ใช้สินค้าและทำกิจกรรมให้น้อยลงน่าจะเป็นแนวทางในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

พักนี้ผมได้ไปฟังสัมนาเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่หลายครั้งในเดือนเดียว เรียกว่า เป็นความถี่สัมนาที่ถี่มากเป็นพิเศษอย่างไม่เคยถี่เท่านี้มาก่อน แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้น โดยเน้นไปที่การให้ผู้ผลิต หรือ ผู้ให้บริการทำตัวให้เป็นคนที่ดูแลสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ทั้งนี้ยังมีอีกแนวคิดที่น่าสนใจก็คือ การที่ consumer หรือคนที่บริโภคเองน่าจะทำก็คือ การบริโภคแต่น้อยและคิดก่อนบริโภคให้มาก แทบไม่น่าเชื่อว่า ผมจะได้ยินข้อมูลที่ฟังดูประหลาดๆอยู่อย่างหนึ่งก็คือ คนอเมริกันนั้นจะใช้เสื้อผ้าคิดเป็นน้ำหนักเฉลี่ย 38 กิโลกรัมต่อคนต่อปี คำว่าใช้กับคำว่าทิ้งจะมีคนเท่ากัน เพราะ ถ้าหากว่าคุณไม่ได้เก็บเอาไว้ในตู้เฉยๆ สุดท้ายมันก็เหมือนกับการซื้อมาทิ้งอยู่ดี (อะไรที่ไม่ได้ใช้ผมก็เรียกว่าทิ้งทั้งนั้นน่ะครับ ห้องผมก็จะได้ไม่รกน่ะครับ)



ลดการใช้สินค้าหรือบริการใดๆให้น้อยลง

การที่โลกเรามีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมาได้นั้นเนื่องจากคนมีปริมาณที่มากขึ้นและคาดว่าในอีกไม่เกิน 50 ปี (ผมจำไม่ได้น่ะครับว่ามันจะนานถึงขนาดนั้นหรือเปล่า) โลกเราจะอิ่มตัวคือ ไม่สามารถที่จะหาทรัพยากรธรรมชาติมาทดแทนใช้ได้อย่างพอเพียงต่อหัวต่อคน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในการปลูกพืช และทรัพยากรธรรมชาติประเภทอื่นๆ แต่จากข้อมูลประมาณนี้ผมไม่รู้หรอกว่า เค้าเอาความต้องการใช้ทรัพยากรต่อหัวมากหรือน้อยเป้นเท่าไหร่เพราะตัวนั้นน่าจะมีผลต่อการคำนวณมากที่สุดครับ อย่างไรก็ดีถ้าหากว่าเป็นอย่างนี้ การบริโภคสินค้าใดๆ ควรจะน้อยลงเพื่อทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงไป ไม่ใช่แค่เลือกบริโภคสินค้าที่เป็น Green product หรือสินค้าที่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยลง เพราะฉะนั้นแล้วคิดก่อนใช้ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเสมอครับ

ลักษณะการใช้ทรัพยากรของคนบนโลกเรา หากไม่ได้อยู่ประเทศที่ขาดแคลนแล้ว เราก็จะใช้ทรัพยากรกันได้อย่างเหลือเฟือกันเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับอาหารการกิน ถ้าหากว่าคนยังมีความคิดที่จะบริโภคใช้สินค้าและทรัพยากรอย่างไม่คิดก็ทำให้โรงงานผู้ผลิตก็ต้องผลิตของออกมาเพื่อรองรับกับผลกำไรที่ยังอยากจะได้อยู่ ก็เพราะมันมี Demand หรือความต้องการซื้ออยู่ และ ถ้าหากว่ามันมีความต้องการซื้อมากก็จะมีการเพิ่มจำนวนผู้ผลิตสินค้าหรือบริการนั้นออกมาเรื่อยๆอีก

การปิดก๊อกความต้องการจะทำให้มีผลกระทบต่อคนที่ทำหน้าที่ผลิตสินค้าโดยวงกว้างได้ เพราะ ตอนนี้ไม่ว่ากิจกรรมใดที่มีการบริโภคใช้งานสินค้านั้นผมว่ามันเกินความจำเป็น แต่ยังมีการเลือกซื้อสินค้าเอามาเก็บไว้ หรือใช้งานในลักษณะของ "ใช้เพราะต้องการ" มากกว่า "ใช้เพราะจำเป็น" อยู่ในทุกหมวดสินค้าครับ

สิ่งที่เดาเอาได้ว่าน่าจะเกิดคือ ถ้าหากว่าคนไม่ลดความต้องการด้วยตัวของเค้าเหล่านั้นเอง ก็จะต้องมีกลไกเพื่อบังคับว่าทำให้มีการลดความต้องการลงไปเอง เช่นการกำหนดราคาที่แพงมากขึ้น (แน่นอนว่าจะทำให้คนขายหรือผู้ผลิตต้องขายของแพงและเริ่มขายากขึ้น) โดยทางรัฐก็เอาเงินส่วนต่างเพิ่มเก็บเข้าคลัง เพื่อไว้ใช้จ่ายเพิ่มเติมในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือ ไม่ก็เน้นการรณรงค์ให้ผู้บริโภค มีการซื้อสินค้าที่น้อยลง ทำให้กิจกรรมให้น้อยลง ก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงได้ในภาพใหญ่ครับ

ต้องเข้าใจเสียก่อนว่ากิจกรรมใดๆที่คนเราทำนั้นล้วนแต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแทบทั้งนั้น สินค้าหรือบริการใดๆกว่าที่จะได้มาก็จะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปมากมายอย่างไม่น่าเชื่อกว่าจะได้ คอมพิวเตอร์มาตัวหนึ่ง มีการหล่อโลหะขึ้นรูป เอาพลังงานมาขนชิ้นส่วนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ขนสินค้า แล้วก็แพ็คกล่อง ห่อด้วยถุงพลาสติก ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำเพื่อหล่อโลหะหรือขึ้นรูป หรือทำการเชื่อมประกอบ ทุกกิจกรรมที่กว่าจะได้สินค้าใดๆในโลกจะต้องใช้ทรัพยากรในทุกๆอนู หรือแม้กระทั่งการเลือกกินที่แตกต่างก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าหากว่าเราเลือกกินผักเพื่อให้อิ่มท้องด้วยน้ำหนักที่เท่ากันกับการเลือกกินเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์จะ "ใช้สิ่งแวดล้อม" ในการได้มาซึ่งการเลี้ยง นำพา บรรจุ ตนส่งเพื่อให้เราเอาเข้าปากเป็นการใช้สิ่งแวดล้อมที่กว่าการกินผักอยู่หลายเท่าตัวนัก นั้นก็แปลว่า คนที่เป็นมังสาวิรัติ เป็นคนที่ช่วยลดผลกระทบของตัวเองต่อสิ่งแวดล้อมลงไปได้มากตลอดทั้งชีวิต

หากไม่ลดคนลง (ฆ่าหรือทำลายทิ้ง อาจจะต้องเหตุผลทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร แล้วทำไปสู่สงครามเพื่อการปรับตัวลดจำนวนลงของคน อย่างมีเหตุมีผล) ก็ต้องป้องกันโดยการคนในโลกจะต้องควบคุมการแพร่พันธุ์ให้น้อยลง แต่เรื่องนี้จะมีผลในระยะยาว ถ้าหากว่าเหตุการณ์เป็นปกติแล้วเราจะเหลือทางเลือกอยู่เกือบจะแค่ทางเดียวก็คือ คนเราจะต้องมีการบริโภคและทำกิจกรรมให้น้อยลงก็จะเป็นการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติไปได้มากกว่า และมากกว่าการกำหนดให้การผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเสียอีก

rackmanagerpro.com © 2019 All Rights Reserved

Rackmanagerpro.com all right reserved 2007 - 2019

Copyright by Rackmanagerpro.com

Content Creted by Rackmanagerpro.com