6 แนวทางในการคิดสร้างธุรกิจของตนเองสำหรับคนไม่รู้ว่าจะเริ่มธุรกิจอะไรดี

แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจหากคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มทำอะไรดี



คำถามแรกสุดสำหรับคนอยากจะทำธุรกิจเป็นของตัวเองคือ คำถามที่ว่า แล้วเราขายอะไรดี หรือ เราจะทำอะไรดีกันล่ะ ด้วยคำถามพื้นฐานสุดๆแบบนี้ แต่ มันสำคัญต่อการเดินหน้าต่อเป็นอย่างมากก็เลยอยากจะพิมพ์เล่าเรื่องเอาไว้เสียหน่อยว่า จะเริ่มต้นได้ และตอบคำถามเหล่านี้ได้มันจะมีแนวทางในการคิด (ย้ำว่ามันเป็นแนวทางเท่านั้น) ว่าจะสามารถเลือกที่จะคิดแบบไหนได้บ้างหรือจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ได้แนวคิดว่าจะทำอะไรต่อไปเพื่อสร้างรายได้เป็นธุรกิจได้ในที่สุดอย่างไรก็ดีของย้ำเอาไว้ก่อนว่าถ้าหากว่าจะเลือกทำอะไรแล้วขอให้ทดสอบธุรกิจนั้นๆก่อนว่ามันมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดจากการทดสอบทดลองทำเล็กๆหรือหาข้อมูลจากการนำเสนอสินค้าหรือบริการนั้นจริงๆเพื่อประเมินว่ามันมีคนเอาหรือเปล่ามันมีคนจ่ายเงินมั้ยทักษะในการหาตลาดของเรานั้นเพียงพอแล้วหรือไม่เพื่อลดความเจ็บหากว่ามันไปไม่รอดหรือธุรกิจที่คิดเอาไว้มันไปไม่ได้

คนจะบอกว่าเริ่มจากอะไรก็ได้ที่เรารัก

แน่นอนล่ะ ทุกคนที่อยู่บนโลกนี้ดูเหมือนว่าจะมีความรู้ว่าเป็นปัจเจก คือ รู้สึกเราคือตัวเรา และ เราเลือกที่จะชอบหรือไม่ชอบอะไรสักอย่างได้ (หรือหลายอย่างก็ได้ไม่ว่ากัน) ดังนั้นแล้ว ถ้าหากว่าอยากจะทำอะไรให้เป็นธุรกิจสร้างรายได้เสริมหรือหลักให้กับตัวเราเองนั้น น่าต้องเป็นงานที่เรารักอย่างงั้นหรือเปล่า ? ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า การรักที่จะทำอะไรสักอย่าง มันเป็นผลดีที่ว่าเราจะสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับมัน ทำมันได้ไม่อย่างไม่ค่อยจะเหนื่อย และ ไม่มีแรงต้านทานทางใจว่าเราต้องไปทำมันเพราะเราอยากจะเงินจากมัน แต่สำหรับคนอีกเยอะคนมากที่บอกว่าก็ไม่ได้รักไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ ก็จะไม่สามารถใช้แนวคิดนี้เพื่อเริ่มต้นทำอะไรที่จะสร้างมูลค่าให้กับคนอื่นแล้วคั้นมาเป็นเงินหรือค่าบริการได้ ถ้าหากว่าเป็นคนกลุ่มที่ผมว่านี้แนะนำให้ลองใช้วิธีการอื่นๆดูต่อไปที่จะเล่าให้ฟัง

 

หลับหูหลับตาเอาตัวไปจุ่มเพราะคิดว่ามีคนทำกันเยอะ

ธุรกิจ Me Too หรือฉันเอามั่งก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรสำหรับการเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง จากความไม่รู้ว่าจะทำอะไรเลย ก็เล่นเคว้งคว้างซะขนาดนั้นก็มองหารอบๆตัวเอาเองก็แล้วกัน ที่ผมเรียกว่าการจุ่มตัวก็คือ ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนั้น เพื่อจะได้รับรู้ว่า มันทำให้เราชอบหรือเปล่า (กลับไปอ่านข้อแรก) หรือ มันทำให้เรารู้สึกดีว่า เราสามารถทำงานอยู่กับมันได้มั้ย และ มันทำให้เรารู้สึกดีพร้อมและมันน่าจะสร้างเงินได้เหมือนกับที่คาดหรือเปล่า ถ้าหากว่ามันเป็น Me Too business แบบนี้แล้วล่ะก็ คุณก็น่าจะหาโอกาสไปสมัครงาน หรือ ทำหน้าที่ไปทำตลาดให้เขา อะไรก็ได้ เพื่อจะได้มีส่วนเกี่ยวข้องและตัวตุณเองได้จุ่มเข้าไปในอุตสากรรมนั้นๆ เช่น ถ้าหากว่าอยากจะทำบรรจุนำ้มันขาย ก็ไปสมัครโรงงานที่ใช้น้ำมันบรรจุ หรือ โรงงานที่ใช้น้ำมันบรรจุขวด อะไรประมาณนี้ หรือ ถ้าหากว่าอยากจะทำ Franschise ก็ไปสมัครเหมือนว่าจะซื้อหรือสนใจจะทำ หรือ ไปทำเป็นลูกน้องเค้าก้ได้เหมือนกัน เป็นต้น (เยอะแยะวิธีการสารพัดที่จะทำให้ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นๆซึ่งรวมถึงการเป็นลูกจ้างเค้าด้วยน่ะครับ) โอกาสรอดแบบธุรกิจ Me Too นั้นไม่ได้เยอะมากนัก ก็เหมือนกับธุรกิจอื่นๆน่ะแหละ เพราะ มันมีคนทำมาแล้วสักพักหนึ่ง แต่คุณต้องหาความแตกต่างว่า ที่คุณกำลังจะทำมันเด่นอะไรกว่าใครได้อย่างไร หรือทำไปเพราะว่า เห็นว่าเค้าทำกำไรได้ดีเท่านั้นก็พอใจแล้วมั้ย ?

ก้าวเข้าไปเป็นพนักงานว่าจ้างรายเดือนหรือรายวันในธุรกิจที่ตนสนใจ

ข้อนี้จะค่อนข้างคล้ายกับข้อที่แล้ว แต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ผมพิมพ์แยกออกมา เพราะ มันจะทำให้คุณได้เรียนรู้หลักอยู่สองประเด็นด้วยกัน คือ ประเด็นแรก คุณจะได้เรียนรู้ หรือเข้าใจเข้าใกล้เกี่ยวกับธุรกิจที่มีการดำเนินการอยู่นั้นๆ และ อีกประเด็นก็คือ คุณจะได้พัฒนาทักษะที่จะสามารถให้คุณเห็นโอกาสรอบตัวได้มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เช่น ถ้าหากว่าคุณเป็นพนักงานกราฟฟิกของบริษัทแห่งหนึ่งที่คุณอยากจะรู้ว่า เค้ารับงานแบบไหนมาและ ลูกค้าเค้าคือใครกันแน่ แล้วเค้าต้องทำอะไรถึงจะได้ลูกค้ากลุ่มนี้มา เมื่อคุณเป็นพนักงานกราฟฟิกให้กับเขา แน่นอน คุณต้องทำงานกราฟฟิกให้กับเขา เนื้องานก็จะเฉพาะเจาะจง แต่ที่แน่ๆคือ คุณยังสามารถติดต่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด AE คนหางานและอื่นๆ เพื่อสอบถาม ประเด็นที่คุณอยากจะรู้ และที่บอกว่าได้การเรียนรู้ในเนื้องานมาด้วย เพราะ ถ้าหากว่า เค้ามีคนเป็นที่ senior กว่าทำงานมานานกว่า หรือมีหัวหน้า เค้าอาจจะสอนอะไรคุณก็ได้เพื่อให้คุณทำงานให้กับองค์กรเหล่านั้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ เร็วขึ้น เป็นต้น


เข้าไปงานสัมนาฯและงานออกบู้ทต่างๆที่เป็นวิชาการ

เดี๋ยวนี้องค์กรภาครัฐและเอกชนจะมีการจัด event สัมนาและการจัดแสดงสินค้าหรือนวัฒนกรรมจำนวนมาก ในปีหนึ่งๆจะมีงานแบบนี้เรียกได้ว่าในทุกหมวดอุตสาหกรรมกันเลยก็ว่าได้ เช่น Thaifex สำหรับอาหารและเครื่องประกอบการทำร้านอาหาร Food & Hotel อาหารและเครื่องมือใดๆเพื่อทำมาหากินเกี่ยวกับการทำโรงแรมและการเข้าพักโรงแรมและร้านอาหารโรงแรม หรืองานที่เฉพาะเจาะจงก็เยอะแยะ เช่น งานอุตสาหกรรมเหล็ก งานประชุม Blockchain โลก (จัดในไทยครั้งแรกกันเลยก็มี) หรืองานเข้าไม่ฟรีก็มีอีกมากมาย ถ้าหากว่า คุณสนใจแนะนำให้เข้าไปดูตารางการจัดงานของ Bitec , Impact เอาไว้ก่อน พวกนี้จะมาจัดกันเรื่อยๆเรียกว่าทุก week กันเลยทีเดียว ถ้าหากว่า คุณไปแล้ว แนะนำให้สร้างนามบัตรเอาไว้ให้เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่กำลังจะเข้าไปคุย หรือ ผมเรียกว่า Blank business card คือ มันไม่ได้บอกว่าคุณทำอะไร ธุรกิจอะไร แต่เหมือนว่า เป็นธุรกิจกลางๆที่ทำได้ทุกอย่างที่คุณคิดอยากบอกเค้าเมื่อเจอคนที่หน้า Booth คนเหล่านี้จะบอกว่า ปกติแล้วเค้าขายให้ใคร และ ถ้าหากว่ารับตัวแทนขายก็เป็นโอกาสที่คุณจะไปศึกษาว่า มันมีตลาดจริงๆหรือเปล่า (แน่นอนว่า ทักษะความสามารถในการหาตลาดถือได้ว่าเป็นสุดยอดทักษะสำหรับคนยุคนี้ ที่หาอะไรกันมันก็จะหาเจอกันหมด) นอกจากนี้งานสัมนาฯจะเป็นการเปิดกระโหลกของคุณใหม่ แบบเรียกได้ว่า ถ้าหากว่าคุณเล่นไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆเลย เรื่องที่คุณฟังมันจะเฉพาะกลุ่มและใหม่สำหรับคุณเอามาก ถ้าหากว่า คุณเองสนใจเนื้อหาเพิ่มเติม ก็จะหาข้อมูลต่อได้ไม่ยาก (ให้เข้าไปจด keyword มาเพื่อทำการค้นหาต่อได้ไม่ยาก) การเข้างานแบบนี้ จะทำให้คุณมี ข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องที่คุณประสบและเรื่องที่คุณได้รับรู้ข้ามธุรกิจกันได้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ผมเองรู้เรื่องสิ่งทอ และเรื่องมาตราฐานงานสิ่งทอว่าถ้าหากว่าจะใช้เส้นใย  recycle ก็หากว่าต้องการยืนยันกันก็ต้องมีระบบ Login และ register กันเอาไว่้กับองค์กรกลางหนึ่งๆที่ทุกคนเห็นว่ามีความน่าเขื่อถือ แล้วผมก็ดันเข้าไป Technology blockchian ก็จะเข้าใจว่า ถ้าหากว่าจะทำธุรกิจมาตราฐานใหม่ด้วย Blockchain ก็เป็นไปได้ในการทำมัน แต่ก็ดันไปฟังงาน Startup Event และโอกาสการสร้างรายได้จาก  Blockchain ทุกคนที่มาพูดก็จะบอกว่า คนที่เป็นคน coding และเข้าใจด้วย Blockchain นั้นมีน้อยคนเอามากและทุกคนจะเป็นตัวเงินตัวทองกันหมด เรียกได้ว่า คนที่มาพูดก็จะบอกว่ามาทำงานกับเชาทีสิงค์โปร์ได้เงินดีหลักแสนแน่นอน​ (ก็แหงแหละที่นั่น rate นี้ปกติทั่วไปเลยเพราะค่ากินอยู่แพงมาก) ก็จะทำให้ผมรู้อีกว่า ถ้าหากว่าจะ build ธุรกิจบน Business Blockchain นี้ต้องมีคนเข้าใจอยู่ในทีมหรือ outsource ด้วยต้นทุนที่แพงได้ และ ยังไม่ได้รับการการันตีใดๆว่า มันทำเป็นธุรกิจได้ เพราะทั้งองค์กรใหญ่เล็กล้วนอยู่ระหว่างการทดสอบเพื่อใช้มันกันอยู่เลย เป็นต้น สังเกตได้น่ะครับว่า ความรู้และความเข้าใจของสถานการณ์ประมาณเกิดจากการฟังล้วนๆ หรือการอ่านเท่านั้นเองก็สามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำธุรกิจใดๆได้ทันที แถมอีกหน่อยต้องบอกว่า Technology Machine Learning ยังมีโอกาสสร้างเป็นธุรกิจได้เกือบทันทีมากกว่านะ เพราะ ความเข้าใจเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่ขัดแย้งกับกฏหมายและความคิดเดิมใดๆเลย

สุ่มไอเดียธุรกิจในหัวมันไปเลย..แล้วโม้ให้เยอะ

ถ้าหากว่าคุณทำตามสามสี่อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว มันจะเกิดความคิดอยากทำนู้นนี่ แน่นอนว่า มันจะมีโอกาสใหม่เข้ามาเรื่อยๆ หากคุณโม้ให้คนอื่นฟัง ผมบอกเลยน่ะครับว่าโม้เหมือนกับว่า คุณกำลังทำมันหรือกำลังจะทำมันแน่ๆ แบบไม่ต้องมีอะไรกังวล เพื่อสร้างภาพว่า ถ้าหากว่ามีคนสนใจอยากจะเข้าหุ้นก็ทำได้ อะไรประมาณนั้น ทำไมต้องทำแบบนี้น่ะเหรอ ? ก็เพราะ มันจะมีคนบางพวกที่เป็นพวกบ้า idea project เหมือนกับเค้าก็จะบอกว่า เค้าอยากจะทำอะไร เราก็ฟังๆเอาไว้เพื่อเป็นไอเดียเพิ่มเติมได้อีกนั่นน่ะแหละ อย่างที่คุณรุ้จากบทความนี้ หากคุณได้ยินได้ฟังอะไรมา ขอให้เข้าใจก่อนได้เลยว่า มันอาจจะไม่จริงมากกว่า 90% หรืออยู่ระหว่างการทดสอบไอเดียก็ได้เหมือนคุณเองนั่นน่ะแหละ ไม่ต่างกันหรอก อ่อ .. เพิ่มเติมประเด็นความคิดอีกหน่อยน่ะครับว่าการโม้ไม่ได้เสียหายอะไรหรอกไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนไปทำตามที่คุณบอกถ้าหากว่ามีคนลงแรงไปทำมันจริงๆแสดงว่าคุณขายของเก่งและโครงการของคุณมันน่าเชื่อถือก็แค่นั้นแต่คนส่วนใหญ่แล้วจะฟังไปอย่างงั้นแหละและแอบคิดข้อเสียให้คุณด้วยว่าหากว่าคุณทำมันมันจะมีประเด็นอะไรที่ต้องพึงระลึกหรือระวังเอาไว้บ้างซึ่งดีกับเราที่เราได้ฟังอย่างงั้นแต่อย่าเชื่ออะไรไปหมดก็แล้วกันขอให้ยังมั่นใจว่าไอเดียธุรกิจนั้นล้วนเป็นแค่สมมุติฐานวันยันค่ำจนกว่าจะพิสูจน์มันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

คิดสร้างหรือออกแบบธุรกิจจากทักษะจำเพาะของคุณเอง (ความถนัดก็ได้)

หากคุณเมาๆงงๆไม่รู้ว่าจะเริ่มอะไรยังไง นี่เป็นแนวทางหนึ่งที่คุณเริ่มทำได้เลย มันคือการรู้ตัวเองว่า คุณด้อยอะไร (ด้อยอะไรก็อย่างไปทำมันหรือทำธุรกิจที่ต้องการทักษะที่คุณดันด้อยเป็นแก่นสำคัญในการดำเนินการธุรกิจ) และ คุณต้องรู้ตัวว่าคุณเด่นหรือชำนาญอะไร ทำไมคุณต้องรู้ว่าคุณด้อยอะไรและเด่นอะไรน่ะเหรอ ? เพราะ คุณเก่งอะไรมันจะทำให้คุณรู้ตัวว่า ธุรกิจใดที่คุณเด่นกว่าแล้วตลาดมีแต่คู่แข่งที่ห่วยกว่าแน่ๆก็จะทำให้คุณมีโอกาสพุ่งพรวดในการชนะตลาดและวินในธุรกิจสายนั้นได้ยังไงล่ะ หรือในทางตรงกันข้าม คุณต้องยอมรับว่าอะไรที่คุณด้อย แล้ว ไม่ต้องไปแก้มัน ! ผมอยากจะย้ำว่า ถ้าหากว่าคุณโตแล้ว ไม่ต้องไปแก้ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องเสียเวลาไปแก้มันแล้ว มันเกินวัยแล้ว และ คุณไม่มีความสามารถเพียงพอเพื่อแก้ความด้อยนั้นได้ง่ายๆ หากคุณยังอยู่ในสถานการณ์ที่ คุณเลือกได้ว่า คุณกำลังจะทำธุรกิจอะไร .. มันเลือกธุรกิจที่เลี่ยงความด้อยของคุณได้ยังไงล่ะ ยกตัวอย่างดีกว่า เช่น ถ้าหากว่าคุณเป็นคนจัดการระบบระเบียบและบริหารคนได้เก่ง เพราะ เคยเป็น Manager ให้กับโรงงาน และคุณเก่งมากเลยในการออกแบบระบบงาน กากรำหนด KPI ให้กับพนักงานแรงงาน แน่นอนว่า ถ้าหากว่าคุณดันสนใจมาทำร้านหมูย่างขึ้นมา มันจะเด่นกว่า คนที่ทำหมูย่างแบบไม่ผ่านประสบการณ์การจัดการโรงงานให้ effective และ productive มันจะทำให้คุณชนะตลาดเอาง่ายๆ หรือ ลองคิดดู คุณเป็นนักวิทยาศาสตร์อาหารที่ออกแบบอาหารให้กับอุตสาหกรรมใหญ่ แล้วคุณออกมาทำร้านเบอเกอรรี่ ! คุณจะสร้างสรรเบอเกอรี่ที่ไม่เหมือนกับร้านคุณหนูที่อยากจะทำเบอเกอรี่เพื่อใจรักได้

สำหรับประเด็นหลังสุดนี้ มันก็คือการขมวดทักษะ ความรู้ความคิดและประสบการณ์ทุกสิ่งอย่างเอามาเทียบกับ มาตราฐานของคนที่ทำธุรกิจนั้นๆว่า มันจะทำให้มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นทีสร้างคุณค่าพิเศษ ที่ตลาดต้องการได้หรือไม่ ต้องเข้าใจก่อนว่า ธุรกิจที่อยู่รอดได้นั้น มันมีความพิเศษของมัน มันมีช่องว่างกำไรมากพอที่จะทำงานและหากินบนกิจกรรมเหล่านั้นได้ และ มันยากพอที่จะทำให้คนอื่นเข้ามาทำเหมือนกับเราไม่ได้หรือทำได้ก็ยาก อย่างไรก็ดี ผมย้ำไว้เสมอว่า หากว่าคุณมีไอเดีย คุณสามารถทดสอบธุรกิจตามแนวทาง Biztestrun ได้ไม่ยาก และ มันเป็น Framework (กรอบการทำงานทดสอบ) ได้อย่างแน่ชัด และเสี่ยงน้อยกว่าการไม่เคยเอาแนวคิดของการทดสอบธุรกิจมาใช้ครับ ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก  https://biztestrun.com หรือมีอะไรก็ LINE คุยกับผมได้น่ะครับ โดยการกดที่ LINE นี้น่ะครับ

rackmanagerpro.com © 2018 All Rights Reserved

Rackmanagerpro.com all right reserved 2007 - 2018

Copyright by Rackmanagerpro.com

Content Creted by Rackmanagerpro.com