Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.
Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.
ผมเห็นพวก web ฝรั่งชอบทำ monthly report เพื่อบอกว่าได้รายได้จาก Blog ของตัวเองเท่าไหร่น่ะครับ งั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากน่ะครับ เอามั่งก็แล้วกัน เพราะเงินนี้เป็นรายได้ที่ผมหามาได้จาก online ผ่าน Blog นี้ และ ผ่านสินค้า บริการเพียงตัวเดียวเท่านั้นครับ การใช้งานโทรศัพท์ Skype ครับ เข้าไปอ่านหน้าทำเงิน หรือที่พวกฝรั่งมังค่าชอบโม้ว่า มันคือ money page ครับผม
รูปแบบถ้าหากว่ากด link skype โทรทางไกลแบบเหมาจ่าย เข้าไปดูจะพบได้ว่ามันก็เป็นแค่หน้า page ของ Blog ผมแค่หน้าหนึ่งๆเท่านั้นเอง โดยที่ผมนี่ก็จริงๆแล้วเพื่อที่จะทดสอบว่า การหาเงิน online แบบไม่ต้องออกแรงทำอะไรสักเท่าไหร่นี่มันก็เป็นไปได้ในการทำครับ สำหรับวิธีการมันก็มีขั้นตอนของมันเอง แต่ว่าที่ผมทำนี่อีกเหตุผลก็ เพื่อที่จะเข้าใจและทดสอบ "ความรู้" และ ที่อื่นๆที่ได้อ่านมาเท่านั้น เพราะว่าเงินได้เปล่ามาเดือนละหมื่นบาทหรือปีละ แสนสองนั้นก็ไม่ได้มากอะไรครับ แค่เอาไปใช้กินเล่นเลี้ยงสาวได้เท่านั้นครับ ไม่สามารถที่จะอยู่จริงได้เงินจำนวนนี้ได้จริงหรอก แต่ที่เอามาทำเป็น report ก็เพื่อที่อยากจะบอกว่า มันก็ทำได้ไม่ยาก แม้ว่าคุณจะไม่มีสินค้าอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียวที่เป็นของตัวคุณเอง แล้วก็ตลกว่า คุณไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว เมื่อคุณมีหน้า money page ที่ติดตลาดแล้วจริงๆ (ยกเว้น case ที่โดนคนอื่นตีเข้าน่ะครับ)
โดยมากแล้วพวกที่จะหาเงิน online จากการสังเกตจะไม่ได้ทำการ promote สินค้าแค่ตัวเดียวเท่านั้นครับ เพราะแค่นี้มันไม่พายังชีพได้แน่นอน แค่ทำเป็นน้ำจิ้มก็พอจะทำได้อยู่บ้างแบบชิว ไม่ได้ถึงกับว่าไม่ได้อะไรซะทีเดียวกับการที่ "อยากจะบอกเรื่องราว" ต่างๆให้กับคนอื่นได้รู้ แล้ว Google ก็มาจับเนื้อความเราไป คนที่ค้นหาคำนั้นๆครับ income ของพวกที่เค้าเป็น pro. (ทำเพื่อยังชีพไม่ทำอะไรอย่างอื่นแล้ว) นั้นจะมี product และ service online ที่พวกเค้าเหล่านั้น "ใช้" และ "ชอบมัน" อยู่จริงๆเยอะแยะมากมายครับ แล้วเรื่องราวเหล่านั้นก็เป็นแบบสะสมซะด้วยซื คือ คุณไม่ต้องทำอะไรต่อแล้ว เมื่อคณ เชื่อมจุด ระหว่างคน ซื้อและคนขายของ (สินค้าหรือบริการ)ได้ในที่สุดครับ
อย่างว่า คนที่ทำหน้าที่เชื่อมจุดแบบนี้ จะเรียกว่า "Blogger" ถ้าหากว่าเค้าทำการเชื่อมจุดระหว่างคนซื้อและคนขายด้วยการให้ information อะไรบางอย่างและคนที่ติดตามก็เชื่ออย่างงั้นครับ เพราะเป็นแฟนพันธ์แท้กัน คนบอกก็ win และคนได้รับการบอกก็ win เช่นเดียวกัน เพราะได้ product หรือ service ที่ผ่านการพิสูจน์และทดสอบ และโดยชอบโดยพวกที่ชอบบอกต่อนั้นอย่างจริงจัง ไม่หมกเม็ดแต่ประการใดครับ
นั้นก็แปลว่า ถ้าหากว่า earn income แบบนี้แล้ว สินค้าหรือบริการใดๆ Blogger หรือคนที่ review แล้ว promote สินค้านั้นๆ เป็นคนที่ใช้งานจริงและชอบเพื่อบอกต่อสินค้านั้นๆได้จริงครับผม ซึ่งแน่นอนว่า มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับกรณีของผมแต่อย่างใดครับ เพราะถึงแม้ว่า เค้าคนนั้นจะไม่ได้ค่า commission จากการบอกต่อคนอื่นเพื่อให้เกิดการซื้อขายกัน แต่เค้าเหล่านั้นชอบสินค้าหรือบริการนั้นจริงๆ เค้าก็ยังไปบอกต่อคนอื่นอยู่ดีครับ ตัวอย่างก็เห็นได้อย่างชัดเจน ทั่วไปที่สุดตัวหนึ่งก็คือ iPhone (ไม่ว่าจะเป็น version อะไรก็แล้วแต่น่ะครับ) คนที่เค้าใช้งาน เค้าใช้แล้วรู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตเค้าสะดวกขึ้นมากจริงๆ เค้าก็อยากจะบอกต่อ แม้ว่า เค้าจะไม่ได้ค่านายหน้าในการบอกต่อ เพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าประเภทนั้นๆ (iPhone) แม้แต่สตางค์แดงเดียวอยู่ดีครับผม
วิธีการ promote สินค้าหรือบริการใดๆที่ดีก็คือ “ใช้จริง แล้วบอกต่อ” ถ้าหากว่ามันดีจริงๆ การบอกต่อเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอย่างไม่ต้องให้ระบบใดๆมาบังคับแต่อย่างใด ตัวคนที่บอกต่อก็ไม่ได้คิดดว้ยว่ามันเป็นการโฆษณาให้กับสินค้าหรือบริการนั้นๆ เพราะ บอกไปเอาความดีเข้าตัวยังไงอย่างงั้นครับ
ถ้าหากว่าคุณดูยอด commission ประมาณหมื่นนิดๆบาทที่ไหลเข้า account ที่เปิดไว้ที่เมืองนอกทิ้งเอาไว้ (และไม่เคยคิดจะเบิกเอามาใช้แม้แต่ Dollar เดียว) ยอดนี้ผมกลับมา promote บริการส่วนที่ผมใช้อยู่เมืองวันที่ 12 ของเดือนที่ผ่านมาครับ แม้ว่าผมจะรู้จักสินค้านี้มานานแล้วก็ตามที แต่เนื่องจาก บริการนี้ มีการ "ปิดให้บริการ" ไปมากกว่า 5 เดือนก่อนหน้าทำให้ผมต้องแก้เนื้อหาเพื่อบอกว่า ไม่สามารถซื้อได้แล้ว (ณเวลานั้นครับ) แต่กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนทีผ่านมาอีกรอบ ผมก็เลยมาดูยอดอีกครั้งน่ะครับ ว่ามี Dollar ไหลเข้า account สักเท่าไหร่ ปรากฏว่า มันก็ได้เท่าเดิม เพราะ ก็ไม่ได้ทำอะไรเพิ่ม แล้วมันก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใดน่ะครับ
ประเด็นทีว่าแปลกนั้นอยู่ตรงนี้น่ะครับ คือ การติด ads ไว้ที่ด้านขวาของ website Blog แห่งนี้ไม่ได้ทำให้เกิดรายได้สักเท่าไหร่ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งแต่ก่อนผมทำการ track เพื่อทดสอบเป็นพิเศษว่า ถ้าหากว่ากดเห็น ads แล้วจะกดกันอย่างงั้นหรือ ผลก็คือ … ไม่มีคนกดอะไรสักเท่าไหร่ แล้ว เพื่อความมั่นใจผมมีซื้อ ads ที่มี impression มากๆ เช่น website ที่ฝาก file ภาพ แล้วก็ให้แสดง ads นี้โดยผมจ่ายเงินต่อเดือนไม่มากนัก (เพื่อการทดสอบ) ก็ผลเป็นไปอย่างที่คาดก็คือ มันก็ไม่ได้ทำให้คนเข้ามาที่ website rackmanagerpro.com แห่งนี้มากนัก (เรียกว่าเป็นหลักสิบกันเลยดีกว่าตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ที่จ่ายเงินไป ก็หลักสิบหลักร้อยเท่านั้นน่ะครับ แหม ก็บอกแล้วว่ามันแค่ทดสอบเท่านั้นน่ะครับ จะจ่ายเยอะๆทำไมล่ะ เนาะ .. ว่าปะครับ)
เพราะ ads แบบ Banner แบบนี้ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไหร่ ปัญหามีอยู่สองอย่างที่คาดว่ามันเป็นไปได้ก็คือ Ads มันไม่ดีไม่ได้ทำให้คนอยากกดแต่อย่างใด แม้ว่า สินค้านั้นๆจริงๆแล้ว คนทั่วไปก็ใช้ได้ และ ใครๆก็มีโอกาสเป็นคนซื้อได้ครับ หรือ อีกกรณีคือ คนที่ ads นี้ไม่ได้กลุ่มคนที่จะซื้ออยู่แล้วครับ นั้นเกือบจะทำให้ผมสรุปในทิศทางตรงกันข้ามได้ว่า การใช้ Contextual ads แบบ Google Adwords น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับสินค้าที่มีความต้องการเฉพาะ และ contextual แบบ content marketing ก็เป็นทางออกที่ดีมากๆทีเดียวสำหรับการ promote สินค้าหรือบริการใดๆครับ
แนวโน้มคือ คนที่เข้ามาแล้วอ่านเนื้อความ หรือไม่ได้อ่านเนื้อความจริงๆ แค่อ่านแบบ skimming เค้าก็จะเห็น content หรือเนื้อหาว่า ตาคนนี้มันบ้าบอ รู้อะไรเยอะในเรื่องนั้นๆ แล้วก็อย่างน้อยก็จะมีแนวโน้มเชื่อในคำบอกกล่าว หรือ review ของ Blogger นั้นๆได้มากกว่าคนอื่นๆครับ ซึ่งเป็นการตลาดแบบที่มีความคิดพื้นฐานว่า "คนที่พิมพ์เนือ้หา หรือบอกกล่าวแนะนำสินค้าหรือบริการเหล่านั้น ได้ผ่านการใช้งานสินค้าหรือบริการนั้นๆมาแล้ว และดีจริง จึงทำการบอกต่อ โดยไม่มีผลประโยน์อะไรอยู่เบื้องหลัง" ความคิดพื้นฐานที่ว่า จะเป็น Default ความคิดเมื่อ search แล้วเจอเนื้อความที่อธิบาย how to การ review สินค้าหรือบริการ จาก website ที่ดูแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง เรียกได้ว่า จนทำให้ "เราเชื่อคนแปลกหน้า มากกว่า คนที่ทำ ads หรือโฆษณา หรือนักการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายกันแบบโจ๋งครึ่มกันเสียอีกครับ"
ความคิดพื้นฐาน ประโยคที่ว่า "… โดยไม่มีผลประโยชน์อะไรอยู่เบื้องหลัง" นั้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่อเมริกา โดยพวกคุ้มครองผู้บริโภคเค้าก็ออกกฏกันออกมาน่ะครับว่า ถ้าหากว่าเป็น link แบบกดแล้วได้ commission กันนั้นต้องบอกด้วยว่าเป็น affiliate link เพื่อให้คนที่หลงเข้ามาอ่านนั้นเข้าใจได้เลยว่า "มีผลประโยชน์ทางการเงินอยู่เบื้องหลังด้วยเช่นเดียวกัน" แต่มาถึงตอนนี้ผมก็เห็นคนที่ทำตามกฏนี้ไม่มากสักเท่าไหร่ หรือ ไม่เกินสัก 15% จาก link ที่ผมเห็นผ่านตาทั้งหมดน่ะครับ มีแค่บาง Blog เท่านั้นที่บอกว่ามันเป็น affiliate link ครับ จริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ควบคุมกันยากจริงๆน่ะครับเอาเป็นว่าถ้าหากว่าเค้ามีทางออกแล้วจริงๆ ผมก็คงจะได้มีโอกาสเอาบอกอีกรอบแล้วกันน่ะครับนั่น
อย่างไรก็ดี มี blogger หลายราย (จากการอ่าน feed ของ Blog เค้าเหล่านั้นน่ะครับ) เค้าก็บอกว่า แม้ว่าจะใส่เข้าไปว่า affiliate link บอกไปให้หมด คนที่ search เนื้อหาเข้ามาแล้วเจอ ก็ยังกดอยู่ดี เพราะ ถือได้ว่าเป็นการ fair ที่สุดว่า ถ้าหากว่ามีการแนะนำเนื้อหา (สินค้าหรือบริการ) ให้แล้ว แล้วเค้าเหล่านั้นเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์ก็ถือว่าเป็นการขอบคุณหรือขอบใจกับสิ่งที่ได้นำเสนอนั้นไปอยู่ดี คิดได้อย่างนี้จริงๆก็เป็น win-win situation ครับ ซึ่งผมก็ลองดูแล้วเหมือนกันครับ คือ มีคน add email msn ผมไว้เพื่อสอบถามว่าผมใช้ skype แล้วเสียงดีเหรอป่าว ผมก็บอกไปว่าเสียงดี ผ่าน msn น่ะครับแล้วผมก็บอกต่อไปอีกเยอะแยะน่ะครับ ( online msn ใน iphone น่ะครับระหว่างนั่งรถ) แล้วผมก็ตบท้ายด้วยว่า อืม .. จริงๆแล้วผม promote ให้เค้าเพราะว่าจะได้ค่า commission ด้วยน่ะครับ ยังไงถ้าหากว่าจะจ่ายเงินกันจริงๆ ก็กด link ผ่านหน้าเว็ปผมไปน่ะครับ และคำตอบก็คือ "ค่ะ.." แล้ววันนั้นก็มียอดการขายตามที่คนนี้เค้าบอกไว้ว่าจะซื้อจริงๆครับ
ผมว่า โดยรวมแล้ว การบอกว่ามันเป็น affiliate link ว่าได้ค่า commission ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะ คนคิดที่ว่า ถ้าหากว่าคุณให้ข้อมูลทีมีประโยชน์จริง ก็ควรจะได้รับ reward จากการแนะนำนั้นอยู่ดี (เพราะคนที่ซื้อก็ไม่ได้มีอะไรจะเสียเพิ่มอยู่แล้ว อยู่ดีน่ะครับ) อย่างน้อยก็ยืนยันได้นิดนึงว่า ที่พวก Blog ทำเงิน และ concept ที่เค้าโม้เอาไว้ที่ blog ของเค้าเหล่านั้นก็มาจากการทดสอบทดลองเรื่องจริงๆ ที่ผมก็มาพิสูจน์ได้ไม่ยากครับผม
เอาล่ะครับ หมื่นสองนี่ร่ายได้ซะยาวขนาดนี้ ดีนะไม่ต้องไปเปิดเป็น online course กันไปเลยก็อาจจะทำได้อยู่น่ะครับ ยังไงไว้จะลองดูมั่งน่ะครับ เพราะว่า การมี product เป็นของตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างหนึ่งครับ ว่าอย่างน้อย product นั้นอยู่ๆจะไม่หายไปเหมือนกับช่วงที่ skype เอา promotion ที่ผม promote ออกไปจากสารระบบครับ ..

เมื่อประมาณปีที่แล้วผมได้แนะนำ Etoro ว่าเป็น Platform หรือถ้าหากว่าแปลเป็นไทยก็ความหมายประมาณว่า อุปกรณ์ วิธีการ หรือรูปแบบของเครื่องมือประเภทหนึ่งเพื่อใช้สำหรับการ “เล่นค้าเงิน” โดยเงินทั้งหมดอยู่ต่างประเทศทั้งหมด ไม่ได้มีเงินไหลอยู่ในระบบไทยๆเราแม้แต่บาทเดียว แต่ประเด็นที่ผมแนะนำไปนั้นคือ ใช้เชิงของการฝึกหัดที่เป็น game หรือ practice mode เพื่อให้คนที่ไม่เคยเข้าอยู่ในสนามหัวกระทิงที่เกี่ยวกับการค้าสกุลเงินได้ทดสอบ ทดลองความรู้ความคิดและวิธีการที่คิดว่าน่าจะ works สำหรับตัวเองก่อนที่จะวางเงินจริงๆในระบบของ ETORO ครับ เวลาผ่านไปหนึ่งไปจาก content ที่ผมได้แนะนำกันไปนั้น ผมไม่ได้แค่แนะนำเฉยๆแต่ผมได้ลอง ทดสอบ เหมือนกับที่ผมบอกคุณๆนั่นน่ะหละครับ เพราะมันก็เป็นแค่เกมส์ (ถ้าหากว่าคุณไม่ได้วางเงินจริงๆไว้ครับ) ก็จะประเมินวิธีการต่างๆ ที่คุณเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จริงๆได้แต่จะได้ประสบการณ์เรื่องอารมณ์จริงๆถ้าหากว่ามันเป็นเงินจริงๆขึ้นมาครับผม
เหตุผลรวมๆสำหรับคนทั่วไปคือ การเล่นค้าเงิน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อที่จะทำกำไรสำหรับตอนนี้ครับ เพราะ ถ้าหากว่าคุณยังเป็นคนหนุ่มคนสาวที่ไม่ได้มีเงินทองเก็บไว้มากมายอะไร ความผันผวนของ Forex หรือตลาดเงินนั้นทำให้คุณอาจจะรู้สึกว่ามันเสี่ยงเสียเหลือเกิน แต่อย่างไรก็ดี เมื่อสุดท้าย คุณมีเงินเป็นถุงเป็นถังแล้ว คุณก็จะต้องเอาเงินไปลงทุน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทอง หรือ หุ้น หรือการลงทุนในรูปแบบอื่นที่มีรูปแบบที่มีความเสี่ยงน้อยลงไปอีกที่ผมจะไม่ได้กล่าวถึง นั้นก็แปลว่า อย่างไรก็ดี คุณจะมีเงินส่วนหนึ่ง ปะเอาไว้กับ “การเล่นกราฟ” อยู่ดี เหมือนเป็นกฏเกณฑ์มาตราฐานว่ากันบนโลกเราเลยว่า ถ้าหากว่าคุณมีเงิน คุณก็ต้องให้เงินทำงาน ไม่ให้มันทำงานด้วยการลงทุนในหุ้น (เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของ Business แต่ว่าเป็นเจ้าของด้วยความเป็นหุ้น) หรือ ลงทุนด้วยทองและสินค้า commodity สักอย่างนั้น ทั้งหมด จำเป็นต้องใช้ ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน ของธรรมชาติของความผันผวนของราคาหรือเส้นกราฟของแต่ละประเภทครับ เช่น ถ้าหากว่าหุ้นก็ต้องไปรู้จักว่ามีการปันผลอะไรอย่างไร มีข่าวประเภทไหนที่จะกระทบ และอื่นๆ เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ช่วยในการตัดสินใจคิด หรือ เป็นตัวสรุปข่าว และทิศทางความเป็นไปได้อื่นๆที่คุณคิดว่า “ใช่” ก็คือ ข้อมูลทางสถิติ แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นเทคนิคให้เรียนรู้ได้ตามหนังสือ หนังหาที่มีขายกันโดยทั่วไป
ถ้าหากว่าคุณมองการเล่นกับกราฟ เช่น การเล่นค่าเงิน ค้าเงินพวกนี้เป็นแค่เกมส์ จะมีคนที่เล่นเก่งและไม่เก่งปะปนกัน พวกที่ไม่เก่งมักจะโดนมองว่าเป็น แมงเม่า แล้ว ก็จะบินเข้ากองไฟอยู่ร่ำไป เพราะไม่ได้รู้ข้อตกลงกันว่า เกมส์เค้าเล่นกันอย่างไร ทิศทางของกราฟ ไม่ว่าเรื่องใดๆจะเป็นผลมาจาก ความต้องการซื้อ และ ความต้องการขาย ของตลาดต่อสินค้าตัวนั้นๆเท่านั้น นั่นแปลว่า ถ้าหากว่าทุกคนกำลังคิดว่า ของมันจะขึ้น ก็ต้องซื้อเก็บไว้เป็นปกติ ราคาของสิ่งนั้นก็ขึ้นได้จริงๆขึ้นมาเหมือนกับที่ “จิตใจมวลรวม” คิดไม่ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด เพียงแค่ว่า ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีใครรู้ก่อนล่วงหน้าเท่านั้นเองว่า จิตใจของคนมวลรวม จะคิดต่อราคาของกราฟประเภทนั้นๆว่าอย่างไร อย่างถูกต้อง 100% แน่นอน แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ “คนเหล่านี้ได้ทำการตกลงกันเอาไว้แล้ว ว่ามันจะขึ้นหรือจะลง” ด้วยเหตุผลใดสักอย่าง ซึ่งสิ่งที่เป็นข้อตกลงนั้นก็คือ “สัญญาณขาขึ้น” หรือ “สัญญาณขาลง” ที่แมงเม่าไม่รู้ แต่คนที่เหลือทั้งหมด นัดแนะกันเอาไว้ด้วยโอกาสเดิมๆตามสถิติ
ในเมื่อ “ข้อมูลทางเทคนิค” จะเป็น สัญญาณที่บอกให้คนทั้งโลกหรือทั้งสนามแข่งขันได้รู้ว่า ราคามันกำลังจะเป็นไปในทิศทางใด แต่เมื่อคุณไม่รู้ มันแปลว่าอะไรล่ะครับ ? คำตอบผมคงไม่บอกอะไรน่ะครับว่า คนที่เล่นเกมส์ โดยรู้กติกาพื้นฐานได้อย่างไม่สมบูรณ์ ย่อมมีโอกาสพ่ายเยอะกว่าในเกมส์เสมอ ถ้าหากว่าคุณเตะบอลคุณไม่รู้หรอกว่าถ้าหากว่าคุณไปยืนรอหน้า goal แบบนั้น เป็นการล้ำหน้า คุณก็ไปยืนซิ เหมือนจะเป็นวิธีการที่ฉลาด แต่เมื่อมีบอลมาเข้าใกล้หน้าประตู คุณทำให้ทีมเสียโอกาสทำประตูไปยังไงอย่างงั้น แต่เสียใจที่ว่า เกมส์นี้เป็น Single Player Game ที่กำหนดด้วยเงื่อนไขว่า เงินใครก็เงินมัน ต้องไปว่ากันเอาเอง เป็นโลกที่โหดร้ายไม่ได้มีเพื่อนมาเตือนว่าคุณกำลังล้ำหน้า แล้วจะทำให้ตัวเค้าเสียตามไปด้วยอย่างงั้นเป็นแน่
ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ดีกว่าครับว่า ถ้าหากว่าคุณอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ต้องเอาฝ้ายมาทำการผลิตออกมาเป็นอะไรอย่าง หรือ คุณต้องซื้อข้าวสารเพื่อมาผลิตเป็นสินค้าอะไรต่อไปสักอย่าง แล้ว ต้นทุนของคุณส่วนมากเกิดจากต้นทุนวัตถุดิบที่มีความผันแปรตาม ความต้องการซื้อและขายในตลาดโลกแล้วล่ะก็ นั้นก็แปลว่า ถ้าคุณรู้ข้อมูลแค่เชิงข่าวสาร และความรู้สึกนึกคิดแค่เพียงอย่างเดียวแล้วล่ะก็ มันก็แปลว่า คุณจะขาดข้อมูลอีกส่วนที่คนที่เค้าไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่คุณต้องทำอย่างแท้จริง แต่เพื่อเล่นเพื่อทำกำไร(หรือขาดทุน) ด้วยตัวเลขกันเท่านั้น (พร้อมความเสี่ยงของเงินจำนวนหนึ่ง) เหตุผลก็ยังเหมือนกับย่อหน้าทีแล้วอยู่ดี แต่ สำหรับกรณีแบบนี้ก็จะตกในกรณีของผม คือ เรื่องเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าหากว่าคุณมีสนามจำลองที่ย่อ บีบอัดเวลา และได้ทดสอบ ความไม่รู้ (และรู้) ของคุณเกี่ยวกับเรื่องกราฟก็จะเป็นการเติมเต็มความสามารถในการตัดสินใจเข้าซื้อวัตถุดิบประเภทนั้นๆได้อย่างฉลาดมากขึ้นได้ด้วยเช่นเดียวกัน
ถ้าหากว่าเมื่อประมาณปีก่อน พอผมได้ลองเล่น Etoro เพื่อเป็นเกมส์ค้าเงิน (เพื่อเอาความรู้ทดสอบในเรื่องการดูกราฟ) ก็ปรากฏว่า เยอะเรื่องมากๆที่เราจะทำไม่ได้เพราะ Etoro ขาดคุณสมบัติที่ว่า “ไม่สามารถตั้งซื้อหรือขายเอาไว้ได้ล่วงหน้า” แต่อย่างไรก็ดี มีการร้องขอ Feature นี้เค้าไปกับทาง Etoro อย่างมากทำให้ เมื่อเดือนก่อนที่ผ่านมา (หรือนานกว่านี้แล้วผมก็จำไม่ได้สักเท่าไหร่) เค้าก็เพิ่มความสามารถนี้เข้าไป Platform แบบ Pro เพื่อให้เราตั้งคำสั่งซื้อ หรือ คำสั่งขายได้อย่างจริงๆกันเสียที แบบล่วงหน้า และนั่นก็ทำให้ Etoro เป็น Platform ที่ดูสะอาดตากว่า แต่ความสามารถเหมือนกับ Platform อื่นๆที่มีอยู่ในโลกเช่นเดียวกัน (แต่อย่างอื่นมันสับสนมากมายครับ ถ้าหากว่าเคยใช้จะรู้ดี)
ทำให้เกมส์เล่นค่าเงินด้วย Etoro เป็นเรื่องที่เหมือนจริงมากอย่างเต็มรูปแบบและ สามารถใช้เทคนิคการตั้งซื้อและขาย ตามวิธีการต่างๆที่พวกตำราได้พิมพ์บอกต่อๆกันเอาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แล้ว ณ เวลานี้ ทำให้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Etoro ได้รับรางวัล platform เพื่อการซื้อขายที่เป็น innovative จากการโหวดจากผู้ชมทางบ้าน ไม่ซิจากคนใช้มากที่สุดแห่งหนึ่งประจำปี 2010 ครับ แต่ผมก็ไม่ได้แปลกใจอะไรหรอกที่เค้าจะได้รางวัลอะไรพวกนี้ เพราะ policy ของ Platform Etoro เพื่อที่จะเล่น Forex นั้นบอกเอาไว้ชัดแจ้งอยู่แล้วแต่แรกว่า อยากจะให้การเล่นค้าเงิน เป็นเรื่องที่ดูชิวๆ ใครๆก็ทำได้ไม่ยาก และทั้งหมดเป็นไปแบบ electronic อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดยังไงล่ะครับ
เนื่องจาก Etoro จะแสดงข้อมูลทาง technic ได้เกือบทุกประเภท (เท่าที่ผมอ่านๆมาแล้วมันดูดีน่ะครับว่าน่าใช้) เมื่อวาดกราฟเพิ่มเติมเข้าไปแล้ว มันจะ save ออกมาเป็นภาพได้หรือเป็นข้อมูล static (นิ่งๆ) ได้เท่านั้นครับ มันไม่ได้ save ชุดเทคนิคที่เรากรอกเข้าไปว่าเราต้องการเห็น เส้นอะไรแบบไหน หรือการคำนวณแบบไหนค้างเอาไว้ได้ เรียกว่าถ้าหากว่าจะวิเคราะห์กราฟกันใหม่ก็ต้องกดๆชุดกราฟเพื่อให้แสดงเส้นสัญญาณใดๆที่เราใช้งานอยู่ออกมาซ้ำไปทุกครั้งที่เราจะดูครับ แต่ก็อีกถ้าหากว่าคุณไม่ได้ดูเป็นประจำทุกวี่วัน เพื่อดูสัญญาณแบบเข้าเร็วออกเร็ว เป็น intra-day trader (พวกที่นั่งจ๋องเฝ้าทั้งวันไม่ได้ต้องเป็นอันกินอันนอนทำอย่างอื่น .) ก็ผมว่าความถี่ที่คุณดูเป็นรายวัน น่าจะยัง ok อยู่น่ะครับ แต่สุดท้ายถ้าหากว่าคุณผันตัวเองมาเป็น intra-day trader ได้จริงๆคุณก็คงต้องย้ายข่ายกันนิดหน่อยน่ะครับ เท่านั้นเอง แต่ว่าถ้าหากว่าคุณได้อย่างงั้นหรือมีความมั่นใจมากอย่างงั้นแล้วล่ะก็ที่จะทำ intra-day trading ตลอดวัน ก็เปิดที่อื่นอีกเพิ่มเติมก็ยังได้น่ะครับ เพราะ วัตถุประสงค์ที่ผมอยากให้ใช้กับ Etoro เพื่อการเรียนรู้กับเงินปลอม (เงินที่เป็นแค่แต้มหรือคะแนน) หรือ เอามาเล่นกับเงินจริงที่เป็นการฝึกหัดไปก่อน ไม่มีใครเก่งขึ้นมาได้ทันทีกันหรอกครับ ต้องเรียนรู้กันไปแต่ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ก็เท่านั้นเองน่ะครับ
นอกจากนี้ Etoro ยังมีเรื่องราวแปลกๆที่ไม่น่าเชื่อว่าเค้าจะทำออกมาให้เกิดขึ้นได้แต่ผมจะยังไม่ได้เล่าเอาไว้ ณ ที่นี้แล้วกันนะครับ เช่น การแสดงสัดส่วนคนซื้อและขายเฉพาะคนที่ใช้ Etoro ทั้งหมด หรือการติดตาม copy รูปแบบการซื้อและขายเหมือนกับการติดตามกันแบบ Twitter ว่าอย่างงั้น แต่เฉพาะคนที่ใช้ Platform Etoro ดูกันเองเท่านั้น (และ copy ซื้อๆขายๆตามกัน) ซึ่งเป็นวิธีการวิเคราะห์อีกเชิงที่ ไม่เคยมีมาก่อน และจะยังไม่มีใครที่ไหนออกมาเป็นตำราว่าจะดูอย่างไร และ มีผลต่อจิตวิทยากันอย่างไร หรือ platform ใหม่ๆเหล่านี้จะทำให้เรื่องเดิมๆใช้ไม่ได้อีกต่อไป ก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ผมก็อยากจะบอกว่า … ยังไงซะเข้าไปเรียนรู้ก่อนดีกว่าว่าที่ Etoro เค้าทำอะไรกันด้านหลัง เค้าเล่นอะไรกันและมีอะไรให้กดดูได้บ้าง เพื่ออย่างน้อยที่สุด ขอเติมเต็มข้อมูลที่ขาดหายไป ในเรื่องของการดู technic graph ที่บอกสัญญาณแบบดั้งเดิมกันก่อนก็แล้วกันน่ะครับ ถ้าหากว่าผมมองเห็นอะไรจาก สิ่งใหม่ๆที่เพิ่งมีของ Etoro แล้วผมจะมา พิมพ์ up ไว้ที่ blog แห่งนี้อีกครั้งครับผม ขอให้โชคดีแล้วกัน (อะไรก็แล้วแต่ก็ใช้โชคอยู่เยอะเหมือนกันน่ะครับ ผมว่า …)
ว่าแล้วก็โดดไปเล่นเกมส์ค้าค่าเงินด้วย platform ที่เจ๋งที่สุดเท่าที่ตอนนี้จะมีที่ Etoro กันเลยดีกว่าครับ
ตอนนี้มีข่าวดีอยากจะ update กันน่ะครับ ตือ Skype สามารถกลับมาโทรศัพท์เข้าเบอร์บ้านและเบอร์มือถือกันได้อย่างไม่อั้นแล้วน่ะครับ ! (หลังจากที่ปิด promotion โทรไม่อั้นได้เอาประเทศไทยออกจากประเทศที่อยู่ในกลุ่มโทรฟรีได้ไม่อั้น มาเป็นระยะเวลากว่าสีเดือนกว่า) ทำให้ผมต้องกลับมา Post ไว้ที่หน้าแรกอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้คนที่ยังไม่รู้ รู้ไว้เลยว่า promotion Unlimited Call ไปยังเบอร์บ้านไทย หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือไทยเป็น promotion ที่ทาง Skype เค้าเห็นว่าไม่ค่อยคุ้มการลงทุนสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่า คนบ้านเราใช้กับอย่างไม่อั้นก็ไม่อั้นเสียจริงๆ เหมือนกับผมน่ะครับ ผมก็โทรไปหาเพื่อนๆ (และสาวๆ) ไม่อั้นยังไงอย่างงั้นครับ แบบว่า AIS ก็ตกใจอยู่เหมือนกันว่า ทำไมผมถึงได้ลด promotion การโทรออกมือถือจากเดิมเดือนละ 400 บาทเหลือ แค่โทรไม่เกิน 100 นาทีเท่านั้น (แล้วมีเดือนที่ผ่านๆมาผมโทรออกแค่ 19 นาทีด้วยซ้ำครับ)
ถ้าหากว่าคุณรู้อย่างนี้แล้วว่า Skype สามารถโทรได้อย่างไม่อั้นเข้าประเทศไทยทั้งเบอร์บ้านและมือถือไดอย่างไม่จำกัดนาที ผมแนะนำอย่างแรงว่า ให้รีบสมัครเอาไว้ก่อนน่ะครับ เพราะถ้าหากว่าเค้า “ปิด” ไม่รับคนให้สมัคร promotion นี้ได้อีกต่อไป แปลว่า ณ เวลานี้ก็จะไม่มี promotion ไหนที่จะมาทดแทนได้อย่างแน่นอนน่ะครับ อาการก็เหมือนกับ 4 เดือนที่ผ่านมาที่ Thailand โดน remove ออกจาก List ที่โทรได้ไม่อั้น ก็ไม่มีสืนค้าหรือ promotion ของผู้ให้บริการ VOIP รายใด จัด promotion การโทรออกแบบนี้มาทดแทนเลยแม้แต่รายเดียว เรียกได้ว่า Skype เป็นระบบ VOIP ที่ครองตลาดสุดๆแล้วน่ะครับ
ถ้าหากว่าคุณหลงเข้ามาหน้านี้แล้วไม่รู้ว่า Skype มีการให้บริการโทรออกแบบไหนบ้าง หรือว่า Skype เอาไว้ใช้ทำอะไรได้บ้างแล้ว ทำไมผมถึงได้ promote การใช้งาน Skype มากนักก็แนะนำว่าให้เข้าไปอ่านได้จากที่นี่กันก่อนน่ะครับ เพราะ ผมก็เคยพิมพ์อธิบายเอาไว้แล้วว่า Skype มีกี่ประเภทอะไรบ้าง แล้ว ขั้นตอนการใช้งานโดยรวมๆ เราสามารถที่จะใช้งาน Skype ได้ด้วยวิธีการแบบใดกันบ้างครับ
แปลกตรงที่ว่า แม้ว่าผมจะทำการพิมพ์อธิบายเอาไว้อย่างละเอียดที่สุดแล้วก็ยังมีคนสงสัยอยู่เกี่ยวกับการสมัครและการใช้งาน อาจจะเป็นเพราะว่าผมอธิบายเอาไว้อย่างคร่าวๆ หรือว่าคนที่จะใช้งานไม่ได้ใช้งานเพื่อใช้สินค้าหรือบริการของทางต่างประเทศมากนัก ทำให้ผมอยากจะกลับพิมพ์อัด เนื้อหา อธิบายอีกสักทีว่า จะใช้งาน และ สมัคร Skype เพื่อโทรศัพท์เข้าเบอร์บ้านไทยได้อย่างไม่อั้นนั้นทำอย่างไรกันน่ะครับ
เริ่มมาคุณต้องใช้ computer (ที่คุณใช้อ่านเนื้อหาผมอยู่นี้น่ะครับ) เข้าไปที่ Link ตรงไปที่หน้าสมัคร promotion โทรออกต่างประเทศแบบไม่อั้นเหมาจ่ายรายเดือนได้จาก LINK สมัครใช้งาน SKYPE โทรเหมาจ่ายไม่อั้น นี้น่ะครับ (กดที่ภาพด้านล่างได้เหมือนกันน่ะครับ)
เมื่อกดแล้วคุณก็จะเข้าไปที่หน้านี้ครับให้กรอกชื่อประเทศ เราก็จะต้องไม่กรอกว่า Thailand อะไรเข้าไปน่ะครับ เพราะ ประเทศไทยจะเหมาจ่ายได้คุณต้องเลือกเป็น promotion เพื่อโทรเหมาจ่ายแบบทั้งโลกครับ ซึ่งก็จะมีประเทศไทยอยู่ใน 40 ประเทศนั้นด้วยเช่นเดียวกันน่ะครับ (ถ้าหากว่าไม่แน่ใจ ว่า ณ เวลาที่คุณอ่านบทความอยู่นี้ ประเทศไทยยังอยู่ในประเทศที่โทรได้ไม่อั้นหรือไม่ก็แนะนำว่า check ก่อนสักทีเพื่อความมั่นใจก่อนที่จะสมัครน่ะครับ) ที่ด้านล่างของหน้าเว็ป page จะมี Buy Now ของ Unlimited World ให้เราเลือกน่ะครับ เราก็กดที่นั่นได้เลยน่ะครับ

เมื่อกด Buy now แล้วคุณจะโดนส่งไปยังหน้าที่จะสมัคร Skype name ครับ นั่นแปลว่าถ้าหากว่าคุณยังไม่เคยใช้บริการ Skype ใดๆมาก่อนหรือคุณไม่มี Skype account มาก่อนเลยก็ต้องเลือก create account เพื่อสร้างบัญชี หรือชื่อใหม่เสียก่อนน่ะครับ แต่ถ้าถามผมตรงๆแล้วล่ะก็ผมอยากจะแนะนำให้เปิดเป็น account แยกกันไปเลยเพื่อการนี้น่ะครับ เพราะว่า คุณเอา Skype name นั้นบอกเพื่อนทางบ้านให้โทรโดยใช้ Skype account นี้โทรออกไปหาคุณได้ เช่น ถ้าหากว่าตัวคุณเองต้องไปอยู่เมืองจีน 1 ปีอยากจะติดต่อทางบ้านอยู่หรือว่ามีกิ้กและแฟนคลับอยู่ที่เมืองไทยอยากจะโทรเพื่อให้หายคิดถึงเสียหน่อยและต้องโทรติดต่อกันเป็นประจำ ก็ให้คุณ create account ใหม่ไว้เลยน่ะครับ แล้วก็สมัครด้วย account ใหม่นี้ แล้วคุณก็บอกกิ๊กของคุณ (ที่ไว้ใจได้ว่าเค้าจะไม่เอา account นี้ไปโทรหากิ้กคนอื่นๆของเค้าอีกแบบไม่อั้นครับ อย่างงั้นล่ะหวานหมูกันไปเลย) ก็จะทำให้กิ๊กคน หรือคนทางบ้านคุณโทรหาคุณได้ไม่อั้น (ถ้าหากว่าคุณอยู่ใน 40 ประเทศเหมาจ่ายรายเดือน) และตัวคุณเองก็โทรกลับประเทศไทยมาหาคนทางบ้านคุณหรือกิ๊กๆของคุณได้ไม่อั้นเช่นเดียวกัน เป็นลักษณะการใช้ account เดียวกันเพื่อโทรสองทางครับ ซึ่ง การใช้ account เดียวกันแบบนี้จะประหยัดเงิน เป็นข้อดีที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งอยู่แล้วน่ะครับ แต่ข้อเสียก็นิดหน่อยน่ะครับ คือ ถ้าหากว่าอีกคนใช้งานอยู่ คุณก็จะใช้งานโทรออกไม่ได้เท่านั้นเอง ก็เลือกเวลาใช้ให้ไม่ตรงกันก็แล้วกันนะครับ เท่านั้นก็หมดปัญหา
TIPS : อ่อ ตะกี้ที่ผมพิมพ์บอกว่า กิ๊กคุณจะเอาไปโทรหาคนอื่นๆ (กิ๊กคนอื่นๆ) นั้นต้องขอบอกไว้ก่อนว่า มันจะ mem หรือจำเบอร์เอาไว้ ใน account ที่เป็นรายการโทรออกย้อนหลังซึ่งจะดูกันได้ว่าโทรไปเบอร์อะไรน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว ผมไม่แนะนำว่าจะเอาไปใช้เพื่อการนี้สักเท่าไหร่ ถ้าหากว่าจะ share ใช้กันแล้วก็ต้องไว้ใจกันได้น่ะครับ ไม่งั้นนะครับก็โดน check ได้อยู่ดีครับผม แต่ถ้าหากว่าอยากจะเสี่ยงดูก็ไม่ได้ว่าอะไรน่ะครับแล้วแต่จะพิจารณากันเอาเองอ่ะครับผม …
จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะใช้งาน Pay แบบรายเดือนเพื่อโทรออกแบบเหมาจ่ายไม่อั้นแบบนี้กับ Skype unlimited call ต้องใช้ credit card เท่านั้นน่ะครับผมยังไม่เห็นว่า Skype จะมีช่องทางรับเงินแบบอื่นๆ แต่ประการใดๆ มาตั้งแต่เค้าให้บริการกันเลยก็ว่าได้น่ะครับ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่ว่า .. ก็เรื่องของเค้าน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว ถ้าหากว่าคุณไม่ได้มี credit card ก็หามาสักใบก็ได้น่ะครับ เดี๋ยวนี้หาได้ไม่ยาก ถ้าหากว่าคุณมีเงินเดือนแน่นอน หรือว่าเป็นเจ้าของกิจการ ถ้าหากว่าคุณยังเด็กอยู่อยากใช้เงินพ่อแม่ของคุณก็จัดแจงหา credit card บุพการีของคุณเอามากรอกซะเท่านั้นเองน่ะครับ
แต่สำหรับคนที่ไม่มีก็ต้องไปหาให้มีให้ได้น่ะครับ โดยการใช้งานของ K-Web Shopping Card ของกสิกรไทยน่ะครับ ยังไงรายละเอียดเรื่องนี้น่าจะต้อ่งติดต่อไปกับทาง bank เองเพราะว่าเค้าก็มีขั้นตอนอะไรของเค้าน่ะครับ แต่ว่าโดยรวมก็คือ มันจะได้เลขชุดเหมือนกับ Credit card กันเลยก็ว่าได้ คือ ได้รหัสการ์ด สิบหกหลักแล้วก็ชื่อเรา พร้อมทั้งมี CVV รหัสสามตัวด้านหลังบัตรเพื่อเอามากรอกเหมือนกับ credit card ยังไงอย่างงั้นครับ ลองดูแล้วกันน่ะครับ
TIPS : ตอนที่คุณเลือกว่าจะจ่ายเงินทุกๆระยะเวลาเท่าไหร่ ผมแนะนำอย่างนี้ดีกว่านะครับ ถ้าหากว่าคุณจะต้องอยู่ยาวอยู่แล้วเป็นปีๆซะ ยังไงก็ขอให้คุณสมัครแบบจ่ายเป็นปีไปเลยเพราะว่าจะได้ลดราคาต่อเดือนได้ถูกลงไปอีกครับ ดีกว่ามาจ่ายเป็นครั้งๆไป และถ้าหาก่วาคุณเล่นจ่ายทีละเดือนก็จะจ่ายแพงสุดน่ะครับ (คือไม่ได้ลดราคาอะไรให้เลย) อันนี้ก็แล้วแต่งบประมาณครับ แต่ถ้าหากว่าคุณคิดว่าเมื่อคุณกลับมาประเทศไทยแล้วจะไม่ได้ ผมต้องบอกเลยว่า คิดผิดครับเพราะ ผมกลับมาประเทศไทยแล้วก็ยังใช้งานตลอดอยู่ดีน่ะหละ โทรไปนู่นนี่นั่นก็ Skype โทรเอาน่ะครับ
ถ้าหากว่าคุณยังอยากจะอ่านเรื่องเกี่ยวกับการใช้งาน skype ที่ผมเคยพิมพ์เอาไว้ก็อ่านได้จากที่นี่ นะครับ หรือไม่อ่านอะไรมันแล้ว สมัครกันไปเลยดีกว่ามั้ยก็ กดโดดจากหน้านี้ไปสมัคร Skype Unlimited call โทรเข้าไทยและทั่วโลกสี่สิบประเทศได้ไม่อั้นได้จากที่นี่กันเลยดีกว่า
กดนี่เพื่อไปยังหน้าสมัคร Skype โทรไม่อั้น
เนื้อความที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการโทรออกเข้าเบอร์บ้านและมือถือไม่อั้น
ขั้นตอนการสมัคร Skype เพื่อโทรกลบไทยและโทรต่างประเทศได้ไม่อั้น
package promotion โทรไม่อั้น วิธีการใช้งาน skype โทรไม่อั้นและสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อใช้งาน
ขั้นตอนแบบละเอียด สำหรับการสมัครใช้งาน Skype โทรกลับไทยได้ไม่อั้น
เขียนหัวเรื่องแบบนี้อาจจะคิดแค่ว่า เอา Wifi มาปะไว้หน้าร้าน เพื่อให้คนเข้าร้านมาใช้ มันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองครับ ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด ผมคิดว่า ประเด็นอีกเรื่องที่คุณๆอาจจะยังไม่คิดหรือคิดไม่ถึงนั้นก็คือ โลกของเราเป็นโลกของการ share ข้อมูลผ่านอุปกรณ์มือถือกันแล้วครับ
ตอนนี้อย่างที่คุณๆรู้กันว่าผมเปลี่ยนจาก Windows Mobile Phone (HTC Diamond) มาเป็น iPhone 3GS ตัว TOP สุดเท่าที่มันจะมีได้ คือ 32 GB (ไม่รู้ทำไมมันพื้นที่เยอะอย่างงั้น แล้วก็คิดไม่ออกอีกต่างหากว่าจะเอาพื้นที่เยอะๆไปทำไมเพราะเนื้อหาทั้งหมดผมอยู่บน internet อยู่แล้ว) แล้วก็มาสังเกต พฤติกรรมตัวเองว่า ผมใช้มันเพื่ออะไร ทำอะไรกับมันบ้าง
มีข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือ ถ้าหากว่าผมเดินทางไปร้านอาหารหรือว่าร้านค้า ถ้าหากว่าเค้าบอกว่า Free Wifi ก็จะควัด iPhone ออกมาแล้วถ่ายภาพ ร้านค้า ร้านอาหารไว้ แล้วก็จัดการ update Twitter + Facebook เพื่อ Share Location บอกพิกัดว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน บอกว่าร้านค้าร้านอาหารนี้อยู่ทีไหน แล้วก็ ถ่ายภาพอาหารหรือของที่คิดว่าน่าสนใจ น่ารักอยากจะบอกคนอื่นครับ
นั้นแปลว่า " นี่เป็นโอกาสทางการตลาดอย่างแรง ! " ว่าคนที่จะทำหน้าที่ในการโปรโมตร้านค้า สินค้า หรือ ร้านอาหารของคุณ คือ คนที่ควัก iPhone ออกมานั่นเองครับ
ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือ ถ้าหากว่ามี Wifi Free กับไม่มี พฤติกรรมผมจะแตกต่างกันออกไป คือ ถ้าหากว่าไม่ Wifi ผมจะรู้อยู่แก่ใจว่า ผมต้องเปิด EDGE เสียก่อนแล้วก็อยากจะ share อาหารที่ผมกินเพื่อเอาไปอวดคนอื่นเค้า ที่เป็นเพื่อนฝูงใน Facebook หรือ Twitter เพราะว่าอาหารมันน่ากินเหลือเกินหรือว่าของหรือสินค้ามันน่ารักอยากให้คนอื่นได้ซื้อเหลือเกิน แต่ว่า มัน connect เป็น EDGE แปลว่ากระบวนการ upload file ต่อ EDGE จะเริ่มเป็นอุปสรรคกับผม หรือ เค้าเหล่านั้นที่ชอบมีอาการเหมือนกับผม (sharaholics) แล้วก็อาจจะตัดสินใจไม่กระทำการอะไรก็ได้ครับ นั้นก็แปลว่า อดที่จะ promote ร้านค้าของคุณนั่นเอง (เสียใจด้วยน่ะครับ)
ผมว่าเหตุผลของการได้ promote สินค้าหรือบริการด้วยคนอื่น เหมือนกับที่เป็นลักษณะการบอกต่อ ผ่าน Gadget ปัจจุบันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และ ถ้าหากว่าคุณเห็นโอกาสนี้ แน่นอนว่า อยากจะเปิด Wifi ให้กันแบบไม่ต้อง Lock password กันเลยก็่ว่าได้ลองเอาไปคิดดูเองแล้วกันน่ะครับ
ถ้าหากว่าคุณๆเห็นด้วยกับผมรบกวน share Twitter หรือแม้กระทั่ง Copy เนื้อความนี้ไปเผยแพร่กันได้เลยน่ะครับผมไม่หวงห่วง content แต่ประการใดครับ กะว่าเอาให้พวกร้านอาหาร ผู้ประกอบ ห้างร้านรู้เรื่องนี้ เราจะได้มี Wifi ใช้มันทุกที่ที่เราไปเลยดีกว่าน่ะครับ
ถ้าหากว่าคุณมีหน้าร้านค้าจริงๆ แล้วอยากจะทำการ promote ผ่านหน้า web online แล้วล่ะก็สิ่งที่จะต้องระวังที่คุณอาจจะคิดไม่ถึงนั้นมีอยู่เยอะประการครับ ทีนี้ผมจะทำการสรุปเอาไว้เป็นประเด็นๆเลยดีกว่าว่า ถ้าหากว่าอยากจะทำนั้น คุณจะต้องระวังเรื่องอะไรกันมั่ง หรือ มีเรื่องอะไรที่น่าทำมั่งมั้ยน้อ .. อ่านได้จากบทความนี้เลยอ่ะครับ
เช่นถ้าหากว่าคุณชื่อร้านกิ้กกู่คุณก็ต้องหา Domain name อะไรที่เกี่ยวข้องครับ เพื่อสื่อสารให้คนที่หลงเข้ามาที่หน้าร้านของคุณนั้น รู้แน่ชัดว่าเข้าถูกร้าน และ มันมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับร้านค้าโลกจริงของคุณครับ ไม่ใช่ว่าชือ่ domain name อย่างนึงแล้ว ชื่อหน้าร้านโลกจริงของคุณเป็นอีกชื่อนึงไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้อง หรือเหมือนกันแม้แต่น้อยก็จะทำให้เกิดความสับสนได้งวยงงได้น่ะครับ ความคิดนี้แม้ว่าจะเป็นความคิดพื้นฐาน แต่ก็มีคนงงๆ ตั้งมันคนละแบบแล้วน่ะครับ แอบเห็นพวกผู้ประกอบการบางคนทำอย่างงั้นน่ะครับ แปลกดีไม่เข้าใจเหมือนกันว่าละเมอหรือว่าไม่ระวังกันแน่ ? แล้วก้ไม่แนะนำ ชื่อร้านแล้วต่อคำหน้าด้วย The หรือ Siteตามหลังน่ะครับ เพราะมันทำให้ดูเว็ปเป็นเว็ปรองๆกว่าเว็ปที่ไม่มีคำเหล่านั้นครับ ถ้าหากว่าเป็นไปได้ แนะนำในทางกลับกันคือว่าให้เลือก Domain name เสียก่อนแล้ว ค่อยตั้งชื่อร้านจะดีกว่าครับ
วิธีลัดการในขึ้นอันดับการค้นหาของ Google วิธีหนึ่งที่คนไม่ค่อยจะสังเกตกันเท่าไหร่ว่าเป็นไปได้คือ การเอา vdo content ใน Youtube ขึ้นให้ตรงกับ Keyword ที่เราต้องการอยากจะได้มาเป็นของตัวเองครับ
ตอนนี้ผมยังไม่รู้หรอกว่าเงื่อนไขอะไรจะทำให้ Clip Youtube มันขึ้นใน SERP (search engine result page) แต่ก็เห็นอยู่หลายครั้งแล้ว ที่สินค้าหรือบริการจะมีการกล่างอ้างถึงใน Youtube Clip ครับ
คุณอาจจะสงสัยว่า อืม ทำไมไม่สนใจที่ image results ตอนที่ค้นหาด้วยล่ะ ก็เพราะว่า ผมคิดไม่ออกว่าจะมีคนที่อยากจะซื้อสินค้าหรือบริการที่อยากจะซื้อด้วยเหตุผลเพราะเห็นรูปเหรอป่าว ยกเว้นสินค้าที่ รูปลักษณ์จะเป็นตัวตัดสินใจให้กับคนที่ทำการค้นหาข้อมูลเหล่านั้นอยู่ครับ เช่น ถ้าหากว่าคุณรับติดตั้งแอร์ คุณอาจจะไปดัก youtube clip ด้วยวิธีการติดตั้งแอร์แบบมือไม่อาชีพทิ้งเอาไว้ แต่ว่าสุดท้ายคุณก็อาจจะบอกว่าถ้าหากว่าจะให้คนอื่นติดตั้งให้ เพราะว่ามันยุ่งยากมากมายแล้วล่ะก็เข้าไปที่ link นี้หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ มันจะตรงประเด็นมากกว่าน่ะครับ
ส่วนมากแล้ว คนที่จะทำการค้นหา Youtube ในประเทศไทยผมเดาเอาก่อนว่า จะดูพวกละครย้อนหลัง หรือไม่ก็รายการโทรทัศน์ ย้อนหลัง เพราะบ้านเมืองเราไม่มี website ที่เป็นสายตรงทางด้านนี้ครับ ไม่เหมือนกับประเทศนอกที่เค้ามีเอาไว้เป็นพิเศษเลย ซึ่งจะไม่ต้องพึ่งพา youtube ในการแสดงผลการค้นหาเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด และอีกเหตุผลคือ บ้านเมืองประเทศนอกนี่เค้าคิดมากเรื่องความเป็นลิขสิทธิ์ครับ แต่บ้านเรา เรื่องนี้ไม่ได้ค่อยใส่ใจสักเท่าไหร่ แม้ Google Youtube จะ serious เรื่องนี้อยู่ก็ตาม แต่ถ้าหาก่วาไม่มีใครมา active อะไรแล้วไซร้ ฤา Google จะออกแรงเพื่อ remove content เหล่านั้นออกไปเองอย่างงั้นเหรอ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าคุณ Google ว่า โคนัน ก็จะเจอการ์ตูนโคนันให้ดูทั้งที่เป็น Conan the Movie และที่เป็นตอนๆ ที่ภาคภาษาไทยเสร็จศัพท์ ซึ่งผมก็ชอบดูน่ะครับไม่อยากจะให้ remove ออกสักเท่าไหร่ ว่างๆผมก็เอา Conan มาดูซะห่นอยเพิ่มความโหดให้กับตัวเองเข้าไปในสายเลือดว่าอย่างงั้น (ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นการ์ตูนให้เด็กๆดูน่ะครับ แต่ถ้าหากว่าคุณผู้ใหญ่ไม่เคยดู ก็จะไม่รู้หรอกว่า มันไม่ค่อยจะเหมาะกับเด็กมากสักเท่าไหร่ ลองดูเองแล้วกันแล้วจะรู้ว่ามันไม่เหมาะน่ะครับ )
นอกจากพวกละคงละครแล้วก็จะเป็น MV เพลงต่างๆครับ พวกนี้จะค้นหาเป็นพวก Karaoke กันเลยซึ่งผมก็ชอบอีกน่ะหละ เพราะว่าจะได้เอาไปฝึกร้องได้ครับ โดยการปรับเสียงให้ออกลำโพงด้านเดียวเท่านั้นจะก็ได้ยินเฉพาะเพลงแล้วเราก็ร้องได้ไม่อั้น ได้อย่างไม่สนใจเรื่องลิขสิทธิ์อีกเหมือนเดิม (ดีเนาะบ้านเมืองเรา เฮ้อ ..)
สุดท้ายแล้ว Youtube จะเป็นแหล่งของข้อมูลพวก How to ทั้งหลายแหล่ เพราะว่า การอธิบายเรื่องราวใดทำเป็น vdo clip เพื่อบอกคนอื่น มันจะทำได้ง่ายและ เข้าใจได้ดีกว่า (แต่ว่าเสียเวลาในการดูเท่านั้นเอง ไม่เหมือนกับที่เป็น text เอาไว้ มันจะอ่านตรงไหนเมื่อไหร่ เร็วแค่ไหนก็ไม่มีคนว่าอะไรน่ะครับ)
เกริ่นมาเสียยาว ก็ผมกำลังจะบอกว่าถ้าหากว่าคุณขายของหรือคุณขายบริการใดๆที่พอจะเล่าเรื่องราวเชิง how to ได้ก็อยากจะให้ทำ content เป็น Youtube file เอาไว้น่ะครับแล้วก็ Post ขึ้นไปเลยครับ โดยวิธีการก็ไม่ยาก คุณอาจจะเลือก TOPIC ที่คุณมีความเป็นมืออาชีพมากๆ เอามาอธิบายให้คนที่ไม่ได้เป็นมืออาชีพเข้าใจ เช่น ถ้าหากว่าคุณขาย wine คุณก็บอกคนอื่นซิครับ ว่าคุณเล
ือกซื้อ wine เพราะเหตุผลอะไรและแนะนำตัวไหน แล้วก็สุดท้าย หรือ ก่อนเข้า clip ก็บอกซะหน่อยว่าคุณเป็นร้านขายไวน์อยู่ไหนอย่างไร มี link website ให้เสร็จคนดูจบก็จะได้เข้าไปดูที่เว้ปคุณยังไงล่ะครับ
นอกจาก content ที่คุณจะต้องคิดว่า อะไรเหมาะกับสินค้าหรือบริการของคุณแล้ว คุณต้องคิดมากเรื่อง SEO เพื่อ Youtube Clip อีกด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไรหรอกครับ ก็คือ คุณจะต้องมี Keyword ที่อยากจะเอามาเป็นพระเอก อยู่ที่ตอนแรกของ Title ของ clip คุณ แล้วก็ประมาณว่าปิดท้ายด้วย Keyword เดียวกันนั้นในเนื้อหาของ Title คุณเช่น "วิธีการเลือกไวน์ — ประโยชน์ของวิธีเลือกไวน์ง่ายๆว่าไวน์ไหนดีไม่ดี"ประมาณนี้น่ะครับแต่ว่าจริงๆแล้วผมว่าช่องมันจะให้กรอกข้อมูลน้อยกว่านี้น่ะครับก็ต้องปรับแต่งคำให้เหมาะแล้วกันแต่ว่าอยากมี Keyword อะไรก็ใส่เข้าไปเป็นคำแรก แล้วก็ในเนื้อหาของ Title มีอีกสักหน่อยซ้ำกันก็เป็นเรื่องดีครับ
ใน Tag ก็ต้องใส่ Keyword นั้นๆด้วยครับอันนี้เป็น sense อยู่แล้วแต่ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ใส่ก็เสียโอกาสไปซะงั้นครับ
ที่แรกสุดท้าย Description ของ Youtube Clip ของคุณ ผมสังเกตมานักต่อนักแล้วว่า แม้แต่ตัวผมเอง ผมจะกด Link ทันทีที่เข้าไปที่หน้า Youtube ที่แสดง vdo ที่ผมสนใจเพื่อดูว่า เว็ปของตาคนนี้ที่สร้าง Youtube Content เนี่ยะมันหน้าตาเป็นยังไงเผื่อว่าอาจจะมีอะไรที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้อีก เพราะงั้นแล้ว สรุปคือว่า คุณต้องเอา http ลิงค์ของคุณใส่ไว้ที่ Description ไว้ตอนแรกเลยครับ เพราะถ้าหากว่าอยู่ไกลว่าตอนแรกแล้ว มันจะโดนย่อหดหายไม่เห็น link ครับ (เหตุผลก็เท่านี้เอง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ถ้าหากว่ามันย่อคนไม่เห็น link แล้วจะไปกดได้ยังไงล่ะครับ จริงเหรอป่าวอ่ะ ..)
ถ้าหากว่าคุณโชคไม่ดีที่ Keyword ของคุณดั้นมีการทำ Clip youtube ไปเยอะมากแล้ว คุณก็อาจจะตกอันดับ ในการค้นหาด้วย youtube ได้น่ะครับ เพราะงั้นแล้ววิธีการที่คุณจะไปโผล่หน้าแรกได้ก็อาจจะต้องทำการ Post ใน Comment แทนทั้งของ Clip Youtube ที่ keyword ที่คุณอยากจะได้แสดงอยู่ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีการนี้ผมว่าเป็นวิธีการรองมากกว่า เน้นพิมพ์ Title และก็บอกคำอธิบายอะไรให้ดีๆจะเป็นการดีมากกว่ามากน่ะครับเพราะผมเชื่อว่าตอนนี้ไม่มีคนทำอะไรเกี่ยวกับเรื่อง Youtube กันเลยก็ว่าได้
ถ้าหากว่าอยากจะยึดจริงจังกันเลยแบบว่าไม่ต้องให้คนอื่นเข้ามาข้องแวะอาจจะทำ file Youtube ให้มากไว้ เช่น เรื่องเดียวกันทำมัน 5 แบบเลย แล้วก็พิมพ์ title ที่แตกต่างกันก็ได้ เพื่อยึด keyword แบบทั้งหาด เอามันให้หมดว่าอย่างงั้น แต่ว่าข้อสำคัญก็คือว่า "Google รู้นะครับว่า Clip ใดเหมือนกัน" จะโดนเรื่องเป็น เนื้อหาซ้ำซ้อนได้ แต่วิธีการแก้ผมว่าตอนนี้ technology ของ Google เอายังไม่น่าจะทำการเปรียบเทียบภาพ VDO ได้หรอกครับ เค้าก็แค่ดูว่า เนื้อความมีวินาที ที่เท่าๆกันแป้ะเลยเหรอป่าวแค่นั้นเองแล้วก็ดูเวลา post ว่าเพิ่งจะ post เหมือนกันเหรอป่าว แน่นอนว่า มันป้องกัน legitimate duplicate content จริงๆน่ะครับ แต่ว่าเราจะโกงนิดหน่อยก็แค่ว่าใส่ title ให้แตกต่าง ใส่ title ตอนแรกเหมือนกับที่บอกว่า เว็ปไหนเข้าไปในตอนแรกของ vdo ด้วยวินาทีที่ไม่เท่ากันก็เป็นวิธีการแก้ไขแล้วครับ เอาเป็นว่าทำให้มันขนาด file ไม่เท่า ความยาวของ clip ไม่เท่าแค่นี้ Google จะให้หุ่นยนต์หรือ Logic ในการตรวจสอบว่ามันเหมือนกันก็ทำไม่ได้แล้วน่ะครับ (แต่ก็อีกสุดท่าย Google ก็จะพยายาทำมันน่ะครับ แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะทำยังไงได้น่ะครับถ้าไม่ให้คนมามองเองซึ่งแน่นอนว่าคนไม่ทำอยู่แล้วมันถึกเกิน) ความยาวไฟล์เวลาไม่ควรจะเกิน 3 นาที หรือว่าถ้
มีอีกเหตุผลหนึ่งที่สินค้าใดๆที่ออกมาแล้วกลับขายไม่ได้ก็เพราะว่า "มันมีสินค้าอื่นมาทดแทนแล้วมันก็ใช้การได้เหมือนกันซะดว้ยซิ" อาการแบบนี้ผมเจอกับตัวเองเลยน่ะครับ (แต่ว่าเป็น product ของคนอื่นน่ะครับ) นั่นก็คือ กระดาน electronic
มีอยู่พักหนึ่งที่ผมเคยเห็นสินค้าประเภทนี้วางขายคือมันเขียนขึ้นไปแล้วมันก็ทำการบันทึกเป็น file ภาพออกมาให้ด้วย มันอาจจะทำงานจากแรงกดของปากกาก็ได้อันนี้ผมไม่แน่ใจ หลักการทำงานของมันสักเท่าไหร่หรอกครับ หลักๆจะเอาไว้เขียนเพื่อ present งานกันหรือว่าเพื่อระดมสมองบนกระดาน whiteboard กันน่ะครับ ซึ่งนานๆทีผมก็จะทำน่ะครับ แต่ว่าส่วนมากผมจะใช้เขียนสรุปความและ action ที่จะกระทำมากกว่า แต่ว่าประเด็นคือ สินค้าเหล่านี้จะตายไปในทันที โดยโดนสินค้าที่อยู่คนละหมวดแบบหลุดโลกทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ นั่นก็คือ "มือถือ" ครับ
เพราะว่าตอนนี้มือถือมันถ่ายภาพได้ชัดเจนมากขึ้นครับ แล้วหน่วยความจำก็เหลือเฟือซะด้วยซิ วิธีการใช้ก็เหมือนกับที่คุณๆคิดออกนั่นน่ะหละ ก็คือ ว่าเมื่อเขียนกระดานจบก็ควักมือถือออกมาถ่ายซะงั้น แล้วก็กดส่งไฟล์ไปให้ทุกคนทันทีก็ได้ครับ หรือว่าจะกดสั่ง print ออกมาเลยก็สุดแล้วแต่ว่าคุณทำการเชื่อมต่อ wifi หรือ Bluetooth เหรอป่าวครับ แปลว่า กระดานแบบนี้ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป แล้วก็กลับไปใช้กระดานธรรมดาที่เจอที่ไหนก็ได้ หรือว่าเป็นกระดาษก็ยังได้เล้ย ไม่ต้องเป็นกระดานหรอกถ้าหากว่ากลุ่มมันเล็กมากแล้วสุมหัวกันได้น่ะครับ
เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าสินค้าใดๆ ก็จะโดนสินค้าอื่นๆ ที่อยู่คนละโลกเข้าโจมตีได้อย่างไม่น่าเชื่อเพราะว่ามันแทนการใช้งานกันได้ครับ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำสินค้าอะไรก็แล้วแต่ มันหยุดไม่ได้ครับ คุณก็ต้องหาทางปรับสินค้าของคุณให้ไปตีการใช้งานอื่นๆ ครับ ไม่ใช่มารอให้สินค้าอื่นๆ มาตีคุณซะงั้นครับผม .. ไปตีคนอื่นซะนะ ><
ล่าสุดผมไปงาน motor show มาน่ะครับแล้วทีนี้ผมก็ไม่ได้สังเกตรูปลักษณ์หรือ pretty น่ารักๆสักเท่าไหร่ ไม่ได้เพราะว่าตายด้านแต่ประการใดน่ะครับ (เหมือนเดิมแข็งแรง fitness เป็นประจำจะมาตายอะไรตอนนี้ >< ) แต่ว่าสิ่งที่ผมสังเกตอีกเรื่องก็คือ ว่ารถบ้านเราไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้คนที่เป็น Geek ใช้งานเลยแม้แต่น้อยครับ เพราะว่า Bluetooth ถ้าหากว่ารถมีก็มันเอาไว้ใช้กับ hand free ได้อย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าหากว่าจะ install Bluetooth receiver เนี่ยะ น่าจะใช้เป็น แบบที่ transfer ข้อมูลเพลง stereo กันได้เลยไม่ดีกว่ามั้ย เพราะว่าตอนนี้ทุกๆคนก็มี เครื่อง pda หรือว่าพวก smartphone ไม่ก็เป็นพวก iPhone อยู่แล้วซึ่งบอกนี้ก็เป็นเหมือนกับอุปกรณ์ที่บันทึกเพลงเอาไว้ติดตัวไว้ตลอดเวลาครับ แผน MP3 ที่ใส่เนี่ยะถ้าหากว่าจะเลิกก็เลิกไปได้เลยน่ะครับ เพราะว่ามันใส่เพลงก็ใส่ได้น้อยแล้วก็ทำให้รถมีแผ่น CD mp3 ของ copy กองเกลื่อนรถผมว่าเกะกะน่ะครับนั่น
เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่ผมมองเพื่อให้รถมันทำอย่างที่ผมอยากจะให้เป็นก็คือ
- มันต้องนำทางได้แน่นอนว่าถ้าหากว่าผมแนะนำก็จะไม่เอาแบบที่มี GPS ติดไว้ที่รถเพราะว่านอกจากแพงแล้วมันเอาออกมาใช้คันอื่นไม่ได้ด้วย .
- มันจะต้อง hand free bluetooth ผมได้
- มันจะต้อง Bluetooth แบบส่งผ่านข้อมูลเพลงกันได้
- มันจะต้องใส่ SDcard ได้หรือว่าใส่ Thumbdrive แล้วเอาเพลงมาไล่เปิดได้
สรุปแล้วโดย Default ของรถบางคันผมก็เริ่มเห็นน่ะครับที่มันจะเป็นแบบนี้ แต่ว่าที่ผมเห็นจะไม่ได้มีครบตาม ทีว่านี้ครับ เพราะฉะนั้นแล้วคงต้องหาอุปกรณ์เพิ่มครับ แล้วก็ได้มาแล้วด้วย อุปกรณ์ที่ว่านี้ ก็คือ อุปกรณ์ที่เสียบไฟฟ้าเข้ากับรูเสียบไฟบุหรี่ แล้วก็มันทำหน้าที่รับ Bluetooth ทั้งสองแบบไมว่าจะเป็น hand free และรับเพลงจาก HTC diamond ของผมแล้วก็มัน Transfer เสียงออกไปยังลำโพงสเตอริโอผ่าน FM ครับ โดยการปรับคลื่นของวิทยุให้ตรงกับคลื่นของเครื่องที่ว่านี้มันก็จะได้ยินเสียงจากลำโพงรถแล้วน่ะครับ >< ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอกว่าคลื่น fm เนี่ยะ เราเอามาใช้เพื่อส่งถ่ายข้อมูลเสียงกันได้แบบนี้ แต่ว่ามันทำได้จริงๆน่ะครับ ถ้าหากว่าผมได้รถใหม่มาแล้วผมเอาเครื่องนี้ไปติดตั้งทดสอบใช้แล้วผมจะเอามาโม้ให้ฟังอีกเนาะ
——————————————–
note : ปกติเนื้อความเชิงนี้จะอยู่ที่ blogspot ที่ผมพิมพ์เก็บเอาไว้น่ะครับแต่ว่าปีนี้ผมกะว่าจะยุบเนื้อหาให้เหลือเอาไว้ที่เดียวคือที่ rackmanagerpro.com นี้น่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากว่าอยากอ่านเรื่องประมาณนี้ ก็แวะเข้าไปดูได้ที่ Blogspot ของผมกันได้น่ะครับ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า ผมอยากขขาย ZONE เนื้อหาให้มีความเป็น personal มากขึ้นที่ website แห่งนี้ด้วยน่ะครับ ท่าทางว่าจะเจ๋งดีครับก็ลองอ่านดูเองแล้วกันนะครับเผื่อว่าจะถูกใจเป็นแฟนพันธ์แท้กันได้ครับ
——————————————–
วันก่อนผมมีโอกาสมานั่งคิดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการนำเสนอสินค้าให้กับคนที่มีโอกาสเป็นคู่แข่งได้ในสินค้าที่คตัวเองไม่สามารถที่จะทำตลาดได้ ปรากฏว่า ก็เริ่มคิดว่า ถ้าหากว่าเรานำเสนอและ ลูกค้าคนนี้เกิดทำตลาดได้จะเป็นอย่างไรกัน ปรากฏว่า outcome หรือผลลัพธ์ มันออกมาได้เยอะแบบมากๆ จนแทบคิดไม่ได้ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรกันแน่ ตอนนั้นผมก็คิดว่า เราอาจจะใช้ Decision tree เข้ามาใช้ได้ซึ่งแท้ที่จริงแล้วถ้าหากว่าเป็นเลือกของโลกความจริง (real world situation) ไม่สามารถที่จะใช้ Decision Tree เพื่อกำหนด outcome ได้ในทุกกรณีได้ เพราะมันไม่ได้เป็นตัวเลขยังไงล่ะครับ .. แล้วมันก็ไม่สามารถแปลงผลลัพธ์ทั้งหมออกมาเป็นตัวเลขได้อีกต่างหาก
มันอาจจะเป็นการใช้วิธีคิดที่ผิดวิธีการไปหน่อยก็อาจจะเป็นไปได้ครับ ก็เลยคิดว่า มันเป็นเรื่องของการคิดแบบ Game theory หรือเปล่าน้า แต่ก็อีก สมมุติฐานหนึ่งของ Game theory คือ เรารู้เขารู้เราและผู้เล่นทั้งสองฝ่ายมีความเป็น rational สุดๆ หรือเรียกได้ว่า Logic สุดๆเท่าที่โลกเราจะคิดได้ครับ ซึ่งแปลว่าเรื่องนี้จะผ่านกระบวนการคิดอย่างจริงจังทั้งสองฝ่าย นั่นก็แปลความได้เหมือนเดิมน่ะครับ เอาแค่ว่า ตัวผมคิดก็คิดไม่ได้ทั้งหมดแล้ว หรือว่าก็ไม่ได้มีเหตุมีผลได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนั้นครับ ก็เลยคิดเอาว่า อย่าไปคิดอะไรอย่างงั้นดีกว่าครับ
ลองกลับไปมองอีกแบบว่า เราคิดอะไรที่มันเยอะ case และผลลัพธ์ที่จะออกมามันทำนายผลไม่ได้ทั้งหมด ก็เลยต้องคิดให้ง่ายกว่าเดิมน่ะครับ คือ คิดแค่เหตุผลตรงหน้าพอ (ไม่ต้องคิดลึก) เพราะอะไรน่ะครับ เพราะถ้าหากว่าเรารู้ผลลัพธ์มากขึ้นการคิดตัดสินใจใดๆมันจะง่ายมากขึ้นดว่าเดิมยังไงล่ะครับ เหตุผลก็ง่ายๆแค่นี้น่ะหละครับ ..
ตัดสินใจเรื่องเล็กง่ายกว่าตัดสินใจในเรื่องใหญ่ เรื่องแบบนี้ผมไม่ต้องบอกใครๆก็รู้แต่ว่าคนเรามักอยากจะคิดและตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญในผลลัพธ์นั้นๆ ถ้าหากว่ามันออกมาดีครับ แต่ว่าถ้าออกมาไม่ดีก็ลืมๆไปซะ ก็ไม่ได้มีใครจะมาว่าได้กันได้อยู่แล้วล่ะครับ ใครๆก็รู้วิธีทางหนีทีไล่ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นการใช้ time delay ปล่อยมันช้าหน่อยคนอืน่ก็จะลืมไป หรือว่าจะใช้วิธีการหาเหตุผลใดๆ เพื่อให้เป็นแพะแทนก็ได้ไม่ยากน่ะครับ เรื่องแบบนี้คุณเจอเองคุณก็จะคิดออกได้ไม่ยากว่าจะต้องโบ้ยไปยังเหตุผลเรื่องใดครับ
การตัดสินใจเรื่องเล็กๆไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้คิดใหญ่แต่อย่างใด การตัดสินใจเรื่องเล็กแปลว่า มันจะตัดสินใจได้ไม่ยาก คิดไม่ยาก และ เราจะรอให้เกิดผลลัพธ์ออกมาก่อน เพื่อตัดสินใจเล็กครั้งต่อไปน่ะครับ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดไปเราก็แค่ ซอ่มมันเท่านั้นเอง ไม่จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ถอยไม่ได้หรือว่ากลับลำไม่ได้ ลองคิดดูซิครับ ว่าถ้าหากว่าเราตัดสินใจโดยเหมารวบเรื่องทั้งหมดให้เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ตัดสินใ
จไปซะ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดไป แล้วเกิดการลงทุนไปแล้ว เราจะเกิด sunk cost หรือต้นทุนจมที่ผมเคยอธิบายเอาไว้แล้วก่อนหน้า (ที่ http://rackmangaer.blogspot.com ค้นหาคำว่า sunk cost ครับ) ทำให้คนเราหลงผิดหนักไปเรื่อยน่ะครับ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า คุณโดนจิตตัวเองหลอก ทำให้ตัดสินใจต่อไปด้วยความผิดพลาดที่ตัวเองก็ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่าจะทำอะไรให้เดินหน้าด้วยเวลาอันสั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ คิดการใหญ่ ตั้งเป้าหมายเอาไว้แค่ในใจก็ได้ว่าจะทำอะไร แล้วก็ลองเดินดุ่มๆทำดู กล้าตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ โดยต้องทำเรื่องทั้งหมดให้เป็นเรื่องเล็กด้วยน่ะครับ เราก็จะตัดสินใจได้ด้วยตัวเองแบบว่า ถ้าคิดผิดก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ซ่อมมันได้ไม่ยากไม่มีทุนจมทางความคิดอีกตะหาก ตัวอย่าง ที่ผมเห็นก็ออกจะมีเยอะแยะน่ะครับ เรื่องทำการเรื่องใหญ่ให้เป้นเรื่องแล้วตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น น้องผมจะโดน assign ให้ออกแบบลายผ้าแล้วก็เอาเข้าหน้าร้านเพื่อขาย สิ่งที่พึงกระทำก็คือ ทำให้ของมันมีปริมาณไม่มาก ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเริ่มเป็นเรื่องเล็ก เราสั่งผลิตได้เองในปริมาณไม่มาก แล้วเอาไปลองขายดูหน้าร้าน ดูว่ามันอยู่นานแค่ไหนกว่าจะมีคนเห็น โดยการ promote มันให้สุดๆเท่าที่จะทำได้ (เพราะว่าตอนนี้การ promote ไม่ได้ถือเป็น Cost แต่ประการใดๆ ไม่ว่าจะเป็น Promote ่ผ่านหน้าเว็ป หรือการวางย้ายตำแหน่งสินค้าเพื่อให้เห็นได้โดดเด่นก็ได้) แล้วสิ่งที่ทำก็รอครับว่ามันขายมากแค่ไหน แค่นี้ เราก็จะได้ "ข้อมูลเพิ่ม" เพื่อเอาตัดสินใจเล็กๆต่อไปครับว่าจะทำเพิ่มมั้ย เท่านั้นเองครับ ผมยกตัวอย่างแบบนี้มันดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนที่ใครๆเค้าก็ต้องทำแบบนี้ แต่ว่าผมอยากจะบอกว่า ทุกคนไม่ได้คิดแบบนี้เหมือนกันหมดหรอกครับ ถ้าหากว่าคนที่มีอีโก้ หรือมีการทำงานแบบ aggressive แล้ว จะมีการทุ่มทุนสร้างโดยไม่สนใจแบ่งเรื่องให้มันเล็ก ก็คนมันใหญ่ก็ต้องคิดใหญ่ ตัดสินใจเรื่องให้ใหญ่ยังไงล่ะครับ ผมก็ชอบน่ะครับ มันดูเท่ห์ดี แต่ก็อีกถ้าหากว่าคิดแบบ rational หน่อยแล้ว การแบ่งเรื่องให้ tiny ๆ น่ารักๆลงเพื่อการตัดสินใจให้ง่าย และ รอให้ได้ข้อมูลเพิ่มกลับเป็นเรื่องที่ฟังดู make sense กว่ามากๆ ถ้าหากว่าไม่ได้มีคนบอกก็ไม่ได้ฉุกคิดกันได้ง่ายๆ ครับ เอาเป็นว่าถ้าหลงมาอ่านก็เตือนพี่ๆเพื่อนๆน้องๆหน่อยแล้วกันนะครับว่า เรื่องแนวคิดแบบนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องฉุกคิดขึ้นมาครับ อย่าหลงมัวเมากับความมันส์ เพื่อที่จะชนะกับข้อมูลที่แม่นขึ้น เพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นดีกว่าน่ะครับ
คนที่เข้ามาดูข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ Skype หรือการสมัคร Skype เพื่อโทรออก ตอนนี้ Skype ได้กำหนดลดราคาเพิ่มเติมโดยหากว่า เลือกสมัครโปรเหมาจ่ายโทรไม่อั้นแบบรายปีจะลดราคาจากราคาที่จ่ายเป็นรายเดือน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ Skype Unlimited World เพื่อโทรเข้าเบอร์บ้านเบอร์มือถือไทยและทั่วโลกได้ไม่อั้นจาก linkนี้
เนื่องด้วยตอนนี้เจ้าของเว็ปต้องไปจัดการธุระส่วนตัวหลายเรื่องอาจจะทำให้ไม่ได้ update บล๊อคนี้ประมาณ 2 สัปดาห์ และคาดว่าจะมีการ update เนื้อหาใหม่เพิ่มเติมอีกครั้งปลายเดือน มกราคม 2555 นี้ครับ และกราบสวัสดีปีใหม่ทุกท่านที่แวะเข้าที่ rackmanagerpro.com ครับผม