ผมมีโอกาสได้ลองค้นหาดูว่า เราจะรู้ตัวก่อนว่า เรามีโอกาสเป็นเบาหวานอะไรมากน้อยแค่ไหน โดยการเจาะเลือดทดสอบเพียงครั้งเดียวแล้ว ไม่ต้องยุ่งยากอะไรมาก แค่เดินไปที่ห้องแล็ปสำหรับการทดสอบทางการแพทย์ที่ใกล้บ้านแล้วก็บอกเขาว่าอยากจะทดสอบอะไรแล้วก็ทำให้เราได้ผลลัพธ์เพื่อมาประเมินได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งพาแพทย์ เพื่อบอกให้เรารู้ตัวว่า “เรากำลังเข้าใกล้ความเป็นเบาหวานแล้วหรือยัง” แบบรวดเร็วในวันเดียว และ ต้องราคาไม่แพง และการทดสอบเลือดที่ว่านี้คือ การเจาะเลือดเพื่อดูค่า Fasting Glucose และ Fasting insulin พร้อมกัน แล้วเอามาคำนวณ ออกมาเป็นค่าที่ชื่อ ประหลาดสักหน่อยที่เรียกว่า HOMA-IR
ทำไมเราถึงอยากจะรู้ก่อนว่า เรามีสภาพเข้าใกล้จะเป็นเบาหวานแล้ว ?
ทั้งนี้สำหรับที่ต้องการทำ bio-hacking เพื่อลดโอกาสการเป็นโรค NCD ทั้งหมด เราต้องรู้ให้ได้ไวมากกว่าคนอื่นๆว่า เรามีสภาพของระบบเผาผลาญและการจัดการน้ำตาลเป็นปกติอยู่หรือไม่ อยู่ในระบบ healhty หรือ Optimal เลยหรือไม่ เพื่อเอาไว้บอกได้ว่า เรายังคงจัดการระบบพลังงานหลักของร่างกายได้เป็นอย่างดีอยู่ การตรวจ HOMA-IR มันจะบอกได้ ณ ตอนนั้นเลยว่า “คุณมีภาวะดื้ออินซูลินแล้วหรือยัง?” ได้โดยการวัดแค่สองค่าที่ว่าแล้วเอามาคำนวณออกมาเป็นตัวเลข และ ภาวะดื้ออินซูลินนั้นจะเป็นตัวบอกได้ไว กว่าการตรวจด้วยค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) เป็นปีๆก่อนๆหน้า และ หากค่า HOMA-IR มันไม่ดีมันถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงเข้าแทรกแทรกพฤติกรรมการกิน และ การออกกำลังกายแล้ว ก่อนที่จะเป็นเบาหวานได้ และย้อนสภาพร่างกาย เพื่อให้กลับเป็นสภาพปกติได้ตั้งแต่รู้ตัวด้วยระยะเวลาราว 3 เดือน โดยการเน้นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดน้ำหวาน และ น้ำตาลออกจากพฤติกรรมการกิน แล้วก็ลดปริมาณคาร์บ ออกจากชีวิตประจำวันทุกวันไปเรื่อยๆสามเดือน เพื่อทำให้ค่ากลับมาเป็นปกติ
แล้วอะไรล่ะ ? มีผลต่อค่า HOMA-IR ของคุณ
ค่า HOMA-IR สามารถได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหาร และภาวะสุขภาพโดยรวม โดยในด้านอาหาร การรับประทานคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลในปริมาณสูง รวมถึงการบริโภคอาหารแปรรูปมากเกินไป อาจทำให้ระดับอินซูลินในร่างกายเพิ่มขึ้นได้ ขณะเดียวกัน การได้รับโปรตีนและไขมันดีไม่เพียงพอก็มีส่วนทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแย่ลง เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่เกิดจาก Life style ที่เราบริโภคอาหาร และ ในด้านไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยเคลื่อนไหวหรือขาดการออกกำลังกายส่งผลให้ความไวต่ออินซูลินลดลง นอกจากนี้ ความเครียดเรื้อรังและการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่เพียงพอ โดยเฉพาะน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่รบกวนระบบเผาผลาญ รวมถึงพฤติกรรมอย่างการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปก็มีผลกระทบเช่นกัน
นอกจากนี้ ในส่วนของภาวะทางการแพทย์ ความไม่สมดุลของฮอร์โมน พันธุกรรม รวมถึงโรคบางชนิด เช่น ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ไขมันพอกตับ โรคอ้วน ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม และความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ล้วนสามารถทำให้ค่า HOMA-IR สูงขึ้นได้เป็นผลลัพธ์สุดท้าย ที่ทำให้ระบบเผาผลาญเกิดปัญหา และเป็นหนทางสู่การเป็นเบาหวานในที่สุด
เราจะอ่านค่าออกมาได้ความหมายว่าอะไรยังไงบ้าง ?
ค่าช่วงอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามภูมิภาค วิธีตรวจของแล็บ หรือโปรไฟล์ของผู้ป่วย แต่โดยทั่วไปสามารถตีความได้ดังนี้
<1.0 → ไวต่ออินซูลินดีมาก (ดีเลิศประเสริฐศรี)
1.0–1.9 → ความไวต่ออินซูลินปกติ (สำหรับคนทั่วไป สุขภาพดี)
2.0–2.9 → เริ่มมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (โซนเตือนว่าให้ระวังแล้ว)
≥3.0 → ภาวะดื้อต่ออินซูลินชัดเจน (ต้องเริ่มแก้ไขหากไม่ทำอะไรต่อจะเป็นเบาหวานอีกไม่นานนัก ยังอยู่ในระยะที่ย้อนกลับเป็นปกติได้ก่อนเป็นโรค)
ทั้งนี้ ถ้าหากว่าค่า HOMA-IR ยิ่งค่าต่ำ แสดงว่าเซลล์ของคุณตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีมาก ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ เราตรวจเพื่อให้รู้ตัวก่อน
ถ้าหากว่าค่ามันดีขนาดนั้นทำไม Package ตรวจสุขภาพไม่มีเรื่องนี้อยู่ในนั้น ?
ต้องบอกว่า การตรวจสุขภาพมีเอาไว้เพื่อคัดกรองคนป่วย ออกจากคนไม่ป่วย สำหรับคนป่วยในระบบเผาผลาญพังนั้น ก็คือ คนเป็นโรค NCD แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วนเบาหวาน และอื่นๆ ที่เรารู้และเข้าใจกันดี และ ต้องทำการ “รักษา” แล้วเพื่อให้หมอได้พิจารณายา และ การรักษา เป็นสำคัญ การตรวจสุขภาพสำหรับ Package ธรรมดา วัตถุประสงค์เป็นแบบนั้น เว้นแต่ว่า Package ถูกออกแบบมาเพื่อ Longivity หรือ เพื่อการดูแลสุขภาพเป็นสำคัญ ถ้าหากว่า คุณลองคิดให้ดีๆ โรงพยาบาลไม่ได้ต้องการคนไม่ป่วย เพื่อเข้าสู่การรักษา เขาต้องการหาคนป่วยต่างหาก และ มันสวนทางกับ คนที่อยากจะมีสุขภาพดีที่ คิดว่าตัวเอง ไม่อยากจะป่วย ! ต่างหาก ไม่ใช่ป่วยแล้วมากินยารักษาอะไรแบบนั้น โลก เราเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และข้อมูลมีมากขึ้นทำให้เราสามารถก้าวข้าม การออกแบบ Package การปรึกษาแพทย์เฉพาะเรื่องของอาการของโรค และ เราควรเข้าถึงการตรวจในระดับป้องกันการป่วยซะมากกว่า
ค่า HOMA-IR เป็นค่าที่คนส่วนมาก ไม่รู้จัก แม้กระทั่งคนเป็นแพทย์ก็ตาม เพราะมันบอกเร็วเกินไปว่าเป็นโรคหรือไม่ มันเป็นตัวบอกระดับว่า “คุณกำลังจะเป็นโรค” ต่างหาก ทำให้เรื่องนี้ไม่ได้รับการส่งเสริมบอกต่อ หรือ แสดงข้อมูลในการตรวจสุขภาพทั่วไป ทั้งๆที่เป็นค่าที่ดี การตรวจประหยัดเงินเพียงหลักร้อย (และมันประหยัดกว่ามากหากคุณจะต้องไปรับยาหรือเข้าการรักษาเบาหวาน) จริงๆแล้วมันควรจะเป็นค่าที่ mass เอามาก และ ควรได้รับรู้เห็นในประชาชนวงกว้าง
ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า การวัดค่า ประเมินค่าทางชีวภาพใดๆ เพื่อบอกได้ว่าตอนนี้เราเริ่มออกนอกกรอบสุขภาพที่เป็น “ปกติ” ได้ไวมากที่สุดนั้นเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราต้องมากังวลก่อน ปรับตัวก่อน หรือหาแนวทางแก้ไขก่อน ก่อนที่จะเป็นโรคได้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องรับสภาพ ด้วยวิธีการว่า ไม่อยากจะมาป่วยก่อนแล้วค่อยมารักษา มันเป็นเรื่องล้าสมัยไปมากและมีแต่คนหัวโบราณเท่านั้นที่คิดว่า ก็ปล่อยๆไปไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องรู้ซะดีกว่า อะไรแบบนั้น และ คนคิดแบบนั้นก็จริงๆไม่ได้ผิดอะไรมากมายหรอก เพียงแต่เราพลาดโอกาสการป้องกันโรค และ ไม่เรียนรู้ที่จะป้องกันมันก็แค่นั้น