สุดยอดแนวคิดและวิธีจัดการงานส่วนตัวของคุณเองอย่างเป็นระบบที่ผมใช้ในชีวิตอยู่ทุกวันนี้

วิธีการจัดการ task อย่างไรให้ไม่รกสมอง

การจัดการ task และ project สำหรับหัวหน้างาน หรือ คนทั่วไป เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเรียนรู้และ มีความสามารถในการจัดการครับ โดยเฉพาะถ้าหากว่าคุณอยากจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ ว่าคุณอยากจะให้ลูกน้องของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ระบบจัดการงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้กันเลยก็ว่าได้ครับ วันนี้ผมก็จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับ concept ในการจัดการ task และกำหนดงานเพื่อติดตามงานแบบสังเขปให้ฟังกันสั้นๆแต่ได้ใจความกันก็แล้วกันนะครับ

คนที่รู้สึกเครียดและรู้สึกว่างานชั้นมันเยอะเหลือเกินแล้ว เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เค้าเหล่านั้นรู้สึกตึงๆ และรู้สึกว่างานเยอะอย่างงั้น ก็เพราะ ไม่ได้มีระบบในการจัดการงานของตัวเค้าเองเลย หรือ แม้กระทั่งตัวคุณถ้าหากว่าคุณยังคงงงๆ และ รู้สึกว่า ทำไมชั้นงานเยอะแยะเต็มไปหมด (แล้วก็พาลทำให้คุณเครียดอีกต่างหาก) แบบนี้แล้วล่ะก็ ผมยินดีด้วยน่ะครับว่า คุณก็เป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีการจัดการเรื่อง task management ครับ หรือมีแต่ก็ดีไม่พอครับ หรือไม่เข้าใจ concept ว่าจริงๆแล้ว คุณต้องทำอย่างไรหรือจัดการกับมันอย่างไร

เอางานทั้งหมดออกจากหัวคุณให้หมดเกลี้ยง !

คุณหนักหัวรู้สึกว่างานเยอะนั้น จริงๆแล้วสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ได้โดยการเอามันออกจากหัวคุณทั้งหมดได้ทันทีครับ โดยการเอา todolist ใดๆมาใช้งานครับ เช่น ผมแนะนำ Toodledo สำหรับคนที่จะจัดการเฉพาะงานของตัวเอง หรือ ClockingIT ถ้าหากว่าคุณจะจัด task ของตัวเองแล้วก็จะมีการ track task ของลูกค้าหรือคนอื่นๆที่อยู่ในทีมอย่างเป็นระบบครับ (รายละเอียดการใช้งานตอนนี้ผมยังไม่ขออธิบาย ก็เข้าไปใช้ๆงานกันก็คิดว่าไม่น่าจะยากอะไรหากว่าเข้าใจ concept ในบทความนี้ทั้งหมดแล้วน่ะครับ) หรือว่าจะธรรมดากว่านี้ก็คือ เอาปากกาแล้วก็กระดาษเปล่าออกมาครับ

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธีจัดการ งานเยอะ
  • การเรียงขนม packaging
  • clockingit
  • Hide conversation skype เป็นยังไง
  • วิธีใช้ toodledo

update แนวคิดในการทำงานและการจัดการงานในที่ทำงาน

ถ้าหากว่าคุณทำงาน office หรือทำงานโรงงานที่พบปะหรือสื่อสารผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ สิ่งหนึ่งที่คุณจะเริ่มเรียนรู้ได้ที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงาน และจัดการเวลา หรือ งานที่คุณจะต้องทำ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล คุณอาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ให้เป็นนิสัยกันหน่อยก็ดีน่ะครับ

1. อย่าพยายามทำงานทุกอย่างที่ไหลผ่านเข้ามา

คุณไม่ได้มีเวลาเหลือเยอะแยะอย่างงั้นถ้าหากว่าคุณไม่ได้มีทีมเพื่อเอางานบางส่วนออกจากตัวคุณแล้วล่ะก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย สิ่งที่จะทำให้งานออกมาได้คุณค่ามากต่อเวลา เป็นไปได้สองทาง คือ การเพิ่มคนเข้ามาทำเพิ่ม โดยที่คุณเป็นคนกำกับงานเท่านั้น และให้คนที่เข้ามาใหม่ เรียนรู้ และเอาแนวคิดและวิธีการทำงานกับงานประเภทนั้นๆให้ได้ดี หรือ ถ้าเป็นไปได้ เอาคนที่มีความรู้ความคิดความอ่านเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หรือ งานนั้นๆมาเลย เรื่องก็เดินได้เร็วขึ้น และได้ผลงานออกมาที่มีคุณภาพมากขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากว่าคุณไม่มีศักยภาพใดๆที่จะแพร่งานให้คนอื่นได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือการ "ลำดับความสำคัญงาน" โดยใช้กฏ 80/20 หรือกฏของพาเรโต้ ที่บอกว่า งานได้ให้ผลลัพธ์ประมาณ 80%ของทั้งหมด จะเกิดจากงานจำนวนแค่ไม่เกิน 20%ของงานทั้งหมด (เรียกได้ว่าเอางานที่สำคัญมาทำนั่นเอง) การระบุได้ว่างานใดนั้นสำคัญหรือไม่สำคัญ หรือ ต้องเรียงอย่างไรนั้น ดูได้จาก Deadline ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าหากว่าไม่มี เราก็ต้องระบุ Deadline เสมือนให้กับมันอยู่ดี เพื่อที่เราจะได้รู้ได้แน่ชัดว่างานใดสำคัญกว่ากัน

2. เลิกคิดเลยว่าคุณต้องทำทุกอย่างเดี๋ยวนั้น

งานที่ไหลเข้ามา จะต้องผ่านการกรองความสำคัญโดยประมาณจากข้อหนึ่งมาแล้วเสียก่อน คุณจะประเมินได้ในทันทีว่างานใดมันสำคัญไม่สำคัญ จากการตัดสินใจเมื่อรับรู้ว่ามันอาจจะต้องเป็นงานทันที แต่อย่างไรก็ดี งานใหม่ๆส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำเดี๋ยวนั้น เพราะคุณก็มี process task ใดๆที่คุณกำลังทำอยู่ ณ เวลานั้นอยู่ดี ยกเว้นกรณีที่งานนั้นมันกินเวลาไม่มาก หรือ น้อยมาก น้อยกว่าสองนาที (สองนาทีทางอารมณ์น่ะครับไม่เอาเป้ะๆ) ก็ทำเพื่อกำจัด task นั้นออกจากสารระบบเสียครับ ไม่ก็เอางานไปให้คนอื่นทันที (แน่นอนว่าคุณก็ต้องพิมพ์ note งานเพื่อให้คนอื่นทำงานได้ หรือ สั่งงานคนอื่นพร้อมกับจด note เพื่อที่จะติดตามงานได้ ภายในสองนาทีเช่นเดียวกัน) งานที่โผล่มาใหม่นั้นถ้าหากว่าดูท่าจะต้องใช้เวลานานกว่านั้น ขอให้เอามาเข้าคิวงานและกำหนดความด่วน หรือความสำคัญให้มันด้วย

3. คุณหลีกเลี่ยงงานสำคัญไม่ค่อยจะได้ เพราะงั้นไม่ต้องไปอู้เตะหน่วงมัน

การผลัดวันประกันพรุ่ง เป็นเรื่องที่เป็นศัตรูกับ productivity ในการทำงานเป็นไหนๆ และ สองฝ่ายนี้ก็รบกันมานานแล้วซะด้วย การอู้เตะหน่วงงานที่ตัวเองคิดว่าสำคัญนั้น จะทำให้มีผลกระทบต่อนิสัยในการคิดของเราเอง และ เป็นการปรับสภาพความคิดความอ่านกับงานที่ทำให้ถอยด้อยค่าไป ซึ่งมันจะไม่ดีต่อตัวคนที่คิดแบบนี้เป็นแน่แท้ และ ในที่สุดคุณก็จะสนุกกับงานที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ใดๆ หรืออยู่ทำงานไปวันๆ เรื่องแนวคิดผลัดวันประกันพรุ่งนี้เป็นภัยต่อตัวผู้คิดอย่างงั้น และ กระทบงานคนอื่นโดยวงกว้างได้ขอให้ระวังเอาไว้ให้มาก

4. รู้ไว้เลยว่าการวางแผนไม่จำเป็นต้องละเอียดที่สุด

ในทางตรงกันข้ามผมกำลังจะบอกว่า ทุกอย่างจะไมได้เป็นไปตามแผน และ แม้แต่คุณจะออกแบบแผนใดๆให้ละเอียดที่สุดมากเท่าไหร่แล้ว มันก็จะมี resolution ของ action ใดๆที่จะละเอียดมากกว่านั้นอยู่ดี เพราะงั้นการออกแบบแผนงานใดๆ ไม่ต้องเอารัดกุมสุด หากไม่ได้เกี่ยวกับความปลอดภัยของคนอื่นๆแล้ว มันจะมีการบิดพริ้วไปได้อยู่ดี แผนงานที่ละเอียดที่สุดนั้นจะกินเวลาในการออกแบบแผนงานมากขึ้น เพราะงั้นแล้วน่าจะลงรายละเอียดในระดับที่เหมาะสม คือ ออกแบบแผนงานไม่นานเกินไปและ ก็ได้เนื้อความละเอียดของแผนงานที่เอาไปเดินงานต่อไปได้ นอกจากนี้ในรายละเอียดจะขึ้นกับคนที่ action และก็ต้องไว้ใจเค้าเหล่านั้นด้วย หากมีการทำงานเป็นทีม คนเหล่านี้ต้องใช้หัวคิดในทุกๆกระบวนการที่เค้าต้องทำว่าจะทำอย่างไร และประเมินได้ว่า ควรจะมีการปรึกษาเพิ่มเติมหรือไม่อีกด้วย

5. บอกวัตถุประสงค์ไปเลยว่า ที่กำลังจะทำเพื่ออะไร หรือโจทย์ คืออะไรก่อนการสนทนา และการประชุม

การบอกโจทย์หรือวัตถุประสงค์ในการสนทนาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมหรือสนทนานั้นเข้าใจได้ว่า ที่เรียกกันมาคุยกันนี้เพื่อเหตุผลสิ่งใด เพระขณะทีคนเหล่านั้นกำลังฟังและรับรู้ จะเริ่มคิดหาคำถามและคำตอบ ข้อสงสัยและอื่นๆ ได้ในทันที เพราะ เค้าเหล่านั้นรู้แล้วว่า "เราคุยเรื่องอะไรกันอยู่ ก่อนที่เริ่มคุยในละเอียดกัน"

6. พยายามทำให้ทุกคนพอใจได้บ้าง แต่มันไม่ได้จะพอใจทุกคนได้ทุกกรณี

การประชุมระดมความคิดเห็น และหาแนวทางแก้ปัญหาหลายครั้งจะต้องมีความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นแล้ว คนใดๆที่ในประชุมต้องเข้าใจก่อนว่า ต้องลดระดับ EGO ของตนลงมาในระดับที่ฟังความเห็นของทุกฝ่าย และจะทำให้ได้ข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาเพื่อดำเนินการต่อไป หรือแม้กระทั่งงานใดๆ ที่จะทำ หรือกำลังทำนั้นจะเป็นการขัดความคิดเห็นความอื่นบ้าง ก็เป็นไปได้ขอให้เข้าใจว่า เราเอาใจทุกคนในทุกๆเรื่องไม่ได้ เพราะงั้นไม่ต้องกลุ้มใจกับเรื่องที่จะไปขัดใจคนอื่นเค้าบ้างเป็นบางคราว

ผมว่ายังมีเยอะประเด็นที่จะเป็นแนวคิดที่เหมาะสมในที่ทำงาน เพื่อการดิวงานกับคนอื่น การคั้นความคิดและหาไอเดียในการประชุม และแนวคิดในการกลั้นกรองงาน เพื่อให้ได้ประสิทธิผลในการทำงานเป็นกลุ่มหรือเดี่ยวๆออกมาให้ได้คุณภาพมากสุด ถ้าหากว่ามีอะไรเพิ่มเติมก็ comment ทิ้งเอาไว้ได้น่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การจัดการงานที่มี dedline

การจัดการงานให้สั้นและไว และประเภทงานที่มี Due date

พักนี้ดูเหมือนว่างานจะเข้าเยอะเป็นพิเศษทำให้ต้องมานั่งคิดอีกรอบว่า ลำดับ การคิดและการเดินงานมันเหมาะสมหรือไม่ ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีใครจะว่าอะไรหรอกถ้าหากว่างานเดินช้าหรือว่าไม่ได้เดินไปตามไปด้วยเวลาทีเหมาะสมครับ เพราะไม่ว่า Project ใดๆ คนที่กำหนด Due date หรือ Date line จะเหมือนมีแค่สองประเภทเท่านั้น คือ

ประเภทที่มี Due date ที่ตายตัวแน่นอน เช่น ถ้าหากว่าคุณต้องส่งงานหรือ การบ้าน โดยเมื่อคุณส่งหรือดำเนินการช้ากว่ากำหนดไปแล้วคุณจะได้รับการลงโทษ หรือ เกิดผลเสียใดๆเกินขึ้นได้ อย่างเห็นได้ชัด เช่น การส่งรายงงานที่มีกำหนดแก่ทางราชการ การส่งงานหรือสินค้าต่อลูกค้า  Due date ประเภทนี้เป็นวันกำหนด Due ที่มีความกดดันให้กับผู้ที่ต้อง “ดำเนินการ” ให้กับผู้ทึ่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นคนที่ lead project หรือคนที่ดำเนินการเองครับ

สำหรับการวิธีป้องกันปัญหา ผลกระทบที่ไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ผมจะเลือกใช้วิธีการ “กำหนด fake due date” คือ ไม่มีคนรู้วันส่งจริง หรือ แม้กระทั่งตัวผมเองจะรู้ว่า Due date หรือ Date line นั้นมันวันที่เท่าไหร่ก็ตาม แต่ผมก็จะลืมๆมันไปซะแล้วก็เลือก Due date ใหม่ที่มันกระชับกว่านั้น โดยอาจจะ บวกเผื่อเวลาไว้วันสองวันหรือนานกว่าแล้วแต่ว่า งานนั้นมี working period มากน้อยแค่ไหน มันจะต้องดำเนินการทั้งโครงการนานแค่ไหน ผมว่าแค่สร้างเงื่อนไขลักษณะนี้กับ team งานหรือ กำหนดให้กับตัวเอง โอกาสผิดพลาดมันก็จะมีเหมือนเดิมแต่ว่าหลุด Due date นั้นจะน้อยลงไปแล้วแต่ว่าเราจะประเมินระยะเวลาเผื่อไว้มากน้อยแค่ไหนนั่นเองครับ

ประเภที่ไม่มี Due date แน่นอน เป็นงานส่วนใหญ่ของคนที่เกี่ยวกับการพัฒนางาน สินค้าหรือเป็นงานทั่วไป ที่ไม่ได้มีคนต้องมาบังคับอะไร หรือ ไม่สามารถประเมิน working period ได้แน่ชัด เพราะ จะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาเดินไป ผมขอยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาสินค้าจะเห็นได้ชัดว่า เราไม่สามารถคาดการผลลัพธ์ในการผลิตสินค้าใหม่ออกมาได้ ถ้าหากว่าไม่พอใจหรือว่า การทดสอบผลิต เกิดความผิดพลาดก็แปลว่า ต้อดำเนินการต่อไปเพื่อให้ผล result ที่อยากจะได้ออกมา โดยประเมินเวลาไม่ได้แน่นอน

วิธีการที่ผมคิดว่าน่าจะดีที่สุด ในเรื่องงานที่เป็นลักษณะนี้ คือ “ทำมันเลย” เมื่อไม่มีงานที่มี Due date ที่แน่นอนอยู่ใน task list ของเราครับ เพราะ อย่างที่ผมบอกคือ เรากำหนดวันไม่ได้แน่นอน แต่ว่า เมื่อมันเสร็จแล้ว การที่เสร็จเร็วโดยมากก็น่าจะดีกว่าเสร็จช้าครับ (แต่ไม่ทั้งหมด) ที่ผมบอกว่าไม่ทั้งหมดเพราะว่า เมื่อเวลาเดินไป เราได้ผลการทดสอบหรือ การคิดอะไรใหม่ๆออกมา อาจจะมีเรื่องอื่นๆที่มีข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่คาดคิดเข้ามาได้ (อย่างไม่น่าเชื่อีกต่างหาก) ทำให้จริงๆถ้าหากว่าเรารอเวลาในการทำอะไรออกไปสักหน่อยแล้วเราก็จะได้ข้อมูลเพิ่มที่พระเจ้าประทานมา โอ้วมายกอท.. อะไรประมาณนั้นน่ะครับ (เรียกว่ามันมาเอง เพิ่มเติมให้เรารู้ได้หรือว่าคิดเพิ่มเติมได้ ซึ่งตอนแรก หรือขณะดำเนินการจะยังไม่มี จะยังไงคิด จะยังไม่เห็น)

ทั้งนี้ Task ที่ไม่มี Due date เราสามารถที่จะกำหนด Due date ให้กับมันได้เพื่อเป็นการกำหนด ให้ “ทำมันเลย” เมือ่ถึงเวลา แต่อย่างไรก็ดีถ้าหากว่าคุณมีความคิดจัดการงานแบบ Do it now อยู่แล้ว และ มี sense ในการเลือกงานทำที่ดีอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ต้องระบุ Due date ก้ได้แค่ว่าให้มันอยู่ใน task list หรืออยู่ใน inbox เพื่อให้คุณรู้ว่ามันจะต้องทำนั่นเองครับ

เน้นการเอางานออกไปให้คนที่เหมาะสมช่วยกันทำหรือส่งให้คนที่ทำได้ดีกว่าคุณทำด้วยเวลาที
่น้อยกว่า

การจัดการกับ Task ใดๆของผมส่วนมากแล้วจะต้อง assign หรือ Deligate งานให้กับคนอื่นที่เหมาะสมด้วยเวลาที่เหมาะสมและปริมาณ Load ที่เหมาะสม เพราะผมต้องการเอางานของผมออกจาก inbox หรือ task list ของผมเพื่อให้งานเดิน ครับ ผมก็คิดเหมือนกับว่า ตัวผมเป็นแค่ station เพียงแค่ station เดืยว คุณไม่สามารถที่จะทำงาน multitasking ได้จริงๆหรอกครับ (ถ้าหากว่าทำได้ก็เพราะงานอื่นๆที่คุณทำมันไม่จำเป็นต้องต้องการ focus ใดๆต่างหาก) เราไม่สามารถที่จะมีสมาธิกับสองเรื่องพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์ครับ ถ้าหากว่าคุณเห็นบางคนพิมพ์ computer แล้วฟังเรื่อยที่คุยกันไปด้วย ก็ให้คิดไว้ก่อนว่า ที่เค้าพิมพ์หรือทำอยู่กับ computer นั้นมันต้องการการ focus ที่ไม่มากนัก เช่น อาจจะสั่ง print out งาน อาจจะจัด file ที่ Desktop ให้ดูไม่รก หรือกำลังหา file เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ผมว่าน่าจะทำให้คุณเก็ตไอเดียได้ว่างานที่ไม่ต้องการ focus เป็นอย่างไรน่ะครับ

การ Deligate งานผมเลือกที่จะทำให้เกิดขึ้นแบบทางเดียวเสียมากกว่า เพราะ ถ้าหากว่าคุณยังต้องทำการ two way communicate อยู่แสดงว่าใบงานหรือ note ที่คุณพิมพ์เพื่อบอกงานคนอื่นเค้าทำได้ไม่ดี ไม่สมบูรณ์ และอย่าลืม comment เอาไว้ว่าถ้าหากว่าไม่เข้าใจให้โทรถามได้ทันที แปลว่าถ้าหากว่าไม่มีอะไรสงสัยคุณก็ไม่ต้องรอ Feedback ใดๆจากผู้รับงานครับ นั่นแปลว่าสิ่งที่คุณต้องทำต่อ คือ แค่กำหนด Due date เทียมเพื่อการติดตามงานเท่านั้น เมื่อถึงเวลาคุณก็โทรสอบถามงานและติดตามความคืบหน้าก็เท่านั้นเองครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • due date แปลว่า
  • due date แปล
  • dateline แปลว่า
  • due ส่งงาน
  • กำหนดส่ง date line เพราะกว่า due date
  • วันกำหนดส่ง date line

การประยุกต์ใช้ Gmail กับ Get Things Done. GTD

คงจะเป็นเรื่องแปลกมากๆถ้าหากว่าคนที่อ่าน web ผมเป็นประจำแล้วยังไม่ได้งาน Google mail หรือว่า Gmail ครับ เพราะว่า มันมี function การใช้งานที่ เรื่ยกว่า ฉลาด กว่า web mail จ้าวอื่นๆมากโขครับ หลักๆที่ผมเห็นว่ามันมีประโยชน์มากจริงๆก็จะเป็นพวก basic concept ที่มีมาตั้งแต่แรกของ Gmail แล้วน่ะล่ะครับ ก็คือพวก filter แล้วก็ label ทีเอาไว้แตกต่างว่า mail ไหนเข้าหมวดไหน ล่าสุด Gmail ก็ออกมาประกาศอีกครั้งว่า ถ้าหากว่าคนทีใช้ Gmail อยู่แล้วยังไม่รู้ว่า Gmail มีอะไรน่าใช้บ้าง ก็เข้าไปดูได้จาก

http://www.google.com/mail/help/tips.html#white

เค้าแบ่งความเชี่ยวชาญออกมาเป็นสายๆเหมือนกับยูโด หรือพวกนินจาว่าถ้าหากว่าโปรมากๆก็จะเป็นสายดำเป็นต้น ผมเข้าไปอ่านแล้วก็เพิ่งจะสังเกตว่าผมก็ยังไม่รู้อยู่บางประเด็นครับ หรือเพิ่งรู้ไม่นานมานี้ ก็เช่น ถ้าหากว่าคุณอยากจะ attach files มากกว่า 1 file คุณก็สามารถกด ctrl แล้วเลือก ไฟล์นั้นๆได้เลย ไม่เหมือนกับ จ้าวอื่นๆที่ต้องเลือก Browse ทีละ file แล้วก็กด attach ทีละครั้ง (อันนี้น้องผมเป็นคนบอกผมครับ แอบเห็นเค้าทำ ไม่ได้บอกผมตรงๆด้วยเน่ยะถ้าหากว่าไม่ได้แอบเห็นนี่ก็คงจะกดทีละไฟล์ไปเรื่อยๆต่อไป) แล้วก็อีกตัวที่เพิ่งรู้ว่าแต่ว่ายังไม่เคยใช้ก็คือ การ search super star คือ เราบอกว่าได้ให้ค้นหาเฉพาะพวกที่ติดดาวสีแดง สีเหลือง อะไรก็สุดแล้วแต่น่ะครับ นั่นก็แปลว่า ก่อนที่คุณจะใช้งานได้จริงๆ คุณก็ต้องกำหนดกับตัวเองอยู่เหมอืนกันน่ะครับว่า ความหมายของดาวหรือสัญลักษณ์แต่ละแบบมันหมายความว่าอย่างไร ของผมจะมีความหมายโดยเอาแบบ Get things done เป็นตัวกำหนดน่ะครับ ก็เช่น ถ้าหากว่าเป็นลูกศรไปทางขวาแปลว่า delegate to others แปลว่าให้คนอื่นทำ หรือว่า ถ้าหากว่าอยากรอไว้ก่อน ไม่ได้ทำตอนนี้ Defer เอาไว้ ก็จะเป็นอีกรูปนึง ส่วนงานที่ไม่ทำแน่ๆเพราะว่าไม่ worth doing ไม่คุ้มกับการออกแรงออกเวลาไปทำมันก็ delete มันซะก็จะไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ไม่ลบไปก็ archive ไปน่ะครับ

ถ้าหากว่าคนที่ไม่เคยรู้เรื่อง GTD  มาก่อนผมเล่าให้ฟังคร่าวๆได้น่ะครับ ก็คือ

งานใดๆ (task) เราสามารถที่จะมี action กับมันได้แค่สี่อย่างเท่านั้นเอง คือ

1. ทำมันซะ (do it)

2. ไม่ทำมันลบมันไปเลย (ไม่คุ้มกับเวลาที่จะทำ)

3. เอาไปให้คนอื่นทำ (Delegate to others)

4. รอไปก่อนแต่ว่าจะกลับมาคิดใหม่ว่าจะทำ 1 หรือ 2 หรือ 3 (Defer งานครับ)

ผมก็คิดๆดูแล้ว มันก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้จริงๆน่ะหละ ไมว่าคุณจะขยันหรือขี้เกียจมากเพียงใด คุณก็ต้องกระทำกับงานใดๆภายในสี่อย่างนี้เท่านั้นครับ

เพราะฉะนั้นแล้ว Gmail Super star  เป็นอีก function หนึ่งสำหรับคนที่อยากจัดการกับงานที่ไหลเข้ามาทาง inbox  Gmail อย่างเป็นระบบจริงๆอาจจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้แบบที่ผมเล่าให้ฟังนี่ก็ได้น่ะครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • gtd คือ
  • getting things done thai
  • getting things done ฉบับแปลไทย
  • gtd แปลไทย
  • GTDหมายถึง
  • การใช้ gtd

Get things done : แนวคิดกับการประยุกต์ใช้งานจริง ถึงเวลายกโลกออกจากหัวแล้ว

Get things done : แนวคิดกับการประยุกต์ใช้งานจริง

Get Things done (โดย David Allen) เป็น concept เพื่อการบริหารงาน (task) เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาเป็น project จนสำเร็จได้อย่างเป็นระบบ (systematic approach) ผมเคยอ่านหนังสือเล่มนี่เอาไว้นานแล้วเมื่อปีกลาย (แปลว่าปีที่แล้วน่ะครับสำหรับคนที่ไม่รู้ศัพท์โบราณหน่อย) โดยหนังสือที่ว่านี่ผมได้สั่งซื้อมาจาก amazon.com แล้วก็ ณ เวลานี้ก็ไม่มีคนแปลมันอยู่ดี (หรือว่ามีแล้วไม่รู้ แอ้ะชักไม่แน่ใจแต่ว่าผมก็เดินตามแผงหนังสือออกจากบ่อยอยู่เหมือนกันน่ะครับ ก็ไม่เห็นนะ) วิธีการเพื่อการเอามาประยุกต์ใช้ก็ไม่ยากอะไรแต่ที่พิมพ์ออกมาได้เป็นเล่มเลยก็เพราะว่าเค้าอธิบายให้ละเอียด แล้วก็ประยุกค์ใช้ในระดับ "การดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมาย" กันเลยก็ว่าได้ แต่ผมจะไม่พูดอะไรถึงตรงนั้นน่ะครับ เพราะว่า น้อยคนนักที่จะดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมาย หรือ แค่ออกตัวก็ไม่คิดกันแล้วเพราะซะนั้นพิมพ์ไปก็ได้แค่อ่านเท่านั้นครับ (ฟังดูน่าเศร้าเนาะ แต่ว่าไม่อยากจะโม้เยอะเก็บเอาไว้โม้วันหลังจะดีกว่าน่ะครับ)

ผมคงเล่าให้ฟังประมาณนี้ก่อนดีกว่าว่า แนวคิดนั้นเริ่มต้นด้วยการที่ คนอยากทำงานหรือเดินเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ (produtivity สูงกว่าคนปกติ หรือ ตัวเองที่ไม่ได้จัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้) แน่นอนว่าเราต้องรู้ตัวซะก่อนว่าเราจะทำอะไรแล้วอยากทำอะไรหรือว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วกลั่นออกมาทั้งหมด จากหัว มาเป็น text หรือข้อความพิมพ์เก็บเอาไว้ครับ เพื่ออะไรเพื่อที่จะไม่ทำให้หัวเรา "รก" คนที่คิดว่าเรางานเยอะทำอะไรก็ดูเหมือนกะเหนื่อยหน่ายทำแล้วไม่มีที่สิ้นสุดหรือว่าทำอะไรไม่จบสักที ไม่ done สักทีแล้วรู้สึกว่า "มันเยอะ!" ก็เพราะว่าไม่มีอออกมาจากหัวเราไงล่ะครับ หัวเราก็เหมือนกะคอมพิวเตอร์น่ะหละ ถ้าหากว่าจำไว้ชั่วคราวแบบนี้มันกิน ram ครับเพราะเรื่องพวกนี้เราอยากจะจำได้นึกได้เมื่อถึงเวลาและมันก็สำคัญซะด้วยทำให้เราจำเป็นต้องจำให้ได้ นึกให้ออกแต่กลับไม่จดออกมา ผมคิดไม่ออกจริงๆถ้าหากว่าผมไม่จดออกมาผมคงหัวโตไปแล้วน่ะครับ เพราะมีช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกหนักหัวเพราะมันต้องประมวล ram เก็บเรื่องเอาไว้ แต่ผมผ่านเรื่องแบบนั้นมาแล้ว และตอนนี้ก็มีแนวคิดในการจัดการกับ task และ project และ note ได้อย่างเป็นระบบจนทำให้เหมือนกะว่าไม่ต้องทำอะไรเลยวันๆ เบาๆ ไม่หนักหัว เอาหัวไปคิดเรื่องที่มันมีประโยชน์กะตัวเองและคนอื่นๆทั้งโลกจะดีกว่าครับ ไม่ต้องเอาคลุกกะเรื่องเล็กๆแต่เยอะๆเหมือนที่เคยเป็นมา

รวมๆแล้วเรื่องที่เราอยากจะทำหรืออยากจะจำมันมีอยู่ สอง แบบคือ เรื่องที่เป็น project และเรื่องที่เตือนเมื่อถึงเวลา (แต่จริงๆแล้วยังมีอีกแบบก็คือ เรื่องที่อยากจะโดนเตือนเมื่อถึงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งบนโลก)

ผมขอพูดเรื่องที่สองก่อนแล้วกันนะครับคือเรื่องงานเมื่อถึงเวลา เพราะว่ามันอธิบายได้ง่ายและจัดการมันได้ง่ายๆด้วยครับ งานหรือสิ่งที่ต้องจำแบบนี้ หรือเป็นพวกนัดหมาย tools หลักเพื่อการจดบันทึกเรื่องนี้ก็คือ calendar หรือ ปฏิทินธรรมดานี่เองครับ (หรือถ้าหากว่าคุณเป็นคนใช้ชีวิต online หรือเปิดคอมมากกว่า 80% ของเวลาที่คุณลืมตาตื่นแล้วล่ะก็ .. Google Calendar น่าจะเหมาะกว่าน่ะครับ)  วิธีการก็คือ ให้เราจดเนื้อความว่าจะทำอะไรไว้ที่ปฏิทินก็เท่านั้นเอง เมื่อถึงเวลาใดเวลาหนึ่งเราก็ดูเนื้อความนัน้เพื่อเตือนความจำว่า นี่หละคือ action ที่เราจะกระทำหรือกำลังจะต้องทำ ณ เวลานั้นๆครับ ผ]]
>

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • get it done แปลว่า
  • get done แปลว่า
  • getting thing done คือ
  • getting done แปลว่า
  • gtd (get things done) concept
  • getting things done แปลไทย
  • getting things done ไทยGetting Things Done (GTD) by David Allen
  • have something past participleหมายถึง
  • it get shit done แปลวา
  • the things that get rewarded get done หมายถึง