ประมวลพฤติกรรมการซื้อของ online คนไทยที่(ไม่)เหมือนกับชาวโลกประเทศอื่น

ecommerce 

e-commerce เปลี่ยนพฤติกรรมการขายและซื้อแบบไทยจากโลกจริงกันอยู่หลายประเด็นมากทีเดียว และพฤติกรรมการซื้อและขายของคนไทยก็มีเอกลักษณ์จากคนประเทศนอกอีกต่างหาก ถ้าหากว่ารู้อย่างงี้ก็ทำไปตั้งนานแล้ว แต่ผมเองก็ไม่ได้ถึงกึ๋นคนไทยสักเท่าไหร่หรอกครับ ต้องให้คนอื่นเค้ามาบอก และ ก็ต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้น่ะครับเรื่องแบบนี้ แยกเป็นประเด็นๆได้ต่อไปนี้น่ะครับ

คนไทยไม่ใช้ระบบ shopping cart : อันนี้วัดได้จากการซื้อสินค้าผ่านหน้าร้าน online ที่ผม set up เอาไว้การซื้อการขายเกิดขึ้น โดยคนซื้อไม่ได้เข้าไปกดปุ่มๆ ที่ซับซ้อน (สำหรับเค้าเหล่านั้น) ซึ่งตัวผมเองมีมุมมองว่า เป็นเรื่องจำเป็นน่ะครับ ที่จะต้องกรอกข้อมูลแล้วเลือกซื้อสินค้าจากระบบที่ทางเว็ปไซท์มี ซึ่งผมก็คิดของผมไปคนเดียวน่ะหละ คนอื่นเค้าไม่ได้คิดแบบผมน่ะครับ

คนไทยใช้โทรศัพท์คุยกันเพื่อความอุ่นใจ : เพราะประเทศเราการขายของยังคงต้องการความอุ่นใจว่าสินค้าเหล่านั้นมีผู้ขายอยู่จริง หรือ มีตัวตนอยู่จริง ต้องการการต่อรอง เหมือนกับได้คุยกันปกติ การโทรศัพท์ หรือลงเบอร์มือถือเอาไว้ที่หน้าแรกของร้านค้ากลับกลายเป็นเรื่องจำเป็น มันไม่เหมือนกับประเทศนอก ตรงนี้น่ะครับ คือ ต่างประเทศเช่น US ถ้าหากว่าโทรไปยังเบอร์ที่อยู่นอกเขตตัวเองจะโดนการ เรียกเก็บเงินสำหรับการโทรครั้งนั้นๆได้ครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ขายก็ต้องมี online chat หรือ เป็น Live chat เอาไว้คุยได้ทันที หรือไม่ก็ต้องเสียเงินเอาเบอร์ TOLL FREE มาน่ะครับ ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างแรงกับคนไทยมาก เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่การโทรศัพท์ติดต่อกันด้วยมือถือถูกที่สุดในโลกแล้ว (คนรับบางประเทศต้องเสียเงินอีกน่ะครับไม่อยากจะบอก) เพราะฉะนั้นการโทรเพื่อถามราคา หรือ เพื่อพิจารณาว่ามีตัวตนจริงเป็นเรื่องที่คนไทยจะทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับผม

ความดูดีของหน้าร้านไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญนัก : เนื่องจากพฤติกรรมสองข้อที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า shopping cart ก็ไม่มีคนใช้ โทรศัพท์คุยกันดีกว่ามั้ยง่ายดี แล้วก็รู้อีกว่ามีคัวตนเว็ปไซท์กันอยู่จริงแล้ว หน้าตาของเว็ปไซท์ ไม่ต้องแตกต่างอะไรกับคนอื่นมากนักก็ได้ เพราะยังไง้ยังไงก็ต้องได้คุยกันดูก่อนอยู่ดี แค่ว่าเอาสินค้าไปแสดงให้เห็นก็พอแล้ว คุณจะใช้เว็ปไซท์สำเร็จรูปที่เหมือนๆกับคนอื่น ก็ไม่ได้ว่าอะไร เหมือนว่าโลกนี้มีแต่เว็ปสำเร็จรูปกันทั้งหมดน่ะหละ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนเค้าทำๆกัน

คนขายไม่ update สตีอกสินค้า : ไม่ใช่เพราะว่า back office ของระบบสำเร็จรูปไม่มีให้ update แต่เป็นเพราะคนซื้อต่างหาก มีการติดต่อสั่งซื้อผ่านวิธีการอื่นๆ เช่น การโทรศัพท์ เข้าไปแล้วก็สั่งซื้อเอาสินค้าออก คนที่จัดส่งสินค้าก็ไม่ได้เป็นคนทำระบบหลังร้าน อาจจะเป็นแค่ลูกจ้างเพื่อให้จัดการเรื่องสต้อกแล้วส่งของเท่านั้น หน้าร้าน online เลยทำหน้าที่เหมือนเป็นแค่ catalogue เฉยๆ จำนวนหรือปริมาณของพร้อมขายก็จะไม่มีความแน่นอนถูกต้องแต่อย่างใด อันนี้จะเป็นทั้งเหตุและผล ทำให้คนซื้อต้องโทรมา check สินค้าก่อนทุกครั้งว่า สินค้าที่เค้าสนใจมันมีหรือไม่ (ถ้าหากว่าใช้ shopping cart ไปแล้วก็เสียเวลาเปล่า เพราะว่าของอาจจะมีหรือไม่ก็ไม่รู้) พฤติกรรมการซื้อ เลยถูก form ตัวขึ้นมาว่าต้องโทรคุยกันครับ

สินค้าที่วางขายหน้าร้านเป็นแค่ภ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • พฤติกรรมการซื้อ
  • พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อโทรศัพท์มือถือ
  • การซื้อของออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อสินค้า
  • พฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนไทย
  • พฤติกรรม shopping online
  • ปัจจัยในการซื้อสินค้าออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อแบบซับซ้อน

การเลือกเพศให้กับร้านค้า e-commerce:ร้านมีเพศด้วยเหรอ?

แย่(หรือดีอันนี้ไม่แน่ใจ)หน่อยที่ภาษาไทยนั้นมีคำที่บ่งบอกถึงเพศว่า ประโยคที่พิมพ์หรือว่าพูดออกมานั้น คนพูดหรือพิมพ์สื่อความนั้นเป็นคนเพศไหน เช่น ถ้าหากว่าคนที่พูดหรือพิมพ์ว่า ครับ ครับผม หรือผม ก็จะรู้ว่าเป็นเพศชาย หรือพิมพ์ว่า ค้ะ ค่ะ ดิฉัน เดี้ยน (กระแดะไปนิด) ก็จะเป็นเพศหญิง และก็มีอีกหลายคือที่ทั้งสองเพศสามารถที่จะพูดหรือพิมพ์ออกมาได้ โดยที่รู้ด้วยว่าคนที่พูดหรือพิมพ์นั้นเป็นเพศอะไรเป็นฐานกันแน่ เช่น คำว่า จ้ะ จ๊ะ นะจ้ะ เป็นต้น (แหม วันนี้พิมพ์เนื้อความเหมือนกะสอนภาษาไทยเด็กอนุบาลไปหน่อยเหรอป่าวน่ะครับ) และสำหรับร้านค้าจะต้องมีการติอต่อระหว่างกัน โดยการ email หรือเป็นระบบ email template ที่มีการตอบโต้อัตโนมัติ เมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าหรือมีการสมัคร register เพื่อเป็นลูกค้าครับ ก็จะเกิดคำถามว่า ร้านหรือตัวแทนของ email นั้นน่าจะเป็นเพศอะไรกันแน่ ในหัวผมมี concept อยู่หลายแบบน่ะครับก็ลองตามดูแล้วกันน่ะครับ ว่าจะคิดแบบไหนดี

วิธีการหนึ่งที่คนส่วนมากจะทำก็คือ การเลือกเพศแบบตรงไปตรงมา คือ ถ้าหากว่าคุณเป็นเพศอะไรก็พิมพ์สื้อความว่าเป็นเพศนั้นเช่น ตัวกระผมเป็นต้น จะเห็นไดว่าคนอ่านจะรู้ว่าเป็นเพศผู้ ตัวผู้น่ะครับผม (แหม เหมือนกะเป้นหมน้อยเนาะ) แล้วก็ร้านค้า online คนที่เป็นเจ้าของร้านก็จะเหมาะสมกับสินค้าที่ขายอยู่ในร้านอยู่แล้วเข่นถ้าหากว่าขายเสื้อผ้า sexy ก็จะเป็นเพศเมียซะมาก หรือว่าถ้าหากว่าขายหนังแผ่น หรือแผ่นเกมส์(แท้หรือเทียมก็สุดแล้วแต่) ก็จะเป็นเพศผู้ซะมากน่ะครับ ทำให้หลายคนไม่ได้คิดมากเรื่องแบบนี้ ก็เพราะมันตรงไปตรงมาแล้วก็เหมาะสมดีแล้ว แต่ว่าสำหรับคนที่อยากจะเลือกเพศจริงๆก็มีแนวคิดไม่ยากนะครับ ก็คือ ต้องเลือกให้เหมาะสมว่าลูกค้าที่เข้ามาที่หน้าร้าน online คาดหวังว่าคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นเพศอะไร คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังนั้นก็พึงแสดงตัว พิมพ์ออกมาผ่าน email template เพื่อบ่งบอกว่าเว็ป site นี้มีเพศตามที่ลูกค้าคิดเอาไว้

ยกตัวอย่างเพิ่มเติมได้ไม่ยากครับ เช่น ถ้าหากว่าร้าน online ขาย condom คนที่อยู่เบื้องหลังสำหรับผมแล้วก็น่าจะเป็นเพศหญิง เพราะ ถ้าหากว่าเป็นเพศชายก็จะคิดมากเชิงว่า เอ .. ไม่รู้เรื่องเอาซะเลยเป็นผู้ชายแท้ๆด้วยกัน อะไรแบบนี้น่ะครับ หรือว่าถ้าหากว่าร้านคุณขายเฟอร์นิเจอร์ ลูกค้าที่เค้าเข้ามาที่หน้าร้าน online จะคาดหวังว่า คนที่ทำงานเบื้องหลังหรือติดต่อกันอยู่นั้นน่าจะเป็นเพศชาย ครับ เพราะ ดูราวกันว่าผู้ชายจะเข้าใจเรื่องการก่อสร้าง การตัดไม้ หรือ สร้างเฟอร์นิเจอร์ได้ดีกว่ายังไงล่ะครับ เท่านั้นเองครับ แบบนี้คิดไม่ยากน่ะครับว่า ร้านค้า online ของคุณๆนั้น เพศสำหรับคนที่ทำหน้าที่ติดต่อนั้นน่าจะเป็นเพศไหนกันแน่ครับ

แต่อย่างไรก็ดีหากว่าเจ้าของร้านเลือกคนที่มาทำหน้าที่สื่อสารกับลูกค้าไม่ได้เป็นเพศที่ลูกค้าคาดหวังจะให้เป็นก็อย่าคิดพิศดารมากน่ะครับ ให้ผู้ชายทำทีเป็นพิมพ์อีเมล์เหมือนกับว่าตัวเองเป็นผู้หญิง (ซึ่งจริงๆก็สามารถทำได้น่ะครับ ) แค่ผมกลัวว่า หากว่าเกิดการผิดพลาดในการพิมพ์สื่อความกันใน chat Instant messager หรือว่าผ่าน email ก็แต่แล้วคนอ่านหรือลูกค้าจะนึกว่าคนที่ติดต่อด้วยเป็นพวกสับสนทางเพศน่ะครับ แต่ว่าถ้าหากว่าคิดว่าไม่หลุดแน่ๆจะ chat หรือ email สื่อสารแบบผิดเพศได้ก็ไม่รู้น่ะครับ เพราะแท้ที่จริงแล้วลูกค้าเค้าไม่รู้หรอกครับว่าแท้ที่จริงแล้วเราเป็นตัวผู้หรือตัวเมียอ

ยู่ดีน่ะหละถ้าหากว่าไม่ได้โทรเข้ามาคุยน่ะครับ

สินค้าอะไรที่เหมาะสมสำหรับการขาย online ?(ขายสินค้าอะไร online ดี และเปิดร้าน online ที่ไหน?)

คนที่จะทำหน้าร้าน online นั้นถ้าหากว่าไม่ได้มี product เป็นของตัวเองแล้วคำถามแรกๆที่เกิดในหัวก็คือ จะเอาอะไรมาขาย หรือ แปลอีกความหมายว่า "อะไรล่ะที่คนจะซื้อกัน online" ผมแตกภาพออกมาให้เกิดความเข้าใจได้ไม่ยากเป็นข้อๆได้ดังต่อไปนี้เลยน่ะครับ

- ของที่หาซื้อได้ลำบากครับ เพราะอย่างที่อเมริกาการซื้อผ่าน internet จะไม่ต้องเสีย vat. เพื่อเข้าไปอีก เพราะเป็นการซื้อส่งต่างรัฐ จะได้ราคาที่ดีกว่า การได้ราคาดีกว่านั้น เพราะข้อมูลด้วยอีกส่วนหนึ่งข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าถ้าค้นหาผ่าน Google แล้วจะได้ของที่ราคาที่ค่อนช้างต่ำเพราะถือว่าเป็นการค้นหาร้านค้ามากกว่าหนึ่งร้านเพื่อทำการเปรียบเทียบทันทีที่หน้าคอมพิวเตอร์ (internet)

- นอกจากหาซื้อยากแล้ว ยังมีอีกปัจจัยในทางตรงข้ามคือ ของนั้นมี ดาษดื่นทั่วไปก็ได้ แต่ว่า ตีกันด้วยราคาเป็นตลาดแดงเดือด แม้ว่าจะบวก shipping เข้าแล้วก็ยังราคาดีกว่าอยู่ดี

- ของนั้นต้องไม่มีความต้องการใช้ในทันที  เรียกได้ว่าเป็นของไม่จำเป็น ณ เวลานั้นๆ แต่หากคิดว่าต้องการใช้ทันที ก็จำเป็นที่จะต้องมีบริการส่งด่วนพิเศษซึ่งก็ charge ราคาการส่งแพงๆได้ เพราะนั่นเป็น need แล้ว แล้วก็คนซื้อหาของจากหน้าร้านปกติไม่ได้น่ะครับ (ผมไม่บอกแล้วกันว่าคืออะไรน่ะครับ)

- สำหรับของทีมีดาษดื่นแล้วราคาถูกกว่าถือว่า ร้านค้าที่แสดงของให้จับต้องได้เป็นแค่ศูนย์การสาธิตเท่านั้น เพราะ คนจะซื้อก็ต้องไปดูของจริงจากที่หน้าร้านก่อน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าใช้งานได้ดี แต่เวลาซื้อก็มาซื้อ online เท่านั้นเอง เพราะเกิดการเปรียบราคาระหว่างหน้าร้าน กับ ร้าน online + shipping cost ก็จะเป็นราคาเพื่อการเปรียบเทียบได้ไม่ยาก

- ของนั้นอาจจะมีความเป็น unique หาซื้อที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว เช่น การขายหนังสือเก่าหรือ การขายเสื้อผ้าเก่า หรือ การขายตุ้กตาไหมพรมแบบส่วนตัว งานทำเอง hand-made product หรือเสื้อผ้า brand ที่เรา Design เองส่วนตัว หรือ แบบส่วนตัว

- ซื้อของที่ซื้อปกติแล้วต้องอาย เช่น condom หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกิดความละอายแก่การซื้อ ชุด sexy แบบพิเศษหรือแผ่นผีก็แล้วแต่แต่ว่าแน่นอนว่าของ copy ไม่ดีแน่เพราะเกิดความเสี่ยงสำหรับคนขายครับ ต้องมีการปิดๆเปิดๆเว็ป แล้วก็ข้อมูลใน internet จริงแล้วสามารถสืบค้นกันได้ไม่ยาก แต่สำหรับ condom แล้วถือได้ว่าเป็นตัวอย่างสินค้าที่เหมาะสมที่สุด

- ของที่ยังไงก็ตามต้องไปส่งถึงที่อยู่แล้ว ก็จะไมมีการพิจารณาค่า shipping เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วข้อมูลสามารถอธิบายได้ครบถ้วนสมบูรณ์ผ่านหน้าเว็ปไซท ์ เช่น ตู้ โต้ะ furniture หรือ สระว่ายน้ำ ลักษณะ e-commerce แบบนี้ website จะไม่ได้เป็น full shopping cart แต่อย่างใด เน้นหนักไปทางการแสดง product ออกมาเป็นโบวขัวร์ เว้ปซะมากกว่าน่ะครับ

- สินค้าที่เป็น pure digital จะไม่มีค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการขนส่ง เช่น file , เพลง ,หนังสือ pdf ,ebook , software  การบริการบางอย่าง เช่น รับจ้างออกแบบ website หรือ website สำเร็จรูป หรือแม้กระทั่ง online course trainning ต่างๆ นานา เป็นต้น

- สินค้านั้นเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักเบาแต่ราคาสูง กำไรดี เช่น jewelry (แต่ตอนส่งต้องมีประกันอะไรบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง) หรือ เครื่องประดับ

- สินค้าที่รู้ว่าซื้อที่ไหนๆก็เหมือนกันเพราะว่าคุณภาพไม่ได้มี่ความแตกต่างกันแม้แต่น้อย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ สินค้า IT เช่น SDcard , ปากกาสายสืบ กล้องจิ๋ว เป็นต้น

ผมว่าโดยรวมแล้วก็ประมาณนี้ สำหรับ product ท

ี่ท่านๆเป็นผู้ผลิตอยู่แล้ว ลองคิดดูแล้วกันน่ะครับว่า product ของท่าๆนั้นเข้าข่ายหรือไม่ถ้าเข้าก็ online ได้เลยครับผม

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ขายอะไรกําไรดี
  • การขายออนไลน์
  • ขายอะไรกําไรดีที่สุด
  • ขายสินค้าอะไรได้กําไรดี
  • สินค้าที่ขายดีที่สุดในอินเตอร์เน็ต
  • ขายสินค้าออนไลน์อะไรดี
  • สินค้าออนไลน์ที่ขายดีที่สุด
  • ขายอะไรได้กําไรดีที่สุด
  • ขายอะไรได้กําไรดี
  • เปิดร้านอะไรได้กําไรดี