ทำไมคิวร้านโดนัทมันถึงได้ยาวผิดปกติ เมื่อเทียบกับร้านโดนัทร้านอื่น และ คนที่มาซื้อโดนัทไปกินคิดอะไรในหัว?

ซื้อโดนัทกินต้องต่อคิวยาวขนาดไหน

แปลกใจว่าทำไมคนต้องไปต่อคิวเพื่อเข้าไปซื้อ "โดนัท" ยี่ห้อใหม่ที่เพิ่งจะมาเปิดในประเทศไทย ก็มานั่งคิดๆ อาจจะเป็นไปได้อยู่หลายๆแนวคิด และคนที่คิดไม่ว่ากรณีใดๆสุดท้ายก็จะเข้าไปต่อคิวเพื่อซื้อ โดนัท ยี่ห้อที่เพิ่งเปิดตัว (แต่มีมานานแล้วที่ประเทศนอก) กันน่ะครับ

โดนัทบ้านเราก็มีไม่กี่เจ้าน่ะหละที่ทำเป็น Brand แล้วขายกันอยู่ตามห้าง หรือ SuperStore ในประเทศไทยเรา ผมชอบก็ตรงที่กลิ่นมันเตะจมูกดี เตะกว่าร้านขนมปังที่อยู่พวก Superstore มากนัก เรื่องกลิ่นนี่ล่ะครับที่จะเป็นเหตุผลการดึงดูดคนเข้าร้านหรือเข้า Super (ลองสังเกตให้ดีๆน่ะครับว่า Superstore ทุกที่จะต้องเอาโซนขนมปังไว้ที่ทางเข้าเท่านั้นครับ เมื่อเราเดินเข้ามาแล้ว ผมไม่เคยซื้อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้แค่มองแล้วก็ได้กลิ่นเท่านั้นครับ) การได้กลิ่นขนมปังทำให้เกิดความอยาก (กิน) ขึ้นมาได้ทันที แต่ผมยังไม่รู้เหตุผลแน่ชัดว่า การได้กลิ่นขนมปังแล้วเป็นการเพิ่มยอดขายของสินค้าใน superstore หรือไม่กันน่ะครับ

กลับมาที่โดนัทของเรากันต่อดีกว่า เนื่องจากประสบการณ์ผมจะไม่ได้เป็นคนที่อยากจะกินโดนัทมากๆสักเท่าไหร่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปหยิบก้อนแป้งกลมๆ (ที่มันไม่ได้มีรูน่ะครับ) คำละ 5 บาทซื้อกลับมาบ้าน 6 ก้อนแล้วก็จะทยอยกินเมื่อเดินผ่านชั้นวางขนมที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ซื้อเป็นโดนัทครับ เพราะว่า ใช้ก้อนแป้งที่เป็นโดนัทผมว่ามันก้อนโตเกินกว่าจะกินได้สะดวกแบบว่าต้องเอาสองมือไปฉีกมัน กินเป็นก้อนแป้ง(และน้ำตาล)กลมๆก็น่าจะสะดวกกว่าเยอะน่ะครับ

คนที่ต่อคิวเพื่อซื้อโดนัท จะซื้อไปทำไมกัน ?

เหตุผลนั้นเป็นไปตามแนวคิดของความบ้าเห่อ (มันมีแนวคิดอย่างงั้นอยู่ด้วยอย่างงั้นหรือ? ) การเห่อนั้นก็มาจากการที่ได้รับสื่อรับรู้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งแล้ว รู้สึกว่า "สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ขาดแคลน" เราจะทำมีความอยากที่จะซื้อเพื่อมาใช้หรือกินกันน่ะครับ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปก่อนที่จะเปิดให้เกลื่อน จำเป็นต้องทำให้เกิดกระแสสังคมเกิดขึ้น (ซึ่งถ้าหากว่าต้องการแบบนั้น โดนัทเจ้านี้ก็ได้อย่างที่ต้องการแล้วน่ะครับ เพราะว่าทุกสื่อทุกคนพูดถึงกันโดยถ้วนหน้า ซึ่งผมก็ยังเอามาพูดเล้ย เห็นปะครับแฮะๆ) การที่ร้านเพิ่งร้านเดียวเสียก่อนในทำเลที่ตั้งเพื่อให้เกิดการบอกต่อ สร้างกระแสได้ตอนนี้ก็น่าจะเป็นแถวๆสยามนั่นน่ะหละครับ แม้ว่าราคาโดนัทจะไม่ได้แพงกว่าเจ้าอื่นมากเท่าไหร่นัก(แต่ก็ราคาแพงกว่าน่ะครับ) ก็ทำให้คนไปต่อคิวซื้อกันได้ก็แปลกดีที่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยมากนักครับ

คนที่มาซื้อจะมีเหตุผลอะไรทำไมต้องมาซื้อ ?

สำหรับคนที่ไม่เคยกินไม่รู้จักมาก่อนว่าโดนัทนี่มันอะไรกันแน่หน้าตาหรือว่ารสชาติเป็นอย่างไร จะได้รับข้อมูลใดๆเพื่อทำให้เค้าเหล่านั้นเกิดความอยากแม้ว่า จะไม่เคยรู้จักมาก่อน ข้อมูลเหล่านั้น มาจากสื่อที่ได้รับ พร้อมกับภาพของคิวที่ยาวผิดธรรมชาติ สังเกตได้ว่า ถ้าหากว่าร้านค้าหรือร้านอาหารใด มีคนรอคิวยาวมากๆ หรือ ร้านอาหารมีรถจอดรถออกมาล้นถึงนอกร้าน จะสะท้อนไอเดียหนึ่งออกมาได้ครับ นั่นก็คือ "การยืนยันหรือรองรับแล้วจากสังคม" ซึ่งภาพจากสื่อทั้งหมดจะไม่ได้ถ่ายแค่ร้านครับ จะมีภาพถ่ายของคิวด้วยครับ และ คิวนั้นถูกสร้างออกมาด้วยการแจกรางวัล !

ผมว่าหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ถ้าหากว่าคุณเข้าคิว (เพื่อสร้างภาพให้ร้าน) ได้ในวันแรก และเป็นส่วนหนึ่งของคิวนั้นๆ จะได้รางวัลพิเศษ คือการได้กินฟรีตลอดฟรี หรือการได้โดนัทฟรี หรือ ลดราคาระดับที่ปกติจะลดให้ไม่ได้ เพราะถือได้ว่า คนเหล่านั้นที่มาต่อคิว(ชุดแรก) จะเป็นตัวละครหลักที่ติดอยู่ในภาพของสื่อทั้งหมด และส่งผ่านออกไปเพื่อ ให้เกิดอารมณ์คะนึงไปได้ว่า ร้านขายของหรือร้านค้าโดนัทนี้ มัน"มีความขาดแคลน" มันมี "การยืนยันทางสังคม" อีกต่างหาก เหตุผลแค่สองข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้คนที่ไม่รู้จักและได้พบกับสื่อทางใดๆ ก็จะรู้สึกว่า "อยากซื้อขึ้นมาทันที"

ลองคิดกลับทางกันนิดหน่อยน่ะครับว่า ถ้าหากว่า ร้านนี้เปิดมาแล้ว "เงียบเป็นเป่าสาก" คือเปิดมาแล้ว ไม่มึคนเข้าคิวต่อๆกัน เหมือนกับร้านโดนัทร้านหนึ่งธรรมดาเท่านั้น เหตุการณ์ทั้งหมดจะไม่ได้เป็นไปที่อย่างคุณๆเห็นกันน่ะครับ ซึ่งตอนแรกผมก็คิดอย่างงั้นว่า ถ้าหากว่าเปิดมาแล้วก็น่าจะเหมือนกับร้านอื่นๆ แต่ดันไม่ใช่เพราะว่ามีทีเด็ดเข้าล่อคนเข้ามาให้เกิดคิวที่นยาว ณ วันเปิดตัวยังไงอย่างงั้น ลองจินตนาการดูร้านโดนัทที่เป็น Brand นอกเหมือนกันเข้ามาเปิดตัว เราแทบคิดไม่ออกว่า มันมีคิวอย่างงี้ด้วยหรือ หรือมีการเกิดกระแสได้มากมายถึงเพียงนี้ด้วยหรือ ? แต่เราอาจจะคิดเทียบตรงๆอย่างงั้นไม่ได้เสียทีเดียวเพราะ ณ เวลาก่อนหน้านี้พวกอุปกรณ์เพื่อการบอกต่อยังไม่ได้มากมายขนาดนี้ และ facebook หรือ Twitter นั้นก็เพิ่งจะ pop กันได้ไม่นานจริงๆครับ

คนที่มาซื้อเมื่อได้รับสื่อ และจะมาต่อคิวด้วยเหตุผลใด?

ผม assume ว่าคนที่เข้าคิวได้รับสื่อแล้วน่ะครับ เราจะแจกแจงคนที่ต่อคิวออกมาเพื่อให้รู้ว่าแต่ละจำพวกคิดอย่างไรกันดูเล่นๆน่ะครับว่า แต่ละคนก็มีเหตุผลที่จะซื้อไม่เหมือนกัน และอาจจะมีกรณีที่มากกว่านี้ก้ได้ถ้าหากว่าคิดออกมาก็พิมพ์ต่อใน comment ได้น่ะครับ

- คนที่ซื้อเพราะว่าเห็นคิวที่หน้าร้าน คนเหล่านี้เห็นคิวแล้วเกิดความกังขาอยากรู้อยากลองก็ถามเพื่อนที่ทำงานว่าร้านนี้มันดียังไงทั้งๆที่เพื่อนที่ทำงานก็ไม่ได้รู้จักอะไรกับเค้าแต่ก็เอามาพูดได้เพราะว่ารับรู้เนื้อความได้จากสื่อ ประมาณว่า อืม เหมือนจะรู้แต่ไม่รู้ เอาเรื่องเท่าที่รู้มาพูดจะได้ไม่หน้าแตกเสียหน้าครับ คนที่เห็นคิวหน้าร้านแนวโน้มน่าจะเข้าไปต่อคิวถ้าหากว่ามีเวลาครับผม

- คนที่อยากกินเพราะเคยกินแล้ว คนพวกนี้จะเป็นคนที่เรียนนอกมาแล้วได้มีโอกาสกินแม้ว่าจะเป็นของที่ดูเฝือเอามากๆตามต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรืออเมริกา แต่เพราะได้รับสื่อ ว่ามันเกิดความขาดแคลน เหมือนเป็นของวิเศษขึ้นมาในประเทศทำให้เกิดความอยากที่มากกว่าปกติ (กว่าเมื่อก่อนตอนที่เรียนอยู่เมืองนอกเมืองนา) และอยากหวนระลึกอารมณ์ความรู้สึกต่ออยู่ที่นั่นครับ เอาเงินซื้อโดนัทเพื่อการนี้ก็คุ้มค่ากับการรอคอยได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ สำหรับกรณีนี้แนะนำให้ซื้อกินน่ะครับเพราะว่าค่อนข้างจะมีคุณค่ากว่าแค่ชิ้นโดนัทธรรมดาก้อนนึง

- คนที่รู้ว่าโดนัทนี้ขายดีมาก (ยอดขาย)ในต่างประเทศ คนเหล่านี้จะเกิดอารมณ์อยากลองด้วยความ "สงสัยใคร่รู้" ว่าทำไมมันจะอร่อยอะไรได้นักหนา บวกกับอารมณ์ขาดแคลนและเห็นคิวเพื่อเป็นการองรับจากสังคมว่ามันน่าจะอร่อยดี ก็จะเกิดความอยากมากเป็นทวีคุณ และ หลวมตัวไปต่อคิวเพื่อกะว่าจะได้ "กินมันซะ" เพื่อเป็นการลองว่า อืม มันอร่อยเหาะอย่างว่าเค้าโม้กันอย่างงั้นเลยเหรอ ? คนที่ตกกรณีนี้แนะนำว่า ขอเพื่อนกินจะดีกว่าน่ะครับเพราะว่าเอาเวลามาแลกต่อคิว พร้อมกับความไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชอบหรือไม่ ดูๆแล้วจะไม่คุ้มค่ากันน่ะครับ ลองขอเพื่อนคุณกินจะดีกว่าครับนั่น

- คนที่คิดถึงคนอื่นใจดีเอาไปแจก เหตุผลก็เริ่มเหมือนกับกรณีอื่นๆ คือ เหมือนกับว่าเพื่อนๆร่วมงาน หรือเพื่อนๆที่โรงเรียน รู้สึกและรับรู้ความขาดแคลนและรับกระแสผ่านสื่อทำให้การได้ "ลอง" ดูมีคุณค่าเพิ่มขึ้นมา (อันจากคิวที่แสนยาว) การเอาโดนัทจากยี่ห้ออื่นๆไปแจกให้กินนั้นดูเหมือนว่าจะทำให้ตัวเองได้ credit น้อยลงเมื่อเทียบกับว่าถ้าหากว่าคุณเอาโดนัทคิวยาวเจ้านี้ไปแจกกันน่ะครับ เพราะ การแจกนอกจากคุณทำให้คนอื่นได้ของฟรีด้วยความ happy แล้ว (ผมก็ชอบกินฟรีน่ะครับขนมนมเนยนี่ชอบทั้งนั้น มีตังค์ซื้อครับแต่ก็อย่างว่าน่ะหละฟรีก็ดีกว่ามากโขครับ) ยังเป็นการสนองความ "กังขา" สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มด้านบนๆครับ อ้อ แน่นอนว่าคุณต่อคิวยาวขนาดนี้จะไม่ซื้อไปเป็นกล่องมันก็กระไรอยู่ เพื่อเป็นการลดต้นทุน (สังคม ที่จะต้องเอาไปแจกต่อชิ้น) ให้ต่ำลงแล้ว มาต่อคิวยาวๆทั้งนี้ก็ซื้อให้เยอะหน่อยน่ะครับ (หรือว่าไม่จริง)

- คนที่ฉลาดหาประโยชน์ สำหรับคนที่เข้าต่อคิวอาจจะมีพวกนี้แฝงอยู่ในทุกๆครั้งที่เกิดกระแสครับ คือ ต่อคิวเพื่อเอาไปขายต่อให้กับคนอื่นที่ไม่อยากจะต่อคิว เหมือนกับเป็นค่าต่อคิวประมาณนั้นน่ะครับ หรือว่า รับจ้างซื้อให้กันเลยก็เป็นไปได้ที่จะทำ (ถ้าหากคิวยาวไปได้เป็นเดือนๆก็น่าจะยึดเป็นอาชีพได้สำหรับคนที่ว่างๆในเดือนนี้น่ะครับ)

- คนที่ต่อคิวเพราะว่าไม่มีอะไรทำ อาจจะเป็นเพราะว่า คุณต้องไปต่อคิวกับพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากจะกิน หรือ ในทางกลับกันลูกหลานอยากกินทำให้คุณพ่อแม่ต้องไปต่อคิวเพื่อเอามาสนองความอยากกินของลูกๆหลานๆของคุณครับ หรือจะเป็นกลุ่มคนที่ไปกับเพื่อน ก็เพื่อนเค้ารอกัน เราจะอยู่กลุ่มเค้าก็ต้องอยู่ด้วยกันไม่ใช่เหรอครับ จะเดินออกไปร้านชิวเดินเล่นอยู่คนเดียวก็กระไรอยู่ หรือว่าแฟนหรือคู่ขาของคุณ หรือ คนที่คุณจีบๆอยู่อยากกินอยากต่อคิว แต่คุณไม่ได้อยากอะไรกับเค้า ก็ไปไหนไม่ได้หรอกครับอยู่กันซะตรงนั้นน่ะครับ ทำให้คิวยาวขึ้นไปอีกสักคนสองคนทำให้ ร้านค้านั้นดูมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ในตัวของมันเองครับผม

ผมว่าคนที่มาต่อคิวนั้นก็น่าจะตกกรณีใดกรณีหนึ่งและความคิดความอ่านของคนที่อยู่ในแถวเพื่อซื้อโดนัทนั้นก็ไม่ได้มีคนมาวิเคราะห์พร่ำเพรือขนาดนี้ครับ ถ้าหากว่าคุณพอคิดประเด็นอื่นๆได้อีกว่า คนทำไมคนเหล่านี้อยากจะต่อคิวเพื่อซื้อโดนัท ที่เรียกได้ว่า ต่อคิวนานเหลือคณาแล้วล่ะก็พิมพ์ทิ้งไว้ที่ comment ให้ด้วยน่ะครับอยากรู้ๆ ^^

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ร้านโดนัท
  • โดนัท คิวยาว
  • อยากกินโดนัท
  • ชั้นวางโดนัท
  • โดนัทต่อคิวยาว
  • ทำไมต้องต่อแถวซื้อโดนัท
  • เปิดร้านโดนัท
  • ชั้นวาง โดนัท
  • ชั้นวางโดนัด
  • ร้านโดนัทเปิดใหม่

วิธีการคิดแบบ ทำโลกให้ง่ายเข้าไว้เพื่อการคิดและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

thinking-simple 

การคิดแบบทำโลกจริงให้ง่ายเข้าไว้เป็นหลักการหนึ่งที่ผมใช้การมาเรื่อย แล้วมันก็ใช้งานได้ด้วยซิ เพราะว่าโลกเรามันซับซ้อนเกินกว่าที่ตัวเราเองจะคิดออกแบบ "รับรู้ได้" มากนัก แต่อย่างไรก็ดี สมองเราก็ยังมี complex ความคิดแบบที่เราไม่รู้ตัวอีกมาก แต่ส่วนความคิดนั้นเป็นส่วนที่เรา ไม่สามารถควบคุมได้ เป็นส่วนที่ "ไม่มีสติรู้คำนึง" แต่อย่างใด การคิดด้วยสมองส่วนไร้สำนึกนั้น จะเป็นการคิดแบบบวกเอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเสียมาก ซึ่งหลายต่อหลายครั้งการคิดแบบนี้เป็นเรื่อง ที่ต้องกระทำ เพราะ ปัจจัยต่างๆ มันมีมากเกินกว่าส่วนที่จะเป็น Logic คิดออกได้อย่างแท้จริง เราก็ต้องพึ่งพาสมองส่วนไร้สำนึก และไม่มีตรรกะใช้ในการคิดและตัดสินใจในเรื่องต่างๆครับ

ความคิดทางฟิสิกส์ หรือ ทางสายวิทยาศาสตร์ จะจำลองโลกเราให้ง่ายเข้าด้วยการ "ควบคุมปัจจัย" (ตัวแปรต่างๆที่จะมีผลกระทบ) ออกไปทั้งหมดเพื่อให้เรารู้ได้อย่างแน่ชัดว่า อะไรเป็นอะไรกันแน่ ตัวอย่าง เช่น ถ้าหากว่าจะศึกษาโรคหรืออาการเกิดโรคใดโรคหนึ่ง ถ้าหากว่าเราได้ฝาแฝดที่คนหนึ่งเป็นโรคและอีกคนร่างกายแข็งแรงดี แปลว่า "เราได้ทำการตัดปัจจัยเรื่องของความไม่เหมือนทางพันธกรรมออกไปแล้วอย่างสิ้นเชิง" (เท่าที่ความรู้ตอนนี้จะมี เพราะ มีการ assume เอาไว้ระดับหนึ่งว่า ความเหมือนระดับโครโมโซม คือ ความเหมือนกันอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรไม่เหมือนกัน แต่ก็อีก ละเอาไว้ที่เข้าใจแล้วกันว่า นั้นคือ ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมันบอกเท่านั้น ไม่แน่ถ้าหากว่าหากหากกันจริงๆแล้วอาจจะมีความต่างอะไรอื่นๆก็ได้) แล้ว ถ้าหากว่าเอาแฝดคู่นี้มาวิเคราะห์ หาว่าอะไรที่ต่าง ที่ทำให้คนหนึ่งเป็นโรคและอีกคนไม่เป็นได้ นั้นก็อาจจะเป็นสาเหตุของโรคร้ายนั้นๆได้น่ะครับ

ที่ยกตัวอย่างเรื่องแฝดไปก็มีประเด็นแค่จะอธิบายว่า แม้นักวิทยาศาสตร์เองก็ต้องการปัจจัยหรือโลกรอบตัวเพื่อการทดสอบ วิจัยอะไรให้มันง่ายเข้าไว้ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ได้สะดวก ในเรื่องต่างๆของโลกเราครับ เพราะงั้นแล้ว ในฐานะที่เราเป็นคนธรรมดาไม่ได้คิดอะไรมากเหมือนพวกนักวิทย์ฯ

เมื่อโลกเราง่ายลงเราสามารถที่จะมองเห็นปัญหาหรือการคาดการณ์ในเรื่องต่างๆได้สะดวกมากขึ้นน่ะครับ เช่น เครื่องจักรถ้าหากว่ามีน้ำมันไหลซึมออกมา มันจะให้ผลร้ายกับคนทำงานกับเครื่องนั้นได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าหากว่าเราเห็นแค่มันซึมออกมาเล็กๆ หัวเราอาจจะมองไม่ออกว่า ปัญหาคืออะไรเหรอ แล้ว มันไหลออกมาแล้วยังไงเหรอ แต่ว่าถ้าหากว่าทำให้โลกหรือสถานการณ์นั้นๆมองให้ได้เห็นเด่นชัด "โดยการขยายส่วน" เพื่อให้คาดการเรื่องต่างๆได้ง่ายขึ้นก็ ผมก็จะคิดแบบนี้น่ะครับ " อืม … ถ้าหากว่าน้ำมันมันไหลออกมามากๆจากเครื่อง น้ำมันมันก็จะนองพื้น คนก็จะเดินเข้าไปที่เครื่องไม่ได้ย่ำไปมันก็จะเละเทะ ไหลเป็นทาง น้ำมันเจิ่งนองไปทั่ว มีกลิ่นเหม็นแล้วก็มีคราบน้ำมันทั่วเครื่องเมื่อเราเช็ดออก แล้วตอนเช็ดก็เช็ดยากอีกตะหาก" สมมุติว่า คิภาพออกมาได้แค่นี้ หรือออกมาเป็นอาการนี้ เราก็จะเห็นปัญหาที่คาดว่าจะเกิดได้ก็คือ พื้นจะเลอะ คนจะลื่นได้ง่ายๆ เครื่องจะไม่สะอาด การทำความสะอาดยากขึ้นเรื่อยๆถ้าหากว่ามีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น คนจะไม่อยากเข้าใกล้เคียงเพราะมันน่าขยะแขยงเป็นที่สุด .. เป็นต้น แม้ว่าแท้ที่จริงแล้ว น้ำมัน มันก็ไม่ได้ไหลออกมาเยอะแยะ แค่คาดคะเนถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ

วิธีการคิดแบบมองโลกให้ง่าย มันใช้ได้กับเรื่องทั่วไปในการคาดการณ์ผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในมุมมองอื่นๆ อีกน่ะครับเยอะแยะผมอธิบายตัวอย่างอีกสักอันก็ได้ เช่น ถ้าหากว่าเรามีข้อสงสัยว่าถ้าหาก่วายางรถยนต์มันลมไม่ได้เป็นไปตามที่กำหนด มันน่าจะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าหากว่ามันมากขึ้นนี้นิดหน่อย หรือว่ามันเเน่นน้อยกว่านี้นิดหน่อย อาการที่คาดว่าน่าจะเกิดหรือผลที่คาดว่าน่าจะเกิดคืออะไร ?  … คิดแค่นิดหน่อยมันคิดไม่ออกครับ ! เพราะงั้นผมคิดอย่างงี้กันเลยดีกว่า  .. "อืม .. ถ้ายางมันไม่มีลมเลยหรือแบนจัดๆ รถก็น่าจะวิ่งไม่ได้หรือถ้าวิ่งได้ก็วิ่งแบบหนืดสุดๆเหยียบมืดแล้วมันก็ยังไม่ค่อยจะไปเพราะว่าวงล้อเหมือนแค่แผ่นยางในเป็นวงเล็กลง เบรคก็ไม่น่าจะดีสักเท่าไหร่ หรือเบรคไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หรือเบรคทีก็แผ่นดอกยางลอกปาดหน้าพื้นกันไปเลย กินน้ำมันสุดๆเพราะอยากให้ไปมันก็ไม่ไปเท่าไหร่ ตัวรถจำต่ำเลียดดิน…" ครับ นั่นแปลว่า คิดแบบขยายกันเข้าไป ก็จะได้การคาดการณ์ว่า ถ้าหากว่ายางมันแบนไปนิดหน่อย มันก็น่าจะกินน้ำมันกว่าปกติเล็กน้อย เหยียบแล้วก็อัตราการกินน้ำมันจะสูงกว่า เพื่อให้ได้ระยะทางหรือความเร่งที่เท่ากัน ดอกยางน่าจะเสื่อมสภาพได้เร็วกว่า เพราะการเบรคจะกินดอกยางกว่าเดิมบ้างไม่มากก็น้อย ทีนี้คุณก็ลองคิดในทางกรณีที่ผมไม่ได้คิดให้ดูว่าจะต้องคิดยังไง ในกรณีของเมื่อลมยางมันมากกว่าทีกำหนดไว้บ้างจะให้ผลเป็นอย่างไร ? (ลองคิดว่าถ้าหากว่ามันเป่งสุดๆจะระเบิดแล้ว ผลมันก็จะเห็นได้ความว่าอย่างไรแล้วก็ลดทอนความรุนแรงนั้นลงน่ะครับ)

โดยรวมแล้วการทำโลกเราให้ง่ายเข้าเพื่อการคิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล Logical Thinking อาจจะทำได้โดยการคิดต่อไปนี้เป็นข้อๆหรือเล่นเอามันทุกอย่างรวมกันก็ได้น่ะครับ

การลดทอนตัวแปร : ตัวแปรแปลว่าปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบ ซึ่งความเป็นจริง เรื่องใดๆจะมีตัวแปรมากมายที่อาจจะมีผลกระทบ ทั้งที่เรารู้และไม่รู้ กรณีที่รู้ถ้าหากว่าประเมินไม่ได้อย่างแน่ชัดว่าจะมีผลกี่มากน้อยแล้วล่ะก็ไม่คิดมันซะเลยก็ได้ เพราะ ผลก็จะเหมือนๆกันเพราะเราไม่รู้นี่หน่าว่าผลจะเป็นอย่างไร งั้นเราไม่คิด หรือถอดมันออกจากปัจจัยไปซะก่อนในการคิดครับผม

การลดทอนปริมาณ : ถ้าหากว่าจำเป็นต้องดิวกับตัวเลขหรือข้อมูลทางสถิติเป็นปริมาณมาก เราเดาเอาก่อนได้โดยใช้ตัวเลขที่กลมๆง่ายๆเข้าไป เพื่อทำให้โจทย์ง่ายลง ถ้าหากว่าคุณคิดแบบปริมาณน้อยๆได้แล้วค่อยขยายส่วนออกเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงจริง อาจจะได้แนวคิดอะไรก่อนหน้าเพื่อใช้กับตัวเลขหรือปริมาณจริงได้ไม่ยากน่ะครับ

การขยายส่วนเกินจริง : อันนี้คือการกรณีที่ผมยกตัวอย่างเอาไว้เมื่อครู่ครับ คือ การทำให้เรื่องเกินจริงมากๆ ไม่ว่าจะคิดให้มันน้อยมาก มากไปมากๆ หรือ เกิดเหตุที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ก็จะคิดว่าถ้าหากว่ามันเป็นอย่างงั้น เพื่อให้เราคิดภาพหรือแนวทางใดๆออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วค่อย soft ภาพนั้น หรือ ความคิดที่ได้นั้นกับส่วนที่สมเหตุสมผลมากขึ้น

การขยายส่วนเกินจริงเป็นวิธีการคิดที่เราจะพบได้บ่อยหน่อยในการออกแบบกระบวนการทำงานใดๆเพื่อรองรับลูกค้าหรือออกแบบ service เช่น ถ้าหากว่าคุณมีปริมาณสินค้ามากๆต่อวัน จะต้องกำหนดให้ใครทำอะไร หรือ ถ้าหากว่าคุณมีลูกค้ามากๆต้องวัน ต้องมีคนทำหน้าที่อะไรบ้างแล้วแบ่งงานกันทำอย่างไร ในทำอะไรทีไหนเมื่อไหร่ ( contact point ลูกค้าหน้าตาเป็นอย่างไร ) คุณจะคิดไม่ครบถ้าหากว่าคุณคิดว่าปริมาณลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการมันน้อยๆ เพราะคุณจะคิดว่า อืม .. เอายังไงก็ได้ ใช้คนเดียวกันทำได้หมด โดยที่คุณจะไม่คิดแยกหน้าที่กัน แม้ว่าแท้ที่จริงแล้ว คุณจะใช้คนๆเดียวทำงานได้แต่สุดท้าย ถ้าหากว่ามันเพิ่มมากขึ้น คุณรู้แล้ว ว่าจะให้ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร และ มากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นการกระจายโหลดงานของคนได้ดีกว่าเดิมครับ

เนื่องนี้จริงๆแล้วจะต้องเน้นการยกตัวอย่างให้มาก แต่ก็อีกแต่ละคนก็อยู่คนละเรื่องละราวการยกตัวอย่างเรื่องยาง มันฟังดูง่ายไป หรือว่าแค่นี้ทำไมต้องมาคิดอย่างงี้ แต่ผมต้องการแค่จะขยายส่วนเพื่อให้คุณได้เห็นภาพลักษณะการคิดเท่านั้นครับ ยังไงซะลองเอากลับไปใช้ ถ้าหากว่าคุณเจอเรื่องใดๆที่จำเป็นต้อง "คิด" และ "ตัดสินใจ" ด้วยเหตุผลครับ ลองขยายส่วนมัน ตัดปัจจัยให้ง่ายเข้า หรือลดปริมาณตัวเลขลงในระดับหน่วยที่สมองเราคิดออกง่ายๆ ทั้งหมดถือเป็นการ "ทำโลกให้ง่ายลง" เพื่อสะดวกในการคิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุผลนั่นเองครับ

อ่านแล้วงงๆหรือว่าไม่เก็ตอะไรไม่เข้าใจ หรือ อ่านแล้วว่ามันไร้สาระก็เม้นท์กันหน่อยน่ะครับนั่น .. ก็แค่อยากจะบอกน่ะหละ แหม .. เอาอะไรมากเนาะ อิอิ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ยกตัวอย่างการคิด
  • โลกเรามันซับซ้อน

เนื้อความผมพิมพ์เพื่อเตือนตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่ที่ Blog นี้ (คนอื่นไม่ต้องอ่านก็ได้น่ะครับ)

เหตุผลที่ผมพิมพ์เนื้อความไว้ที่หน้า Blog

เพื่อทำให้ตัวเอง Google เนื้อความหรือเรื่องที่ตัวเองอยากจะ Note เก็บเอาไว้ หรือ อาจจะเรียกได้ว่า เขียนให้ตัวเองอ่าน (เหมือนกับ content นี้น่ะหละ คนอื่นอ่านไปก็งั้นๆ ผมพิมพ์ไว้เพื่อบอกตัวเองโดยแท้)  เรื่องราวที่ผมอยากจะเก็บเอาไว้ก็จะเป็นพวก program freeware ที่ผมเจอมาแล้วก็ถ้าหากว่าผมไป Google อีกทีก็ไม่เจอกันแล้ว เจอหนเดียวแล้วก็ไม่เจอกันอีก แต่ก่อนก็ไม่ได้มี online Bookmarking ซะด้วยซิ ก็เลยใช้พิมพ์ Blog เอาดีกว่าเพราะว่า ใช้ Search Engine ของ Google มาค้นหาเนื้อหาตัวเองได้ด้วยเจ๋งดีน่ะครับ แล้วก็นอกจากนี้ถ้าหากว่าคนอื่นหลงมาอ่านหรือว่าค้นหาเรื่องประมาณเดียวกันก็น่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นต่อไปอีก ไม่ได้มีประโชน์แค่ตัวเองยังไงล่ะครับ

เพื่อทำให้ตัวเองคิดให้ชัดกว่าเดิม 

เหตุผลข้อนี้อาจจะฟังดูแปลกๆ ว่าทำไมการคิดใหชัดคืออะไรผมก็อยากจะบอกไว้ซักหน่อยว่า ผมเชื่อว่า การคิดอยู่ในหัวแล้วไม่ได้บอกกล่าวหรือเขียนออกมาไม่นานนักความคิดเหล่านั้นมันก็จะเลอะเลือนไปครับ หรือไม่ก็ถ้าหากว่าเราคิดว่าเราคิดอะไรได้ เราก็ต้อง note เก็บเอาไว้หรือบันทึกออกมาเพื่อให้มันโดนกลั่นออกมาเป็นเรื่องราวที่บอกคนอื่นต่อได้ เป็นการ จัดภาพความคิดให้กับตัวเอง เห็นภาพที่ตัวเองคิดได้อย่างชัดเจนมากกว่าเดิม เพราะว่าถ้าหากว่าภาพไม่ชัดแล้วไซร้ ฤ จะพิมพ์ออกมาบอกคนอื่นเค้าให้เข้าใจได้ (ว่าไปนั่น)

เพื่อทดสอบว่าการ Blog หาเงินได้

ซึ่ง ณ เวลานี้ผมค่อนข้างมั่นใจมากแล้วว่ามันทำได้จริงๆน่ะครับแล้วก็เชื่อด้วยว่าต้องมีเยอ่ะคนที่ใช้ชีวิตด้วยการ Blogging อย่างเดียวก็มีน่ะครับ ตอนแรกนึกว่าพวกฝรั่งเค้าโม้ซะอีก แต่ว่าแค่ลองแบบไม่ได้ตั้งใจอะไรมากมาย เพราะผมพิมพ์เนื้อความด้วยเหตุผลสองข้อข้างตันแล้ว แล้วประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นรองน่ะครับ ปรากฏว่าผมก็ได้ cash เข้า account ที่เปิดไว้ที่อเมริกาโดยที่ผมไม่คิดจะถอนมันออกน่ะครับ คิดแค่ว่าจะใช้มันยังไงดีซะมากกว่าครับ ^_^

เพื่อฝึกการกลั่นความคิดออกมาเป็น text และพิมพ์ให้เร็วเท่าที่คิด

ผมว่าเป็นทักษะหนึ่งที่รองลงมาจากการอ่านภาษาอังกฤษให้ได้เข้าใจด้วยเวลาอันสั้นครับ เพราะผมอยากจะที่ note ความคิดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน่ที่หน้างานจริงๆ หรือเพื่อเป็นการ reflect  ความคิดของผมเมื่อมีเวลาระหว่างเดินทางหน้าว่าระหว่างเวลาว่างๆน่ะครับ

เพื่อเอาไว้ลองทำการตลาดสินค้าใดๆที่อยากจะทำ

เพราะว่าถ้าหากว่าทักษะนี้ได้เป็นของแถมแล้วไซร้ มันก็จะเป็นเรื่องของอนาคตว่าเราก็จะขายอะไรก็ได้ เพราะว่าสินค้ามันไม่ได้จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่เรารู้จักครับ มันอาจจะเป็นแค่สินค้าที่คุณสนใจใดๆก็ได้ หรือว่าเราอาจจะเอาความรู้ความคิดนี้ไปใช้ในการ promote สินค้าให้กับคนอื่นก็ได้ด้วย อืม .. ก็น่าสนใจน่ะครับ เป็นความรู้ที่ติดตัวแล้ว ผมคิดว่ามีประโยขน์เนาะ

เหตุผลหลักๆของการ Blogging ของผมก็ประมาณนี้ เพราะฉะนั้นแล้วการที่ Google Bot หลงทางไปไม่ได้มา index หน้าผมสักเท่าไหร่ผมก็คิดว่าจริงๆ แล้ว ถ้าหากว่ามองย้อนไปประเด็นแรกๆหรือเหตุผลสำคัญของผมในการ BLog เรื่องที่ Google Bot จะแวะมาหาผมน้อยหน่อยก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องเครียดแต่ประการใดน่ะครับ แต่ว่ามันก็แค่อาจจะ effect เรื่องของการ marketing เสียหน่อยซึ่งก็เป็นเรื่องรองๆ ลงมาแล้วน่ะครับ เอาล่ะ แต่ว่าผมก็จะหาความจริงว่ามันเป็นเพราะอะไรแล้ว ผมก็จะดูอยูดีน่ะครับว่า คนที่ไหลเข้าหน้าเว็ปผมจะทำให้มันเยอะกว่านี้ได้ยังไงเ
พราะว่านานแล้ว rate คนที่เข้ามาที่หน้าเว็ปผมมันก็ไม่ได้ขึ้นมามากมายอะไรสัก (แล้วตอนนีก็ลดลงแล้วอีกตะหาก) ต้องคิดให้ได้ซิครับว่าจะ market content ตัวเองได้ยังไงกันนะ .. สู้ๆ ..

การคิดวางแผนระยะยาวเป็นเรื่องคาดเดา และ ลองคิดให้สั้นเข้าดีกว่าเพื่อการตัดสินใจที่ฉลาดกว่าเดิม

——————————————–
note : ปกติเนื้อความเชิงนี้จะอยู่ที่ blogspot ที่ผมพิมพ์เก็บเอาไว้น่ะครับแต่ว่าปีนี้ผมกะว่าจะยุบเนื้อหาให้เหลือเอาไว้ที่เดียวคือที่ rackmanagerpro.com นี้น่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากว่าอยากอ่านเรื่องประมาณนี้ ก็แวะเข้าไปดูได้ที่ Blogspot ของผมกันได้น่ะครับ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า ผมอยากขขาย ZONE เนื้อหาให้มีความเป็น personal มากขึ้นที่ website แห่งนี้ด้วยน่ะครับ ท่าทางว่าจะเจ๋งดีครับก็ลองอ่านดูเองแล้วกันนะครับเผื่อว่าจะถูกใจเป็นแฟนพันธ์แท้กันได้ครับ
——————————————–

วันก่อนผมมีโอกาสมานั่งคิดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการนำเสนอสินค้าให้กับคนที่มีโอกาสเป็นคู่แข่งได้ในสินค้าที่คตัวเองไม่สามารถที่จะทำตลาดได้ ปรากฏว่า ก็เริ่มคิดว่า ถ้าหากว่าเรานำเสนอและ ลูกค้าคนนี้เกิดทำตลาดได้จะเป็นอย่างไรกัน ปรากฏว่า outcome หรือผลลัพธ์ มันออกมาได้เยอะแบบมากๆ จนแทบคิดไม่ได้ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรกันแน่ ตอนนั้นผมก็คิดว่า เราอาจจะใช้ Decision tree เข้ามาใช้ได้ซึ่งแท้ที่จริงแล้วถ้าหากว่าเป็นเลือกของโลกความจริง (real world situation) ไม่สามารถที่จะใช้ Decision Tree เพื่อกำหนด outcome ได้ในทุกกรณีได้ เพราะมันไม่ได้เป็นตัวเลขยังไงล่ะครับ .. แล้วมันก็ไม่สามารถแปลงผลลัพธ์ทั้งหมออกมาเป็นตัวเลขได้อีกต่างหาก

มันอาจจะเป็นการใช้วิธีคิดที่ผิดวิธีการไปหน่อยก็อาจจะเป็นไปได้ครับ ก็เลยคิดว่า มันเป็นเรื่องของการคิดแบบ Game theory หรือเปล่าน้า แต่ก็อีก สมมุติฐานหนึ่งของ Game theory คือ เรารู้เขารู้เราและผู้เล่นทั้งสองฝ่ายมีความเป็น rational สุดๆ หรือเรียกได้ว่า Logic สุดๆเท่าที่โลกเราจะคิดได้ครับ ซึ่งแปลว่าเรื่องนี้จะผ่านกระบวนการคิดอย่างจริงจังทั้งสองฝ่าย นั่นก็แปลความได้เหมือนเดิมน่ะครับ เอาแค่ว่า ตัวผมคิดก็คิดไม่ได้ทั้งหมดแล้ว หรือว่าก็ไม่ได้มีเหตุมีผลได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนั้นครับ ก็เลยคิดเอาว่า อย่าไปคิดอะไรอย่างงั้นดีกว่าครับ

ลองกลับไปมองอีกแบบว่า เราคิดอะไรที่มันเยอะ case และผลลัพธ์ที่จะออกมามันทำนายผลไม่ได้ทั้งหมด ก็เลยต้องคิดให้ง่ายกว่าเดิมน่ะครับ คือ คิดแค่เหตุผลตรงหน้าพอ (ไม่ต้องคิดลึก) เพราะอะไรน่ะครับ เพราะถ้าหากว่าเรารู้ผลลัพธ์มากขึ้นการคิดตัดสินใจใดๆมันจะง่ายมากขึ้นดว่าเดิมยังไงล่ะครับ เหตุผลก็ง่ายๆแค่นี้น่ะหละครับ ..

ตัดสินใจเรื่องเล็กง่ายกว่าตัดสินใจในเรื่องใหญ่ เรื่องแบบนี้ผมไม่ต้องบอกใครๆก็รู้แต่ว่าคนเรามักอยากจะคิดและตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญในผลลัพธ์นั้นๆ ถ้าหากว่ามันออกมาดีครับ แต่ว่าถ้าออกมาไม่ดีก็ลืมๆไปซะ ก็ไม่ได้มีใครจะมาว่าได้กันได้อยู่แล้วล่ะครับ ใครๆก็รู้วิธีทางหนีทีไล่ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นการใช้ time delay ปล่อยมันช้าหน่อยคนอืน่ก็จะลืมไป หรือว่าจะใช้วิธีการหาเหตุผลใดๆ เพื่อให้เป็นแพะแทนก็ได้ไม่ยากน่ะครับ เรื่องแบบนี้คุณเจอเองคุณก็จะคิดออกได้ไม่ยากว่าจะต้องโบ้ยไปยังเหตุผลเรื่องใดครับ

การตัดสินใจเรื่องเล็กๆไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้คิดใหญ่แต่อย่างใด การตัดสินใจเรื่องเล็กแปลว่า มันจะตัดสินใจได้ไม่ยาก คิดไม่ยาก และ เราจะรอให้เกิดผลลัพธ์ออกมาก่อน เพื่อตัดสินใจเล็กครั้งต่อไปน่ะครับ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดไปเราก็แค่ ซอ่มมันเท่านั้นเอง ไม่จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ถอยไม่ได้หรือว่ากลับลำไม่ได้ ลองคิดดูซิครับ ว่าถ้าหากว่าเราตัดสินใจโดยเหมารวบเรื่องทั้งหมดให้เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ตัดสินใ
จไปซะ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดไป แล้วเกิดการลงทุนไปแล้ว เราจะเกิด sunk cost หรือต้นทุนจมที่ผมเคยอธิบายเอาไว้แล้วก่อนหน้า (ที่ http://rackmangaer.blogspot.com ค้นหาคำว่า sunk cost ครับ) ทำให้คนเราหลงผิดหนักไปเรื่อยน่ะครับ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า คุณโดนจิตตัวเองหลอก ทำให้ตัดสินใจต่อไปด้วยความผิดพลาดที่ตัวเองก็ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่าจะทำอะไรให้เดินหน้าด้วยเวลาอันสั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ คิดการใหญ่ ตั้งเป้าหมายเอาไว้แค่ในใจก็ได้ว่าจะทำอะไร แล้วก็ลองเดินดุ่มๆทำดู กล้าตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ โดยต้องทำเรื่องทั้งหมดให้เป็นเรื่องเล็กด้วยน่ะครับ เราก็จะตัดสินใจได้ด้วยตัวเองแบบว่า ถ้าคิดผิดก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ซ่อมมันได้ไม่ยากไม่มีทุนจมทางความคิดอีกตะหาก ตัวอย่าง ที่ผมเห็นก็ออกจะมีเยอะแยะน่ะครับ เรื่องทำการเรื่องใหญ่ให้เป้นเรื่องแล้วตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น น้องผมจะโดน assign ให้ออกแบบลายผ้าแล้วก็เอาเข้าหน้าร้านเพื่อขาย สิ่งที่พึงกระทำก็คือ ทำให้ของมันมีปริมาณไม่มาก ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเริ่มเป็นเรื่องเล็ก เราสั่งผลิตได้เองในปริมาณไม่มาก แล้วเอาไปลองขายดูหน้าร้าน ดูว่ามันอยู่นานแค่ไหนกว่าจะมีคนเห็น โดยการ promote มันให้สุดๆเท่าที่จะทำได้ (เพราะว่าตอนนี้การ promote ไม่ได้ถือเป็น Cost แต่ประการใดๆ ไม่ว่าจะเป็น Promote ่ผ่านหน้าเว็ป หรือการวางย้ายตำแหน่งสินค้าเพื่อให้เห็นได้โดดเด่นก็ได้) แล้วสิ่งที่ทำก็รอครับว่ามันขายมากแค่ไหน แค่นี้ เราก็จะได้ "ข้อมูลเพิ่ม" เพื่อเอาตัดสินใจเล็กๆต่อไปครับว่าจะทำเพิ่มมั้ย เท่านั้นเองครับ ผมยกตัวอย่างแบบนี้มันดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนที่ใครๆเค้าก็ต้องทำแบบนี้ แต่ว่าผมอยากจะบอกว่า ทุกคนไม่ได้คิดแบบนี้เหมือนกันหมดหรอกครับ ถ้าหากว่าคนที่มีอีโก้ หรือมีการทำงานแบบ aggressive แล้ว จะมีการทุ่มทุนสร้างโดยไม่สนใจแบ่งเรื่องให้มันเล็ก ก็คนมันใหญ่ก็ต้องคิดใหญ่ ตัดสินใจเรื่องให้ใหญ่ยังไงล่ะครับ ผมก็ชอบน่ะครับ มันดูเท่ห์ดี แต่ก็อีกถ้าหากว่าคิดแบบ rational หน่อยแล้ว การแบ่งเรื่องให้ tiny ๆ น่ารักๆลงเพื่อการตัดสินใจให้ง่าย และ รอให้ได้ข้อมูลเพิ่มกลับเป็นเรื่องที่ฟังดู make sense กว่ามากๆ ถ้าหากว่าไม่ได้มีคนบอกก็ไม่ได้ฉุกคิดกันได้ง่ายๆ ครับ เอาเป็นว่าถ้าหลงมาอ่านก็เตือนพี่ๆเพื่อนๆน้องๆหน่อยแล้วกันนะครับว่า เรื่องแนวคิดแบบนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องฉุกคิดขึ้นมาครับ อย่าหลงมัวเมากับความมันส์ เพื่อที่จะชนะกับข้อมูลที่แม่นขึ้น เพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นดีกว่าน่ะครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...