เลือก Notebook อย่างไรใช้งานกับคนใช้ Skype และทำงานทั่วไป

Notebook-select-for-Skype

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะมีงาน commart จัดแสดงไป แต่ว่าเพื่อนๆผมส่วนมากก็จะไปดูน้องๆ Pretty กันซะมากกว่า แล้วก็พกกล้องแบบหรูหราไป เพื่อไปถ่ายภาพน้อง Pretty กันน่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่า ตอนนี้ น้องสาวผมก็มีกล้องถ่ายแล้ว แค่ว่าไม่ได้ว่างไปเท่านั้นเองแรงบันดาลใจจะไปถ่ายภาพสาวๆก็ค่อยจะมีเท่าไหร่เพราะ เคยไปแล้วปีก่อนๆ คนค่อนข้างจะเยอะหนาแน่น แถมไปแล้วนอกจากจะเกิดกิเลส (ทั้งสาว ทั้งคอม) ก็เลยไม่อยากน่ะครับ (จริงๆน้า ^^ ) เอาเป็นว่าผมว่าเราน่าจะเข้าประเด็นกันดีกว่า ที่ผมเกริ่นมาทั้งหมดเพราะ มีคนถามผมน่ะครับ ถ้าหากว่าอยากจะเลือกซื้อ Notebook เพื่อใช้งาน Skype ติดต่อผู้คนทั่วโลก แล้วก็ใช้งาน computer เพื่อพิมพ์งาน office ทั่วไปเท่านั้นน่าจะเลือกแบบไหน อย่างไรกันดี ผมจะไม่บอกเป็นรายละเอียดมากนัก แต่ว่าอยากจะบอกเป็นประเด็นๆไปเสียมากกว่า เพราะว่า บทความนี้จะได้ใช้ได้เป็นแบบถาวรนิดนึงครับ งั้นมาดูกันก่อนดีกว่า ถ้าหากว่าเป็นผม แล้วผมจะเลือก Notebook ด้วยเหตุผลอะไร และ มีประเด็นอะไรที่ต้องดูกันบ้างน่ะครับ ?

ทำไมเลือกเป็น Notebook ไม่เอา Desktop ?

ก่อนอื่นต้องถามตัวเองเลยก่อนว่า เราแน่ใจแล้วหรือว่าเราอยากจะได้ Notebook เพื่อใช้งาน ไม่เป็น Desktop ?  computer ตั้งโต้ะจะมีดีอยู่หลายอย่างที่ผมเห็น (แต่ว่าถ้าหากว่าคุณไม่ได้คิดว่าจะานประมาณนี้แล้วล่ะก็ข้ามไปได้เลยให้ซื้อเป็น Notebook น่ะครับ) คือ computer แบบตั้งโต๊ะแบบ case ตัวใหญ่ๆ คือ ราคาของอุปกรณ์เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพจะคุ้มค่าเงินกว่าเท่านั้นเองน่ะครับนอกนั้นผมว่าตอนนี้ประเด็นด้านอื่นๆก็จะเหมือนกันน่ะครับ เพราะงั้นแล้วถ้าหากว่าคุณอยากจะ Mobile หรือ Portable ได้ก็เลือกเป็น Notebook แล้วกันนะครับ

Notebook ที่ราคาเท่าๆกันก็จะให้ประสิทธิภาพทางด้าน Hardware เท่าๆกัน

อันนี้เป็น comment ที่ได้จากน้องผมที่เค้าไปดูที่งาน commart เค้าบอกผมว่า Sony และ Apple จะมีราคาที่เป็นส่วนตัว คือ แพงกว่าชาวบ้านเค้า ที่อุปกรณ์เครื่องในที่เหมือนๆกัน แต่ก็ว่าเค้าไม่ได้น่ะครับเพราะว่าเค้า Position ราคาและลูกค้าของเค้าเอาไว้อีกกลุ่มนึงน่ะครับ คือ Sony ก็จะกะว่าคนที่ชอบ Sony ก็ะซื้อของๆเค้าตอนร่ำไป อย่างไม่คิดจะย้าย Brand (แต่ว่าก็เห็นเยอะคนที่หมดศรัทธาระหว่างคุณภาพและราคาของ Sony อยู่หลายคน และก็มีตัวเลือกอื่นที่คุ้มค่าเงินกว่าเยอะแยะแล้วด้วยตอนนี้น่ะครับ) ส่วนจ้าว Apple (น้องเปิ้ลของเหล่าสาวก) เค้าตั้งราคาได้สูงเพราะว่า OS หรือ Software ที่เค้าลงไปเป็นส่วนตัวของเค้าเอามากๆ ที่เครื่อง computer Brand อื่นก็จะใช้ OS ของเค้าไม่ได้ซะด้วยซิ เอาเป็นว่าผมจะไม่พูดถึง Apple ให้มากแล้วกันน่ะครับเพราะว่า มันเป็นอีกโลกหนึ่ง ถ้าหากว่าเราๆท่านๆ จะใช้ computer เพื่องานทั่วไปจริงๆแล้ว แนะนำว่า format การใช้งานบน Windows OS ถือเป็นทางเลือกที่กว้างไกลและครอบคลุมการใช้งานได้ในประเทศบ้านเราก็ยังเหมาะอยู่น่ะครับ

โดยรวมแล้วถ้าหากว่าราคาที่ไม่เกินสองหมื่นก็จะได้ CPU แรงระดับคือๆกัน แรมระดับที่เท่าๆกันแล้วก็มักจะไม่ลง Windows License มาให้เพราะว่าเป็นการลด Costing สำหรับคนที่ใช้งานตามบ้านครับ ทำให้การเลือกซื้อ Notebook ถ้าหากว่าเรามาเดินเลือกซื้อด้วย งบประมาณที่จำกัด แน่นอนแล้วไซร้ เราจะไปดูที่ประเด็นอื่นๆแทนนอกจากเรื่อง Brand ครับผม

ผมเลือกยี่ห้อ Notebook แบบไหนกัน ?

จริงๆแล้วส่วนตัวผมมีประสบการณ์ในการใช้งาน computer ยี่ห้อต่อไปนี้มาแล้วน่ะครับ คือ compaq , HP , Asus , Acer  แล้วก็ DELL และตอนนี้ผมใช้งาน Notebook เป็นของ HP สำหรับ computer Mini ตัวเล็กๆที่ผมถือเดินไปเดินมาแบบเบามากๆ แล้วก็อยู่ได้อึดเอามากๆครับ สำหรับ Notebook ตัวที่ผมใช้งานอยู่ตอนนี้ยี่ห้อคือ ASUS ครับซึ่งก็ซื้อมาใช้งานได้ไม่เกิน หกเดือนที่ผ่านมาเองน่ะครับ แต่ผมไม่ได้บอกว่า ASUS จะดีที่สุดแต่อย่างใดครับ เพราะว่าส่วนตัวแล้วผมเลือกด้วยเหตุผลอื่นเสียมากกว่าครับ

ผมเลือก Notebook จากการเลือก Keyboard และ Layout ของการวางแป้น

ต้องบอกไว้ก่อนว่าเพราะว่าผมใช้งานเพื่อ พิมพ์ และ พิมพ์และต้องการความเร็วในการเปิดหน้าต่างงานต่างๆครับผม เพราะงั้นแล้ว ในเมื่อผมรู้ว่าถ้าหากว่าอยากจะเอาเร็ว เครื่องแรงก็ต้องจ่ายมากกว่า คิดตรงๆได้อย่างงั้นเลยน่ะครับไม่มีอะไรต้องสลับซับซ้อน แล้วประเด็นที่ผมดูต่อ คือ การเอานิ้วกระทบแป้นว่าให้อารมณ์เมามันกับการพิมพ์หรือไม่เป็นประเด็นหลักๆในการใช้งานกันเลยก็ว่าได้

ดูอุปกรณ์รอบกาย Notebook ว่ามีอุปกรณ์อะไรกันบ้าง ?

นอกจากผมดู Keyboard แล้วผมก็จะเริ่มส่องอุปกรณ์หรือรูที่มากับเครื่อง Notebook ครับเพื่อการใช้งาน Skype และติดต่อคนอื่นได้อย่างที่ใจหวังจะมีประเด็นให้ดูต่อไปนี้น่ะครับ

- Notebook จะต้องมีรู audio และ mic เป็นรูแจ็คสำหรับเสียบหูฟังและรูไมท์อยู่ในตำแหน่งที่สอดเสียบได้สะดวก เพราะอย่างว่า ผมจะเอาไว้โทรศัพท์ผ่าน Notebook น่ะครับยังไงซะรูนี้จำเป็นต้องมี เพราะ ไม่ใช่ว่า เสียงจะต้องออกลำโพงน่ะครับ เพราะ เราอาจจะอยู่กับคนเยอะคนยังไงก็ต้องควรจะมีรูเพื่อให้เอาสายหูฟังและรูไมท์ต่อเข้าไปได้น่ะครับ

- Notebook จะต้องมี webcam ถือเป็นเรื่องปกติที่ Notebook จะมี webcam กันแล้วล่ะครับ ถ้าหากว่าไม่มีก็ถือว่าด้อยกว่าเครื่องอื่นๆครับ แต่ว่า webcam แท้ที่จริงแล้ว จะมีเรื่องความละเอียดของ webcam ยังไงซะถ้าหากว่าได้เดินไปดูที่ร้านแล้วแนะนำว่าให้เค้าเปิด webcam ให้ดูว่า คุณพอใจกับความละเอียดของ webcam หรือไม่ครับ ยังไงซะเอาแค่ว่าคุณพอใจก็พอน่ะครับไม่ต้องเปรียบเทียบเยอะว่าจะต้องละเอียดที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว สำหรับผมเอาก็เอา webcam HD มาติดอีกทีนึงอยู่ดีครับ (ตอนนี้ยังไม่มี webcam ที่เป็นแบบ Built-in webcam แล้วเป็น High Definition แต่อย่างใดครับผม )

- Notebook ต้องมีรู USB ยิ่งมากยิ่งดี ! แต่ว่าห้ามต่ำกว่า 3 รูครับ เพราะว่า รูที่ผมใช้คือ รูที่จะต้องต่อ webcam รูที่จะต่อกับ Mouse และรูที่จะต้องต่อกับ Mouse ปากกา (หรือว่าเอาไว้ต่อกับ Flash Drive อื่นๆครับผม) อย่างไรก็ดีรูมากเป็นต่ออยู่ดีครับ เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณใช้แล้วคิดว่าสามสี่ปีจะเปลี่ยน แล้วคุณจะมีการถอดเข้าถอดออกจาก USB แล้วล่ะก็ .. อย่างที่เราๆท่านๆรู้กันคือ รูอะไรก็ตามที่มีการใส่เข้าสอดออก รูนั้นอาจจะพังได้ครับ (ผมเคยเห็นอาการพังของรู USB ใน computer หรือ Notebook มานักต่อนักแล้วครับ) นั้นแปลว่า รูที่เหลือ ถ้าหากว่าเรายังพอมีเราก็จะยังใช้ต่อไปได้ยังไงล่ะครับ

- Notebook จะต้องมีรูรับไมท์อยู่ที่ไหนสักแห่งที่หน้า computer ส่วนมากจะมีรูรับเสียงใกล้ๆกับ webcam ครับ รูนี้เหมือนกับว่าถ้าหากว่าเราไม่ได้ต่อไมท์ รูนี้จะเป็นรูรับเสียง เมื่อเรา Skype คุยกับใครสักคน และ รูปรับไมท์ควรจะไกลจากลำโพงด้วยน่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากว่าคน Design Notebook เพื่อที่จะให้มีรูรับไมท์แล้วไซร้ เค้าก็จะต้องออกแบบมาให้ไกลจากลำโพงเอาไว้อยู่แล้วน่ะครับ ไม่อย่างงั้นเสียงจะวน คนปลายทางอีกทางเค้าจะได้ยินเสียงตัวเอง (แล้วก็จะมีอาการปวดหัวเมื่อเราคุยกันเค้าเหล่านั้นนานๆครับผม)

- Keyboard Notebook และตำแหน่งของปุ่มต่างๆอยู่ ณ ตำแหน่งที่ make sense ในการใช้งาน อันนี้แล้วแต่คนน่ะครับ ว่าเงื่อนไขในการใข้งานจะไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าหากว่าเป็นผม ผมก็จะดูว่า backspace ปุ่มใหญ่เหมือนแป้นมาตราฐาน ปุ่ม Windows กดได้สะดวก เป็นต้น

- ขนาดหน้าจอแนะนำให้เป็นจอใหญ่ไว้หน่อย ประเด็นคือผมกำลังจะบอกว่า เนื่องจากตอนนี้หน้าจอจะเป็นแบบ wide screen 16:9 หรือเป็นแบบ 16:10 กันเกือบทั้งหมด ทำให้มีแนวโน้มว่าเมื่อคุณใช้งานไปนานๆ ถ้าหากว่าคุณต้องก้มมากๆ มันจะทำให้คุณเองปวดคอได้ (ซึ่งคนที่ใช้งาน computer เป็นประจำจะมีอาการนี้เป็นอาการที่จะเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ผมก็มีวิธีการแก้น่ะครับ อิอิ ไว้วันหลังบอกแล้วกันน่ะครับ) หน้าจอใหญ่จะทำให้มีพืนที่ทำงานมากกว่า ดูว่า resolution ที่ optimum หรือเหมาะสมนั้นเป็นเท่าไหร่ ยิ่งเลขมากยิ่งดีครับผม

- หน้าจอเป็น LED หรือ LCD แล้วแต่จะเลือก ถ้าหากว่าคุณจะดูหนังฟังเพลงแล้วหน้าจอที่เป็น LED จะให้ความสว่างและความลึกของสีได้ดีกว่าครับ เรียกว่าเป็นหน้าจอที่พัฒนามากกว่า LCD แต่โดยมากแล้วจอ LED จะมีจอกระจกเงาวิ้งๆ ถ้าหากว่าคุณอยากจะได้จอด้านเพื่อลดการสะท้อน LCD เท่านั้นถึงจะเป็นทางเลือกได้น่ะครับ หน้าจอ LED จะทำให้ภาพและสีใสกว่าจอ LCD อย่างมีนัยครับ ถึงกับว่าน้องผมอาจจะเลือกเปลี่ยน computer ใหม่ด้วยเหตุผลแค่ว่า จอ LED มันให้ภาพสวยกว่าจอ LCD กันเลยก็ว่าได้

- แรมที่จะใส่ต้องใส่ให้ได้มาก มากเท่าไหร่ก็ดีเท่านั้นครับ แรมผมว่าเป็นตัวหนึ่งที่ทำหใคุณภาพของ Notebook หรือ computer ที่คุณใช้งานดูแรงขึ้นได้กันแบบเห็นๆ เพราะงั้นแล้วถามไว้หน่อยว่า ram ที่ใส่อยู่นั้นเป็นแบบไหนและจะ Up ram สูงสุดได้สักเท่าไหร่ โดยปกติแล้วตอนนี้ผมอยากจะแนะนำว่าให้ใส่ แรมเอาไว้อย่างดำ 2 GB เพราะว่า OS windows ตัวใหม่ๆจะใช้พลังงาน CPU และแรมเยอะกว่าที่เครื่อง computer เก่าๆจะใส่ได้ครับ โดยเฉพาะ Windows 7 ที่จะมี requirement spec. ที่สูงอยู่ระดับหนึ่งครับ (แน่นอนผมว่าเครื่องใหม่ของคุณเองก็จะลง OS windows ใหม่สุดเท่าที่โลกนี้จะมีครับผม และ ณ เวลานี้ Windows ยังเป็นทางเลือกเดียวที่ดีที่สุดสำหรับคนปกติ ที่ไม่ใช่พวกบ้าคอมครับ)

- Card reader ที่มีตัวอยู่กับ Notebook จะต้องรองรับ SD card หรือ flash card ที่คุณใช้กับกล้องถ่ายรูปครับ เพราะว่าถ้าหากว่าคุณถ่ายรูปแล้ว คุณจะเอาภาพเข้า computer เพื่อ Upload album Facebook หรือ Picasa แล้วนั้น ถ้าหากว่าคุณจะต้องมามัวหา card reader ที่เป็นตัวแปลงอีกก็เหนื่อยครับ  เพราะจริงแล้วตอนนี้คุณสามารถเอา SD card ใส่เข้ากับ Notebook ได้โดยตรงในหลายๆยี่ห้อของ Notebook ครับมี และใช้งานได้อย่างลงตัวก็ย่อมดีกว่าเป็นแน่แท้อยู่แล้วล่ะครับ

- DVD-ROM ตอนนี้ผมไม่ใช่ได้ใช้สักเท่าไหร่ แต่ก็ดูไว้แถมๆแต่ว่าไม่ได้เป็นประเด็นมากมายอะไรน่ะครับ แค่ว่ามันจะต้อง write ได้น่ะครับ และมันจะต้องเป็น Multi recorder คือสามารถ Burn แผ่นได้ทุกแบบไม่ว่าจะเป็น DVD บวก R หรือ DVD ลบ R หรือ CD ครับ

- Wifi จำเป็นต้องมี แต่ Bluetooth  น่าจะไม่จำเป็นในการใช้งาน ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ใช้อุปกรณ์อื่นๆที่เป็น Bluetooth แล้วนั้น ถ้าหากว่าเครื่อง Notebook เครื่องนั้นมี function Bluetooth แปลว่าคุณเสียเงินเกินจำเป็นครับ เพราะว่า ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจะใช้ มันทำอะไรสักเท่าไหร่ครับ Wifi นั้นเป็นเรื่องที่ต้องมีเพราะว่า ถ้าหากว่าคุณต้องการความ Mobile คือยก Notebook ไปที่ต่างๆนาๆแล้วเอาไว้คุย Skype ได้มันจะไม่มีสาย LAN ให้ต่อกันสักเท่าไหร่ สถานที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก หรือร้านกาแฟจะปล่อยเป็น Wifi กันทั้งนั้นครับ

ผมว่าหลักๆก็เท่านี้เองน่ะครับไม่มีอะไรมาก เพราะ อย่างที่บอกไป คือ ถ้าหากว่าคุณไปด้วยเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อคุณถามๆร้านค้าแต่ละร้านก็จะได้ Spec. ที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว ดังนั้นแล้วคุณก็ไปดูประเด็นอื่นๆที่ผมว่าไปแทนก็แล้วกันครับ แล้วก็บวกกับเรื่อง Design อีกเล็กน้อยเท่านี้ผมก็ว่าคุณจะได้เครื่องที่เหมาะกับการใช้งานเป็น Notebook คุณชีวิตของคุณแล้วล่ะครับ (เลือกง่ายกว่าหาแฟนสักคนอื่นต้องเยอะว่ามั้ยล่าา ..)

Notebook กับ มือถือ นี่มันอันตรายต่อระบบสืบพันธ์ในท่านชายนะเนี่ยะ (กลัวจัง)

egg-danger
คนไอทีอย่างเราๆท่านๆโดยมาก จะมี Notebook แล้วก็มีมือถือติดตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าแย่หน่อยที่ทั้งสองอย่าง มีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์ได้น่ะครับ ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ ผมก็ Google ดูว่ามีผลการวิจัยอะไรพันธ์นี้มาโม้เอาไว้ใน internet จาก website ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และแล้วผลก็ปรากฏว่า มันมีเรื่องราวที่ไม่ค่อยจะดีในการใช้อุปกรณ์ทั้งสองตัว คือ Notebook และ ตัวโทรศัพท์มือถือครับผม

NOTEBOOK ใช้ให้ระบบสืบพันธ์เสื่อมทำได้อย่างไร ?

วิธีการใช้ Notebook ให้ระบบสืบพันธ์ในเพศชายเสื่อมลงในที่นี่ทำได้ไม่ยาก (แต่ก็ไม่อยากจะแนะนำให้ทำเท่าไหร่น่ะครับเพราะว่าผมอยากให้คุณมีระบบสืบพันธ์ที่แข็งแรงอย่างที่คุณท่านชายต้องการน่ะครับ) นั้นก็คือ การเอา Notebook มาพิมพ์งานโดยวางไว้ที่หน้าตัก ถึงแม้ว่า คุณจะมีอะไรรองแล้วก็ตามที การเอา Notebook มาไว้ที่หน้าตักแล้วพิมพ์งานเป็นระยะเวลานาน จะทำให้อุณหภูมิบริเวณอัณฑะของคุณสูงมากขึ้น (ร้อนขึ้นน่ะครับว่าง่ายๆ) ซึ่งมันจะไม่ดีสำหรับการผลิตเสปริ์มเอามากๆครับ

แต่ก่อนผมก็รู้อยู่แล้วจากการเรียนสุขศึกษาตอนเรียนประถมมัธยมว่า การที่เราเอาอัณฑะออกมานอกร่างกายก็เพื่อที่จะทำให้อุณหภูมิของบริเวณไข่ของคุณท่านชายนั้นมีความร้อนน้อยกว่าอุณหภูมิร่างกาย เรียกว่าได้จะเป็นสภาวะที่เหมาะสมต่อการผลิตเสปิร์มยังไงล่ะครับ เรียกว่า ไม่อยากจะให้มันร้อนเท่าไหร่ แต่ในทางกลับกันการที่คุณเอา computer ไว้หน้าตักมันก็จะเป็นทำให้ไข่คุณร้อนขึ้นอย่างเห็นชัดแม้ว่า มันจะไม่ได้วางไว้ตรงๆก็ตามก็จะมีรังสีความร้อนแผ่ไปยังจุดนั้นของคุณอยู่ดี

วิธีการป้องกัน : ก็แค่ว่าถ้าหากว่าคุณจะพิมพ์งานนอกสถานที่ ก็ควรจะมีโต้ะนั่งให้เรียบร้อยอย่างเอาไปเล่นตามชายหาด และทำตัวชิวเหมือนกับภาพที่คุณเองก็ฝันๆไว้ว่าก็เอาคอมมาวางไว้ตักแล้วก็เล่นทีไหนก็ได้น่ะครับ ยังไงซะถ้าหากว่าคุณทำงาน computer นานๆยังไงซะการมีโต้ะก็จะเป็นการทำให้คุณมีท่าทางทีเหมาะสมต่อการพิมพ์งาน หรือ การอ่านเนื้อความใดๆที่หน้าจอจะเหมาะกว่า เรียกว่ามันก็ถูกหลัก Ergonomics อีกด้วยน่ะครับ

โทรศัพท์มือถือทำให้ความสามารถในการผลิตเสปริ์มลดลง

กรณีนี้เหมือนว่าจะเป็นกรณีที่ผมจะหลีกเลี่ยงให้เสปริมผมลดน้อยลงไปไม่ได้น่ะครับเพราะว่า จากที่ผมไปอ่านๆมาเจอจะเป็นข่าวงานวิจัยเก่าๆประมาณปี 2008 ว่า ถ้าหากว่าคุณเอามือถือ (ยิ่งต่อ EDGE/GPRS หรือต่อ 3G พวกต่อ internet ตลอดเวลา) แล้วล่ะก็ไม่ว่าคุณจะเอาไว้ที่เอวหรือว่าที่กระเป๋าสอดเข็มขัด มันก็จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตเสปิร์มอยู่ดี !

วิธีการป้องกัน : ไม่มี (ตอนนี้ผมคิดไม่ออกน่ะครับว่าจะป้องกันมันได้อย่างไรเพราะว่าผมเองนั้นจำเป็นว่าจะต้องพกมือถือติดตัวอยู่ดีน่ะครับแล้วก็ดูท่าทางว่าตอนนี้จะยังไม่มีอะไรมาป้องกันหรือกรองได้น่ะครับ)

ผมว่าน่ะครับทางที่ดีถ้าหากว่าคุณแต่งงานมีลูกแล้วประเด็นพวกนี้คุณก็ไม่ต้องมากังวลให้มากนักน่ะครับเพราะว่ายังไงซะคุณก็ไม่ได้อยากจะใช้สเปริ์มเพื่อเอาไปทำอะไรอยู่แล้ว  แต่ถ้าหาก่วาคุณเองยังจำเป็นต้องใช้ระบบสืบพันธ์ของคุณเองแล้วล่ะก็ระวังไว้หน่อยก็ดีน่ะครับ อะไรที่ระวังได้ก็ระวังอะไรที่ป้องกันได้ก็ป้องกันครับ ! แต่ว่าแน่นอนว่าตอนนี้ผมยังจำเป็นต้องใช้ระบบสืบพันธ์ของผมน่ะครับ ประเด็นพวกนี้เลยเป็นประเด็นที่หน้ากลัวสำหรับผมอ่ะครับ >< (น่ากลัวนะเนี่ยะคนเรา เฮ้อ..)

แนะนำ Google Chrome Extension ที่ทำให้คุณใช้งาน internet ได้ไวขึ้นกว่าเดิม

Google-chrome

คำเตือน : เนื้อความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้ Google Chrome เท่านั้น เพราะงั้นแล้วถ้าหากว่าคุณไม่ใช้ก็จงอย่าอ่านหรือถ้าหากว่าอยากใช้ก็ไป download มาใช้งานดูก่อนได้จากที่นี่ก่อนเลยน่ะครับ

ผมเป็นคนที่ใช้ Google Chrome เป็น Browser หลักในการใช้งาน internet ครับ แล้วก็ใช้มากได้นานมากกว่า 1 ปีแล้ว ผ่านการทดสอบทอลอง Extension มาก็มาก แต่ว่าสุดท้ายก็จะมา Google Chrome Extension ที่ผมใช้งานอยู่จริงๆแค่ไม่ถึง 20 ตัวน่ะครับ เรียกได้ว่า เป็น MUST HAVE Google Chrome Extension กันเลยก็ว่าได้ เมื่อผมไปใช้ internet เครื่องไหนที่เป็นเครื่องส่วนตัวหรือเครื่องที่ผมจำเป็นต้องใช้เป็นระยะเวลานานๆแล้วผมจะโหลด extension หรือ add on พวกนี้มาใช้กับ Chrome อยู่ทุกครั้งทุกเครื่องไป เหมือนว่าขาดไม่ได้น่ะครับ ถ้าหากว่าขาดอันใดอันหนึ่งไป มันก็จะรู้สึกเหมือนไม่ครบ แหว่ง หรือทำอะไรก็ไม่สะดวกเหมือนกับเครื่องที่เราใช้อยู่ประจำน่ะครับ ยังไงซะ วันนี้ผมก็อยากจะแนะนำ Extension เหล่านี้ให้กับเพื่อนๆ หรือคนที่ติดตามผ่านเนื้อความของผมเอาไว้สักหน่อย เผื่อว่า ตัวไหนจะได้เป็นประโยชน์กับการใช้งาน internet ให้ไวตาม concept ของเว็ป rackmanagerpro.com แห่งนี้น่ะครับ

Extension พวกนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ผมใช้ชีวิตอยู่กับเลยก็ว่าได้ โดยผมจะมี life style ในการใช้งาน internet เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่เป็น Geek สักหน่อย คือ จะใช้ Google product เกือบทุกวันเลยก็ว่าได้และ rely ชีวิต working life และ personal life กับ product และ service Google เสียทั้งหมดครับ และจะเป็นพวกที่จะค่อยดูว่า เว็ปคนอื่นทำด้วย CMS อะไร มี Page Rank อะไรเท่าไหร่เพื่อดูว่า เว้ปที่เราเข้าไปนั้นเป็นเว้ปที่ดีหรือไม่ หรือว่าเป็นเว็ปเกิดใหม่ ทำให้เหมือนกับว่าเราเห็นข้อมูล website เหล่านั้นได้เยอะกว่าเดิม เพื่อเอามาเป็นแบบอย่างสำหรับการ promote website ของบริษัท หรือ ของส่วนตัวได้ด้วยเช่นเดียวกันน่ะครับ การใช้งาน Extension ตาม List ที่ผมมีอยู่นี้ทั้งหมดก็เพื่อความเร็วในการใช้งานแบบ User ปกติที่สนใจการใช้ CMS และออกแนวเป็น Blogger เพิ่มเติมก็เท่านั้นน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว คุณอาจจะเลือก Extension ที่เหมาะกับการใช้งาน internet ของแต่ละคนไปน่ะครับ แต่ว่าสำหรับตัวที่ผมแนะนำอย่างแรง (ก็จะมีพิมพ์ไว้ว่าแนะนำน่ะครับ) ก็จะเป็นตัวที่แม้ว่าคุณจะเป็น user ที่ไม่ค่อยได้ใช้งานอะไรผมก็อยากจะให้ลงอยู่ดีน่ะครับ แล้วก็เหมือนเดิมผมก็จะพูดเกือบทุกคนทุกครั้งไปน่ะครับว่า ถ้าหากว่าคุณอยากจะมี productive ในการใช้งาน internet เพือ่การทำงานแล้วล่ะก็ การใช้ Gmail และ Google service อื่นๆจะเป็นตัวช่วยคุณได้มาก เพราะงั้นแล้วถ้าหากว่าคุณยังไม่ได้หันมาใช้ Gmail หรือ Google account (ผ่าน gmail) แล้วล่ะก็ผมแนะนำเป็นอย่างยิ้งแล้วคุณจะรู้ได้ว่า มันดียังไง และ มันทำให้ชีวิตการทำงานคุณสะดวกในกาติดต่อกับคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหนกันน่ะครับ

งั้นเรามาเริ่มอธิบาย Google Chrome Extension เป็นรายตัวที่ผม install อยู่และใช้งานประจำตามต่อไปนี้ !

Chrome Currency Converter

เป็น extension ที่ผม install เพื่อดูตัวเลขเงินในสกุลเงินอื่นๆใดๆให้แสดงเป็นเงินบาทครับ เพราะ เราจะได้รู้ว่าสินค้าหรือบริการที่เราจะซื้อนั้น ถ้าหากว่าเป็นเงินบาทแล้วมันจะราคาสักเท่าไหร่ ตัวเลขการ convert ค่าเงินนั้นจะเป็นแบบ real time ครับ ทำให้เราไม่ต้องเอาเครื่องคิดเลขมากดแต่อย่างใด สะดวกมากๆเวลาจะซื้ออะไรผ่านทางหน้าเว็ปครับ นอกจากนี้มันมีประโยชน์สำหรับผม ก็คือ รายได้ที่เป็นหน่วย USD ผมก็จะเห็นเป็นตัวเลขบาทอยู่ข้างๆด้วยกันครับ การมองค่าเงินเป็นหน่วยบาทจะทำให้เรารับรู้ว่ามันมากหรือน้อยได้ดีกว่าเห็นเป็นหน่วยอื่นๆครับเพราะเราก็คุ้นชินกับการ "ใช้เงิน" เป็นหน่วยบาทอยู่แล้วยังไงล่ะครับ

Chrome Flags

extension ตัวนี้จะแสดง Logo ธงของประเทศที่ Hosting ของ website นั้นๆมีพื้นที่อยู่ครับ เช่น เว็ปผมแม้ว่าจะมีเนื้อหาสำหรับคนไทยแล้ว แต่ก็ทำการใช้บริการของ Hosting ต่างประเทศ (อันเนื่องมาจากความสะดวกอื่นๆที่ Hosting นั้นๆมีให้น่ะครับ) แล้วถ้าหากว่าผมเข้าเว็ปคนอื่น อย่างน้อยผมก็อยากรู้ว่า website นั้นๆ Host อยู่ที่ประเทศอะไร เพราะ แนวโน้มคือ เว็ปนั้นเป็นสัญชาติอะไร ก็จะมีการเช่า Host ที่ประเทศนั้นๆครับเพราะจะติดต่อกันหรือดูแลกันได้สะดวกกว่า ถ้าหากว่าเราเป็นคนไทยเราก็จะมีแนวโน้มว่า เราจะเช่า host ไทยยังไงอย่างงั้นน่ะครับ ผมเอาไว้ดูเว็ปคนอื่นเสียมากครับ ไม่ว่าจะเป็นเว็ปคู่แข่ง หรือ เว็ปที่ค้นหาผ่านทาง Google เพื่อว่ามันน่าเชือถือหรือไม่อีกด้วยน่ะครับ

Chrome Sniffer

Google Chrome extension ตัวนี้บอกเราว่า เว็ปไซท์ที่มันแสดงอยู่นั้นผ่านทาง Browser Chrome ใช้เป็น CMS ตัวไหน เช่น มันก็จะบอกว่า เว็ปนี้ใช้ WordPress ทำ หรือว่าเว็ปนี้ใช้เป็น Joombla ทำ รู้แล้วได้อะไรเหรอครับ เราก็จะบอกได้ว่า ความสามารถของ CMS เหล่านั้นสร้างเว็ปออกมาได้ขนาดนี้ ถ้าหากว่าเรารู้ว่าเป็น WordPress ผมก็จะดูว่าคน Design Theme นั้นเป็นใคร หรือว่า ดูว่าคนอื่นส่วนใหญ่ใน CMS ตัวไหน หรือแม้แต่องค์กรขนาดใหญ่เค้าเลือกที่จะใช้ CMS ตัวไหนเพื่อมาใช้กับ เว็ป official ของบริษัทเค้าเหล่านั้นได้น่ะครับ

Docs PDF/PowerPoint Viewer (by Google)

ถ้าหากว่าเราเจอ file ประเภท PDF หรือ POWERPOINT เมื่อกด link เพื่อดูเนื้อหาเหล่านั้นถ้าหากว่าเราไม่ได้ส่ง extension ตัวนี้เอาไว้มันก็จะทำการโหลดเก็บในเครื่องแล้ว เราค่อยมาเปิดดู ซึ่งเป็นการเสียเวลามากน่ะครับ เมื่อเทียบกับที่ว่าเราลง extension ตัวนี้ไปแล้ว กด Link ที่เป็น pdf file หรือ PowerPoint file แล้วมันก็จะไปเปิดหน้า Google Docs เพื่อแสดงเนื้อหาด้านในทันทีในอีก tab ของ Chrome เลยครับ เร็วกว่ากันเป็นไหนๆ

Facebook Likes

เอาไว้ Like หน้า page ที่ไม่มีปุ่มให้ Like กดแล้วมันก็จะให้กรอกว่า จะพิมพ์อะไรเพิม่เติมกับ link นี้หรือไม่ ทำให้เรา share ความชอบของ page ใดๆก็ได้ไม่จำกัด และ สะดวกกว่า copy link แล้วก็ไป post ไว้ที่ wall เราใน Facebook ต่ออีกทีหนึ่งน่ะครับ เร็วกว่ากันเป็นไหนๆอีกแล้วน่ะครับท่าน

Facebook Photo Zoom

ผม install extension นี้ก็เพื่อเอาไว้ดูรูปเพื่อนๆพี่ๆน้องๆผ่านทาง Facebook โดยไม่จำเป็นต้องกดเพื่อดูรูปใหญ่น่ะครับ มันจะแสดงหรือโหลดภาพขนาดใหญ่ออกมาทันทีที่เอา mouse วางไว้เหนือภาพใดๆที่อยู่ในหน้า Facebook ทำให้เราไม่ต้องออกแรง navigate กดภาพเลื่อนไปๆมาๆ งงครับ ผมว่าจริงๆแล้ว Facebook ควรจะมี function นี้เป็นมาตราฐานสำหรับเว็ปเค้าไปเลยก็น่าจะดี แต่ว่าเอาเถอะครับ ตอนนี้เค้าไม่ได้ set ไว้เป็น standard เราก็ลง extension ใช้งานไปก่อนก็ดีกว่าน่ะครับ

Feedly

เป็น extension สำหรับคนที่อ่าน Feed ผ่าน Google reader เท่านั้นน่ะครับ เพราะว่า มันจะต้อง Login Google reader แล้วเมื่อเรากด Feedly icon เราก็จะเข้าสู่เนื้อหาของ Google reader แต่ว่าเป็นมุมมองใหม่ คือ มีการวางภาพ layout ใหม่ออกมาเหมือนกับนิตรสาร online หรือมองเหมือนกับเป็น website อีกหน้าหนึ่งที่เนื้อหานั้นๆก็คือ Feed content ที่เราบอกรับเข้ามาน่ะครับ เป็นการอ่านเนื้อหา Feed ได้เจ๋งในอีกมิตินึงเลยทีเดียว แนะนำอย่างแรงน่ะครับ สำหรับคนที่รับ Rss Feed และดูผ่าน Google reader และไม่มีเวลาที่จะอ่านเนื้อหาได้ทั้งหมดครับผม มันเป็นประสบการณ์การอ่านเนื้อหา Feed ที่ดีกว่าเดิมมากจริงๆครับ

goo.gl URL Shortener

เป็น extension เพื่อทำการย่อ URL ให้สั้นเข้าด้วยบริการของ Google เอาครับ ผมมีเหตุผลว่าทำไมต้องย่อ ก็คือ ถ้าหากว่าเราต้องการจะส่ง link ไปให้คนอื่น ผ่านทาง MSN หรือผ่านทาง email ใดๆแล้วการที่มี text รกๆเพื่อเป็น link มันก็ทำให้ email นั้นดูไม่งามตาสักเท่าไหร่ หรือ ที่แน่ๆการส่ง link ผ่าน msn จะมี limit ว่าเราส่ง text ต่อข้อความได้ยาวสูงสุดเท่าไหร่ ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งเป็น mobile ครับนั้นก็แปลว่า เราจำเป็นต้องย่อ URL อย่างแน่นอนสำหรับกรณีหลังนี้น่ะครับ นอกจากนี้การใช้ URL ที๋โดนย่อสามารถที่จะ track กลับได้ว่า มีคนกดกี่มากน้อยเยอะคนแน่ไหนเมื่อไหร่อย่างไรด้วยน่ะครับ

Google Analytics Opt-out Add-on (by Google)

เป็น extension ของ Google เองเพื่อทำหน้าที่ไม่ส่งข้อมูลไปยัง Analytics ของ website ใดๆที่เราเข้านั้นก็แปลว่า มันจะไม่แสดงสถิตินับเราเข้าไปยังเว็ปนั้นๆครับ มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อคุณมี website หรือ Blog เป็นของตัวเองครับ เพราะเมื่อคุณทำการแก้ไขเนื้อความใดๆ เราก็จะเข้าไปดูที่หน้าเว็ปจริงว่า เนื้อความแสดง ok ถูกแล้ว เหมือนกับเป็นการ exclude ตัวเราออกจากสถิติที่เราเอาไว้ใช้ประเมินว่าคนเข้ามามากน้อยแค่ไหน นานแค่ไหน เพราะตัวเรานั้นเป็นตัวแปรหนึ่งได้สำหรับ website ที่ยังใหม่และคนเข้าไม่เยอะน่ะครับ ข้อมูลจะได้ไม่หลอกตัวเองยังไงล่ะครับ

Google Calendar Checker (by Google)

จะแสดงเวลาของ event ที่กำลังจะถึงครับ แต่สำหรับผมแล้วมันก็เป็นแค่อีกทางหนึ่งสำหรับการแสดงเหตุการณ์นัดหมายที่กำลังจะถึงครับ เพราะ แท้ที่จริงแล้วผมจะตั้งเตือนด้วยวิธีการอื่นๆมากมายครับผ่านทางมือถือ (ที่ sync กับ Google Calendar) เรียกได้ว่าผมเอา extension นี้มาใส่ที่ Chrome เป็นลักษณะของการกันเหนียวลืมนัดซะมากกว่าครับ

Google Dictionary (by Google)

ถ้าหากว่าคุณอ่าน website ที่เขียนด้วยเนื้อความภาษาอังกฤษเป็นประจำแน่นอนว่าคุณไม่ได้รู้จักศัพท์ไปซะทุกตัว และจำเป็นต้องเปิด Dictionary บ้าง ถ้าหากว่าคุณอยากรู้จริงๆว่าคำๆนั้นหมายความว่าอะไรหรือถ้าหากว่าเราไม่รู้แล้ว เนื้อความเราจะเข้าใจตกหล่นได้ แต่เมื่อคุณ install Google Dictionary แล้วนั้น คุณแทบไม่ต้องออกแรงเพื่อคิดว่าคุณอยากรู้ความหมายมันแต่อย่างใด เพราะ แค่คุณทำการ click หรือ Double click ตัวศัพท์ที่แสดงอยู่ที่หน้า website มันก็จะมีคำอธิบายเพิ่มเติมออกมาทันที (เป็นภาษาอังกฤษน่ะครับ) ทำให้เราเข้าใจความหมายของเนื้อความทั้งหมดได้สะดวกขึ้น แม้จะไม่รู้จักศัพท์ยากๆเหล่านั้นก็ตามที แนะนำอย่างแรงน่ะครับ สำหรับคนที่อ่านเว็ปภาษาอังกฤษอยู่แล้วน่ะครับ

Google Mail Checker Plus

เป็น extension ที่ต้องมี ! ครับสำหรับคนที่ใช้ Gmail เป็น email หลักของชีวิตไม่ว่าจะใช้ส่วนตัวหรือว่าเพื่อทำงานก็แล้วแต่ เพราะ มันจะแสดง Subject ของ email และเนื้อความบางส่วนทันทีเมื่อได้รับ email นั้นโดยที่เราไม่ต้องเข้าไปที่หน้า gmail แท้ๆแต่ประการใด ถ้าหากว่าเนื้อความนั้นเรารับทราบแล้ว เราจะ "เก็บ" หรือ "ลบ" มันก็ทำได้ผ่านปุ่มนี้ทันที โดยที่ไม่ต้องเข้าหน้าเว็ป gmail ครับ เร็วกว่าเดิมสองร้อยเท่าครับ จัดการ email เป็นแบบใช้เวลาสั้นสุดๆทุก email ที่ผ่านเข้ามาใน inbox Gmail กันเลยก็ว่าได้ แนะนำอย่างที่สุดยวดยิ่ง !

IE Tab

เว็ปของ Microsoft หรือบางเว็ปที่มีการออกแบบความเข้ากันได้กับเว็ป Browser ประเภทอื่นๆได้น้อยยังจำเป็นจะต้องแสดงเนื้อหาผ่านทาง IE เพื่อให้เนื้อความที่แสดงนั้นมันเห็นอย่างทีคนออกแบบเว็ปเห็น ซึ่งเว็ปเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นเว็ปที่ไม่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี เพราะแท้ที่จริงแล้ว คนออกแบบเว็ปจำเป็นต้องออกแบบเว้ปเพื่อให้ คนที่อ่านด้วย Browser สมัยใหม่นั้นเห็นเว็ปอยู่ถูกต้องสมบูรณ์มากกว่าการที่จะต้องบังคับให้คนใช้ IE เพื่อเปิดดูกันน่ะครับ เอาเถอะครับ ถ้าหากว่าคุณเจอเว็ปโบราณประมาณนั้น ก็กดปุ่ม IE ใน Chome ขึ้นมาก็จะเหมือนเป็นการครอบหน้ากาก Internet Explorer เข้าไปอีกชั้นเพื่อให้เนื้อความของเว็ปนั้นๆเหมือนกับว่าแสดงผ่านหน้า IE ครับ เราก็จะเห็นเนื้อความจัดเรียงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สมดั่งที่ผมออกแบบเว็ปต้องการครับ

Neat Bookmarks

เป็นปุ่มที่เมื่อกดแล้ว เราก็จะพิมพ์ text เพือทำการค้นหา Bookmarks ที่เราเก็บเอาไว้ที่ Chrome แล้วเราก็กด link เพื่อไปยัง website ที่เราเก็บเอาไว้ได้น่ะครับ การแสดงผลเมื่อค้นหาแล้วจะเป็นแบบแสดงทันที (เหมือนกับ Google instant น่ะครับ) พิมพ์แล้วยังพิมพ์ไม่จบคำมันก็ทำการค้นหา ทำให้เราเข้าถึง link ใดๆที่เรา Bookmarks ได้เร็วกว่าเดิมเป็นหลายเท่าตัวนักครับ

Send from Gmail (by Google)

เนื่องจากผมใช้ Gmail เป็น email Default ในการส่ง email ขาออกด้วยเช่นเดียวกันเมื่อคุณลง Send from Gmail แล้ว เมื่อเรากด link ใดๆที่เป็นลักษณะของคำสั่ง mailto: แล้วล่ะก็มันก็จะทำการเปิดหน้า Gmail เพื่อส่ง email แทน แทนที่จะเปิดเป็น OUTLOOK EXPRESS ซึ่งผมก็ไม่ได้ตั้งค่าอะไรเอาไว้ซะด้วยซิ หรือว่าถ้าหากว่าคุณอยู่ๆอยากจะ email out ไปหาใครก็ไม่รู้ก็กดปุ่ม Send Gmail นี่ซะมันก็จะ pop up หน้า compose email ออกมาเลยทันทีไม่ต้องเข้า Gmail ก่อนแต่อย่างใดประหยัดเวลาไปกับการโหลดได้ 1 หน้าครับผม

SEO Site Tools

เพราะว่าผมอยากจะเห็นว่า website ที่ผมเข้ามานั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด วิธีการหนึ่งก็คือ การดู Page Rank ครับ เพราะว่า ถ้าหากว่า Page Rank เยอะก็แสดงว่ามีคนเข้ามาเยอะ หรือ มีการ link เข้ามาที่หน้า page นั้นมากมันเป็นตัวสะท้อนว่าเว็ปนี้ไม่ได้เป็นเว็ปใหม่เปิดซิงกันแต่อย่างใด หรือมีอายุของเว็ปมากกว่า 1 ปีแล้ว มันก็จะสะท้อนผ่านตัวเลข Page Rank นี้ทั้งหมดครับ เป็นอีกข้อมูลที่เราน่าจะเห็นเมื่อเราเข้าเว็ปใดๆครับผม

Smooth Gestures

เอาไว้ให้เรากำหนด action ว่าเมื่อเราลาก mouse ขวาลง แล้วให้ Chrome ทำอะไรเช่น ผมจะให้มันปิดหน้า tab นั้น หรือลาก mouse ขึ้นขณะที่กด click ขวาค้างไว้ก็จะเป็นการเปิดหน้า tab ใหม่เป็นต้น มันตั้ง action ต่างๆได้เยอะเอามากๆน่ะครับก็ต้องออกแบบวิธีการใช้งานเองครับ แต่แนะนำว่าน่าจะใช้เพราะจะทำให้การใช้งาน Chrome โดยรวมเร็วขึ้นมากมายครับ

SmoothScroll

จะทำให้การเลื่อน Scroll เลื่อนแล้วดู soft ลื่นกว่าเดิม มีการเบรกอย่างไหลลื่นดูดีกว่าเดิมมากๆ ของแบบนี้อธิบายยากเอาการน่ะครับ ยังไงซะลอง install แล้วก็ดูว่าเมื่อเลื่อนดู page ที่ยาวๆที่ต้อง scroll นั้น มันจะดูเนี้ยบกว่าเดิมยังไงครับผม

Tweetings

อันนี้ต้องเป็นคนที่มี Twitter ใช้งานน่ะครับ เมื่อคุณอยากจะ Tweet อะไรสักอย่างออกไปให้โลกรู้ (หรือเพื่อนรู้) เราก็แน่กดปุ่มนี้แล้วก็พิมพ์ตัวอักษรใดๆ มันก็จะ link กับ Twitter แล้วก็เอา text เราไปแสดงทันทีน่ะครับ หรือในทางตรงกันข้าม คือ เมื่อมี Tweet ใหม่ๆจากคนที่เรา Follow เราก็จะกดดูได้จากปุ่มนี้ทันทีน่ะครับ ว่างๆก็ค่อยดูน่ะครับเพราะว่า คน Tweet กันเยอะเหลือเกินครับผม

 

แม้ว่า Extension ที่ผม install จะดูเยอะไปสักหน่อยแต่ผมต้องบอกก่อนว่า มันไม่ได้มากไปสำหรับผมเพราะว่าผมมีการใช้งานทุกตัว (ยกเว้น IE TAB) และเป็นการใช้งานจริงเท่านั้นเพื่อเพิ่มความเร็วในการใช้งาน internet ของผมน่ะครับ ยังไงซะลองใช้ตัวไหนแล้วชอบหรือว่าเห็นว่าดี และมีประโยชน์กับตัวคุณเองยังไงก็ comment เพิ่มเติมได้น่ะครับ หรือว่า ถ้าหากว่าคุณมี Google Chrome extension ที่จะแนะนำเพิ่มเติมผมมาได้น่ะครับ และอีกหลายๆเดือนถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนแปลง set ของ Extension เยอะๆแล้วล่ะก็ผมก็จะเอามา Blog เอาไว้เหมือนเดิมน่ะครับเป็นการ update extension กันให้เห็นๆน่ะครับ ยังไงซะก็ขอบคณล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วกันนะครับ ถ้าหากว่าคุณมี extension ที่คุณคาดว่ามีประโยชน์แนะนำในส่วนของ comment เพิ่มเติมน่ะครับ

การอ่าน คัดกรองและจัดการข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อ internet แบบเร็วๆ

content management 
เนื่องจากตอนนี้เราจะเข้าถึงสื่อประเภท internet มากที่สุดกว่าสื่อประเภทอื่นๆ สำหรับคนที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือว่าที่บ้านเองก็ตาม การใช้งาน internet เพื่อรับข่าวสาร หรือข้อมูลนั้น ถ้าหากว่าไม่คุ้นชินแล้ว เราจะรู้สึกได้ว่าข้อมูลที่จะได้รับรู้นั้นมากเหลือเกิน และ มากกว่าเกินว่าที่จะรู้ทั้งหมด ผมจึงอยากจะบอกวิธีการจัดการกับเนื้อหาทั้งหมดที่ผมอยากรู้ และ จัดทำระบบคัดกรองเนื้อหา เรื่องราวที่สนใจ มาเล่าสู่กันฟังสักครั้งเผื่อว่า อาจจะเอาไปทำได้สักอย่างสองอย่างครับผม

การติดตามข่าวทั่วไปการบ้านการเมืองการมุ้ง

ข่าวทั่วไปที่ผมว่านี้แท้ที่จริงแล้วเราจะรับรู้ได้โดยแทบไม่ต้องออกแรงใดๆ ไมว่าจะเป็นการบอกต่อ ระหว่างเพื่อนกับเองที่ทำงานหรือว่าตอนที่คุยกันที่โต๊ะอาหาร แค่ว่าเราจะเป็นฝ่ายรับรู้หรือจะเป็นฝ่ายเล่าให้คนอื่นฟังเท่านั้น เพราะข่าวสารบ้านเมืองทั่วไปพวกนี้ จะโดนโหมโรงผ่านสื่อทุกประเภทอยู่แล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าหากว่าเราอยู่ในเมืองหลวงและ การทำงานเราจะมีกลุ่มเพื่อนสังคมหน้าเดิมๆ เพื่อ update เรื่องที่เค้าเหล่านั้นอยากจะบอก และ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น ทั้งๆที่เค้าเหล่านั้นไม่ได้อะไรจากการบอกนั้นเลยก็ตามทีครับ เราจะมีนิสัยที่จะบอกต่ออยู่แล้ว แม้ว่าเราจะคิดว่า เราจะไม่ได้อะไรขึ้นมาจากการบอกต่อก็ตามที (แต่ก็ไม่ได้มีใครคิดที่จะอยากได้อะไรจากการบอกต่อเพื่อนๆอยู่แล้วอยู่ดีน่ะครับ) ข่าวสารประเภทนี้ จะโดนแจกแจงออกไปอีกในหลากประเภท แล้วแต่ว่า แต่ละคนจะอยู่ในวงการใด (ยกเว้นวงการดารานักแสดงเพราะว่าผมรู้ว่าคุณก็ไม่ได้อยู่ในวงการแต่ก็อยากรู้อยู่ดี) ข่าวสารทั่วไปแบบนี้จะได้แก่ ข่าวการเมือง update หน่อยว่าใครจะมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นมาใหม่ในแต่ละวัน (สำหรับผมประเด็นนี้รู้บ้างก็ได้ไม่รู้ก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่ก็จะมีคนมาบอกอยู่ดี) ข่าวเศรษฐกิจ เป็นข่าวที่อาจจะผลกระทำต่อการทำมาค้าขายสินค้าหรือบริการใดๆ ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ขายอะไรก็จะมีผลกระทบในเชิงเรื่องข้าวของราคาแพงขึ้นละลดราคาลง เช่น ค่าเงินบาท ค่าราคาทอง ราคาน้ำมัน หรือแม้กระทั่งหุ้นในตลาดหุ้นบ้านเราและเมืองนอกเมืองนา สำหรับข่าวประเภทนี้นั้น แล้วแต่คนว่าจะให้ความสนใจกับมันมากน้อยแค่ไหนไม่เท่ากัน ขึ้นกับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเหล่านั้นกับกิจกรรมของบุคคลก็ว่าได้

การติดตามข่าวพวกนี้อีกทางที่ผมจะรับก็คือ การเข้า website ท่าเรือทั้งหลายแหล่ไม่ว่าจะเป็นสนุก กระปุก เอ็มไทย และเว็ปที่เป็นเว็ปยอมฮิตของคนไทยทั้งหลายครับ เพราะ มันเป็นเว็ปยอมฮิต เมื่อคนอื่นเห็นเนื้อความนั้นๆ แล้วเราก็เข้าไปอ่านหรือดูเหมือนกันเราก็ได้รับรู้เนื้อความเดียวกันนั้นไปด้วยครับ เรียกว่า คนอื่นรู้เรื่องอะไร เราก็พอจะรู้เรื่องเหล่านั้นเป็นเลาๆไปด้วยผ่าน website ยอดฮิตตามๆกันน่ะครับ

การติดตามข่าวเฉพาะเนื้อหาประเภทที่สนใจ

การบ้านการเมืองหรือเนื้อหาทั่วไปแท้ที่จริงแล้ว จะโดนแบ่งย่อยออกมาเป็นหลายภาคส่วนเอามากๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ ต่างประเทศ หรือเศรษฐกิจในประเทศต่างๆที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็มีเนื้อหาอีกประเภทหนึ่งที่จะขึ้นอยู่กับความสนใจในกิจกรรมของบุคคลด้วยเช่นเดียวกัน เช่น บางคนอาจจะชอบเรื่อง computer internet หรือบางคนอาจจะชอบเรื่องความสวยความงาม หรืออาจจะชอบพวกเรื่องราวทางวิทยการใหม่ๆ ถ้าหากว่าเราคิดถึงเนื้อหาประมาณนี้ ในรูปแบบเก่าๆ มันก็คือเนื้อหาที่อยู่ในนิตยสารเฉพาะประเภทครับ เช่น นิตยสารคอมพิวเตอร์ นิตยสารสุขภาพ เป็นต้น แต่เดี่ยวนี้ ผมก็ไม่ได้อ่านอะไรพวกนั้นน่ะครับเพราะว่า สื่อที่ผมรับเพียงทางเดียวคือ internet และไม่ต้องรอเป็นรายปักษ์ รายเดือนแต่อย่างใด แต่มีให้อ่านได้ทุกวัน

เนื้อหาพวกนี้พวกจะมาจาก website ที่เป็นประเภท Blog เสียมากกว่า เพราะ Blog content จะโดนสร้างเพื่อให้มีเนื้อหาเฉพาะ หรือ เป็นสไตล์และส่วนบุคคลมากกว่า เนื้อหาของ magazine ปกติมากนัก เพราะใครๆก็จะเป็น Blogger ได้และก็จะเขียนเล่าเรื่องหรือบอกต่อ เนื้อหาเฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจเท่านั้น (แน่นอนว่าถ้าหากว่าไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจจะ อุตส่าห์เคาะแป้นพิมพ์เพื่อบอกคนอื่นต่อทำไมกันล่ะครับ) แน่นอนว่าเว็ปพวกนี้อาจจะมีเว็ปทีมี update ไม่ประจำเป็นรายวัน เพราะฉะนั้นแล้ว ผมจะไม่ได้ติดตามเว็ปเหล่านี้ผ่านทาง website โดยตรง คือจะไม่พิมพ์ url เว็ปแล้วไปนั่งดูว่ามีอะไรใหม่เหรอป่าวให้เสียเวลาครับ แต่จะเลือกรับเป็น rss feed ของ Blog นั้นๆแทนครับ การใช้ feed reader เพื่อบอกรับเนื้อหา นั้นมันก็จะเหมือนกับการไปบอกรับสมาชิกของ website หรือ Blog นั้นๆคือ เมื่อมีเนื้อหาอะไรใหม่ มันก็จะโยนเนื้อความนั้นเข้ามาที่ reader ครับ โดยผมจะใช้เป็น Google reader เพราะว่ามี app iphone ตัวดีๆที่เอาไว้ link ต่อกับ Google reader เพื่อ download และ อ่านบน iphone ได้ครับ แล้วการใช้งานอ่าน feed content ผ่าน Google reader ใน Browser ผมก็ว่ามันก็สะดวกที่สุดแล้วครับ

การใช้ Google Reader เพื่อบอกรับ content ของเว้ปไซท์หรือ Blog ทั่วไปนั้นจะทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาเพื่อเข้าเว็ปแต่ว่าในทางกลับกันเนื้อหาเหล่านั้นจะไหลเข้ามาหาตัวคุณเองและคุณจะเห็นเฉพาะเนื้อความที่คุณยังไม่ได้อ่านเท่านั้นครับ มันก็จะเหมือนหรือคล้ายกับ email ครับ แต่ email และ feed content แยกกันเพราะ เนื้อความเหล่านั้นไม่ได้เป็น email ครับเราจะได้แยกแยะได้ออกจากกันให้ขาดครับผม วิธีการที่เราใช้ตัว reader อ่านเพื่อรับ feed นั้นผมแนะนำให้คุณๆหากว่าไม่ได้ใช้ ใช้เสียครับเพราะว่าเป็นการรับ content ที่ productive ที่สุดแล้วเท่าที่อุปกรณ์และระบบจะอำนวยให้ครับ

เนื้อความผ่านการ Forward email

มันหมดยุคแล้วครับกับการ Forward email ครับและเนื้อหาเหล่านั้นก็ออกจะเก่าๆ วนไปวนมาจนทำให้ email ของคุณเหมือนกับกองขยะ แม้ว่าเพื่อนๆบางคนจะเป็นนัก Forward ตัวยง แต่เดี๋ยวนี้มีวิธีการกระจาย content ด้วย social network ใหม่ๆที่ให้ผลดีกว่าแล้วด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้การ forward email นั้นลดลงไปบ้างครับ ผมว่าก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้ email ขยะประเภทที่มาจากเพื่อนๆคุณนั้นน้อยลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ แต่ผมก็อยากแนะนำอะไรเกี่ยวกับประเด็นนี้อยู่บ้างครับ  คือ ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้รับ email forward แนะนำให้แยะแยะระหว่าง email เพื่อการรับ forward mail และ email ปกติออกจากกันครับ ซึ่งผมก็ทำอย่างงั้นน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว email ที่ผมใช้งานอยู่เป็นปกติก็จะไม่มี email forward ขยะมาแต่อย่างใดครับ เราอาจจะ Block email ของคนที่ forward มาก็ได้ครับ หรือไม่ก็แจ้งให้เค้ารู้ตัวว่าเราไม่อยากจะได้ email ที่เป็นเมล์ประเภทนี้แล้วครับ ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณเป็น forwarder ให้สร้าง email เพื่อการ forward เฉพาะออกจาก email ส่วนตัวประเภทที่ต้องใช้งานครับเพราะว่า คนอื่นๆเค้าจะ Block คุณเมื่อเค้าไม่อยากจะรับ email fwd จากคุณ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่าคุณใช้ email นั้นเพื่อการอื่นด้วยแล้วจริงๆ คุณก็จะติดต่อคนอื่นไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ โดยรวมแล้ว เพื่อการรับและส่ง email ฟอเวิทนั้นให้แยกออกจากกันไปขาดครับผม ระหว่าง email เพื่อใช้งานกับ email เพื่อรับขยะเนื้อความเหล่านี้ครับผม

อ่านเนื้อความแบบ skimming เพื่อความเร็วในการอ่าน

เนื่องจากเนื้อความที่เราได้รับผ่าน internet ส่วนมากจะเป็น text เสียเป็นส่วนใหญ่ คือ เรียกง่ายๆว่าต้องอ่านมันดังนั้นแล้วการอ่านที่เร็วขึ้น หรือ การอ่านเนื้อความคร่าวๆถือได้ว่าเป็นทักษะหนึ่งที่ เราจะโดนบังคับให้มีทักษะนั้นขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ แล้ว เมื่อเราคิดว่าเนื้อความนั้นๆน่าสนใจมากๆจริงๆแล้ว เราก็จะเริ่มอ่านเนื้อความนั้นอย่างจริงจังแบบจากหัวเรื่องไปยังท้ายเรื่องครับ แต่โดยละเอียดแล้วการอ่านของผมจะมีรูปแบบที่แน่นอน คือ เมื่อเราได้รับ feed จะอ่านแต่หัวเรื่องและจะกดอ่านเฉพาะเรื่องที่สนใจ (แน่นอนว่า feed ที่รับมานั้นมาจาก website และ Blog ที่เราสนใจอยู่แล้วครับ แต่ไม่ใช่ว่าทุกเนื้อความเราจะสนใจถูกมั้ยล่ะครับ) เมื่อเปิดออกมาแล้วถ้าหากว่าเนื้อความไม่เกิน 1 ก้อนหน้าจอผมก็อ่านมันทันทีได้เลย หากว่าเราสนใจจริงๆ แต่ถ้าหากว่ายาวกว่านั้น จะพิจารณาก่อนว่ามันน่าสนใจจริงๆหรือไม่ โดยการอ่าน sub header หรือหัวเรื่องย่อย และอ่านเฉพาะตอนต้นๆของย่อหน้า (เป็นแนวคิดที่กลับทางกันถ้าหากว่าเป็นคนเขียนก็จะเขียนหัวเรื่องย่อย และ เขียนเนื้อความจูงใจให้อ่านแบบสรุปๆที่ต้นๆย่อหน้า) เท่านี้เราก็บอกได้แล้วว่าน่าอ่านหรือไม่ แล้วถ้าหากว่าน่าอ่านจริงผมจะเลือกที่จะอ่านเลย หาก ตอนนั้นชิวอยู่อยากอ่าน แต่ถ้าหากว่ายังไม่อยากอ่านทั้งหมด เพราะว่ายังไม่ว่างมากนักก็จะกดปุ่ม star เพื่อบอกกับตัวเองว่าเดี๋ยวจะกลับมาอ่าน แต่ไม่ได้เป็นเนื้อความที่ unread นะครับเพราะเราจะแยกแยะไม่ออกว่า มันคือเรื่องที่ยังไม่ได้อ่านหรือเรื่องที่เราสนใจเพื่อจะกลับมาอ่านอีกครั้งเมื่อมีเวลาและสมาธิครับ  เพียงแค่นี้การคัดกรองเนื้อความ และการอ่านรวมๆก็จะทำให้เรารับรู้เนื้อความได้แล้ว แล้วแต่ focus ว่าเราจะเพ่งอ่านเนื้อความนั้นในระดับใดครับ

โดยสรุป ผมจะใช้งาน Google reader เป็นหลักครับ นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณยังไม่ได้ใช้ให้หันมาใช้เสียเพื่อให้การรับเนื้อความจากเว็ปหรือ blog ที่เป็นเนื้อหาแนวของคุณนั้นเข้าถึงตัวคุณได้ง่าย และ ไม่เป็นการโหดร้ายเกินไปเพื่อที่จะได้รับเนื้อความเป็นปริมาณที่มากขึ้น โลกเราตอนนี้มันเข้าถึงเนื้อหาได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าหากว่าคุณไม่ได้คิดที่จะหา system มาเพื่อจัดการ โดยการคัดกรอง เลือกเนื้อหา และเน้นอ่าน focus เป็นบางจุดแล้วล่ะก็จะทำให้คุณสติแตกได้ครับ (มีคนเคยบ่นว่า เนื้อหาเยอะจัดทำให้ตัวเค้าเหล่านั้นสมาธิสั้นลง ซึ่งนั้นก็แปลว่าเค้าเหล่านั้นไม่รู้ว่าจะจัดการ ในเรื่องของการคัดกรองเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างไร มีแต่การ Bookmark เป็นเครื่องมือเดียวในการจัดการเนื้อความที่อยากอ่านเหล่านั้นครับ เหนื่อยหน่อยน่ะครับแบบนั้น)

update แนวคิดในการทำงานและการจัดการงานในที่ทำงาน

ถ้าหากว่าคุณทำงาน office หรือทำงานโรงงานที่พบปะหรือสื่อสารผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ สิ่งหนึ่งที่คุณจะเริ่มเรียนรู้ได้ที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงาน และจัดการเวลา หรือ งานที่คุณจะต้องทำ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล คุณอาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ให้เป็นนิสัยกันหน่อยก็ดีน่ะครับ

1. อย่าพยายามทำงานทุกอย่างที่ไหลผ่านเข้ามา

คุณไม่ได้มีเวลาเหลือเยอะแยะอย่างงั้นถ้าหากว่าคุณไม่ได้มีทีมเพื่อเอางานบางส่วนออกจากตัวคุณแล้วล่ะก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย สิ่งที่จะทำให้งานออกมาได้คุณค่ามากต่อเวลา เป็นไปได้สองทาง คือ การเพิ่มคนเข้ามาทำเพิ่ม โดยที่คุณเป็นคนกำกับงานเท่านั้น และให้คนที่เข้ามาใหม่ เรียนรู้ และเอาแนวคิดและวิธีการทำงานกับงานประเภทนั้นๆให้ได้ดี หรือ ถ้าเป็นไปได้ เอาคนที่มีความรู้ความคิดความอ่านเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หรือ งานนั้นๆมาเลย เรื่องก็เดินได้เร็วขึ้น และได้ผลงานออกมาที่มีคุณภาพมากขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากว่าคุณไม่มีศักยภาพใดๆที่จะแพร่งานให้คนอื่นได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือการ "ลำดับความสำคัญงาน" โดยใช้กฏ 80/20 หรือกฏของพาเรโต้ ที่บอกว่า งานได้ให้ผลลัพธ์ประมาณ 80%ของทั้งหมด จะเกิดจากงานจำนวนแค่ไม่เกิน 20%ของงานทั้งหมด (เรียกได้ว่าเอางานที่สำคัญมาทำนั่นเอง) การระบุได้ว่างานใดนั้นสำคัญหรือไม่สำคัญ หรือ ต้องเรียงอย่างไรนั้น ดูได้จาก Deadline ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าหากว่าไม่มี เราก็ต้องระบุ Deadline เสมือนให้กับมันอยู่ดี เพื่อที่เราจะได้รู้ได้แน่ชัดว่างานใดสำคัญกว่ากัน

2. เลิกคิดเลยว่าคุณต้องทำทุกอย่างเดี๋ยวนั้น

งานที่ไหลเข้ามา จะต้องผ่านการกรองความสำคัญโดยประมาณจากข้อหนึ่งมาแล้วเสียก่อน คุณจะประเมินได้ในทันทีว่างานใดมันสำคัญไม่สำคัญ จากการตัดสินใจเมื่อรับรู้ว่ามันอาจจะต้องเป็นงานทันที แต่อย่างไรก็ดี งานใหม่ๆส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำเดี๋ยวนั้น เพราะคุณก็มี process task ใดๆที่คุณกำลังทำอยู่ ณ เวลานั้นอยู่ดี ยกเว้นกรณีที่งานนั้นมันกินเวลาไม่มาก หรือ น้อยมาก น้อยกว่าสองนาที (สองนาทีทางอารมณ์น่ะครับไม่เอาเป้ะๆ) ก็ทำเพื่อกำจัด task นั้นออกจากสารระบบเสียครับ ไม่ก็เอางานไปให้คนอื่นทันที (แน่นอนว่าคุณก็ต้องพิมพ์ note งานเพื่อให้คนอื่นทำงานได้ หรือ สั่งงานคนอื่นพร้อมกับจด note เพื่อที่จะติดตามงานได้ ภายในสองนาทีเช่นเดียวกัน) งานที่โผล่มาใหม่นั้นถ้าหากว่าดูท่าจะต้องใช้เวลานานกว่านั้น ขอให้เอามาเข้าคิวงานและกำหนดความด่วน หรือความสำคัญให้มันด้วย

3. คุณหลีกเลี่ยงงานสำคัญไม่ค่อยจะได้ เพราะงั้นไม่ต้องไปอู้เตะหน่วงมัน

การผลัดวันประกันพรุ่ง เป็นเรื่องที่เป็นศัตรูกับ productivity ในการทำงานเป็นไหนๆ และ สองฝ่ายนี้ก็รบกันมานานแล้วซะด้วย การอู้เตะหน่วงงานที่ตัวเองคิดว่าสำคัญนั้น จะทำให้มีผลกระทบต่อนิสัยในการคิดของเราเอง และ เป็นการปรับสภาพความคิดความอ่านกับงานที่ทำให้ถอยด้อยค่าไป ซึ่งมันจะไม่ดีต่อตัวคนที่คิดแบบนี้เป็นแน่แท้ และ ในที่สุดคุณก็จะสนุกกับงานที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ใดๆ หรืออยู่ทำงานไปวันๆ เรื่องแนวคิดผลัดวันประกันพรุ่งนี้เป็นภัยต่อตัวผู้คิดอย่างงั้น และ กระทบงานคนอื่นโดยวงกว้างได้ขอให้ระวังเอาไว้ให้มาก

4. รู้ไว้เลยว่าการวางแผนไม่จำเป็นต้องละเอียดที่สุด

ในทางตรงกันข้ามผมกำลังจะบอกว่า ทุกอย่างจะไมได้เป็นไปตามแผน และ แม้แต่คุณจะออกแบบแผนใดๆให้ละเอียดที่สุดมากเท่าไหร่แล้ว มันก็จะมี resolution ของ action ใดๆที่จะละเอียดมากกว่านั้นอยู่ดี เพราะงั้นการออกแบบแผนงานใดๆ ไม่ต้องเอารัดกุมสุด หากไม่ได้เกี่ยวกับความปลอดภัยของคนอื่นๆแล้ว มันจะมีการบิดพริ้วไปได้อยู่ดี แผนงานที่ละเอียดที่สุดนั้นจะกินเวลาในการออกแบบแผนงานมากขึ้น เพราะงั้นแล้วน่าจะลงรายละเอียดในระดับที่เหมาะสม คือ ออกแบบแผนงานไม่นานเกินไปและ ก็ได้เนื้อความละเอียดของแผนงานที่เอาไปเดินงานต่อไปได้ นอกจากนี้ในรายละเอียดจะขึ้นกับคนที่ action และก็ต้องไว้ใจเค้าเหล่านั้นด้วย หากมีการทำงานเป็นทีม คนเหล่านี้ต้องใช้หัวคิดในทุกๆกระบวนการที่เค้าต้องทำว่าจะทำอย่างไร และประเมินได้ว่า ควรจะมีการปรึกษาเพิ่มเติมหรือไม่อีกด้วย

5. บอกวัตถุประสงค์ไปเลยว่า ที่กำลังจะทำเพื่ออะไร หรือโจทย์ คืออะไรก่อนการสนทนา และการประชุม

การบอกโจทย์หรือวัตถุประสงค์ในการสนทนาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมหรือสนทนานั้นเข้าใจได้ว่า ที่เรียกกันมาคุยกันนี้เพื่อเหตุผลสิ่งใด เพระขณะทีคนเหล่านั้นกำลังฟังและรับรู้ จะเริ่มคิดหาคำถามและคำตอบ ข้อสงสัยและอื่นๆ ได้ในทันที เพราะ เค้าเหล่านั้นรู้แล้วว่า "เราคุยเรื่องอะไรกันอยู่ ก่อนที่เริ่มคุยในละเอียดกัน"

6. พยายามทำให้ทุกคนพอใจได้บ้าง แต่มันไม่ได้จะพอใจทุกคนได้ทุกกรณี

การประชุมระดมความคิดเห็น และหาแนวทางแก้ปัญหาหลายครั้งจะต้องมีความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นแล้ว คนใดๆที่ในประชุมต้องเข้าใจก่อนว่า ต้องลดระดับ EGO ของตนลงมาในระดับที่ฟังความเห็นของทุกฝ่าย และจะทำให้ได้ข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาเพื่อดำเนินการต่อไป หรือแม้กระทั่งงานใดๆ ที่จะทำ หรือกำลังทำนั้นจะเป็นการขัดความคิดเห็นความอื่นบ้าง ก็เป็นไปได้ขอให้เข้าใจว่า เราเอาใจทุกคนในทุกๆเรื่องไม่ได้ เพราะงั้นไม่ต้องกลุ้มใจกับเรื่องที่จะไปขัดใจคนอื่นเค้าบ้างเป็นบางคราว

ผมว่ายังมีเยอะประเด็นที่จะเป็นแนวคิดที่เหมาะสมในที่ทำงาน เพื่อการดิวงานกับคนอื่น การคั้นความคิดและหาไอเดียในการประชุม และแนวคิดในการกลั้นกรองงาน เพื่อให้ได้ประสิทธิผลในการทำงานเป็นกลุ่มหรือเดี่ยวๆออกมาให้ได้คุณภาพมากสุด ถ้าหากว่ามีอะไรเพิ่มเติมก็ comment ทิ้งเอาไว้ได้น่ะครับ

Neat Bookmarks เพิ่มความเร็วในการค้นหา Bookmarks บน Chrome

neat-bookmarks Neat Bookmarks เป็น Chrome extension ที่ผมแนะนำให้มีน่ะครับเพราะว่า ตอนนี้ Bookmark ของผมจะค่อนข้างเยอะแม้จะ folder เพื่อ Group มันแล้ว มันก็ยังหายากอยู่ดีน่ะครับ วิธีการที่ดีที่สุดในการค้นหา Bookmark ใดๆ น่าจะเป็นลักษณะของการพิมพ์คำที่เราใช้เพื่อจะหา Bookmark นั้นครับ และ Neat bookmarks Chrome extension ตัวนี้จะเป็นคำตอบของปัญหานี้ เพราะ เราสามารถที่จะพิมพ์ text ใดๆแล้วมันจะค้นหา Bookmarks แบบ real time ในชุด Bookmark ใน Chrome ของเราทันที แบบไม่ต้องรอกันเลยน่ะครับ เร็วสุดๆน่ะครับ

โดดเข้าไปโหลด extension Neat Bookmarks ได้จากที่นี่ครับ ลองดูแล้วจะติดใจครับผม

รู้เท่าทัน spammer บน Facebook จะได้ไม่แพร่เนื้อหา spam ให้เพื่อนๆ

facebook-spam

ไม่น่าจะนานเกิน 6 เดือนที่ผ่านมาเราจะเจอพฤติกรรมใหม่ๆ ในการโปรโมตสินค้าจะพวก ที่ทำ MLM หรือสินค้าประเภทเครื่องสำอาง หรือ อาหารเสริมเพื่อลดนำหนัก ด้วยระบบ online วิธีการหนึ่งที่น่าจะเข้าข่าย Spam ใน Facebook ซึ่งถือได้ว่าน่าจะเป็นวิธีการโดนคิดค้นจากพวก Facebook User ตัวแม่ในต่างประเทศแล้วก็คนไทยเราก็เผยแพร่วิธีการนี้เข้ามาใช้ในสังคม online Facebook บ้านเรา หรือ เป็นวิธีที่คนไทยคิดค้นเอาเองกัน อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจครับ เพราะผมก็ไม่ได้มี Facebook เพื่อ connect กับเพื่อนต่างชาติในระดับ inter สักเท่าไหร่ (มี inter ก็เป็นพวกคนไทยทีไปเรียนนอกเท่านั้นเองครับ)

วิธีการหลักๆแล้วผู้ที่จะทำหน้าที่ Spam ขายของจะต้องแอดคนอื่นเป็นเพื่อให้ได้มากที่สุดเสียก่อน หรือ ในทางกลับกัน คนอื่นๆจะต้อง "รับ Spammer เป็นเพื่อน" ซึ่งอาจจะสงสัยว่าจะทำได้อย่างไรกันเพราะคำว่าเพื่อนใน Facebook นั้นเป็นคนที่เราอยากจะเป็นเพื่อนจริงๆ (ผมว่าคนส่วนมากจะคิดแบบนี้น่ะครับไม่เหมือนกับพวกสังคมHi5ที่เด็กแว้นสก๊อยจะอยากมีเพื่อกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อน) สังคมทำใน Facebook จึงอาจจะเรียกได้ว่าเป็นวงสังคมแบบปิด (ไม่เปิดต้อนรับสำหรับคนที่ไม่ได้รู้จักมักจี่สักเท่าไหร่)

และการที่สังคม Facebook เป็นแบบปิด นี่ก็เป็นปราการด่านแรกที่ Spammer จะต้องทะลุไปให้ได้ ซึ่งผมสังเกตแล้วว่า มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรที่เค้าจะทำอย่างงั้นครับ

ว่าแต่ว่า Spammer จะทำให้คนอื่นเป็นเพื่อน Spammer ได้อย่างไรกัน ?

หลักการหรือวิธีการก็เป็นแบบเดียวกับ Spammer ที่อยากจะเป็นเพื่อนคนอื่นๆใน msn ยังไงอย่างงั้น แต่ว่าใน msn นี่คนไทยไม่ต่อยได้ spam กัน (ซึ่งก็แปลกว่าทำไมไม่ทำกัน) คือ จะเลือกภาพที่แสดงตัวเองให้เป็นรูปคนที่หน้าตาดี ไม่ว่าจะเป็นเด็กสาวที่ทำท่าทีแอ้บแบ้วสุดๆ น่ารักตาใสกิ้งๆ อาจจะเป็นสาวไต้หวัน (ซึ่งผมก็ชอบน่ะครับแฮะๆ) หรือสาวออกแนวหมวยๆเป็นภาพแทนตัวเองใน profile พร้อมทั้งเขียนคำอธิบายภาพใดๆที่ดูใสๆน่ารัก โน้ะเนะ โดยไม่ได้บอกขายสินค้าของตัวเองแต่อย่างใดในเบื้องต้นที่หน้า info ทำตัวเหมือนกับ profile นี้เป็นคนจริง และ น่ารักจริงซะด้วยซิ

เมื่อเราเห็นคนหน้าดี เราจะรู้สึกว่า อืมน่าสนใจน่ารู้จัก และ ลดระดับกำแพงของการเข้าถึงได้ของตัวเราเองลงมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว และจะให้ดีกว่านั้น Spammer เหล่านี้ก็เป้าหมายไปที่ผู้ชายไว้เป็นหลัก จะทำให้โอกาสการรับ add เป็นเพื่อนนั้นสูงขึนกว่าปกติเป็นอย่างมาก แล้วถ้าหากว่ามีการแอดจากคนอื่นๆในวงเพื่อนเราแล้ว อยู่ๆเราก็จะเห็นว่าเพือนๆเราแอด spammer คนนี้ (ในคราบของสาวน้อยหน้าใสกิ้ง) ทำให้เราก็อาจจะแอดคนนี้เข้ามาในวง Facebook เราได้ครับ

เมื่อได้เป็นเพื่อนแล้ว Spammer จะทำอะไรต่อไป ?

ตอนที่ได้เป็นเพื่อนกับคนจริง ในสังคม Facebook แล้วนั้นถ้าหากว่า จำนวนเพื่อนยังไม่เยอะสะใจสักเท่าไหร่ เค้าก็จะต้องแอดเพื่อนไปเรื่อยๆจนกว่าจะเยอะพอใจแล้ว ก็ทำการ tag ภาพ profile ตัวเองเพื่อให้ไปอยู่ที่หน้า wall ของเพื่อน (คนที่เพิ่งรับแอดกัน) พร้อมทั้งคำอธิบายตัวเองเล็กน้อยว่าประมาณว่า "แต่ก่อนหนูใช้เงินเปลือง แต่ตอนนี้กลับตัวกลับใจคิดได้ไม่อยากรบกวนคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เลยมาเจอวิธีการหนึ่งที่เป็นการสร้างรายได้เสริม .. บลาๆๆ .." ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ถ้าหากว่าคุณไปเจอเนื้อความประมาณนี้คุณจะรู้สึกว่าเป็น spam ทันทีที่เจอใน email ของคุณ แต่ไม่น่าเชื่อว่า เราจะตรวจจับไม่ได้เมื่อเนื้อความนี้อยู่ในลักษณะผูกติดกับภาพบุคคลใน Facebook ครับ เหมือนกับว่าคนนี้มีตัวตนอยู่จริงยังไงอย่างงั้น

การ tag นั้นจะ tag ภาพตัวเองไปหาคนอื่นๆที่เป็นเพื่อน และ ที่สำคัญเพื่อเป็นการขยายตลาด (คนรับ spam) ก็จะ tag เพื่อนของเพื่อนอีกต่อหนึ่งด้วยเช่นกัน ซึ่ง เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้วก็สามารถทำอย่างนี้ได้ และ คนที่เปิด tag ภาพแบบเปิดรับจาก "เพื่อนของเพื่อน" ก็เป็น default เริ่มแรกที่คนส่วนมากตั้งเอาไว้ ซึ่งจะดีต่อการเผยแพร่ความเป็น spammer หน้าใสไต้หวันต่อไปยังกลุ่มเพื่อนๆของเค้าต่ออีกชั้นหนึ่งครับ

แล้วหลังจากนั้นล่ะมีเพื่อนเยอะๆแล้ว ทำอะไรต่ออีกล่ะ ?

ทุกอย่างก็กลับมาที่ลูปเดิมของการ promote สินค้าโดยการใส่ link ไปยังหน้าสินค้าลดความอ้วน หรือ หน้า Blog หรือ webpage ใดๆที่บอกแค่ว่า ถ้าหากว่าคุณอยากร่วมงาน หรือ ทำงานกับเรา ก็ให้ใส่ ชื่อ และ email เพื่อติดต่อพร้อมทั้งเบอร์โทรศัพท์ แล้วเราจะติดต่อไป ซึ่งก็เป็นรูปแบบเดิมของการประสานงาน หรือสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนที่หลงเข้าไป และคนทีทำตัวเป็น Spammer ครับ แต่ผมไม่แน่ใจประเด็นที่ว่า Theme ของการติดต่อระหว่างกันจะยังเป็นสาวหน้าใสไต้หวันต่อไปเรื่อยๆหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทาง email หรือการนำเสนอสินค้าครับผม

หยุดการส่งต่อ Spammer ให้กับเพื่อนๆของเราจะทำได้มั้ย ?

ทำได้ไม่ยากน่ะครับ เพราะ แค่เราไม่เอาเนื้อหาใดๆของคนไม่รู้จักมาปะไว้ที่หน้า wall เราก็จะเป็นการป้องกันเพื่อนๆของเราที่จะรับเนื้อหาของ Spammer แล้ว โดยการรู้เนื้อรู้ตัวซะก่อนว่าคนที่จะเข้ามานั้นถ้าหากว่าน่ารักใสกิ้ง และออกแนวสาวไต้หวัน แล้วล่ะก็เค้าเหล่านั้นมีโอกาสเป็นแสปมเมอร์มากกว่าปกติ อย่ารับคนที่ไม่รู้จักเข้ามาในวงเรา แม้ว่า เพื่อนเราจะแอดและเป็นเพื่อนแล้วก็ตาม ( mutual friend)

ทำการปิดการ tag ที่รับจากเพื่อนของเพื่อน เพื่อไม่ให้ตัวเราเองรับรู้ spam ใดๆจากกลุ่มคนเหล่านั้น แม้วิธีการนีจะทำให้เราอาจจะไม่เห็นภาพตัวเองที่โดนถ่ายโดยคนอื่นไปบ้าง แต่ว่าผมว่าเล็กน้อยมากๆ เพราะว่าการ tag ภาพน่าจะเกิดมาจากคนที่ เราเป็นเพื่อนกันจริงๆมากกว่าการ tag ภาพจากเพื่อนของเพื่อนครับ คนที่เป็นเพื่อนของเพื่อนแท้ที่จริงแล้วถ้าหากว่าเราแอดเพื่อนจริงไว้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดแล้ว เพื่อนของเพื่อนก็จะเป็นได้กรณีเดียวเท่านั้นน่ะครับ คือ คนแปลกหน้า .. สำหรับวิธีการปิดการรับ tag จากเพื่อนของเพื่อน ก็แค่นี้น่ะครับ

account > privacy setting > customize settings > จากนั้นเราก็เลือกมาที่ Things other share เปลี่ยนค่าของ Photos and videos I’m, tagged in (รูปภาพและวีดีโอที่ฉันถูกแท๊ก) ให้เป็น Friends Only (เพื่อนเท่านั้น .. แค่เพื่อนเท่านั้น T_T )

นอกจากนี้แนะนำว่าให้ทำการปิดการอนุญาตให้คนอื่นไม่ว่าเพื่อนหรือเพื่อนของเพื่อนมาพิมพ์เนื้อหาเข้ามาที่ facebook wall เราได้ ก็เป็นวิธีการที่รุนแรงดีในการป้องกันการโดน spammer มาเผยแพร่เนื้อหาของตัวเองน่ะครับ

ผมว่าจากเรื่องราวที่โม้มาเสียยาว (อีกตามฟอรฺ์ม) น่าจะทำให้คุณโดน spam น้อยลงไปบ้างไม่มากก็น้อย แล้วก็เป็นการป้องปรามไม่ให้เพื่อนคุณโดน spam ไปด้วยน่ะครับ ส่วนระยะยาวนั้นผมว่าทางเฟสบุ้คเองก็ระดม engineer ทั้งหมดมาเพื่อออกแบบแนวคิดและตรวจจับพฤติกรรม spam ที่คนเราก็หาท้างหาทางเพื่อจะแสปมต่อไปน่ะครับ

ทำไมคิวร้านโดนัทมันถึงได้ยาวผิดปกติ เมื่อเทียบกับร้านโดนัทร้านอื่น และ คนที่มาซื้อโดนัทไปกินคิดอะไรในหัว?

ซื้อโดนัทกินต้องต่อคิวยาวขนาดไหน

แปลกใจว่าทำไมคนต้องไปต่อคิวเพื่อเข้าไปซื้อ "โดนัท" ยี่ห้อใหม่ที่เพิ่งจะมาเปิดในประเทศไทย ก็มานั่งคิดๆ อาจจะเป็นไปได้อยู่หลายๆแนวคิด และคนที่คิดไม่ว่ากรณีใดๆสุดท้ายก็จะเข้าไปต่อคิวเพื่อซื้อ โดนัท ยี่ห้อที่เพิ่งเปิดตัว (แต่มีมานานแล้วที่ประเทศนอก) กันน่ะครับ

โดนัทบ้านเราก็มีไม่กี่เจ้าน่ะหละที่ทำเป็น Brand แล้วขายกันอยู่ตามห้าง หรือ SuperStore ในประเทศไทยเรา ผมชอบก็ตรงที่กลิ่นมันเตะจมูกดี เตะกว่าร้านขนมปังที่อยู่พวก Superstore มากนัก เรื่องกลิ่นนี่ล่ะครับที่จะเป็นเหตุผลการดึงดูดคนเข้าร้านหรือเข้า Super (ลองสังเกตให้ดีๆน่ะครับว่า Superstore ทุกที่จะต้องเอาโซนขนมปังไว้ที่ทางเข้าเท่านั้นครับ เมื่อเราเดินเข้ามาแล้ว ผมไม่เคยซื้อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้แค่มองแล้วก็ได้กลิ่นเท่านั้นครับ) การได้กลิ่นขนมปังทำให้เกิดความอยาก (กิน) ขึ้นมาได้ทันที แต่ผมยังไม่รู้เหตุผลแน่ชัดว่า การได้กลิ่นขนมปังแล้วเป็นการเพิ่มยอดขายของสินค้าใน superstore หรือไม่กันน่ะครับ

กลับมาที่โดนัทของเรากันต่อดีกว่า เนื่องจากประสบการณ์ผมจะไม่ได้เป็นคนที่อยากจะกินโดนัทมากๆสักเท่าไหร่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปหยิบก้อนแป้งกลมๆ (ที่มันไม่ได้มีรูน่ะครับ) คำละ 5 บาทซื้อกลับมาบ้าน 6 ก้อนแล้วก็จะทยอยกินเมื่อเดินผ่านชั้นวางขนมที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ซื้อเป็นโดนัทครับ เพราะว่า ใช้ก้อนแป้งที่เป็นโดนัทผมว่ามันก้อนโตเกินกว่าจะกินได้สะดวกแบบว่าต้องเอาสองมือไปฉีกมัน กินเป็นก้อนแป้ง(และน้ำตาล)กลมๆก็น่าจะสะดวกกว่าเยอะน่ะครับ

คนที่ต่อคิวเพื่อซื้อโดนัท จะซื้อไปทำไมกัน ?

เหตุผลนั้นเป็นไปตามแนวคิดของความบ้าเห่อ (มันมีแนวคิดอย่างงั้นอยู่ด้วยอย่างงั้นหรือ? ) การเห่อนั้นก็มาจากการที่ได้รับสื่อรับรู้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งแล้ว รู้สึกว่า "สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ขาดแคลน" เราจะทำมีความอยากที่จะซื้อเพื่อมาใช้หรือกินกันน่ะครับ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปก่อนที่จะเปิดให้เกลื่อน จำเป็นต้องทำให้เกิดกระแสสังคมเกิดขึ้น (ซึ่งถ้าหากว่าต้องการแบบนั้น โดนัทเจ้านี้ก็ได้อย่างที่ต้องการแล้วน่ะครับ เพราะว่าทุกสื่อทุกคนพูดถึงกันโดยถ้วนหน้า ซึ่งผมก็ยังเอามาพูดเล้ย เห็นปะครับแฮะๆ) การที่ร้านเพิ่งร้านเดียวเสียก่อนในทำเลที่ตั้งเพื่อให้เกิดการบอกต่อ สร้างกระแสได้ตอนนี้ก็น่าจะเป็นแถวๆสยามนั่นน่ะหละครับ แม้ว่าราคาโดนัทจะไม่ได้แพงกว่าเจ้าอื่นมากเท่าไหร่นัก(แต่ก็ราคาแพงกว่าน่ะครับ) ก็ทำให้คนไปต่อคิวซื้อกันได้ก็แปลกดีที่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยมากนักครับ

คนที่มาซื้อจะมีเหตุผลอะไรทำไมต้องมาซื้อ ?

สำหรับคนที่ไม่เคยกินไม่รู้จักมาก่อนว่าโดนัทนี่มันอะไรกันแน่หน้าตาหรือว่ารสชาติเป็นอย่างไร จะได้รับข้อมูลใดๆเพื่อทำให้เค้าเหล่านั้นเกิดความอยากแม้ว่า จะไม่เคยรู้จักมาก่อน ข้อมูลเหล่านั้น มาจากสื่อที่ได้รับ พร้อมกับภาพของคิวที่ยาวผิดธรรมชาติ สังเกตได้ว่า ถ้าหากว่าร้านค้าหรือร้านอาหารใด มีคนรอคิวยาวมากๆ หรือ ร้านอาหารมีรถจอดรถออกมาล้นถึงนอกร้าน จะสะท้อนไอเดียหนึ่งออกมาได้ครับ นั่นก็คือ "การยืนยันหรือรองรับแล้วจากสังคม" ซึ่งภาพจากสื่อทั้งหมดจะไม่ได้ถ่ายแค่ร้านครับ จะมีภาพถ่ายของคิวด้วยครับ และ คิวนั้นถูกสร้างออกมาด้วยการแจกรางวัล !

ผมว่าหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ถ้าหากว่าคุณเข้าคิว (เพื่อสร้างภาพให้ร้าน) ได้ในวันแรก และเป็นส่วนหนึ่งของคิวนั้นๆ จะได้รางวัลพิเศษ คือการได้กินฟรีตลอดฟรี หรือการได้โดนัทฟรี หรือ ลดราคาระดับที่ปกติจะลดให้ไม่ได้ เพราะถือได้ว่า คนเหล่านั้นที่มาต่อคิว(ชุดแรก) จะเป็นตัวละครหลักที่ติดอยู่ในภาพของสื่อทั้งหมด และส่งผ่านออกไปเพื่อ ให้เกิดอารมณ์คะนึงไปได้ว่า ร้านขายของหรือร้านค้าโดนัทนี้ มัน"มีความขาดแคลน" มันมี "การยืนยันทางสังคม" อีกต่างหาก เหตุผลแค่สองข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้คนที่ไม่รู้จักและได้พบกับสื่อทางใดๆ ก็จะรู้สึกว่า "อยากซื้อขึ้นมาทันที"

ลองคิดกลับทางกันนิดหน่อยน่ะครับว่า ถ้าหากว่า ร้านนี้เปิดมาแล้ว "เงียบเป็นเป่าสาก" คือเปิดมาแล้ว ไม่มึคนเข้าคิวต่อๆกัน เหมือนกับร้านโดนัทร้านหนึ่งธรรมดาเท่านั้น เหตุการณ์ทั้งหมดจะไม่ได้เป็นไปที่อย่างคุณๆเห็นกันน่ะครับ ซึ่งตอนแรกผมก็คิดอย่างงั้นว่า ถ้าหากว่าเปิดมาแล้วก็น่าจะเหมือนกับร้านอื่นๆ แต่ดันไม่ใช่เพราะว่ามีทีเด็ดเข้าล่อคนเข้ามาให้เกิดคิวที่นยาว ณ วันเปิดตัวยังไงอย่างงั้น ลองจินตนาการดูร้านโดนัทที่เป็น Brand นอกเหมือนกันเข้ามาเปิดตัว เราแทบคิดไม่ออกว่า มันมีคิวอย่างงี้ด้วยหรือ หรือมีการเกิดกระแสได้มากมายถึงเพียงนี้ด้วยหรือ ? แต่เราอาจจะคิดเทียบตรงๆอย่างงั้นไม่ได้เสียทีเดียวเพราะ ณ เวลาก่อนหน้านี้พวกอุปกรณ์เพื่อการบอกต่อยังไม่ได้มากมายขนาดนี้ และ facebook หรือ Twitter นั้นก็เพิ่งจะ pop กันได้ไม่นานจริงๆครับ

คนที่มาซื้อเมื่อได้รับสื่อ และจะมาต่อคิวด้วยเหตุผลใด?

ผม assume ว่าคนที่เข้าคิวได้รับสื่อแล้วน่ะครับ เราจะแจกแจงคนที่ต่อคิวออกมาเพื่อให้รู้ว่าแต่ละจำพวกคิดอย่างไรกันดูเล่นๆน่ะครับว่า แต่ละคนก็มีเหตุผลที่จะซื้อไม่เหมือนกัน และอาจจะมีกรณีที่มากกว่านี้ก้ได้ถ้าหากว่าคิดออกมาก็พิมพ์ต่อใน comment ได้น่ะครับ

- คนที่ซื้อเพราะว่าเห็นคิวที่หน้าร้าน คนเหล่านี้เห็นคิวแล้วเกิดความกังขาอยากรู้อยากลองก็ถามเพื่อนที่ทำงานว่าร้านนี้มันดียังไงทั้งๆที่เพื่อนที่ทำงานก็ไม่ได้รู้จักอะไรกับเค้าแต่ก็เอามาพูดได้เพราะว่ารับรู้เนื้อความได้จากสื่อ ประมาณว่า อืม เหมือนจะรู้แต่ไม่รู้ เอาเรื่องเท่าที่รู้มาพูดจะได้ไม่หน้าแตกเสียหน้าครับ คนที่เห็นคิวหน้าร้านแนวโน้มน่าจะเข้าไปต่อคิวถ้าหากว่ามีเวลาครับผม

- คนที่อยากกินเพราะเคยกินแล้ว คนพวกนี้จะเป็นคนที่เรียนนอกมาแล้วได้มีโอกาสกินแม้ว่าจะเป็นของที่ดูเฝือเอามากๆตามต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรืออเมริกา แต่เพราะได้รับสื่อ ว่ามันเกิดความขาดแคลน เหมือนเป็นของวิเศษขึ้นมาในประเทศทำให้เกิดความอยากที่มากกว่าปกติ (กว่าเมื่อก่อนตอนที่เรียนอยู่เมืองนอกเมืองนา) และอยากหวนระลึกอารมณ์ความรู้สึกต่ออยู่ที่นั่นครับ เอาเงินซื้อโดนัทเพื่อการนี้ก็คุ้มค่ากับการรอคอยได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ สำหรับกรณีนี้แนะนำให้ซื้อกินน่ะครับเพราะว่าค่อนข้างจะมีคุณค่ากว่าแค่ชิ้นโดนัทธรรมดาก้อนนึง

- คนที่รู้ว่าโดนัทนี้ขายดีมาก (ยอดขาย)ในต่างประเทศ คนเหล่านี้จะเกิดอารมณ์อยากลองด้วยความ "สงสัยใคร่รู้" ว่าทำไมมันจะอร่อยอะไรได้นักหนา บวกกับอารมณ์ขาดแคลนและเห็นคิวเพื่อเป็นการองรับจากสังคมว่ามันน่าจะอร่อยดี ก็จะเกิดความอยากมากเป็นทวีคุณ และ หลวมตัวไปต่อคิวเพื่อกะว่าจะได้ "กินมันซะ" เพื่อเป็นการลองว่า อืม มันอร่อยเหาะอย่างว่าเค้าโม้กันอย่างงั้นเลยเหรอ ? คนที่ตกกรณีนี้แนะนำว่า ขอเพื่อนกินจะดีกว่าน่ะครับเพราะว่าเอาเวลามาแลกต่อคิว พร้อมกับความไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชอบหรือไม่ ดูๆแล้วจะไม่คุ้มค่ากันน่ะครับ ลองขอเพื่อนคุณกินจะดีกว่าครับนั่น

- คนที่คิดถึงคนอื่นใจดีเอาไปแจก เหตุผลก็เริ่มเหมือนกับกรณีอื่นๆ คือ เหมือนกับว่าเพื่อนๆร่วมงาน หรือเพื่อนๆที่โรงเรียน รู้สึกและรับรู้ความขาดแคลนและรับกระแสผ่านสื่อทำให้การได้ "ลอง" ดูมีคุณค่าเพิ่มขึ้นมา (อันจากคิวที่แสนยาว) การเอาโดนัทจากยี่ห้ออื่นๆไปแจกให้กินนั้นดูเหมือนว่าจะทำให้ตัวเองได้ credit น้อยลงเมื่อเทียบกับว่าถ้าหากว่าคุณเอาโดนัทคิวยาวเจ้านี้ไปแจกกันน่ะครับ เพราะ การแจกนอกจากคุณทำให้คนอื่นได้ของฟรีด้วยความ happy แล้ว (ผมก็ชอบกินฟรีน่ะครับขนมนมเนยนี่ชอบทั้งนั้น มีตังค์ซื้อครับแต่ก็อย่างว่าน่ะหละฟรีก็ดีกว่ามากโขครับ) ยังเป็นการสนองความ "กังขา" สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มด้านบนๆครับ อ้อ แน่นอนว่าคุณต่อคิวยาวขนาดนี้จะไม่ซื้อไปเป็นกล่องมันก็กระไรอยู่ เพื่อเป็นการลดต้นทุน (สังคม ที่จะต้องเอาไปแจกต่อชิ้น) ให้ต่ำลงแล้ว มาต่อคิวยาวๆทั้งนี้ก็ซื้อให้เยอะหน่อยน่ะครับ (หรือว่าไม่จริง)

- คนที่ฉลาดหาประโยชน์ สำหรับคนที่เข้าต่อคิวอาจจะมีพวกนี้แฝงอยู่ในทุกๆครั้งที่เกิดกระแสครับ คือ ต่อคิวเพื่อเอาไปขายต่อให้กับคนอื่นที่ไม่อยากจะต่อคิว เหมือนกับเป็นค่าต่อคิวประมาณนั้นน่ะครับ หรือว่า รับจ้างซื้อให้กันเลยก็เป็นไปได้ที่จะทำ (ถ้าหากคิวยาวไปได้เป็นเดือนๆก็น่าจะยึดเป็นอาชีพได้สำหรับคนที่ว่างๆในเดือนนี้น่ะครับ)

- คนที่ต่อคิวเพราะว่าไม่มีอะไรทำ อาจจะเป็นเพราะว่า คุณต้องไปต่อคิวกับพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากจะกิน หรือ ในทางกลับกันลูกหลานอยากกินทำให้คุณพ่อแม่ต้องไปต่อคิวเพื่อเอามาสนองความอยากกินของลูกๆหลานๆของคุณครับ หรือจะเป็นกลุ่มคนที่ไปกับเพื่อน ก็เพื่อนเค้ารอกัน เราจะอยู่กลุ่มเค้าก็ต้องอยู่ด้วยกันไม่ใช่เหรอครับ จะเดินออกไปร้านชิวเดินเล่นอยู่คนเดียวก็กระไรอยู่ หรือว่าแฟนหรือคู่ขาของคุณ หรือ คนที่คุณจีบๆอยู่อยากกินอยากต่อคิว แต่คุณไม่ได้อยากอะไรกับเค้า ก็ไปไหนไม่ได้หรอกครับอยู่กันซะตรงนั้นน่ะครับ ทำให้คิวยาวขึ้นไปอีกสักคนสองคนทำให้ ร้านค้านั้นดูมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ในตัวของมันเองครับผม

ผมว่าคนที่มาต่อคิวนั้นก็น่าจะตกกรณีใดกรณีหนึ่งและความคิดความอ่านของคนที่อยู่ในแถวเพื่อซื้อโดนัทนั้นก็ไม่ได้มีคนมาวิเคราะห์พร่ำเพรือขนาดนี้ครับ ถ้าหากว่าคุณพอคิดประเด็นอื่นๆได้อีกว่า คนทำไมคนเหล่านี้อยากจะต่อคิวเพื่อซื้อโดนัท ที่เรียกได้ว่า ต่อคิวนานเหลือคณาแล้วล่ะก็พิมพ์ทิ้งไว้ที่ comment ให้ด้วยน่ะครับอยากรู้ๆ ^^

QR CODE คืออะไรและแนวคิดในการใช้งาน QR CODE เป็นอย่างไร?

 

qrcode rackmanager

QR code เป็นเรื่องใหม่ๆ และกำลังน่าจะฮิตที่จะใช้งานในอนาคตอันใกล้นี้ครับ  เมื่อไหร่ก็ตามที่คนส่วนใหญ่หรือทุกคนมีมือถือที่มีกล้อง การต่อเข้า internet ผ่านมือถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทุกคนหรืออย่างน้อยที่สุดก็ในกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายสำหรับการตลาดผ่าน QR code ครับ ประเทศที่น่าจะเป็นแบบอย่างได้เป้นอย่างดี คือประเทศญีปุ่นที่เกือบจะทุกที่ ก็จะเห็น QR code ให้เราใช้งานกันครับผม

เมื่อประมาณไม่เกินปีมานี้ผมได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่นมาครับก็จะเห็นคนฯญี่ปุ่นเกือบทุกคนจะมีมือถือและใช้งานมือถือเมื่อมีเวลาว่างใดๆแม้ว่าระยะเวลาจะว่างไม่มากก็ตามที (ผมเข้าใจว่าน่าจะทุกคนมากกว่าแค่ว่าเค้าไม่ได้ควักมือถือออกมาพร้อมกัน) ปรากฏว่า ผมก็ชะเง้อมองไปมองมาเหมือนกับว่าคนเหล่านนั้นจะดูทีวีหรือว่าเล่น internet หน้าตาเหมือนกับ WAP ครับ แต่ว่าสำหรับคนที่เค้าดูทีวีปรากฏว่า จะมี ads ไหลผ่านด้านล่างด้านตลอดเวลา เข้าใจว่า TV นั่นน่าจะผ่านระบบ 3G มาน่ะครับ (ซึ่งประเทศเราก็ยังไม่มีให้ใช้ ณ เวลานี้อยู๋ดีน่ะครับ น่าเศรี้าเนาะ )  กลับมาประเด็นเรื่อง QR CODE กันดีกว่าน่ะครับว่าบ้านเรายังใช้ QR CODE กันแปลกๆ นี่ผมเจอมาสองรอบแล้วน่ะครับที่ว่ามันแปลก ประเด็นนี่อาจจะเอามาใช้งานแล้วก็ประเด็นที่น่าจะต้องคิดก่อนที่จะใช้อาจจะมองเป็นประเด็นได้แบบนี้ก็ได้น่ะครับ

แล้ว QR CODE นี่มันคืออะไรกันเหรอ?

QR CODE มันก็เป็นแค่แผ่นตารางสีเหลี่ยมขาวดำที่เหมือนกับ barcode ยังไงอย่างงั้นแค่ว่ามันเป็นสองแกนครับ ทำให้มันบันทึกตัวอักษรใดๆก็ได้ได้มากกว่า หรือ ยาวกว่า barcode เอามากๆ และใช้พื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ขนาดใดๆก็ได้ และจะสามารถถอดรหัสออกมาเป็นตัวหนังสือจากภาพผ่าน program ใดๆเยอะแยะออกมาได้ ทำให้ไม่เหมือนกับระบบ barcode ที่จะต้อง scan ด้วยเลเซอร์หรือแสงแดงๆเพื่ออ่านรหัสออกมา (ซึ่ง program สำหรับการถอดรหัส barcode ด้วยภาพก็มีอยู่เหมือนกันน่ะครับแต่ว่าไม่ได้เป็นที่นิยมเพื่อการใช้งานเท่าไหร่)

การใข้งาน QR CODE เพื่อ link ไปยัง website

อย่างที่ต้องเข้าใจก่อนว่าโค๊ดแบบนี้จะใช้ได้กับมือถือที่มีกล้อง และนอกจากนั้นต้องต่อ internet ได้ด้วยไม่ว่าจะเป็น GPRS หรือว่า 3G wifi อะไรก็สุดแล้วแต่น่ะครับ เพราะฉะนั้น การแสดงเนื้อหา website ที่จะแสดงผ่าน mobile phone ที่กดผ่าน link QR CODE ก็ต้องน่าจะออกแบบมาเพื่อใช้กับมือถือเท่านั้นจะเป็นการดีน่ะครับ อย่างล่าสุดผมไปเจอ QR CODE อันนึงน่ะครับผมเอากล้องมาส่องแล้วก็กด Link เพื่อเข้าไปใน website ที่ซ่อนอยู่ใน QR CODE แล้วปรากฏว่าเป็นหน้าเว็ปที่เปิดมาเต็มไปด้วย Flash ! ซึ่งแปลว่า ผมกดเข้าไปแล้วก็ไม่ได้เจอเนื้อหาอะไรเลยซะอย่างงั้น เป็นการขอบคุณคนที่สนใจที่จะดูข้อมูลผ่านมือถือครับผม (ดีมากๆ)

การซ่อนรหัสผ่านหรือคูปองผ่าน QR CODE

เป็นอีกวิธีใช้หนึ่งที่น่าใช้งานครับ ลองคิดดูถ้าหากว่าเราใช้เป็น COUPON ที่เป็นแบบกระดาษธรรมดาที่สื่อสารออกไปผ่านสือสิ่งพิมพ์ทั้งหมด เราไม่สามารถจะประเมินออกมาได้ว่าคนที่เอาคูปองออกมาหรือเก็บเอาไว้เพื่อที่จะใช้มันเป็นปริมาณคนเท่าไหร่ แต่จะรู้แค่ว่า คนที่ใช้งาน COUPON นั้นเป็นเท่าไหร่เท่านั้น เรียกได้ว่า ถ้าหากว่าเราใช้ QR CODE โดนที่โหลดผ่าน link เราสามารถทำการนับจำนวนึคนโหลด coupon ผ่าน link นั้นได้มากน้อยแค่ไหนได้ไม่ยากเลยครับ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการประเมินข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกต่อหนึ่งว่า สื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น indoor outdoor เหล่านั้นให้ผลมากน้อยแค่ไหนได้ด้วบยเช่นเดียวกันและการเก็บข้อมูลกระทำได้ง่ายๆผ่านกานับแบบ website ทั่วไป

การแสดงเนื้อหาเพื่อเติมที่สื่อเดิมๆทำไม่ได้

คำว่าสื่อเดิมๆผมจะหมายถึง TV สิ่งพิมพ์ใดๆไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือนิตยาสารกระดาษ หรือ โบวชัวร์ เข้าใจว่าการวาง ads ในนั้นจะมีพื้นที่เพื่อการแสดงเนื้อหาได้ไม่มากนัก แต่ถ้าหากว่าเป็นมือถือ หรือ 3G แล้วล่ะก็สามารถที่ส่งผ่านข้อมูลใดๆที่ Digital รองรับได้ทั้งหมด อย่างไม่อั้นปริมาณข้อมูลเสียด้วยซิ เช่น ถ้าหากว่าเราแปะ ads ไว้แค่พื้นที่ 2×2 cm ก็อัน QR code เข้าไปเพื่อให้คนที่สนใจกดผ่าน Link จาก QR code แล้วแสดงเนื้อหาผ่านทาง website ไปแสดงที่มือถือแทน แล้วเนื้อหานั้นจะเป็น text ได้ยาวเท่าไหร่ก็ได้ หรือ content ที่จะแสดงจะเป็น youtube video หรือว่าเป็นสื่อเสียงหรือภาพหรือวิดีโอใดๆก็ได้ด้วยเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า เป็นการอัดข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจจริงๆน่ะหละครับ

การใช้ QR CODE แทน concept การใช้งาน barcode

เพราะ QR CODE เป็นแค่การเข้ารหัสตัวหนังสือด้วยภาพเท่านั้นเอง ทำให้ text อีกชุดหนึ่งที่เป็นไปได้ในการซ่อน ก็จะเหมือนกับ barcode ยังไงอย่างงั้น ที่ทุกคนจะมีอุปกรณ์เหล่านี้อยู๋แล้ว อย่างไรก็ดีกรณีนี้จะเป็นเรื่อง advance และจะต้องคิดและออกแบบ software เพื่อการใช้งานเพื่มเติมอีก เพราะ กรณีนี้เป็นเรื่องที่ผมยังไม่เห็นการใข้งานตัวอย่างแต่อย่างใด แค่ว่า มันมีความเป็นไปได้ที่จะใช้งานในลักษณะนี้ครับผม

เอาล่ะครับเอาเป็นว่าการใช้งานส่วนมาก ที่เห็นประโยชขน์เห็นๆน่าจะเป็นเรื่องของคนการตลาดสมัยใหม่ที่จะใช้กลับกลุ่มเป้าหมายที่ใช้อุปกรณ์พวกนี้ได้อย่างแคล่วคล่องเหมือนเป็นเรื่อปกติในชีวิตเค้าเหล่านั้น แต่ก็ต้องออกแรงคิดสักหน่อยว่า จะประยุกต์ใช้งานได้อย่างไร หรือ ต้องไปดู่ว่าประเทศญี่ปุ่นเค้าใช้งานคิวอาร์โค๊ดแบบนี้ในลักษณะไหนกันบ้างครับ ก็ copy ลักษณะและวิธ๊การใช้งานมาได้เลยน่ะครับ

คุยกันเกี่ยวกับเนื้อหาของ "ศาสตร์แห่งการ shopping" เป็น podcast

why-we-buy-things
วันนี้เรามีแขกรับเชิญมาสรุปเรื่องราวสั้นๆในหนังสือที่มีชื่อว่า Why We Buy: The Science Of Shopping โดย Paco Underhill เนื้อความโดยรวมเนื่องจากคุณวินนี่แกอ่านมาแค่ครึ่งเล่ม (ยังไม่จบดีนัก) ผมก็มีโอกาสได้คุยกัน ไหนๆจะคุยอยู่แล้วก็อัดเป็นเสียงเอาไว้ด้วยเผื่อว่าคนอื่นที่หลงเข้ามาที่หน้าเว็ปผมสนใจอยากจะรู้เรื่องกับเค้ามั่งก็ฟังได้ทันทีน่ะครับ
 
เรื่องรวมๆจะบอกเราเกี่ยวกับการศึกษาและข้อสังเกตในการจับจ่ายใช้สอยและเลือกซื้อสินค้าหน้าร้าน (เป็นแบบ offline shopping experience) ส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับ online คาดว่าน่าจะอยู่บทหลังๆที่คุณวินนี่ยังไม่ได้อ่านน่ะครับ ถ้าหากว่าสนใจแบบเต็มๆหาอ่านได้จากร้านหนังสือทั่วไปครับผม
กดฟังบทสนทนาที่ผมคุยกับคุณวินนี่เกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ได้จากที่นี่กันน่ะครับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...