จะมีหลักการคิดอย่างไรถ้าต้องเปลี่ยน Smart Phone ใหม่ มันคุ้มค่าต่อการ upgrade เปลี่ยนรุ่นแล้วอย่างงั้นหรือ?

iphone-change



แต่ก่อนนั้น ปกติแล้วผมไม่ค่อยอยากจะเปลี่ยนโทรศัพท์กันบ่อยๆสักเท่าไหร่ เนื่องด้วยจะต้องเรียนรู้ function ใหม่ การใช้งานแบบใหม่ แล้วก็วิธีการตั้งค่าอะไรสารพัดใหม่ๆ แต่ว่านั้นมันเมื่อก่อน ตอนนี้โลกโทรศัพท์มันไม่เดิมอีกต่อไปแล้ว เพราะค่าย software ของโทรศัพท์มันก็มีแค่ไม่กี่ค่ายเท่าไหร่ อันได้แก่ แอนดรอยด์โฟน วินโดว์โฟน (ตอนนี้เพิ่งจะเข้ามาในตลาด) และอีกเจ้าก็คือ แอปเปิ้ลโฟน พวกไอโอเอสอะไรพวกนั้น ทำให้ถ้าหากว่าผมมีประสบการณ์กับ OS ประเภทไหนแล้ว การเปลี่ยนเครื่องก็จะเป็นแค่การ update function การเพิ่มความสามารถเครื่องเชิง hardware แล้วก็การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง application ที่สร้างใหม่เพื่อใช้กับ hardware ใหม่ๆที่มีการเพิ่มเติมดีขึ้นไปอีกสำหรับ Smart Phone รุุ่นที่ใหม่กว่า

ทำให้การเปลี่ยนโทรศัพท์เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้อะไรกันใหม่อีกต่อไป สำหรับคนที่เคยใช้ทั้ง Andriod และ Apple Phone (iPhone) แต่ว่าประเด็นที่จะว่ากันในวันนี้ก็คือ ถ้าหากว่าผมจะเปลี่ยนจากโทรศัพท์ประเภทเดิมให้เป็น version ของ hardware ที่แรงขึ้น จะต้องคิดยังไงกันมั่ง คุณอาจจะลองคิดเหมือนผมก็ได้ครับ นั่นก็คือ การใช้แนวคิดของ “ค่าเช่าโทรศัพท์” เพื่อดูว่าคุณควรจะเอาเครื่องเก่าไปขายเสียแล้วก็เอาเงินที่ได้มาซื้อเครื่องใหม่แทนครับ

iphone 4 calculation

คุณซื้อมาทำไมบอกว่ามีค่าเช่าโทรศัพท์ ?

จริงๆแล้วผมต้องบอกก่อนว่าเรื่องนี้เป็นแค่แนวคิดเท่านั้นเพื่อให้คุณประเมินได้ว่า คุณควรจะเลือกซื้อหรือขายตอนไหนด้วยเหตุผลของค่าใช้จ่ายที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว นั่นก็คือ การที่คุณมีโทรศัพท์เป็นของตัวเองแล้วใช้ไปทุกวันๆ ปรากฏว่า เมื่อเวลาผ่านไปคุณก็จะขายโทรศัพท์ตัวนั้นได้ด้วยราคาไม่เท่ากับที่คุณได้ซื้อมาครับ 

ลองคิดแบบนี้ดีกว่า สมมุติว่า คุณซื้อโทรศัพท์ iPhone 6 มาแล้วปรากฏว่าใช้ไปได้ 100 วันแล้วคุณก็ขายต่อได้ด้วยราคาที่เท่าเดิมทุกประการ แปลว่า “ไม่เกิดค่าใช้ค่าเช่าโทรศัพท์” เหมือนกับว่าคุณได้ใช้โทรศัพท์ไป 100 วันฟรีๆยังไงล่ะครับ แต่ว่ากรณีนี้เรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้ครับ เหตุการณ์โลกแห่งความจริงนั้นแย่กว่านั้นมาก เพราะถ้าหากว่าคุณเลือกใช้โทรศัพท์ที่ไม่มีความคล่องตัวในการขาย หรือเรียกว่า ไม่ฮิตไม่มีคนรู้จัก การขายต่อทำไม่ได้หรือขายได้ยาก จะทำให้มูลค่าตกทันทีตั้งแต่วันแรก เช่น ถ้าหากว่าคุณซื้อโทรศัพท์หัวเฮ่ยเอวัน 10,000 บาท แล้วคุณบอกว่าอืม .. ไม่เอาแล้วขายกลับในวันเดียวกัน ปรากฏว่าคนซื้อคนรับซื้อในราคา 5,000 บาท แปลว่า คุณเกิดค่าเช่าโทรศัพท์วันนั้นเสียไปทันที 5,000 บาทนั่นเอง

ตัวอย่างการคิดค่าเช่าโทรศัพท์ HTC one X

ค่าเช่าโทรศัพท์นั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายทิ้งไป มันคือผลต่างหน่วยเป็นบาทของ “ราคาที่คุณซื้อมา” และ “ราคาที่คุณจะขายไปได้” แล้วเอาผลต่างนี้มาหารด้วยจำนวนวันหรือเดือนที่คุณใช้ไปทั้งหมด แปลว่า คุณต้องจดวันที่คุณซื้อมาว่าซื้อมาเมื่อไหร่ และ วันที่คุณคิดว่าจะขายไป เพื่อจะได้เงินเอาไปซื้อเครื่องใหม่ คุณจะเห็นว่า “ค่าเช่าโทรศัพท์จ่ายทิ้ง” นั้นเป็นเงินต่อเดือนสักเท่าไหร่ แล้ว การที่คุณเห็นค่าใช้จ่ายแบบค่าเช่าโทรศัพท์แบบที่ว่านี้ มันก็จะทำให้คุณรู้ได้ด้วยว่า คุณเสียเงินกับตัวเครื่องโทรศัพท์ต่อเดือนเฉลี่ยเท่าไหร่ แล้วยังต้องรวมกับค่าโทรศัพท์รายเดือนที่คุณต้องเสียไปอยู่แล้ว และนั้นก็คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเดือนสำหรับการที่คุณมีโทรศัพท์ใช้งานได้ยังไงล่ะครับ

การซื้อโทรศัพท์ถูกไม่ได้แปลว่า “ค่าเช่าโทรศัพท์” จะประหยัดกว่า

อย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างไปแล้ว คุณไม่ได้จำเป็นต้องเลือกโทรศัพท์ที่ถูก เพื่อให้คุณเสียค่าเช่าโทรศัพท์ที่ประหยัดกว่า แต่ตรงกับข้ามคุณกลับต้องเลือกโทรศัพทืที่มีผลต่างระหว่างราคาที่คุณซื้อและ ราคาที่คุณจะขายไปให้ได้มูลค่ามากเข้าไว้เพื่อทำให้คุณประหยัดค่าใช้โทรศัพท์ต่อเวลาให้ได้มากที่สุด การตาม Trend หรือตาม fashion โทรศัพท์กลับเป็นเรื่องที่้พึงกระทำถ้าหากว่าคุณรู้ว่ารุ่นไหนขายดีขายง่าย คุณนิยมแล้วล่ะก็ โอกาสที่คุณจะทำให้ตัวเองประหยัดแบบแนวคิดเรื่องค่าเช่าโทรศัพท์นี้ก็จะเกิดขึ้นได้

เพื่อเป็นการทำให้ค่าเช่าโทรศัพท์ที่เกิดขึ้นกับการใช้มือถือของคุณน้อยเท่าที่คุณรับได้ ผมมีข้อแนะนำต่อไปนี้

1. เลือกรุ่นที่นิยมเพื่อให้ราคาขายต่อให้มากที่สุด
2. ให้เก็บกล่องทั้งหมดเอาไว้เพื่อให้ภาพลักษณ์ในการขาย เหมือนว่าเพิ่งซื้อมาไม่นานมากนัก (เพราะอุปกรณ์ดูสะอาดอยู่ครบ)
3. การขายต่อเลือกขายให้กับคนทั่วไป ที่จะซื้อไปเพื่อใช้ก็จะทำให้คุณได้ราคาขายที่มากขึ้นดีกว่าการขายตามตู้โทรศัพท์ เพราะ พวกนี้จะต้องเอากำไรอีกต่อหนึ่ง (อันเนื่องมาจากการได้ประโยชน์ของหน้าร้าน และโอกาสขายที่มากกว่า ที่คุณจะขายเอง)
4. การใช้งานโทรศัพท์ ต้องถนอมเสียหน่อย เพื่อไม่ให้เกิดริ้วรอยรุนแรง บิ่นหักงอ หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้มันดูราคาตกไปได้เยอะๆ
5. เลือกสีที่ดูมีราคามากกว่า (แม้ว่ามันราคาเท่ากัน) และเป็นที่นิยมมากกว่า อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตัดสินให้ถามคนขายจะรู้ว่าสีไหนขายดีกว่า แบบไหนขายดีกว่าเป็นต้น

rackmanagerpro.com © 2019 All Rights Reserved

Rackmanagerpro.com all right reserved 2007 - 2018

Copyright by Rackmanagerpro.com

Content Creted by Rackmanagerpro.com