วิธีการกด Unlike เพื่อเอาเนื้อความเกี่ยวกับ Page Facebook ออก

unlike-facebook-fanpage

สำหรับเพื่อนที่กด Like อะไรเข้าไปแล้ว ไม่อยากจะให้เนื้อหาขึ้นมาที่หน้า News Feed ของเราอีกใน Facebook อาจจะเป็นเพราะว่า คุณอาจจะไม่ได้ชอบเนื้อหาของ page นั้นๆอีกแล้ว หรือว่ามันไม่มีอะไรสนใจ หรือไม่อยากจะสนใจมันอีกแล้ว สถานการณ์แบบนี้อาจจะเหมาะกับคนที่ คอยติดตามข่าวน้ำท่วมกันเยอะใน Facebook กะไปกด Like หน้านู้นหน้านี้มาเยอะแยะ เพราะจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมไหลเข้ามาที่หน้า Facebook ของคุณเอง แต่ว่า ตอนนี้ เพื่อนๆหลายคนน้ำลดแล้ว และเพื่อนๆหลายคนก็แน่ใจได้ว่า พื้นที่บ้านจะไม่โดนน้ำท่วมอีกแล้ว แน่นอนว่ากรณีแบบนี้ คุณจะไม่อยากรับรู้เรื่องราวน้ำท่วมอีกแล้ว รู้ไปก็ไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นแต่อย่างไร ก็เลยอยากจะเอาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมออกจากสาระบบและหน้าฟีดของเฟสบุ้ค

วันนี้เลยอยากแนะนำว่าวิธีการเอาเนื้อหาของหน้า page ที่คณกด Like เอาไว้ออกจากหน้า Facebook ของคุณ ทำได้ 2 วิธีการเหมือนเดิมครับ แต่มันจะต่างกันเล็กน้อยครับ มาดูกันเลยว่าทำกันอย่างไร ?

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธี unlike page facebook
  • unlike facebook
  • เอา like ออก
  • เอากด Like ออก ทำอย่างไร
  • unlike page facebook
  • วิธี unlike facebook
  • วิธีเอา like ออก
  • จะ unlike ไง
  • รูปเกี่ยวกับfacebook
  • unlike page facebook ยังไง

Facebook ประทะ Google plus คู่แข่งทางอ้อมแต่อยากหาเรื่องให้มาตรงกัน ลองกันดูสักตั้งแล้วกันเนาะ

facebook-google-plus

หลักจากที่วันนี้ผมได้มีโอกาสรับ invite ของน้องผมเพื่อให้ผมได้ทดสอบทดลองเล่น Google Plus ทำให้เห็นภาพสงครามระหว่าง website ใหญ่ๆอยู่เยอะเลยครับ ผมไม่อยากจะบอกหรอกว่า ตอนนี้เหมือนจะเกิดสงครามระหว่าง facebook และ Google เข้าแล้วเหมือนกับเป็นสามก๊กยังไงอย่างงั้นเพราะว่า ความสามารถและ function ของแต่ละ website นั้นมันก็แตกต่างกันมาก แต่สุดท้ายทุกคนอยากกินรวบ คือ ทำสิ่งที่คนอื่นทำ แล้วเห็นว่าเค้าเหล่านั้นประสบความสำเร็จ

Google เองเน้นได้รายได้จากระบบการค้นหา โดยได้เงินจากการ advertising ผ่านคำค้นหาที่เรียกกันว่า adwords เป็นหลักเกือบทั้งหมด แต่ตอนนี้คนที่เข้ามาใช้เวลาเพื่อใช้งาน internet ไม่ได้กลับใช้เพื่อการค้นหาแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นการพิมพ์เนื้อหา แล้วก็บอกต่อเนื้อหาอย่างใดอย่างหนึ่งกับเพื่อนๆผ่าน website เครือข่ายสังคม (online) ครับ โดยหลักๆ แล้วนั่นก็คือ Facebook นั้นเอง

ทีนี้ที่ผมว่ามันออกแนวตีกันก็เพราะว่า Google เองก็อยากจะทำตัวเองให้เป็น Facebook บ้าง โดยที่ Google ก็ออก product หน้าตาเหมือนกับ Facebook ทุกประการยังอย่างงั้น แค่ว่าทุกอย่างใช้เป็น product เก่าของ Google เอาทั้งหมดนั่นเอง เช่น Google มีการปรับให้สามารถ upload ภาพถ่าย digital ของตัวเองผ่าน Picasa แน่นอนว่าต้องปรับให้เหมือนกับ Facebook ด้วยก็คือว่า ไม่อั้น ! คุณจะ uploading ภาพขึ้นไปได้มากแค่ไหนก็แล้วแต่ความสามารถของคุณเอง (แค่ว่ามีการจำกัดขนาด file ไว้เท่านั้นเอง) ทำให้ Picasa นั้นกลับเป็น product ของ Google ที่น่าสนใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าภาพเหล่านั้นจะโดนแสดงผ่าน Google Plus ด้วยทั้งหมด แล้วแต่ว่าเราจะตั้งเอาไว้ว่าอย่างไร

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • google plus เล่นยังไง
  • google hangout
  • google เล่นยังไง
  • google ที่เหมือน facebook
  • google plus ดีไหม
  • chrome plus ดีไหม
  • google plus chat ยังไง
  • google plus แชทยังไง
  • ทำไม google plus ไม่ดัง
  • เข้าfacebook ทางอ้อม

วิธีการการเอาเพื่อนออกจากสารระบบ Facebook เราโดยที่เค้าคนนั้นไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เป็นเพื่อนได้ก็เลิกกันได้ง่ายๆใน Facebook

ผมว่าเหตุการณ์ remove friend หรือการเอาเพื่อนออกจาก Facebook แบบนี้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เหตุผลในการเอาเพื่อนออกจาก Facebook หลักๆก็น่าจะเป็น ไม่ต้องการที่จะให้คนคนนั้นเห็น Feed หรือข่าวสารใดๆจากเราแล้ว ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ แต่ผมอยากจะบอกว่า จริงๆแล้ววิธีการเอาเพื่อนออกด้วยเหตุผลนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะรับรู้ครับ เพราะ แน่นอนว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เรา update จะไม่แสดงไปยังอีกฝ่ายเลย ดังนั้นแล้ว การ remove freind ออกนั้นถ้าหากว่าจะเหลือเยื่อใยกัน ไม่ควรจะใช้วิธีนี้หากต้องการแค่ไม่อยากจะให้เห็นการ update ใดๆจากเราครับ

การเอาเพื่อนออกจาก "เพื่อนของฉัน" ใน Facebook

วิธีการทำนั้นง่ายเกินกว่าที่จะต้องอธิบายกันเลยล่ะครับ คือให้ Log in เข้า Facebook ตัวเอง > Acccount > Edit Friends แล้วก็จะเห็น รายการเพื่อนของเรา แล้วเราก็เลือกเลยครับว่า เราอยากจะลบคนไหนออกจากสารระบบ ก็แค่กด กากบาท ที่คนๆนั้นเท่านั้นเป็นอันเสร็จพิธีกรรม

เมื่อ remove friends คนนั้นออกแล้วแต่อยากจะกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกก็ต้องมีการ request กันประมาณว่ากลับไปคืนดีครับ โดย เมื่อรับกลับเป็นเพื่อนใหม่แล้ว เนื้อความทั้งหมดที่เรา update ระหว่างที่เราไม่อยู่หรือว่าที่เราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน คนๆนั้นก็จะเห็นได้ทั้งหมดเหมือนเดิมครับ เพราะงั้นแล้ว การคิดจะปิดบังอะไรบางอย่างเฉพาะช่วงเลยนั้นจะ กระทำไม่ได้เลยด้วยวิธีการนี้

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธี การ เย็ด
  • วิธีการเย็ด
  • การลบเพื่อนออกจาก facebook
  • เลิกเป็นเพื่อน facebook
  • วิธีซ่อนเพื่อนใน facebook
  • วิธีเย็ด
  • วิธีออกจากระบบfacebook
  • วิธีลบเพื่อนออกจาก facebook
  • ยกเลิกเป็นเพื่อน facebook
  • วิธีเลิกเป็นเพื่อน facebook

เพิ่มสติในการใช้งาน internet ในที่ทำงานทำยังไง

ใช้ internet ทำให้คนเราโง่อย่างงั้นหรือ?
น้องผมเค้าบอกผมมาว่า “อ่านทความนึงเค้าว่า .. คนที่ใช้ internet ทำให้ความฉลาดด้อยลงไป..” ผมฟังแล้วก็ ฟังหูไว้หูน่ะครับเพราะว่าผมไม่คิดว่าตัวผมเองที่ใช้งาน internet มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ตามสัดส่วนของ internet speed ที่มากขึ้น และอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวผมมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดซะทีเดียวว่า มันทำให้ผมโง่ลงตามเวลา


Chat ทำให้ฉลาดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ?

บังเอิญว่าผมก็ไม่ได้รับ link ของบทความแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าให้ผมมองในมุมของผมเองแล้วนั้น “การใช้งาน internet จะทำให้คนมีจิตที่ติดกันมากขึ้น” ที่ว่าจิตติดกันมากขึ้นมันมีเหตุผลมาตั้งแต่สมัยที่ Thaipoint ดังเพราะเป็นระบบ chat แรกๆตอนที่ผมอยู่ ม.2 แล้วล่ะครับ ต่อมาผมก็ utilize การ chat เรื่อยมาครับ


จิตติดกันมากขึ้นหมายถึง .. อะไร ?

ตรงประเด็นง่ายๆ คือ คนคิดถึงกันได้มากขึ้นครับ เพราะ internet ้เป็นประเภทหนึ่งของการสื่อสารเท่านั้นเอง การสื่อสารด้วย text เสียง เนื้อความ email และอื่นๆอีกมากมายที่ใช้อยู่ครับ ยกตัวอย่างชัดๆกันเลยดีกว่า คุณคงแปลกใจว่า ทำไม BB หรือเจ้าแบรคเบอร์รี่มันถึงได้ขายดีเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับ mobile phone ต๊อกต๋อยเหมือนๆกัน ผมต้องบอกว่ามือถือพวกนี้มัน low tech เมื่อเทียบกับ smart phone เอามากๆน่ะครับ เรียกว่ามันไม่ได้ฉลาดอะไรแต่ มันฉลาดที่ทำให้คนมีจิตคนต่อติดถึงกันได้มากขึ้นจาก promotion ที่จำเป็๋นต้องใช้ครับ เพราะ BB นั้นขายได้เพราะ การ online ในระบบ chat ของ BB เองที่แยกจะระบบอื่นโดยเด็ดขาด เราคุยกันได้มากขึ้นกว่าเก่าแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน คือ เมื่อคุณรถติดไฟแดง คุณก็พิมพ์ text ไว้ (เหมือนกับ SMS แต่ว่ามันยาวได้ไม่อั้นเท่านั้นเอง) แล้วอีกฝ่ายปลายทางก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเดี๋ยวนั้น เค้าอาจจะนั่งอึอยู่ในห้องน้ำ หรือปฏิบัติกิจอะไรอยู๋ก็ได้ แค่มี time delay นิดหน่อยในการตอบเท่านั้นเองครับ
มีคนบอกผมว่า พอใช้ BB ต่อเน็ตแล้ว online msn ตลอดแล้วแอดผมไว้ ก็จะออกอาการราวกับว่า ไปไหนมาไหนก็เหมือนผมไปด้วยเลย อย่างงั้น (เพราะว่าผมก็ทำงานหน้าคอมและก็ online เยอะน่ะครับ) ซึ่งผมก็ว่า เป็นไปได้ที่จะรู้สึกอย่างงั้นครับ เพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้จิตเชื่อมต่อกันนั่นเอง
ย้อนกลับมาประเด็น การ chat เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้งาน internet และแน่นอนว่ามันก็เป็นแค่การสื่อสาร ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้คนโง่ลงแต่อย่างใด งั้นไปดูประเด็นอื่นต่อว่าใช้งาน internet แล้วโง่ลงได้ด้วยประเด็นอะไรมั้ย ?


Google ทำให้โง่ลงอย่างงั้นหรือ ?

ประโยคแรกๆเวลามีคนถามอะไรแล้วผมไม่รู้คือ “ไม่รู้.. ถามกูเกิ้ลดู..” ทำให้คนเราฉลาดน้อยลงหรือไม่ ถ้าหากว่าองคิดกันดีๆแล้ว Google ทำให้คนฉลาดมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะต้องการรู้อะไรก็จะสามารถที่จะรู้ได้ทันควัน ถ้าหากว่ามี iPhone ต่อเน็ตตลอดแล้วไซร้อยากรู้อะไรก็จะรู้ได้ทั้งหมด ยิ่งกว่ามีสาระนุกรมติดตัวหลายเท่าตัวนัก แล้วอย่างงั้นแปลว่า ผมจะอ่านหนังสือน้อยลง หรือ สนใจเรื่องประวัติศาสตร์น้อยลงหรือ ไม่หรอกครับ เพราะคนที่สนใจเรื่องอะไรแล้ว ก็จะ Google ในสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆได้มากขึ้นกว่าการไม่มี Google เป็นอันมาก เอางี้น่ะครับถ้าหากว่าผมไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์อะไรอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับพวกนั้นอยู่ดี ไม่ว่าจะมี Google หรือไม่มี Google ก็ตามทีครับ ถ้าเปิดเจอบนทีวีก็จะเปลี่ยนช่องเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย คืดอย่างงั้นจริงๆน่ะครับ เรื่องอะไรที่ไม่สน เราก็จะไม่เอามาใส่ใจแม้แต่น้อย
ผมชอบคิดเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมด เพราะมันเป็นไปไม่ได้โลกเรามี information มากเกินกว่าที่เราจำเป็นต้องรู้มากนัก คุณมีสิทธิในการเลือกรับข้อมูลได้ และ Google ก็ไม่ได้ทำให้คณอ่านน้อยลงแต่อย่างใด เพียงแต่มันเปิดให้คุณอ่านข้อมูลที่เชื่อได้น้อยลง ด้วยแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นทางการได้มากขึ้น ศึกษาเรื่องราวต่างๆได้ผ่านทุกแง่มุมกว่าเก่ามากนัก ฟันธงเลยครับว่า Google ไม่ได้ทำให้คนใช้งาน Google ฉลดน้อยลงแต่ประการใด


Blog Feed ทำให้สมาธิ (แหล่งที่ทำให้เกิดปัญญาตามวิถีพุทธ) น้อยลงมั้ย ?

คนอ่าน Blog พิมพ์ Blog อย่างผมก็รับ Feed มากกว่าปกติมากนัก แต่เวลาที่เอามาอ่านเป็น surplus time หรือเป็นพวกส่วนเกินที่คุณไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ด้วยครับ เช่น อ่าน Feed ใน iPhone ตามเดินทาง รอคิว หรือแม้กระทั่งเดินเล่นช้าๆ เพื่อเป็นการออกกำลังกาย แน่นอนว่าอ่านเยอะขึ้น มันเป็นการทำให้รู้รอบ รู้กว้างกว่าเดิม และเป็นเหตุทำให้ฉลาดขึ้นได้นั้นเองครับ
แต่ประเด็นที่มีการตีโจทย์คือ เนื่องจาก Blog content ส่วนมาก แต่ละเรื่องจะมีเนื้อหาที่ไม่ยาวมากนัก ไม่เหมือนกับหนังสือ ประเด็นนี้มีความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นครับ เพราะ หนังสือก็คือ การเอาความคิดมาเรียบเรียงเข้าเรื่อง เข้าเล่มและจัดระเบียบ หมวดหมู่ให้กับมันเท่านั้นเอง (ยกเว้นพวก fiction หรือเรื่องแต่งทั้งหลายแหล่นะครับซึ่งผมไม่อ่านครับ ไม่ใช่แนว) หรือ มองให้สุดขอบกว่านั้นได้ไม่ยาก หนังสือก็เหมือนกับการเอาเนื้อ Blog มาพิมพ์เรียบเรียงต่อกันไป หรือทางกลับกัน หนังสือสามารถแยกเป็น blog content ได้ถ้าอยากจะทำครับ
ผมเห็นหนังสือหลายเล่มที่แต่งโดย Blogger หรือ writer ที่พิมพ์ Blog ออกมาด้วยทั้งหมดเป็นพวกนักคิดแทบทั้งสิ้น ซึ่งไม่ว่าสื่อนั้นจะออกมาเป็นรูปแบบ Blog ผ่าน Feed ที่มีเนื้อหาสั้น (แต่จะไม่สั้นเลยถ้าเอามาต่อเรียบเรียงรวมกัน) หรือเป็นหนังสือออกมาเพื่อจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ (สำหรับฝรั่ง) ขอให้แค่อ่านได้มากที่ขึ้นบนเวลาที่คุณไม่เคยอ่านได้มาก่อนเท่านั้นก็จะเป็นการเพิ่มพลังฉลาด เพิ่มทักษะการคิดเรื่องราวที่ซับซ้อนได้มากขึ้นแล้ว เพราะงั้นแล้ว FEED ไม่ได้ทำให้คุณฉลาดน้อยลงแต่ประการใด
ส่วนเรื่องของสมาธินั้น มีเหตุว่า เนื่องจากเนื้อหา Feed สั้นทำให้คนอ่านเกิดสมาธิได้น้อยลงไป และความอดทนในการอ่านลดน้อยลงไป ไม่สามารถที่จะอ่านเนือความยาวๆได้เหมือนแต่ก่อน ก่อนที่จะมีระบบ Rss Feed อันนี้ก็เป็นความเห็นน่ะครับว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่ ผมก็ยังอ่านหนังสือได้ด้วยสมาธิที่จะหลับจะหลับเหมือนเดิม (อ่านก่อนนอน) แล้วก็ไม่ได้รู้สึกวอกแวกแต่อย่างใด อันนี้ถ้าหากว่าจะพิสูจน์ได้ต้องออกแบการทดสอบอย่างจริงจังว่า สมาธิที่สั้นลงจะนิยามว่าอย่างไร และ ทดสอบได้อย่างไรกันครับ


Twitter และ Facebook เป็นตัวก่อกวนสมาธิในการทำงานมั้ย ?

อันนี้ผมว่ามันเป็นทางเลือกมากกว่า แล้วแต่คน เพราะถ้าหากว่าเค้ารับ Twitter หรือเปิด Facebook ตอนทำงาน หรือ ตอนที่สมองกำลังแล่นอยู่ หรือ มีสมาธิกับอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างงั้นก็เป็นการทำลายสมาธิตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัยอยู่แล้วล่ะคับ แต่ก็อีก คนเราเมื่อคิดอะไรบางเรื่องอยู่ เราก็จะคิดได้แค่เรื่องเดียว ณ เวลาหนึ่งๆได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะคิดสองอย่างสองอารมณ์ได้ในเวลาเดียวกันแต่อย่างใด เน้นก็หมายถึงว่า เมื่อมีคน Twitter มาแล้วเราอยู่ในสมาธิกับงานใดอย่างหนึ่ง เราอาจจะเลือกปิด Twitter ไว้แต่แรกอยู๋แล้วก็ได้ หรือถ้าหากว่าเปิดไว้เราก็อาจจะต้อง ..มองข้ามมันไปไม่ได้ใส่ใจอะไรครับ เท่านั้นก็จะทำให้พวำทวีต มาทำอะไรเราได้น้อยลงไปอีกน่ะครับ


การจด Note ไว้ในมือถือและ Evernote ทำให้เราจำอะไรน้อยลงอย่างงั้นหรือ ?

ผมคิดว่ามันไมได้ทำให้เราโง่หรือว่าใช้สมองน้อยลงหรอกครับ สมองเรามันแบ่งออกเป็นส่วนของความจำระยะยาว และ ความจำระยะสั้นอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลอะไรที่มันจำสั้นๆ แบบไม่จำเป็น มันก็จะหายไปอยู่ดีนั้นแปลว่า ถ้าหากว่าเราจดเอาไว้แทนจะทำให้ความจำ หรือข้อมูลนั้นอยู่กับเราแม้ว่าเราจะลืมไปแล้วก็ตามครับ เรียกว่า เป็นการจัดการข้อมูลได้ฉลาดกว่าครับ แต่ก็อีกการจดใน Evernote แนะนำว่าต้องพิมพ์ tag หรือ keyword ที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเราจะกลับมาหาเราจะค้นหาด้วยคำว่าอะไร เพราะ ลักษณะการจดใน Evernote จะไม่ได้มีการตั้งเป็น folder ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบ เพราะเรื่องราวใดๆ มันจะเยอะมาก มากขนาดที่ว่าเราไม่สามารถที่จะใช้ระบบการตั้งชื่อ Folder เพื่อแยกเรื่องได้ทั้งหมดเพื่อให้ครอบคลุมการใช้ข้อมูล แต่ระบบการพิมพ์ tag หรือพิมพ์เนื้อหาหรือคำที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเป็นเราจะมาค้นหา เราก็จะมาค้นหาด้วยคำนี้ จะทำให้เราเจอเนื้อความหรือ Note ที่เราจดได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรครับ
เอาล่ะครับบนมาเสียตั้งมากมายโดยรวมแล้ว ผมมองว่าการใช้งาน internet และ Tools ใดๆที่มี เราต้องรูจักเลือกที่จะใช้และเข้าใจที่จะใช้มันได้อย่าง make sense กับตัวเราเองให้มาก ผมไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดหรอกว่า คุณควรจะใช้มันอย่างไร เพราะมันก็แล้วแต่ Life Style ที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถในการคิดใช้งาน (utilize) อุปกรณ์เหล่านี้ครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้อินเตอร์เน็ตในที่ทำงาน

ความเป็นส่วนตัวบน Facebook ? ฝันไปเถอะไม่มีหรอกครับ ลอง Check ด้วย Privacy Scanner กันดีกว่า

facebook
Facebook ชอบมั่วนิ่มเกี่ยวกับ Privacy ที่ตัวเองเป็นคนกำหนด โดยการเอาเนื้อหาหรือข้อมูลที่ user ไม่คิดว่ามัน Public เอาไปแสดงมันให้หลาทุกทีไปน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว แนวคิดในการ post content หรือเนื้อหาอะไรก็สุดแล้วแต่ที่หน้า Facebook ผมจะคิดแบบนี้คือ "ทุกเนื้อความ ทุกถ้อยคำ ทุกรูปภาพ และ Link จะต้องบอกต่อไปยังสาธารณะได้"

ต้องทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า เมื่อเราเอาภาพขึ้น Facebook ทุกภาพ ถือเป็นของ Facebook ครับไม่ใช่ของเราอีกต่อไป คุณอาจจะคิดถูกว่า คนที่เห็นก็จะเป็นแค่เพื่อนของคุณ มันก็จริงแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณแค่ตั้งว่า เพื่อนของเพื่อนคุณสามารถเห็นได้ แปลว่า คุณเอาภาพไปให้คนแปลกหน้าดูแล้วยังไงล่ะครับ (คุณคิดเหรอครับว่า เพื่อนของเพื่อนคุณจะเป็นเพื่อนคุณในทุกกรณี ไม่จริงหรอกครับ ผมว่าร้อยละ 99 เพื่อนของเพื่อนคุณไม่ได้เป็นเพื่อนคุณที่คุณรู้จักอยู่แล้วหรอกนะครับ คิดผิดคิดใหม่ได้น่ะครับ )

โดย default แล้วถ้าหากว่าคุณไม่ได้ทำการ setting อะไรกับ privacy setting ของคุณเลย มันจะทำให้เนื้อความ หรือภาพนั้นๆ สามารถเห็นได้ด้วย เพื่อนของเพื่อน ได้ครับ เพราะ ทาง Facebook ก็ต้องการที่จะขยายคนที่เข้ามาเชื่อมต่อกันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ มีระบบ suggest friends เพื่อให้คนที่คาดว่าอาจจะรู้จักกันอยู่ สามารถที่จะ connect เป็น "เพื่อน" กันได้ไม่ยากครับ

ถ้าหากว่าคุณยังไม่มี idea ว่าจะปิด Privacy ให้เหมาะสมได้ยังไงแนะนำว่า ลองเอา Privacy Scanner ไปลองใช้ดูครับ มันจะทำหน้าที่ check Facebook settings ของคุณ โดยแนะนำ level ที่มีความปลอดภัยที่สุดที่เท่า Facebook จะให้คุณได้ (แต่ก็ไม่ได้100%อยู่ดีน่ะครับ) เพราะยังไงซะผมก็ขอให้คิดว่าไม่ว่าคุณจะ Post อะไรที่ Facebook มันจะโดน Public ออกได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ

ลองใช้ Privacy Scanner ดูหน่อยแล้วกันนะครับไม่งั้นคุณได้รับการติดต่อจากคนที่ไม่ได้เป็นเพื่อนคุณได้ครับ ถ้าหากว่าคุณพอใจอย่างงั้นก็ไม่ว่ากันน่ะครับ แต่ว่าผมเคยมีคนติดต่อ มาด้วยถ้อยคำทีไม่ดีสักเท่าไหร่แล้วน่ะครับผ่าน Facebook นี่น่ะหละ จริงๆถ้าหาก่วาผม Tighten privacy กว่านี้อีกหน่อยการติดต่อนั้นก็จะทำไม่ได้น่ะครับ ลองดูเองแล้วกันน่ะครับว่า Privacy ScannerFacebook มันจะแนะนำให้คุณทำอะไรกับการตั้งค่าของคุณกันมั่ง ?

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ดู facebook ที่ไม่ใช่เพื่อน
  • ความเป็นส่วนตัว facebook
  • ดู facebook ที่ไม่ได้เป็นเพื่อน
  • ดูfacebookที่ไม่ได้เป็นเพื่อน
  • facebook ความเป็นส่วนตัว
  • ดูรูป facebook ไม่ใช่เพื่อน
  • ภาพส่วนตัว facebook
  • ดูว่าไม่ได้เป็นเพื่อน ออนไลน์ facebook
  • ดู facebook ไม่ได้เป็นเพื่อน
  • facebook ไม่ส่วนตัว

Post การเมืองหรือศาสนา ใน Wall บน Facebook = Delete account

facebook delete button

ผมสังเกตว่าพักนี้มีคนโดนไล่ออกเพราะว่า post comment อะไรแปลกๆที่ไม่น่าจะ post เพราะไม่ฉลาดคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือ เรืองศาสนา (แต่ว่าตอนนี้เรื่องศาสนาก็ไม่ได้มีใครไป post กันหรอกครับเพราะว่ามันก็ไม่ได้เป็นประเด็นร้อนแรงอะไรเป็นพิเศษ) ซึ่ง ตั้งแต่เด็กๆ เราๆ ก็รู้อยู่แล้ว เรื่องใดบ้างไม่ควรพูดในที่สาธารณะไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็แล้ว อันได้แก่ เรื่องความคิดเห็นทางการเมือง (ในกรณีที่มีความรุนแรงมั่วมากมายเกิดขึ้นก็ยิ่งไม่ต้องพูดเข้าไปใหญ่) และ เรื่องศาสนา เพราะทั้งสองเรื่องเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ ที่ไม่สามารถจะปรับจูนกันได้ง่ายครับ สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าสองเรื่องนี้ไม่ควรพูด หรือ กล่าวถึง ก็แนะนำว่ารู้ไว้หน่อยก็ดี เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่สอนต่อๆกันมาครับ

เหตุผลว่าทำไมไม่ควรพูดนั้นมันก็เพื่อการรักษาน้ำใจ และ การรักษาสถานภาพทางสังคมที่ตัวเองนั้นมีอยู่ครับ ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติที่แปลกไปถ้าหากว่า เรารู้ว่าคนๆนั้นคิดไม่เหมือนกันเรา (จริงถ้าหากว่าไม่รู้ซะ เราก็ยังคิดกับเค้าเหล่านั้นเหมือนเดิมครับ) หรือว่า เพื่อเป็นการป้องกัน อุบัติภัยอันอาจจะเกิดกับตัวเองได้ครับ เพราะ คนเมื่อมีการคุยเรื่องอะไรพวกนี้ คนจะมีอารมณ์ได้ง่ายมาก อย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะเป็นธรรมชาติของวิธีการประมวลผลทางความคิดของคนอยู่แล้วครับ เพราะ ถ้าหากว่าเราเชื่ออะไรแล้วไซร้ เราก็คิดอย่างงั้นโดยเปลี่ยนแปลงได้ยาก และหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ และตกใจ อาการนี้ สมมุติฐานนี้ อาจจะออกแนวจิตๆนิดหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่คนในวงการ การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ รับรู้กันมาได้สักพักใหญ่ๆแล้วครับ ผมไม่ได้มั่วคิดเอง มันเป็น Theory ที่ใช้ได้กับการ reseach สินค้าใหม่ หรือ การสื่อสารโฆษณาสินค้า ครับ และ มันก็เกี่ยวเนื่องกับการรับรู้สิ่งใหม่ที่ตนไม่เคยรู้มาก่อนด้วยเช่นเดียวกันครับ เราเรียกทฤษฏีนี้ว่า "Knowledge gap"

วันก่อนผมก็เพิ่งอ่านเกี่ยวกับ ความคิดสุดโต่งที่เราไม่รู้ตัวว่ามันสุดโต่ง เพราะ เราอยู่ในกลุ่มคนที่คิดเหมือนๆกัน และมีการปฏิสัมพันธ์ (contact) ติดต่อสื่อสาร ผ่านสื่อ และ การพูดคุยกับคนที่มีแนวคิดเดียวกัน แล้วเมื่อออกจากกลุ่มที่คิดเหมือนกัน และ รับฟัง หรือในทางตรงกับข้ามอธิบายเกี่ยวกับ เรื่องที่เราคิดว่ามันเป็นอย่างงั้น และ เรื่องที่เราคิดว่าเรารู้อย่างงั้น ให้กับคนที่ไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านั้น ปรากฏว่า "ความคิดและสิ่งที่เรารู้กลับเป็นเรื่องสุดโต่ง" ที่อีกกลุ่มฟังแล้วตกใจ คิดและรู้ ไม่เหมือนกันอย่างรุนแรง ทำให้เกิด Knowledge GAP ขนาดใหญ่ สำหรับทั้งสองฝ่ายที่รับรู้ เรื่องราว ความคิดที่ไม่เหมือนกันนั้น แน่นอนว่าการเกิด Knowleadge gap แบบใหญ่ๆนั้นทำให้คนตกใจ มีอารมณ์ โทสะ และสถาวะกลัวได้

ลองคิดกลับมาที่เรื่อง online แบบ rackmanager บ้าง ? แล้วมันเกี่ยวอะไร ?

เกี่ยวอย่างแรงน่ะครับ ว่าตอนนี้เรามีปฏิสัมพันธ์กันอย่าง online ไม่ว่ากับเพื่อนจริงๆ หรือเพื่อน online ของเราผ่านเนื้อความที่พิมพ์ และ บันทึกเอาไว้อย่างเป็นระบบ สะดวกต่อการเผยแพร่มากที่สุดตั้งแต่ ประวัติศาสตร์มนุษยชาติจะกระทำได้ นั่นก็คือ การใช้ social media ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter

เหตุผลทางความคิดก็ต้องคิดและกระทำเกือบเหมือนกับโลกจริงนั่นน่ะหละ (ก็ online มันก็โลกจริงเหมือนกันแค่ว่าคนไม่ได้เจอกัน

รักษาความปลอดภัย รหัสผ่าน บน social network ของคุณเอาไว้ให้จงดี !

passworhacker การรักษาความปลอดภัยของรหัสของตัวเองเป็นเรื่องจำเป็นอย่างหนึ่งที่ไม่อาจจะละเลยได้ครับ เพราะ ถ้าหากว่าคนอื่นเค้าเอาไปได้ แปลว่าเค้าจะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้มากมายครับ เพราะ เดี๋ยวนี้เราผูกข้อมูลกับ account ต่างๆ online เอาไว้มากมายครับ เช่น ข้อมูลทางการเงินต่างๆไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินชื่อบัญชี ไฟล์ใดๆที่เก็บเอาไว้ในemail เนื้อความ email ที่คุยกันกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เบอร์โทรศัพท์ทั้งหมดที่กรอกเอาไว้ใน Gmail และสุดท้าย คือ เบอร์โทรศัพท์ และรายชื่อเพื่อนๆทั้งหมดที่อยู่ใน social network ของคุณเอง !

ข้อมูลแบบนี้มันจะไม่ได้แค่เดือดร้อนเฉพาะเจ้าตัวเท่านั้นที่โดนเอารหัสไป อาจจะเป็นไปได้ว่า อาจจะเดือดร้อนไปยังเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคนอื่นๆได้ เช่น ถ้าหากว่าคนที่เอาไปเป็นศัตรูคู่อาฆาต แล้วคุณทำการ share location เอาไว้กับผู้ที่โดนเอารหัส password ไป เพราะว่ากะว่าจะ share location เฉพาะกลุ่มเพื่อนๆเท่านั้น สุดท้าย Location ของคุณก็จะตกอยู่ในมือคนอืนแถมมาด้วย ทั้งๆที่เราไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรด้วยแต่อย่างใด

ใน Facebook จะมีเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่อื่นๆที่ "เฉพาะเพื่อนเท่านั้นที่จะเห็นได้" เพราะว่าผมก็ตั้งค่าเอาไว้อย่างงั้น แต่ว่าถ้าหากว่าเพื่อนที่เราทำการ connect เอาไว้ที่ Facebook ดั้นเป็นคนที่ไม่ได้รักษาความปลอดภัยใดๆในเครื่องตนเองเลย แปลว่าที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และ เนื้อความ ข้อความใดๆที่เรากะว่าจะ share กันแค่ เพื่อนที่เรา connect ไว้ก็จะตกเป็นข้อมูลของคนที่เราไม่ได้รู้จักยังไงอย่างงั้น เรียกได้ว่า คนๆนั้นคือ "คนแปลกหน้า" ก็ว่าได้ครับ

ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กอายุไม่เกินสักประมาณ 14-15 ปี ก็อาจจะอยาก access complete information ของลูกสาว (หรือชาย) ของคุณเพื่อดูพฤติกรรม และหน้าตาคนที่ contact กับลูกคุณได้อย่างสมบูรณ์ แต่ผมก็ไม่ได้จะให้ใช้วิธีการแอบเอา password ออกมาแล้วแอบเข้าไปดูเป็นประจำสักเท่าไหร่ มันก็เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกต้วเองมากเกินไป เหรอป่าวครับ ผมอาจจะเทียบได้เหมือนกับการเอากล้อง cctv ไปติดที่ห้องนอนลูกตัวเองกันเลยก็ว่าได้

หรืออีกกรณีที่เป็นที่นิยมกันคือ การเปิดเผย email password ให้กับแฟนหรือคนที่คิดว่าจะเป็นแฟน เพื่ออยากจะ share ความบริสุทธิ์ใจอะไรสักอย่าง ผมมองว่า การ share password email หรือ password Facebook และอื่นๆ มันไม่ได้เป็นการ share กันแค่ระหว่างคุณสองคน เพราะ มันเป็นการ share ข้อมูลอื่นๆที่ เค้าคาดหวังว่าจะให้เฉพาะคุณเห็นเท่านั้นไม่ใช่แฟนหรือกิ้กของคุณรับรู้ด้วยครับ ผมก็รู้จักหลายคนที่ share ขนาดนี้แล้วส่งที่เกิดคืออะไรน่ะเหรอครับ ปัญหาอื่นๆตามมามากมายน่ะครับ ไม่ว่าแฟนเก่าคุยกัน แล้วเกิดความหึงหวง ความจริงที่ไม่น่าจะรู้ก็ได้รู้ เบอร์ติดต่อ ข้อความข้อมูลเก่าและอื่นๆ ที่อาจจะรู้อาจจะเห็นได้จากการดู history ทั้งหมด

หรือคุณอาจจะคิดว่า อืม ข้อมูลของคุณเองไม่สำคัญอะไรไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเปิดหรือเข้าถึงได้ แล้วแค่ใจเหรอครับ ว่าการเข้าถึงของข้อมูลนั้นจะเข้าถึงได้ด้วยบุคคลที่คุณกำหนดเอาไว้เท่านั้น ถ้าหากว่าคนที่คุณอนุญาตให้ใช้ password เดียวแล้วเข้าไปดูข้อมูลใดๆของคุณเกิด "หลุด" ไปใช้ computer สาธารณะเพราะว่าความไม่รู้ใดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้งาน password แล้วล่ะครับก็ ก็แปลกได้อีกว่า ข้อมูลเหล่านั้นก็จะตกในมือ "คนแปลกหน้า" ได้อีกอยู่ดีนั่นเอง

เอาล่ะ
ครับที่ผมพิมพ์ note ไว้ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่อยากจะบอกคนอื่นๆที่อาจจะได้อ่านว่า รหัสผ่าน เป็นเรื่องสำคัญ และไม่ใช่เป็นเรื่องล้อเล่นได้ การเข้าถึงข้อมูลโดยคนอื่นที่คุณอนุญาตไม่ได้แปลว่า คนที่เป็นคนแปลกหน้าจะไม่สามารถเข้าถึงได้ และการ share ข้อมูลใดๆกับเพื่อนๆของคุณของให้คิดไว้ด้วย อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า เพื่อนของเพื่อนของคุณก็จะได้ข้อมูลเหล่านั้นด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งสำหรับ Facebook แล้ว default ของการ share ข้อมูลจะเป็นการ share ในลักษณะว่า เพื่อนของเพื่อน จะสามารถรับรู้เนื้อความ หรือ ภาพนั้นๆได้ครับ แค่คิดว่า "เพื่อนของเพื่อน" เป็น "เพื่อนคุณอย่างงั้นหรือ?" คุณก็พอจะเข้าใจน่ะครับ ว่า "เพื่อนของเพื่อนแท้ที่จริงแล้วเป็นคนแปลกหน้า!"ครับ

พื้นฐานเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลที่ผมคิดว่าใครๆก็รู้ แต่มีคนไม่รู้ซะอย่างงั้น ><

 
Log out ไม่ได้แปลว่า Clear password :

เมื่อคุณ save password ในเครื่องแล้ว เมื่อคุณ Log out มันไม่ได้แปลว่าข้อมูลจะหายครับ คนที่เข้ามาใช้ computer นั้นถ้าหากว่าเปิดเว็ปหน้า Log in ก็สามารถเข้าไปได้ด้วยรหัสของคุณครับ เหมือนกับเป็นตัวคุณเองกรอก password เข้าไปยังไงอย่างงั้นเลยก็ว่าได้

password ที่ถูกบันทึกไว้จะมองเห็นได้ว่าพิมพ์เอาไว้ว่าอะไร :

หลายคนมากน่ะครับ ที่จะใช้รหัสเดียวกันหมดเป็นเหมือนกับชุด password แบบ universal รหัสเดียวไขได้ทุกเว็ป หรือ ห้าหกรหัสไขได้ทุกเว็ป ถ้าหากว่าคุณเลือก save password ไว้ที่หน้าไหนแล้ว คนที่คุณใช้ computer ด้วยกันหาทางเปิดดูรหัสว่า "พิมพ์ว่าอะไร" ก็จดออกมาแล้วก็สามารถเอาไปลองกับ email อื่นๆ หรือ หน้าเว็ปที่ถามรหัสอื่นๆของคุณได้ และโอกาสเข้าไปได้ก็มากซะด้วยซิ สำหรับวิธีการดูนั้นผมคงไม่อยากพิมพ์ทิ้งเอาไว้ แต่อยากจะบอกว่ามันดูได้จริงๆน่ะครับ ไม่ยากเล้ย (ไป Google เอาเองแล้วกันนะ)

รู้ไว้ซะว่ามีโปรแกรมเพื่อการบันทึกทุกปุ่มที่กด :

เราเรียกสิ่งนั้นว่า keylogger program ครับแปลว่าถ้าหากว่าคุณไปใช้เครื่อง computer ใดๆที่มีโปรแกรมนี้ฝังเอาไว้รหัสผ่านของคุณจะโดนบันทึกเอาไว้ ทีนี้ล่ะ คนที่ลงโปรแกรมก็จะเปิดดูว่าคุณพิมพ์อะไรเอาไว้ว่าอะไร ทั้งรหัส username และ password ทั้งหมดโดนเข้าอย่างจังครับผม นอกจากนี้ keylogger อาจจะโดนโอนถ่าย file ผ่าน internet ได้แปลว่าอะไรน่ะเหรอครับ คนที่เอาข้อมูลเราไปเค้าเอาไปแบบเงียบๆไม่รู้ไม่ชี้ โดย คนแปลกหน้า นั่นเอง

อย่าไปเล่นคอมของคนที่โดนไวรัสแบบมหากาพย์ฝังในเครื่องเพื่อใช้งานจริงจัง :

ไมว่าจะเป็น com ลูกๆของคุณเอง ไม่รู้ว่าเครื่องไปโดนอะไรมาบ้าง ถ้าหากว่าโดน keylogger แล้วล่ะ ข้อมูลก็ไปน่ะครับไปแลวไปลับไม่รู้ตัวเองเหมือนเดิม

USB Flash Drive ที่เสียบกัน ไม่ควรมี file ที่เป็นส่วนตัวเกินไป :

ไฟล์ส่วนตัวผมยกตัวอย่างเช่น ภาพโป้ส่วนตัว หรือไฟล์เกี่ยวกับธุรกิจที่ไม่อยากเปิดเผยใดๆ เพราะ ก็อีกผมเองก็รู้จัก program เพื่อดูดเอา file ทั้งหมดชองคนที่เอา Flash Drive มาเสียบที่คอมแล้วมันก็ copy file ทั้งหมดโดยไม่มีอะไรให้เห็นที่หน้าจอเลยว่าตอนนี้ copy files อยู่ครับ เลยลองและพิสูจน์มาแล้วว่ามันทำได้ครับ เพราะงั้นแล้ว file ที่อยู่ใน Flash Drive แนะนำว่าเป็น file ชั่วคราวเพื่อการย้ายไปย้ายมาเท่านั้นและมันต้องไม่ critical โหดเกินไปน่ะครับ

File ใดๆที่อยู่ใน computer ,harddisk Flash Drive แม้ลบแล้วก็เอาคืนได้ถ้าออกแรง :

เค้าเรียกว่าการกู้ไฟล์น่ะครับ มันมีโปรแกรมเยอะแยะตาแป้ะไก๋ที่ทำหน้าที่แบบนี้ เพราะคนเราชอบเผลอลบ file กันน่ะครับ ผมก็เคยเผลออยู่ แต่ว่าเป็นการ cut paste แล้วผมไป interupt การโอนถ่าย file ซะทำให้ file หาย (ไปไหนไม่รู้น

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • รหัสผ่านของคุณไม่สามารถตั้งใหม่ได้ facebook

update เรื่องราวทั้ง Twitter และ Facebook พร้อมกัน

facebook-vs-twitter

คนที่ใช้ Twitter โดยมากแล้วจะมีอุปกรณ์ที่เป็นมือถือที่สามารถลง application ของ Twitter ได้ส่วนตัวผมเองนั้นเนื่องจากไม่ได้ติดตามการใช้มือถือรุ่นอื่นๆมากนัก ก็มีอยู๋ในมือแค่เครื่องเดียวคือ เครื่อง HTC DIAMOND แบบเก่าครับ ที่ซื้อเอาไว้มาได้สักเป็นปีแล้วน่ะครับ (หมดอายุประกันไปแล้วครับผม)

โปรแกรมเพื่อการ upload เนื้อหาเข้า Twitter นั้นผมจะใช้ application ที่ชื่อว่า Pocket Twit ซึ่งมันใช้งานได้เหมาะเจาะกับความสามารถของเครื่องดีน่ะครับ สิ่งที่ทำได้ก็คือ ดูว่าเพื่อนๆเขียนอะไรใน Twitter หรือว่าทำการ POST ภาพและ text โดยมันจะ upload เข้า Twitpic.com ให้เองเลย ทั้งนี้อาจจะเป็นการใส่ภาพโดยการถ่ายภาพเข้าไปใหม่ หรือว่าการใส่ภาพจากคลังภาพที่เราถ่ายเอาไว้แล้วก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ถ้าหากว่ามือถือของคุณเป็นรุ่นที่มี GPS ในตัว (พวกรุ่นที่บอกพิกัดได้) คุณยังจะสามารถแสดงพิกัด ณ เวลาที่กำลัง Tweet ได้ครับผม (เครื่องผมมี GPS ครับทำได้ทั้งหมดอย่างที่ว่ามาครับผม)

นอกจากนี้ผมยังเชื่อม Twitter กับ Facebook เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นแบบ one way ครับ คือ เมื่อทำการ  update ใดๆก็แล้วแต่ที่ Twitter ให้เอาเนื้อความพร้อม Link นั้นไปแสดงที่ Facebook ด้วยก็จะทำให้ไม่ต้อง update อะไรให้มากมาย ก็ up มันซะแค่ที่เดียวก็โอเคแล้วน่ะครับ ซึ่ง Twitter จะให้ความถี่ในการ update ได้เยอะกว่ามากๆ (เพราะว่าเนื้อความมันน้อยกว่าครับ มันเป็นแค่คัวหนังสือไม่เกิน 140 characters เท่านั้นเอง) อย่างไรก็ดีสำหรับการ update แบบนี้จะเหมาะกับแค่บางคนนั้นครับ เพราะ หลายคน update Twitter บ่อยอย่างบ้าระห่ำ ก็อาจจะมองว่ามันอาจจะทำให้รกเนื้อหาใน wall ของ Facebook ของคุณได้ แต่สำหรับตัวผมนั้นไม่ได้ทำการ update Twitter เยอะเท่าไหร่นัก เรียกว่า วันๆก็แค่ไม่กี่ข้อความเท่านั้น ในใจผมรู้ว่าผมอยากจะ update เพื่อให้เนื้อความเหล่านั้นเข้าไปที่ Facebook อยู๋แล้ว แล้วก็อยากจะ share กับ user ใน Twitter ด้วยก็เลยต้อง update ่ผ่าน Twitter ยังไงล่ะครับ ก็อย่างน่ะหละ ข้อมูลมันไหลได้ทางเดียวคือ จาก Twitter ไป Facebook เท่านั้น จะให้เนื้อความมันไหลจาก Facebook แล้วออกไปที่ Twitter ณ เวลานี้ผมยังไม่เห็นว่าจะมีทางทำได้น่ะครับ (ถ้าหากว่ามีทางทำได้ยังไงก็บอกผมใน comment ด้วยแล้วกันนะครับ)

ถ้าหากว่าคุณทำตามที่ผมว่านี้ คือ มี account Twitter และ Facebook แล้วทำการเชื่อมต่อกันแล้วแบบ one way จาก Twitter ไป Facebook เป้าหมายของคุณอาจจะเป็นการ update เรื่องราวต่างๆให้กับเพื่อนๆของคุณที่อยู่ใน Facebook ก็ได้ครับ แล้วมันก็เริ่มเป็นการสร้าง Tweet ใน Twitter account ของคุณได้อีกทางหนึ่ง ทีนี้คุณก็อาจจะเริ่มมีคนติดตามคุณผ่านทาง Twitter เป็นของแถมก็เป็นได้น่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • twitter facebook พร้อมกัน
  • อัพเดทข้อความใน Wall ของ Facebook จาก Twitter
  • วิธีโพส ทวิตเตอร์ ผ่านทาง skype

แนะนำ Facebook Enhancer สำหรับ Google Chrome

bit ตอนนี้หลายๆคนอาจจะรู้ว่าผมย้ายมาใช้ Google Chrome แทนการใช้ Firefox มาได้พักใหญ่ๆแล้ว เหตุผลก็คงไม่มีอะไรเพราะว่ามันให้พื้นที่การแสดงเนื้อหาได้เยอะกว่า แล้วก็มันดู Zen กว่าน่ะครับ (แปลว่ามันเรียบร้อย เบาสบาย ไร้ความซับซ้อน น่ากลุ้มใจ)

อีกปัจจัยที่ย้ายมาใช้ Chrome ก็เพราะว่ามันก็มี add on หรือว่า extension ออกมาให้เราใช้งานกันแล้วตั้งแต่มัน update version เป็น version 4 ครับ

add on ของ Chrome ที่ผมใช้อยู่ก็ไม่เยอะตัวมากมายอะไรครับ แต่ว่าที่จะเอามาแนะนำวันนี้ก็คือ ตัว Alwittizer Facebook Enhancer เจ้า add on ของ Chrome ตัวนี้มันจะทำหน้าที่ในการปรับแปลงหน้าการแสดงผลของ Facebook ให้ make sense กว่าเดิม ถ้าหากว่า install แล้วเล่นดูจะรู้ว่า Make sense กว่ามันเป็นยังไง นอกจากนี้ที่สำคัญเลยก็คือ เมื่อคุณเอา mouse ไปวางไว้เหนือภาพใดๆก็ตามที่อยู่ใน facebook มันจะขยายภาพออกมาทันทีโดยไม่ต้องกดเข้าไปดูภาพนั้นเลยครับ เรียกได้ว่าดูภาพเพื่อนๆเราได้เร็วกว่าเดิมโขครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมประทับใจกับ add on นี้น่ะครับ ภาพที่มันขยายนี้มันจะไปโหลดภาพใหญ่มาครับเพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่ารูปเพื่อนๆของคุณมันเล็กเหลือเกินตอนที่มันแสดงที่หน้า wall แค่เอา mouse ไปวางไว้เหนือภาพมันก็จะโหลดภาพใหญ่มาแสดงทันทีครับทำให้เห็นได้ว่าใครเป็นใครโดยไม่ต้อง click mouse ลงไปเลยครับ

ยังไงซะถ้าหากว่าผมมีเวลาวันหลังผมจะแนะนำการใช้งาน add on ตัวอื่นๆที่ผมใช้งานอยู่แม้ว่ามันจะมีแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นแต่ว่ามันก็เป็น high light จริงๆน่ะครับ

สรุปว่าลองใช้ Chrome แล้วก็หา Add on หรือ extension ลองเล่นเพิ่มเติมได้จากที่นี่น่ะครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • facebook chrome
  • facebook google chrome
  • chrome facebook
  • Facebook for Google Chrome
  • google chrome facebook
  • facebook for chrome
  • add on chrome facebook
  • plugin facebook chrome
  • google chrome สมัคร
  • facebook chome