แนวคิดที่ได้จากภาวะน้ำท่วม : การมีของมากนั้นเป็นภาระ ลดปริมาณชิ้นข้าวของในชีวิตให้น้อยลงกว่านี้ดีกว่ามั้ย?

learn-mess-up

เหตุการน้ำท่วมตอนนี้ก็ยังไม่ได้ถือว่าผ่านพ้นไปเสียทีเดียว แต่ว่าในหลายๆพื้นที่ก็เริ่มมีอยู่สภาวะที่เป็นไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้นแล้ว โดยบ้านที่โดนท่วมก็รู้ว่าท่วมไปแล้ว และอีกไม่นานก็จะลด หรือ ตอนนี้หลายพื้นที่ก็เริ่มมีระดับน้ำที่ลดลงกันแล้ว มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมมองว่า การที่น้ำท่วมบ้านเรือนคน จะทำให้หลายคนน่าจะมีแนวคิดเหมือนกับผมผุดออกมาบ้างนั่นก็คือ “การมีข้าวของเยอะเป็นภาระ”

ปกติแล้ว คนเรามักจะมีข้าวของเยอะแยะมากมาย อยากได้เมื่อมีแล้วก็ไม่อยากทิ้ง ก็จัดการหาที่ทางเก็บมันเอาไว้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ใช้ก็ตามที เพราะ แค่คิดว่า ถ้าหากว่ามีไว้อยู่ สักวันมันก็จะได้ใช้ (แน่นอนครับว่า “สักวัน” ต้องมีสักวันจะได้ใช้ครับ แต่ว่าเมื่อไหร่กันล่ะ แล้วมันต้องรอนานอย่างงั้นเลยหรือ) สิ่งของเหล่านี้กลับเป็นภาระขึ้นมาทันที ที่จะต้องย้ายมันขึ้นที่สูง ทั้งๆที่มันออกแบบมาให้วางเอาไว้แค่ชั้น 1 หรือระดับเดียวกับประตูทางเข้าบ้าน ถ้าหากว่าข้าวของนั้นยิ่งแพงมากเท่าไหร่ เราก็จะคิดว่า มันต้องเก็บรักษามันเอาไว้ให้อย่างดีให้มันอยู่รอดปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ของเหล่านั้นมันไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะ มันจะขายไม่ได้แล้วนั่นเอง (ราคาขายไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับราคาซื้อก็ได้ครับ เยอะสินค้ามันเป็นแบบนั้น)

ยกตัวอย่างไม่ยาก เช่น ถ้าหากว่าคุณซื้อโซฟามา 50,000 บาท ถ้าหากว่าคุณคิดดูว่า คุณต้องยกมันเพื่อที่จะรักษา 50,000 บาทนี้อย่างงั้นหรือ ? เพราะแท้ที่จริงแล้ว มันไม่ได้มีมูลค่า 50,000 บาทแล้ว เพราะยังไงคุณก็ไม่สามารถที่จะขายมันได้ราคาเท่านั้นอีกและ เพราะ มันเป็น Furniture ที่ผ่านการใช้มาแล้ว และ ก็ไม่มีใครที่อยากจะได้ funiture ที่ใช้แล้วนอกจากคนเก็บขยะเท่านั้น ซึ่งราคาขายในสภาพของขยะนั่นต่างหากคือ มูลค่าของสิ่งของสิ่งนั้น แต่ถ้าหากว่าคุณจะหาอะไรมาแทนที่เพื่อให้ได้เหมือนเดิม คุณก็จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเข้าไปใหม่ แต่นั่นก็แปลว่า คุณได้เฟอร์นิเจอร์ชุดใหม่ เหมือนกับกรณีที่คุณอยากจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ยังไงอย่างงั้นอยู่แล้วครับ

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • แนวคิดเกี่ยวกับภาวะน้ำท่วม
  • น้ำท่วม เครื่องเช็คไฟรั่ว
  • flood reduce แปลว่า น้ำลดลง
  • เหตุการณ์ในภาวะน้ำท่วมคือ
  • วิธีโทร skype 5 0 0
  • วิธีเช็ด iphone 4 เวอร์ชั่น5 0 1 ให้แชร์อินเตอร์เน็ต
  • มีของมาก
  • ซื้ออุปกรณ์เช็คไฟรั่วได้ที่ไหน
  • ios 5 0 0 แก้ปัญหาแบต
  • แนวคิดเรื่องสภาะน้ำท่วม

วิธีการคิดลงทุนซื้อของโดยคิดเทียบกับเวลาที่เราใช้งาน

tmie alterantive spending

เมื่อประมาณสัปดาห์ก่อนผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับ concept ในการเลือกซื้อสินค้า หรือเลือกที่จะจ่ายอะไรและไม่จ่ายอะไรโดยใช้เวลาเป็นตัว Distribute เงินออกไปซึ่งผมว่า มันก็ฟังดูใช้ได้เลยอยากจะเอามาเล่าให้ฟังเสียหน่อยว่า มันเป็นยังไงกันแน่ กับการที่เลือกจ่ายเงินกับสิ่งของรอบตัวตามเวลาที่เราจะใช้มัน

ปกติแล้ว คนเราจะเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่ออะไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เราอยากจะได้มันมากแค่ไหน แล้ว เราเห็นคุณค่าของมันมากแค่ไหน และในทางกลับกันก็คือ เรามีมุมมองต่อมูลค่าเงินที่เรามีอยู่มากแค่ไหนด้วย เช่น ถ้าหากว่าเราคิดว่า เราจะซื้อรถมาสักคัน เราเอาอะไรเป็นเงื่อนไขว่ามันมีมูลค่ามากแค่ไหน ได้จากความคิดความอ่านของเราเอง เช่น เราต้องการความปลอดภัยมากแค่ไหน เราต้องการภาพลักษณ์ของคนอื่นที่มองมาที่รถเรามากแค่ไหน ต้องการให้รถนั้นแสดงฐานะทางสังคมหรือไม่ หรือ การตลาดของ Brand นั้นๆ ทำให้เรารับรู้ถึงคุณค่าของ Brand ได้มากแค่ไหน (แน่นอนว่าถ้าหากว่า การตลาดไม่ได้ทำอะไรเลย เราก็จะไม่รับรู้ถึงคุณค่าของแบรนด์นั้นเลยแม้แต่น้อย) และ ในทางกลับกัน เราก็จะมองเงินในกระเป๋าว่า เงินจำนวนนั้นเราได้มายากง่ายแค่ไหน และ มันก็จะเอาไปเทียบกับคุณค่าของ “วัตถุ” ที่เราจะได้มาครอบครองขณะที่เรามีชีวิตอยู่ คุ้มกันหรือไม่ หากว่า ดูแล้วคุ้มกว่าหรือประเมินไม่ได้แต่อยากได้ เราก็จะซื้อมัน แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการในการคิดเลือกที่จะซื้ออะไรและไม่ซื้ออะไรแล้ว

กระบวนการคิดเหล่านี้ มันเป็นการประมวลแบบซับซ้อน และใช้ความรู้สึกเสียเป็นส่วนใหญ่ และ เราก็หาเหตุผลซึ่งทำให้ คนตัดสินใจรุ้สึกว่า การเลือกซื้อหรือไม่ซื้อครั้งนั้นๆดูเหมือนว่ามีเหตุผล (ซึ่งจริงๆแล้วเหตุผลนั้นอาจจะเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อให้ฟังดูดี ดูฉลาดเลือกก็ได้เหมือนกัน เหมือนกันเป็นการหลอกตัวเอง โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ) ทำให้ฟังดูแล้ว ดูเหมือนกับว่าการซื้ออะไรและไม่ซื้ออะไรนั้น แทบประเมินออกมาเป็นเหตุและเป็นผลไม่ได้เลยก็ว่าได้

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธี set ipad2 ให้ share internet

น้ำท่วมครั้งนี้ประชาชนคนธรรมดาจะมีความคิดที่แปลกแตกต่างไปอย่างไรบ้าง?

home-price

วันนี้ก็นั่งนึกว่า น้ำท่วมครั้งนี้มันกินพื้นที่คนเมืองมากและทำให้คนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า และ ทำให้คนไทยรู้กันด้วยว่า เรื่องน้ำท่วมไม่ได้เป็นเรื่องเล่นๆ และ การจัดการน้ำ จะต้องเอาคนที่ฉลาดที่สุด เข้ามาจัดการเพื่อที่จะทำให้ทุกคนอยู่กันได้อย่างเป็นปกติสุข ก่อนหน้าที่จะเกิดปัญหาเรื่องน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้งหรือน้ำท่วมก็สุดแล้วแต่ คนกรุงฯ น่าจะมองว่า เรื่อน้ำท่วมเป็นเรื่องไกลตัว เพราะ ส่วนมากแล้ว มักจะออกข่าวที่หน้าจอทีวีว่า จังหวัดนู้นจังหวัดนี้น้ำท่วม พื้นที่การเกษตรไปแล้วกี่ไร่ อะไรก็ว่าไป และไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนแต่ประการใด เพราะ มันไม่ได้เป็นพื้นที่ของเรา อะไรทำนองนั้น สภาพน้ำท่วมที่อยู่ที่โซนพื้นที่อื่น แทบจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรโดยตรงหรือสร้างความเดือดร้อนโดยตรงกันพื้นที่ที่แห้งอยู่เลยแม้แต่น้อย

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับการท่วมครั้งไหนๆ คนกทม. มีโอกาสได้ประสบการณ์น้ำท่วมกันถ้วนหน้า ในเขตพื้นที่ ที่ไม่เคยท่วมมาก่อน ก็ไม่ได้แปลว่า จะไม่ท่วม และสิ่งนี้ก็เป็นการกะรันตีแล้วว่า พื้นที่ที่ทุกคนบอกว่า มันไม่ท่วมหรอก หรือไม่เคยเจอน้ำท่วมมาก่อนก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่ท่วม ! แค่ว่ามันยังไม่เคยเท่านั้นเอง พื้นที่ที่ผมอาศัยอยู่ ก็ไม่เคยเจออาการน้ำท่วมระดับสูงมาก่อนเหมือนกัน แต่ก็คาดว่า การท่วมครั้งนี้ พื้นที่ที่ผมอยู่นั้นก็อาจจะรอดจากการน้ำท่วมก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันครับ แต่อย่างไรก็ดี มันก็ไม่ได้เป็นตัวที่บอกว่าถ้าหากว่ามีน้ำท่วมครั้งหน้า น้ำจะไม่ท่วมครับ

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ถ้าไปต่างประเทศใช้ไอโฟน4ไม่เปิดโรมมิ่งถอดซิมใช้ไวไฟอย่างเดียวได้มั้ย
  • ความคิดแปลกใหม่ น้ำท่วม
  • น้ำท่วมครั้งนี้ประชาชนจะคิดอย่างไร
  • สอน personal hotspot แบบ bluetooth
  • แนวคิดเกี่ยวกับน้ำท่วม

สุดยอดแนวคิดและวิธีจัดการงานส่วนตัวของคุณเองอย่างเป็นระบบที่ผมใช้ในชีวิตอยู่ทุกวันนี้

วิธีการจัดการ task อย่างไรให้ไม่รกสมอง

การจัดการ task และ project สำหรับหัวหน้างาน หรือ คนทั่วไป เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเรียนรู้และ มีความสามารถในการจัดการครับ โดยเฉพาะถ้าหากว่าคุณอยากจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ ว่าคุณอยากจะให้ลูกน้องของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ระบบจัดการงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้กันเลยก็ว่าได้ครับ วันนี้ผมก็จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับ concept ในการจัดการ task และกำหนดงานเพื่อติดตามงานแบบสังเขปให้ฟังกันสั้นๆแต่ได้ใจความกันก็แล้วกันนะครับ

คนที่รู้สึกเครียดและรู้สึกว่างานชั้นมันเยอะเหลือเกินแล้ว เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เค้าเหล่านั้นรู้สึกตึงๆ และรู้สึกว่างานเยอะอย่างงั้น ก็เพราะ ไม่ได้มีระบบในการจัดการงานของตัวเค้าเองเลย หรือ แม้กระทั่งตัวคุณถ้าหากว่าคุณยังคงงงๆ และ รู้สึกว่า ทำไมชั้นงานเยอะแยะเต็มไปหมด (แล้วก็พาลทำให้คุณเครียดอีกต่างหาก) แบบนี้แล้วล่ะก็ ผมยินดีด้วยน่ะครับว่า คุณก็เป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีการจัดการเรื่อง task management ครับ หรือมีแต่ก็ดีไม่พอครับ หรือไม่เข้าใจ concept ว่าจริงๆแล้ว คุณต้องทำอย่างไรหรือจัดการกับมันอย่างไร

เอางานทั้งหมดออกจากหัวคุณให้หมดเกลี้ยง !

คุณหนักหัวรู้สึกว่างานเยอะนั้น จริงๆแล้วสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ได้โดยการเอามันออกจากหัวคุณทั้งหมดได้ทันทีครับ โดยการเอา todolist ใดๆมาใช้งานครับ เช่น ผมแนะนำ Toodledo สำหรับคนที่จะจัดการเฉพาะงานของตัวเอง หรือ ClockingIT ถ้าหากว่าคุณจะจัด task ของตัวเองแล้วก็จะมีการ track task ของลูกค้าหรือคนอื่นๆที่อยู่ในทีมอย่างเป็นระบบครับ (รายละเอียดการใช้งานตอนนี้ผมยังไม่ขออธิบาย ก็เข้าไปใช้ๆงานกันก็คิดว่าไม่น่าจะยากอะไรหากว่าเข้าใจ concept ในบทความนี้ทั้งหมดแล้วน่ะครับ) หรือว่าจะธรรมดากว่านี้ก็คือ เอาปากกาแล้วก็กระดาษเปล่าออกมาครับ

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธีจัดการ งานเยอะ
  • การเรียงขนม packaging
  • clockingit
  • Hide conversation skype เป็นยังไง
  • วิธีใช้ toodledo

มุมมองวิเคราะห์ว่า ทำไมเราถึงรู้สึกอยากซื้อ coupon จากพวกเว็ปขาย Deal

ผมสังเกตว่าหลังจากที่มีจังหวะหนึ่งที่ Google จะเข้าซื้อกิจการของ Groupon เมื่อประมาณเดือนก่อนที่ผ่านมา ทำให้เหมือนว่าทุกคนรู้จักเว็ปประเภทขาย coupon มากขึ้น และแล้วเว็ป copy cat ทำเป็น local โผล่อออกมามากมายโดยเฉพาะเว็ปไทยๆ ทำให้เราได้เห็นว่ามีคนร้านค้าร้านอาหารอะไรที่ดูน่าอร่อยโผล่ออกมาพร้อมกับ “ข้อเสนอสุดพิเศษ” ในด้านราคาแบบวิเศษสุดๆ ไม่สามารถอดใจไว้ได้ ผมก็มานั่งคิดสักพักว่า มันมีเหตุผลอะไรที่ทำให้เหมือนกับว่า เราอยากจะซื้อ coupon ส่วนลดพวกนี้มากนัก และอะไรบ้างที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าที่เป็นแค่คูปองส่วนลดแบบกันแน่ ?

sample of coupon deal

แสดงเวลา หรือการจำกัดเวลา

การแสดงเวลาที่จำกัดก็เพื่อทำให้เกิดสภาวะความขาดแคลน (ทางเวลา) เพื่อให้คนที่จะซื้อเกิดการตัดสินใจซื้อที่รวดเร็วถ้าหากว่าไม่ได้ซื้อตอนนี้จะไม่มีให้ซื้ออีกต่อไป เพราะงั้นถ้าหากว่าตอนนี้คิดว่าคุ้มค่าก็ต้องซื้อเอาไว้ก่อนเป็นดีแน่แท้ครับ ต้องนับกันเป็นวินาทีให้เห็นเลยก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่ามันกำลังจะหมดไปให้ตายสิ ไม่ซื้อไม่ได้แล้วน่ะครับแบบนี้

แสดงจำนวนคนที่ซื้อไป (social proof)

ถ้าหากว่า Deal นั้นๆมีคนซื้อไปเยอะแยะแล้วแสดงว่าต้องเป็น Deal ที่ดีแน่นอน แบบไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องมานั่งตัดสินใจเองว่า มันดีไม่ดีคุ้มไม่คุ้มเพราะคนอื่นได้ คิดและตัดสินใจเลือกซื้อไปแล้ว แล้วก็มีการแสดงตัวเลขคนซื้อไปแล้วด้วยว่ามีคนซื้อไปแล้วทั้งหมดกี่คน หรือ กี่ coupon ยิ่งซื้อมาก แสดงว่ายิ่งไม่ต้องคิดมากซื้อเลยครับ คนเราเป็นสัตว์สังคม ทำให้เราจะคิดแบบนี้กับทุกๆเรื่องครับ ยิ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจซื้อสินค้าที่มองไม่เห็นก่อนด้วยแล้วยิ่งต้องพึงพาคนอื่นเยอะกว่าปกติมากครับ

แสดงให้เห็นว่าแผ่นคูปองมีอยู่อย่างจำกัด

เพื่อให้ effect ของความขาดแคลนนั้นส่งผลได้รุนแรงมากขึ้นกว่าเก่าไม่ได้เป็นแค่บีบด้วยเวลา แต่เป็นการบีบด้วยปริมาณอีกต่างหาก เอาหลอดพลังกับ limit ของ coupon มาแสดงให้ดูให้เห็นๆว่ามันจะหมดเอาได้ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ซื้อมันซะตอนนี้

เอาคอมเม้นท์มาแสดงไว้ด้านท้าย

อันนี้เป็นเรื่องเดียวกับ social proof แต่เป็นอีกมิติหนึ่งเท่านั้น เนื่องจาก comment เป็นใครก็ได้เป็นเขียน หรือ คนที่สร้าง Deal เลือกใคร comment ใดๆก็ได้ที่จะเอามาแสดงดังนั้นก็ต้องเลือกให้ comment นั้นดีที่สุด และเขียนแบบบ้านๆ เอาไว้ก่อน เมื่อมี comment ที่ดีแน้วโน้มคือ มีคนการันตี (คนไหนก็ไม่รู้) มาแล้วว่ามันดีจริง สินค้าหรือบริการของ Deal นั้นๆดีจริงๆ ยังไงซะ เห็น comment นี้แล้ว ถ้าหากว่าซื้อ Deal ไปจะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน

แสดงราคาเต็ม retail price และ แสดงตัวเปอร์เซนต์ส่วนลด

เพื่อทำให้เหมือนว่ามันลดราคาแบบจะๆ จะต้องมีแสดงตัวเลข percent ส่วนลดตัวใหญ่ๆ หรือไม่ก็แดงๆ เพื่อให้เห็นเป็น percent ว่ามันลดไปมากน้อยเท่าไหร่ แล้ว มันลดมาจากราคาไหนกันแน่ ? เพื่อให้ดูน่าตื่นเต้นกับ Deal ลดราคานั้น ยังไงซะ เหมือนกับป้าย sales ยังไงมันก็ใช้ได้ในการดังดูดความสนใจและสายตาวันยันค่ำอยู่ดีน่ะครับ

รู้หรือไม่ว่าการซื้อคูปองจะเกิดต้นทุนจมทางความคิด

มันเหมือนกับว่าเป็นการวางเงินมัดจำ ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ใช้ coupon ทั้งๆที่คุณได้ดำเนินการมาเพื่อให้ได้มันมาแล้วด้วยความเหนื่อยยาก (กดปุ่มโอนเงินซื้อ) คุณก็ต้องการที่จะใช้มัน หรือ โดนสภาวการณ์บังคับเพื่อที่จะใช้มันอยู่ดี อาการแบบนี้จะเห็นได้ชัดกับพวกขาย coupon โรงแรมครับ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ไปไหนมาไหนต่างจังหวัดสักเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าหากว่าคุณได้ซื้อ coupon ที่พักมาแล้ว แล้วมันจะหมดเขต สำหรับกรณีที่แย่ที่สุด คือ คุณก็ต้องใช้มันกับโรงแรมแถวกทมนี่น่ะหละ ประมาณว่าบ้านตัวเองก็มี ยังต้องลำบากไปนอนเล่นที่โรงแรมอีก แม้ว่าค่าห้องคืนนั้นจะถูกก็ตาม แต่คุณก็จริงๆแล้วไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้มันแต่แรกอยู่แล้วสักกะหน่อยหนึ่งนี่ครับ  ..

แท้ที่จริงแล้ว การซื้อคูปองหรือ การซื้อความเป็นสมาชิกเพื่อให้ได้ส่วนลดนั้น คนที่ซื้อไม่ได้จะมีแต่ความคุ้มค่าอย่างเดียวหรอกครับ เพราะ แท้ที่จริงแล้ว เราเอาเงินสดไปวางไว้ก่อนและ การใช้ coupon นั้นจะมีเงื่อนไข เพิ่มเติมขึ้นมา เช่น มีการกำหนดวันที่จะใช้งานคูปองนั้น จำกัดการใช้งานต่อครั้ง และ ที่ผมเห็นว่าไม่ไหวสุดๆก็คือ การต้องเพิ่มเงิน ! ถ้าหากว่าจะใช้ coupon นั้นครับ

สำหรับกรณีการเพิ่มเงินมักจะเจอกับพวก coupon ประเภทร้านอาหารแล้วมีเป็นแบบ Buffet ครับ คือ ถ้าหากว่าเค้าขาย coupon 200 บาท แล้วเราเอาเงินสดเข้าซื้อด้วยเงิน 100 บาท เค้าก็จะแสดงว่ามันเป็นการลด 50% (เหมือนเยอะเลยครับ) แต่แท้ที่จริงแล้ว ถ้าหากว่าคุณจะใช้มันคุณต้องไปจ่ายเงินหน้าร้านต่อหัวเพิ่มอีก 250 บาท ถ้าหากว่าปกติแล้วคุณไปกินอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ร้านนี้ได้ด้วยเงิน 450 บาทเน็ทแล้วล่ะก็ แปลว่า กรณีนี้คุณจ่ายเงินไปทั้งสิ้น 350 บาท หรือเป็นการลดแค่ 100 บาทเท่านั้น (คิดเป็น % คือ 22.22%) ก็ลองคิดน่ะครับว่าถ้าหากว่า เนื้อความที่แสดง promotion นั้นบอกว่า “ซื้อ coupon ลดราคาบุฟเฟ่ต์ 100 บาท จากราคา 450 บาทเหลือเพียง 350 บาท ลด 22% ) เพียง 100 บาทเท่านั้น” … ถ้าหากว่าพิมพ์ออกมาเป็นแบบนี้มันฟังดูเหมือนกับว่าจ่ายเงินไป 100 บาท เพื่อได้คูปองเพื่อลดราคาอาหารลงไป 100 บาท ฟังดูแบบนี้แล้วเริ่มงงๆว่า แอ้ะ มันลดยังไง?

มองราคาแบบตรงไปตรงมาแล้วเราจะรู้ว่าเรากำลังจะซื้ออะไรกันแน่ แล้วมันคุ้มค่าแค่ไหน ?

สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำเพื่อให้คุณไม่ต้องเสียเงินซื้อ coupon พวกนี้ก็คือ ให้คุณเอาราคาเต็มออกจากหน้าเว็ปทำเหมือนว่ามองไม่เห็น แล้วไม่เอามาพิจารณาว่ามันลดไปมากน้อยแค่ไหนกัน  จริงๆแล้วการที่จะไม่มองมัน หรือ จะหลีกหนี effect จากราคาเต็มที่แสดงนั้นกระทำได้ยากหน่อย เพราะมีงานวิจัยฝรั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าบอกว่ายังไงซะตัวเลขที่แสดงจะมีผลต่อการประเมินมูลค่าราคาของสินค้าอยู่ดีไม่ว่าคุณจะรับรู้มันด้วยสติหรือไม่ก็ตามที อย่างน้อยที่สุด เอาแบบนี้แล้วกันคือ ให้มองแค่ราคาสุดท้ายที่คุณจะซื้อนั้น เมื่อเทียบกับของที่คุณจะได้มันดูมีมูลค่าสมเหตุสมผลกับคุณหรือไม่ โดยเทียบกับสินค้าใกล้เคียงกันจ้าวอื่นๆครับ เช่น ถ้าหากว่ามี Deal โรงแรมภูเก็ตเป็นห้องพัก แล้วคิดแล้วคุณต้องจ่ายเงินไป 2500 บาทต่อการได้ห้องพัก 1 คืน (อย่างมีเงื่อนไข!) ถ้าหากว่าคุณไปดูห้องพักอื่นๆแล้วราคา 2500 บาทมันก็ได้ของหรือห้องดีพอๆกัน แถมไม่มีเงื่อนไขอีกก็คงไม่ต้องบอกน่ะครับว่า คุณจะซื้อ Deal นั้นหรือไม่ครับ เพียงแค่ว่าคุณจะทำการเปรียบเทียบหรือไม่มากกว่า เพราะ พวกเว็ป coupon พวกนี้เอาเรืองราวสารพัดที่ผมเล่าไปแล้วข้างต้นมาเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาให้คุณเกิดความอยากที่จะซื้อ โดยไม่ทำการเปีรยบเทียบ หรือ คิดวิเคราะห์ในมุมอื่นๆ คุณกลับจะรู้สึกแต่ความคุ้มค่า เมื่อได้ซื้อ coupon เหล่านั้นครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • DEAL COUPON
  • coupon deal
  • ซื้อ deal
  • ขาย deal
  • ขาย coupon
  • web deal
  • deal ภูเก็ต
  • รวมcoupon กำฟส
  • รวม web ขาย deal
  • ตัวแทนขาย coupon

สังเกตกันมั้ยว่าเมื่อเราติดไฟแดง เราจะเอามือถือออกมาเล่น !

  ไฟแดง กับ มือถือ ผมเพิ่งสังเกตตัวผมเองแล้วก็ไปถามเพื่อนๆผมไม่กี่คนน่ะครับ ว่า รู้สึกเหรอป่าวครับว่า ถ้าหากว่าเราไม่ได้ต้องนัดหลายไปไหนด้วยเวลาที่ต้องแน่นอนหรือมีเวลามาบีบบังคับกันมากๆ แล้วเราเดินทางอยู่ในรถ เมื่อรถติดไฟแดงหรือว่ารถติดจากสภาพจราจร เราจะรู้สึกเดือดร้อนน้อยลงไปกว่าแต่ก่อนมากมายนัก เหตุผลก็ไม่ยากน่ะครับ เพราะว่า เมื่อรถติดเราจะเอามือถือออกมา ไม่ว่าจะเป็น iPhone หรือว่า BB หรือว่าพวก Andriod phone ทั้งหลายแหล่ ควักมันออกด้วยมือข้างทีว่างๆไม่ได้จับพวงมาลัย หรือว่ากรณีที่เป็นรถติดไฟแดงนี่ ก็ปรับเกียร์เป็น Gear N หรือว่าเหยียบเบรคเอาไว้แล้วก็เอามือถืออกมาเล่น ทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อให้เวลามันเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว มันก็จะทำให้เราไม่ได้รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนตอนที่เราติดไฟแดงยังไงล่ะครับ

เมื่อเรามีสมาธิกับเรื่องอื่นๆที่ไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเลขนับเวลาไฟแดง ทำให้เวลาไฟแดงนั้นผ่านไปเร็วมากๆ เพราะ เราทำกิจกรรมอื่น ที่แต่ก่อนที่จะมีอุปกรณ์สื่อสารพวกนี้ (และ internet มือถือด้วยน่ะครับ) ก็จะทำอะไรไม่ได้มากนัก เราก็เลยรู้สึกว่า เมื่อติดไฟแดงเราเหมือนกับโดนกักกันความคิดความอ่าน และ กักกันสภาพกายภาพให้เราอยู่นิ่งๆไปไหนทำอะไรไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดความหงุดหงิดรำคาญใจ ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่า ถ้าหากว่าเราเบื่อหรือไปหงิดมัน มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรเร็วขึ้นได้

อย่างไรก็ดีใช้มือถือเพื่อดู Facebook เพื่อ upload อะไรสักอย่างหรือว่าอ่านข่าวอ่าน หรือแม้กระทั่งการ chat กับเพื่อนๆระหว่างรถติดไฟแดงที่มีระยะเวลานับเวลาถอยหลังแน่นอนนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่กระทำได้อย่างปลอดภัยครับ แต่ ไม่แนะนำถ้าหากว่าไฟแดงนั้นสั้นเกินกว่าที่คุณจะทำอะไรได้ให้รอจะดีกว่าน่ะครับเพราะว่ากว่าจะโหลด เปิดและอื่นๆ นั้น ถ้าหากว่ามีกินเวลาสักหน่อยแล้วไฟมันเขัยวขึ้นมา กิจกรรมนั้นก็ค้างคา แล้วเมื่อมันค้างคาและเราอยากจะทำให้มันเสร็จแล้วล่ะก็ คุณจะทำกิจกรรมกับมือถือนั้น "ขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่!" ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่วนตัว (และส่วนรวม) ผมว่าอันตรายเอามากๆ เพราะว่า มือถือจะกินสมาธิยิ่งยวด เมื่อเราต้องเอาสายตามามองมันเพื่อทำอะไรสักอย่าง (พิมพ์ ดู อ่าน upload) และมันเลวร้ายกว่าที่คุณจะโทรศัพท์คุยกับคนอื่นๆด้วยซ้ำ ! เพราะว่าแค่โทรศัพท์นี่มันยังไม่ใช้สายตาน่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ไฟแดงขึ้นมาเมื่อไหร่ผม (และคุณ) ก็อยากจะให้มันมีตัวนับบอกแล้วก็ต้องนานระดับหนึ่งเพื่อที่คุณจะทำอะไรต่อมิอะไรได้น่ะครับ คือถ้าหากว่าไม่ติดไฟแดงนานๆก็ต้องคิดไฟแดงแค่แป้บเดียว การใช้งานแบบอันตรายน้อยหน่อยแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นครับ

ผมว่ากฏหมายตอนนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดว่า คุณจะต้องไม่เอามือถือมากดๆหรือว่าดู หรืออ่านขณะที่ขับขี่ยานพาหนะแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ถ้าหากว่าคุณจะใช้บนรถแบบนี้แล้วกิจกรรมนั้นจะต้องไม่ทำขณะรถขยับ เพราะ การละสายตาออกจากถนนนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการขับรถ (รองลงมาจากการไร้สติขณะขับรถ) มันเหมือนกับเป็นการขับรถโดยตาบอดหรือไม่มองทางชั่วขณะครับ น่ากลัวมากสำหรับการขับขี่ครับ

ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณเป็นคนเดินถนน ขอให้ระวังตัวเองไว้เพิ่มเติมมากว่าเดิมน่ะครับเพราะ คนที่เอามือถือออกมาเพื่อ upload หรือ update ดูเนื้อหาจะเพื่อนๆพี่ๆน้องๆของพวกเค้าผ่านทาง Facebook ขณะที่อยู่หลังพวงมาลัยคนเดียวนั้นจะมีคนแบบนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำถนนเป็นเรื่องที่อันตรายกว่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้น่ะครับ การข้ามถนน หรือ การขับขี่ร่วมกับผู้อื่นบนท้องถนนจะต้องระวังคนเหล่านี้มากขึ้นกว่าเดิมครับ ไม่เชื่อว่างๆตอนติดไฟแดงยามค่ำคืนลองดูรถข้างๆน่ะครับว่ามีแสงไฟจากมือถือออกมาหรือเปล่าล่ะครับ ผมว่าคุณมีโอกาสเจอคนที่เอามือถือมาเล่นตอนไฟแดงไม่มากก็น้อยน่ะครับ ลองสังเกตดูเอาเองแล้วกันน้อ … น่ากลัวจริงๆเฮ้อ ..

คิดลบและคิดบวก ฝึกคิดสลับไปมาเพื่อให้ได้ภาพกว้างขึ้นและการตัดสินใจที่ฉลาดกว่าเดิม

Optimistics
หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า “ทำไมคุณเป็นคิดลบแบบนี้?” หรือไม่ก็ “ทำไมคุณเป็นคนมองโลกในแง่ดีเกินไป” ซึ่งทั้งสองกรณีที่ได้ยินบ่อยๆจะเป็นลักษณะของคำตำหนิจากคนอื่นที่มองการคิดผูกติดไว้กับคน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วผมอยากจะบอกว่า คนเราจะคิดลบหรือคิดบวกได้นั้นมันมีเหตุผลหลักจากประสบการณ์ หรือ สิ่งที่โดนปลูกฝังหล่อหลอมมุมมองความคิดของคนคนนั้นออกมา ถ้าหากว่าคุณไม่ได้เจอโกงมาก่อน คุณก็จะคิดว่าคนอื่นน่าจะมีไม่โกงคุณ แต่ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณเจอโกงมาก่อน คุณก็จะมีแนวโน้มเฝ้าระวังว่าคนอื่นจะมาโกงคุณในเรื่องเดียวกันนั้นได้ ทั้งๆที่คนสองคนที่คิดสองแบบ เจอกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วก็ตามที

แต่อย่างไรก็ดี วิธีการที่ดีทีสุด สำหรับการคิดบวกและคิดลบนั้น มุมมองที่คุณเองต้องเข้าใจเสียใหม่ ซึ่งผมก็เพิ่งเข้าใจได้ไม่นานนี้ว่า เราสามารถเลือกโหมดการคิดเพื่อเห็นสถานการณ์ และ ปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งการคิดบวกและคิดลบ ให้เหมาะสมกับความต้องการ หรือ เป้าหมายของกิจกรรมนั้นได้

ผมต้องบอกแบบนี้ดีกว่า ฐานความคิดของผมจะเป็นคนคิดบวก และจะมองคนที่คิดลบ หรือ คิดระแวดระวังไปหมดว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อไร้สาระ หาเรื่องหาราวที่มีประโยชน์กว่านี้ทำไม่ได้แล้วหรือไร ถึงได้มองโลกตันไปซะทั้งหมดอย่างงั้น ซึ่งผมต้องบอกคนที่มองโลกในแง่ดีเกือบตลอดเวลาว่า การมองอย่างงั้นทั้งหมดไม่น่าจะถูกต้องเสียทีเดียว แต่ สิ่งทีน่าจะต้องปรับมุมมองในเรื่องเดียวกันระหว่างเรื่องแนวคิดลบ และ ความคิดบวก เราเป็นคนเลือกเอง เพื่อเอาประโยชน์ออกมาได้มากที่สุดได้ครับ

แผนกในองค์กรจะโดนแบ่งหน้ากันเพื่อให้คนคิดและดำเนินการให้เหมาะสมกับหน้าที่นั้นๆได้ไม่ยาก โดยเราเอาคนที่มีความคิดลบ และความคิดเชิงบวกไร้ขอบเขตมาทำงานที่ไม่เหมือนกันได้ เช่น ถ้าหากว่าเรารู้ว่างานอะไรก็ตามที่จำเป็นต้องต้องการความคิดไร้ขอบเขต ความคิดที่จะเรียกว่าเป็น “CAN DO THINKING” ไม่ว่าจะเป็นงานพัฒนาสินค้า หรืองานทดสอบ และ งานการตลาดแบบที่ไม่ต้องยุ่งกับเรื่องเงินๆทองมากมายอะไรนัก แนวคิดบวก ว่าจะทำได้แน่นอน จะออกแบบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ออกมาได้แน่ๆ โดยไม่กลัวความผิดพลาด หรือ ชินกับความผิดพลาดแล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นบุคคล และ แนวคิดที่จำเป็นสำหรับงานประเภทนี้ นั้นก็คือ ถ้าหากว่าคนที่อยู่ในแผนกหรือคนที่จะทำหน้าที่นี้นั้นเป็น “คนคิดบวก” แล้วล่ะก็เค้าคนนั้นก็จะผลิตผลงานออกมาได้มาก และ ให้ผลดีกว่าคนที่คิดลบทำงานในหน้าทีเดียวกันนี้

ส่วนสำหรับแผนกหรือหน้าที่ในองค์กรที่จำเป็นต้องการคนคิดลบ มองโลกในแง่ร้ายและเฝ้าระวังเรื่องราวต่างๆ มองโลก และคนที่ติดต่อในทางร้ายไว้ก่อน นั้นกลับเป็นเรื่องดี สำหรับหน้าที่ใดๆที่จำเป็นต้องดิวงานกับเรื่องเงินทอง หรือ การตรวจสอบให้คนทำตามหลักเกณฑ์หรือกฏเกณฑ์ที่ได้มีการกำหนดเอาไว้แล้ว เป็นคนที่กำกับเรื่องราวต่างๆให้เดินเรื่องไปอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องของการเงิน และ การดิวงานกับต่างประเทศ (ในกรณีที่เป็นลูกค้าใหม่หรือคนทีไม่เคยติดต่อสื่อสารประสานงานกัน) ความคิดเชิงป้องกันจะเป็นประโยชน์ยวดยิ่ง ดีกว่าคนที่คิดบวกจะมาดำเนินการ เพราะ จะมีความระวังตัวหรือแนวคิดเชิงป้องกันตัวเองน้อยกว่านั่นเอง

ดังนั้นแล้วถ้าหากว่าอ่านสองย่อหน้าที่ผ่านมา ผมกำลังจะบอกแค่ว่า แค่หน้าที่ขององค์กรที่แตกต่างกันทำให้คนที่เหมาะสมในการเข้ารับตำแหน่งเพื่อดำเนินการในแผนกหรือฝ่ายนั้นๆก็แตกต่างกันด้วย และถ้าหากอยากจะให้ผลการดำเนินการในแผนกนั้นๆดำเนินการได้ดีแล้ว เราก็ต้องเลือกคนที่เหมาะกับงานไม่ใช่แค่ประสบการณ์ หรือ การศึกษา แต่หมายรวมถึงการเลือกคนที่แนวคิด และวิธีคิดด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้นแล้วลองย้อนกลับมามองที่ตัวเรา แท้ที่จริงแล้ว function การดำเนินการชีวิต หรือการทำงานในหน้าที่หนึ่งๆ (แน่นอนว่าจะมี function การทำงานที่ย่อยเข้าไปอีก) บางงานจำเป็นต้องใช้แนวคิดเชิงสร้างสรรค์คิดบวก และ ไม่กลัวความผิดพลาดเพื่อทำให้เกิดผลของกิจกรรมนั้นๆ แต่ก็มีกลุ่มงานหรือ จังหวะที่ต้องตัดสินใจอีกประเภทหนึ่งที่แนวคิดเชิงลบ และ การมองโลกในแง่ร้ายจะเป็นภูมิคุ้มกันปัญหาที่อาจจะเกิดตาม ทำให้เห็นภาพและคิดเผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์เลวร้ายนั้นๆได้ก่อนล่วงหน้า (แต่ว่าเราจะไม่สามารถคิดได้ทุก outcome ล่วงหน้าถ้าหากว่าจะคิดทั้งหมดทุกกรณีจะต้องว่างมากจริงๆสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่ได้เป็นผลลัพธ์ที่แน่นอน แต่ก็ฝึกคิดไว้ ได้ประโยชน์เชิงการคิดคาดการณ์เหลาสมองเท่านั้นก็ได้ อย่างว่าล่ะครับสำหรับคนที่มีเวลาเยอะหรือว่าเรื่องนั้น มันน่าจะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ) ทำให้เราต้องมองตัวเราเหมือนกันน่ะครับว่า การคิดเชิงบวกและลบ น่าจะต้องปรับเปลี่ยนได้ ในเรื่องใดๆเมื่อต้องการ โดยจะเริ่มพิจารณาเสียก่อนว่าเป็นงานหรือแนวคิดการตัดสินใจ ที่เกี่ยวกับเรื่องเชิงไหน ประเมินสั้นๆเสียหน่อยว่า ความคิดบวก หรือ ความคิดลบ น่าจะเป็นความคิดหลัก สำหรับการตัดสินใจ หรือ ดำเนินการในเรื่องนั้นๆ แล้วจึงออกแรงคิดอย่างงั้นจริงจัง และเสนอความคิดเห็นในแนวทางบวกหรือลบของตนเอง   เมื่อคิดได้อย่างงี้แน่นอนว่าถ้าหากว่าเป็นเรื่องใหญ่หน่อยจะต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งที่จำเป็น (จะโผล่ออกมาเอง) ออกแนวคิดที่ค้านกับความคิดคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นคิดบวกหรือคิดลบในเรื่องนั้นๆ ซึ่งผมกำลังจะบอกว่า “มันเป็นเรือ่งดี” เพราะ มุมมองต่อเรื่องหนึ่งๆ คุณต้องเชื่ออย่างงั้นสนิทใจเสียก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลไหลออกมา มีความคิดที่เกี่ยวข้องไหลออกมา โดยไม่โดนความลังเลใจ ในความคิดหรือแนวคิดปิดกั้น อย่างน้อยที่สุดบอกออกมาที่ประชุมเพื่อให้คนอื่นได้รู้ หรือ note เอาไว้ได้ก่อนเผื่อว่าจะมี high light อะไรเจ๋งๆ จะได้จับและเก็์บเนื้อความหรือประเด็นอันนั้นเอาไว้ได้ครับ

เอาเป็นว่าทางที่ดี คุณต้องปรับความเข้าใจก่อนว่า การคิดลบ ไม่ได้แย่ตลอดไป (คนที่คิดลบและบอกคนอื่นออกมานั้น ดูน่ารำคาญก็จริงแต่ว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นต้องมี และ คนแบบนี้จำเป็นต้องมีเช่นเดียวกันเพื่อให้เห็นภาพได้รอบทิศทาง เพราะมันมีประโยชน์ มันจะเป็นมุมมอง ที่คนทีคิดในแง่ดีตลอดเวลาจะคิดไม่ออก และมองไม่เห็นภาพจากมุมมองดังกล่าวได้ง่ายๆ ) การคิดดีมากๆทำให้เกิดช่องโหว่ในเชิงป้องกัน หรือเปิดโอกาสในการโจมตี หรือ รูรั่วทางความคิดบางอย่างได้ โดยที่จะมองไม่เห็นแม้แต่น้อย การคุยกันในเชิงสร้างสรรค์ ของแนวคิดบวกและลบกลับกลายเป็นสิ่งจำเป็นและการคุยกันนั้นถ้าหากว่าทุกคนเข้าใจว่า จะต้องมีการปะทะทางความคิด และ เข้าใจได้เหมือนกับเนื้อความทีผมบอกอยู่นี้ ว่ามัน เป็นการปิดช่องโหว่ และ เปิดโอกาสหรือหาโอกาส ได้พร้อมๆกันทั้งทางความคิดเชิงบวกและลบ แล้วล่ะก็คุณจะเห็นการประชุม และ แนวทางปะทะทางความคิดเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน และว่างๆก็หัดมองโลก หรือ กิจกรรมหรือการตัดสินใจทั้งสองทาง โดยสมมุติว่าตัวเองเป็นคนคิดบวก และ ตัวเองเป็นคนลบไว้ อาจจะทำให้ภาพอะไรที่กว้างออกไป และ ยังเป็นการฝึก switching แนวคิดไปมาได้ทำให้การคิดคนเดียว สำหรับกรณีที่จำเป็น ก็จะเห็นภาพได้ทั่วกว่าเดิมครับ ลองไปคิดลบๆบวกๆดูแล้วกันน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • คิดลบ
  • คิดบวก คิดลบ
  • แนวคิดโลกเชิงลบ
  • คนคิดบวก
  • ผลของการคิดลบ
  • เพื่อคิดลบ
  • หัดคิดบวก
  • ฝึกคิดบวก
  • ประโยค คิด ลบ
  • คิดลบแล้วมีประโยชน์

ราคาโดนัทผี มูลค่าของสินค้าที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ?

ครั้งก่อนถ้าหากว่าอ่านย้อนไปผมเคยคุยให้ฟังเรื่องของโดนัทที่เป็นประวัติศาสตร์เรื่องของความยาวในการต่อคิว และ เวลาที่จะต้องใช้ไปเพื่อกาต่อคิวเพื่อที่จะได้ซื้อเอาไปให้คนอื่น หรือ เอาไปให้คนอื่นที่ไม่อยากต่อแถวกิน ราคาถ้าหากว่าเป็นโดนัทฉาบน้ำตาลธรรมดาจะมีราคาขายหน้าร้านที่แน่นอนไม่ได้ผันผวนเหมือนกับตลาดหุ้นแต่ประการใด แต่โดนัทผี ทำให้ราคาแกว่งได้ด้วยราคาตลาดที่มีการประเมินมูลค่าอื่นๆผนวกเข้าไปด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ !

มีกรณีศึกษา(ส่วนตัว)อยู่กรณีหนึ่งว่า ราคาโดนัทผีสักเท่าไหร่ที่คนคนหนึ่งจะซื้อและมีวิธีการคิดเพื่อที่จะซื้อหรือไม่ซื้อโดนัทผีนั้นอย่างไร ? เหตุการณ์ก็ดำเนินการไปแบบนี้ครับ

เมื่อเจอคนขายโดนัทผี เราก็จะตรงเข้าไปแล้วก็ถามว่าขายเท่าไหร่ สิ่งที่ได้รับคำตอบกลับมาก็คือ 400 บาทฟังดูเหมือนว่าเป็นราคากล่องโดนัทที่แพงไม่ใช่เล่นถ้าหากว่าลองคิดเป็นชิ้นๆดูแล้วจะตกที่ชิ้นละ 400/12 = 33.33 บาท เมื่อเทียบกับจ้าวอื่นๆแล้วแม้ว่าจะซื้อเป็น pack แบบนี้แทนที่จะถูกกว่าโดนัทขายปลีกยี่ห้ออื่นๆแต่ก็ยังจะแพงกว่าอยู่ดี (อย่างว่าน่ะครับ นี่มันราคาโดนัทผีนี่ครับ) แต่เรื่องราวยังไม่ได้จบแต่ว่าเมื่อเราได้รู้ราคาแล้ว กระบวนการคิดเพื่อประเมินว่าราคานี้คุ้มค่าในการซื้อหรือไม่ ก็จะเริ่มขึ้นต่อไป โดยพนักงานขายโดนัทผีก็ให้ข้อมูล(หลอก)เพื่อเติมว่า เนี่ยะเค้าขายกล่องนี้ได้ค่าดำเนินการทั้งหมดก็แค่ 50 บาทเท่านั้น เราก็จะมาคิดต่อน่ะครับว่า นั้นก็แปลว่าต้นทุน (หลอก) ของเค้าก็คือ 350 บาทครับ จังหวะนี้ต่างหากที่สมองเราจะประเมิน "ความคุ้มค่า" ในลักษณะที่ไม่ได้มองแค่ว่ามันคือโดนัทเท่านั้น เพราะ การได้มาซึ่งโดนัทนั้นจะประกอบไปด้วย waiting time ใน line ต่อคิวนานกว่าสองชั่วโมงถ้หากว่าต้องการซื้อกับคนขายจริงๆที่หน้าร้าน เรากำลังเทียบระหว่างเงิน 50 บาท และ การรอคอย 2 ชั่วโมง โดยมีต้นทุนอื่นๆที่หลีกเลียงไม่ได้ ไม่ว่าจะซื้อที่หน้าร้านจริง หรือ การซื้อกับคนขายโดนัทผีนี้ครับ ฟังดูแล้วมีเหตุมีผล และ เหมือนว่า 50 บาทจะคุ้มค่าที่จะซื้อโดนัทกล่องนี้เอาไปกินกันครับ

แต่แท้ที่จริงแล้ว อย่างที่ผมบอกว่าไว้ว่า ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลหลอกว่า ต้นทุนการได้มานั้นถ้าหากว่าต่อคิวเพื่อเข้าไปซื้อจะเสียเงินราคาจริงแค่ 249 บาท หรือผมตีเป็นเลขกลมๆก็คือ 250 บาทก็แล้วกันจะได้คิดเลขง่ายหน่อย นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่ามองเป็นค่าดำเนินการแล้วถ้าหากว่าเราจ่ายเงินไปทั้งหมด 400 บาท แปลว่าค่าดำเนินการจะอยู่ที่ 150 บาท เมื่อคิดได้อย่างงี้แล้ว ทำให้มีอาการว่า ไม่อยากจะซื้อแล้วเพราะว่าอะไรกันต่อคิวเท่านั้นได้เงินเป็นเสือนอนกินที่ 150 บาทเหมือนว่าจะเริ่มไม่คุ้มค่ากันแล้ว

ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าหากว่าลองคิดทั้งสองกรณี คือ กรณีที่เราโดนข้อมูลหลอกว่า ค่าดำเนินการ 50 บาท และ กรณีที่รู้ต้นทุนจริงคือ รู้ว่ากำไรจากการดำเนินการคือ 150 บาท (สามเท่าของ case แรก) ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ และ ไม่ซื้อ ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้แท้ที่จริงแล้ว เราดูเหมือนจะมองข้ามตัวเลข 400 บาทไปเลยด้วยซ้ำ เหมือนกับว่าไม่ว่าค่านี้จะเป็นเท่าไหร่ เราก็ไม่ได้ใส่มัน ทั้งๆที่มันเป็นมูลค่าที่จะต้องจ่ายจริงไปสำหรับการได้โดนัทผีมาในครอบครอง ทั้งสองกรณีคือ 400 บาทเหมือนกับครับ แต่เรากลับเลือกที่จะซื้อ และ เลือกที่จะไม่ซื้อแตกต่างกันไปในสองกรณี

เรื่องนี้อาจจะมองภาพให้กว้างออกมาได้ว่า ถ้าหากว่าคนซื้อสินค้าหรือบริการใดๆรู้ต้นทุนของคนกลาง (ไม่ว่าจะเป็นคนผลิต หรือ คนที่รับของมาเพื่อขายต่ออีกที) จะทำให้มุมมองในการตัดสินใจซื้อหรือขายกลางเป็นมิติที่ว่า เงินผลต่างระหว่างต้นทุนและเงินที่จะจ่ายไปนั้น ก็คือค่าดำเนินการ (ไม่ว่าจะเป็นผลิตหรือจัดหา) เป็นการเทียบกับระหว่างเงินผลต่างดังกล่าวและค่าดำเนินการ ถ้าหากว่าคุณต้องของกับคนที่มีข้อมูลแบบนี้จะทำให้คนดำเนินการน่าจะมีราคาค่าดำเนินการที่ต่ำลงไปถึงจะเกิดการซื้อขายกันได้ ก็เหมือนกับเจ้าโดนัทผีกรณีนี้นั่นเอง

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ต้นทุนขายโดนัทน้ำตาล
  • ต้นทุนโดนัท

update แนวคิดในการทำงานและการจัดการงานในที่ทำงาน

ถ้าหากว่าคุณทำงาน office หรือทำงานโรงงานที่พบปะหรือสื่อสารผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ สิ่งหนึ่งที่คุณจะเริ่มเรียนรู้ได้ที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงาน และจัดการเวลา หรือ งานที่คุณจะต้องทำ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล คุณอาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ให้เป็นนิสัยกันหน่อยก็ดีน่ะครับ

1. อย่าพยายามทำงานทุกอย่างที่ไหลผ่านเข้ามา

คุณไม่ได้มีเวลาเหลือเยอะแยะอย่างงั้นถ้าหากว่าคุณไม่ได้มีทีมเพื่อเอางานบางส่วนออกจากตัวคุณแล้วล่ะก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย สิ่งที่จะทำให้งานออกมาได้คุณค่ามากต่อเวลา เป็นไปได้สองทาง คือ การเพิ่มคนเข้ามาทำเพิ่ม โดยที่คุณเป็นคนกำกับงานเท่านั้น และให้คนที่เข้ามาใหม่ เรียนรู้ และเอาแนวคิดและวิธีการทำงานกับงานประเภทนั้นๆให้ได้ดี หรือ ถ้าเป็นไปได้ เอาคนที่มีความรู้ความคิดความอ่านเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หรือ งานนั้นๆมาเลย เรื่องก็เดินได้เร็วขึ้น และได้ผลงานออกมาที่มีคุณภาพมากขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากว่าคุณไม่มีศักยภาพใดๆที่จะแพร่งานให้คนอื่นได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือการ "ลำดับความสำคัญงาน" โดยใช้กฏ 80/20 หรือกฏของพาเรโต้ ที่บอกว่า งานได้ให้ผลลัพธ์ประมาณ 80%ของทั้งหมด จะเกิดจากงานจำนวนแค่ไม่เกิน 20%ของงานทั้งหมด (เรียกได้ว่าเอางานที่สำคัญมาทำนั่นเอง) การระบุได้ว่างานใดนั้นสำคัญหรือไม่สำคัญ หรือ ต้องเรียงอย่างไรนั้น ดูได้จาก Deadline ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าหากว่าไม่มี เราก็ต้องระบุ Deadline เสมือนให้กับมันอยู่ดี เพื่อที่เราจะได้รู้ได้แน่ชัดว่างานใดสำคัญกว่ากัน

2. เลิกคิดเลยว่าคุณต้องทำทุกอย่างเดี๋ยวนั้น

งานที่ไหลเข้ามา จะต้องผ่านการกรองความสำคัญโดยประมาณจากข้อหนึ่งมาแล้วเสียก่อน คุณจะประเมินได้ในทันทีว่างานใดมันสำคัญไม่สำคัญ จากการตัดสินใจเมื่อรับรู้ว่ามันอาจจะต้องเป็นงานทันที แต่อย่างไรก็ดี งานใหม่ๆส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำเดี๋ยวนั้น เพราะคุณก็มี process task ใดๆที่คุณกำลังทำอยู่ ณ เวลานั้นอยู่ดี ยกเว้นกรณีที่งานนั้นมันกินเวลาไม่มาก หรือ น้อยมาก น้อยกว่าสองนาที (สองนาทีทางอารมณ์น่ะครับไม่เอาเป้ะๆ) ก็ทำเพื่อกำจัด task นั้นออกจากสารระบบเสียครับ ไม่ก็เอางานไปให้คนอื่นทันที (แน่นอนว่าคุณก็ต้องพิมพ์ note งานเพื่อให้คนอื่นทำงานได้ หรือ สั่งงานคนอื่นพร้อมกับจด note เพื่อที่จะติดตามงานได้ ภายในสองนาทีเช่นเดียวกัน) งานที่โผล่มาใหม่นั้นถ้าหากว่าดูท่าจะต้องใช้เวลานานกว่านั้น ขอให้เอามาเข้าคิวงานและกำหนดความด่วน หรือความสำคัญให้มันด้วย

3. คุณหลีกเลี่ยงงานสำคัญไม่ค่อยจะได้ เพราะงั้นไม่ต้องไปอู้เตะหน่วงมัน

การผลัดวันประกันพรุ่ง เป็นเรื่องที่เป็นศัตรูกับ productivity ในการทำงานเป็นไหนๆ และ สองฝ่ายนี้ก็รบกันมานานแล้วซะด้วย การอู้เตะหน่วงงานที่ตัวเองคิดว่าสำคัญนั้น จะทำให้มีผลกระทบต่อนิสัยในการคิดของเราเอง และ เป็นการปรับสภาพความคิดความอ่านกับงานที่ทำให้ถอยด้อยค่าไป ซึ่งมันจะไม่ดีต่อตัวคนที่คิดแบบนี้เป็นแน่แท้ และ ในที่สุดคุณก็จะสนุกกับงานที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ใดๆ หรืออยู่ทำงานไปวันๆ เรื่องแนวคิดผลัดวันประกันพรุ่งนี้เป็นภัยต่อตัวผู้คิดอย่างงั้น และ กระทบงานคนอื่นโดยวงกว้างได้ขอให้ระวังเอาไว้ให้มาก

4. รู้ไว้เลยว่าการวางแผนไม่จำเป็นต้องละเอียดที่สุด

ในทางตรงกันข้ามผมกำลังจะบอกว่า ทุกอย่างจะไมได้เป็นไปตามแผน และ แม้แต่คุณจะออกแบบแผนใดๆให้ละเอียดที่สุดมากเท่าไหร่แล้ว มันก็จะมี resolution ของ action ใดๆที่จะละเอียดมากกว่านั้นอยู่ดี เพราะงั้นการออกแบบแผนงานใดๆ ไม่ต้องเอารัดกุมสุด หากไม่ได้เกี่ยวกับความปลอดภัยของคนอื่นๆแล้ว มันจะมีการบิดพริ้วไปได้อยู่ดี แผนงานที่ละเอียดที่สุดนั้นจะกินเวลาในการออกแบบแผนงานมากขึ้น เพราะงั้นแล้วน่าจะลงรายละเอียดในระดับที่เหมาะสม คือ ออกแบบแผนงานไม่นานเกินไปและ ก็ได้เนื้อความละเอียดของแผนงานที่เอาไปเดินงานต่อไปได้ นอกจากนี้ในรายละเอียดจะขึ้นกับคนที่ action และก็ต้องไว้ใจเค้าเหล่านั้นด้วย หากมีการทำงานเป็นทีม คนเหล่านี้ต้องใช้หัวคิดในทุกๆกระบวนการที่เค้าต้องทำว่าจะทำอย่างไร และประเมินได้ว่า ควรจะมีการปรึกษาเพิ่มเติมหรือไม่อีกด้วย

5. บอกวัตถุประสงค์ไปเลยว่า ที่กำลังจะทำเพื่ออะไร หรือโจทย์ คืออะไรก่อนการสนทนา และการประชุม

การบอกโจทย์หรือวัตถุประสงค์ในการสนทนาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมหรือสนทนานั้นเข้าใจได้ว่า ที่เรียกกันมาคุยกันนี้เพื่อเหตุผลสิ่งใด เพระขณะทีคนเหล่านั้นกำลังฟังและรับรู้ จะเริ่มคิดหาคำถามและคำตอบ ข้อสงสัยและอื่นๆ ได้ในทันที เพราะ เค้าเหล่านั้นรู้แล้วว่า "เราคุยเรื่องอะไรกันอยู่ ก่อนที่เริ่มคุยในละเอียดกัน"

6. พยายามทำให้ทุกคนพอใจได้บ้าง แต่มันไม่ได้จะพอใจทุกคนได้ทุกกรณี

การประชุมระดมความคิดเห็น และหาแนวทางแก้ปัญหาหลายครั้งจะต้องมีความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นแล้ว คนใดๆที่ในประชุมต้องเข้าใจก่อนว่า ต้องลดระดับ EGO ของตนลงมาในระดับที่ฟังความเห็นของทุกฝ่าย และจะทำให้ได้ข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาเพื่อดำเนินการต่อไป หรือแม้กระทั่งงานใดๆ ที่จะทำ หรือกำลังทำนั้นจะเป็นการขัดความคิดเห็นความอื่นบ้าง ก็เป็นไปได้ขอให้เข้าใจว่า เราเอาใจทุกคนในทุกๆเรื่องไม่ได้ เพราะงั้นไม่ต้องกลุ้มใจกับเรื่องที่จะไปขัดใจคนอื่นเค้าบ้างเป็นบางคราว

ผมว่ายังมีเยอะประเด็นที่จะเป็นแนวคิดที่เหมาะสมในที่ทำงาน เพื่อการดิวงานกับคนอื่น การคั้นความคิดและหาไอเดียในการประชุม และแนวคิดในการกลั้นกรองงาน เพื่อให้ได้ประสิทธิผลในการทำงานเป็นกลุ่มหรือเดี่ยวๆออกมาให้ได้คุณภาพมากสุด ถ้าหากว่ามีอะไรเพิ่มเติมก็ comment ทิ้งเอาไว้ได้น่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การจัดการงานที่มี dedline

ทำไมคิวร้านโดนัทมันถึงได้ยาวผิดปกติ เมื่อเทียบกับร้านโดนัทร้านอื่น และ คนที่มาซื้อโดนัทไปกินคิดอะไรในหัว?

ซื้อโดนัทกินต้องต่อคิวยาวขนาดไหน

แปลกใจว่าทำไมคนต้องไปต่อคิวเพื่อเข้าไปซื้อ "โดนัท" ยี่ห้อใหม่ที่เพิ่งจะมาเปิดในประเทศไทย ก็มานั่งคิดๆ อาจจะเป็นไปได้อยู่หลายๆแนวคิด และคนที่คิดไม่ว่ากรณีใดๆสุดท้ายก็จะเข้าไปต่อคิวเพื่อซื้อ โดนัท ยี่ห้อที่เพิ่งเปิดตัว (แต่มีมานานแล้วที่ประเทศนอก) กันน่ะครับ

โดนัทบ้านเราก็มีไม่กี่เจ้าน่ะหละที่ทำเป็น Brand แล้วขายกันอยู่ตามห้าง หรือ SuperStore ในประเทศไทยเรา ผมชอบก็ตรงที่กลิ่นมันเตะจมูกดี เตะกว่าร้านขนมปังที่อยู่พวก Superstore มากนัก เรื่องกลิ่นนี่ล่ะครับที่จะเป็นเหตุผลการดึงดูดคนเข้าร้านหรือเข้า Super (ลองสังเกตให้ดีๆน่ะครับว่า Superstore ทุกที่จะต้องเอาโซนขนมปังไว้ที่ทางเข้าเท่านั้นครับ เมื่อเราเดินเข้ามาแล้ว ผมไม่เคยซื้อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้แค่มองแล้วก็ได้กลิ่นเท่านั้นครับ) การได้กลิ่นขนมปังทำให้เกิดความอยาก (กิน) ขึ้นมาได้ทันที แต่ผมยังไม่รู้เหตุผลแน่ชัดว่า การได้กลิ่นขนมปังแล้วเป็นการเพิ่มยอดขายของสินค้าใน superstore หรือไม่กันน่ะครับ

กลับมาที่โดนัทของเรากันต่อดีกว่า เนื่องจากประสบการณ์ผมจะไม่ได้เป็นคนที่อยากจะกินโดนัทมากๆสักเท่าไหร่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปหยิบก้อนแป้งกลมๆ (ที่มันไม่ได้มีรูน่ะครับ) คำละ 5 บาทซื้อกลับมาบ้าน 6 ก้อนแล้วก็จะทยอยกินเมื่อเดินผ่านชั้นวางขนมที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ซื้อเป็นโดนัทครับ เพราะว่า ใช้ก้อนแป้งที่เป็นโดนัทผมว่ามันก้อนโตเกินกว่าจะกินได้สะดวกแบบว่าต้องเอาสองมือไปฉีกมัน กินเป็นก้อนแป้ง(และน้ำตาล)กลมๆก็น่าจะสะดวกกว่าเยอะน่ะครับ

คนที่ต่อคิวเพื่อซื้อโดนัท จะซื้อไปทำไมกัน ?

เหตุผลนั้นเป็นไปตามแนวคิดของความบ้าเห่อ (มันมีแนวคิดอย่างงั้นอยู่ด้วยอย่างงั้นหรือ? ) การเห่อนั้นก็มาจากการที่ได้รับสื่อรับรู้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งแล้ว รู้สึกว่า "สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ขาดแคลน" เราจะทำมีความอยากที่จะซื้อเพื่อมาใช้หรือกินกันน่ะครับ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปก่อนที่จะเปิดให้เกลื่อน จำเป็นต้องทำให้เกิดกระแสสังคมเกิดขึ้น (ซึ่งถ้าหากว่าต้องการแบบนั้น โดนัทเจ้านี้ก็ได้อย่างที่ต้องการแล้วน่ะครับ เพราะว่าทุกสื่อทุกคนพูดถึงกันโดยถ้วนหน้า ซึ่งผมก็ยังเอามาพูดเล้ย เห็นปะครับแฮะๆ) การที่ร้านเพิ่งร้านเดียวเสียก่อนในทำเลที่ตั้งเพื่อให้เกิดการบอกต่อ สร้างกระแสได้ตอนนี้ก็น่าจะเป็นแถวๆสยามนั่นน่ะหละครับ แม้ว่าราคาโดนัทจะไม่ได้แพงกว่าเจ้าอื่นมากเท่าไหร่นัก(แต่ก็ราคาแพงกว่าน่ะครับ) ก็ทำให้คนไปต่อคิวซื้อกันได้ก็แปลกดีที่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยมากนักครับ

คนที่มาซื้อจะมีเหตุผลอะไรทำไมต้องมาซื้อ ?

สำหรับคนที่ไม่เคยกินไม่รู้จักมาก่อนว่าโดนัทนี่มันอะไรกันแน่หน้าตาหรือว่ารสชาติเป็นอย่างไร จะได้รับข้อมูลใดๆเพื่อทำให้เค้าเหล่านั้นเกิดความอยากแม้ว่า จะไม่เคยรู้จักมาก่อน ข้อมูลเหล่านั้น มาจากสื่อที่ได้รับ พร้อมกับภาพของคิวที่ยาวผิดธรรมชาติ สังเกตได้ว่า ถ้าหากว่าร้านค้าหรือร้านอาหารใด มีคนรอคิวยาวมากๆ หรือ ร้านอาหารมีรถจอดรถออกมาล้นถึงนอกร้าน จะสะท้อนไอเดียหนึ่งออกมาได้ครับ นั่นก็คือ "การยืนยันหรือรองรับแล้วจากสังคม" ซึ่งภาพจากสื่อทั้งหมดจะไม่ได้ถ่ายแค่ร้านครับ จะมีภาพถ่ายของคิวด้วยครับ และ คิวนั้นถูกสร้างออกมาด้วยการแจกรางวัล !

ผมว่าหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ถ้าหากว่าคุณเข้าคิว (เพื่อสร้างภาพให้ร้าน) ได้ในวันแรก และเป็นส่วนหนึ่งของคิวนั้นๆ จะได้รางวัลพิเศษ คือการได้กินฟรีตลอดฟรี หรือการได้โดนัทฟรี หรือ ลดราคาระดับที่ปกติจะลดให้ไม่ได้ เพราะถือได้ว่า คนเหล่านั้นที่มาต่อคิว(ชุดแรก) จะเป็นตัวละครหลักที่ติดอยู่ในภาพของสื่อทั้งหมด และส่งผ่านออกไปเพื่อ ให้เกิดอารมณ์คะนึงไปได้ว่า ร้านขายของหรือร้านค้าโดนัทนี้ มัน"มีความขาดแคลน" มันมี "การยืนยันทางสังคม" อีกต่างหาก เหตุผลแค่สองข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้คนที่ไม่รู้จักและได้พบกับสื่อทางใดๆ ก็จะรู้สึกว่า "อยากซื้อขึ้นมาทันที"

ลองคิดกลับทางกันนิดหน่อยน่ะครับว่า ถ้าหากว่า ร้านนี้เปิดมาแล้ว "เงียบเป็นเป่าสาก" คือเปิดมาแล้ว ไม่มึคนเข้าคิวต่อๆกัน เหมือนกับร้านโดนัทร้านหนึ่งธรรมดาเท่านั้น เหตุการณ์ทั้งหมดจะไม่ได้เป็นไปที่อย่างคุณๆเห็นกันน่ะครับ ซึ่งตอนแรกผมก็คิดอย่างงั้นว่า ถ้าหากว่าเปิดมาแล้วก็น่าจะเหมือนกับร้านอื่นๆ แต่ดันไม่ใช่เพราะว่ามีทีเด็ดเข้าล่อคนเข้ามาให้เกิดคิวที่นยาว ณ วันเปิดตัวยังไงอย่างงั้น ลองจินตนาการดูร้านโดนัทที่เป็น Brand นอกเหมือนกันเข้ามาเปิดตัว เราแทบคิดไม่ออกว่า มันมีคิวอย่างงี้ด้วยหรือ หรือมีการเกิดกระแสได้มากมายถึงเพียงนี้ด้วยหรือ ? แต่เราอาจจะคิดเทียบตรงๆอย่างงั้นไม่ได้เสียทีเดียวเพราะ ณ เวลาก่อนหน้านี้พวกอุปกรณ์เพื่อการบอกต่อยังไม่ได้มากมายขนาดนี้ และ facebook หรือ Twitter นั้นก็เพิ่งจะ pop กันได้ไม่นานจริงๆครับ

คนที่มาซื้อเมื่อได้รับสื่อ และจะมาต่อคิวด้วยเหตุผลใด?

ผม assume ว่าคนที่เข้าคิวได้รับสื่อแล้วน่ะครับ เราจะแจกแจงคนที่ต่อคิวออกมาเพื่อให้รู้ว่าแต่ละจำพวกคิดอย่างไรกันดูเล่นๆน่ะครับว่า แต่ละคนก็มีเหตุผลที่จะซื้อไม่เหมือนกัน และอาจจะมีกรณีที่มากกว่านี้ก้ได้ถ้าหากว่าคิดออกมาก็พิมพ์ต่อใน comment ได้น่ะครับ

- คนที่ซื้อเพราะว่าเห็นคิวที่หน้าร้าน คนเหล่านี้เห็นคิวแล้วเกิดความกังขาอยากรู้อยากลองก็ถามเพื่อนที่ทำงานว่าร้านนี้มันดียังไงทั้งๆที่เพื่อนที่ทำงานก็ไม่ได้รู้จักอะไรกับเค้าแต่ก็เอามาพูดได้เพราะว่ารับรู้เนื้อความได้จากสื่อ ประมาณว่า อืม เหมือนจะรู้แต่ไม่รู้ เอาเรื่องเท่าที่รู้มาพูดจะได้ไม่หน้าแตกเสียหน้าครับ คนที่เห็นคิวหน้าร้านแนวโน้มน่าจะเข้าไปต่อคิวถ้าหากว่ามีเวลาครับผม

- คนที่อยากกินเพราะเคยกินแล้ว คนพวกนี้จะเป็นคนที่เรียนนอกมาแล้วได้มีโอกาสกินแม้ว่าจะเป็นของที่ดูเฝือเอามากๆตามต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรืออเมริกา แต่เพราะได้รับสื่อ ว่ามันเกิดความขาดแคลน เหมือนเป็นของวิเศษขึ้นมาในประเทศทำให้เกิดความอยากที่มากกว่าปกติ (กว่าเมื่อก่อนตอนที่เรียนอยู่เมืองนอกเมืองนา) และอยากหวนระลึกอารมณ์ความรู้สึกต่ออยู่ที่นั่นครับ เอาเงินซื้อโดนัทเพื่อการนี้ก็คุ้มค่ากับการรอคอยได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ สำหรับกรณีนี้แนะนำให้ซื้อกินน่ะครับเพราะว่าค่อนข้างจะมีคุณค่ากว่าแค่ชิ้นโดนัทธรรมดาก้อนนึง

- คนที่รู้ว่าโดนัทนี้ขายดีมาก (ยอดขาย)ในต่างประเทศ คนเหล่านี้จะเกิดอารมณ์อยากลองด้วยความ "สงสัยใคร่รู้" ว่าทำไมมันจะอร่อยอะไรได้นักหนา บวกกับอารมณ์ขาดแคลนและเห็นคิวเพื่อเป็นการองรับจากสังคมว่ามันน่าจะอร่อยดี ก็จะเกิดความอยากมากเป็นทวีคุณ และ หลวมตัวไปต่อคิวเพื่อกะว่าจะได้ "กินมันซะ" เพื่อเป็นการลองว่า อืม มันอร่อยเหาะอย่างว่าเค้าโม้กันอย่างงั้นเลยเหรอ ? คนที่ตกกรณีนี้แนะนำว่า ขอเพื่อนกินจะดีกว่าน่ะครับเพราะว่าเอาเวลามาแลกต่อคิว พร้อมกับความไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชอบหรือไม่ ดูๆแล้วจะไม่คุ้มค่ากันน่ะครับ ลองขอเพื่อนคุณกินจะดีกว่าครับนั่น

- คนที่คิดถึงคนอื่นใจดีเอาไปแจก เหตุผลก็เริ่มเหมือนกับกรณีอื่นๆ คือ เหมือนกับว่าเพื่อนๆร่วมงาน หรือเพื่อนๆที่โรงเรียน รู้สึกและรับรู้ความขาดแคลนและรับกระแสผ่านสื่อทำให้การได้ "ลอง" ดูมีคุณค่าเพิ่มขึ้นมา (อันจากคิวที่แสนยาว) การเอาโดนัทจากยี่ห้ออื่นๆไปแจกให้กินนั้นดูเหมือนว่าจะทำให้ตัวเองได้ credit น้อยลงเมื่อเทียบกับว่าถ้าหากว่าคุณเอาโดนัทคิวยาวเจ้านี้ไปแจกกันน่ะครับ เพราะ การแจกนอกจากคุณทำให้คนอื่นได้ของฟรีด้วยความ happy แล้ว (ผมก็ชอบกินฟรีน่ะครับขนมนมเนยนี่ชอบทั้งนั้น มีตังค์ซื้อครับแต่ก็อย่างว่าน่ะหละฟรีก็ดีกว่ามากโขครับ) ยังเป็นการสนองความ "กังขา" สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มด้านบนๆครับ อ้อ แน่นอนว่าคุณต่อคิวยาวขนาดนี้จะไม่ซื้อไปเป็นกล่องมันก็กระไรอยู่ เพื่อเป็นการลดต้นทุน (สังคม ที่จะต้องเอาไปแจกต่อชิ้น) ให้ต่ำลงแล้ว มาต่อคิวยาวๆทั้งนี้ก็ซื้อให้เยอะหน่อยน่ะครับ (หรือว่าไม่จริง)

- คนที่ฉลาดหาประโยชน์ สำหรับคนที่เข้าต่อคิวอาจจะมีพวกนี้แฝงอยู่ในทุกๆครั้งที่เกิดกระแสครับ คือ ต่อคิวเพื่อเอาไปขายต่อให้กับคนอื่นที่ไม่อยากจะต่อคิว เหมือนกับเป็นค่าต่อคิวประมาณนั้นน่ะครับ หรือว่า รับจ้างซื้อให้กันเลยก็เป็นไปได้ที่จะทำ (ถ้าหากคิวยาวไปได้เป็นเดือนๆก็น่าจะยึดเป็นอาชีพได้สำหรับคนที่ว่างๆในเดือนนี้น่ะครับ)

- คนที่ต่อคิวเพราะว่าไม่มีอะไรทำ อาจจะเป็นเพราะว่า คุณต้องไปต่อคิวกับพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากจะกิน หรือ ในทางกลับกันลูกหลานอยากกินทำให้คุณพ่อแม่ต้องไปต่อคิวเพื่อเอามาสนองความอยากกินของลูกๆหลานๆของคุณครับ หรือจะเป็นกลุ่มคนที่ไปกับเพื่อน ก็เพื่อนเค้ารอกัน เราจะอยู่กลุ่มเค้าก็ต้องอยู่ด้วยกันไม่ใช่เหรอครับ จะเดินออกไปร้านชิวเดินเล่นอยู่คนเดียวก็กระไรอยู่ หรือว่าแฟนหรือคู่ขาของคุณ หรือ คนที่คุณจีบๆอยู่อยากกินอยากต่อคิว แต่คุณไม่ได้อยากอะไรกับเค้า ก็ไปไหนไม่ได้หรอกครับอยู่กันซะตรงนั้นน่ะครับ ทำให้คิวยาวขึ้นไปอีกสักคนสองคนทำให้ ร้านค้านั้นดูมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ในตัวของมันเองครับผม

ผมว่าคนที่มาต่อคิวนั้นก็น่าจะตกกรณีใดกรณีหนึ่งและความคิดความอ่านของคนที่อยู่ในแถวเพื่อซื้อโดนัทนั้นก็ไม่ได้มีคนมาวิเคราะห์พร่ำเพรือขนาดนี้ครับ ถ้าหากว่าคุณพอคิดประเด็นอื่นๆได้อีกว่า คนทำไมคนเหล่านี้อยากจะต่อคิวเพื่อซื้อโดนัท ที่เรียกได้ว่า ต่อคิวนานเหลือคณาแล้วล่ะก็พิมพ์ทิ้งไว้ที่ comment ให้ด้วยน่ะครับอยากรู้ๆ ^^

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ร้านโดนัท
  • โดนัท คิวยาว
  • อยากกินโดนัท
  • ชั้นวางโดนัท
  • โดนัทต่อคิวยาว
  • โดนัทยี่ห้อใหม่ที่กรุงเทพ
  • ร้าน pemakorn โดนัท
  • ร้านทำไม้คิว
  • รับทำ ชั้น วาง โดนัท
  • ร้านโดนัทkris