่อแม่ของเรามาก่อนหน้าแล้ว เราจะได้รับแนวคิดว่า การศึกษา เป็นสิ่งที่ต้องลงทุน เพื่อให้ได้โอกาสในการเข้าถึงการทำเงินในอนาคตได้เป็นกอบเป็นกำ เช่น ถ้าหากว่าบ้านหรือครอบครัวคิดว่า การเป็นแพทย์ จะทำให้ได้รายได้มาก พ่อแม่ก็อาจจะปลูกฝังความคิดว่า ต้องอยากให้ลูกเป็นคุณหมอ และ บอกให้ลูกฟังว่าการเป็นคุณหมอนั้นจะได้ช่วยเหลือคน และ ยังผลทำให้เกิดผลลัพธ์คือ ความมั่งคั่งเป็นผลสุดท้าย ดังนั้น หากกลไกที่เป็นแบบที่บ้านเมืองเราเป็น เราจะคาดหวังนัยๆว่า ถ้าหากว่าพ่อแม่ลงทุนในลูกแล้ว ลูกจะให้ผลตอบแทนคืนมาในรูปตัวเงินได้ในท้ายที่สุด หรือ อย่างน้อยที่สุดก็จะไม่ต้องเดือดร้อนพ่อแม่เมื่อโตขึ้นได้ ทำให้พ่อแม่เลือกที่จะลงทุนกับ “ความรู้” โดยมีความคิดแบบที่ รวย marketing อยู่เบื้องหลังแนวคิดอย่างไม่รู้ตัว

แต่นั่นเป็นมุมมองต่อการศึกษาสำหรับบุตรหลาน ไม่ใช่ตัวเราเอง เราไม่เลือกที่จะคิดว่า เราจะต้องเรียนอะไรเพิิ่มเติมเพื่อที่จะเพิ่มรายได้ของเราได้ แต่ เราเลือกที่จะหาคอร์สที่เราคิดว่าน่าจะสร้างรายได้ให้กับเราได้แทน และ นี่คือ โอกาสของ รวย marketing ที่กำลังจะสื่อสารเข้าหัวว่า หากคุณทำแบบนี้แบบนั้นแล้ว จะทำให้คุณมีโอกาสสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เพียงทำตามเขาเหล่านั้น เท่านั้นเอง และ ผลลัพธ์ที่เป็นปลายเปิดแบบนี้ เราจะไม่คาดหวังอะไรได้สักเท่าไหร่ และกลับทางกัน กลับดูเหมือนว่า ลงทุนไปไม่ลองก็ไม่รู้หรอก ทำให้มีคนตั้งตนเป็นกูรูเพื่อบอกคนอื่นว่า หากทำตามเขาเหล่านั้นแล้วจะได้รายได้เหมือนเขา หรือ อย่างน้อย ถ้าหากว่าไม่ได้เหมือนเขาแสดงว่า ผู้เรียน เรียนรู้ได้ไม่ถึงกึ๋นเสียมากกว่า มิได้เป็นความผิดของคอร์สแม้แต่น้อยเลยก็ว่าได้ 

ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามสถิติเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

รวย marketing สามารถทำการตลาดด้วยการบิดเบือนสถิติได้ด้วย และ มันดูเหมือนกับว่า ความสำเร็จนั้นเป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัยโดยมีวิธีการที่นิยมทำกันต่อไปนี้ 

  1. การสร้าง testimonial ทั้งปลอม : วิธีการนี้เป็นวิธีการทางการตลาดที่ง่ายและสะดวกมากกว่าวิธีการอื่นๆทั้งหมด เขาสามารถสร้าง facebook comment ปลอมด้วยรูปแบบใดๆก็ได้ หรือ เจ๋งกว่านั้นคือ การสร้าง testimonial (ภาษาการตลาดใต้ดินเรียกว่า “อวย”) ให้เป็นรูปแบบของ Youtube VDO เช่น การว่าจ้างหรือการทำการ cross testimonial ด้วยผลประโยชน์ที่แลกกัน เช่น การแลก Testimonial ระหว่างคอร์สด้วยกัน หรือ การจำลองการอวยด้วยการให้ค่าแนะนำ Affiliate marketing ซ้อนด้านหลัง ทำให้การอวยครั้งนั้นๆ มิได้เกิดขึ้นจากความจริงแท้แต่อย่างใด แย่หน่อยที่บ้านเมืองเราไม่ได้ต้องบอกว่า ลิงค์หรือการซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ หากเป็นการอวยแบบได้เงินนั้นจะต้องแจ้งให้กับผู้บริโภคได้ทราบแต่อย่างใด เพราะงั้น นักรวย marketing จะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องบอก ทั้งนี้ ต่อให้ประเทศที่มีการกำหนดกฏนี้ ก็จะไม่บอกอยู่ดี เพราะ เป็นผลยังทำให้ยอดขายตกลงได้ อย่างไม่จำเป็นเลยก็ว่าได้ 
  2. การใช้  Selective Testimonial แบบที่เป็นผลลัพธ์เป็นจริง : แต่สำหรับกรณี้ เราจะทำการเลือก เคสเพื่อทำให้เกิดการอวยที่ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ได้ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นกลาง รวย Marketing ต้องการผลลัพธ์ของการเข้าคอร์สเพื่อให้รู้สึกว้าวที่สุด ! นั่นทำให้ต้องเลือกสรร เฟ้นหา และ เอามาขยายให้เป็นเรื่องใหญ่ เช่น ถ้าหากว่าเป็นคอร์สอบรมเพื่อสร้างรายได้ด้วยการกระทำบางอย่าง เช่น ให้นึกแบบพลังจักรวาลก็ได้ จะมีบางคนที่สามารถคิดว่าฉันจะรวยๆ แล้วอยู่ๆเขาก็หาธุรกิจที่รวยได้จริงๆ ในที่สุด แต่นั่น ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลของการเข้าอบรมแต่อย่างใดกลับเป็นผลลัพธ์ทางสถิติทั่วไปอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีการอบรมนี้โอกาสที่คนจะประสบความสำเร็จในธุรกิจคือ 1% เท่าเดิม ดังนั้นแล้ว คนที่ผ่านการอบรมคอร์สพลังจักรวาลคิดบวก ก็จะยังคงมีสัดส่วนคนที่ทำธุรกิจมือขึ้นเหมือนกันคือ 1% อย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อมีคนผ่านการอบรม 100 คนจะ 1 คนที่มือขึ้น ตามสถิติปกติทุกประการ หน้าที่ที่เหลือของ รวย marketing team ก็คือ การจับความสำเร็จมาขยายร้อยเท่าพันเท่านั่นเอง และ มันไม่ได้เป็นการโกหกแต่อย่างใด วิธีการ selective testimonial มีใช้กับทุกวงการอยู่ เช่น โรงเรียนนี้มีเด็กชนะเลิศอะไรสักอย่าง เขาจะนำภาพเด็กเหล่านั้นมาแปะประกาศเพื่อขยายการตลาดผ่านสถิติเหล่านี้ เป็นต้น 
  3. ให้ทำ Social Confirmation (affirmation) แล้วแต่จะเรียก วิธีการ คือ ให้เหมือนมีคนอื่นเข้าร่วมจำนวนมาก และ เห็นชอบเห็นดีกับแนวคิดหรือวิธีการหนึ่งๆ แม้ว่าคนที่เพิ่งเข้ามาแล้วพบว่าคนอื่นคิดและเห็นแบบนั้นจะทำให้เกิดความคิดคล้อยตามและคิดว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นจริงแน่ๆ เพราะ คนอื่นมากมาย คิดหรือเห็นดีกับวิธีการดังกล่าวอย่างไม่ต้องสงสัย เราต่างหากที่แปลกแยกและแตกต่างจากคนอื่น วิธีการนี้ ถูกใช้แบบรุนแรงสำหรับลัทธิ และความเชื่อของกลุ่มคนหนึ่งๆ เพื่อใช้ให้คนที่เข้ากลุ่มใหม่ม่ีความคิดและแนวคิดเดียวกันได้ในที่สุด วิธีนี้มักจะถูกใช้กับ MLM ที่อาจจะเรียกว่า team building หรือ แย่สุดก็คือแชร์ลูกโซ่ ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าการลงทุนนั้นมีแต่ได้จริงๆด้วย และ คนที่อยู่ในห้องสัมนานั้นก็พบว่าเขาก็ได้จริงอีกต่างหาก และ นั่นก็เป็นความจริงสำหรับเขาเหล่านั้น และ มีค่านายหน้าซ้อนเข้าไปอีก ทำให้ความจริงถูกบิดเบือนไปอย่างไม่มีทางกู้กลับได้ งานที่เหลือ คือ ปล่อยเวลาก็จะทำให้คนใหม่คนนั้น จะเรื่องของ confimation bias เพื่อยันกับแนวคิดใหม่ที่เขามีด้วยตนเองในที่สุด (ลองหาอ่าน confimation bias เองน่ะครับ) 
  4. สร้างความกดดันจาก “การกดดันทางเวลา” หรือ ใช้ “ความขาดแคลน” เพื่อเร่งการตัดสินใจ ใช่แล้ว ถ้าหากว่า คนเรามีเวลาคิดมากขึึ้น เราอาจจะเปลี่ยนใจจากการ build อารมณ์ความรู้สึกจาก selective testimonial หรือ Social Confirmation ต่างๆ นักการรวย marketing นั้นจะต้องให้คนควักเงินจ่ายเดี๋ยวนี้ ! ก่อนที่จะหมดโอกาส เพราะ เหลือที่นั่งเพียง 2 ที่นั่งสุดท้ายก่อนปรับราคา (จะเห็นได้ว่ามันกดดันทั้งเวลาต้องแย่งกับคนอื่นก่อนคนอื่นกดจองและสร้างความขาดแคลนไปพร้อมกัน) นอกจากนั้นยังสร้าง “ความกลัวต่อการสูญเสีย” เข้าไปอีกต่างหาก เรียกได้ว่าโหดมากสำหรับการตั้งกฏหลอกที่ว่านี้ เพื่อให้คนลงมือจ่ายทันที ! เราจะเห็นการใช้ความกดดันมิตินี้ในคอร์สการอบรมที่ไม่มีเนื้อหาใดๆที่จะต้องคิดตัดสินใจ และ เป็นอะไรทีต้องตัดสินใจด้วยอารมณ์ล้วนๆเป็นหลัก การกดดันนี้ถือได้ว่าเป็นเทคนิคการตลาดทั่วไปที่ นักการตลาดสายขาวปกติก็ใช้กันอยู่ด้วย เราจะเห็นคำว่า early bird ticket หรือสิทธิ์พิเศษนาทีทอง และ Falsh sales เป็นต้น

จริงๆแล้วรวย Marketing แบบพื้นบ้านนั้นต่อให้ไม่รู้ทฤษฎีทางจิตวิทยาใดๆ เพียงแต่เชื่อและทำตามกันมาก็ถือได้ว่าได้ผลลัพธ์ของการตลาดแบบรวย marketing ได้ไม่ยาก ไม่ต้องศึกษาจิตวิทยา แต่ขอให้เชื่อว่ามันได้ผลก็พอแล้ว ซึงทำให้คนเข้าวังวนพวกนี้ได้ง่ายเอามากๆ เขารู้สึกว่า เมื่อพูดถึงสินค้าหรือบริการของคอร์สต่างๆที่เป็นตัวแทนขายแล้วกลับมีคนสนใจได้ง่ายเหลือเกินอย่างน่าอัศจรรย์ แค่ทำตามวิธีการที่บอกเหล่านี้เท่านั้นเอง ปัญหาใหญ่ของรวย Marketing คือ เราจะไม่สามารถแยกแยะอะไรออกได้เลยว่า เนื้อหาคอร์สเหล่านั้นจะดีเพียงพอหรือไม่ ฟรีๆ มันก็มีถมไป การซื้อเวลานั้นคุ้มค่าแล้วอย่างงั้นหรือ ? ทางลัดเหล่านั้นมีโอกาสสำเร็จแค่ไหนกัน เพราะ ทุกคนเล่นเอา selective มาแสดงเป็นคำโฆษณากันหมด ใช่แล้ว นี่คือสิ่งที่คุณจะไม่มีโอกาสได้รู้และ จะไม่มีวันได้รู้อย่างแน่นอน ไม่อย่างงั้นคนเหล่านี้จะไม่มีเงินเพื่อทำการโฆษณามาถึงคุณได้หรอก คุณจะแยกแยะไม่ออกว่า มัน viral มาด้วยความจริง หรือสิ่งลวงกันแน่ ดังนั้นขอให้คุณรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและ ตัดสินใจเอาว่า คุณจะเชื่อหรือเปล่า ? ก็เท่านั้นเอง 

Submit your comment

Please enter your name

Your name is required

Please enter a valid email address

An email address is required

Please enter your message

rackmanagerpro.com © 2020 All Rights Reserved

Rackmanagerpro.com all right reserved 2007 - 2019

Copyright by Rackmanagerpro.com

Content Creted by Rackmanagerpro.com