ทำไมแนะนำคนที่อยากจะจด Note บน iPad ว่าต้องใช้ Apple Pencil

ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่าผมซื้อ iPad รุ่นที่ไม่ได้มีความสามารถรองรับ Apple Pencil มาก่อนและเลือกที่จะใช้ปากกา Pencil 53 จากค่าย Fifty เหตุผล เพราะ ตอนนั้นที่เลือกแบบนี้ เพราะ ยังไม่มี iPad รุ่นไหนที่รองรับการใช้ Apple Pencil ได้เลยเว้นแต่รุ่น iPad Pro ที่มันราคาแพงกว่า 2x,xxx THB.- ก็เลยดันเลือกซื้อปากกาแบบ Bluetooth จาก Pencil 53 แทนและคิดเอาเองว่ามันก็น่าจะเหมือนกันแต่ความจริงแล้ว ระหว่างการใช้ปากกา Bluetooth ยี่ห้ออื่นๆ กับ Apple Pencil ตอนนี้ มันแตกต่างกันหลายประเด็น ซึ่งทั้งหมด นี้ กำลังจะบอกว่า ทำไมให้เลือกซื้อเป็น Apple Pencil ไปเลย



ปากกา Bluetooth ยี่ห้ออื่นใช้ได้เฉพาะบางแอพ

แน่นอนว่าปากกา Bluetooth ยี่ห้ออื่นๆที่รองรับแบบ Full function โดยเฉพาะการทำ Palm rejection ก็คือ มันจะต้องเป็นแอพที่ทำการออกแบบมาเพื่อกันและกันเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ ถ้าหากว่าผมเลือกใช้ Pencil จาก 53 ผมก็ต้องเลือกใช้ Paper App จากค่ายเดียวกันเหมือนกัน มันถึงจะมีให้ pairing ในแอพได้และมีการทำ Plam rejection และใช้ function ของหัวยางลบได้ครบถ้วนเหมือนกับที่ปากกาได้รับการออกแบบมาทั้งหมด ซึ่งนี่ คือปัญหา ! เพราะ แปลว่า ถ้าหากว่าคุณจะใช้แอพวาดภาพอื่นๆ แต่ดันไม่รองรับแล้วล่ะก็ มันก็จะทำให้ปากกาของคุณ มันก็เป็นแค่ปากกา captive pen ธรรมดาๆ นี่เอง ซึ่งไม่รู้ว่าจะจ่ายเงินแพงกว่าปกติกันไปเพื่ออะไรยังไงล่ะครับ  ซึ่งทั้งนี้ มันจะตรงกันข้ามกับการที่คุณเลือกใช้เป็น Apple Pencil น่ะครับ เพราะ เจ้า Apple Pencil เนี่ยะ มันไม่ได้สนหรอกน่ะครับว่าแอพ มันจะเป็นแอพอะไร แอพ Note ของ Apple หรือ แอพอื่นๆ เนื่องจาก เป็นเจ้าของเครื่อง และเป็น ปากกาที่ครองตลาดที่สุดทำให้ทุกคนที่สร้างแอพ จากทุกค่ายที่สร้างแอพนั้น จำเป็นต้องทำแอพวาดภาพหรือแอพบันทึก Note ของตัวเองให้มันเข้ากับ Apple Pencil ได้นั่นเอง ไม่จำกัดค่ายกันเลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น มันก็แปลว่า คุณ คนที่ใช้ Apple Pencil คุณก็จะใช้ปากกาด้ามนี้กับทุกแอพใน iPad ได้ยังไงล่ะครับ มันดีกว่าเป็นไหนๆ คุณสามารถเลือกแอพใช้ฟรีหรือแอพเสียเงินเพื่อเอามาใช้วาดภาพ จดบันทึกได้ทุกแอพกันเลยก็ว่าได้

ถ่านจะหมด หากมันไม่ได้ชาร์ทด้วยหัว Lightening

ปากกา Bluetooth ที่ผมซื้อมา จะต้องผ่านการเติมไฟด้วย USB port เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากว่าอยู่ที่บ้านก็จะหา port เสียบได้ เอาไปเสียบสักพักใหญ่ๆปากกามันก็จะสามารถตื่นขึ้นมาทำงานได้แล้ว แต่อย่างไรก็ดี สำหรับการใช้งานกับ iPad เนื้อแท้แล้วเราไม่ได้อยู่กับ USB port เพื่อการชาร์ทไฟตลอดเวลาอะไรแบบนั้น ถ้าหากว่าจะใช้เมื่อไหร่ เราก็ควรจะเอาปากกาออกมาแล้วก็ใช้ได้เลยหรือว่าเติมไฟก็ไม่กี่นาทีก็น่าจะต้องใช้งานต่อได้ทันที เอาเป็นว่า การที่ Apple Pencil มันได้รับการออกแบบให้หัวด้านหนึ่งนั้นถอดออกมาแล้วชาร์ทไฟฟ้าผ่านทาง Lightening port ได้ โดยการเอาปากกาเสียบเข้าไปที่ช่อง LIghtening ของ iPad แปลว่า คุณจะอยากจะ ชาร์ทปากกาของคุณเมื่อไหร่ก็ได้ที่ คุณอยู่กับเครื่อง iPad ยังไงอย่างงั้น (แน่นอนอยู่แล้วว่า คุณจะต้องอยู่กับ iPad เมื่อต้องการจะวาดรูปหรือจด Note นั่นเอง) ดังนั้นแล้ว การออกแบบให้เอาปากกามาเสียบกับ iPad ได้นั้นถือได้ว่าเป็นการออกแบบปากกาเพื่อให้เข้ากับการใช้งานจริงๆของคนที่ใช้งานปากกาได้ดีทีเดียว

Apple Pencil จะทำเรื่อง Palm rejection ได้ดีกว่าปากกาอื่นๆ

เพราะแอพเปิ้ลนั้นเป็นคนพัฒนา Hardware เอง ดังนั้นความเข้ากันได้ระหว่าง hardware iPad และ hardware ของ Apple Pencil จะสามารถเข้าถึงกันต่อเชื่อมกันและสมานกันได้ดีที่สุดแบบไร้รอยต่อของประสบการณ์กันเลยก็ว่าได้ ขอยกตัวอย่างเช่นการ Pairing ของ iPad และ Apple มันไม่ได้เป็นการ Pairing เหมือนกับเป็น Bluetooth Pairing ปกติๆ แต่อย่างใด แต่มันทำออกมาให้ make sense กับการใช้งานเอามากๆถึงมากที่สุดเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ ถ้าหากว่าคุณจะแพร์เขื่อมปากกา Apple และ iPad แค่เอา Apple Pencil ไปเสียบที่ช่อง Lightening (มันก็เหมือนกับการชาร์ทไฟเหมือนกันเลย…) เท่านั้นเอง มันก็รับรู้การมีอยู่ของกันและกัน iPad รู้ว่ามี Apple Pencil อยู่ใกล้ๆพร้อมใช้งาน และ Apple Pencil ก็ได้รับการเชื่อมต่อกับ iPad ยังไงอย่างงั้น เรียกได้ว่า เชื่อมต่อหากันได้อย่างดายสุดๆ

rackmanagerpro.com © 2018 All Rights Reserved

Rackmanagerpro.com all right reserved 2007 - 2018

Copyright by Rackmanagerpro.com

Content Creted by Rackmanagerpro.com