ทำไมคิวร้านโดนัทมันถึงได้ยาวผิดปกติ เมื่อเทียบกับร้านโดนัทร้านอื่น และ คนที่มาซื้อโดนัทไปกินคิดอะไรในหัว?

แปลกใจว่าทำไมคนต้องไปต่อคิวเพื่อเข้าไปซื้อ "โดนัท" ยี่ห้อใหม่ที่เพิ่งจะมาเปิดในประเทศไทย ก็มานั่งคิดๆ อาจจะเป็นไปได้อยู่หลายๆแนวคิด และคนที่คิดไม่ว่ากรณีใดๆสุดท้ายก็จะเข้าไปต่อคิวเพื่อซื้อ โดนัท ยี่ห้อที่เพิ่งเปิดตัว (แต่มีมานานแล้วที่ประเทศนอก) กันน่ะครับ โดนัทบ้านเราก็มีไม่กี่เจ้าน่ะหละที่ทำเป็น Brand แล้วขายกันอยู่ตามห้าง หรือ SuperStore ในประเทศไทยเรา ผมชอบก็ตรงที่กลิ่นมันเตะจมูกดี เตะกว่าร้านขนมปังที่อยู่พวก Superstore มากนัก เรื่องกลิ่นนี่ล่ะครับที่จะเป็นเหตุผลการดึงดูดคนเข้าร้านหรือเข้า Super (ลองสังเกตให้ดีๆน่ะครับว่า Superstore ทุกที่จะต้องเอาโซนขนมปังไว้ที่ทางเข้าเท่านั้นครับ เมื่อเราเดินเข้ามาแล้ว ผมไม่เคยซื้อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้แค่มองแล้วก็ได้กลิ่นเท่านั้นครับ) การได้กลิ่นขนมปังทำให้เกิดความอยาก (กิน) ขึ้นมาได้ทันที แต่ผมยังไม่รู้เหตุผลแน่ชัดว่า การได้กลิ่นขนมปังแล้วเป็นการเพิ่มยอดขายของสินค้าใน superstore หรือไม่กันน่ะครับ กลับมาที่โดนัทของเรากันต่อดีกว่า เนื่องจากประสบการณ์ผมจะไม่ได้เป็นคนที่อยากจะกินโดนัทมากๆสักเท่าไหร่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปหยิบก้อนแป้งกลมๆ (ที่มันไม่ได้มีรูน่ะครับ) คำละ…

คุยกันเกี่ยวกับเนื้อหาของ "ศาสตร์แห่งการ shopping" เป็น podcast

วันนี้เรามีแขกรับเชิญมาสรุปเรื่องราวสั้นๆในหนังสือที่มีชื่อว่า Why We Buy: The Science Of Shopping โดย Paco Underhill เนื้อความโดยรวมเนื่องจากคุณวินนี่แกอ่านมาแค่ครึ่งเล่ม (ยังไม่จบดีนัก) ผมก็มีโอกาสได้คุยกัน ไหนๆจะคุยอยู่แล้วก็อัดเป็นเสียงเอาไว้ด้วยเผื่อว่าคนอื่นที่หลงเข้ามาที่หน้าเว็ปผมสนใจอยากจะรู้เรื่องกับเค้ามั่งก็ฟังได้ทันทีน่ะครับ   เรื่องรวมๆจะบอกเราเกี่ยวกับการศึกษาและข้อสังเกตในการจับจ่ายใช้สอยและเลือกซื้อสินค้าหน้าร้าน (เป็นแบบ offline shopping experience) ส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับ online คาดว่าน่าจะอยู่บทหลังๆที่คุณวินนี่ยังไม่ได้อ่านน่ะครับ ถ้าหากว่าสนใจแบบเต็มๆหาอ่านได้จากร้านหนังสือทั่วไปครับผม กดฟังบทสนทนาที่ผมคุยกับคุณวินนี่เกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ได้จากที่นี่กันน่ะครับ [audio:http://www.rackmanagerpro.com/audio/why-buy-book-review.mp3]

ใช้ BB ไม่ก็ใช้ iphone เพื่อหาประโยชน์จากเวลาส่วนเกินสั้นๆที่สมัยก่อนไม่สามารถทำอะไรได้

อย่างที่เราๆท่านๆรู้กันว่า mobile device ที่เป็นรุ่นใหม่ๆ จะต้องต่อ internet เล่น facebook และใช้งาน email ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เรียกว่าอยากจะใช้ตอนไหนเมื่อไหร่ก็ต้องทำได้ในทันที และไม่กินเวลาเพื่อที่ เปิด program มากมายเกินไปนัก (โหลดนานมากๆก็ไม่ไหวน่ะครับ) อุปกรณ์พวกนี้จะทำให้การใช้เวลาส่วนเกิน หรือ ส่วนตัวผมจะเรียกว่าเป็น time slug โดนใช้ไปในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ และ ทำให้เกิดความคุ้มค่าของเวลา concept ของ Time Slug หรือเวลาส่วนเกินที่ผมว่านี้ เป็นแนวคิดส่วนตัวของผมเอง ซึ่งผมก็ขออธิบายเอาไว้ให้ฟังสักหน่อย เพื่อที่จะเข้าใจว่าผมกำลังหมายถึงอะไรก็แล้วกันน่ะครับ ? Time Slug หรือ เวลาส่วนเกินนั้นก็คือ เวลาช่วงสั้นๆที่คุณไม่ได้ใช้มันเพื่อทำอะไรให้เกิดคุณค่าได้เลยอันเนื่องมาจากเวลานั้นสั้นเกินไป หรือ…

วิธีการโฆษณาโดยใช้ Viral Marketing ที่เข้าเนื้อคนไทยโดยแท้ หลอกกันซะ ให้ Brand เสียกันไปข้าง

Note: ถ้าหากว่าคุณกด play แล้วไม่ไปแสดงว่าเค้า remove โฆษณาตัวนี้ออกไปแล้ว และไม่อยากจะแสดงตัวตนว่า "ผมเป็นคนหลอกคุณครับ” ผมไม่ได้ดู clip ที่คุณครูเค้าเอา BB นักเรียนขว้างลงพื้น แต่ก็เห็นคน Post ไว้ที่ facebook สองครั้ง (จากเพื่อนคนละคนกันน่ะครับ) แล้วก็รับรู้อีกครั้งผ่าน TV  (จำได้คุ้นๆว่าน่าจะเป็นรายการ TV ข่าวสามร้อยหกสิบองศาตอนกลางวันมั้ง ถ้าหากว่าจำไม่ผิดน่ะครับ แต่ว่าก็มีโอกาสจำผิดได้มากครับ) และก็อีกครั้ง คือ กระทู้ หรือ post ที่อยู่ในเว็ป portal ชื่อดังของ sanook ครับ นั้นก็แปลว่า การรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ Clip นี้มีทั้งหมด…

วิธีการคิดแบบ ทำโลกให้ง่ายเข้าไว้เพื่อการคิดและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

  การคิดแบบทำโลกจริงให้ง่ายเข้าไว้เป็นหลักการหนึ่งที่ผมใช้การมาเรื่อย แล้วมันก็ใช้งานได้ด้วยซิ เพราะว่าโลกเรามันซับซ้อนเกินกว่าที่ตัวเราเองจะคิดออกแบบ "รับรู้ได้" มากนัก แต่อย่างไรก็ดี สมองเราก็ยังมี complex ความคิดแบบที่เราไม่รู้ตัวอีกมาก แต่ส่วนความคิดนั้นเป็นส่วนที่เรา ไม่สามารถควบคุมได้ เป็นส่วนที่ "ไม่มีสติรู้คำนึง" แต่อย่างใด การคิดด้วยสมองส่วนไร้สำนึกนั้น จะเป็นการคิดแบบบวกเอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเสียมาก ซึ่งหลายต่อหลายครั้งการคิดแบบนี้เป็นเรื่อง ที่ต้องกระทำ เพราะ ปัจจัยต่างๆ มันมีมากเกินกว่าส่วนที่จะเป็น Logic คิดออกได้อย่างแท้จริง เราก็ต้องพึ่งพาสมองส่วนไร้สำนึก และไม่มีตรรกะใช้ในการคิดและตัดสินใจในเรื่องต่างๆครับ ความคิดทางฟิสิกส์ หรือ ทางสายวิทยาศาสตร์ จะจำลองโลกเราให้ง่ายเข้าด้วยการ "ควบคุมปัจจัย" (ตัวแปรต่างๆที่จะมีผลกระทบ) ออกไปทั้งหมดเพื่อให้เรารู้ได้อย่างแน่ชัดว่า อะไรเป็นอะไรกันแน่ ตัวอย่าง เช่น ถ้าหากว่าจะศึกษาโรคหรืออาการเกิดโรคใดโรคหนึ่ง ถ้าหากว่าเราได้ฝาแฝดที่คนหนึ่งเป็นโรคและอีกคนร่างกายแข็งแรงดี แปลว่า "เราได้ทำการตัดปัจจัยเรื่องของความไม่เหมือนทางพันธกรรมออกไปแล้วอย่างสิ้นเชิง"…

สรุปประเด็นและแนวคิดในชีวิตที่ทำงานเพื่อให้งานออกมาเจ๋ง

อยากจะ reflect ความคิดของตัวเองสั้นๆ เก็บเอาไว้ เผื่อว่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆกันบ้าง ถ้าหากว่ามีคนได้อย่างเนื้อความนี้กันจริงๆก็อยากให้ comment กันไว้หน่อยก็ดีน่ะครับ พักนี้ทำงานแล้ว จะเจอเรื่องประหลาดๆมากมายก่ายกอง แต่ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดความคาดหมายแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิด หรือ อุปสรรคเศษเล็กเศษน้อยจะมีต้องผ่านพบ รวมทั้งเรื่องราวไร้สาระ แต่ก็เอามานั่งคิดให้ลึกเข้าไปอีกสักหน่อย ก็เลยอยากจะเขียนเอาไว้เป็นประเด็นย่อยๆ ว่า mindset หรือชุดความคิด ที่เป็นกระจกสะท้อนมุมมอง กับเรื่องต่างๆตอนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร พิมพฺ์เก็บไว้ บรรยายไว้ ไม่เสียหาย จะได้รู้กันแน่ชัดเลยว่า ตอนนี้คิดอ่านอย่างไรอยู่ในหัวกันแน่ การวางแผนทำได้แค่เสี้ยวเดียวเท่ากันแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เริ่มต้นเรื่องใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก จะมีการวางแผนอยู่เสมอ แม้ว่าคุณคิดว่ามันจะไม่ได้โดนวางแผน แต่แท้ที่จริงแล้ว ในสมองของเราจะมีการลำดับ คาดหวังเหตุการณ์อยู่แล้ว ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กใช้ระยะเวลาสั้นมากๆ หรือ แม้กระทั่งเรื่องใหญ่ที่ใหญ่เกินกว่าจะทำนายผลออกมาได้เป็นรูปร่างทั้งหมด ลองคิดดูแค่ จะไปกินน้ำ…

ออกแบบกระบวนการแบบนี้:ทายผลบอลเมื่อไหร่จะได้รู้สักทีว่าใครจะได้เป็นคนที่ถูกรางวัลกันล่ะครับ !

ไม่นานมานี้เราก็ผ่านช่วงเป็น World Cup fever กันไปแล้ว และแต่ละที่ก็มี campaign เพื่อให้ส่ง postcard เพื่อทายผลบอล แต่ป่านนี้ก็ยังไม่ได้ประกาศผลแต่อย่างใด ไม่รู้ว่ามันจะต้องรอนานแค่ไหน (ผมไม่ได้รออะไรหรอกครับ แต่ว่าผม่วาคนอื่นๆก็เยอะคนที่เค้ารอๆผลกันอยู่ครับ) ที่ช้ามากๆก็ไม่ได้เป็นเพราะเหตุผลอะไรที่สลับซับซ้อนมากสักเท่าไหร่  เพราะ จดหมายแต่ละใบนั้นถูกส่งเข้าไปกองรวมกัน โดยจะต้องให้คนทำการแยกแยะว่า postcard ทำนายผลบอลอันนั้น มันทำนายประเทศใดเป็นประเทศที่ชนะเลิศครับ วิธีการก็ไม่ยาก เป็นไปตามที่คนเราจะคิดออกก็คือ เมื่อได้ postcard มาเราก็หยิบ postcard แผ่นนั้นๆขึ้นมา แล้วก็หาดูว่าคนนั้นพิมพ์หรือเขียนอะไรไว้บนนั้นครับ อ่าน และแยกไปไว้ตามกอง ถ้าหากว่าเป็น “สเปน” ที่เป็นประเทศที่เป็นที่หนึ่งของการแข่งขันแล้วล่ะก็ ก็จะได้อยู่ในกองที่จะได้เข้าไปจับรางวัลกันอีกครั้ง ต่อไป ส่วนที่ทำนายผลเป็นประเทศอื่นๆ ก็เอาไปกองทิ้งรวมกันโดยจะต้องเอากระดาษเหล่านั้นไปทำการ recycle ต่อไป…

ว่าด้วยเรื่อง IKEA EFFECT และการลงแรงกับการรอคอยที่ทำให้มูลค่าสินค้าเพิ่ม

วันก่อนน้องผมเค้าคุยกันเรื่องของกิน ก็มีอ้างอิงไปถึงร้าน … ยาโยอิ (มั้ง) ผมจำชื่อแน่นอนไม่ได้แต่ว่าเป็นร้านอาหารที่คนที่ตระกูล MK เข้ามารุกตลาดอาหารญี่ปุ่นแบบเหมือนกับที่นายตันกำลังทำอยู่ แต่เอาล่ะครับประเด็นที่ผมจะมาว่าให้ฟังมันไม่ได้เกี่ยวกะว่าใครเป็นเจ้าของอะไรหรือว่าใครทำอะไรอร่อยไม่อร่อยหรอกครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ร้านยาโยอิ เป็นร้านที่เน้นความเร็วในการเสริ์ฟอาหาร เป็นพิเศษ ถ้าหากว่าฟังสโลแกนเค้าก็จะรู้อยู่แล้วว่า  .. ประมาณว่า “เสริ์ฟร้อน อร่อยเร็ว” ซึ่งเรื่องความเร็วไม่ได้เป็นสิ่งที่โดนเอามาโชว์หลามากขนาดนี้มาก่อน แต่ก็ ..ยาโยอิก็เป็นจ้าวแรกน่ะหละเท่าที่ผมรู้ที่คิดว่า ความเร็ว ! เป็นสิ่งที่เอามาเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารญี่ปุ่นได้ (ซะงั้น) ลองคิดกันให้ดีว่า เราไปกินอาหารญี่ปุนไม่ได้คาดหวังความเร็วในการได้มาซึ่งอาหารสักเท่าไหร่ ถ้าหากว่าคาดแบบนั้น อาจจะต้องวางฟอร์มให้เป็นแบบอาหาร Fast Food เสียมากกว่า เห็นอาหารที่พร้อมสำเร็จแล้ว แล้วเราก็เลือกว่าอยากจะกินอะไร ถ้าหากว่าเลือกแล้ว ก็แค่ไปหยิบมาใส่ถาดเอาให้เท่านั้นเอง หรือว่าแค่หยิบๆ ตักๆ เล็กๆน้อยๆ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว…

เพิ่มสติในการใช้งาน internet ในที่ทำงานทำยังไง

น้องผมเค้าบอกผมมาว่า “อ่านทความนึงเค้าว่า .. คนที่ใช้ internet ทำให้ความฉลาดด้อยลงไป..” ผมฟังแล้วก็ ฟังหูไว้หูน่ะครับเพราะว่าผมไม่คิดว่าตัวผมเองที่ใช้งาน internet มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ตามสัดส่วนของ internet speed ที่มากขึ้น และอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวผมมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดซะทีเดียวว่า มันทำให้ผมโง่ลงตามเวลา Chat ทำให้ฉลาดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ? บังเอิญว่าผมก็ไม่ได้รับ link ของบทความแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าให้ผมมองในมุมของผมเองแล้วนั้น “การใช้งาน internet จะทำให้คนมีจิตที่ติดกันมากขึ้น” ที่ว่าจิตติดกันมากขึ้นมันมีเหตุผลมาตั้งแต่สมัยที่ Thaipoint ดังเพราะเป็นระบบ chat แรกๆตอนที่ผมอยู่ ม.2 แล้วล่ะครับ ต่อมาผมก็ utilize การ chat เรื่อยมาครับ จิตติดกันมากขึ้นหมายถึง…

มีคนถามว่าทำยังไงถึงจะรวย ? จริงๆคุณๆก็รู้แต่ว่าไม่ทำหรอกเหนื่อย .. เฮอะๆ

รวยของเค้าคืออะไร ? มักจะเป็นคำถามแรกๆที่จะต้องนิยามกันก่อนว่า อะไรคือความรวยที่เค้าต้องการ โดยมากแล้ว ผมว่าคนส่วนมากจะคิดว่า ความรวยนิยามดังต่อไปนี้ครับ – สามารถที่จะหาเงินต่อเวลา (เช่นต่อเดือน) ได้ด้วยอัตราที่เยอะพอต่อการจ่ายออก – การจ่ายเงินออกมาทั้งหมด(total expense)จะไม่เกินอัตราการไหลของเงินเข้า(income) เหมือนจะพูดกลับทางจากเมื่อกี้นี้ – แหล่งรายได้ (income source) เป็นแบบ passive หรือกี่ง passive เพื่อที่จะไม่ต้องทำอะไรมากมายนัก – ใช้เวลาไปกับการเพิ่ม passive income source ได้หรือจะเอาเวลาไปพักผ่อนแบบไม่ต้องกังวลใดๆ ที่เค้าเรียกกันว่า “อิสระทางการเงิน” ถ้าหากว่าสามสี่ประเด็นที่ว่ามารวมกันเรียกว่า “wealth” หรือ “ความมั่งคั่ง” หรือ “รวย” แล้วล่ะก็ สิ่งที่ต้องทำก็ตรงตัวตามที่ต้องการครับ…