Google Analytics Opt-out : add on เพื่อการหยุดส่งข้อมูลไปเก็บใน Google Analytics

PrtScr capture_5  ล่าสุด Google เพิ่งออก extension ของ Browser รุ่นที่ฮิตๆทั้งหลายให้สามารถที่จะทำการ Opt-Out ไม่ให้ Google Analytics ติดตามข้อมูลได้ นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่า คุณคิดมากว่า ตอนที่คุณเข้าหน้าเว็ปคนอื่นเค้า แล้วเค้ารู้ได้ว่า คุณมาจาก link หน้าเว็ปไหน หรือว่าคุณดูเนื้อหาในเว้ปไซท์นานแค่ไหน แล้วก็คุณดูไปกิ่ page กัน และอื่นๆที่อีกมากมายที่ Google Analytics จะเก็บข้อมูลได้แล้วส่งไปที่ webmaster หรือคนที่ดูแล website นั้นๆอยู่เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์การใช้งานหน้า website ของเค้าเหล่านั้นเพื่อเป็นการปรับปรุงติดตามผล (tracking) ของหน้าเว็ปไซท์ได้

หลักๆแล้ว Google Analytics จะใช้เพื่อให้คนดูแลเว็ปเห็นข้อมูลหรือผลงานในการ promote หน้าเว็ปจากความอุตสาหะต่างๆนานาในการ promote ครับไม่ว่าจะเป็นการ แลกลิงค์ ปะ Banner submit site เพื่อให้ได้ขึ้นหน้าแรกๆ ของ Google ด้วย Keyword ที่อยากจะได้มาเป็นของตน (เหมือนกับว่าเป็นของได้เลยยังไงอย่างงั้น)  หรือ ยึดพื้นที่ในการ search ทั้งหมดด้วย Keyword นั้นด้วยการ post เนื้อความไปยังหน้าเว็ปที่ดังๆต่างๆครับ จะทำให้เห็นได้ว่า มีคนเข้ามามากน้อยแค่ไหนด้วยวิธีการไหน ถ้าหากว่าไม่มี Google Analytics แท้ที่จริงแล้วก็มีตัว Tracking จากสำนักอื่นๆมากมายอยู่เหมือนกันแต่ว่ามันไม่ได้ Complete สมบูรณ์และแสดงผลได้เจ๋งเหมือนกับ Google Analytics เท่านั้นเองครับ

ทั้งนี้ Google จะเก็บข้อมูล IP ของคุณเอาไว้แต่ว่าคนทั้งโลกนี้จะมีแค่ไม่กี่คนที่ทำงานที่ Google จะเข้าถึงข้อมูลนั้นได้และจะต้องได้รับอนุญาต (จากใคร) เสียก่อนเพื่อที่จะเข้าไปดูได้ครับ

จริงๆแล้วผมก็ไม่อยากให้คนทั่วไปเอา extension Google Analytics Opt-out ไปติดสักเท่าไหร่เพราะว่าผมก็เป็น webmaster คนนึง ถ้าทุกคนร่วมใจไม่ให้ข้อมูลผม แล้วผมจะเห็นมันได้ยังไงล่ะว่าผมจะต้องทำอะไรต่อ คนเข้าเยอะแค่ไหน หมดกำลังใจไปเสียอย่างงั้นก็เป็นไปได้น่ะครับ

แต่ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณเป็น webmaster แล้วคุณก็ไม่ได้ทำอะไรมาก วันๆก็เข้าแต่เว็ปตัวเองทดสอบ Keyword ที่ link เข้าหน้าตัวเองด้วย Google หน้าหลักเหมือนกับคนอื่นๆ มันก็จะเป็นเก็บข้อมูลของตัวคุณเองไปด้วยน่ะครับ นั้นก็แปลว่า ถ้าหากว่า ผมแนะนำให้คนที่เป็น webmaster เอา extension นี้ไปใส่ที่เครื่องหรือ Browser ตัวเอง แล้วก็เล่น internet ว่อนไปทั่วโดยไม่ให้ข้อมูล Google Analytics แล้วก็วอนขอให้ user ที่ไม่ได้เป็น webmaster ก็ไม่ต้อง install extension นี้น่ะครับ เพราะว่าก็สงสาร webmaster เค้าหน่อยก็แล้วกัน หรือถ้าหากว่าไม่สนอยากลองก็ไม่ว่าอะไรเพราะว่าคุณในฐานะ internet surfer โต้คลื่นท่องเว็ป เมื่อคุณ install extension ไปแล้วคุณไม่รู้สึกว่า มัน privacy ขึ้นสักเท่าไหร่หรอกมั้ง แล้วก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกแตกต่างจากเดิมแต่อย่างใดครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • google analytic ดูข้อมูล คนอื่น
  • วิธีดู ip address ใน google analytic

รู้ไว้ก่อนจะลงมือ Create เนื้อความใน Blog : Basic Blogging พื้นฐานการ Blog ที่น่าทำ

Blogตอนนี้น้องๆผมก็ต้อง Blog ซะอย่างงั้น แต่อยากจะ list ออกมาสักหน่อยว่า เราจะต้องคิดเรื่องอะไรบ้างเพื่อที่จะทำให้การ Blog ครั้งนั้นๆ ดูดีแล้วก็น่าจะมีประโยชน์ต่อการทำ ON Page SEO สักหน่อยน่ะครับ งั้นมาดูดีกว่าว่าถ้าหากว่าจะ Blog ให้ได้หน้า page หรือหน้า post นั้นได้ดีเนี่ยะ น่าจะทำยังไงกัน ?

คิดก่อนว่าจะมุ่งเป้าคีย์เวริ์ดอะไรดีและหาว่าคนค้นคำนั้นเยอะแค่ไหน ?

เรื่องของ Keyword นี้คุณต้องหาเสียก่อนว่าจะเลือกเอา Keyword อะไรน่ะครับ แล้ววิธีการได้มาซื้อ Keyword นั้นก็มีเยอะแยะหลากวิธีการครับ ถ้าหากว่าผมพูดสั้นๆก็จะได้ความว่า เราก็คิด Keyword List ออกมาเป็นกระตั้ก เป็นปึกๆ แล้วก็ทำการ List เข้า Google adwords แน่นอนว่าในนั้นจะ estimate ประมาณการ search ด้วย Keyword นั้นๆไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าผมก็จ่ายเงินจริงเอาเลย ตั้งค่าใช้จ่ายต่อวันแล้วก็เปิดให้คนค้นหาจริง เราจะได้ impression ของ Keyword นั้นๆออกมาจริงๆอย่างไม่น่าเชื่อ พร้อมทั้งเสียเงินน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณอยากรู้เร็วก็ปรับตังค์ให้เยอะหน่อย แล้วก็เข้ามาดูถี่มากๆน่ะครับ เราจะรู้น่ะครับ คนค้นหาคำๆไหนมากสุดๆแล้วที่มัน มีความความสัมพันธ์กับ website ของเราจริงๆน่ะครับ วิธีการดูแบบนี้เราจะได้ข้อมูล impression (ปริมาณการแสดงผลที่หน้า Google Search Result page) ได้ทันทีทันใดครับ อ้อ ถ้าหากว่าไม่อยากยุ่งยากมาก และเพื่อให้ได้ stats จริง เราปรับ max Bid สำหรับ Keyword ทั้งหมดให้เยอะหน่อยแล้วกันนะครับ จะได้ไม่หลุดหน้าแรก แล้วมันก็ไม่ show เอาซะอย่างงั้น

ทำตัวหนาเป็น H1 และ H2 ให้กับ Keyword นั้นๆ

ถ้าหากว่าคุณทำอย่างข้อตะกี้ ผมว่าเราก็น่าจะได้ Keyword มาแล้ว ว่าคนค้นหาคำไหนกันเยอะแค่ไหน แล้วก็คู่แข่งมันโหดร้ายแค่ไหน (แนนอนว่ามันสะท้อนจากค่าเงิน ! ที่คุณจ่ายไปต่อ Click น่ะหละครับ >< ถาหากว่าแพงจัดๆ ก็เดาเอาไว้ได้ว่า คำๆนั้นมีการแข่งกันเย้อะแยะอย่างจริงจัง แล้วถ้าหากว่า keyword ไหนนี่ไม่เก็บตังค์เราเท่าไหร่ แสดงว่าชิวเอามากๆ แล้วก็ไม่ได้แย่งอะไรสบาย แฮ ..) ทีนี้เราก็เอา Keyword เหล่านั้น มาใส่ tag H1 , H2 เพื่อให้เหมือนกับว่ามันเป็นหัวเรื่อง หัวพารากราฟ ครับ อากู๋ ( Google ) แกก็จะมองว่า เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆน่ะครับ แล้วก็เหมือนกับว่า คนเค้าเล่าต่อกันมาว่าถ้าหากว่า อยากจะเน้น Keyword ไหนก็เอาไปไว้เป็นคำแรกๆของหัวเรื่องด้วย ยังกะ Google จะขี้เกียจอ่านให้มันยาวๆซะอย่างงั้นน่ะครับ เฮอะๆ

ในเนื้อความใส่รูปด้วยแล้วก็ใส่ Properties อื่นๆให้ครบ

รูปภาพที่ใส่ คุณอาจจะเอาภาพที่โหลดได้เร็วมาใช้งานจะดีกว่า ภาพที่ใหญ่โตโหลดได้ช้า วิธีการสร้างภาพที่โหลดเร็วก็คือ เปิด Photoshop แล้วก็ Save as web site ในนั้นก่อนที่จะทำการ save มันก็จะบอกว่า Size ของภาพมันใหญ่แค่ไหน ยิ่งเล็กยิ่งดี เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณขายเนื้อความไม่ได้เป็นเนื้อภาพ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากที่จะทำให้ภาพมันละเอียดใหญ่โตครับ นอกจากนี้ผมก็แนะนำว่าใส่ ALT ให้ครบ ด้วย Keyword ที่เรากำหนดเป็นเป้าหมาย เข้าไป แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวซะตรงๆครับ

ภาพนั้นๆ ควรจะเป็นภาพที่แสดงเต็มๆ โดยไม่มีการย่อ เพราะ อากู๋ชอบมองว่า ภาพก็ออกจะใหญ่แต่ว่าอยากจะแสดงให้เล็กๆแค่นี้ ทำไมต้องมาย่อล่ะ นอกจากหนักแล้วยังจะถึกอีกด้วย ภาพก็บี้ๆไม่สวยอีกตะหาก เพราะงั้นแล้ว ส่วนตัวผมจะไม่ย่อภาพครับ ถ้าอยากจะใส่ภาพก็แนะนำย่อจากด้านนอกมาให้ได้ขนาดพอดีมาเลยจะดีกว่าครับผม

ใส่ตารางซะบ้างในเนื้อความก็ไม่เสียหา
ยอะไร

เค้าเล่ากันว่า ถ้าหากว่าหน้าที่มีอะไรต่อมิอะไรครบ อากู๋เหมือนจะชอบมากกว่าหน้าที่ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เพราะงั้น เราใส่ตารางเข้าไปบ้าง เพื่อเป็นกั้นภาพกับ text ออกจากกันบ้างครับ ผมขอบอกอีกหน่อยว่าหน้า page ที่คนเข้าเยอะสุดใน website rackmanagerpro.com นี้ หน้านั้นมีตารางน่ะครับ แต่ก็อีก ผมบอกไม่ได้หรอกว่ามันมาจากเรื่องนี้ตรงๆเท่านั้นน่ะครับ แต่ว่าเราสร้างไว้บ้างมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรจริงเหรอป่าวล่ะครับ

สร้าง internal Link กันเองใน Blog บ้างก็ดีนะ

พอพิมพ์จบก็มาดูเสียหน่อยว่า Keyword ที่อยู่ในเนื้อความเรานั้น มันมีคำๆไหนเหรอป่าวที่อยากจะ link ไปหน้าไหนของเราเอง (ไม่ใช่ของคนอื่นน่ะครับ) แล้วก็จัดการ link ไปซะเลยน่ะครับ แต่ว่าอย่าทำให้มันมาก มันดูน่าเกลียด เอาแบบว่าให้มันอ่านรู้เรื่อง แล้วก็ link ไม่เยอะเกินไปจะดีกว่าครับ ทำให้คนที่หลงเข้ามาอ่าน อ่านรู้เรื่องครับ

link ออกนอก website ตัวเองใน NoFollow ด้วยครับ

มันไม่ได้เป็นการเห็นแก่ตัวอะไรหรอกกับการแค่ส่ง Traffic ไปแต่ว่าไม่ได้ส่งพลังลมปราชญ์ตามไปด้วย เพราะการใส่ NoFollow เป็นการตัดสายพลังที่ไหลผ่านเข้าหน้า website เรา แล้วออกไปหน้าคนอื่นครับ ยกเว้นว่าเป็นเว็ปพันมิตร หรือเว็ปตัวเองแต่ว่าเป็น URL อื่นๆครับ สั้นๆคิดแค่นี้แล้วกันนะครับว่า เป็น external link (ไปหาคนอื่น) ก็ใส่ NoFollow ด้วยล่ะครับกันนะครับอย่าลืม

ใส่ตัวหนา ตัวเอียง ใส่สีในเนื้อความบ้างก็ได้กับคำที่คุณเน้น

การใส่ตัวหนาเอียงแล้วก็ใส่สีมันเป็นการทำให้เนื้อความอ่านได้ง่ายขึ้น แล้วคนอ่าน ก็ get idea ได้เร็วกว่าเดิมว่า เราเน้นอะไร! ซึ่งเรื่องพวกนี้ผมไม่ค่อยจะทำน่ะครับ (ความขี้เกียจเข้าแทรกว่าอย่างงั้น ลมปราญไหลออก พลังชี่ลด .. โม้ไปนั่น )

กด Enter เพื่อเว้นย่อหน้า สร้าง paragraph ใหม่

อันนี้เอาไว้ดักคนอ่านน่ะครับ ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับ SEO เหรอป่าว เกี่ยวตรงว่าถ้าหากว่าคนอ่าน อ่านได้นานมันก็จะทำให้หน้า page นั้นหรือ post นั้นมันมีอะไรดี คนเข้ามาผ่านทาง อากู๋ Google แล้วก็อากู๋แกก็รับรู้ได้ว่า ส่งคนมาถูกทีเพราะว่าอ่านกันเยอะคน เหลือเกินแล้วก็นานเหลือเกินเหมือนว่า เนื้อความโดนใจน่ะครับ

ผมว่าคงต้องหยุดเพียงเท่านี้ก่อนเพราะ มันมีอีกเรื่องก็คือ คุณไม่ควรจะพิมพ์เนื้อความเป็น text ยาวเป็นกิโลๆ เหมือนกับที่ผมทำสักเท่าไหร่ แนะนำว่า อาจจะเป็นเป็น post หลายๆอันแล้วก็ ทำเหมือนเป็น POST เพื่อสรุป แล้วก็ link ไปแทน เพื่อให้เกิดจำนวน page เฉลี่ยตัวหัวต่อคนมากขึ้นนะครับ ซึ่งผมไม่ทำสักเท่าไหร่เพราะว่า ไม่มีพลัง แต่มันเป็นพฤติกรรมที่ดีในการ Blogging น่ะครับแนะนำๆ (สอนคนอื่นบอกคนอื่นแต่ว่าตัวเองไม่ทำซะงั้น ฟังดูไม่ค่อยมี credit สักเท่าไหร่เนาะ เฮอะๆ

วิธีคิด : Blog ยังไงให้มีเนื้อหาเอามา Blog กันอยู่เป็นประจำ

blog board 
ถ้าหากว่าคุณถามผมแบบนี้แสดงว่า เว็ป Blog ที่คุณกำลังเขียนอยู่นั้นไม่ได้มาจากความสนใจของคุณแม้แต่น้อยย ทำไมผมบอกได้อย่างงั้นน่ะเหรอครับ ? ไม่แปลกหรอก ลองคิดกลับทางกันดูดีกว่าว่า ถ้าหากว่า เรื่องราวเฉพาะเจาะจงใดๆ คุณชอบและสนใจมันอยู่แล้ว คุณแทบไม่ต้องออกแรง เพื่อหาข้อมูล ศึกษา หรือความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ แต่อย่างใด แล้ว สิ่งที่คุณทำ ก็จะทำอยู่ตลอดเวลา เสียด้วยซิ ไม่ว่ากำลังจะนอน หรือเพิ่งตื่นมาตอนเช้า หรือ เวลาว่างหลังจากงาน หรือ แม้กระทั่งเวลางาน เมื่อคุณว่างจากงาน (มันก็ต้องว่างหน่อยน่ะครับมันถึงจะอ่านนู้นอ่านนี้ได้จริงเหรอป่าวล่ะครับ)

เพราะแท้ที่จริงแล้วการ Blogging ก็เป็นการบอกต่ออย่างหนึ่งเท่านั้น ผ่านแนวคิดและความคิดของเรา ในการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นภาพเสียงหรือตัวหนังสือ ข้อมูลคุณก็มีแล้วถ้าหากว่าคุณชอบหรือสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างว่า เรื่อง source ที่จะได้เรื่องราวมาเป็น unlimited แน่นอน และอีกเรื่องที่อาจจะต้องคิดต่อก็คือ คุณจะทำอย่างไรเพื่อให้เนื้อหาของคุณมีคุณค่าต่อคนอื่น

วิธีคิดต่อนั้นก็ไม่ยากเย็นอะไรมากมายนักหรอกครับ วิธีการคิดของผมเพื่อให้ผมพิมพ์เนื้อหาออกมาให้คุณๆได้อ่านกันก็คิดแค่ว่า "มีคนมาบอกคุณแบบนี้ซะแต่แรกมันก็น่าจะดีเนาะ"  มันแปลว่าอะไร วิธีการคิดแบบนี้จะทำให้คนอื่นที่ชอบเนื้อหาแบบเดียวกันกับคุณหรือ ค้นหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรื่องใดๆที่คุณเขียนได้เจอ "เนื้อหา" ของคุณแล้วมันก็เป็นการประหยัดเวลาในการ research ข้อมูลเหล่านั้น เพราะมันได้ผ่านการย่อยทางความคิด และกลั่นออกมาเป็น content ที่มีการบันทึกเอาไว้ และ อ่านได้ด้วยความเร็วในการรับรู้และเรียนรู้ของตนเองครับ  ผมไม่อยากให้คุณคิดมาก ว่าถ้าหากว่าคนอื่นเข้ามาอ่านแล้วจะได้อะไรจากมัน คิดแบบว่า ถ้าหากว่าผมรู้แบบนี้ก่อนมันก็น่าจะดี เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้คุณบอกคนอื่นต่อเอาไว้ก่อนล่วงหน้า แม้ว่าเค้าเหล่านั้นจะไม่ได้คิดสงสัยในประเด็นต่างๆเหล่านั้นมาก่อนก็ตามที

ยิ่งถ้าหากว่าเนื้อหาของคุณใน blog ของคุณมี theme เรื่องราวที่น่าสนใจเฉพาะเจาะจงได้ชัดเจน มันจะทำให้คนที่คิดแบบคุณ และสนใจแบบคุณๆจะกลับเข้ามาอ่านหรือก็สมัคร feed เพื่อรับ content ใหม่ที่พิมพ์ออกมาครับ

อีกวิธีการหนึ่งที่ผมเห็นว่าดีไม่ใช่น้อยก็คือ เนื้อหาเชิงที่คนเห็นด้วยได้ง่าย ใครๆก็ชอบอ่านเรื่องราวที่คิดว่า เหมือนกับที่ตัวเองคิดเอาไว้หรือว่าเป็นเนื้อหาที่มีความคิดในแบบเดียวกับตน ถ้าหากว่าอ่านแล้วกินใจ แบบประมาณว่า ใช่เล้ย >< อะไรแบบนั้น ก็จะเกิดการ share ต่อไปได้ดีกว่า เนื้อหาที่ขัดกับความคิดของคนอ่านเป็นแน่แท้ครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่าคิดอะไรไม่ออกก็ลอง พูดถึงเรื่องที่คนอื่น (ใน theme คนอ่านเดียวกันกับคุณ) จะเห็นด้วยได้ง่าย หรือว่าโดนใจครับ case นี้รู้ไว้ใช่ว่าเพราะเราก็ไม่สามารถประเมินได้จริงๆหรือว่า คนอื่นเค้าจะคิดเหมือนกับเราหรือไม่ แต่ก็อีก เราก็ออกแรงเดาเท่าที่เราจะทำได้น่ะหละครับ

และวิธีการสุดท้ายที่เป็นต้นกำเนิดของการ Blogging ที่ rackmanagerpro.com นี้ก็ว่าได้ก็คือ การบันทึกเพื่อให้ตัวเอง search กลับมาได้น่ะครับ เนื้อหานี้จะเหมาะกับเนื้อหาแนว how to หรือ บอกกล่าววิธีการแก้ปัญหาใดๆ ครับ เช่น ถ้าหากว่าผมมี เคร

อยากแนะนำว่าร้านอาหารหรือ Shop offline ขายของควรมี Wifi Free ไว้สร้าง WOM

free-wifi เขียนหัวเรื่องแบบนี้อาจจะคิดแค่ว่า เอา Wifi มาปะไว้หน้าร้าน เพื่อให้คนเข้าร้านมาใช้ มันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองครับ ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด ผมคิดว่า ประเด็นอีกเรื่องที่คุณๆอาจจะยังไม่คิดหรือคิดไม่ถึงนั้นก็คือ โลกของเราเป็นโลกของการ share ข้อมูลผ่านอุปกรณ์มือถือกันแล้วครับ

ตอนนี้อย่างที่คุณๆรู้กันว่าผมเปลี่ยนจาก Windows Mobile Phone (HTC Diamond) มาเป็น iPhone 3GS ตัว TOP สุดเท่าที่มันจะมีได้ คือ 32 GB (ไม่รู้ทำไมมันพื้นที่เยอะอย่างงั้น แล้วก็คิดไม่ออกอีกต่างหากว่าจะเอาพื้นที่เยอะๆไปทำไมเพราะเนื้อหาทั้งหมดผมอยู่บน internet อยู่แล้ว) แล้วก็มาสังเกต พฤติกรรมตัวเองว่า ผมใช้มันเพื่ออะไร ทำอะไรกับมันบ้าง

มีข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือ ถ้าหากว่าผมเดินทางไปร้านอาหารหรือว่าร้านค้า ถ้าหากว่าเค้าบอกว่า Free Wifi ก็จะควัด iPhone ออกมาแล้วถ่ายภาพ ร้านค้า ร้านอาหารไว้ แล้วก็จัดการ update Twitter + Facebook เพื่อ Share Location บอกพิกัดว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน บอกว่าร้านค้าร้านอาหารนี้อยู่ทีไหน แล้วก็ ถ่ายภาพอาหารหรือของที่คิดว่าน่าสนใจ น่ารักอยากจะบอกคนอื่นครับ

นั้นแปลว่า " นี่เป็นโอกาสทางการตลาดอย่างแรง ! " ว่าคนที่จะทำหน้าที่ในการโปรโมตร้านค้า สินค้า หรือ ร้านอาหารของคุณ คือ คนที่ควัก iPhone ออกมานั่นเองครับ

ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือ ถ้าหากว่ามี Wifi Free กับไม่มี พฤติกรรมผมจะแตกต่างกันออกไป คือ ถ้าหากว่าไม่ Wifi ผมจะรู้อยู่แก่ใจว่า ผมต้องเปิด EDGE เสียก่อนแล้วก็อยากจะ share อาหารที่ผมกินเพื่อเอาไปอวดคนอื่นเค้า ที่เป็นเพื่อนฝูงใน Facebook หรือ Twitter เพราะว่าอาหารมันน่ากินเหลือเกินหรือว่าของหรือสินค้ามันน่ารักอยากให้คนอื่นได้ซื้อเหลือเกิน  แต่ว่า มัน connect เป็น EDGE แปลว่ากระบวนการ upload file ต่อ EDGE จะเริ่มเป็นอุปสรรคกับผม หรือ เค้าเหล่านั้นที่ชอบมีอาการเหมือนกับผม (sharaholics) แล้วก็อาจจะตัดสินใจไม่กระทำการอะไรก็ได้ครับ นั้นก็แปลว่า อดที่จะ promote ร้านค้าของคุณนั่นเอง (เสียใจด้วยน่ะครับ)

ผมว่าเหตุผลของการได้ promote สินค้าหรือบริการด้วยคนอื่น เหมือนกับที่เป็นลักษณะการบอกต่อ ผ่าน Gadget ปัจจุบันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และ ถ้าหากว่าคุณเห็นโอกาสนี้ แน่นอนว่า อยากจะเปิด Wifi ให้กันแบบไม่ต้อง Lock password กันเลยก็่ว่าได้ลองเอาไปคิดดูเองแล้วกันน่ะครับ

ถ้าหากว่าคุณๆเห็นด้วยกับผมรบกวน share Twitter หรือแม้กระทั่ง Copy เนื้อความนี้ไปเผยแพร่กันได้เลยน่ะครับผมไม่หวงห่วง content แต่ประการใดครับ กะว่าเอาให้พวกร้านอาหาร ผู้ประกอบ ห้างร้านรู้เรื่องนี้ เราจะได้มี Wifi ใช้มันทุกที่ที่เราไปเลยดีกว่าน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ร้านอาหารมีไวไฟ
  • ร้านนั่งเล่น wifi

เรื่องง่ายๆที่ต้องระวังและเรื่องที่พึงกระทำถ้าคุณมีร้าน offline และมี website Online

ถ้าหากว่าคุณมีหน้าร้านค้าจริงๆ แล้วอยากจะทำการ promote ผ่านหน้า web online แล้วล่ะก็สิ่งที่จะต้องระวังที่คุณอาจจะคิดไม่ถึงนั้นมีอยู่เยอะประการครับ ทีนี้ผมจะทำการสรุปเอาไว้เป็นประเด็นๆเลยดีกว่าว่า ถ้าหากว่าอยากจะทำนั้น คุณจะต้องระวังเรื่องอะไรกันมั่ง หรือ มีเรื่องอะไรที่น่าทำมั่งมั้ยน้อ .. อ่านได้จากบทความนี้เลยอ่ะครับ

Domain name ไม่ได้สื่อถึงร้านของคุณ

เช่นถ้าหากว่าคุณชื่อร้านกิ้กกู่คุณก็ต้องหา Domain name อะไรที่เกี่ยวข้องครับ เพื่อสื่อสารให้คนที่หลงเข้ามาที่หน้าร้านของคุณนั้น รู้แน่ชัดว่าเข้าถูกร้าน และ มันมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับร้านค้าโลกจริงของคุณครับ ไม่ใช่ว่าชือ่ domain name อย่างนึงแล้ว ชื่อหน้าร้านโลกจริงของคุณเป็นอีกชื่อนึงไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้อง หรือเหมือนกันแม้แต่น้อยก็จะทำให้เกิดความสับสนได้งวยงงได้น่ะครับ ความคิดนี้แม้ว่าจะเป็นความคิดพื้นฐาน แต่ก็มีคนงงๆ ตั้งมันคนละแบบแล้วน่ะครับ แอบเห็นพวกผู้ประกอบการบางคนทำอย่างงั้นน่ะครับ แปลกดีไม่เข้าใจเหมือนกันว่าละเมอหรือว่าไม่ระวังกันแน่ ?  แล้วก้ไม่แนะนำ ชื่อร้านแล้วต่อคำหน้าด้วย The หรือ Siteตามหลังน่ะครับ เพราะมันทำให้ดูเว็ปเป็นเว็ปรองๆกว่าเว็ปที่ไม่มีคำเหล่านั้นครับ ถ้าหากว่าเป็นไปได้ แนะนำในทางกลับกันคือว่าให้เลือก Domain name เสียก่อนแล้ว ค่อยตั้งชื่อร้านจะดีกว่าครับ 

1273063625_ktip TIP : ถ้าหากว่า domain name ของคุณมีเจ้าของแล้ว ไม่ว่าจะเป็น dot com หรือว่า dot net แนะนำว่าถ้าลูกค้าคุณเป็นคนไทยและคุณเป็นคนไทยแล้ว จะมีอีกทางเลือกที่ดีไม่ใช่น้อยก็คือ การใช้ สกุล ดอทไอเอ็นดอททีเอชครับผม (.in.th) มันจะอ่านได้ อินไทย หรือสื่อความได้ว่า มันอยู่ในประเทศไทยน่ะครับ เพราะว่า ถ้าอยากจะใช้ dot นี้คุณต้องเป็นคนไทยเท่านั้นน่ะครับ

Continue reading

พื้นฐานความเข้าใจเรื่อง Domain name และ Web Hosting

เรื่อง Domain name และ Web Hosting เป็นเรื่องแรกๆสำหรับคนที่ไม่เคยเข้าใจว่า ถ้าหากว่าจะทำเว็ปสักเว็ปจะต้องมีอะไรแล้วทำอย่างไรบ้าง วันนี้ก็เลยอยากพิมพ์เก็บเอาไว้สักหน่อยครับ ถ้าหากว่าคุณไม่เคยมีเว็ปไซท์กะเค้าเลยก็อ่านไปไม่เสียหลายครับ ไว้วันไหนอยากเว็ปเป็นของตัวเองแล้วก็จะได้รู้ไว้ก่อนล่วงหน้าครับ

Web Hosting พื้นที่เก็บ File ใดๆในโลก internet สิ่งแรกที่คุณต้องรู้จัก

ถ้าหากว่าคุณอยากมีเว็ปสักเว็ปเป็นของตัวเองและ รู้สึกได้ถึงความเป็นเจ้าของจริงๆไม่ใช่ให้คนอื่นเค้าสร้างให้แล้วตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรกับเค้าเลย แบบนั้น มันก็ดูจะลำบากสักหน่อยถ้าหากว่าอยากจะทำการปรับเปลี่ยนแก้ไขอะไรนะครับ การสร้างเว็ปสักเว็ป สิ่งที่จะต้องมีแน่นอน คือ Web Hosting ครับ และ คุณอาจจะไม่มี Domain name ก็ได้ (แต่ว่าส่วนตัวแล้วผมแนะนำว่าจะต้องมีครับ แล้วจะอธิบายไว้ว่าทำไมผมถึงคิดว่าต้องมีแล้วกันนะครับ)

Web Hosting มันก็เหมือนกับที่ฝากข้อมูลเอาไว้ใน internet แปลว่าข้อมูลในเว็ปไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเสียง ตัวหนังสือ และอื่นๆ มันจะไม่ได้อยู่ที่คอมพิวเตอร์เราหรอกครับ แต่ว่ามันอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตัวอื่นที่เค้าเรียกว่า เค้า server ครับผม เครื่องพวกนี้จะต้องเปิดเอาไว้ตลอดเวลาครับเพื่อให้คนอื่นเข้าถึงข้อมูลที่คุณเก็บเอาไว้ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงไม่เวน้วันหยุดราชการแต่อย่างใด  ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าหากคุณมีเนื้อหาและข้อมูลของเว็ปคุณอยู่ที่เครื่องที่บ้านของคุณแล้วคุณปิดคอมไปแล้วใครจะมาเข้าถึงข้อมูลได้ จริงมั้ยล่ะครับ ?

ในไทยเราจะมีผู้ให้บริการเว็ป hosting เยอะรายมากๆ ทั้งที่ดูแล้วกระจอกงอกง่อย จนถึงดูเวอร์หวือหวาอลังการงานสร้าง และมีอีกพวกที่จะเป็น service ที่ผูกกับการเปิดหน้าร้านค้า online ครับ ผมเรียกพวกนี้ว่า Easy web แล้วกันนะครับ หรือ เว็ปไซท์สำเร็จรูป ครับ (เหมือนกับบะหมีกึ่งสำเร็จรูปสร้างง่ายใช้สะดวก (มั้ง) แต่ไม่เป็นมาตราฐานครับ เพราะ ถ้าหากว่าจะเปลี่ยนที่ก็แปลว่าเราต้องทำใหม่ทั้งหมด แล้วอยู่ๆถ้าหากว่าเค้าอยากเพิ่มราคาเป็นสองเท่าหรือแปดเท่า เค้าก็ทำได้ทันทีโดยที่คุณก็ต้องจ่ายเพราะว่า คุณใช้งานระบบของเค้านี่ครับ ผูกเอาไว้อย่างจริงจัง ย้ายหรือหนีไปไหนก็ไม่ได้อีก ตกเป็นเบี้ยล่างอย่างเห็นได้ชัดครับผม)

Web Hosting ก็เป็นแค่พื้นที่เพื่อฝากไฟล์เท่านั้นเองครับ โดยพวกนี้จะคิดค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปีก็แล้วแต่ที่ตกลงกันไว้ โดยมากถ้าหากว่าคณซื้อเหมาเป็นแบบรายปีก็จะถูกกว่ารายเดือนแน่นอนเพราะว่าเราเอาเงินให้เค้าไปใช้ก่อนยังไงล่ะครับ ได้เป็นก้อนๆครับ ซึ่งจะต้องถูกกว่าจ่ายรายเดือนครับ แนะนำว่า เราไม่ได้ทำการเปลี่ยน web hosting กันบ่อยมากนัก หรืออาจจะไม่ได้ย้ายเลยถ้าหากว่าคุณยัง happy กับราคาและการบริการของเค้าเหล่านั้นอยู่ หรือว่าคุณไม่ได้เจออะไรที่ดีกว่า แล้วเกิดกิเลสอยากย้ายครับ พวกที่ให้เช่า web hosting ก็จะกินเงินยาวๆไปเรื่อยๆ เป็น Business หนึ่งที่น่าสนใจ (ถ้าคู่แข่งมันไม่ได้เยอะเหมือนตอนนี้น่ะครับ เพราะตอนนี้ผู้บริโภคเป็นต่อเอามากๆ และก็ไม่ได้แข่งกันเองแค่คนไทยน่ะครับ เรื่องแบบนีเป็น international แปลว่าก็ต้องแข่งกับคนที่เค้าทำ web hosting ทั่วโลกครับผม)

การเลือก Web Hosting เป็นเรื่องที่พิจารณากันได้เยอะแบบมาก เยอะปัจจัยมากมายครับไว้ถ้าหากว่าผมเขียนไว้แล้วผมจะเอามาปะ Link ไว้ที่นี่แล้วกันนะครับ

Domain name โดเมนเนมอาจจะต้องมีถ้าหากว่าคุณจะมี Brand

ถ้าห

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • เรื่อง domain
  • ผูก โดเมน กับ โฮส
  • ผูกโดเมน กับ เครื่องโฮส

SEO YOUTUBE CLIP ยึด Keyword ด้วย Youtube

building-keyword-lists วิธีลัดการในขึ้นอันดับการค้นหาของ Google วิธีหนึ่งที่คนไม่ค่อยจะสังเกตกันเท่าไหร่ว่าเป็นไปได้คือ การเอา vdo content ใน Youtube ขึ้นให้ตรงกับ Keyword ที่เราต้องการอยากจะได้มาเป็นของตัวเองครับ

ตอนนี้ผมยังไม่รู้หรอกว่าเงื่อนไขอะไรจะทำให้ Clip Youtube มันขึ้นใน SERP (search engine result page) แต่ก็เห็นอยู่หลายครั้งแล้ว ที่สินค้าหรือบริการจะมีการกล่างอ้างถึงใน Youtube Clip ครับ

คุณอาจจะสงสัยว่า อืม ทำไมไม่สนใจที่ image results ตอนที่ค้นหาด้วยล่ะ ก็เพราะว่า ผมคิดไม่ออกว่าจะมีคนที่อยากจะซื้อสินค้าหรือบริการที่อยากจะซื้อด้วยเหตุผลเพราะเห็นรูปเหรอป่าว ยกเว้นสินค้าที่ รูปลักษณ์จะเป็นตัวตัดสินใจให้กับคนที่ทำการค้นหาข้อมูลเหล่านั้นอยู่ครับ เช่น ถ้าหากว่าคุณรับติดตั้งแอร์ คุณอาจจะไปดัก youtube clip ด้วยวิธีการติดตั้งแอร์แบบมือไม่อาชีพทิ้งเอาไว้ แต่ว่าสุดท้ายคุณก็อาจจะบอกว่าถ้าหากว่าจะให้คนอื่นติดตั้งให้ เพราะว่ามันยุ่งยากมากมายแล้วล่ะก็เข้าไปที่ link นี้หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ มันจะตรงประเด็นมากกว่าน่ะครับ

ส่วนมากแล้ว คนที่จะทำการค้นหา Youtube ในประเทศไทยผมเดาเอาก่อนว่า จะดูพวกละครย้อนหลัง หรือไม่ก็รายการโทรทัศน์ ย้อนหลัง เพราะบ้านเมืองเราไม่มี website ที่เป็นสายตรงทางด้านนี้ครับ ไม่เหมือนกับประเทศนอกที่เค้ามีเอาไว้เป็นพิเศษเลย ซึ่งจะไม่ต้องพึ่งพา youtube ในการแสดงผลการค้นหาเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด และอีกเหตุผลคือ บ้านเมืองประเทศนอกนี่เค้าคิดมากเรื่องความเป็นลิขสิทธิ์ครับ แต่บ้านเรา เรื่องนี้ไม่ได้ค่อยใส่ใจสักเท่าไหร่ แม้ Google Youtube จะ serious เรื่องนี้อยู่ก็ตาม แต่ถ้าหาก่วาไม่มีใครมา active อะไรแล้วไซร้ ฤา Google จะออกแรงเพื่อ remove content เหล่านั้นออกไปเองอย่างงั้นเหรอ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าคุณ Google ว่า โคนัน ก็จะเจอการ์ตูนโคนันให้ดูทั้งที่เป็น Conan the Movie และที่เป็นตอนๆ ที่ภาคภาษาไทยเสร็จศัพท์ ซึ่งผมก็ชอบดูน่ะครับไม่อยากจะให้ remove ออกสักเท่าไหร่ ว่างๆผมก็เอา Conan มาดูซะห่นอยเพิ่มความโหดให้กับตัวเองเข้าไปในสายเลือดว่าอย่างงั้น (ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นการ์ตูนให้เด็กๆดูน่ะครับ แต่ถ้าหากว่าคุณผู้ใหญ่ไม่เคยดู ก็จะไม่รู้หรอกว่า มันไม่ค่อยจะเหมาะกับเด็กมากสักเท่าไหร่ ลองดูเองแล้วกันแล้วจะรู้ว่ามันไม่เหมาะน่ะครับ )

นอกจากพวกละคงละครแล้วก็จะเป็น MV เพลงต่างๆครับ พวกนี้จะค้นหาเป็นพวก Karaoke กันเลยซึ่งผมก็ชอบอีกน่ะหละ เพราะว่าจะได้เอาไปฝึกร้องได้ครับ โดยการปรับเสียงให้ออกลำโพงด้านเดียวเท่านั้นจะก็ได้ยินเฉพาะเพลงแล้วเราก็ร้องได้ไม่อั้น ได้อย่างไม่สนใจเรื่องลิขสิทธิ์อีกเหมือนเดิม (ดีเนาะบ้านเมืองเรา เฮ้อ ..)

สุดท้ายแล้ว Youtube จะเป็นแหล่งของข้อมูลพวก How to ทั้งหลายแหล่ เพราะว่า การอธิบายเรื่องราวใดทำเป็น vdo clip เพื่อบอกคนอื่น มันจะทำได้ง่ายและ เข้าใจได้ดีกว่า (แต่ว่าเสียเวลาในการดูเท่านั้นเอง ไม่เหมือนกับที่เป็น text เอาไว้ มันจะอ่านตรงไหนเมื่อไหร่ เร็วแค่ไหนก็ไม่มีคนว่าอะไรน่ะครับ)

เกริ่นมาเสียยาว ก็ผมกำลังจะบอกว่าถ้าหากว่าคุณขายของหรือคุณขายบริการใดๆที่พอจะเล่าเรื่องราวเชิง how to ได้ก็อยากจะให้ทำ content เป็น Youtube file เอาไว้น่ะครับแล้วก็ Post ขึ้นไปเลยครับ โดยวิธีการก็ไม่ยาก คุณอาจจะเลือก TOPIC ที่คุณมีความเป็นมืออาชีพมากๆ เอามาอธิบายให้คนที่ไม่ได้เป็นมืออาชีพเข้าใจ เช่น ถ้าหากว่าคุณขาย wine คุณก็บอกคนอื่นซิครับ ว่าคุณเล
ือกซื้อ wine เพราะเหตุผลอะไรและแนะนำตัวไหน แล้วก็สุดท้าย หรือ ก่อนเข้า clip ก็บอกซะหน่อยว่าคุณเป็นร้านขายไวน์อยู่ไหนอย่างไร มี link website ให้เสร็จคนดูจบก็จะได้เข้าไปดูที่เว้ปคุณยังไงล่ะครับ

เทคนิค และ TIP เล็กๆน้อยเพื่อให้ได้ Keyword ที่อยากได้ด้วย Youtube

นอกจาก content ที่คุณจะต้องคิดว่า อะไรเหมาะกับสินค้าหรือบริการของคุณแล้ว คุณต้องคิดมากเรื่อง SEO เพื่อ Youtube Clip อีกด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไรหรอกครับ ก็คือ คุณจะต้องมี Keyword ที่อยากจะเอามาเป็นพระเอก อยู่ที่ตอนแรกของ Title ของ clip คุณ แล้วก็ประมาณว่าปิดท้ายด้วย Keyword เดียวกันนั้นในเนื้อหาของ Title คุณเช่น "วิธีการเลือกไวน์ — ประโยชน์ของวิธีเลือกไวน์ง่ายๆว่าไวน์ไหนดีไม่ดี"ประมาณนี้น่ะครับแต่ว่าจริงๆแล้วผมว่าช่องมันจะให้กรอกข้อมูลน้อยกว่านี้น่ะครับก็ต้องปรับแต่งคำให้เหมาะแล้วกันแต่ว่าอยากมี Keyword อะไรก็ใส่เข้าไปเป็นคำแรก แล้วก็ในเนื้อหาของ Title มีอีกสักหน่อยซ้ำกันก็เป็นเรื่องดีครับ

ใน Tag  ก็ต้องใส่ Keyword นั้นๆด้วยครับอันนี้เป็น sense อยู่แล้วแต่ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ใส่ก็เสียโอกาสไปซะงั้นครับ

ที่แรกสุดท้าย Description ของ Youtube Clip ของคุณ ผมสังเกตมานักต่อนักแล้วว่า แม้แต่ตัวผมเอง ผมจะกด Link ทันทีที่เข้าไปที่หน้า Youtube ที่แสดง vdo ที่ผมสนใจเพื่อดูว่า เว็ปของตาคนนี้ที่สร้าง Youtube Content เนี่ยะมันหน้าตาเป็นยังไงเผื่อว่าอาจจะมีอะไรที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้อีก เพราะงั้นแล้ว สรุปคือว่า คุณต้องเอา http ลิงค์ของคุณใส่ไว้ที่ Description ไว้ตอนแรกเลยครับ เพราะถ้าหากว่าอยู่ไกลว่าตอนแรกแล้ว มันจะโดนย่อหดหายไม่เห็น link ครับ (เหตุผลก็เท่านี้เอง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ถ้าหากว่ามันย่อคนไม่เห็น link แล้วจะไปกดได้ยังไงล่ะครับ จริงเหรอป่าวอ่ะ ..)

ถ้าหากว่าคุณโชคไม่ดีที่ Keyword ของคุณดั้นมีการทำ Clip youtube ไปเยอะมากแล้ว คุณก็อาจจะตกอันดับ ในการค้นหาด้วย youtube ได้น่ะครับ เพราะงั้นแล้ววิธีการที่คุณจะไปโผล่หน้าแรกได้ก็อาจจะต้องทำการ Post ใน Comment แทนทั้งของ Clip Youtube ที่ keyword ที่คุณอยากจะได้แสดงอยู่ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีการนี้ผมว่าเป็นวิธีการรองมากกว่า เน้นพิมพ์ Title และก็บอกคำอธิบายอะไรให้ดีๆจะเป็นการดีมากกว่ามากน่ะครับเพราะผมเชื่อว่าตอนนี้ไม่มีคนทำอะไรเกี่ยวกับเรื่อง Youtube กันเลยก็ว่าได้

ถ้าหากว่าอยากจะยึดจริงจังกันเลยแบบว่าไม่ต้องให้คนอื่นเข้ามาข้องแวะอาจจะทำ file Youtube ให้มากไว้ เช่น เรื่องเดียวกันทำมัน 5 แบบเลย แล้วก็พิมพ์ title ที่แตกต่างกันก็ได้ เพื่อยึด keyword แบบทั้งหาด เอามันให้หมดว่าอย่างงั้น แต่ว่าข้อสำคัญก็คือว่า "Google รู้นะครับว่า Clip ใดเหมือนกัน" จะโดนเรื่องเป็น เนื้อหาซ้ำซ้อนได้ แต่วิธีการแก้ผมว่าตอนนี้ technology ของ Google เอายังไม่น่าจะทำการเปรียบเทียบภาพ VDO ได้หรอกครับ เค้าก็แค่ดูว่า เนื้อความมีวินาที ที่เท่าๆกันแป้ะเลยเหรอป่าวแค่นั้นเองแล้วก็ดูเวลา post ว่าเพิ่งจะ post เหมือนกันเหรอป่าว แน่นอนว่า มันป้องกัน legitimate duplicate content จริงๆน่ะครับ แต่ว่าเราจะโกงนิดหน่อยก็แค่ว่าใส่ title ให้แตกต่าง ใส่ title ตอนแรกเหมือนกับที่บอกว่า เว็ปไหนเข้าไปในตอนแรกของ vdo ด้วยวินาทีที่ไม่เท่ากันก็เป็นวิธีการแก้ไขแล้วครับ เอาเป็นว่าทำให้มันขนาด file ไม่เท่า ความยาวของ clip ไม่เท่าแค่นี้ Google จะให้หุ่นยนต์หรือ Logic ในการตรวจสอบว่ามันเหมือนกันก็ทำไม่ได้แล้วน่ะครับ (แต่ก็อีกสุดท่าย Google ก็จะพยายาทำมันน่ะครับ แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะทำยังไงได้น่ะครับถ้าไม่ให้คนมามองเองซึ่งแน่นอนว่าคนไม่ทำอยู่แล้วมันถึกเกิน) ความยาวไฟล์เวลาไม่ควรจะเกิน 3 นาที หรือว่าถ้

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • keyword ใน youtube
  • Google YouTube
  • keyword youtube seo
  • keywordในyoutubeอยู่ไหน
  • seo เพื่อ youtube
  • การใส่ keyword ของ youtube
  • ทำ keyword ใน youtube
  • เทคนิค seo youtube

จะตั้งชื่อภาพหรือ Permalinks ใช้ขีดกลาง แทนขีดล่างซะนะ

hyphen การใช้ (-) ขีดกลาง เพื่อการเชื่อมต่อประโยคหรือเนื้อความใดๆที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จะทำให้ Google แยกแยะคำเหล่านั้นออกมาได้ ดังนั้น ถ้าหากว่าคุณอาจจะ Post อะไรก็ตามที่หน้า WordPress แล้วล่ะก็ การตั้ง Slug ด้วยคำหลายคำแล้วขั้นด้วย ขีดกลาง จะเป็นวิธีการหนึ่งที่คนนิยมทำกันมาก และมันเป็นค่า Default ของ WordPress ด้วยซ้ำ ถ้าหากว่าคุณเลือก Postname มาเป็น รูปแบบ Default permalinks

นอกจากนี้ผมยังแนะนำว่า เราสามารถใช้ ขีดกลาง เพื่อใช้กับ alt tags และใช้กับ ชื่อภาพได้อีกด้วย เพราะว่า Google ก็มองเรื่องพวกนี้ด้วยวิธีการเดียวกันทั้งสิ้นครับ อันนี้เหมือนว่าผมจะอ่านมาจากที่ไหนสักแห่งไม่นานมานี้ แต่ว่าผมก็จำไม่ได้อ่านเจอมาจากที่ไหนเหมือนกันน่ะครับ ถ้าหากว่าอ้างอิงได้ เพราะว่านึกออกขึ้นมาเมื่อไหร่ผมจะ linkback ไปที่หน้านั้นแล้วกันนะครับ (แต่ว่าตอนนี้นึกไม่ออกจริงๆครับ)

นั่นก็แปลได้อีกความหมายหนึ่งว่า ถ้าหากว่าคุณตั้งชื่อภาพแล้ว ปกติ WordPress จะเอาชื่อภาพเป็น alt tags ซะงั้น ก็แนะนำว่าแทนที่จะใช้ under scroll หรือ ขีดล่าง ก็เลือกใช้เป็นขีดกลางแทนให้หมดก็แล้วกันนะครับ

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็ไม่เสียหายที่จะรู้ไว้จริงเหรอป่าวล่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ขีดกลาง
  • ขีดกลาง ภาษาอังกฤษ
  • ขีดล่างภาษาอัง

promote Blog วิธีการไหนที่ผมยังไม่ได้ทำแต่อยากจะทำอีกถ้ามีเวลา

promote-your-blog
จากเนื้อความคร่าวก่อนที่ผมบอกว่าจริงๆแล้ว Blog เราสามารถที่จะทำการ Promote ได้เยอะแบบมากๆถ้าหากว่าอยากจะทำผมพิมพ์เอาไว้เป็น List ก่อนดีกว่า เผื่อว่าวันไหนอยากทำอะไรก็เลือกเอาจาก List นี้มาทำกันเลยก็ได้น่ะครับ

ถามเองตอบเอง :

ถ้าหากว่าคุณมีสินค้าหรือบริการใดๆเพื่อทำการขายเป็นพิเศษแล้วล่ะก็หรืออาจจะเป็นเนื้อหาที่คุณเคยสร้างเอาไว้ ก็ไปจัดการสร้างคำถาม หรือเปิดกระทู้ไว้แล้วก็จัดการตอบเอง หรือว่า post comment เองด้วย IP ตัวเองตัวเดียวกันหรือว่า IP คนอื่นเค้าก็ได้น่ะครับไม่ว่ากัน

อ้างอิงถึงเนื้อหาตัวเองในการถามตอบ และกระทู้ แบบไม่ได้ถามเองตอบเอง :

ถ้าหากว่าคุณเลือกถามตอบเป็นแหล่งที่จะทำให้คนหลงไหลเข้าหน้าเว็ปคุณแล้วล่ะก็การถามหรือตอบนั้นอาจจะอ้างอิงหน้าเนื้อหาที่คุณอยากจะ promote เป็นพิเศษก้ได้น่ะครับ วิธีการนี้ทำได้จากการ Google ด้วย keyword ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เคยพิมพ์เอาไว้ เช่น ถ้าหากคุณทำการ promote Skype ก็จัดการ Google ดูที่เว็ปที่คนเข้าไปกันเยอะๆ เช่น guru.google.co.th ก็ได้ โดยการค้นหา ก็พิมพ์ในช่อง Google search ซะว่า "site:guru.google.co.th skype" ประโยคนี้แปลว่า ให้ทำการค้นหาเฉพาะหน้าเว้ป Google guru ของคนไทย โดยให้ค้นว่าในเว็ปทั้งเว็ปมีคำว่า Skype อยู่ที่ page หรือไหนบ้างครับ ถ้าหากว่าเค้าเปิดให้ comment หรือเปิดให้ตอบต่อ ก็จัดการไปตอบปล่อยไข่เอาไว้น่ะครับ

สร้าง Google Alert เอาไว้ถ้าหากว่าคุณอยากขายของอะไรเป็นพิเศษ :

คำว่าขายของของผมก็รวมถึงขายเนื้อหาด้วยล่ะหละครับ เนื้อหาก็เหมือนกับของที่อยู่ที่หน้าเว็ปของคุณที่อยากจะเสนอให้คนอื่นได้อ่านครับ ทีนี้ประเด็นก็คิอว่า ถ้าหากว่าของของคุณมี keyword ที่เป็น niche และชัดเจนมากๆ เช่น ผมยกตัวอย่าง case ผมต่อดีกว่า  "Skype Unlimited call" คุณอาจจะ Generate Set Keyword เอาไว้สักปึกนึงไม่ต้องมากก็ได้ แล้วก็เข้าไปที่ Google Alert แล้วก็ทำการตั้งไว้ว่า "ถ้าหากว่า Google น้าไป index หน้าไหนมาแล้วเจอคำนี้เป้ะๆ ให้ email หรือแจ้งผมผ่าน feed หน่อยครับ" Google Alert จะมีหน้าที่แบบนี้จริงๆน่ะครับ แล้วผมก็ได้ใช้ด้วย แต่ว่าผมใช้กับการติดตามข่าวซะมากกว่าครับ คือ ที่ผมใช้เนี่ยะ ก็เพื่อที่จะรู้ว่าถ้าหากว่ามีการ update Garmin maps version ใหม่ที่เรียก TSM 10.0 แล้วไม่ว่ามีคนพูดถึงที่หน้าเว็ปไหนก็แล้วแต่ให้แจ้งผมด้วย เพราะผมก็อยากจะ update version แผนที่ Garmin ทันทีถ้าหากว่ามันมีการเปิดให้ update แล้วยังไงล่ะครับ วิธีการนี้เป็นจุดประสงค์หลักของ Google Alert น่ะครับ แต่ว่าอย่างว่าล่ะ เราเอามาใช้อย่างอื่นก็ไม่ได้มีคนว่านี่หน่าว่าเหรอป่าวล่ะครับ

วันนี้เวลาน้อยผมคงคิดและพิมพ์ทิ้งเอาไว้ได้เท่านี้น่ะครับ ยังไงเดี๋ยวจะต้องกลับมาพิมพ์ทิ้งไว้อีกสัก post สอง post เกี่ยวกับเรื่องการ Promote เว็ป Blog ที่ผมไม่ได้ทำเพราะว่าขี้เกียจ ต่อแล้วกันครับผม ^_^ (ธาตุความขี้เกียจ promote เข้าแทรกจริงๆเลยเรา ว้าๆ ไม่ดีนะเนี่ยะ )

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • promote blog
  • how to promote in google guru
  • promoteblog

update จำนวน Page ที่ Google Bot มาคืบคลานที่หน้า Blog

Google-crawl-stats
ไม่เกิน 1 week ที่ผ่านมาผมทำการปรับความถี่ในการ update Blog content Post ของผมขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1 Post ต่อ 2 วัน เพื่อดูพฤติกรรมการ Crawl ของ Google Bot ว่าจะมีผลหรือไม่ ถ้าหากว่าเราทำการเพิ่มความถี่ในการ update เนื้อหา ทั้งนี้ความถี่ในการ Post ผมเคยได้ยินมาว่า น่าจะทำการ update ด้วยความถี่ประมาณนี้ (เท่าๆกับที่ผมไป Fitness น่ะหละ อารมณ์แบบว่าวันเว้นวันได้ ) หลังจากครบ 7 วันแล้วผมก็มาดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างครับ

สิ่งที่สังเกตได้ไม่ยากผ่าน Google Webmaster Tools ก็เห็น Google Spider มาเก็บหน้า Page มากขึ้นครับ อันนี้ก็ส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นคำตอบก็ได้ แต่ก็อีก ผมทำอย่างอื่นไปด้วยในเวลาเดียวกันนั่นก็คือ การปรับ robots.txt ที่ดูๆแล้ว ครั้งก่อนหน้าผมว่าผม Block Google Bot มาเกินไปครับ ทำให้หน้าที่ index โดย Google มันก็หายไปด้วยเช่นเดียวกันครับ

อย่างว่าล่ะครับว่าทำไมผมต้อง care Google Spider ที่มาคืบคลืนในหน้าเว็ปผมด้วย เหตุผลก็เพราะว่าหน้าเว็ปผมไม่ได้มีการ promote ใดๆผ่าน Submit page มากนัก ถ้าหากว่าผมทำอย่างมากที่สุด ผมก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ อ่านนู้นอ่านนี่แล้วก็ post comment เท่านั้นเอง แล้วก็ทำ Link จากที่ comment ไปเนี่ยะกลับมาที่หน้าผม ซึ่ง comment เหล่านั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาที่เป็นเชิงเดียวกับเว็ปผมสักเท่าไหร่ นอกจากนี้ผมก็จะไปตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์บ้าง เล็กน้อยถ้าหากเจอน่ะครับ แต่ว่าถ้าไม่ได้เจอเนี่ยะผมก็ไม่ได้สร้างคำถามแล้วก็ตอบเองหรอกครับ มันเป็นการ promote แบบตั้งใจเกินไป (สำหรับผมน่ะครับไม่อยากจะทำแบบนั้นสักเท่าไหร่เพราะว่าอยากรู้ว่าถ้าไม่ทำแล้วมันจะไม่เกิดกันเลยอย่างงั้นเหรอ ?) ทำให้คนที่เข้ามาที่หน้าเว็ป page ผมก็จะมาจาก Seach Engine Result page อย่างเดียวครับเรียกว่าเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ เลยเดาเอาก่อนว่ามันก็น่าจะเกี่ยวกับการที่ Google มาเจอเนื้อหาเราแล้วเอาไป index ให้คนอื่นหลงค้นหาแล้วมาเจอ ก็จะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดไปซะอย่างงั้นครับ ทั้งนี้แท้ที่จริงแล้วการ promote website หรือ web Blog ทำได้เยอะแยะตาแป้ะไก๋ แต่ผมก็ไม่ทำน่ะครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • crawl url google
  • stat bot google