สรุปหนังสือเรื่อง Neuro Web Design อะไรทำให้คนคลิ๊ก?

ปกติแล้วถ้าหากว่าผมมีเวลาสักหน่อยก็จะอ่านหนังสือแล้วถ้าหากว่ามีเวลาเหลือจากที่อ่านแล้วผมก็จะพิมพ์สรุปไว้น่ะครับเผื่อว่าพี่ๆน้องๆอยากรู้ว่าผมอ่านแล้วได้อะไรจะได้เข้ามาอ่านได้ และคาดว่าน่าจะได้แนวคิดจากหนังสือเล่มเดียวกันนั้นๆเหมือนกับที่ผมได้ (แต่อย่างว่าล่ะสรุปก็คือสรุปไม่ได้ครบเหมือนกับอ่านเต็มๆอยู่ดีน่ะครับ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อ่านหรือว่าไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยก็แล้วกัน)

หนังสือที่ผมเอามาเล่าให้ฟังคือเรื่อง NEURO WEB DESIGN : What makes them click ? มันจะเป็นแนวของการออกแบบ หรือการเอาเรื่องราวไปใส่ใน website เพือ่ให้เกิดการขายเกิดขึ้นผ่านทางหน้าเว็ป ซึ่งพวกฝรั่งมั่งค่านี่เค้าจะ serious เรื่องแบบนี้มากโดยเฉพาะประเทศอเมริกาเพราะ บ้านเมืองเค้าไปหาซื้อของที่ไหนนอกบ้านก็ลำบาก ข้าวของก็ไม่ได้มีครบแล้วก็แต่ละเมืองก็มีความเจริญอย่างทั่วถึง คือ คนอยู่ไปทั่วการที่จะไปซื้ออะไรได้สักอย่าง จะซื้อ online จะคุ้มค่าและเร็วกว่าที่จะไปหาเอง นอกจากนั้นแล้ว การซื้อของข้ามแดนหรือข้ามรัฐ อาจจะทำให้ไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างจากการซื้อหน้าร้านมาก เพราะ ไม่ว่าคุณจะซื้อแค่เม็ดกวยจี้แค่ซองเดียว ราคาที่เค้าปะไว้ที่ซอง เมื่อเอามาจ่ายเงินที่หน้าเค้าเตอร์ ก็จะโดนบวกเลขเพิ่มแบบเห็นๆ (ทำให้เหรียญเซนของ US Dollar ก็ยังต้องใช้กันอยู่ดีไม่เหมือนกับบ้านเมืองเราที่เหรียญสตางค์ไม่ได้ใช้กันเลยก็ว่าได้)

เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้สรุปได้ตามสารบัญเลยครับเพราะประเด็นเป็นไปตามสารบัญจริงๆ เพราะในเนื้อหาเค้าแค่เอาเรื่องราวที่เกิดจากการวิจัยมาสนับสนุนความคิดหรือแนวคิดที่เป็นแก่นว่า จากการทดลอง หรือ วิจัยนั้นๆสรุปได้ความออกมาเป็นประโยคเดียวเท่านั้นเองครับ งั้นเรามาไล่กันไปทีละประเด็นเลยก็แล้วกันน่ะครับผม

เรื่องราวแรกๆเค้าจะต้องอธิบายเกี่ยวกับเรื่องของสมองซะก่อนเพื่อที่เค้าจะได้เอาเรื่องนี้ไปโม้อธิบายเรื่องราวต่างๆทำให้ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลในหนังสือตลอดทั้งเล่ม แต่ว่าโดยรวมแล้ว เค้าก็บอกแค่ว่าสมองโดนแบ่งออกเป็น สมองใหม่ที่คิดรับรู้ได้ด้วยตรรกะ หรือความคิดอันเป็นการวิเคราะห์แบบที่เราเองก็รับรู้ได้ว่าเรากำลังคิดอยู่ นอกนั้นจะมีสมองกลาง และ สมองเก่า โดยสมองกลางหรือ Mid Brain จะทำหน้าที่ในการจัดการเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ว่าง่ายๆก็คือ เมื่อคุณรับรู้สิ่งใด แล้วจะออกหรือกำหนดเป็นอารมณ์จะต้องผ่านการทำงานทีสมองกลางนี้ โดยที่เราไม่ได้ออกแรงคิดแต่อย่างใด (อย่างว่าน่ะหละเพราะว่าคิดเชิงวิเคราะห์มันเป็นหน้าของสมองใหม่นี่หน่าเนาะ ..) แล้วก็สมองสุดท้ายก็คือ สมองที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องพิ้นฐานและการทำงานของร่างกายอื่นๆที่เราแทบไม่ได้รับรู้เลยว่ามันทำงานอยู่ เรียกสมองกลุ่มนี้ว่า สมองเก่า .. มันคงจะเก่ามากน่ะครับเพราะว่าเป็นสมองที่ดูแล function การทำงานของร่างกาย บังคับให้เราหิว หรือว่าเซ็กซ์ หรือว่าความกลัว เพื่อให้เราอยู่รอดได้ครับ ควบคุมระบบปราสาทอื่นๆ ระบบของไหลในร่างกายทั้งหมด เป็นสมองที่ดูเหมือนว่าจะทำงานหนักทีเดียวแต่เราไม่ได้รับรู้เลย (ว่าเราก็หายใจอยู่ว่าอย่างงั้น)

สมองทั้งหมดแยกกันครับ ทำให้พฤติกรรม หรือ website ที่แสดงผลของเนื้อหาในทุกรูปแบบมันมีผลต่อสมองที่รับรู้ และ ที่เราไม่ได้รับรู้ (mid and old brain) ได้แตกต่างกันออกไป ทำให้คนเขียนมีเรื่องโม้เรื่องปฏิสัมพันธ์ของเรื่องราวภายนอกกับสมองเราได้เป็นตุเป็นตะกันเลยทีเดียวครับ ซึ่งฟังดูก็มีเหตุมีผลทำให้เราเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้มากกว่าเดิมยังไงอย่างงั้นครับ แต่ว่าในเนื้อหาที่ผมจะสรุปต่อไปจะไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้เลยน่ะครับ

Wanting to Belong : The Power of Social Valication พลังแห่งการยืนยันทางสังคม

เรื่องนี้โดยสรุปคือ คนเรามีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมหรือพฤติการณ์เหมือนคนอื่นที่อยู่ในสังคมครับ เพราะเป็นพื้นฐานของความอยู่รอดได้ในสัตว์สังคม (ว่าไปนั้นยังกะคนเป็นสัตว์ประเภทหนึ่งยังไงอย่างงั้นน่ะครับ) เพราะฉะนั้นแล้วการออกแบบ website เพื่อการขายของที่ดี จำเป็นต้องมีระบบเพื่อรองรับ Testimonial หรือ ภาษาไทยเรียกว่า .. อะไรสักอย่างมันเหมือนกับว่าไม่มีศัพท์คำนี้น่ะครับ (หรือว่าผมคิดไม่ออกก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะครับ) ก็คือ การที่เอาคนอื่นมาพูดน่ะครับว่าใช้แล้วดีอย่างไร หรือว่า สินค้าหรือบริการของคุณมันดียังไง ทั้งนี้ อาจจะเป็นคนที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนใช้สินค้าหรือกลุ่มคนที่มีลักษณะที่เหมือนกับ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณก็ได้ครับ ทั้งสองอย่างจะให้ผลกระทบทางจิตต่อการตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก หากว่ามันดูเหมือนจริงหรือว่ามันเป็นของจริงยังไงอย่างงั้นน่ะครับ !  คนเราแทบหลีกเลี่ยงที่จะอ่าน review หรือว่าข้อมูลเพิ่มเติมจากคนแปลกหน้า (ใน internet หรือจาก forum หรือ review ในเว็ปนั้นๆเอง) ไม่ได้และก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อเอามากๆด้วยครับ ไม่แปลกอะไรหรอกครับเพราะว่า มันมีแนวคิดนี้ฝังในระดับสมองส่วนไร้สติในการคิดกันเลยก็ว่าได้ เราเห็นคนอื่นทำอย่างไร เราเห็นว่าคนอื่นคิดเห็นกับสินค้าหรือบริการนั้นๆอย่างไร เราจะเก็บเอามาคิดและทำตามครับ เราต้องการการยืนยันทางสังคม! (Social validation) มันฟังดูเป็นเหตุเป็นผลที่ดีที่จะเลือกเชื่อแนวคิดและตรรกะการคิดแบบนี้น่ะครับ ผมลองเล่าย้อนไปเรื่องของการเลือกร้านอาหารดีกว่าครับ เช่น ถ้าหากว่าคุณขับผ่านร้านอาหาร คุณจะมองหาการยืนยันทางสังคมครับว่า ถ้าหากว่าคนจอดรถเต็มร้านแล้วแปลว่าอาหารอร่อย คุณก็จะมีแนวโน้มที่จะ "ซื้อ" หรือเข้าไปหม่ำๆกันน่ะครับ มีคนโกงเรื่องนี้กันเห็นๆเลยก็อาจจะเป็นเรื่องของการออกรางวัลเพื่อให้คนต่อคิวให้มาก หรือแม้กระทั่งจ้างคนมาต่อคิว หรือเอารถหรูๆมาจอดไว้หน้าผับ (เรียกลูกค้าได้เป็นอย่างดี) เทคนิคนี้โดนเอาไปใช้ offline กันก็เยอะกับร้านอาหาร และ การเปิดร้านใหม่ครับ ว่าแล้วก็เหมือนกับเรื่องร้านโดนัทบ้านเรายังไงอย่างงั้นครับผม  (แต่ว่านั่นมันจะมีผลต่อในเรื่องอื่นๆอีกมากมายซึ่งผมก็เคยโม้เอาไว้แล้วน่ะครับ)

Continue reading

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • เวปโหลด neuro note ฟรี

ฉุกคิดสักนิดปรับปรุงความเข้ากันได้ของหน้าร้านจริงและหน้าร้าน online ให้ไปทางเดียวกัน

store 
เนื่องจากผมมีดูแลเว็ปอยู่แห่งหนึ่งที่โดยมีวัตถุประสงค์ของ website เพื่อทำให้เกิดโอกาสการขายผ่านทาง online หรือผ่านทางหน้าร้านจริงให้มากที่สุด โดยการทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าที่หลงเข้ามาผ่านการ promote ผ่านทาง website แล้วสุดท้ายมีการเดินทางแวะเวียนมาที่ร้านค้า offline (หรือร้านค้าจริงๆ) ทั้งนี้วัตถุประสงค์ที่ว่า "เพื่อให้คนมาหน้าร้านนั้น มี assumption อยู่อย่างหนึ่งว่า สิ่งของนั้นๆน่าจะต้องเห็นด้วยตา หรือ ต้องมีการสัมผัสถึงจะมีการสั่งซื้อได้อย่างมีจำนวน"

อย่างว่าที่ผมบอกว่าเป็นสมมุติฐานแบบนี้ไว้ก่อนเพราะว่ายังไม่ได้ออกแรงเพื่อที่จะแกะหรือทดสอบแก้ปมว่าสินค้านั้นๆต้องให้คนมาที่ร้านเพื่อสัมผัสจริงๆหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้ว จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรถ้าหากว่าการสัมผัส หรือเห็นด้วยตาจริงๆนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งก็มีแนวทางที่ผมเห็นเป็นตัวอย่างแล้ว เช่น ร้านค้าที่ขายรองเท้า จำเป็นต้องส่งรองเท้าให้มากคู่ไปยังลูกค้าแทนที่จะให้ลูกค้าเดินทางมาหาที่ร้านค้า โดยมีการ promote การขายในลักษณะของการส่ง shipping Free แบบสองทาง คือ ค่าส่งกลับนั้นก็ถือว่า ฟรีด้วยเพราะว่า ถ้าหากว่าคุณเป็นร้านรองเท้าแล้วมีหน้าร้านไกลออกไป โดยไม่อยากจะต้องให้ลูกค้าคุณเดินทางมาแล้วต้องลองใส่ดูอีกตะหาก การส่งสินค้าไปโดยอาจจะมีการเผื่อ size ข้างเคียงด้วยน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้อยู่ครับ การส่งนั้นอาจจะเป็นลักษณะของบวกเผื่อค่า shipping ไปและกลับเข้าไปแล้วกับราคาของสินค้าถือได้ว่าเป็นต้นทุนค่าหนึ่งๆก็ได้ และ จะต้องออกแรงคิดว่า flow การคืนเงินจะเป็นอย่างไร เช่น อาจจะเกิดเอาไว้เป็น credit ก็ได้ (นั้นก็ต้องแปลว่าจะต้องทำระบบ account สำหรับจัดเก็บข้อมูลลูกค้าแต่ละรายซึงก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรน่ะครับ โดยลูกค้าก็ต้องเห็นว่าตอนนั้นมี credit ตัวเองสักเท่าไหร่ ) หรือว่าหากว่าอยากได้เป็น cash กลับมาแล้วก็ทำได้เช่นเดียวกัน เรื่องพวกนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ผมยังไม่เห็นคนไทยคนไหนทำน่ะครับ สำหรับการส่งสินค้า Free แบบสองทาง แค่ประเด็นแค่ว่า ถ้าหากว่าสินค้าไม่พอใจยินดีคืนเงิน ก็ไม่เห็นกันเท่าไหร่แล้วล่ะครับ (อาจจะเป็นเอกลักษณ์ความเอาเปรียบกับระหว่างคนขายและคนซื้อก็ได้ ถ้าหากว่ามี policy การขายว่า ถ้าหากว่าไม่พอใจก็ยินดีคืนเงินกันน่ะครับ)

ทั้งนี้ทั้งนั้นการถ้าหากว่าคุณต้องเจอเงื่อนไขเหมือนกับผม คือ การทำให้ร้านค้าหรือ website online แล้วต้องทำให้ลูกค้ามาติดต่อกับร้านค้าจริงแล้วล่ะก็ประเด็นหนึ่งที่สำคัญและตกไม่ได้คือ "การ Sync กันของภาพลักษณ์ของ website และหน้าร้านจริง" ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่อาจจะตกไปหรือไม่ได้ไปใส่ใจมันก็เป็นไปได้น่ะครับ แต่เรื่องนี้ผมเริ่มเห็นว่ามันสำคัญขึ้นมาอย่างโดดเด่นด้วยเหตุผลหลายๆประการที่เจอะเจอครับ

ความเข้ากันได้ หรือ การ Sync กันของภาพ online หรือ website และหน้าร้านจริงนั้น ผมจะพิจารณาได้เป็นหลายเรื่องด้วยกัน และแต่ละจุดก็มีความสำคัญแทบทั้งสิ้นโดยทั้งนี้ผมจะพิจารณามาจากมุมมองของลูกค้าเป็นหลัก

ถ้าหากว่าหน้าร้าน online คุณมีสินค้าอะไรที่หน้าร้าน offline ก็น่าจะมีอย่างงั้น การที่ประกาศว่าหน้าร้าน online คุณมีสินค้าอย่างงู้นอย่างงี้ แต่ว่าถ้าหากว่าติดต่อเข้ามาแล้ว หรือแม้กระทั่ง case ที่แรงที่สุดคือ เมื่อเดินทางมาโดยไม่ได้ติดต่อไว้ก่อน แล้วเข้ามาที่ร้านค้า แล้วพบว่าที่ร้านค้า offline ไม่มีของก็จะทำให้ลูกค้าเสียอารมณ์และ ความรู้สึกอย่างมาก เมื่อเทียบกับของมูลที่เป็น statics อยู่บน website ครับ

- อารมณ์ Theme ร้านค้าน่าจะต้องใกล้เคียงกับ online website หรือร้านค้า online สำหรับกรณีส่วนใหญ่แล้ว ถ้าหากว่าร้านค้าคุณมีจุดแข็งที่การ promote ผ่านทาง website มากกว่า Location (ที่ดีที่จะทำให้เจอคนได้เยอะๆและเป็นตำแหน่งที่ลูกค้าคุณจะเดินผ่าน) การเจอ website ก่อนที่มาเจอหน้าร้าน่จะต้องมีความเชื่อมโยงกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเนื้อหาของสินค้า ( เหมือนกับข้อเมื่อตะกี้ว่าถ้าหากว่าเอาสินค้าอะไรแสดง ที่หน้าร้านก็น่าจะมีขายเหมือนกันไม่ใช่ขายกันคนละอย่างกันเลย) หรือแม้กระทั่ง Theme หรืออารมณ์ของร้านด้วย ถ้าหากว่า website ทำออกมาเป็นเด็กแนว หรือวัยรุ่นจ๋าแต่ว่า เมื่อมาเจอที่ร้านค้า offline กลับเปิดเพลงหมอรำ แล้วก็คนขายพูดติดสุพรรณไม่ฮิปเป็นเด็กแนวในเมือง ก็จะทำให้อารมณ์ของร้านขาดจากกัน แน่นอนว่า ลูกค้ามี "ความคาดหวัง" เอาไว้ล่วงหน้าว่าร้านค้าน่าจะเป็นลักษณะไหนเอาไว้แล้ว แล้วมาเจอหน้าร้านที่ไม่เหมือนกับที่คาดไว้ ก็จะทำให้เกิดความผิดหวังเอาได้ง่ายๆพาลเสียใจ (ลึกๆ) แล้วก็ไปดูร้านอื่นดีกว่า เป็นผลต่อเนื่องทำให้เสียโอกาสการขายได้น่ะครับ

- โทนสีของร้านควรจะเป็นไปในทางเดียวกัน คือ ไม่ว่าจะเป็น offline และ online การแต่งร้านถ้าหากว่าทำได้ยากอย่างน้อยทีสุดโทนสีของร้านโดนทั่วไป น่าจะปรับให้เหมือนกันได้ ถ้าหากว่าคุณปรับที่หน้าร้านไม่ได้ก็แปลว่าคุณก็ต้องมาปรับเอาที่ website แทนก็ได้เช่นเดียวกัน การใช้สีเพื่อสื่อสารหรือแสดงความเชื่อมโยงกันเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดแล้ว เพราะ ชุดสีเป็นเรื่องที่คนจดจำได้ดีมากๆ และสร้างความโดดเด่นให้กับตัวร้านค้าหรือสินค้าได้โดยตรง (ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูน่ะครับ ว่า ทำไมธนาคารเค้าเอาสีประจำ bank ตัวเองให้แตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนหรือคล้ายกันเลย แล้วก็ Theme bank ทั้งหมดรวมทั้งชุดของพนักงาน bank ทั้งหมด จะใช้สีเพื่อแสดงความเชื่อมโยง เรื่องราวเข้าด้วยกัน )

โดยรวมแล้วผมไม่ได้เป็นคนที่ทำเรื่องตกแต่งภายในแต่อย่างใด แต่ประเด็นที่อยากจะ note เก็บหรือบอกต่อๆกันไปก็คือ ร้านค้า และ website จำเป็นต้องมีความเชื่อมโยง ถ้าหากว่าลูกค้าจำเป็นต้องเจอทั้งหน้าร้าน และ เจอทั้ง website ไม่ใช่แยกกันทำ แยกกันคิด และแยกกัน Design ก็จะทำให้เหมือนกับว่า มันอยู่กันคนละโลกกัน และ ลูกค้าเจอสิ่งใดก่อนก็จะคาดหวังสะท้อนต่อไปยังอีกสิ่งหนึ่งได้ (ถ้าเจอ online ก่อนก็จะคาดหวังว่า offline ก็จะอารมณ์เดียวกัน หรือถ้าหากว่าเจอ offline ก่อนก็จะคาดหวังว่า website online นั้นก็น่าจะมีลักษณะที่เหมือนกับร้านค้า offline เช่นเดียวกัน) และ แน่นอนอย่างที่ผมบอกไป คือ เรื่องของสีจะเป็นตัวเชื่อมเรื่องที่ง่ายสุดแล้ว ถ้าหากว่าคุณไม่ได้คิดอย่างอื่น หรือ ไม่รู้ว่าจะทำให้เรื่องราวมันเชื่อมต่อกันได้อย่างไรให้เลือกชุดสีออกมาชุดหนึ่งแล้วตกแต่งทาสีร้านและปรับแต่งหน้า website ให้สีออกมาเป็นชุดเดียวกันเท่านั้นก็จะเกิดความต่อเนื่องได้เกินครึ่งแล้วครับ

ประมวลพฤติกรรมการซื้อของ online คนไทยที่(ไม่)เหมือนกับชาวโลกประเทศอื่น

ecommerce 

e-commerce เปลี่ยนพฤติกรรมการขายและซื้อแบบไทยจากโลกจริงกันอยู่หลายประเด็นมากทีเดียว และพฤติกรรมการซื้อและขายของคนไทยก็มีเอกลักษณ์จากคนประเทศนอกอีกต่างหาก ถ้าหากว่ารู้อย่างงี้ก็ทำไปตั้งนานแล้ว แต่ผมเองก็ไม่ได้ถึงกึ๋นคนไทยสักเท่าไหร่หรอกครับ ต้องให้คนอื่นเค้ามาบอก และ ก็ต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้น่ะครับเรื่องแบบนี้ แยกเป็นประเด็นๆได้ต่อไปนี้น่ะครับ

คนไทยไม่ใช้ระบบ shopping cart : อันนี้วัดได้จากการซื้อสินค้าผ่านหน้าร้าน online ที่ผม set up เอาไว้การซื้อการขายเกิดขึ้น โดยคนซื้อไม่ได้เข้าไปกดปุ่มๆ ที่ซับซ้อน (สำหรับเค้าเหล่านั้น) ซึ่งตัวผมเองมีมุมมองว่า เป็นเรื่องจำเป็นน่ะครับ ที่จะต้องกรอกข้อมูลแล้วเลือกซื้อสินค้าจากระบบที่ทางเว็ปไซท์มี ซึ่งผมก็คิดของผมไปคนเดียวน่ะหละ คนอื่นเค้าไม่ได้คิดแบบผมน่ะครับ

คนไทยใช้โทรศัพท์คุยกันเพื่อความอุ่นใจ : เพราะประเทศเราการขายของยังคงต้องการความอุ่นใจว่าสินค้าเหล่านั้นมีผู้ขายอยู่จริง หรือ มีตัวตนอยู่จริง ต้องการการต่อรอง เหมือนกับได้คุยกันปกติ การโทรศัพท์ หรือลงเบอร์มือถือเอาไว้ที่หน้าแรกของร้านค้ากลับกลายเป็นเรื่องจำเป็น มันไม่เหมือนกับประเทศนอก ตรงนี้น่ะครับ คือ ต่างประเทศเช่น US ถ้าหากว่าโทรไปยังเบอร์ที่อยู่นอกเขตตัวเองจะโดนการ เรียกเก็บเงินสำหรับการโทรครั้งนั้นๆได้ครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ขายก็ต้องมี online chat หรือ เป็น Live chat เอาไว้คุยได้ทันที หรือไม่ก็ต้องเสียเงินเอาเบอร์ TOLL FREE มาน่ะครับ ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างแรงกับคนไทยมาก เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่การโทรศัพท์ติดต่อกันด้วยมือถือถูกที่สุดในโลกแล้ว (คนรับบางประเทศต้องเสียเงินอีกน่ะครับไม่อยากจะบอก) เพราะฉะนั้นการโทรเพื่อถามราคา หรือ เพื่อพิจารณาว่ามีตัวตนจริงเป็นเรื่องที่คนไทยจะทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับผม

ความดูดีของหน้าร้านไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญนัก : เนื่องจากพฤติกรรมสองข้อที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า shopping cart ก็ไม่มีคนใช้ โทรศัพท์คุยกันดีกว่ามั้ยง่ายดี แล้วก็รู้อีกว่ามีคัวตนเว็ปไซท์กันอยู่จริงแล้ว หน้าตาของเว็ปไซท์ ไม่ต้องแตกต่างอะไรกับคนอื่นมากนักก็ได้ เพราะยังไง้ยังไงก็ต้องได้คุยกันดูก่อนอยู่ดี แค่ว่าเอาสินค้าไปแสดงให้เห็นก็พอแล้ว คุณจะใช้เว็ปไซท์สำเร็จรูปที่เหมือนๆกับคนอื่น ก็ไม่ได้ว่าอะไร เหมือนว่าโลกนี้มีแต่เว็ปสำเร็จรูปกันทั้งหมดน่ะหละ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนเค้าทำๆกัน

คนขายไม่ update สตีอกสินค้า : ไม่ใช่เพราะว่า back office ของระบบสำเร็จรูปไม่มีให้ update แต่เป็นเพราะคนซื้อต่างหาก มีการติดต่อสั่งซื้อผ่านวิธีการอื่นๆ เช่น การโทรศัพท์ เข้าไปแล้วก็สั่งซื้อเอาสินค้าออก คนที่จัดส่งสินค้าก็ไม่ได้เป็นคนทำระบบหลังร้าน อาจจะเป็นแค่ลูกจ้างเพื่อให้จัดการเรื่องสต้อกแล้วส่งของเท่านั้น หน้าร้าน online เลยทำหน้าที่เหมือนเป็นแค่ catalogue เฉยๆ จำนวนหรือปริมาณของพร้อมขายก็จะไม่มีความแน่นอนถูกต้องแต่อย่างใด อันนี้จะเป็นทั้งเหตุและผล ทำให้คนซื้อต้องโทรมา check สินค้าก่อนทุกครั้งว่า สินค้าที่เค้าสนใจมันมีหรือไม่ (ถ้าหากว่าใช้ shopping cart ไปแล้วก็เสียเวลาเปล่า เพราะว่าของอาจจะมีหรือไม่ก็ไม่รู้) พฤติกรรมการซื้อ เลยถูก form ตัวขึ้นมาว่าต้องโทรคุยกันครับ

สินค้าที่วางขายหน้าร้านเป็นแค่ภ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • พฤติกรรมการซื้อ
  • พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อโทรศัพท์มือถือ
  • การซื้อของออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อสินค้า
  • พฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนไทย
  • พฤติกรรม shopping online
  • ปัจจัยในการซื้อสินค้าออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อแบบซับซ้อน

Google Checkout Store Gadget เอาสินค้าไปปะไว้ที่เว็ปตัวเองได้ง่ายๆ

ถ้าหากว่าคุณมีของทีอยากจะขายแล้วมีแต่หน้าเว็ปที่ไม่ได้สร้างด้วยระบบ Cart หรือ E-commerce เต็มรูปแบบตอนนี้เราสามารถที่จะใช้ Google Docs เพื่อเป็นตัวจัดการกำหนดสินค้าใน Stock และระบุเนื้อหาของสินค้าได้แล้ว เรียกว่าง่ายสุดๆ ถ้าหากว่าคุณใช้งาน excel เป็นแล้วล่ะก็ ก็แปลว่าคุณจะจัดการกับระบบสินค้าที่คุณจะขายผ่านหน้าเว็ปได้ไม่ยากเลยครับ

แล้วมันดียังไงน่ะเหรอ มันดีตรงที่ว่า ถ้าหากว่าคุณมีเว็ปแล้วไม่ได้เป็นระบบ shopping cart หรือมันอาจจะเป็นแค่หน้า weblog เหมือนกับที่ผมเอามาทำให้ดูนี่ก็ทำได้เหมือนกันน่ะครับ สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ เข้าไปที่หน้านี้

Google Checkout Store Gadget (lab)

แล้วทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆน่ะครับ สุดท้ายคุณก็จะได้ code ออกมาเพื่อ embed ไปที่ไหนก็ได้ (ก็ไม่เชิงหรอกครับก็ต้องเป็น website ที่คุณกรอกเอาไว้ว่าคุณกำลังจะเอา code ของเค้าไปแปะไว้น่ะครับ)

หน้าตามันก็จะออกมาเป็นแบบนี้น่ะครับ  (สินค้านี้ผมขายจริงๆน่ะครับเพราะว่าผมไป New Zealand แล้วก็ไม่ได้ใช้อีกเลยเหมาะสำหรับคนที่อยากจะไป New Zealand แล้วก็อยากจะมี Navigator ใช้งานครับ)

 

คนซื้อถ้าหากว่าสนใจจะซื้อเค้าก็กด add to cart ได้จากปุ่มที่แสดงนี่เลยน่ะครับแล้วก็จะต้องจ่ายเงินผ่านระบบ Google Checkout เท่านั้นเองอาจจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ขายของแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น ไม่ต้องจัดการอะไรให้มันวุ่นวายครับ เจ๋งสุดยอดครับ

อ่อ ตอนนี้มีใช้แต่เป็น USD  , EUR น่ะครับไม่มีเป็นเงินบาทครับแล้วก็ผมก็ยังไม่ได้ลองให้คนกดซื้อของผมจริงๆว่าแล้วผมจะได้ตังค์มายังไงเหมอืนกันน่ะครับ ถ้าหากว่ามีคนลองดูแล้วได้ความว่ายังไงก็ comment ผมหน่อยแล้วกันนะครับ

แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าหากว่าจะใช้งาน Google checkout Store แล้วไซร้ตอนนี้จำเป็นต้องเปิด bank ที่ America (เช่น Bank of America) เอาไว้ด้วย ไปที่ https://checkout.google.com แล้วทำการ verfify เพื่อเชื่อม Google checkout กับ bank account น่ะครับ

สำหรับงานเสียเงินค่าที่ Google จะต้องโอนเงินมาที่ bank เรานั่นจะคิดแบบนี้น่ะครับ
คือประมาณ 2.9% + 30 cent ต่อ 1 ครั้งการโอนเงินก็ประมาณเดียวกัน Paypal แล้วก็การรับเงินผ่าน credit card ทั่วไป แต่ว่าดีอย่างก็คือพวกนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนใดๆน่ะครับ (ณตอนที่ผมพิมพ์อยู่) แต่ก็เสียอีกอย่างก็คือว่าถ้าหากว่าเราเปิด Bank คนละประเทศกับประเทศที่คนส่งเงินเข้ามาจะต้องโดน fee อีก 1% (ดีมากเอาเข้าไป) ใช้งานได้สะดวกดีแต่ก็ต้องโดน charge เยอะเอาการอยุ่น่ะครับ แต่ว่าก็น่าจะเป็นการเปิดโอกาสสำหรับ website ที่จะทำเพื่อขายต่างประเทศตรงๆเลยน่ะครับ 

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • google checkout ไทย
  • google checkout stores online
  • google checkout แปะ
  • วิธีสร้าง ปุ่ม google check out
  • ใช้ google checkout รับเงิน

การเลือกเพศให้กับร้านค้า e-commerce:ร้านมีเพศด้วยเหรอ?

แย่(หรือดีอันนี้ไม่แน่ใจ)หน่อยที่ภาษาไทยนั้นมีคำที่บ่งบอกถึงเพศว่า ประโยคที่พิมพ์หรือว่าพูดออกมานั้น คนพูดหรือพิมพ์สื่อความนั้นเป็นคนเพศไหน เช่น ถ้าหากว่าคนที่พูดหรือพิมพ์ว่า ครับ ครับผม หรือผม ก็จะรู้ว่าเป็นเพศชาย หรือพิมพ์ว่า ค้ะ ค่ะ ดิฉัน เดี้ยน (กระแดะไปนิด) ก็จะเป็นเพศหญิง และก็มีอีกหลายคือที่ทั้งสองเพศสามารถที่จะพูดหรือพิมพ์ออกมาได้ โดยที่รู้ด้วยว่าคนที่พูดหรือพิมพ์นั้นเป็นเพศอะไรเป็นฐานกันแน่ เช่น คำว่า จ้ะ จ๊ะ นะจ้ะ เป็นต้น (แหม วันนี้พิมพ์เนื้อความเหมือนกะสอนภาษาไทยเด็กอนุบาลไปหน่อยเหรอป่าวน่ะครับ) และสำหรับร้านค้าจะต้องมีการติอต่อระหว่างกัน โดยการ email หรือเป็นระบบ email template ที่มีการตอบโต้อัตโนมัติ เมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าหรือมีการสมัคร register เพื่อเป็นลูกค้าครับ ก็จะเกิดคำถามว่า ร้านหรือตัวแทนของ email นั้นน่าจะเป็นเพศอะไรกันแน่ ในหัวผมมี concept อยู่หลายแบบน่ะครับก็ลองตามดูแล้วกันน่ะครับ ว่าจะคิดแบบไหนดี

วิธีการหนึ่งที่คนส่วนมากจะทำก็คือ การเลือกเพศแบบตรงไปตรงมา คือ ถ้าหากว่าคุณเป็นเพศอะไรก็พิมพ์สื้อความว่าเป็นเพศนั้นเช่น ตัวกระผมเป็นต้น จะเห็นไดว่าคนอ่านจะรู้ว่าเป็นเพศผู้ ตัวผู้น่ะครับผม (แหม เหมือนกะเป้นหมน้อยเนาะ) แล้วก็ร้านค้า online คนที่เป็นเจ้าของร้านก็จะเหมาะสมกับสินค้าที่ขายอยู่ในร้านอยู่แล้วเข่นถ้าหากว่าขายเสื้อผ้า sexy ก็จะเป็นเพศเมียซะมาก หรือว่าถ้าหากว่าขายหนังแผ่น หรือแผ่นเกมส์(แท้หรือเทียมก็สุดแล้วแต่) ก็จะเป็นเพศผู้ซะมากน่ะครับ ทำให้หลายคนไม่ได้คิดมากเรื่องแบบนี้ ก็เพราะมันตรงไปตรงมาแล้วก็เหมาะสมดีแล้ว แต่ว่าสำหรับคนที่อยากจะเลือกเพศจริงๆก็มีแนวคิดไม่ยากนะครับ ก็คือ ต้องเลือกให้เหมาะสมว่าลูกค้าที่เข้ามาที่หน้าร้าน online คาดหวังว่าคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นเพศอะไร คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังนั้นก็พึงแสดงตัว พิมพ์ออกมาผ่าน email template เพื่อบ่งบอกว่าเว็ป site นี้มีเพศตามที่ลูกค้าคิดเอาไว้

ยกตัวอย่างเพิ่มเติมได้ไม่ยากครับ เช่น ถ้าหากว่าร้าน online ขาย condom คนที่อยู่เบื้องหลังสำหรับผมแล้วก็น่าจะเป็นเพศหญิง เพราะ ถ้าหากว่าเป็นเพศชายก็จะคิดมากเชิงว่า เอ .. ไม่รู้เรื่องเอาซะเลยเป็นผู้ชายแท้ๆด้วยกัน อะไรแบบนี้น่ะครับ หรือว่าถ้าหากว่าร้านคุณขายเฟอร์นิเจอร์ ลูกค้าที่เค้าเข้ามาที่หน้าร้าน online จะคาดหวังว่า คนที่ทำงานเบื้องหลังหรือติดต่อกันอยู่นั้นน่าจะเป็นเพศชาย ครับ เพราะ ดูราวกันว่าผู้ชายจะเข้าใจเรื่องการก่อสร้าง การตัดไม้ หรือ สร้างเฟอร์นิเจอร์ได้ดีกว่ายังไงล่ะครับ เท่านั้นเองครับ แบบนี้คิดไม่ยากน่ะครับว่า ร้านค้า online ของคุณๆนั้น เพศสำหรับคนที่ทำหน้าที่ติดต่อนั้นน่าจะเป็นเพศไหนกันแน่ครับ

แต่อย่างไรก็ดีหากว่าเจ้าของร้านเลือกคนที่มาทำหน้าที่สื่อสารกับลูกค้าไม่ได้เป็นเพศที่ลูกค้าคาดหวังจะให้เป็นก็อย่าคิดพิศดารมากน่ะครับ ให้ผู้ชายทำทีเป็นพิมพ์อีเมล์เหมือนกับว่าตัวเองเป็นผู้หญิง (ซึ่งจริงๆก็สามารถทำได้น่ะครับ ) แค่ผมกลัวว่า หากว่าเกิดการผิดพลาดในการพิมพ์สื่อความกันใน chat Instant messager หรือว่าผ่าน email ก็แต่แล้วคนอ่านหรือลูกค้าจะนึกว่าคนที่ติดต่อด้วยเป็นพวกสับสนทางเพศน่ะครับ แต่ว่าถ้าหากว่าคิดว่าไม่หลุดแน่ๆจะ chat หรือ email สื่อสารแบบผิดเพศได้ก็ไม่รู้น่ะครับ เพราะแท้ที่จริงแล้วลูกค้าเค้าไม่รู้หรอกครับว่าแท้ที่จริงแล้วเราเป็นตัวผู้หรือตัวเมียอ

ยู่ดีน่ะหละถ้าหากว่าไม่ได้โทรเข้ามาคุยน่ะครับ

ตัวชี้วัดที่ร้านแบบ offline โดยใช้ concept ของ online มาประยุกต์วัด

(วันนี้อาจจะมาแปลกนิดหน่อยเพราะว่เนือ้หาเกือบทั้งหมดจะเป็นเรื่อง offline เกี่ยวกับร้านค้า แต่ก็หาเรื่องเอามาเทียบร้านค้าแบบ online น่ะหละครับ)

แน่นอนว่าถ้าหากว่าคนที่เปิดร้านค้าแบบ offline เรียกว่าจะเป้นร้านค้าจริงๆที่มีคนเดิมผ่านไปผ่านมาเราสามารถที่จะกำหนดตัวชี้วัดได้เช่นเดียวกัน คล้ายหรือเหมือนกับโลก online โดยอาจจะใช้ศัพท์แสงแบบเดียวกันมาประยุกต์ใช้ได้เหมือนกันแต่ แน่นอนว่าวิธีการเก็บข้อมูลจะไม่ได้ทำได้ง่ายๆเหมือนกับที่หน้าร้าน online ทำได้

หน้าร้าน offline หรือร้านค้าจริงบนโลกเรานั้นจะมีพนักงานอยู่เพื่อที่จะทำการพูดคุยกับลูกค้าและตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วทันที เป็นการใช้ข้อมูลลูกค้าทางตรงแต่ทางตรงกันข้ามแล้ว การเก็บข้อมูลของลูกค้านั้นกลับทำได้ยากกว่า จะต้องออกแรงคิดเพื่อที่จะประเมินให้ได้ว่า หน้าร้านนั้นดี หรือไม่ดีในปัจจัยใด เพื่อจะมาประเมินต่อไปได้ว่า จะต้องทำการปรับเปลี่ยน factor ใดๆ เพื่อให้มีการซื้อขายที่มากขึ้นมาได้อย่างเป็นระบบ

แนวคิดนี้ผมอาจจะเอามานึกๆเพื่อเทียบกันได้ระหว่าง offline และ online ดังต่อไปนี้ครับ
- ปริมาณคนเข้าร้านที่เดินเข้ามา (new visitor)
แน่นอนว่าถ้าหากว่าคนเข้าร้านมาได้ไม่เยอะมากก็เป็นตัวสะท้อนหนึ่งได้ว่า "ตำแหน่งของพื้นที่ไม่ดี" เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ อันนี้จะไม่มีผลต่ออัตราการซื้อเพราะเราอยากจะวัดคนที่เข้ามาในร้านจริงๆ โดยสิ่งที่จะมีผลต่ออัตราคนเข้าร้านต่อเวลา หรือ ปริมาณคนเข้าร้านต่อวัน อาจจะมีผลมาจาก
    เวลา : วันหยุด หรือ วันทำการ และเวลาทำการ
    ปริมาณคนที่เดินผ่านหน้าร้าน : แน่นอนว่าเป็นสิ่งสะท้อนมาจากเวลา
    ความน่าสนใจในทันทีของสภาพร้าน : ไม่ว่าจะเป็นสินค้า การวางสินค้าให้เห็น หรือแม้กระทั่ง ปริมาณคนที่อยู่ในร้านอยู่แล้ว (ยิ่งเยอะยิ่งน่าสนใจเยอะ)
    ทำเลร้าน : ปัจจัยใหญ่ที่มีผลต่อปริมาณที่เดินผ่านหน้าร้าน
นิยามของปริมาณคนที่เข้าร้านคือ จะต้องกำหนดเอาไว้อย่างแน่นอนนั่นก็หมายความว่า หากว่าคนก้าวเท้าเข้ามาที่ร้านแล้วถือเป็นหนึ่งหน่วยคนที่เดิมเข้ามาที่รัาน ทำการนับได้ทันที

- ปริมาณคนเดินผ่านหน้าร้าน (pass by visitor) จะผลสะท้อนมาจากทำเลที่ตั้งเสียเป็นส่วนใหญ่และสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดราคาค่าเช่าร้านต่อเวลา (โดยมากจะเป็นต่อเดือน เพื่อให้การบริหารคิดต้นทุนทำได้ไม่ยาก) สำหรับร้านค้าแล้วต้นทุนนี้น่าจะเป็นต้นทุนต่อเวลาใหญ่ที่สุดสำหรับร้านค้าปลีกที่มี turn over ของสินค้าเร็ว(แปลว่าสินค้ามันราคาไม่แพงแล้วก็ขายได้ง่ายไม่ต้องดองของนาน)

วิธีการนับ : นับหัวคนที่เดินผ่านหน้าร้านรัศมีจากร้าน 2-3 เมตร หรือถ้าหากว่าร้านเป็นซอยอยู่แล้วก็ทำการนับทั้งหมดที่ผ่าน ไม่ต้องกลัวว่าจะนับซ้ำไม่ซ้ำเพราะจะไม่มีผลมากเท่าไหร่ แต่ว่างานนี้จะเหนื่อยคนนับอย่างแน่นอน  (การนับแบบนี้นับเป็นวันๆไป ไม่ต้องทำตลอดเวลาเพราะว่าเป็นงานและเหนื่อยมากสำหรับคนนับ โดยอาจจะกำหนดนับเพื่อการ calibrate ข้อมูลสองเดือนครั้ง ครั้งละ 1 week และเพื่อให้ดีกว่านั้นอาจจะนับวันหยุดพิเศษเพื่อให้ได้ข้อมูลของวันหยุดพิเศษเพิ่มเติมได้อีก)

- อัตราการออกจากร้านโดยไม่ได้ทำการซื้อขายใดๆ (bounce rate) คิดจากปริมาณคนที่เข้าร้านทั้งหมดเป็นตัวหาร และตัวตั้งคือ คนที่ไม่ได้ทำการซื้อขายใดๆ ได้ผลออกมาเป็น percent ค่าค่านี้จะเป้นตัวสะท้อนถึงความน่าสนใจต่อคนเข้าร้าน แปลว่า เมื่อคนเข้าร้านแล้วเค้าไม่ซื้อของอะไรเลยมากน้อยแค่ไหน หากว่าค

นเล่นไม่ซื้อ

- อัตราที่ลูกค้าเก่าเข้ามาร้านซ้ำ หรือ เกิดการซื้อซ้ำ วิธีการนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลของคนซื้อครั้งก่อนแล้วมีการอ้างอิงถึงข้อมูลนั้นในครั้งถัดมาที่กลับมาซื้อ โดยทั่วไปแล้วถ้าหากเป็นร้านปกติไม่ได้ทำการเก็บข้อมูลเจ้าของร้านจะทำการบันทึกข้อมูลนั้นเอาไว้ในหัวโดยอาศัยความสามารถตามธรรมชาติของมนุษย์ คือ "การจำหน้าได้หรือการระลึกหน้าตาได้" (facial recognition) ที่ไม่ได้เป็นต้นทุนเพิ่มสำหรับการติดตั้งระบบนี้เลย แต่ว่า ณเวลานี้หากว่าจะให้อุปกรณ์ใดๆทำการเปรียบเทียบหน้าตากลับภาพเก่าหรือหน้าตาเก่าๆที่จำไว้ในระบบฐานข้อมูลจะทำได้ยากอยู่ (แต่ว่า Google Picasa จะทำได้แล้วบ้าง หรือ Tools อื่นๆในโลก online เริ่มมีเหตุการจับรับรู้ได้ของหน้าตาได้แล้วบ้าง) ย้อนกลับมาประเด็นที่ร้านค้าธรรมดาจะทำได้ เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นก็คือ การใช้ card ใดๆหรือตัวเลขข้อมูลอ้างอิงใดๆก็ได้ เพื่อดูกับฐานข้อมูลเก่า เช่น BigC ก็จะมี card เพื่อบังคับให้ลดราคา หากว่าไม่ได้บอกร้าน ร้านก็จะไม่ลดราคา นั่นก็เรียกได้ว่าเป็นการบังคับเพื่อให้ระบบการเก็บข้อมูลเกิดขึ้นนั่นเอง ฟังดูแล้วก็เหมือนจะยุ่งยากสักหน่อยหากว่าไม่ไดทำระบบการลดราคาเอาไว้เหมือนอย่าง BigC ตอนนี้ผมก็ยังไม่ภาพการเก็บข้อมูลนี้ไม่ออกว่าจะทำได้อย่างไร ที่ไม่ต้องเสียสละราคาเพื่อที่จะลดได้ ( ยกเว้นว่าจะบวกราคาเอาไว้ก่อน แต่นั่นก็จะใช้ได้สำหรับร้านค้าประเภทที่ไม่มีการต่อรองอีกนั่นเอง เพราะการต่อรองแล้วจะยังคงไว้ซึ่งระบบได้นั่นก็จำเป็นต้องตั้งระบบการต่อรองเข้ามาอีกว่าจะมี step เป็นอย่างไร) เพราะฉะนั้นตอนนี้แนะนำว่าอาจจะใช้เป็นเบอร์โทรศัพท์ก็น่าจะดี เพราะมันเป็นตัวบอก identity (ไม่เคยเห็นว่าคนไหนจะใช้มือถือร่วมกันเท่าไหร่ เคยเห็นแค่ว่าคนหนึ่งๆจะมี โทรศัพท์มากกว่าหนึ่งเครื่องเสียมากกว่า) ถ้าหากว่าอ้างอิงเบอร์โทรศัพท์เดิมก็จะทำการ "ลดราคา on top" ให้อีก เพราะคนนี้ คนลูกค้าตัวจริง! ที่มีการซื้อซ้ำเกิดขึ้นแล้ว (ลูกค้าจะอ้างอิงโทรศัพท์เลขหมายเดิมเพื่อให้การลดราคาพิเศษต่อไป แน่นอนว่าเราอยากจะลดราคาหรือให้อะไรพิเศษๆแก่ลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยเช่นเดียวกัน) สำหรับโลก online แล้วจะเป็น coupon รหัสพิเศษเพื่อให้ตอนที่จะทำการ checkout จ่ายเงิน แล้วก็กรอกรหัสนั้นๆไปก็จะทำการลดเพิ่มเติมเข้าไปอีก แต่แน่นอนอีกว่า สำหรับ online แล้วเหตุผลไม่ได้อยู่ที่ว่าเราต้องการฐานข้อมูลแต่อย่างใดเพราะโดยมากจะมีอยู่แล้วตั้งแต่การซื้อขายครั้งแกรนั่นเอง) ปัญหาคิดย้อนกลับมาที่ว่า ลูกค้าจะบอกเบอร์โทรศัพท์หรือไม่ และจะบอกด้วยเหตุผลเรื่องการซื้อซ้ำนั้นน่าจะทำให้ลูกค้าที่ซื้อของกับร้านค้าหน้าร้านจริงบอกด้วยอัตราที่ร้อยละ 95% ขึ้นไปแล้วหรือไม่ อันนี้ยังเป็นคำถามและเป็นโจทย์ที่ต้องคิดอยู่ว่าจะทำได้อย่างไร หรือว่าจะใช้ตัวบันทึกตัวอื่นจะดีกว่านี้หรือไม่

ถ้าหากว่าอ่านมาทั้งหมดจะพบได้ว่าร้านค้า online จะสะดวกต่อการเก็บข้อมูลเป็นอย่างมาก และเมื่อเทียบกับร้าน offline หรือ ร้านค้าโลกจริง จะทำให้รู้สึกว่าเรื่องเก็บข้อมูลเป็๋นเรื่องทำได้ยากกว่ามากไปเลยได้ (แต่ว่ายังอยู่ในวิสัยที่จะทำได้) สำหรับข้อมูลการนับนั้นสามารถกระทำได้ด้วยเวลาที่เร็วขึ้นได้หากว่ามีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดเอาไว้ที่ร้านแล้วใช้ fast forward เอาเพื่อทำการนับจำนวนคนตามกรณีต่างๆ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาเพื่อคิดวิเคราะห์ตัดสินใจอะไรต่อไปได้  อย่างไรก็ตาม"ยอดขาย" จะ

เป็นตัวสรุปตัวสุดท้ายว่า การดำเนินการของร้านค้านั้นทำได้ดีมากน้อยแค่ไหนต่างหาก แต่ตัวข้อมูลอื่นๆจะเป็นจะเป็นตัวที่บ่งบอกเพื่อให้คนวิเคราะห์ได้ต่อว่าเหตุอะไรกันทำไมกิจกรรมร้านค้านี้ถึงได้ยอดที่ดีหรือไม่ดีต่อไป ไม่ใช่แค่รู้ว่ายอดขายเท่านี้เท่านั้นแล้ว .. ยังไง? ทำไมเดาเอาเองแบบไร้ข้อมูล มันก็จะได้แค่เดาเท่านั้นวันยันค่ำ

NOTE: ยังเหลือการเก็บข้อมูลหลักๆอีกส่วนคือ ตลาด (คนเข้าร้านว่าหน้าตาหรือข้อมูลเป้นอย่างไรเพศอะไร เป็นต้น) ซึ่งแน่นอนอีกว่า online จะเห็นได้น้อยกว่าครับอันนี้ เราสามารถเก็บได้จากกล้องวงจรปิดอีกเหมือนเดิมครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ร้านค้าแบบ offline