Feedly แสดงหน้าการอ่าน Feed แบบใหม่โดนใจกว่าเดิม อย่างนี้ต้องลองแล้น..

(เนื้อหานี้เฉพาะคนที่ใช้ Google reader ครับถ้าหาก่วาคุณไม่ได้ใช้แล้วล่ะก็ไม่ต้องเสียเวลาอ่านบทความนี้แต่ประการใดครับผม )

screenshot-10-01 ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ใช้ Feed อ่านผ่าน Google reader อยู่แล้ว คุณอาจจะเบื่อกับหน้าตาที่เดิมๆของ Google reader กันอยู่น่ะครับ แต่ว่านันน่ะหละมันเป็น concept ของทาง Google เค้าลึกที่คน Design การทำงานหรือหน้าตา User interface ใดๆ พยายามเหลือเกินที่จะทำให้มันเข้าใจได้ไม่ยาก และ ทำให้มันมีความเป็น minimum มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (มันแปลว่าทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ต่างหาก)

แต่ว่าตอนนี้ผมว่าผมเจอทางเลือกที่ดีกว่าแล้วสำหรับการอ่านฟีดต่างๆครับ ผมก็เพิ่งจะลองใช้เป็น http://www.feedly.com มาได้ไม่กี่วันรู้สึกว่ามันเอา Feed มาแสดงผลได้ตรงใจกว่า Google reader ปกติมากๆน่ะครับไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลเนื้อหาเป็น magazine หรือ Digest คือการเอาภาพบางส่วนมาแสดง พร้อมกัน header และ content บางส่วนถ้าหากว่าสนใจเนื้อหาในก็กดเข้าไปมันก็ทำการขยายเนื้อหานั้นออกมาในบัดดลครับ

เรียกได้ว่า Feedly เอาเนื้อหาจาก Feed มาแสดงให้เห็นได้อย่างโดนใจกว่า Google Reader ปกติมากนักน่ะครับ

ลองเข้าไปใช้งานกันได้ที่นี่เลยดีกว่าครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธีใช้ Feedly
  • feedly การ
  • feedly คืออะไร
  • feedly วิธีใช้

กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว

กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว
แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร
Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้
Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ
เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. ><)
นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน
มีคนเมล์มาถามผมเกี่ยวกับ Kindle สงสัยอีกว่า Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?
อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก

อ่านบทความครั้งก่อนที่โม้ไปเกี่ยวกับ Kindle ที่ซื้อได้จากประเทศไทย ได้จากที่นี่น่ะครับ
(อ่านเนื้อความนี้ตรงๆอาจจะไม่ Get มากนัก)

แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร

Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้

Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ

เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. ><)

นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน

Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?

อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้เวลาให้productive
  • gantt chart ระบบจัดซื้อ
  • ระยะเวลาการก่อสร้าง gantt chart
  • gantt chart เวลาทำงาน
  • ประโยชน์เทคโนโลยี e-reader คืออะไร

วิธีอ่านหนังสือให้เร็วต้องอ่านเป็นสรุปความมาเลยเร็วสุดๆ !(หยุดเสียชีวิตกับการอ่านหนังสือหากคุณไม่ชอบอ่าน)


น้องผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับ business เคยคุยกันอยู่เหมือนกันว่า น่าจะเป็น audio book เพื่อให้คนอื่นเอาไปโหลดฟังในรถแต่ว่าก็ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้สักที เพราะการที่ทำเป็นสรุปความเป็นเสียงนั้นจะทำให้การรับรู้นั้นเหมือนกับการอ่านหนังสือยังไงอย่างงั้นเลย ปกติแล้วผมก็ฟัง audio book เป็นส่วนใหญ่เพราะว่าผมไม่อยากจะใช้สายตามากเท่าไรนัก การอ่านที่หน้าคอมพิวเตอร์เป็น file pdf หรือว่าการอ่านหนังสือจริงๆ ก็ตามทีมันทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าตาได้ ยกเว้นว่าคุณๆอยากจะอ่านหนังสือเป็นการพักผ่อนเท่านั้นน่ะครับ ซึ่งสำหรับผมแล้วการอ่านหนังสือก็เป็นการพักผ่อนเหมือนกัน เพราะมันทำให้ตาเราล้าแล้วก็ง่วงนอน แล้วก็พล๋อยหลับไปได้ไม่ยากเลยครับ เรียกได้ว่าเป็นวิธีการทำให้ง่วงแล้วหลับได้ดีวิธีหนึ่งเลยครับ

ทีนี้ประเด็นไม่ได้อยุ่ที่ว่ามันจะเป็น audio book หรือว่าจะเป็นหนังสือในรูปแบบปกติหรอกครับแต่ประเด็นที่ผมจะเล่าใหัฟังวันนี้ก็คือ ถ้าหากว่าต้องการอ่านหนังสือเพื่อให้ได้เนื้อความนั้น มันกินเวลา นอกจากจะเสียเงินค่าหนังสือแล้ว (สำหรับการอ่านเป็นภาษาไทยก็ต้องรอคนแปล แปลมาให้ก่อนด้วย จ่ายเงินค่าแปลผ่านค่าลิขสิทธิ์มาอีกต่อหนึ่ง) ยังต้องเสียเวลาด้วยน่ะครับ อย่าเรียกว่าเสียเวลาดีกว่า เรียกว่า "กินชีวิต" ไปเลยก็ว่าได้หากว่าคุณไม่ได้เป็นคนชอบที่อ่านหนังสืออยู่แล้ว แต่ผมก็รู้หรือคุณๆเองก็รู้ว่าการอ่านนั้นมันจำเป็นมากแค่ไหนสำหรับ คนที่จะพัฒนาตัวเอง หรือคนที่ทำธุรกิจแบบ SMEs ในโลกปัจจุบัน

ทำไมคนต้องอ่านหนังสือด้วยล่ะ?

เหตุผลง่ายๆเพราะว่าคู่แข่งคุณอ่านหนังสือครับ แล้วก็อ่านเยอะซะด้วยเพื่อที่จะคิดวิธีการใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งหาแนวคิดใหม่ๆเพื่อการต่อยอดธุรกิจของเค้า โดยเฉพาะหนังสือประเภท "Business" แนวธุรกิจนี่ยิ่งแล้วใหญ่เลยน่ะครับ ถ้าหากว่ามีใครว่าเรื่องไหนดี เรื่องไหนดัง หรือ เรื่องไหนน่าอ่าน แล้วก็เรื่องไหนเป็น best seller แปลว่าอะไรน่ะเหรอครับ ! มันก็แปลว่า คู่แข่ง และ คนอื่นๆอ่านหนังสือเล่มนั้นกันอย่าดาษดื่นทั่วไปครับ

สำหรับ business อาจจะมองเป็นเกมส์ก็ได้ ที่เป็น game แบบแข่งขันกันหลากมิติ มันไม่ได้แข่งแค่คู่แข่งทางตรงของคุณ มันแข่งกันแบบข้าม business กันได้ไม่ยากเลยน่ะครับ แล้วคนเหล่านั้นที่ทำหน้าที่บริหาร เค้าจะมีการปลูกฝังเพื่อให้รักการอ่าน มีอะไรมาก็อ่าน ก็เหมือนกับที่ผมกำลังเล่าให้ฟังอยู่นี่ว่า ทำไมมันต้องอ่านหนังสือกันด้วยนั่นเอง

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ productivity ล่ะครับนั่น ?

มันเกี่ยวตรงที่ว่าถ้าหากว่าคุณอ่านเอง มันจะเสียเวลาเป็นหลายเล่าพันทวี มันจะดีกว่ามากๆที่คุณสามารถที่จะ set up คนให้อ่านออกมา แล้วกลั่นออกมาเป็นเนื้อหาที่รวบรัดเข้าใจเป็น main idea สำหรับหนังสือเล่มหนึ่งก็น่าจะเร็วกว่า อาจจะต้อง form team ขึ่นเมื่อเป็นลักษณะของเพื่อนฝูงเพื่อทำการปรึกษาเล่าสู่กันฟัง แบบมี eco ระหว่างกันเพื่อเป็นการสอนความคิดหรือแนวคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนั้นๆที่อุตส่าห์อ่านมันเป็นเวลามากกว่าหลายชั่วโมงที่เสียไปน่ะครับ (เสียชีวิต คนเรามีเวลาจำกัดครับ) แล้วทีนี้ก็เอามาเล่าให้คนอื่นฟังต่อ เพื่อประหยัดชีวิตคนอื่นเค้าได้ หรือ ในทางตรงกันข้ามการสร้างเป็นกลุ่มเพือ่นๆแบบนี้ เราก็จะได้ประหยัดชีวิตอีกส่วนในการที่ให้คนอื่นอ่านแล้วสรุปให้เราฟังเช่นเดียวกันน่ะครับ เรียกได้ว่าเป็นการ]]
>

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธีสรุปหนังสือ
  • วิธีอ่านหนังสือเร็ว
  • อ่านสรุปความ
  • ตัวอย่างการสรุปหนังสือ
  • วิธีการสรุปหนังสือ
  • โปรแกรมฝึกอ่านเร็ว ที่เป็นภาษาไทย
  • วิธี สรุป หนังสือ
  • สรุปความ หนังสือ
  • วิธีอ่านสรุปความ
  • วิธีสรุป หนังสือ