TIPS การเตรียมตัวก่อนไปต่างประเทศเพื่อการสื่อสารที่มีประหยัดเงินฉบับ RackTIPS การเตรียมตัวก่อนไปต่างประเทศเพื่อการสื่อสารที่คุ้มค่าและประหยัดเงิน

ไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปเดินทางไปทำงานทำการที่ประเทศจีน ณ เมืองฮังโจ่ว และ เมืองเซี่ยงไฮ้ ครับก็เลยอยากจะเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องแนวๆ Tech ๆ นิดหน่อยที่เกี่ยวกับการเดินทางนี้มาเล่าให้ฟังซักนิดน่ะครับ โดยเรื่องที่อยากจะเอามาเล่าให้ฟัง หรือพิมพ์เก็บเอาไว้ที่ blog นี้จะเป็นประเด็นหรือ List รายการที่จะเอาไว้เตือนตัวเองว่า ถ้าหากว่าจะไปเมืองนอก จะต้องเตรียมตัวอะไรอย่างไรบ้าง ในมุมมองของการใช้อุปกรณ์สื่อสารและ การใช้งาน computer และ internet หรือ พวก Gadget ในต่างประเทศครับผม โดยผมจะเล่าเป็นประเด็นๆไปก็แล้วกันนะครับ

check ดูก่อนเลยว่าตัวแปลงหัวปลั้ก เราได้เอาไปแล้วหรือไม่?

ผมเคยแล้วน่ะครับที่ว่าผมเอา computer Notebook หรือแม้กระทั่งพวกอุปกรณ์ charger เพื่อเอาไปไปชาร์ค computer หรือ mobile phone ทั้งหลายแหล่แต่ว่า เมื่อไปถึงประเทศนั้นๆแล้วก็พบว่าหัวปลั้กเนี่ยะมันรูคนละรูปแบบกับที่เรามีจริงๆเล้ย ไปเห็นอย่างงั้นแล้วก็จะเศร้าใจมากครับ ประมาณว่า เราขนอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อที่จะมาใช้งาน แต่ดันไม่มีไฟใช้เพราะว่า charge ไฟไม่ได้ ทำให้ "ปลั้กหัวแปลง" เป็นเรื่องสำคัญสุดๆ และ ลืมไม่ได้กันเลยก็ว่าได้ แล้วก็จริงๆแล้ว สำหรับพวกอุปกรณ์การ charge ไฟฟ้า  Notebook หรือ mobile phone นั้นเราไม่ต้องห่วงเรื่อง Volt สักเท่าไหร่เพราะว่า มันจะ cover ตั้งแต่ไฟฟ้า 110 V ยัง 220 V อยู่แล้วเสียบได้น่ะครับไม่ต้องคิดมากว่าแต่ละประเทศจะเป็นไฟฟ้าแรงดันอะไรครับ เอาเป็นว่า ปลั้กหัวแปลงเนียะ ลืมไม่ได้น่ะครับไม่อย่างงั้นการเดินทางจะกลายมาเป็นต้องเดินทางหาหัวปลั้กกันเลย (ถ้าหากว่าไม่ได้อยู่ในเมืองอีกด้วยแล้วล่ะก็ อย่าคิดว่าจะหาซื้อกันได้ง่ายๆน่ะครับนั่น โอ้ว … ขนของไปแล้วไม่ได้ใช้เพราะว่าเรื่องแค่นี้มันก็น่าจะน่าเศร้าอีกนักครับผม )

สำหรับหัวปลั้กแนะนำว่าอยากจะให้ซื้อเป็นชุด Universal เอาไว้เลยก็เป็นดีน่ะครับ แล้วก็ใส่เป็นซองกำมะหยี่หรือเป็นถุงแยกเอาไว้อย่าเอาไปเป็นชิ้นๆน่ะครับเพราะว่าเราไม่รู้หรอกว่าประเทศไหนจะหัวปลั้กมันเป็นแบบไหน ทางที่ดีเพื่อเป็นการประหยัดเวลา เราก็ขนมันไปทั้งห่อน่ะครับ เรื่องว่าไม่ต้องเสียเวลามา check ข้อมูลใน internet ว่าหัวประเทศไหนใช้ยังไงกันหรอกน่ะครับ (แต่ก่อนผมทำน่ะครับแต่ว่าเดี๋ยวนี้ผมก็เอาไปหมดเลยน่ะครับ มันก็ไม่ได้หนักอะไรหรอกเนาะ แล้วก็มันจะได้ไม่หายด้วยเพราะ เราไม่ได้แยกชิ้นมันออกเป็นชิ้นๆ มันก็จะอยู่ครบเป็นกลุ่มก้อนไม่หายไปไหนน่ะครับ)

นอกจากหัวปลั้กแล้วเอาหัวเพิ่มรูเสียบไฟไปด้วยครับ !

เพราะว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่รู้หรอกว่าโรงแรมที่เรากำลังจะได้เข้าไปพักนั้นมันมีรูให้เสียบเยอะแยะแค่ไหน บางโรงแรมมีรูให้เสียบแค่รูเดียวหรือสองรูเท่านั้น หรือว่า ก็ต้องไปถอดปลั้กพวก lighting ในห้องเพื่อเอาอุปกรณ์ charger ของเราเสียบเข้าไปแทนที่ต้องมีการอาการมุดโต๊ะเข้าออก ผมว่ามันไม่สะดวกเอามากๆน่ะครับ ยังไงซะ ให้หาซื้อหัวแยกจ่ายไฟอันเล็กๆไปด้วยเอาที่ดูดีนิดหน่อยแล้วก็สายยาวนิดนึงประมาณว่าสามารถลากสายมาจากที่ไกลๆด้วยสักหน่อยก็ดีน่ะครับ เพราะผมเองจริงๆแล้วก็มีอุปกรณ์ที่จะต้อง charge ไฟมากกว่า 2 อุปกรณ์ด้วยซ้ำ หรือว่าถ้าหากว่ามีเพื่อนหรือพ่อแม่พี่น้องไปด้วยใน Trip เดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมห้องหรือ roommate แล้วนี่ก็ยิ่งแล้วใหญ่ ความต้องการรูปลั้กจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณขึ้นกับความเป็น Geek ของเพื่อนร่วมห้องนั้นด้วยน่ะครับว่าเค้าจะต้องมา jam เพื่อ charge อุปกรณ์อีกกี่อุปกรณ์กันน่ะครับนั่น

ติดต่อผู้ให้บริการโทรศัพท์ว่าเครื่องจะ ROAMING หรือไม่ ?

เหตุผลในการ Roaming เบอร์ไทยของผมก็ไม่มีอะไรมากน่ะครับแค่ว่าอยากรู้ว่าใครโทรมาเท่านั้นเอง การรับโทรศัพท์ตอนที่อยู่เมืองนอกจะโดน charge rate แพงกว่าปกติมากครับ แล้วก็การรับโทรศัพท์แบบ Roaming จะมีแนวโน้มแพงกว่าการโทรกลับมาด้วยซ้ำเรียกได้ว่า การ reject call ใดๆที่โทรเข้ามานั้นเป็นเรื่องที่ผมทำอย่างไม่ต้องแยแส หรือ ไม่ได้รู้สึกแล้งน้ำใจที่ไม่ได้รับโทรศัพท์แตอย่างใดน่ะครับ  สำหรับคนที่คุณคิดว่า เค้าอาจจะต้องมีการติดต่อเข้ามา ให้บอกเค้าไว้ว่า ถ้าหากว่ามีเรื่องอะไรก็แล้วแต่ให้ทำการ SMS มาที่เบอร์มือถือ (ที่เปิด Roaming เอาไว้) แทนเพื่อจะได้รู้เรื่องก่อนว่ามันจะต้องคุยกันหรือเปล่า หรือว่า ผมแค่ส่ง SMS ตอบกลับไปก็หมดเรื่องแล้วหรือไม่ นอกนั้นถ้าหากว่าคุณมี POLICY รับหมด พวกขายประกันและ ขายบัตร credit ก็จะตามคุณไปถึงเมืองนอกเมืองนาด้วยน่ะหละ แต่ว่าคุณจะมี cost หรือต้นทุนเพิ่มเพื่อที่จะรับขาย cold call เหล่านี้ซะด้วยน่ะครับ

นอกจากนี้การเมมเบอร์ในมือถือถ้าหากว่าเป็นไปได้แล้ว การ mem เบอร์ด้วยแบบมีรหัสประเทศนำหน้าทั้งหมดเช่นเบอร์มือถือ +66811234567 ก็ให้เม็มเอาไว้แบบนี้น่ะครับ เวลาที่มันแสดง call in number เข้ามามันก็จะแสดงชื่อคนที่เราเม็มเอาไว้ได้น่ะครับ หรือว่าคุณดันไม่ได้เม็มเอาไว้แบบนี้ล่ะก็ ก็ให้ reject call ซะแล้วก็มากดเบอร์ดูว่าเป็นของใครก็ได้น่ะครับ ถ้าหากว่าเป็นคนที่คุณรู้จัก ก็อาจจะโทรกลับด้วย skype (เมื่ออยู่โรงแรมที่มี wifi ) ได้ครับผม

ขอให้เม็มเบอร์ call center ในรูปแบบ 02 ไว้ครับเผื่อว่ามีอะไรโทรก็จะได้ติดต่อได้

บังเอิญว่าผมใช้ AIS เป็น carrier มือถือของผมครับ เมื่อคุณอยู่เมืองนอกคุณจะใช้แค่กดเลขสั้นๆสี่หลักแล้วมันติด AIS นี่มันเป็นไปไม่ได้น่ะครับ นั่นก็แปลว่า คุณต้องขอเบอร์ 02 เอาไว้เพื่อให้ติดต่อกลับไปยัง call center ได้ถ้าหากว่าคุณต้องมีการสอบถามอะไรก็สุดแล้วแต่ (แน่นอนว่าผมก็ใช้ skype unlimited call นั้นน่ะหละโทรกลับไปหา AIS ไม่จำเป็นต้องใช้มือถือโทรหรอกน่ะครับ) ถ้าหากว่าคุณเป็น serenade อยู่แล้ว คุณก็โทรแบบ 02 กลับไปหา call center AIS ได้เลยน่ะครับ เบอร์ call center AIS แบบเบอร์บ้าน คือ 022719000

ให้ศึกษาเรื่องของ promotion internet แบบเหมาจ่าย ณ ประเทศนั้นๆก่อนไปก่อนเดินทาง

สำหรับกรณีฉุกเฉินแล้วจริงๆ คุณอาจจะไม่ได้อยู่ในโรงแรมหรือที่พักใดๆที่จะมี internet ให้ใช้เลย (ประมาณว่าไปแบบกันดาลมากไม่ได้แตะเมืองกะเค้าเลย) ก็ผมก็จะแนะนำว่าให้ติดต่อกับผู้ให้บริการมือถือซะก่อนว่า ถ้าหากว่าคุณจะต้องใช้ promotion หรือต่อ INTERNET GPRS หรือ EDGE แบบโรมมิ่งแล้วเนี่ยะ จะคิด rate แบบใด แล้วมี promotion เหมาจ่ายหรือคิดเป็น MB หรือไม่ ? แล้วกด activate ด้วยเบอรือะไรเพื่อที่จะทำให้มันใช้การได้ทันทีหรือไม่ เป็นต้น เพราะขอข้อมูลเอาไว้ก่อนไม่แน่น่ะครับ คุณอาจจะได้ใช้หรือจำเป็นต้องใช้ internet ผ่านมือถือก็ได้น่ะครับ

อีกประเด็นสำหรับเรื่องของ promotion Unlimited ของการใช้ EDGE/GPRS แบบ roaming มันจะมีเงื่อนไขแปลกๆอย่างหนึ่งคือ อาจจะมีการกำหนด carrier หรือระบบสัญญาณโทรศัพท์ตอนที่เราอยู่เมืองนอกด้วยว่า ถ้าหากว่าคุณจะใช้ internet แบบไม่อั้นจะต้องใช้เชื่อมต่อกับ carrier รายใดเท่านั้น ถ้าหากว่าเป็นรายอื่นจะไม่ได้ cover อยู่ในส่วน Unlimited นั้นก็แปลว่า ถ้าหากว่า บางเมืองมันหาสัญญาณของ carrier ผู้ให้บริการรายนั้นๆไม่เจอ ก็จงอย่าคิดว่ามัน unlimited น่ะครับเพราะว่า คุณจะ โดน charge ค่า internet อย่างไม่เป็นธรรมกันอย่างเห็นๆน่ะครับ แล้วเค้าก็จะคิดว่า "เราบอกคุณแล้ว >< " อะไรทำนองนี้ (ผมโดนเองกะตัวเลยเรื่องนี้น่ะครับ)

เพื่อการติดต่อกันได้แบบชิวๆให้หา SIM ของประเทศนั้นๆติดตัวเอาไว้ในในมือถือ low cost ไว้

ตอนที่เดินทางผมจะเอามือถือไปสองเครื่องน่ะครับเพราะว่า อีกเครื่องผมจะเอา SIM ประเทศนั้นๆใส่เข้าไป เหมือนกับเป็นพวกเติมเงินน่ะครับ อย่างประเทศจีนจะมีขายพวก ร้อยหยวน ก็ซื้อมาใส่ถ้าหากว่า คุณอยู่หลายวันมันก็จะคุ้มน่ะครับ แล้วก็ให้พนักงานหรือคนที่จะต้องติดต่อกับคุณโทรเข้ามาหาคุณเป็นระยะๆ เพราะว่า คุณอาจจะมีอะไรอยากบอกพวกเค้ากลับไปทางกรุงเทพก็ได้แต่ว่าคุณไม่ได้อยู่ใน เขต wifi ตลอดเวลา เพราะว่า Skype มันโทรเข้าประเทศจีน ทั้งเบอร์บ้าน แล้วก็เบอร์มือถือได้อย่างไม่อั้น ผมก็สั่งพนักงานเอาไว้ (หรือผมก็โดนสั่งเอาไว้เหมือนกัน) ว่าให้ติดต่อเบอร์จีน SIM ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาทุกๆสองชั่วโมงตอนกลางวัน เผื่อว่ามีข่าวสาร update อะไรก็จะได้บอกกันได้ อย่างไม่มีต้นทุนเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียวน่ะครับ (ประเทศจีนนี่ชิวเลยน่ะครับ ดีๆ ..)

จริงแล้ว เมื่อคุณได้ SIM ประเทศนั้นๆมาแล้ว คุณก็แค่เอามือถือที่คุณเปิด ROAMING ยิง SMS ไปบอกหรือว่า email ไปบอกก็ได้น่ะครับ เท่านี้การติดต่อระหว่างคุณที่อยู่เมืองนอกเมืองนากับ office หรือคนที่จะต้องติดต่อตลอดเวลาก็กระทำได้อย่างไม่มีต้นทุนเพิ่มแล้วล่ะครับ

smart phone โดยเฉพาะ iPhone ถ้าคุณไม่ใช้ GPRS ROAMING ให้ปิดมันซะ !

เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะป้องกันการใช้งาน data transfer ของ iPhone ได้อย่างสมบูรณ์ หรือถ้าหากว่าได้จริงๆ แล้วมันก็ยุ่งยาก สำหรับ AIS (เครือข่ายที่ผมใช้) มันจะมีปุ่มรหัสตัวเลขเพื่อกด แล้วเป็นการกำหนดไปยังระบบเครือข่ายผู้ให้บริการมือถือ ทำการ block GPRS โดยสมบูรณ์ (เราไม่ได้มาทำการ block ที่เครื่องนะครับ เรา block กันที่ระบบเลย !) แบบนี้จะ sure มากๆว่าเมื่อคุณเปิด iPhone เพื่อรอรับสายโทรศัพท์แบบ Roaming ต่างประเทศแล้ว เจ้า iPhone มันไม่ได้สะเออะไปต่อ internet ยิงข้อมูล (ราคาแพง) เป็นว่าเล่นน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การเตรียมตัวก่อนไปต่างประเทศ
  • ais roaming rate
  • เปิด roaming ais จีน
  • เตรียมตัวไปเซี่ยงไฮ้
  • เตรียมตัว ก่อน ไป เซี่ยงไฮ้
  • จะไปเซี่ยงไฮ้เปิดroaming หรือซื้อซิมเปลี่ยนไปดี
  • การเปิด roaming ais iphone
  • เปิด roaming iphone
  • เอามือถือไปเกาหลี แต่ไม่ roming
  • โทรหาหมายเลข ais ในต่างประเทศราคาถูก

เพิ่มสติในการใช้งาน internet ในที่ทำงานทำยังไง

ใช้ internet ทำให้คนเราโง่อย่างงั้นหรือ?
น้องผมเค้าบอกผมมาว่า “อ่านทความนึงเค้าว่า .. คนที่ใช้ internet ทำให้ความฉลาดด้อยลงไป..” ผมฟังแล้วก็ ฟังหูไว้หูน่ะครับเพราะว่าผมไม่คิดว่าตัวผมเองที่ใช้งาน internet มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ตามสัดส่วนของ internet speed ที่มากขึ้น และอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวผมมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดซะทีเดียวว่า มันทำให้ผมโง่ลงตามเวลา


Chat ทำให้ฉลาดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ?

บังเอิญว่าผมก็ไม่ได้รับ link ของบทความแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าให้ผมมองในมุมของผมเองแล้วนั้น “การใช้งาน internet จะทำให้คนมีจิตที่ติดกันมากขึ้น” ที่ว่าจิตติดกันมากขึ้นมันมีเหตุผลมาตั้งแต่สมัยที่ Thaipoint ดังเพราะเป็นระบบ chat แรกๆตอนที่ผมอยู่ ม.2 แล้วล่ะครับ ต่อมาผมก็ utilize การ chat เรื่อยมาครับ


จิตติดกันมากขึ้นหมายถึง .. อะไร ?

ตรงประเด็นง่ายๆ คือ คนคิดถึงกันได้มากขึ้นครับ เพราะ internet ้เป็นประเภทหนึ่งของการสื่อสารเท่านั้นเอง การสื่อสารด้วย text เสียง เนื้อความ email และอื่นๆอีกมากมายที่ใช้อยู่ครับ ยกตัวอย่างชัดๆกันเลยดีกว่า คุณคงแปลกใจว่า ทำไม BB หรือเจ้าแบรคเบอร์รี่มันถึงได้ขายดีเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับ mobile phone ต๊อกต๋อยเหมือนๆกัน ผมต้องบอกว่ามือถือพวกนี้มัน low tech เมื่อเทียบกับ smart phone เอามากๆน่ะครับ เรียกว่ามันไม่ได้ฉลาดอะไรแต่ มันฉลาดที่ทำให้คนมีจิตคนต่อติดถึงกันได้มากขึ้นจาก promotion ที่จำเป็๋นต้องใช้ครับ เพราะ BB นั้นขายได้เพราะ การ online ในระบบ chat ของ BB เองที่แยกจะระบบอื่นโดยเด็ดขาด เราคุยกันได้มากขึ้นกว่าเก่าแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน คือ เมื่อคุณรถติดไฟแดง คุณก็พิมพ์ text ไว้ (เหมือนกับ SMS แต่ว่ามันยาวได้ไม่อั้นเท่านั้นเอง) แล้วอีกฝ่ายปลายทางก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเดี๋ยวนั้น เค้าอาจจะนั่งอึอยู่ในห้องน้ำ หรือปฏิบัติกิจอะไรอยู๋ก็ได้ แค่มี time delay นิดหน่อยในการตอบเท่านั้นเองครับ
มีคนบอกผมว่า พอใช้ BB ต่อเน็ตแล้ว online msn ตลอดแล้วแอดผมไว้ ก็จะออกอาการราวกับว่า ไปไหนมาไหนก็เหมือนผมไปด้วยเลย อย่างงั้น (เพราะว่าผมก็ทำงานหน้าคอมและก็ online เยอะน่ะครับ) ซึ่งผมก็ว่า เป็นไปได้ที่จะรู้สึกอย่างงั้นครับ เพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้จิตเชื่อมต่อกันนั่นเอง
ย้อนกลับมาประเด็น การ chat เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้งาน internet และแน่นอนว่ามันก็เป็นแค่การสื่อสาร ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้คนโง่ลงแต่อย่างใด งั้นไปดูประเด็นอื่นต่อว่าใช้งาน internet แล้วโง่ลงได้ด้วยประเด็นอะไรมั้ย ?


Google ทำให้โง่ลงอย่างงั้นหรือ ?

ประโยคแรกๆเวลามีคนถามอะไรแล้วผมไม่รู้คือ “ไม่รู้.. ถามกูเกิ้ลดู..” ทำให้คนเราฉลาดน้อยลงหรือไม่ ถ้าหากว่าองคิดกันดีๆแล้ว Google ทำให้คนฉลาดมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะต้องการรู้อะไรก็จะสามารถที่จะรู้ได้ทันควัน ถ้าหากว่ามี iPhone ต่อเน็ตตลอดแล้วไซร้อยากรู้อะไรก็จะรู้ได้ทั้งหมด ยิ่งกว่ามีสาระนุกรมติดตัวหลายเท่าตัวนัก แล้วอย่างงั้นแปลว่า ผมจะอ่านหนังสือน้อยลง หรือ สนใจเรื่องประวัติศาสตร์น้อยลงหรือ ไม่หรอกครับ เพราะคนที่สนใจเรื่องอะไรแล้ว ก็จะ Google ในสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆได้มากขึ้นกว่าการไม่มี Google เป็นอันมาก เอางี้น่ะครับถ้าหากว่าผมไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์อะไรอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับพวกนั้นอยู่ดี ไม่ว่าจะมี Google หรือไม่มี Google ก็ตามทีครับ ถ้าเปิดเจอบนทีวีก็จะเปลี่ยนช่องเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย คืดอย่างงั้นจริงๆน่ะครับ เรื่องอะไรที่ไม่สน เราก็จะไม่เอามาใส่ใจแม้แต่น้อย
ผมชอบคิดเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมด เพราะมันเป็นไปไม่ได้โลกเรามี information มากเกินกว่าที่เราจำเป็นต้องรู้มากนัก คุณมีสิทธิในการเลือกรับข้อมูลได้ และ Google ก็ไม่ได้ทำให้คณอ่านน้อยลงแต่อย่างใด เพียงแต่มันเปิดให้คุณอ่านข้อมูลที่เชื่อได้น้อยลง ด้วยแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นทางการได้มากขึ้น ศึกษาเรื่องราวต่างๆได้ผ่านทุกแง่มุมกว่าเก่ามากนัก ฟันธงเลยครับว่า Google ไม่ได้ทำให้คนใช้งาน Google ฉลดน้อยลงแต่ประการใด


Blog Feed ทำให้สมาธิ (แหล่งที่ทำให้เกิดปัญญาตามวิถีพุทธ) น้อยลงมั้ย ?

คนอ่าน Blog พิมพ์ Blog อย่างผมก็รับ Feed มากกว่าปกติมากนัก แต่เวลาที่เอามาอ่านเป็น surplus time หรือเป็นพวกส่วนเกินที่คุณไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ด้วยครับ เช่น อ่าน Feed ใน iPhone ตามเดินทาง รอคิว หรือแม้กระทั่งเดินเล่นช้าๆ เพื่อเป็นการออกกำลังกาย แน่นอนว่าอ่านเยอะขึ้น มันเป็นการทำให้รู้รอบ รู้กว้างกว่าเดิม และเป็นเหตุทำให้ฉลาดขึ้นได้นั้นเองครับ
แต่ประเด็นที่มีการตีโจทย์คือ เนื่องจาก Blog content ส่วนมาก แต่ละเรื่องจะมีเนื้อหาที่ไม่ยาวมากนัก ไม่เหมือนกับหนังสือ ประเด็นนี้มีความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นครับ เพราะ หนังสือก็คือ การเอาความคิดมาเรียบเรียงเข้าเรื่อง เข้าเล่มและจัดระเบียบ หมวดหมู่ให้กับมันเท่านั้นเอง (ยกเว้นพวก fiction หรือเรื่องแต่งทั้งหลายแหล่นะครับซึ่งผมไม่อ่านครับ ไม่ใช่แนว) หรือ มองให้สุดขอบกว่านั้นได้ไม่ยาก หนังสือก็เหมือนกับการเอาเนื้อ Blog มาพิมพ์เรียบเรียงต่อกันไป หรือทางกลับกัน หนังสือสามารถแยกเป็น blog content ได้ถ้าอยากจะทำครับ
ผมเห็นหนังสือหลายเล่มที่แต่งโดย Blogger หรือ writer ที่พิมพ์ Blog ออกมาด้วยทั้งหมดเป็นพวกนักคิดแทบทั้งสิ้น ซึ่งไม่ว่าสื่อนั้นจะออกมาเป็นรูปแบบ Blog ผ่าน Feed ที่มีเนื้อหาสั้น (แต่จะไม่สั้นเลยถ้าเอามาต่อเรียบเรียงรวมกัน) หรือเป็นหนังสือออกมาเพื่อจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ (สำหรับฝรั่ง) ขอให้แค่อ่านได้มากที่ขึ้นบนเวลาที่คุณไม่เคยอ่านได้มาก่อนเท่านั้นก็จะเป็นการเพิ่มพลังฉลาด เพิ่มทักษะการคิดเรื่องราวที่ซับซ้อนได้มากขึ้นแล้ว เพราะงั้นแล้ว FEED ไม่ได้ทำให้คุณฉลาดน้อยลงแต่ประการใด
ส่วนเรื่องของสมาธินั้น มีเหตุว่า เนื่องจากเนื้อหา Feed สั้นทำให้คนอ่านเกิดสมาธิได้น้อยลงไป และความอดทนในการอ่านลดน้อยลงไป ไม่สามารถที่จะอ่านเนือความยาวๆได้เหมือนแต่ก่อน ก่อนที่จะมีระบบ Rss Feed อันนี้ก็เป็นความเห็นน่ะครับว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่ ผมก็ยังอ่านหนังสือได้ด้วยสมาธิที่จะหลับจะหลับเหมือนเดิม (อ่านก่อนนอน) แล้วก็ไม่ได้รู้สึกวอกแวกแต่อย่างใด อันนี้ถ้าหากว่าจะพิสูจน์ได้ต้องออกแบการทดสอบอย่างจริงจังว่า สมาธิที่สั้นลงจะนิยามว่าอย่างไร และ ทดสอบได้อย่างไรกันครับ


Twitter และ Facebook เป็นตัวก่อกวนสมาธิในการทำงานมั้ย ?

อันนี้ผมว่ามันเป็นทางเลือกมากกว่า แล้วแต่คน เพราะถ้าหากว่าเค้ารับ Twitter หรือเปิด Facebook ตอนทำงาน หรือ ตอนที่สมองกำลังแล่นอยู่ หรือ มีสมาธิกับอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างงั้นก็เป็นการทำลายสมาธิตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัยอยู่แล้วล่ะคับ แต่ก็อีก คนเราเมื่อคิดอะไรบางเรื่องอยู่ เราก็จะคิดได้แค่เรื่องเดียว ณ เวลาหนึ่งๆได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะคิดสองอย่างสองอารมณ์ได้ในเวลาเดียวกันแต่อย่างใด เน้นก็หมายถึงว่า เมื่อมีคน Twitter มาแล้วเราอยู่ในสมาธิกับงานใดอย่างหนึ่ง เราอาจจะเลือกปิด Twitter ไว้แต่แรกอยู๋แล้วก็ได้ หรือถ้าหากว่าเปิดไว้เราก็อาจจะต้อง ..มองข้ามมันไปไม่ได้ใส่ใจอะไรครับ เท่านั้นก็จะทำให้พวำทวีต มาทำอะไรเราได้น้อยลงไปอีกน่ะครับ


การจด Note ไว้ในมือถือและ Evernote ทำให้เราจำอะไรน้อยลงอย่างงั้นหรือ ?

ผมคิดว่ามันไมได้ทำให้เราโง่หรือว่าใช้สมองน้อยลงหรอกครับ สมองเรามันแบ่งออกเป็นส่วนของความจำระยะยาว และ ความจำระยะสั้นอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลอะไรที่มันจำสั้นๆ แบบไม่จำเป็น มันก็จะหายไปอยู่ดีนั้นแปลว่า ถ้าหากว่าเราจดเอาไว้แทนจะทำให้ความจำ หรือข้อมูลนั้นอยู่กับเราแม้ว่าเราจะลืมไปแล้วก็ตามครับ เรียกว่า เป็นการจัดการข้อมูลได้ฉลาดกว่าครับ แต่ก็อีกการจดใน Evernote แนะนำว่าต้องพิมพ์ tag หรือ keyword ที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเราจะกลับมาหาเราจะค้นหาด้วยคำว่าอะไร เพราะ ลักษณะการจดใน Evernote จะไม่ได้มีการตั้งเป็น folder ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบ เพราะเรื่องราวใดๆ มันจะเยอะมาก มากขนาดที่ว่าเราไม่สามารถที่จะใช้ระบบการตั้งชื่อ Folder เพื่อแยกเรื่องได้ทั้งหมดเพื่อให้ครอบคลุมการใช้ข้อมูล แต่ระบบการพิมพ์ tag หรือพิมพ์เนื้อหาหรือคำที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเป็นเราจะมาค้นหา เราก็จะมาค้นหาด้วยคำนี้ จะทำให้เราเจอเนื้อความหรือ Note ที่เราจดได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรครับ
เอาล่ะครับบนมาเสียตั้งมากมายโดยรวมแล้ว ผมมองว่าการใช้งาน internet และ Tools ใดๆที่มี เราต้องรูจักเลือกที่จะใช้และเข้าใจที่จะใช้มันได้อย่าง make sense กับตัวเราเองให้มาก ผมไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดหรอกว่า คุณควรจะใช้มันอย่างไร เพราะมันก็แล้วแต่ Life Style ที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถในการคิดใช้งาน (utilize) อุปกรณ์เหล่านี้ครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้อินเตอร์เน็ตในที่ทำงาน

Blogging Affiliate : หลากหลายวิธีหาเงินจากการ Blog ที่มีอยู่จริงบนโลกนี้

หลายคน blog โดยมีเป้าหมายแค่ว่า "ขอให้ได้บอกคนอื่น ก็เพียงพอแล้ว" และนั่นจริงๆแล้วการเผยแพร่ความรู้แบบ Free หรือที่เรียกว่า วิทยาทาน (เหมือนกะว่าคนอ่านเป็นขอทานอย่างงั้นล่ะ แต่ว่าไม่ช่ายน่ะครับ) นั้นมันก็ดีเอามากๆแล้วน่ะครับ เพราะคนจะเริ่มรู้จักคุณไม่มากก็น้อย คนจะเริ่มรู้ว่าคุณมีความชำนาญทางด้านไหน หากว่าคุณเป็นคนที่เก่งเกี่ยวกับ การ blogging วันๆคุณก็พูดแต่เรื่อง blogging ก็ทำให้คนที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นหรือว่าคนที่สนใจเข้ามาสนใจและเริ่มต้นทำการ blogging ต่อๆกันได้ หรือว่าถ้าเป็นเว็ปผมนี่ก็ไม่ได้มีอะไรมากแค่อยากจะให้คนใช้คอมพิวเตอร์ หรือ internet ได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม มีประสิทธิภาพการใช้งานได้ดีกว่าเดิม แล้วก็ไม่ต้องงกๆอยู่กะหน้าคอมมากเกินไปนัก (แต่ว่ามันก็ขัดกะที่ผมเป็นน่ะครับเพราะว่าตัวผมก็งกๆอยู่หน้าคอมวันยันค่ำน่ะหละครับ เฮอะๆ ก็นะคนมันใจรักกันนี่เนาะ จะให้ทำยังไงได้ ) แล้วก็ผนวกกับการที่ว่าผมเป็นคนชอบ Tutor คนอื่นๆ ..(อาการนี้เป็นมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว ผมน่ะครับเป็นพวกที่ว่า ต้องกลับอ่านหนังสือมาก่อนล่วงหน้าคนอื่นเค้าแล้วก็เพื่อที่จะสอนคนอื่นให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อนๆเค้าก็จะเรียกผมเป็นจานกันหมด คนแท้ๆเรียกเป็นจาน.. แอ้ะยังไง) ทำให้การ blogging ของผมออกแนวเพ้อพกบอกเรื่องนู้นเรื่องนี้ในเรื่องที่ผมสนใจใน scope ตามที่ว่า แต่ว่าเดี๋ยวนี้หาผมก็กว้างออกไปกว่าเดิมเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นการแนะนำเว็ปเจ๋งๆเพื่อให้ใส่งาน internet เพื่อการประโยชน์อื่นๆต่อไป หรือว่าวิธีการปรับตั้งค่าอะไรบางอย่างซึ่งตัวผมเองต้องการจะบันทึกเอาไว้แต่ว่าบันทึกแล้วดูคนเดียวมันประโยชน์น้อยก็เอามา post ให้คนอื่นได้เห็นอีกตะหาก ก็ดีเหมือนกันเนาะ แทนที่เราจะรู้คนเดียวคนอื่นก็รู้เหมือนเราได้ไม่ยาก ความคิดมันแพร่กันได้สะดวกก็ผ่าน blogging และเนื้อหาต่างๆที่แสดงเอาไว้ผ่าน internet webpage นี่น่ะหละครับ

พูดมาตั้งนานแล้วมันก็ยังมีอีกเรื่องที่ก็เป้น scope ที่ผมแตะๆเฉยๆเกี่ยวกับการหารายได้เพิ่มเติมจากการ blogging เพราะว่าผมไม่ได้อยากได้เงินจากการ blogging สักเท่าไหร่ จะเห็นได้ว่า ads ที่อยู่ด้านขวาผมจะไม่แปะอะไรครับ เพราะว่าไม่อยากติดต่ออะไรใครให้เอาอะไรมาปะเพราะว่าผมไม่ชอบอะไรที่มันรกๆ (แหมเห็นผลดูดีมากเลยน่ะครับ) ถ้า ณ เวลานี้เท่าที่ผมเห็นการ blogging จะทำรายได้ได้หากว่าคุณรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงครับ

1. คนที่ยอมจ่ายค่า ads เพื่อให้คุณ blog เนื้อหาที่ publisher ต้องการ เช่น หากว่าผมเป็นนายตัน โออิชิ ผมจะเรียนและเชิญและจ่าย ว่าจ้างให้กับคนที่วันๆละเมอเพ้อพกพูดแต่เรื่องที่กินที่เที่ยว หรือของกิน (ก็สุดแล้วแต่ scope ของ blog ที่ blogger ได้กำหนดเอาไว้ในใจน่ะครับ) ให้ตา blogger เพ้อเรื่องกินคนนี้พูดเกี่ยวกับ product หรือสินค้าของเค้า แบบตรงๆ คือ "การว่าจ้างให้เขียน" ซึ่งรูปแบบนี้มีอยู่ทั่วไปในประเทศที่สินค้ามีเยอะแยะมากมายนัก จนเลือกไม่ถูกต้องเอา user มา review เพื่อดูว่าอะไรดีอะไรไม่ดี เพราะมีแนวโน้มน่ะครับว่า หากว่า blogger 1 คนบอกอย่างนี้แล้วคนที่อ่านเนือ้หานั้นๆเป็นประจำก็จะเชื่ออย่างไม่คิดว่ามันดีอย่างนู้นอย่างนี้เหมือนกับที่ blogger คนนั้นได้พิมพ์บอกเอาไว้ที่หน้าเว็ปของเค้าครับ รูปแบบๆนี้ผมว่ามันก็เหมือนกะหนังสือน่ะหละแต่ว่าถ้าหากว่าเป็นหนังสือมันดูมีความรับผิดชอบมากกว่า หมายความว่ามันพิมพ์อะไรออกไปแล้ว มันเป็นกระดาษแก้หรือลบไม่ได้น่ะครับ ทำอะไรก็ต้องคิดมาก มันไม่ได้ castual เหมือนกับ blogging ที่ผมก็พิมพ์แบบนี้มันก็]]
>

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • blog หาเงิน
  • หาเงิน blog
  • วิธีลบเพลงใน htc touch 2
  • วิธีหาเงินด้วยskype
  • สร้างรายได้จาก blog
  • หารายได้จาก skype affiliate

Check รอบหนังโรงที่ฉายอยู่ตอนนี้ผ่านหน้า Google.co.th

หลายต่อหลายครั้งทีเดียวที่ผมอยากดูหนังแล้วผมก็ต้องออกแรงค้นหาว่า ที่ไหน มันมีอะไรฉายอยู่ หรือว่าอาจจะเริ่มจากเรื่องว่า ผมอยากดูเรื่องอะไรก็ทำการค้นหาเรื่องๆนั้นโดยการ search จาก Google.com นี่น่ะหละครับ แต่ว่า กว่าจะรู้เรื่องรู้ราวว่ามีที่ไหนเมื่อไหร่ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน แต่ว่า ตอนนี้คงไม่ต้องแล้วหละเพราะว่า คุณ WebM0nSter มีการแนะนำการใช้งานค้นหา รอบหนังผ่าน Google.co.th ย้ำนะครับว่าต้อง .co.th เท่านั้นครับ ซึ่งจะแสดงรอบหนังทุกรอบทุกเรื่อง รอบบ้านหรือเขตที่เราอยู่น่ะครับ

วิธีการก็ไม่ยากครับ เริ่มต้นเข้าไปที่ www.google.co.th ก่อน แล้วก็พิมพ์ว่า"ฉายวันนี้" ต้องใส่ฟันหนูด้วยน่ะครับถ้าหากว่าไม่ใส่จะไม่ได้ผลที่อยากจะให้เป็นน่ะครับ ใส่ซะก่อนที่จะลืม  ..  ทีนี้ก็กดค้นหาครั้งแรก .. อืม หน้าตามันจะเหมือนกับการค้นหาปกติแต่ว่ามันจะมีช่องใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนโผล่ออกมาน่ะครับ ก็คือ ช่องให้ใส่ สถานที่ว่าอยากจะแสดงรอบฉายของโรงหนังที่ไหนมั่ง หรือว่า คิดทางกลับกันก็คือ พิมพ์ในช่องนี้ว่าที่อยู่ของคุณอยู่ประเภทแถวไหน เช่น กรณีผม ผมก็จะพิมพ์ว่า ราษฏร์บูรณะ เป็นต้น แต่ว่าถ้าหากว่าคุณเป็นคน กทม แล้ว ไม่ได้จำเป็นว่าต้องดูหนังใกล้ๆก็พิมพ์ไปว่า กรุงเทพก็ได้ มันจะเล่นแสดงโรงหนังทั้งหมดที่อยู่ใน กทม เลยทีเดียว หรือว่าถ้าหากว่าคุณอยู่ ระยองก็พิมพ์ไปว่า ระยอง เท่านั้นเองน่ะครับ..  หน้าตาของผลการค้นต้องแสดงไม่เหมือนปกติที่เราเคยค้นหานะครับ มันต้องแสดงว่าที่ไหนมีฉายหนังเรื่องอะไร รอบไหนบ้างน่ะครับ พอได้ผลการค้นหาที่เป็นที่พอใจแล้ว ทีนี้ก็ Bookmark เอาไว้ วันหลังจะได้ไม่ต้องมาทำแบบนี้ใหม่อีกทีครับ วันหลังถ้าหากว่าผมจะดูหนัง ผมก็คงเปิดหน้านี้ที่ผม Bookmark เอาไว้ เท่านั้นเป็นอันจบพิธี ลองดูแล้วกันนะครับ ..

ขอบคุณเนื้อหาอ่านมาจาก http://webmonster.sapaan.net/archives/109

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • โปรแกรมหนังโรบินสันตรัง
  • โรงหนังโรบินสันตรัง
  • โรบินสันตรังรอบหนัง
  • รอบหนังโรบินสันตรัง
  • โปรแกรมหนัง โรบินสัน ตรัง
  • หนังที่อยู่ในโรงตอนนี้
  • เช็ครอบหนังโรบินสันตรัง
  • โปรแกรมหนัง โรบินสันตรัง
  • โรบินสัน ตรัง โรงหนัง
  • เช็ครอบหนัง โรบินสัน ตรัง

คนใช้วินโดว์จะโหลด Itune มาทำอะไรดีเนียะ?

itune เป็น software เพื่อเอาไว้ผูกตลาด สินค้าของตระกูล mac หรือว่า ipod , iphone ไม่ว่าจะเป็นการ download application ต่างๆ หรือว่าแม้กระทั่งการ download files เพลง หนัง หรือ file ใดๆเพื่อเอาไปใช้งานกับของเล่นแบบ apple ๆนั่นเอง

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้งานของเล่นตระกูล apple เลยก็ยังโหลดมาเพื่อเอาไว้ใช้ประโยชน์อื่นๆที่ยังไม่ได้กล่าวไปตะกี้ก็ได้น่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการเพลง เพราะมันก็มีระบบการจัดการเพลงที่ดูดี มีชาติตระกูลครับ นอกเหนือไปจากนั้นเนี่ยะ ผมจะใช้ itune ก็เพื่อเปิด radio หรือว่าวิทยุที่เป็นการ stream มาคับ พวกนี้จะไม่มีโฆษณาสักเท่าไหร่ หรือถ้ามีก็มีน้อยมาก จนแทบไม่ได้ก่อความรู้สึกวุ่นวายอะไรสักเท่าไหร่เลยน่ะครับ วิทยุที่กดได้จาก itune นี่มันจะแบ่งตามประเภทของเพลงน่ะครับ มันไม่แบ่งเป็นคลื่นๆเหมือนกับวิทยุบ้านเรา แล้วก็เพลงทั้งหมด ผมว่ามันเป็นเพลงฝรั่ง หรือไม่ก็เป็นเพลงระดับ international ครับ หากว่าคุณกดเข้าไปดูแล้ว มันไม่ขึ้นก็ให้เลือก store ของ American หรือแกล้งทำตัวว่าตัวเองเป็นคนอเมริกาน่ะครับ เท่านั้น radio ก็น่าจะใช้การได้ครับผม แต่ว่าที่ผมฟังหลัก ๆ หรือว่าเปิดใช้ก็คือ เพลงแนว Jazz หรือ พวก Smooth Jazz ครับ ไม่มีคนร้องเท่าไหร่ เหมือนกับว่า เปิดเพลงเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศให้ห้องนอนของผมมันดูเบาๆสบายๆไม่ได้มีเสียงอะไรรกๆออกมาจากโทรทัศน์ครับ ..(เอ่อ .. ประมาณว่าผมเป็นที่ไม่ได้ชอบทีวีสักเท่าไหร่ครับ ) การเปิดเพลงพวกนี้ทำให้ห้องดูดี หรือว่าเป็นเพลงเพือสร้างบรรยากาศโดยรอบ หากว่าต้องการจะให้ห้องมันดู active มากกว่านี้ก็อาจจะเลือกเปิดเป็นแนว dance ก็ได้ครับ แล้วแต่คนชอบครับผม

อีกประการหนึ่งที่ผมคิดว่าก็น่าจะพอมีประโยชน์อยู่อีกส่วนก็คือ การโหลด podcasting เข้ามาฟังคับ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ต้องการจะฝึกภาษา หรือว่าคนที่อยากติดตามหรือทำตัวเหมือนกับคนอเมริกาเลย การฟัง podcasting จะโซนอเมริกาก็ทางเลือกที่ดีที่ทำให้เหมือนกับว่าเราอยู่ที่นั่นได้เลยทีเดียวครับ หรืออีกทางอาจจะเลือกที่ฟัง radio ช่องที่เป็นการพูดกันอย่างเดียวก็ได้ ครับ (ลองหาดูน่ะครับ มันจะมีบอกว่า ช่องนี้คือ talk/spoken word ครับแต่ว่าผมไม่ชอบสักเท่าไหร่หรอกนะครับเพราะชอบสร้างบรรยากาศให้ห้องมากกว่า

เอาเป็นว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เห่อกับความสามารถของ สินค้าตระกูล apple มะะลกอกล้วยส้มนี้สักเท่าไหร่นักแต่ว่า ผมพอจะรู้ว่าแล้วน่ะครับว่า ทำไมๆ คนเค้าถึงอยากจะเข้าถึงสินค้าพวกนี้กันมากนัก ก็เพราะว่ามันมีอะไรเจ๋งๆอีกเยอะที่ หากว่ามองแต่ข้างนอกเราดูไม่ออกสักเท่าไหร่ยังไงล่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิทยุ itune

Statpress แสดงข้อมูลสถิติคนเข้า blog แบบ real-time

ถ้านับตั้งแต่เปิด rackmanagerpro.com มาได้ก็หลายเดือนแล้ว บอกตรงๆว่าผมยังไม่ได้ทำการเก็บข้อมูลสถิติแต่อย่างใดครับ เพราะผมรู้ดีว่าถ้าหากว่าเพิ่งเปิดเว็ป blog ใหม่ได้ไม่นานมากแล้วก็ยังไม่ทำการ promote อะไรอย่างจริงจังคนเข้าก็ยังไม่เยอะหรอก แต่วันนี้ผมเพิ่งจะเริ่มลง plug-in ของ wordpress ที่ชื่อว่า “Statpress” เพื่อเอาไว้ติดตามการเข้ามาของ visitor และเพื่อดูว่าวันๆหนึ่งมีคนเข้ามาดูหรือเปิดหน้าเว็ปจาก rackmanagerpro.com มากน้อยแค่ไหน แล้วเค้าเหล่านั้นหลงเข้ามาแล้วดูอะไรกันครับ

จาก Overview ที่แสดงอยู่นี้ มันสามารถบอกได้ว่า Visitors เข้ามากี่คน แล้ว Pageviews ที่มีคนเปิดมาทั้งหมดมีการเปิดกี่ครั้ง และที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็คือว่า มี “
แมงมุม” มาคลานดูเว็ปเราทั้งหมดกี่ตัวครับ

การแสดงผลแบบข้อมูลรายวันนี้มีข้อดีทีว่า เราสามารถดูกราฟเทียบกับระหว่างจำนวน visitors , Pageviews และคนที่สมัคร Feeds เราเทียบกันได้อย่างสะดวกมากครับ

นอกเสียไปจากนี้แล้วยังแสดงรายละเอียดของคนที่เข้ามาว่าเค้าใช้ Browser อะไร และมาจากระบบปฏิบัติการอะไรได้ด้วยครับ

การติดตั้งก็แสนจะง่ายดาย (แต่ว่าผมลองผิดลองถูกมานิดหน่อยน่ะครับ) เริ่มต้นโดยการที่ไปโหลดมาได้จาก statpress แล้วกด download ครับ สิ่งที่ได้จะเป็น file zip แล้วให้แตกไฟล์ออกมาครับ หลังจากนั้นให้กดเข้าไปที่ folder นั้นๆลึกเข้าไปถึง folder ที่ชื่อว่า wp-statpress แล้ว copy folder นั้นเข้าไปที่ folder plug-in ของเราที่วางไว้ที่ host ครับ เท่านั้นก็เป็นอันเสร็จสำหรับการติดตั้งครับ

มาถึงตอนนี้ก็เข้าไปที่ backoffice ของ wordpress ของเราเอง แล้วก็ไป activate มันซะระบบก็จะเริ่มทำงานได้ทันทีครับ ลองดูนะครับ ผ่านไปสักวันหนึ่งเราก็จะรู้แล้วว่าเมื่อวานนี้มีคนเข้ามากี่คนแล้ว เค้าเหล่านั้นเข้าไปดูอะไรที่ไหนบ้าง คุณจะเริ่มรู้เลยล่ะครับว่า เว็ปคุณน่ะมีคนประโยชน์กับคนอื่นแค่ไหนบ้าง

สำหรับเว็ปผมตอนนี้คนที่เข้ามา มีการกระจายดูเนื้อหาเก่าๆของผมอย่างเท่าๆกัน โดยไปดูว่า Last referrers แล้ว มันเข้าไปยังหน้าไหนครับ แล้วส่วนมากคนที่เข้ามาผ่านทางการค้นหาโดย Google ทั้งนั้น (ราวกับว่าไม่มีคนใช้ search engine อื่นจริงๆน่ะหละ)

สรุปเป็นว่า plug-in นี้ถือว่าทำงานได้ดีมาก แล้วก็การติดตั้งก็สะดวกสุดๆ แนะนำให้สำหรับคนทีใช้ wordpress ในการทำ Blog จริงๆครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ข้อมูลแสดงสถิติ
  • วิธีใช้ statpress

Option SKype ที่น่าจะปรับตั้งเอาไว้แทนค่าที่ได้กำหนดเป็น Default

ค่า Default หรือค่าที่ได้ตั้งมาแต่แรกของ Skype นั้นสำหรับผมแล้วบางอบ่างคิดว่าไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ เพราะมันไม่เหมือนกับสัญชาติญาณที่คิดว่ามันควรจะเป็นครับ ข้อมูล setting ที่ผมปรับใน Options มีดังต่อไปนี้ครับ (การ setting ทั้งหมดที่ทำ Tools> Options ครับ)

1. ที่ General settings  : When I double click on a Contact or use the address field ผมเลือกเป็น start a chat ครับ เพราะส่วนมากแล้ว เราจะทักทายกันโดยการ chat เสียก่อนก่อนที่จะโทรไปหาครับ อีกอย่างปุ่ม โทรไปหาเนี่ยะ มันจะมีอยู่ที่ด้านล่างอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นการตั้งค่าว่า "start a call" ตอนที่ double click นั้นถือว่าเป็นการตั้งค่าที่ซ้ำซ้อนครับ

2. ที่หน้า Video Settings.. ให้ปลด "Start my cideo automaticall when I am in a call" ออกครับ อย่างน้องสาวผม เค้าไม่รู้ว่ามันไปตั้งที่ไหน เวลาเค้าคุยกับคนอื่นแล้วกล้องมันก็ต่อออโต้มานี่ วิธีที่น้องผมทำก็คือ เค้าเอากระดาษไปปะไว้เพื่อบังกล้องแทนน่ะครับ ไม่แนะนำทำแบบนี้หรอกนะครับ

3. ให้มั่นใจว่าที่หน้า Video Settings.. "Automaticall receive video from.." ให้เลือกเป็น no one ครับ ไม่มีเหตุผลว่าจะต้องเปิดกล้องให้ใครดูทันที เค้าควรจะต้องให้เรา accept การเปิดโชว์กล้องเสียก่อนมันถึงจะถูกนะครับ

4. ที่หน้า Notifiacations > Notification settings > "When someone calls me…" ให้เลือกเป็น "show windos tray alert" แทนครับ เพราะ ถ้าเป็น default มันเนี่ยะ เวลามีคนโทรมาหา มันจะแสดงเหมือนกะเป็น pop up เกะกะน่ารำคาญมากน่ะครับ แต่เลือกให้มันแสดงที่ Tray มันจะแสดงเหมือนกะว่ามันกระพริบๆอยู่ด้านล่างเท่านั้น (เหมือน msn น่ะหละครับ)

5. ที่หน้า Notifiacations > Notification settings > Display a notification in the windos tray when someone… ให้ check ติ้กเอา Comes online ด้วยครับ เพราะพอมีคนโผล่มาเราก็จะเห็นครับ (ไม่งั้น มีใคร online โผล่มาใหม่เราก็จะไม่รู้เลยครับ )

6. ที่หน้า Notifiacations > Alert & Messages >  ให้ปลด Show meessages about … ออกให้หมดครับไม่ว่าจะเป็น help หรือว่า Promotions.

นอกจากนั้นผมก็ไมได้ setting อะไรที่แตกต่างไปจากค่า Default แล้วครับ หลักๆที่เห็น คือผมพยายามทำการตั้งค่าให้มัน make sense กับการใช้งานมากขึ้นครับ อย่างการแสดง Nonification ว่ามีคนใหม่ Online เข้ามามันน่าจะเป็น Default ซะมากกว่า สุรปว่าอันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ใครจะปรับตามก็ได้ครับ เพราะการปรับค่าพวกนี้ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วทั้งหมดครับผม ..

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • skype เปิดกล้องไม่ได้
  • เปิดกล้อง skype ไม่ได้
  • เปิดกล้องใน skype ไม่ได้
  • ตั้งค่า skype
  • เปิดกล้องskypeไม่ได้
  • skype กล้องไม่ขึ้น
  • เปิดกล้องในskypeไม่ได้
  • skype ตั้งค่า
  • ตั้งค่ากล้อง skype
  • วิธีเปิดกล้องใน skype

โชว์ Skype status online ที่หน้า Blog ตัวเองได้ด้วยล่ะครับ



My status Blogger คนที่ใช้ Skype บ่อยๆอาจจะไม่เคยรู้มาว่า เราสามารถเอา Skype status (สถานะของ Skype) ของเราเองมาปะเอาไว้ที่หน้าเว็ปได้ โดยเข้าไปที่ http://www.skype.com/share/buttons/wizard.html แล้วเลือกว่าจะให้โชว์หน้าตาออกมาเป็นแบบไหนแล้ว copy code ที่อยู่ด้านล่างสุดไปปะไว้ที่เว็ปเราครับ โดยการปะก็ให้ปรับเป็นการ html mode ตอนที่เราเขียนเนื้อความครับ 

ต่อไปเราก็เปิดโปรแกรม Skype แล้วเข้า account ของเรา เข้าปุ้บไปกดที่

Tools>Options…>Privacy> กด Show advance Options > แล้วติ้กที่”Allow my status to be shown on the web”

เพียงเท่านี้สถานะ Skype ก็จะแสดงที่หน้าเว็ปได้ไม่ยากครับ ลองดูแล้วกันนะครับ อ้อ.. สถานะผมตอนนี้คืออย่างนี้น่ะัครับ ถ้าเห็นเป็นเขียวๆแล้วเขียนไว้ว่า Online กดแล้วมันจะเข้ามาคุย(Chat)กะผมผ่านโปรแกรม Skype ได้น่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • Skype สาวโชว์
  • โชว์ผ่าน skype
  • skype ออนไลน์
  • สถานะ skype
  • สาวโชว์ skype
  • วิธีตั้งสถานะskype
  • ตั้งสถานะ skype
  • ตั้ง status skype
  • วิธีตั้งstatus skype
  • วิธีเขียนสเตตัส skype

สิ่งต้องรู้เพื่อการติดตั้งเล่นเน็ตไร้สายได้(เล่นเอาเหนื่อย)Wireless Router ,Modem,Access Point

< ![CDATA[

กว่าจะเล่น internet แบบ wireless ไร้สายได้เล่นเอาเหนื่อยน่าดู กว่าจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ที่ร้านขายของเค้าก็ไม่ได้บอกอะไรมากมาย เพื่อให้เราเข้าใจมากนัก ไม่รู้ว่าจะอมความรู้ความเข้าใจไปทำไมเหมือนกัน แต่ว่าผมจะสรุปให้ตัวเองเข้าใจและคนอื่นที่เข้ามาอ่านที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการติดตั้ง Internet network เหมือนๆกับผมให้ได้เข้าใจกัน ความจริงมันไม่ยากหรอกครับ

การใช้งาน Internet HighSpeed จะต้องติดต่อผู้ให้บริการ สมมุติว่าเป็น True ก็แล้วกัน เค้าก็จะต้องบังคับให้เรามีสายโทรศัพท์บ้านของ True เอง เพราะว่ามันจะได้ส่งสัญญาณ Internet มากับสายโทรศัพท์ได้ ปกติแล้วโทรศัพท์มันก็เป็นเหมือนกับท่อส่งสัญญาณแต่ว่าแต่ก่อนเราใช้แค่ไม่เท่าไหร่ของความสามารถของมันครับ เพราะว่าท่อสายโทรศัพท์นี้มันส่งอะไรได้มากกว่านั้นมากมาพร้อมๆกัน ไม่ว่าคุณจะโทรศัพท์อยู่ คุณก็ยังเล่น Internet ได้โดยไม่กระทบต่อกันแต่อย่างไร เพราะว่าสัญญาณเหมือนว่าจะเป็นคนละแบบกันนะครับ

พอติดต่อ True แล้วเค้าก็จะให้รหัส username และ password ของทาง True เค้ามาหน้าตาก็คล้ายๆกับ usename : xxxx@truehisp อะไรสักอย่างแล้วก็..

Continue reading

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การติดตั้ง wireless router
  • wireless router คือ
  • การติดตั้งอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย
  • วิธีติดตั้ง wireless router
  • wireless router คือ อะไร
  • การติดตั้งwireless router
  • เล่นเน็ตไร้สาย
  • การติดตั้ง router wireless
  • wireless router คืออะไร
  • ติดตั้งอินเตอร์เน็ตไร้สาย