ทำงานอย่างมีสมาธิต่อเนื่อง 25 นาทีด้วยเทคนิค Pomodoro

pomodoro

ตอนนี้พนักงานออฟฟิศ หรือ ระดับผู้บริหารก็ต้องทำงานผ่านหน้า computer กันทั้งนั้นครับ แต่ปัญหามีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ การที่ทำงานหน้า computer แล้วมีการต่อ internet นั้นมันจะมีอะไรที่ดึงดูดความสนใจให้เราไม่ทำงาน ทำการกันครับ มีวิธีการหนึ่งที่ผมว่า มันทำให้ตอนที่ทำงานสามารถ focus บนงานหนึ่งๆได้ด้วยเวลาต่อเนื่องกันได้เป็นอย่างดี  วิธีการดังกล่าวเรียกว่า Pomodoro technique

เทคนิค แบบ Pomodoro มีหลักการง่ายๆคือ เราต้องเลือกทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่องกันและมีสมาธิด้วยระยะเวลาความยาวที่เหมาะสม คือ 25 นาทีต่อเนื่องครับ และ จะให้คุณพักได้เป็นระยะเวลา 3-5 นาที ระหว่างก้อนเวลา 25 นาทีก้อนต่อไป การพักนั้น คือ ให้คุณเดินไปกินน้ำหรือคุยกับคนอื่นๆ เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งเล่น Facebook เพื่อเป็นการผ่อนคลายจากการทำงานอย่างมีสมาธิที่ต่อเนื่อง 25 นาที

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • pomodoro technique
  • pomodoro คือ
  • app iphone เตือนก่อนหมดเวลา นับเวลาถอยหลัง
  • วิธีใช้ pomodoro
  • ทำงานอย่างมีสมาธิ
  • pomodoro เทคนิค แบบ pomodoro คือ เลือกทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่องอย่างมีสมาธิ
  • pomodoro คื
  • pomodoro time management คือ
  • pomodoro technique แปลไทย
  • pomodoro technique i

อะไรคือกิจกรรมที่มีคุณค่าสูงสำหรับตัวคุณเอง? (High Value Activities)

เรื่องเกี่ยวกับแนวคิดของ "HVA" (High Value Activities) เป็นเรื่องที่ผมเพิ่งเคยได้ยินมาไม่นานมากนัก แต่จริงๆแล้วเป็น concept ความคิดที่ผมคิดและ process อยู่ในหัวเมื่อจะต้องทำอะไรอยู่แล้ว เพราะ คุณจะต้องจัดสรร เวลา (Time) ,พลังงาน (Energy) และ ความสนใจใส่ใจ (Attention) ให้กับกิจกรรมใดๆที่เกิดขึ้นตลอดทั่วทั้งชีวิตปกติ และชีวิตทำงานของคุณในทุกวินาทีที่เดินหน้าไป

Peter Drucker คนที่เคยคิดเรื่อง productitity และ เรื่องของการศึกษาเวลาในยุคอุตสาหกรรมจะมีคำกล่าวอยู่อย่างหนึ่งที่น่าจะเอามาใช้การได้คือ " Efficiency is doing things right and effectiveness is doing the right things" เนื้อความสั้นๆนี้ได้มีการรวมแนวคิดของการเลือกกิจกรรมที่จะกระทำที่มีมูลค่าสูงเอาไว้แล้วหากนั่งนึกๆดูครับ

แล้วอะไรคือ HVA กันล่ะ ?

ถ้าหากว่าคุณจะระบุไดว่าอะไรเป็น HVA สำหรับตัวคุณนั้นคุณต้องรู้เสียก่อนว่า คุณนั้นต้องการอะไรเป็นประเด็นเป้าหมาย และ ทำการคิดแล้วคิดอีกเสียหน่อยว่านั้นคือเป้าหมายแท้ๆของคุณในทุกๆระดับ เช่น ถ้าหากว่าคุณเป็นองค์กร คุณก็ต้องคิดว่าเป้าหมายขององค์กร อาจจะเป็นการทำกำไร และการทำให้องค์กรหรือธุรกิจอยู่ได้ด้วยอย่างมีสเถียรภาพมั่นคงต่อไป เป็นต้น นั้นเมื่อคุณได้เป้าหมายแล้ว แม้ว่าคุณจะไม่ได้เขียนมันออกมาแต่คุณก็ต้องท่องและนึกเอาไว้ในใจเกือบตลอดเวลาในทุกๆ mode ที่คุณดำเนินชีวิตอยู่ เป้าหมายนั้นนั่นเองจะเป็นตัวขี้วัดว่า กิจกรรมของคุณนั้นเป็น HVA เพื่อเป้าหมายนั้นๆหรือไม่ ?

การประเมินว่า activities ใดๆนั้นมันมีมูลค่าสูงหรือไม่ ให้มองเป็นแค่ว่ากิจกรรมนั้นทำให้เป้าหมายนั้นเข้าใกล้มากขึ้นหรือไม่ หรือ ทำให้เราเดินเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นหรือไม่นั้นเอง แน่นอนว่าคุณยังสามารถที่จะต้องคิดเรียงลำดับของ เป้าหมายในแต่ละเรื่องได้อีก เพื่อเป็นการประเมินได้ต่อว่า กิจกรรมใดๆจะเป็นเรื่องของการผลักดันยังเป้าหมายใด ซึ่งแน่นอนคุณเองก็รู้ว่าแต่ละเป้าหมายนั้นจะมีน้ำหนัก ความสำคัญที่ไม่เท่ากัน คุณรู้อยู่แก่ใจในทุกๆเรื่องอยู่แล้วแค่ว่าถ้าหากว่าเป็นไปได้ก็อาจจะ list ออกมาแล้วก็จัดลำดับให้มันสักหน่อย ทำให้ภาพที่คุณจะชัดเจนมากกว่าเดิมมากครับ

ผมรู้ครับว่าเราไม่สามารถที่จะทำ HVA ได้ตลอดเวลา เพราะกิจกรรมอื่นๆอาจจะมีเรื่องที่น่าสนใจและด่วนแต่ไม่มีสาระมากนักก็อาจจะต้องทำ ถ้าหากว่าคุณ enjoy ที่จะทำมันครับ แค่ว่าเราน่าจะหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนั้นลงไปได้โดยการ โบ้ย ! (เรียกให้ดีกว่า Delegate ) ให้กับคนที่น่าจะทำได้ดีกว่า หรือ คนที่ทำได้ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ณ ตอนนั้นโดยที่เราไม่ต้องไปทำมัน และ แม้กระทั่งไม่ต้องไป "ใส่ใจ" มันเลยแม้แต่น้อย (แต่ก็ตามๆดูอย่างเบาๆเลาๆเท่านั้นเพื่อให้ได้งานที่ถูกใจเราครับ)

การโบ้ยงานถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของ Manager หรือคนที่ทำหน้าที่ "จัดการ" เพราะการจัดการแท้ที่จริงแล้ว คือ การเลือกสรรจัดสรรทรัพย์กรใดๆ ไม่ว่าเวลา บุคคลและอื่นๆ เพื่อให้เกิดงานได้อย่างเหมาะสม ถ้าหากว่าจะให้ดีที่สุดคนที่ทำหน้าที่จัดการจะต้องไม่ "ทำ" เลยถือได้ว่า คนจัดการคนนั้นทำหน้าที่จัดการได้เวลาที่มากที่สุด แต่อย่างว่าผมก็เข้าใจว่า คนที่จัดการจะอยากเอามือจุ่มเข้าไป "ทำ" เหมือนกับลูกน้องของเค้าเหล่านั้นบ้างในบางครั้งเพื่อให้เกิดความมั่นใจผลงานที่ได้นั้นออกมาในทิศทางที่อยากจะให้เป็นและเป็นที่พอใจของตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นผมผมก็จะแค่ว่าทำได้แต่อย่าทำเยอะยกเว้นคุณจะชอบมันจริงๆผมก็คงห้ามไม่ได้แต่จะบอกว่า คุณน่าจะเป็นผู้จัดการที่ไม่ค่อยทำหน้าที่คุณสักเท่าไหร่ เท่านั้นเอง ( T_T )

โดยรวมแล้วเมื่อคุณมีเป้าหมาย คุณเรียง และ list มันออกมาได้แล้ว (เกือบทั้งหมด) แล้วก็คุณทำกิจกรรมใดๆที่ sync ทิศทางไปกับเป้าหมายนั้น กิจกรรมเหล่านั้นล้วนเป็นกิจกรรมที่มูลค่าสูง (หรือต่ำก็แล้วแต่ลำดับที่คุณเรียงไว้ และมันจะต่ำสุดๆถ้าหากว่าไม่ได้อยู่ในเป้าหมายนั้นๆเลย) แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ไม่วุ่นวายอะไรมาก และ คนทุกคนเข้าใจได้ แต่จะปฏิบัติและคิดเลือกที่จะทำกิจกรรมใดๆได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก เพราะ จะต้องคิดและฝึกเลือกเป็นนิสัย เพราะมันเป็นการเลือกในระดับเล็กสุดๆในกิจกรรมความเป็นมนุษย์ของเราเกือบทุกๆวินาทีที่เราจะต้องเปลี่ยน action เพื่อที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชีวิตของคุณหมดไปเมื่อตายไป คุณอาจจะย้อนกลับมาดูได้ถ้าหากว่าคุณเล่น Twitter หรือ มี life data log (ซึ่งไม่มีหรอกก็มีแค่ Twitter ที่ใกล้เคียงกับ Life data log ที่สุดแล้ว) คุณก็จะพอรู้ว่าทั้งชีวิตคุณเอาเวลาไปทำอะไรบ้างและมันให้ผลกับตัวคุณอย่างไร

จริงๆผมยังมีอีกประเด็นมากๆสำหรับการเลือกกิจกรรมเพื่อ "ทำ" แต่ตอนนี้คงต้องพอเท่านี้ก่อนน่ะครับไว้ติดต่อ blog นี้กับเนื้อหาเรื่อง HVA ต่อในครั้งหน้าแล้วกัน (นี่มันเกิน 13 นาทีที่ผมตั้งค่าตัวเองเอาไว้ว่า 1 content ผมจะไม่เกิน 13 นาทีน่ะครับ ขอตัวก่อนเพียงเท่านี้แล้วเจอกันครับผม .. )

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • high-value คือ

เพิ่มสติในการใช้งาน internet ในที่ทำงานทำยังไง

ใช้ internet ทำให้คนเราโง่อย่างงั้นหรือ?
น้องผมเค้าบอกผมมาว่า “อ่านทความนึงเค้าว่า .. คนที่ใช้ internet ทำให้ความฉลาดด้อยลงไป..” ผมฟังแล้วก็ ฟังหูไว้หูน่ะครับเพราะว่าผมไม่คิดว่าตัวผมเองที่ใช้งาน internet มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ตามสัดส่วนของ internet speed ที่มากขึ้น และอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวผมมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดซะทีเดียวว่า มันทำให้ผมโง่ลงตามเวลา


Chat ทำให้ฉลาดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ?

บังเอิญว่าผมก็ไม่ได้รับ link ของบทความแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าให้ผมมองในมุมของผมเองแล้วนั้น “การใช้งาน internet จะทำให้คนมีจิตที่ติดกันมากขึ้น” ที่ว่าจิตติดกันมากขึ้นมันมีเหตุผลมาตั้งแต่สมัยที่ Thaipoint ดังเพราะเป็นระบบ chat แรกๆตอนที่ผมอยู่ ม.2 แล้วล่ะครับ ต่อมาผมก็ utilize การ chat เรื่อยมาครับ


จิตติดกันมากขึ้นหมายถึง .. อะไร ?

ตรงประเด็นง่ายๆ คือ คนคิดถึงกันได้มากขึ้นครับ เพราะ internet ้เป็นประเภทหนึ่งของการสื่อสารเท่านั้นเอง การสื่อสารด้วย text เสียง เนื้อความ email และอื่นๆอีกมากมายที่ใช้อยู่ครับ ยกตัวอย่างชัดๆกันเลยดีกว่า คุณคงแปลกใจว่า ทำไม BB หรือเจ้าแบรคเบอร์รี่มันถึงได้ขายดีเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับ mobile phone ต๊อกต๋อยเหมือนๆกัน ผมต้องบอกว่ามือถือพวกนี้มัน low tech เมื่อเทียบกับ smart phone เอามากๆน่ะครับ เรียกว่ามันไม่ได้ฉลาดอะไรแต่ มันฉลาดที่ทำให้คนมีจิตคนต่อติดถึงกันได้มากขึ้นจาก promotion ที่จำเป็๋นต้องใช้ครับ เพราะ BB นั้นขายได้เพราะ การ online ในระบบ chat ของ BB เองที่แยกจะระบบอื่นโดยเด็ดขาด เราคุยกันได้มากขึ้นกว่าเก่าแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน คือ เมื่อคุณรถติดไฟแดง คุณก็พิมพ์ text ไว้ (เหมือนกับ SMS แต่ว่ามันยาวได้ไม่อั้นเท่านั้นเอง) แล้วอีกฝ่ายปลายทางก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเดี๋ยวนั้น เค้าอาจจะนั่งอึอยู่ในห้องน้ำ หรือปฏิบัติกิจอะไรอยู๋ก็ได้ แค่มี time delay นิดหน่อยในการตอบเท่านั้นเองครับ
มีคนบอกผมว่า พอใช้ BB ต่อเน็ตแล้ว online msn ตลอดแล้วแอดผมไว้ ก็จะออกอาการราวกับว่า ไปไหนมาไหนก็เหมือนผมไปด้วยเลย อย่างงั้น (เพราะว่าผมก็ทำงานหน้าคอมและก็ online เยอะน่ะครับ) ซึ่งผมก็ว่า เป็นไปได้ที่จะรู้สึกอย่างงั้นครับ เพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้จิตเชื่อมต่อกันนั่นเอง
ย้อนกลับมาประเด็น การ chat เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้งาน internet และแน่นอนว่ามันก็เป็นแค่การสื่อสาร ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้คนโง่ลงแต่อย่างใด งั้นไปดูประเด็นอื่นต่อว่าใช้งาน internet แล้วโง่ลงได้ด้วยประเด็นอะไรมั้ย ?


Google ทำให้โง่ลงอย่างงั้นหรือ ?

ประโยคแรกๆเวลามีคนถามอะไรแล้วผมไม่รู้คือ “ไม่รู้.. ถามกูเกิ้ลดู..” ทำให้คนเราฉลาดน้อยลงหรือไม่ ถ้าหากว่าองคิดกันดีๆแล้ว Google ทำให้คนฉลาดมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะต้องการรู้อะไรก็จะสามารถที่จะรู้ได้ทันควัน ถ้าหากว่ามี iPhone ต่อเน็ตตลอดแล้วไซร้อยากรู้อะไรก็จะรู้ได้ทั้งหมด ยิ่งกว่ามีสาระนุกรมติดตัวหลายเท่าตัวนัก แล้วอย่างงั้นแปลว่า ผมจะอ่านหนังสือน้อยลง หรือ สนใจเรื่องประวัติศาสตร์น้อยลงหรือ ไม่หรอกครับ เพราะคนที่สนใจเรื่องอะไรแล้ว ก็จะ Google ในสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆได้มากขึ้นกว่าการไม่มี Google เป็นอันมาก เอางี้น่ะครับถ้าหากว่าผมไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์อะไรอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับพวกนั้นอยู่ดี ไม่ว่าจะมี Google หรือไม่มี Google ก็ตามทีครับ ถ้าเปิดเจอบนทีวีก็จะเปลี่ยนช่องเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย คืดอย่างงั้นจริงๆน่ะครับ เรื่องอะไรที่ไม่สน เราก็จะไม่เอามาใส่ใจแม้แต่น้อย
ผมชอบคิดเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมด เพราะมันเป็นไปไม่ได้โลกเรามี information มากเกินกว่าที่เราจำเป็นต้องรู้มากนัก คุณมีสิทธิในการเลือกรับข้อมูลได้ และ Google ก็ไม่ได้ทำให้คณอ่านน้อยลงแต่อย่างใด เพียงแต่มันเปิดให้คุณอ่านข้อมูลที่เชื่อได้น้อยลง ด้วยแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นทางการได้มากขึ้น ศึกษาเรื่องราวต่างๆได้ผ่านทุกแง่มุมกว่าเก่ามากนัก ฟันธงเลยครับว่า Google ไม่ได้ทำให้คนใช้งาน Google ฉลดน้อยลงแต่ประการใด


Blog Feed ทำให้สมาธิ (แหล่งที่ทำให้เกิดปัญญาตามวิถีพุทธ) น้อยลงมั้ย ?

คนอ่าน Blog พิมพ์ Blog อย่างผมก็รับ Feed มากกว่าปกติมากนัก แต่เวลาที่เอามาอ่านเป็น surplus time หรือเป็นพวกส่วนเกินที่คุณไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ด้วยครับ เช่น อ่าน Feed ใน iPhone ตามเดินทาง รอคิว หรือแม้กระทั่งเดินเล่นช้าๆ เพื่อเป็นการออกกำลังกาย แน่นอนว่าอ่านเยอะขึ้น มันเป็นการทำให้รู้รอบ รู้กว้างกว่าเดิม และเป็นเหตุทำให้ฉลาดขึ้นได้นั้นเองครับ
แต่ประเด็นที่มีการตีโจทย์คือ เนื่องจาก Blog content ส่วนมาก แต่ละเรื่องจะมีเนื้อหาที่ไม่ยาวมากนัก ไม่เหมือนกับหนังสือ ประเด็นนี้มีความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นครับ เพราะ หนังสือก็คือ การเอาความคิดมาเรียบเรียงเข้าเรื่อง เข้าเล่มและจัดระเบียบ หมวดหมู่ให้กับมันเท่านั้นเอง (ยกเว้นพวก fiction หรือเรื่องแต่งทั้งหลายแหล่นะครับซึ่งผมไม่อ่านครับ ไม่ใช่แนว) หรือ มองให้สุดขอบกว่านั้นได้ไม่ยาก หนังสือก็เหมือนกับการเอาเนื้อ Blog มาพิมพ์เรียบเรียงต่อกันไป หรือทางกลับกัน หนังสือสามารถแยกเป็น blog content ได้ถ้าอยากจะทำครับ
ผมเห็นหนังสือหลายเล่มที่แต่งโดย Blogger หรือ writer ที่พิมพ์ Blog ออกมาด้วยทั้งหมดเป็นพวกนักคิดแทบทั้งสิ้น ซึ่งไม่ว่าสื่อนั้นจะออกมาเป็นรูปแบบ Blog ผ่าน Feed ที่มีเนื้อหาสั้น (แต่จะไม่สั้นเลยถ้าเอามาต่อเรียบเรียงรวมกัน) หรือเป็นหนังสือออกมาเพื่อจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ (สำหรับฝรั่ง) ขอให้แค่อ่านได้มากที่ขึ้นบนเวลาที่คุณไม่เคยอ่านได้มาก่อนเท่านั้นก็จะเป็นการเพิ่มพลังฉลาด เพิ่มทักษะการคิดเรื่องราวที่ซับซ้อนได้มากขึ้นแล้ว เพราะงั้นแล้ว FEED ไม่ได้ทำให้คุณฉลาดน้อยลงแต่ประการใด
ส่วนเรื่องของสมาธินั้น มีเหตุว่า เนื่องจากเนื้อหา Feed สั้นทำให้คนอ่านเกิดสมาธิได้น้อยลงไป และความอดทนในการอ่านลดน้อยลงไป ไม่สามารถที่จะอ่านเนือความยาวๆได้เหมือนแต่ก่อน ก่อนที่จะมีระบบ Rss Feed อันนี้ก็เป็นความเห็นน่ะครับว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่ ผมก็ยังอ่านหนังสือได้ด้วยสมาธิที่จะหลับจะหลับเหมือนเดิม (อ่านก่อนนอน) แล้วก็ไม่ได้รู้สึกวอกแวกแต่อย่างใด อันนี้ถ้าหากว่าจะพิสูจน์ได้ต้องออกแบการทดสอบอย่างจริงจังว่า สมาธิที่สั้นลงจะนิยามว่าอย่างไร และ ทดสอบได้อย่างไรกันครับ


Twitter และ Facebook เป็นตัวก่อกวนสมาธิในการทำงานมั้ย ?

อันนี้ผมว่ามันเป็นทางเลือกมากกว่า แล้วแต่คน เพราะถ้าหากว่าเค้ารับ Twitter หรือเปิด Facebook ตอนทำงาน หรือ ตอนที่สมองกำลังแล่นอยู่ หรือ มีสมาธิกับอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างงั้นก็เป็นการทำลายสมาธิตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัยอยู่แล้วล่ะคับ แต่ก็อีก คนเราเมื่อคิดอะไรบางเรื่องอยู่ เราก็จะคิดได้แค่เรื่องเดียว ณ เวลาหนึ่งๆได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะคิดสองอย่างสองอารมณ์ได้ในเวลาเดียวกันแต่อย่างใด เน้นก็หมายถึงว่า เมื่อมีคน Twitter มาแล้วเราอยู่ในสมาธิกับงานใดอย่างหนึ่ง เราอาจจะเลือกปิด Twitter ไว้แต่แรกอยู๋แล้วก็ได้ หรือถ้าหากว่าเปิดไว้เราก็อาจจะต้อง ..มองข้ามมันไปไม่ได้ใส่ใจอะไรครับ เท่านั้นก็จะทำให้พวำทวีต มาทำอะไรเราได้น้อยลงไปอีกน่ะครับ


การจด Note ไว้ในมือถือและ Evernote ทำให้เราจำอะไรน้อยลงอย่างงั้นหรือ ?

ผมคิดว่ามันไมได้ทำให้เราโง่หรือว่าใช้สมองน้อยลงหรอกครับ สมองเรามันแบ่งออกเป็นส่วนของความจำระยะยาว และ ความจำระยะสั้นอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลอะไรที่มันจำสั้นๆ แบบไม่จำเป็น มันก็จะหายไปอยู่ดีนั้นแปลว่า ถ้าหากว่าเราจดเอาไว้แทนจะทำให้ความจำ หรือข้อมูลนั้นอยู่กับเราแม้ว่าเราจะลืมไปแล้วก็ตามครับ เรียกว่า เป็นการจัดการข้อมูลได้ฉลาดกว่าครับ แต่ก็อีกการจดใน Evernote แนะนำว่าต้องพิมพ์ tag หรือ keyword ที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเราจะกลับมาหาเราจะค้นหาด้วยคำว่าอะไร เพราะ ลักษณะการจดใน Evernote จะไม่ได้มีการตั้งเป็น folder ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบ เพราะเรื่องราวใดๆ มันจะเยอะมาก มากขนาดที่ว่าเราไม่สามารถที่จะใช้ระบบการตั้งชื่อ Folder เพื่อแยกเรื่องได้ทั้งหมดเพื่อให้ครอบคลุมการใช้ข้อมูล แต่ระบบการพิมพ์ tag หรือพิมพ์เนื้อหาหรือคำที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเป็นเราจะมาค้นหา เราก็จะมาค้นหาด้วยคำนี้ จะทำให้เราเจอเนื้อความหรือ Note ที่เราจดได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรครับ
เอาล่ะครับบนมาเสียตั้งมากมายโดยรวมแล้ว ผมมองว่าการใช้งาน internet และ Tools ใดๆที่มี เราต้องรูจักเลือกที่จะใช้และเข้าใจที่จะใช้มันได้อย่าง make sense กับตัวเราเองให้มาก ผมไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดหรอกว่า คุณควรจะใช้มันอย่างไร เพราะมันก็แล้วแต่ Life Style ที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถในการคิดใช้งาน (utilize) อุปกรณ์เหล่านี้ครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้อินเตอร์เน็ตในที่ทำงาน

ใช้ Gmail ให้เร็วขั้นเทพ productive สุดๆ มันต้องทำอะไรยังไงกันบ้าง ?

Gmail เป็น Google product ที่ถูกออกแบบเพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่าง productive สุดๆเท่าที่จะทำได้เพราะว่า มีอะไรซ่อนให้ใช้งานมันให้ได้ไวมากขึ้นอยู่มากมายหลายขุม และเป็น Web mail เพียงเจ้าเดียวครับ ที่มีการปรับเปลี่ยน function การใช้งาน (เรียกว่าเพิ่ม function การใช้งาน น่าจะเหมาะกว่าน่ะครับ เพราะว่าอะไรที่เค้ามีมาแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรสักเท่าไหร่ ) แต่ว่าประเด็นสำคัญ ก็คือ ถ้าหากว่าคุณไม่รู้ว่าจะใช้อะไรยังไง เค้าสร้างเอาไว้ก็ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับคุณแต่ประการใดน่ะครับ สำหรับ entry นี้ผมจะเล่าคร่าวๆเท่าที่นึกออกให้ฟังว่าผมใช้ Gmail ให้มัน productive สุดๆได้ยังไง ?

 

ใช้ Gmail Lab ที่เกี่ยวกับความเร็วในการทำงาน

Gmail lab ที่เกี่ยวข้องกับความเร็วในการทำงานนั้นจะมีแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นน่ะครับ ได้แก่

 

mark as read

Mark as Read Button : เป็นการบอก Gmail ให้เอาปุ่ม mark as read มาแสดงน่ะครับ เพราะว่าปกติแล้วมันจะซ่อนอยู่ครับ ซึ่งสำหรับผม ผมว่ามันไม่ make sense ที่จะเอาไปซ่อนเอามาโชว์หราๆเนี่ยะกดง่ายกว่าเยอะน่ะครับ ผมจะเลือก email หลาย mail พร้มอๆกันแล้วก็กด Mark as read ครับ เพื่อบอกว่า email พวกนี้อ่านแล้วแม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปอ่านเนื้อหาก็ตามที แต่อยากจะเก็บ email เหล่านี้เอาไว้โดยการ archive เอาไว้ครับ ถ้าหากว่าไม่ได้กด Mark as read แล้วเนี่ยะ แม้ว่าเราจะกดเก็บไปแล้ว มันก็จะขึ้นว่ายังไม่ได้อ่านครับ

 

send and archive 1 

Send and  Archive : ใช้เมื่อเราจัดการกับงานหรือ email ที่อยู่ใน inbox จบแล้วที่คนอื่นส่งมาหาเราแล้วเรา reply ไปหาคนอื่นต่อไปถ้าหากว่าไม่ได้กดปุ่มนี้ เราจะมีแค่ปุ่ม send เฉยๆ ก็แปลว่า เราก็จะต้องมากดปุ่ม archive อีกรอบครับ โดยมาแล้ว action ทั้งสองตัวนี้จะอยู่ด้วยกัน ถ้าหากว่าคุณ reply แล้วปิด job จบงานไปเลยน่ะครับ ซึ่งเยอะครั้งมากๆ จะเป็นแบบนี้ครับ Concept จะเหมือนเดิมก็คือ “จะไม่ทิ้ง email ที่เสร็จงานแล้วไว้ใน inbox” ครับ

หลายครั้งผมจะทิ้ง email เอาไว้ใน inbox เพระว่าผมยังทำงานกับ email นั้นๆยังไม่จบงานน่ะครับก็เลยทิ้งเอาไว้ ถ้าหากว่าจบงานแล้วผมก็จะเก็บไว้ไปจาก inbox ครับเพราะฉะนั้นแลว การทิ้ง email ใน inbox ของผมมีความหมายครับ !

 

hide read labels 

Hide raed labels : ผมจะแบ่ง email ออกมาเป็นพวกๆ หรือเป็นกลุ่มๆ โดยใช้ label น่ะครับ มันก็จะทำให้ผมมี label มากกว่า 30 ตัวด้วยกันไม่ว่าจะเป็น จดหมายจาก Yahoo เวลาที่ผมตอบแล้วได้เลือกเป็นคำตอบที่ดีที่สุด หรือ การติดต่อจากเว็ปใดๆที่ผมสมัครรับข่าวสารผ่านทาง email ครับ พวกนี้ผมจะไม่ให้เข้า inbox ผมน่ะครับ เพราะว่ามันไม่ได้เป็นงานอะไรที่ผมจะต้องทำ หรือ มี action อะไรที่จะต้องกระทำครับ มันก็แค่อ่านไม่ใช่เหรอครับ? เพราะงั้นผมก็สร้าง label เพื่อกรอง email เหล่านี้ซะไหล skip inbox ไปแล้วก็ไป show เป็นตัวเลขใน label ครับ แต่เนื่องด้วยผมทำแบบนี้แล้วก็แบ่งอะไรต่อมิอะไรเอาไว้เยอะน่ะครับทำให้มี label มากกว่า 30 labelsแล้ว มันก็แสดงที่หน้าแรกไม่ไหว (ถ้าแสดงมันก็โหดเกินเยอะเกินครับ) เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องซ่อนมันครับ แล้วทีนี้ มันจะแสดงก็ต่อเมื่อมี email ที่ยังไม่ได้ไหล skip inbox ไปตกที่ label นั้นๆ มันก็จะโผล่ชื่อ label แล้วก็จำนวน email ที่ยังไม่ได้อ่านออกมาหลาที่หน้าแรกของ Gmail ครับ

 

inbox preview
Inbox Preview : ก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ Gmail lab ตัวนี้ถ้าหากว่าปรับเป็น enable แล้วแทนที่หน้าโหลดก่อนที่เข้า Gmail จะเขียนแค่ว่า loading… ก็ให้มันแสดง ชื่อคนส่ง เนื้อความ email คร่าวๆมาไว้เลยเหมือนกับที่มันจะแสดงที่หน้า inbox น่ะหละครับ แบบนี้เราก็อ่านหัวเรื่องไปพลางๆก่อนที่จะเข้าหน้า inbox เรียกว่า save เวลาไปได้อีกประมาณ 10 – 20 วินาทีแล้วน่ะครับ ไม่มีอะไรจะเสียน่ะครับ ก็เปิดใช้ดูน่าจะดีกว่าน่ะครับ

 

ใช้ Chrome Gmail Checker Plus

gmail checker plus

ตัวนี้เป็น extension ที่เกี่ยวกับ Gmail ตรงๆ คือ มันจะทำการ check inbox (หรืออื่นๆ แล้วแต่ว่าเราจะตั้งว่าจะให้มันแสดงเหรอป่าวครับ แต่สำหรับ case ผมเนี่ยะอยากจะให้ show แค่ unread inbox เท่านั้นครับ เพราะว่าที่อื่นๆเป็น email ที่ไม่ได้ต้องการอ่านในทันที หรือ ว่ามันเป็น email ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรครับ ไม่ต้องอ่านเดี๋ยวนั้นครับ )  ถ้าหากว่าคุณใข้ Chrome อยู่แล้ว ลง extension หรือ addon ตัวนี้ไปไม่ผิดหวังแน่นอนน่ะครับ เพราะมันไม่ได้ show แค่ตัวเลขเพื่อบอกว่า inbox ของคุณมี email ที่ยังไม่ได้อ่านใหม่อยู่กี่ email แต่มันกดได้ด้วยน่ะครับ เพื่อให้แสดงเนื้อความด้านใน พร้อมทั้งมันมีปุ่ม archive , delete  และอื่นๆ ทำได้เหมือนกับอยู่หน้า Gmail ยังไงอย่างงั้นน่ะครับ เรียกได้ว่า ลดขั้นตอนที่จะต้องเข้าหน้า Gmail ไปได้เยอะเลยน่ะครับ ลดเวลาสุดๆ อันนี้ Highly recommend ครับผม (ด้านล่างเป็นตัวอย่างหน้าจอตอนที่มีคนส่ง email มาน่ะครับ)

เข้าไป install Googl Mail Checker Plus ได้จากที่นี่ครับ

sample

ใช้ HOTKEY GMAIL เพื่อลดการใช้ Mouse

hotkey การใช้ mouse มันก็ไมได้เป็นบาปหรือว่าผิดอะไรสักเท่าไหร่หรอกครับแต่ว่า ขั้นตอนในการทำงานของมัน จะเป็นการเพิ่มกระบวนการแบบไม่จำเป็นหลายขั้นตอนเหมือนกันครับ ผมเล่าให้ฟังคร่าวๆได้เช่น ถ้าหากว่าจะกดปุ่ม archive เพื่อเก็บอีกเมล์ สายตาคุณๆต้อง detect ว่า mouse ตอนนี้อยู่ทีไหน ปุ่ม archive อยู่ที่ไหน แล้วก็ทำการขยับ mouse ไปยังปุ่ม archive แล้วก็กด click ซ้ายอีกซะที เป็นอันเสร็จพิธีการ Archive ผมพิมพ์แบบอาจจะฟังดูเริ่มเยอะขึ้นมาบ้างแล้วเหรอป่าวล่ะครับ ถ้าหากว่า เทียบกับแค่ กดปุ่ม Y เท่านั้น มันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ถ้าหากว่าคุณต้องทำแบบนี้ทุกวันเป็นประจำครับ การกดปุ่ม y แค่เพียงปุ่มเดียวเพื่อ archive มันจะลดขั้นตอนไปอย่างมากมาย เพราะว่า นิ้วคุณก็วางอยู่ที่ keyboard โดยที่ไม่ต้องมองแป้น (ถ้าหากว่าคุณยังต้องมองอยู่แสดงว่าคุณต้องไปหัดไม่มองให้ได้ก่อนน่ะครับไปฝึกมาซะนะ ..) สายตาคุณแทบไม่ต้องละจาก text ใน email ของคุณและกดได้ทันทีครับ !

ผมศรัทธาคลั่งไคล้การใข้ hotkey เอามากๆน่ะครับถ้าหาก่วา program ไหนที่ใช้บ่อยๆแล้วมันมี hotkey นี่ก็จะศึกษาเพื่อใช้มันให้คล่องไว้ก็จะทำให้ลดเวลาการใช้งานได้มากโขเอาการครับผม

หลักๆแล้ว hotkey ที่ผมได้ใช้มันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรหรอกครับ สรุปได้แค่นี้เอง

y  : archive email ตอนที่กดเข้าไปอ่านแล้วรู้สึกว่าอยากจะเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก (นะ..^_^) อาจจะใช้ e ก็ได้น่ะครับ แต่ว่าผมถนัด y มากกว่า ( y จะใช้ได้เฉพาะใน inbox น่ะครับ แต่ผมมีเมล์ที่ต้องจัดการกับมันแค่ใน in
box อยู่แล้วครับ )

j  : บอกว่าดู email ถัดไป (เก่ากว่าทั้งที่อ่านแล้วหรือยังไม่ได้อ่านมันก็แสดงเหมือนกันหมด) ปุ่มนี้จะกดเมื่อผมอยู่ที่หน้าที่แสดงเนื้อหาใน email แล้วไม่ต้องกลับไปที่หน้า inbox ครับ

# : ปุ่มนี้ต้องกด shift ด้วยน่ะครับแปลกดี แต่สำหรับผมแล้วผมว่ามันก็ make sense หน่อยเพราะว่า การลบ gmail ไม่อยากให้ทำเท่าไหร่แต่ว่า email มันไร้สาระ รู้แล้วไม่ต้องเก็บก็ลบมันไปดีกว่าน่ะครับ ถ้าหากว่ากดปุ่มนี้แล้วมันลบ แล้วก็จะไปโผล่ที่หน้า inbox ครับ ซึ่งถ้าหากว่าอยากจะให้ดีกว่า Gmail ควรจะทำปุ่มลบแล้วไปหน้าเนื้อหาใน email ถัดไปจะเข้าท่ากว่าน่ะครับ (ไว้รออนาคตครับผม)

c : เอาไว้เปิดหน้าใหม่ เหมือนกับเป็นการกด new mail หรือกด compose mail ยังไงล่ะครับ

g แล้วตามด้วย c : เพื่อดู contact list ครับ ผมใช้เพราะว่าผม sync email และเบอร์โทรศัพท์ทั้งหมดกับ Windows Mobile ของผมครับ แล้วที่ผมจะดูข้อมูลใน contact list จาก Gmail ก็เพราะว่า ผมอาจจะโทรศัพท์ผ่าน Skype (อ่านเรื่อง โทรเข้ามือถือไม่อั้นผ่าน skype ในประเทศ และต่างประเทศได้จาก link นี้ครับ) แล้วก็ไม่ต้องพิมพ์เบอร์ยาวๆเข้าไปเองก็เล่น copy paste จะง่ายกว่ามั้ยครับ หรือไม่ก็เป็นแค่การหา email คนที่จะติดต่อด้วยเท่านั้นครับ ซึ่งหลายคนถ้าหากว่าไม่ได้เข้าเงื่อนไขผมแบบนี้แล้ว ก็จะไม่ได้ใช้สักเท่าไหร่ครับ แต่แนะนำว่าควรจะ sync เอาไว้เครื่องเป็นอะไรจะได้ไม่ต้องเสียดายข้อมูลน้ำตาตกในน่ะครับ

สรุปเป็นว่าถ้าหากว่าคุณทำตามผมได้หมดเนี่ยะ จะทำให้การใช้งาน Gmail คล่องอย่างไม่รู้สึกมาก่อนกันเลยน่ะครับ ลองดูเองแล้วกันน่ะครับของแบบนี้ไม่ลองไม่รู้น้าจะบอกให้ .. ( ^_^ )

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • archive gmail คือ
  • gmail archive คือ
  • วิธีการใช้ gmail ขั้นเทพ
  • gmail ทำอะไรได้บ้าง
  • gmail ทําอะไรได้บ้าง
  • gmail inbox
  • gmail ทำไรได้บ้าง
  • gmail กด archive แล้ว mail อยู่ที่ไหน
  • ใช้ gmail ยังไง
  • archive mail gmail อยู่ไหน

WinzMouse หมุน mouse ปุ่มกลางโดยไม่ต้อง click เพื่อชีวิตการใช้ Windows ที่ดีกว่า

software ตัวนี้เล็กมากและแน่นอนว่ามันเป็น Freeware ครับผม ใช้ sottware เล็กๆตัวนี้ที่ชื่อ "WizMouse" จะทำให้เราๆท่านๆสามารถหมุน mouse ในหน้าต่างที่ mouse มันชี้อยู่โดยไม่ต้องกดให้หน้าต่างนั้นๆ active ขึ้นมา (แปลอีกครั้งแปลว่า เอาเมาส์ลอยไว้ที่หน้าต่างไหน แล้วหมุน mouse ได้เลยโดยไม่ต้อง click ครับ) พอลองใช้ดูแล้ว อืม.. รู้สึกว่าทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นมาอีกเปราะนะเนียะ .

โดดไปโหลดกันได้ที่นี่เลยน่ะคับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • เมาส์หมุนไม่ได้
  • หมุนเมาส์ ไม่ได้
  • เม้าหมุนไม่ได้
  • ทำไมกดเมาส์ปุ่มกลาง
  • ทำไมหมุนเม้าไม่ได้
  • ปุ่มกลาง เมาส์
  • เมาส์ หมุนไม่ได้

SiteLauncher : Firefox addon เพื่อความเร็วในการเปิดหน้าเว็ปที่ใช้ประจำ

อย่างที่ทราบกันอยู่ว่าตอนนี้ผมใช้ Firefox (ในร่างของ Flock) อยู่มากได้สักพักแล้ว ผมก็เริ่มใช้งาน Facebook บ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง ทีนี้ผมก็เลย rearrange ปรับเปลี่ยน Bookmark ที่ผมมีอยู่ไม่เอามาจาก FIrefox เก่าของผมเพราะว่า ผมคิดว่ามันเยอะไป ไม่จำเป็น ก็จะเหลืออยู่ไม่กี่ตัว แต่ว่าภาพที่เอามาแสดงนี่ไม่ได้เป็นภาพ Link ที่เหลืออยู่ของผมหรอกนะ แต่ว่าเป็น Default ของ Firefox addon ที่ชื่อว่า SiteLauncher ที่ผมก็เพิ่งใช้งานไม่ถึงวัน ผมก็ทำความคุ้นเคยกับมันไม่ยากนัก จากการสังเกตการใช้งาน internet เพื่อการ Browsing ทั่วๆไปผมจะใช้อยู่แค่ไม่กี่อย่างเองครับ คือ sanook, kapook ,noknok ,google reader, google notebook,gmail ,google calendar หมดแล้ว .. (นอกนั้นผมไม่นับว่าใช้งานมากครับ ) เพราะฉะนั้นผมก็เลย setup ปุ่ม shortcut ใหม่โดยใช้ FIrefox addon SiteLauncher นี่หละครับ

การใช้งานก็ไม่ยากหลังจากที่ add Firefox addon ตัวนี้เข้าไปแล้ว หากว่าจะใช้ ค่า Default ก็ตามที่เห็นนี่ได้เลย แต่ว่าผมไม่อยากใช้ตามเค้าหรอกครับเพราะ ความคิดผมกับการกดปุ่ม(ท่าทางของมือ) บาง site ที่เค้าเอามาแสดงเป็นค่าตั้งต้นมันไม่เหมาะกับมือผม อีกอยาง site ที่ผม visit บ่อยๆก็ไม่เหมือนกันกะที่เค้าเอามากำหนดไว้ด้วย ครับ ดังนั้นผมก็เปลี่ยนมันซะใน option วิธีการกดเรียกเพื่อเข้า web site ที่เรากำหนดเอาไว้แล้วนั้น ผมก็ใช้เป็น default เหมือนเดิม คือ เป็นการกดปุ่ม ctrl + spacebar + “ปุ่มตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็ก” มันก็จะทำการเปิด tab ใหม่ออกมาแล้วแสดงหน้าต่างของ site นั้นออกมาทันทีครับ ผมว่าผมคงใช้งานตัวนี้เป็นมาตราฐานอีกตัวสำหรับการใช้งาน Firefox (Flock) ของผมแล้วล่ะครับ แนะนำเช่นเคย ..

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • sitelauncher
  • วิธีใช้sitelauncher

RBTray หุบๆอะไรที่มันเกะกะออกไปจากหน้าจอ

หลายๆครั้งที่เราโหลดอะไรอยู่แล้วอยากหุบหน้าต่างนั้นให้หลุดออกไปจากสายตา เรียกว่าไม่อยู่แม้กระทั่งที่ taskbar ด้านล่างเพราะว่ามันรอนาน หรือว่า มันไม่จำเป็นต้องเปิดขึ้นมาอีก ผมก็เจอเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำน่ะครับ ทำให้ผมคิดว่าหากว่าหุบไปที่ icontray ด้านล่างขวาได้เลยนี่จะดีมากเพราะว่ามันไม่เกะกะเลยแม้แต่น้อย มันเหลือแค่ icon ตัวเล็กที่ด้านล่างขวาเท่านั้นเอง ครั้งก่อนๆผมอาจจะเคยแนะนำโปรแกรม trayeveything มาแล้ว แต่ว่าพอผมใช้งานจริงๆผมว่ามันไม่สะดวกสักเท่าไหร่เพราะว่า มันต้องมาเปิดโปรแกรมมันทีหนึ่ง แล้วก็เข้ามาแล้วก็ต้องหา List ว่าเราต้องการจะ Minimized to tray ตัวไหน ดูมันวุ่นๆไปนิดผมอยากจะได้แค่ว่า click ชวาที่ title bar ด้านบน ของหน้าต่างที่อยากจะหุบไป แล้วก็กด Minimize to tray เท่านั้นเอง ก็.. โปรแกรมตัวใหม่ที่ผมแนะนำตัวนี้มันทำงานอย่างที่ผมคิดเอาไว้เลยน่ะครับ เลยเอามาแนะนำกันอีกครั้งครับผม อีกอย่างมันเป็นโปรแกรมที่เบามากๆ (มันก็ควรจะเบาล่ะครับเพราะว่ามันทำอะไรเบาๆเท่านั้นเองไม่ได้มีอะไรเล้ย แต่ว่ามันให้การใช้งาน computer ง่ายขึ้นเหมือนกับเป็นการเติมเต็มอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปของ Windows ครับ)

สำหรับโปรแกรมตัวนี้ผมว่าจะเป็นตัวที่ผมใช้ไปเรื่อยๆ ไม่เปลี่ยนอีกแล้ว จนกว่ามันจะมีอะไรที่ดีเด่นไปกว่านี้นะครับ อ้อ . .ผมทดลองด้วย Windows XP น่ะครับ (แน่หละผมไม่ได้มี MAC อะไรกะเค้าน่ะนะ แล้วก็ไม่ได้เป็นพวกที่ชอบ VIsta ด้วย จะรอดูว่า Windows 7 จะทำอะไรให้ผมเปลี่ยนใจไปใช้ได้หรือเปล่าเท่านั้นเองน่ะครับ )

สรุปว่าโดดไปโหลดที่นี่กันได้เลยน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • หน้าจอวินโดวมันหุบเอง
  • หุบหน้าจอทั้งหมด windows 7
  • หุบหน้าจอแล้วไม่อยู่ที่แทปบาร์
  • แก้หน้าจอหุบ window 7 profes

msn emotion icon ใช้กันได้แต่ต้องควบคุมได้ด้วยนะ


มีน้องสาวผมคนนึงเค้าเล่นเอ็มกับผมแต่ว่าก็ไม่ได้เล่นประจำอะไรแต่ว่าเค้ามีพฤติกรรมในการเล่นเอ็มที่แปลกกว่าคนอื่นจนผมต้องเอามาเล่าครับ เวลาที่ผมเจอน้องคนนี้เนียะ เค้าก็ไม่ได้ทักทายผมเท่าไหร่หรอกแต่ว่าพอผมคุยด้วย เค้าก็มักไม่พิมพ์คุยกะผม สิ่งที่เค้าส่งมาหาผมส่วนใหญ่จะเป็นภาพ emotion icon ครับ แต่ว่าที่แย่ไปกว่านั้นก็คือว่า ถ้าเค้าพยายามที่จะพิมพ์อะไรขึ้นมาเพื่อที่จะสื่อสารกับผม เช่น แค่จะบอกว่า “ไปกินข้าวมา” ตัวอักษรทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดจะโดนแปลงเป็นภาพ emotion icon ทำให้อ่านไม่ออกครับ เรียกง่ายๆว่า แทนที่จะเป็นภาษาพิมพ์เหมือนคนอื่นปกติเค้า แต่ว่านี่มันเป็นภาษาภาพไปแล้วน่ะครับ ผมก็เคยถามเค้าเหมือนกันว่า เอ้ะ ทำไมเอา icon อะไรมาเยอะแยะแบบนี้แล้ว อย่างงี้คุยกะคนอื่นรู้เรื่องกันเหรอป่าวเนี่ยะ เค้าก็บอกผมว่า เค้าอ่ะเป็นพวกที่สะสม icon พวกนี้แล้วก็ชอบที่จะใช้มัน เค้าใช้มันเยอะเกินไปน่ะครับผมว่านะ .. เพราะเช่นตัวอย่างที่ผมบอกตะกี้คือแค่คำว่า “ไปกินข้าวมา” ไป ก็จะโดนแปลงเป็นรูป ลิงขี่มอเตอร์ไซด์ แปลว่าไป … อืม ดีมาก .. แล้วก็กิน ก็จะโดนแปลงเป็นรูปลิงกินข้าวกินบะหมี่อยู่ แต่ว่าคำว่ามาเนี่ยะไม่ได้มีการบันทึกเป็น icon เอาไว้

“แล้วนี่ไม่คิดจะแก้อะไรมั่งเหรอครับ” ผมก็คิดอยู่ในใจแต่ว่าผมก็ถามโพล่งออกไปด้วยความเคยชินว่า คนคิดกับการพิมพ์มันพรั่งพลูไหลออกมาได้อย่างรวดเร็วเหมือนสายน้ำ เค้าก็ไม่ได้บอกอะไรผม แต่สิ่งที่ผมจะแนะนำสำหรับคนที่มีอาการแบบนี้ (ผมเดาเอาว่าไม่ได้มีแค่น้องคนนี้ที่เป็นพวกติด emo icon อย่างงี้อย่างแรง) ว่า ถ้าหากว่า อยากจะใช้ให้อย่าตั้ง เป็นคำธรรมดา เพราะว่า หากว่าเราต้องการจะพิมพ์อย่างงั้นจริงๆบางทีมันก็สื่อสารไม่ได้ เอาซะเลยครับ ยกตัวอย่างให้งงกว่านั้น กรณีที่ผมเคยเจอมาก็เช่น หากว่าเค้าตั้ง emotion icon มาจากคำว่า “มา” แล้วล่ะก็ . นั่นแปลว่าถ้าหากว่าเค้าพิมพ์ว่า “มาก” มันก็กลายเป็นว่า มีรูป ลิงเดินมา แล้วก็ตามดว้ย ก.ไก่ เอ้ย.. แล้วมันจะอ่านเข้าใจกันได้ยังไงล่ะนั่น แย่กว่านั้นก็คือภาพก็ไม่ได้สื่อสารเลยว่า นี่กำลังพิมพ์บอกว่า “มาก” แต่อย่างใด

ประเด็นก็คือว่า หากว่าต้องการใช้ emotion icon พวกนี้ แนะนำอย่างแรงกล้าว่า เราต้องควบคุมมันครับ เราควรจะใช้เมื่ออยากจะใช้เท่านั้น วิธีการที่ผมใช้ในการกำกับ emotion icon เหล่านี้ คือ การใส่เครื่องหมายประหลาดๆที่ไม่ได้ใช้งานกัน ที่เป็นอยู่ในชุดแป้นพิมพ์ภาษไทย เช่น กรณีของผมผมจะใช้ “ๆ” นำหน้าเสมอ เช่น หากว่าผมจะแอดรูป emotion icon รูปหัวใจ ผมไม่อยากจะพิมพ์ว่า “หัวใจ” แล้วให้มันขึ้นเป็นรูปหัวใจหรอกนะครับ ผมจะตั้ง key หรือคำที่เป็นตัวแทนของรูปหัวใจว่า “ๆหัวใจ” นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าผมต้องการที่จะ ให้แสดงเป็นภาพเพื่อสื่อสารความในใจแล้วล่ะก็.. ผมก็จะพิมพ์ ไม้ยมก นำหน้า แต่ว่าถ้าหากว่าต้องพิมพ์ว่า “หัวใจ” ผมก็พิมพ์ไปได้เลยเหมือนกับการพิมพ์ปกติครับ นี่อาจจะเป็นแค่อะไรง่ายๆสั้นๆ แต่มันมีผลกระทบต่อการสื่อสารผ่านระบบ msn กันอย่างแท้จริง ที่เป็นปัญหาของโลกเรา ณ ปัจจุบันที่มองข้ามไปไม่ได้น่ะครับ

การที่ใช้ emotion icon มันดีตรงที่ว่า .. มันสื่อสารเป็นภาพได้ แล้วก็ถ้าหากว่าคุณมีชุด emotion icon ที่มันดูน่ารักแล้วล่ะก็.. ผมก็คนที่ได้รับ ก็จะรู้สึกว่า แหม .. ทำไมคุณๆทำตัวได้น่ารักแบบนี้นะ .. ซึ่งผมรู้สึกอย่างงั้นจริงๆน่ะครับ แล้วก็คนที่คุยกะผมเค้าก็เหมือนว่าจะรู้อย่างงั้นด้วย

Download Emoicon  ได้จากที่นี่ครับ (อย่าลืมว่าอย่างใช้พร่ำเพรือแล้วกันนะครับ)

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • emotion
  • emotion icon
  • emotion msn
  • icon msn
  • ไอคอนแสดงอารมณ์
  • ไอคอน msn
  • ไอคอนแสดงอารมณ์ msn
  • emotion ลิง
  • icon emotion
  • msn emotion

TrayEverthing หุบทุกอย่างไปที่ icontray

  Windows User only : เวลาที่เราลงโปรแกรมอะไรที่มันจำเป็นต้องโหลดข้อมูลจาก server อีกทีหนึ่งทำให้มีหน้าต่างตงค้างเอาไว้ที่หน้าจอแล้วมันก็หุบลงไม่ได้ด้วย แต่ว่าผมคิด่วามันเกะกะอยากจะเอามันออกไปไม่ให้เห็นที่หน้าจอ ปกติที่ผมทำก็คือว่า ลากไปที่ริมจอมากๆเพือ่ที่จะไม่ให้ตัวผมเห็นมันหรือว่าถ้าหากว่ามันเกิด active ขึ้นมา มันก็จะไม่ได้ขวางกลางจอโด่ๆเด่ๆ ซึ่งมันก็เป็นวิธีที่พอถูไถไป แต่หากว่าจะให้ดีกว่านั้น แนะนำว่า ที่เครื่องควรจะมีโปรแกรม TrayEverything เอาไว้ เจ้าโปรแกรมนี้มันจะให้เราเลือกได้ว่าเราจะเอาหน้าต่างไหน หุบไปที่ icontray (มุมขวาล่างตรงนาฬิกา) เพื่อไม่ให้โปรแกรมนั้นมันชวางหูขวางตาเวลาที่มันทำงานครับ นอกจากนี้โปรแกรม TrayEverything นี้มันมีการตั้งได้ด้วยว่าหากว่าหุบไปแล้วให้ทำการตั้ง password เอาไว้ได้อีกจะได้ไม่มีคนยุ่งกับมันได้ อารมณ์เหมือนกับว่า เราอยากจะหดหน้าจอบางหน้าจอไม่ให้มีคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเปิดดูได้ เราก็ตั้ง password ให้มันได้ด้วยน่ะครับ ซึ่งคิดไปคิดมาผมว่า .. ไม่รู้ว่าผมจะได้ใช้เหรอป่าวน่ะครับ มันดูเกินจำเป็นไปหน่อย แต่ก็น่าจะดีอยู่หากว่ามีลูกหลานๆเล็กๆ เดินผ่านไปผ่านมาแล้ว โหลดอะไรสักอย่างอยู่ไม่อยากให้คนอื่นมา cancel ไปได้ก็หุบเข้า tray แล้วก็ lock password มันซะด้วยก็จะไม่มีใครไปทำอะไรมันได้แล้วน่ะครับ เหมือนจะมีประโยชน์ตามสถานะการณ์ที่ว่านี้น่ะครับ คิดว่านะครับ .. หลักๆก็จะเป็นแค่ว่าหุบหน้าต่างเพื่อไม่ให้เกะกะ taskbar ก็น่าจะพอแล้ว โหลดไปใช้แล้วกันนะครับ เหมือนเดิมว่าเป็น Freeware ตามเคยไม่เคยอยากได้ตังค์อะไรกันมั่งเลยเหรอไงก็ไม่รู้น่ะครับอันนี้

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • หุบหน้าจอไอโฟน