การจัดการบันทึกข้อมูลสินค้าที่เพิ่งซื้อมาเพื่อให้ประโยชน์กับการเครมประกันสูงสุด วิธีที่ผมทำ ทำอย่างงี้ครับ

การจัดการข้อมูลของที่เพิ่งซื้อมา

ถ้าหากว่าผมซื้อสินค้าพวก gadget อะไรใหม่ๆมาผมจะมีวิธีการในการจัดการ และ จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการพลาดซึ่งโอกาสในการ เครมสินค้าให้มากที่สุดครับ จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีอะไรมากแค่อยากจะบอกเอาไว้ว่าผมทำยังไงนั่นน่ะหละครับ

ขั้นตอนที่ 1 : ตอนที่ซื้อถามก่อนว่า ถ้าหากว่าจะเครม มีระยะเวลาประกันนานแค่ไหน ?

โดยมากแล้ว จะมีสองจังหวะในการเครมสินค้าประเภท electronic และพวกสินค้า computer ครับ คือ จังหวะการเครมแบบขอเปลี่ยนของได้เลย และ จังหวะสอง คือ การเอาไปซ่อมๆ แบบใช้เวลานาน โดยมากแล้ว พนักงานขายจะบอกออกมา เป้นคำพูดปากเปล่าแต่ ถ้าหากว่าเค้าไม่ได้บอกก็ถามไปเลยน่ะครับว่า "ถ้าหากว่ามันเสียจะเปลี่ยนสินค้าตัวใหม่ จะต้องเอามาเปลี่ยนในกี่วัน?" โดยมากแล้วพนักงานก็จะให้คำตอบมาว่าเจ็ดวันหรือไม่เกิน 1 week จากวันที่ทำการซื้อสินค้าตัวนั้นๆไปน่ะครับ 

สำหรับจังหวะสอง คือ ระยะเวลาในการประกันสินค้า แบบที่เค้าไม่ทำเปลี่ยนให้แน่ๆ (ยกเว้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางสินค้านั้นระบุไว้เช่น เกิดจากความผิดพลาดในการผลิตเป็นต้น) พนักงานขายสินค้า ถ้าหากว่าเป็นสินค้าประเภทอีรุ่ยฉุยแฉะจากร้านทั่วๆไป เค้าก็จะทำการติด sticker เอาไว้ว่าจะหมดเขตการรับประกันเอาไว้เมื่อไหร่ แต่ถ้าหากว่า เค้าไม่ได้แปะ (เช่น TV สีโทรทัศน์) ก็คุณเมื่อกลับมาที่บ้านก็หาอะไรแปะมันไว้น่ะครับ ไม่ยาก ถ้าหากว่าจะแปะให้บอกด้วยว่ามันเป็นวันหมดอายุหรือว่ามันเป็นวันที่เราซื้อมา แต่ว่าจะ make sense มากๆถ้าหากว่าแปะวันที่หมดอายุน่ะครับ เพราะว่า สินค้าแต่ละตัว จะมีอายุการรับประกันที่แตกต่างกันออกไปครับ บางอย่างก็ปีเดียว บางอย่างก็สามปีเป็นต้นครับ

ขั้นตอนที่ 2. เมื่อได้สินค้ากลับมาที่บ้าน จงแกะมันออกจากบรรจง

เพราะว่าอย่างงี้น่ะครับ เยอะครั้งที่การซื้อสินค้าแล้วจะเครมแบบคืนของใน week แลก เพื่อเอาสินค้ารุ่นเดียวกันแต่เป็นตัวใหม่มาให้เรานั้น เค้าจะขอกล่องที่อยู่สภาพที่มัน ok ด้วยน่ะครับ เรียกว่า ถ้าหากว่าแกะดีๆมันก็จะ pack กลับเข้าไปเหมือนใหม่ได้ แล้วก็คืนเค้าได้อย่างไม่น่าเกลียดอะไร เรียกว่า "mint condition" เหมือนใหม่กันเลยก็ว่าได้น่ะครับ จะได้ไม่เสียฟอรฺ์มแล้วเราก็กล้าคืนอย่างไม่ต้องอายใครครับ

ขั้นตอนที่ 3. เมื่อแกะกล่องออกแล้วจงหาที่เก็บเอาไว้อย่างเป็นที่เป็นทาง

สำหรับผมแล้วการเก็บกล่องสินค้าถือว่าเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งในการจัดการกับสินค้าใดๆที่ผมซื้อมาทั้งหมดครับ ผมไม่ได้สะสมกล่องอะไรหรอกนะครับ แต่ว่ากล่องเหล่านั้นจะมีมูลค่ามากถ้าหากว่าคุณจะเอาสินค้านั้นๆไปขาย โดยเฉพาะสินค้าพวกมือถือและอุปกรณ์ electronic อื่นๆ หรือ ที่จำเป็นมากไปกว่านั้นก็คือ สินค้าที่มีการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน คือ พวกนี้เค้าจะเอาอะไรที่มันเสื่อมสภาพได้มาเป็นจุดที่จะไม่ต้องมาเครมกันนั่นก็คือ กล่องหรือห่อพลาสติกที่มากับสินค้าของเค้าน่ะครับ เช่นพวก Flash Drive เป็นต้น พวกนี้จะต้องการกล่องเท่านั้นเพื่อที่จะ claim สินค้าคืนครับ ซึ่งผม่วามันก็เข้าใจได้ว่า เพราะมันเล็กเกินกว่าจะแปะ sticker ได้ก็ต้องไปปะไว้ที่กล่องแทน ทำให้กล่องเป็นเรื่องจำเป็นต้องเก็บขึ้นมาทันทีครับผม 

อีกประเด็นที่สำคัญ และเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมต้องเก็บกล่องสินค้าให้อยู่ในสภาพดีก็คือ การขายต่อ และ การขายคืนร้านค้า ครับ ถ้าหากว่าคุณรู้ว่ากล่องมีมูลค่า 1000 บาทถ้าหาก่วาคุณเอาไปคืนพร้อมกันมือถือแล้วล่ะก็ยังไงซะกล่องแค่นี้คุณก็จะเก็บน่ะครับผม แล้วถ้าหาก่ว่าคุณเป็นพวกใช้สินค้ากันอย่างถนอมเสียเหลือเกินแล้วล่ะก็ สินค้าและกล่องอยู่ในสภาพดีมากๆ ก็จะขายต่อได้ราคาดีอย่างไม่น่าเชื่อกันเลยก็ว่าได้ครับ

ขั้นตอนที่ 4. ทำการ Note ข้อมูลทั้งหมดที่ Evernote

ให้เปิด program Evernote (ถ้าหากว่าไม่ได้ download ก็เข้าไปหาโหลดกันเองก่อนแล้วกันนะครับ) แล้ว tag ให้ชื่อสินค้านั้นๆ ที่เราจะเลือกหรือ รหัส code รุ่นสินค้า และ ชื่อสามัญที่เราจะเรียกมันครับ เช่น ถ้าหากว่าเราซื้อ TV samsung มาเราก็พิมพ์ใน Evernote ไว้ด้วยว่า "samsung TV" เพื่อที่วันหลังเราเกิดอยากรู้ชื่อรุ่นยี่ห้อหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ก็จะกลับมาดูได้อย่างรวดเร็วครับ ปกติแล้วประเด็นที่ผมจะ note เอาไว้ก็คือ ชื่อรุ่น ซื้อที่ไหน เบอร์ติดต่อเบอร์อะไร ถ้าหากว่ามี แล้วก็พวกวันที่ซื้อ วันที่หมดอายุประกันเครมได้ แล้วก็ราคาที่ซื้อมา (เพื่อที่จะเอาไว้ดูว่าถ้าหากว่าจะทิ้งมันนั้นเราซื้อมาแพงแค่ไหน หรือว่าดูว่าเราซื้อมาแพงขนาดไหน แล้วเราใช้มันคุ้มเหรอป่าวเท่านั้นเองอ่ะครับ หรือเอาไว้อ้างอิง เวลามีคนมาถามว่าซื้อมาเท่าไหร่ ผมก็ควัก Evernote ออกมาแล้วก็ search ดูก็จะรู้ว่าตัวซื้อมาเท่าไหร่น่ะครับ)

ขั้นตอนที่ 5. ทำการกรอกวันที่หมดอายุใน calendar ใน Google Calendar

เพื่อให้ระบบมันเตือนก่อนล่วงหน้าสักประมาณ 1 week ก่อนที่มันจะหมดอายุ หรือ หมดเงื่อนไขในการ update firmware หรือ update อะไรก็สุดแล้วแต่น่ะครับ ยกตัวอย่างเช่น ผมซื้อ Navigator Garmin รุ่นหนึ่งแล้ว เค้าบอกว่าจะ update แผนที่ให้ภายในหนึ่งปี ผมก็ทำการ mark วันที่เอาไว้ ใน Google calendar แล้วบอกตัวเองว่าถ้าหากว่ามันจะหมดแล้วก็ให้ไปที่ศูนย์เพื่อให้เค้าทำการ update ให้ฟรีครับ ผมก็จัดแจงดำเนินการตามนั้นหลังเวลาผ่านไปเกือบครบปี (เรียกว่าวันสุดท้ายเลยก็ว่าได้) ผมก็ให้เค้า update map ให้ฟรีครับ เรียกว่าถ้าหากว่าผมไม่ได้ไป update กันวันนั้นแล้วผมก็ต้องเสียเงิน 450 บาทเพื่อให้เค้า update ให้ (ไม่ฟรีน่ะครับ) เป็นต้น หรือว่าถ้าหากว่าเป็นเงื่อนไขประกันอื่นๆ ก็ให้ดูว่า มีอะไรเสียหายเหรอป่าว week สุดท้ายก่อนที่มันจะหมดระยะประกันเราก็จัดแจงเอาสินค้าเหล่านั้นไปซ่อมซะ (ถ้าหากว่ามันมีอาการอะไรไม่ปกติก็แล้วแต่น่ะครับเอาไปให้เค้าซ่อมเครมได้ทั้งหมดครับผม)

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • จงบอกวิธีการบันทึกข้อมูล
  • จง บอก วิธี การ จัด เก็บ ข้อมูล

ใช้่ computer มากเครื่องให้เหมือนเครื่องเดียวกัน

ผมว่าคนเล่น com เดียวนี้มี computer ที่ใช้งานมากกว่า 1 เครื่องอย่างน้อยเครื่องนึงก็คือ เครื่อง computer ตั้งโต้ะ แล้วก็อีกเครื่องก็เป็น Notebook สำหรับของผมก็เป็นกรณีที่ว่านีน่ะหละครับ โดยเครื่องนึงจะเป็น computer notebook ที่เอาไว้ใช้กับ office แล้วก็เพื่อการเดินทางบันทึกงานต่างๆ ขณะที่ออกไปคุยกับคู่ค้าหรือว่าลูกค้าก็แล้วแต่กรณีไป กับอีกเครื่องจะเป็นเครื่้องที่ผมเอาไว้เล่นที่ห้องนอนที่บ้านน่ะครับ แต่ว่า file ใดๆที่ผมใช้งาน หลายๆ file ผมใช้ด้วยกัน แยกกันไม่ได้แล้วก็ไม่อยากจะต้องส่ง email ไปๆมาๆหรือว่าฝากผ่าน FlashDrive เพราะหลายครั้งที่ผมไม่ได้พก Flashdrive กับตัวน่ะซิครับ แล้วก็อีกอย่างคือ ผมไม่อยากให้เครื่อง computer ไม่ว่า Notebook หรือ Desktop ให้มันติด Virus ยอดนิยมที่ติดมาจากการสำส่อนของ ThumbDrive (เคยโดนมาแล้วเข็ดไปอีกนานครับ) ดังนั้นทั้งสองเครื่องผมจะใช้งานให้ clean จะโรคร้ายต่างๆมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วการย้ายไฟล์ฺผมไม่กระทำผ่าน ThumbDrive ใดๆเป็อันขาด แต่ผมจะใำห้ file sync ผ่าน Dropbox ครับ (เข้าไปเอา Freeware เพื่อได้พืนที่ในการ sync file 1 GB จาก www.Getdropbox.com ครับ) และสำหรับ Note ใดๆ ที่เป็น text ประกอบกับภาพ ผมทำการ sync ผ่าน Evernote (ซึ่งแ่ต่ก่อนผมใช้งานผ่าน Google Notebook แต่ว่าเดี๋ยวนี้คงใช้ไม่สะดวกนักเพราะว่า ผมต้องออกไปพืมพ์งานที่ๆไม่มี Internet ให้่ต่อเข้าไปน่ะซิครับ )

การ Sync ทั้ง file ผ่าน Dropbox และ ผ่าน Evernote ทั้งหมดสำหรับกรณีของผมมัน 1 file จะมีทั้งหมด 3 copy ครับ ตัวแรกอยูที่ desktop ตัวที่สองอยู่ที่ Notebook และอีกตัวก็คือใน Internet นั้นก็หมายว่าเราไปที่ไหน ที่ไม่ได้ใ้ช้ computer Notebok หรือ Desktop ที่ผมใช้ประจำก็ยัง ไปหา file ตัวเองได้่ผ่าน website ของทั้งสองผู้ให้บริการน่ะครับ การใช้งานแบบนี้ทำให้เป็นการหลุดออกจากเครื่องพันธนาการที่ต้องผูกติดกับ computer ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น มันไม่จำเป็นอีกต่อไปครับ เนื้อหาดูเหมือนจะซ้ำกับเรื่องทีผมได้เคยเอาไปพิมพ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แ่ต่ผมอยากจะพูดแบบรวมๆอีกครั้งเพราะ ทั้งสองอย่างนี้มันทำตัวเหมือนๆกัน่นะครับ แล้วก็คิดว่าอีกหน่อยก็จะมีการใช้งานลักษณะคล้ายๆอย่างงี้อีกสำหรับ file ประเภทอื่นๆ (เท่าที่ผมคิดได้ตอนนี้แต่ว่าไม่เหมือนซะทีเดียวก็เช่นพวก Picasa ที่เราำทำการ upload files ภาพเอาไว้ที่ hosting ของ Google ก็ Picasa น่ะหละ) แล้วก็อยากดูภาพดูอะไรที่ไหนก็ดูได้บน internet แต่ว่ามันไม่เหมือนกันตรงที่ว่ามันไม่ทำหน้าที่ sync กับ computer ตัวอื่นเท่านั้นเอง คิดว่าอีกหน่อยเค้าก็อาจจะพัฒนาที่จะทำให้เกิดการ sync ได้ก็เป็นไปได้น่ะครับ

สำหรับ Bookmark ที่ผมใช้งานอยู่ผมก็ไม่ได้ Bookmark เ้อาไว้ที่ Browser อีกต่อไปแล้วน่ะครับ (ยกเว้นไ่ม่กี่เว็ปที่ผมใช้เป็นประจำจริงๆ ก็จะได้รับเกียรติโดนปะเอาไว้ที่ Bookmarkผมครับ) นอกนั้นก็จะโดน Bookmark ผ่าน Delicious.com เสียมากกว่า เพราะ มัน share คนอื่นได้ แล้วก็เราเข้ามา search Bookmark ตัวเองได้จากเครื่องใดๆครับ แน่นอนว่า มันเป็น concept ของการ sync อยู่เลาๆเหมือนกันน่ะครับเพราะว่าผมไปที่ไหน ผมก็จะมี Delicious Addon ผ่าน Flock (หรือ FIreflox ) แล้วผมพิมพ์ keyword อะไรก็ตามมันก็ออกมาทันทีเหมือนกับว่ามัน index หรือ sync ข้อมูลไว้แล้วน่ะหละครับ

ผมว่าหลัก ๆ ก็คงมีเท่านี้ ที่ผมใช้งานเพื่อทำให้ computer ทุกตัวที่ผมใช้งานมันทำงานทดแทนกันได้และไม่ต้องกังวลว่าต้องย้ายไฟล์เดียวกัน ไปๆมาๆ ระหว่างเครื่องคอมผ่านทางกายภาพอีกต่อไป แต่ว่า โชคดีนิดนึงที่ว่าผมทำแบบนี้ได้เพราะว่าไฟล์ส่วนใหญ่ของผมจะเป็น text file เรียกได้ว่า file เล็กมากๆ ไม่ได้ทำเกี่ยวกะภาพหรือ Photoshop หรืออะไรที่เกี่ยวกับกราฟฟิกมากนัก เพราะถ้าเป็นนั้นการโอนย้ายไฟล์ระหว่างคอมพิวเตอร์ผ่าน internet sync แบบนี้จะทำงานได้ช้ามาก ยกเว้นว่าคุณคิดออกว่า ถ้าทำงานที่บ้านก็เปิดใ้ห้เครื่อง มัน upload ไว้ก่อนกลับบ้านแล้วให้ computer เปิดค้างไว้แล้วก็ตั้งเวลาดับเครื่องเอาไว้เหมือนกับ timer น่ะครับ แล้วก็เดินทางกลัับ แน่นอนว่า ระหว่างเดินทางนั่งเล่นอยู่บนรถไฟฟ้าหรือว่านั่งอยู่้บนรถเมล์ file ต่างๆที่เราทำงานระหว่างวันก็จะโดน update เข้าตัวกลาง แล้วก็พอกลับบ้านสิ่งแรกที่ทำก็เปิดเครื่องไว้เท่านั้นก็ระบบ sync มันก็จะทำการ dowload and update files ที่เราทำไว้ที่สำนักงานมาที่บ้านน่ะครับ โดยไม่ต้องกดอะไรสักปุ่ม (ยกเว้นปุ่มเปิดเครื่องแน่นอน) เพราะทั้ง Evernote และ Dropbox มันจะ autorun ตัวเปิดเครื่องอยู่แล้วเป็น ค่าปริยาย(defalut) น่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • box net

แนะนำใช้ Evernote ทดแทน Google Notebook

เมื่อวานก่อนมีการประกาศว่า Google Notebook จะไม่ทำการพัฒนางานต่อไปใดๆ ทั้งนั้น แต่แล้ว Evernote ซึ่งเป็นตัวตายตัวแทนก็โผล่ออกมาบอกว่า เค้าจะทำให้ Google Notebook export เนื้อความต่างๆออกมาแล้วเก็บไปที่ Evernote แทน เรียกว่า จะกว่าจะได้ลูกค้า account ใหม่ๆจะคนที่ใช้งาน Google Notebook มาเผื่อว่าจะได้เป็นลูกค้าในอนาคตอันใกล้ แต่วาผมก็ไม่ได้ต้องรอให้ Evernote เค้าทำระบบ export จาก Gooogle Notebook หรอก เพราะว่าผมเล่น copy ทีละ note จาก Google Notebook มาปะไว้ที่ Evernote ทั้งหมดแล้วเพื่อทำการทดสอบการ search ระบบ tag และอื่นๆเพื่อที่จะได้รู้ว่า Evernote มันดีกว่า Google Notebook ยังไง?

แล้วสรุปว่ามันดีกว่าด้วยประการละชะนี้ ..

- แน่นอนว่า Evernote จะมีการพัฒนาต่อไป เพราะว่ามีคนจ่ายเงินเค้าครับ ไม่เป็นจะเป็นการจ่ายเพื่อให้ได้ premium account รายเดือน ทีละ ห้าเหรียญต่อเดือน เพื่อให้ได้การ upload ได้มากกว่าเดือนปกติทื่เป็น Free account และก็ import file ประเภทอะไรก็ได้เข้ามาปะไว้ที่ Evernote แต่แน่นอนสำหรับผม แค่ว่า Free account 40 MB ต่อเดือนมันก็เยอะแล้วสำหรับผมครับ เพราะวา เนื้อหาที่ผมจะทำการบันทึกเอาไว้เกือบทั้งหมดเป็น text อย่างว่าล่ะ ก็เพราะว่า Google Notebook มันพิมพ์เข้าไปได้แต่ text copy ภาพจากไหนมาไม่ได้ (แอ้ะหรือว่าได้แต่ว่าไม่เคยลอง อันนี้ไม่รู้เหมือนกันน่ะครับ )

- อย่างที่ว่ามันแสดงภาพหรือว่า file ประเภทอื่นๆได้ ผมมีลอง upload pdf file ไปแต่ว่ามันก็ไม่ได้แสดงเป็นภาพใน file หรอกมันก็แสดงเป็น icon ของ pdf เพื่อให้โหลด แสดงว่ามันก็ไม่ได้ทำการ index (อ่านเนื้อควาามใน pdf ) ที่ชัวร์ๆก็คือ มัน upload ภาพขึ้นไปได้ ซึ่งปกติผมก็เก็บภาพหรือไฟล์ต่างๆไว้ที่ Gmail เลยครับ แต่ว่าผมก็เริ่มทยอยย้ายอะไรที่คิดออกไปที่ Evernote แล้วน่ะครับ พักนี้ถ้าหากว่าหาอะไรก็คงต้องวุ่นๆกันหน่อยเพราะว่าต้องค้นหาลองดูตั้งแต่ Evernote และ Gmail ครับ (ซึ่งมันก็เหมือนกับตอนที่ผมใช้งาน Google Notebook กับ Gmail น่ะหละนะ โหลดงานไม่ได้เพิ่มหรอกเพราะผม copy ทุก Note จาก Google Notebook มาแล้วนี่เนาะ )

- มัน upload Note ได้จากทุกที่ทุกแบบเท่าที่ตอนนี้จะคิดออก ไม่ว่าจะเป็น การ upload โดยตรงจาก Website Evernote.com เองเลย หรือว่า upload หรือว่าพิมพ์อะไรก็ตามในโปรแกรม Evernote ที่ install เข้าที่เครื่อง computer แล้วก็ต้องมากด sync (หรือว่าตั้งให้มัน sync เองทุกๆ 15 นาทีก็สุดแล้วแต่ ) หรือแม้กระทั่งการ upload note จาก mobile pc เครื่อง Htc ของผม (แน่นอนว่า iphone ก็ต้องรองรับมี software เพื่อให้สาวก iphone เอาไปเล่นได้ด้วยเหมือนกันครับ)

- ภาพใดๆที่ upload เข้าไปจะมีการตรวจจับ text (ภาษาอังกฤษ) เพื่อให้ทำกาค้นหาได้ คิดไม่ออกเหรอครับ? ประมาณว่า เราสามารถที่จะถ่ายภาพ name card (นามบัตร) ของช่างฝรั่งที่เราเจอะเจอมาแล้วก็ upload note (นามบัตรนั้น) พร้อมกับพิมพ์อะไรนิดหน่อยก็ได้ว่าเราไปเจอเค้าทีไหน ทำไมเราเจอกัน แล้วคุยอะไรกัน แล้วก็ต้องทำอะไรกะเรื่องหรือคนคนนี้ต่อไปหรือไม่เป็นต้น แต่ว่าเนื้อความใดๆที่อยู่ที่นามบัตรเราไม่ต้องพิมพ์แล้วครับ เพราะ ตอนที่ค้นหามันจะอ่าน text จากภาพ เช่น หากว่าเราค้นชื่อบริษัท(แน่นอนว่าที่นามบัตรเค้าต้องมีพิมพ์แสดงอยู่แล้ว) เราก็จะเจอนามบัตรตาช่างฝรั่งนี่ทันทีครับผม คิดว่าเรื่องนี้เจ๋งสุดๆครับ ดีด้วยล่ะ ผมจะได้ไม่ต้องพิมพ์ contact ใน contact list ที่ gmail สักเท่าไหร่ เพราะว่าถ้าหากว่าเจอคนก็ต้องมาทำแบบนี้ทุกครั้งมันก้เป็นงานน่ะครับ (แบบนี้ที่ว่าคือพิมพ์ๆชื่อที่อยู่จากนามบัตรอีกรอบไปที่ contact list Gmail น่ะครับ ไม่ชอบเท่าไหร่ที่ต้องมาทำอะไรที่มันดูเหมือนว่า ไม่จำเป็นเอาซะงั้น )

- หวังได้ว่า Evernote น่าจะอยู่ได้ยาวครับ อย่างว่าล่ะครับ เค้ามีการเก็บเงินต่อเดือนหากว่าอยากจะจ่ายแล้ว แน่นอนว่าถ้าเค้ามีกำไรเพื่อดำเนินงาน องค์กรนั้นๆก็จะอยู่ยั้งยทนยง ยกเว้นว่า เค้าจะคิดอะไรแปลกจากนี้ไปน่ะครับ เช่นการเปลี่ยนนโยบายหรือการซื้อบริษัทกันทำให้รวมแล้วปิดตัวลงก็เป็นไปได้ ถ้าเกิดการซื้อมาจากบริษัทคู่แข่งครับ แต่เท่าที่เห็นยังไม่มีคู่แข่งที่สู้ได้เลยน่ะครับ แม้ว่าจะมีคู่แข่งอื่นๆอยู่แต่ก็สู้ไม่ได้ซะทีเดียวน่ะครับ

- มีการพัฒนาต่อไป เพราะฉะนั้นหากว่ามี ความอยากจะได้ Feature อะไรเด็ดดวงหรือว่ามันอยากจะได้ หรือแค่คิดว่าอยากจะได้ก็ส่ง email ไปบอกเค้าก็ได้ พวกนี้เค้าฟังอยู่แล้วน่ะครับ ไอเดียอะไรก็แล้วแต่สำหรับการพัฒนางานเชิงนี้ล้วนมาจากการคิดโดยคนใช้งานแบบวงกว้างน่ะครับ (สังเกตพวกเว็ปที่เป็น beta version น่ะครับ พวกนี้เค้าอยากจะทดสอบกับคนจริงๆว่ามี bug หรือว่าเผื่อใครจะบอกเค้าว่ามันมีอะไรทำให้ดีได้กว่านี้อีกเหรอป่าวน้า) เพราะงั้น อยากได้อะไรเริ่มโวยวายไปทางทำพัฒนาต่อไปได้น่ะครับ

- แล้วที่ดีอีกประเด็นก็คือ มีการส่ง note ได้จาก email ใดๆ น่ะครับ วิธ๊การก็คือเมื่อ register แล้ว มันจะ gen email มาให้หนึ่งอัน แล้ว ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะส่งเนื้อความจาก email เราเราสามารถที่จะพิมพ์เนื้อความเป็นเป็นเนื้อหาของ email แล้ว subject จะเป็น heading ของเนื้อหาที่จะ save ไว้ที่ Evernote ได้ทันทีน่ะครับ แต่ email มันแก้ไขไม่ได้ดั่งใจเรา เพราะ ระบบของ Evernote มัน create ออกมาเองทำให้ email ชื่อมันจะประหลาดทำให้ต้อง mem เอาไว้ที่ contact list เพื่อความสะดวกในการส่ง note เข้าไปที่ Evernote ได้ไม่ยากครับ

- ไม่จำเป็นต้องเป็นพวกที่ Online ได้ตลอดเวลาก็ทำการ Note ทิ้งเอาไว้ได้แล้วค่อยทำการ Sync note ไปที่ site ตอนที่เราอยู่ในเขตที่ online ได้ครับ .. เหมาะสมสำหรับการพก note ออกไปนอกสถานที่ ที่ๆเราไม่มี wifi หรือ internet ใช้งานครับผม แน่นอนว่าว่า Google Notebook จะทำไม่ไดเป็นแน่แท้เพราะว่า Google Notebook ต้องเข้าถึงเนื้อความพิมพ์เพิ่มหรือ edit ต้องมี access ยัง internet ก่อนครับ

นอกจากข้อดีพวกนี้แล้ว ยังไม่ข้อเสียอีกหลายจุดอยู่เหมือนกัน สำหรับการใช้งานของคนไทยเรานั้นถ้าหากว่าเราไม่อยากทำพิมพ์ English เพราะว่าใช้ไม่เป็นหรือว่าอ่านไม่ออกไม่เข้าใจ หรืออยากอนุรักษ์ภาษาไทยเอาไว้ ก็จะลำบากนิดหน่อยตรงที่ว่า ถ้าหากว่าเราพิมพ์ไทยเป็นเนื้อความแล้วการค้นหามันจะหากันไม่ค่อยเจอ เพราะ ระบบคิดเป็นภาษาอังกฤษซึ่งแต่ละคำจะแยกออกจากกันทั้งหมด ไม่เหมือนกับภาษาไทยที่มันติดๆๆกันไปเรื่อยๆ หากว่าการค้นหาระบบค้นหาออกแบบมาไม่ได้คิดว่าจะให้หาคำที่ติดๆกันอยู่ได้นี้ก็พิมพ์กันเข้าไปเยอะๆก็จะหากันไม่เจอซะทีน่ะครับ แต่ว่าผมทำอย่างงี้น่ะครับ คือ ถ้าหากว่าเนื้อความอยากให้พิมพ์ ณ ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ ทีเป็น Keyword ภาษาไทยเอาไว้ เป็นคำๆที่เราคิดว่าอนาคตถ้าเราอยากจะเจอ note อันนี้เราจะพิมพ์คำว่าอะไร ก็พิมพ์ๆไว้ครับ โดยคำพวกนี้ให้ เคาะเว้นวรรคเพื่อแบ่งคำครับ  (ทำตัวเหมือนภาษาอังกฤษน่ะหละ) หรือว่า พิมพ์ tag เป็นภาษาไทยเอาเลยก็ได้น่ะครับ

เล่ามาเยอะและยังไงสำหรับคนที่ยังไม่ได้มี Note online ก็เริ่มต้นใช้เป็น Evernote นี่ไปเลยแล้วกันครับ ใข้งานได้สะดวก และเร็ว แล้วก็มีประโยชน์มากกว่า Google Notebook ที่ผมเคยใช้งานมาครับผม โดดไป register กันได้ที่ http://www.evernote.com เลยดีกว่าครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • evernote คือ
  • evernote วิธีใช้
  • evernote คืออะไร
  • วิธีใช้ Evernote
  • การใช้ evernote
  • การใช้งาน evernote
  • evernote
  • evernoteคืออะไร
  • วิธีใช้evernote
  • evernote ใช้ยังไง

เมื่อถึงคราวที่ Google Notebook บอกว่า เราเลิกพัฒนา แล้วผมจะเอายังไงต่อไปกับเรื่อง Note ๆของผม..?

Google Notebook จะไม่ทำการพัฒนาต่อแล้วแต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเพราะ ทางทีมงาน post เอาไว้ที่ Blog เค้าแล้วบอกว่าจะเก็บทุกอย่างไว้เหมือนเดิม แล้วก็ให้บริการเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรลบหายออกไปจากสารระบบ นั่นก็เพียงพอแล้วที่ผมจะใช้งานอยู่ที่เดิม เพราะ ผมก็ไม่ได้ใช้ Function อะไรพิศดารไม่ว่าจะเป็นการ clip ภาพหรือว่าข้อความจะเว็ปต่างๆเข้ามาผ่านทาง FIrefox (อันนี้ผมไม่ได้ทำน่ะครับ ) สิ่งที่ผมทำก็แค่ว่า “พิมพ์ทุกอย่างที่อยากจะจดเอาไว้” เท่านั้นเอง แล้วผมพิมพ์แล้วมันได้อะไร แน่นอนว่าผมไม่จำอะไรอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นวิธีการตั้งค่าโปรแกรมต่างๆ หรือว่าว่าผมซื้ออะไรมาจากที่ไหน ซื้อมาด้วยเหตุผลอะไร แล้วมันซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่ามันหยุดอายุเมื่อไหร่ (แต่ว่าสำหรับวันหมดอายุผมจะไปตั้ง sms ให้ส่งข้อความมาจาก Google calender ก่อนสัปดาห์นึงก่อนที่มันจะหมดอายุไป เพราะถ้าหากว่ามันมีอะไรเจ้งจะเอาไปซ่อมก่อนน่ะครับ) พิมพ์จดเนื้อความอะไรที่ปกติผมพิมพ์ใน Notepad แต่ว่าไม่รู้จะเอาไป save ไว้ไหนเพราะว่าอยากจะเรียกออกมาได้จากทุกที่ ทุกคอมพิวเตอร์ที่ผมใช้งานเพื่อเอามาอ้างอิงหรือว่าพิมพ์เพิ่มเติมต่อไปได้อีก .. ทั้งหมดนี้แน่นอนว่ามัน searchable หรือว่าเรียกว่าค้นหาได้สะดวกการ tag หรือว่า keyword ที่ผมพิมพ์เข้าไปที่เนื้อหาอย่างจงใจทำให้อะไรๆ ที่ผมพิมพ์เข้าไปมันค้นหาได้น่ะครับ ไม่เหมือนกับ Notebook บนโลกจริงที่มันค้นหาได้ก็ต่อเมื่อเปิดย้อนกลับไปแล้วก็ให้ตาเราดูแน่นอนว่าช้ากว่ากันเป็นไหนๆ ..

สำหรับการประกาศปิดการพัฒนา (มันไม่ได้ปิดตัวน่ะครับ) ก็ไม่ได้ทำให้ผมต้องกระวนกระวายว่า จะต้องทำอะไรกับมันเท่าไหร่นักเพราะว่า concept แนวคิดที่ว่าอะไรๆก็อยู่ที่ online ทั้งหมดนั้น สักวันหนึ่งไม่ว่าจะเป็น Google หรือว่าที่ไหนก็แล้วแต่สามารถที่จะปิดตัวเองลงไปได้ ไม่ว่าจะ web นั้นๆจะมีการเก็บเงินหรือไม่ก็ตาม (แต่ว่าถ้าแน่นอนว่า web ที่เค้าเปิดมาแล้วหาเงินไม่ได้หรือคิดไม่ออกว่าจะหาเงินกะมันยังไงก็มีแนวโน้มที่จะปิดตัวลงได้มากกว่าอย่างแน่นอนน่ะครับ ) ก็ต้องเข้าใจเรื่องนี้ว่า เนื้อหาอะไรก็ตามหากว่าเว็ปปิดหรือไม่ให้บริการอีกต่อไปก็เป็นสิทธิ์ที่เค้าจะทำได้ เราต้องรู้เรื่องนี้อยู่ในหัวเอาไว้แต่แรกทั้งนี้ หากว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรทำนองนี้ต่อเว็ปที่ผมกระทบรุนแรงมากกว่านี้ก็ต้องมีการประกาศเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อให้คนที่ใช้บริการอพยพเนื้อหาโดยทางเว็ปเองก็น่าจะบอกด้วยว่าน่าจะทำอะไรอย่างไรด้วยวิธีการใด หรือออกแบบวิธีการอพยพเนื้อหาเอาไว้ให้ด้วยอีกต่อหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกกับคนที่เค้าใช้งานกันอยู่ครับ

เอาเป็นว่าคิดอย่างงี้แล้วกันไม่ว่า file ภาพที่ฝากไว้ที่เว็ป หรือว่า ภาพที่เราเก็บเอาไว้เป็นกระดาษที่พิมพ์ออกมาแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันจะต้องหายหรือเสื่อมสลายไปท้ายที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ไม่ว่าการฝาก host ภาพไว้กับที่ไหนหากว่าเค้าจะเลิกก็ต้องหายไป ยังไงคิดแบบนี้เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาประเภทใดก็ตาม มันไม่ได้อยู่ที่เรา มันอยู่ทีคนอื่น ถึงแม้ว่าเค้าจะเชื่อถือได้หรือว่าน่าเชือ่ถือมากๆ มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะอยู่ตลอดไปน่ะครับ

ย้อนกลับมาที่ Google Notebook แม้ว่าจะไม่ได้มีใครไปทำการพัฒนาอะไรต่อ แต่ผมก็จะใช้มันต่อไป เพราะว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ผมจะต้องไปทำอะไรกับมันแต่ สิ่งที่อาจจะต้องทำก็คือ มองหาทางเลือกอื่นๆ ที่จะใช้งานทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งผมก็เริ่มๆดู http://evernote.com ซึ่งผมเคยใช้มาก่อนหน้าที่จะย้ายตัวเองมาใช้ Google Notebook เอาเป็นว่าอาจจะลองๆมองๆดูมาเดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาไปมากแค่ไหนแต่ว่า ดูท่าทางว่า evernote จะมีแนวคิดเหมือนกับที่ต้องการมากที่สุด ณ เวลานี้ครับ เพราะ concept ของ domain name หรือว่า product ของเค้ามีคำว่า “ever!” เรียกว่า จะเก็บเอาไว้ถาวรอย่างน้อยก็ชาตินี้ที่เราอยู่ในภูมิของความเป็นมนุษย์ครับ เดาเอาน่ะครับไม่รู้ว่าเค้าคิดอย่างผมคิดด้วยเหมือนกันเหรอป่าวถ้าคิดเหมือนกันล่ะก็เราฝากเรื่องราว เนื้อความต่างๆที่ อยากจะ Note เอาไว้ที่ evernote แทนก็ได้น่ะครับ สำหรับคนที่อยากลองก็ลองก่อนน่ะครับ ยังไงผมก็ต้องทดสอบใช้งาน Evernote แล้วเอามาพิมพ์บอกว่ามันดีไม่ดียังไงต่อไปอีกครั้งในอนาคตครับผม ..

ผมลืมบอกไปอีกประเด็นน่ะครับก็คือว่า การ convert จะต้องได้เฉพาะภาษาปะกิตเท่านั้น เราไม่สามารถใช้ software ตัวนี้ไม่ว่าจะเป็น version free หรือว่าไม่ free ก็แล้วแต่ มันจะ convert ภาษาไทยไม่ได้เลย อ่านอะไรไม่ออกทั้งนั้นน่ะครับผมลองดูแล้ว แต่ก็อีก .. น่ะหละ ไม่น่าจะได้ใช้เท่าไหร่เพราะว่า เราไม่ค่อยได้มี ebook เป็นภาษาไทยใช้งานกันเท่าไหร่นัก (จากการสังเกตในชีวิตผมเองอ่ะนะครับ แต่ว่าอนาคตอาจจะมีเยอะก็ได้เนาะใครจะไปรู้ )

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...