กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว

กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว
แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร
Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้
Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ
เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. ><)
นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน
มีคนเมล์มาถามผมเกี่ยวกับ Kindle สงสัยอีกว่า Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?
อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก

อ่านบทความครั้งก่อนที่โม้ไปเกี่ยวกับ Kindle ที่ซื้อได้จากประเทศไทย ได้จากที่นี่น่ะครับ
(อ่านเนื้อความนี้ตรงๆอาจจะไม่ Get มากนัก)

แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร

Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้

Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ

เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. ><)

นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน

Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?

อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้เวลาให้productive
  • gantt chart ระบบจัดซื้อ
  • ระยะเวลาการก่อสร้าง gantt chart
  • gantt chart เวลาทำงาน
  • ประโยชน์เทคโนโลยี e-reader คืออะไร

Kindle ประเทศไทยซื้อได้แล้ว โหลด ebook โลดจาก Amazon Kindle DX Global

  ไม่น่าเชื่อ Kindle กำลังจะทำตลาดทั้งโลกแล้วตอนนี้เพราะว่าล่าสุดเข้าไปเห็นที่เว็ป mcot.net เริ่มมีคนบอกว่า Kindle กำลังจะเปิดตัวเพื่อให้คนทั่วโลกได้ใช้งานกัน ซึ่งแต่ก่อนมันจะกั้กเอาไว้แค่ประเทศ US ใช้งานได้เท่านั้น ความแตกต่างที่ว่านี้ ก็คือ "การที่เราสามารถโหลดหนังสือเข้า Kindle ได้จากทีไหนก็ได้ทีมีสัญญาณ GPSR/EDGE ครอบคลุมครับ"

Kindle ก็จะมีขายในประเทศไทยก็เป็นหนึ่งใน 100 ประเทศที่จะทำการโหลดหนังสือใดๆผ่าน Kindle จากอากาศกันเลยก็ว่าได้ครับ โชคดีอยู่เหมือนกันทำให้ผมอยากจะซื้อ Kindle ขึ้นมาทันทีทันใดเลยก็ว่าได้

หลายคงอาจจะสงสัยว่าแล้ว ทำไมไม่อ่านหนังสือบน computer หรือว่า print out ออกมาแล้วอ่านกันล่ะ ทำไมต้องเป็น Kindle ด้วย แล้วเป็น ebook reader ของยี่ห้ออื่นไม่ได้เหรอ แล้วๆๆ ..ทำไมไม่ซื้อมาเป็นหนังสือจริงๆเลยล่ะ ?

เอางี้ผมว่าผมมองปัญหาหรือคำถามออกมาเป็นข้อๆอย่างงี้ดีกว่าน่ะครับคือ

ทำไมไม่อ่านบน computer หรือว่า Notebook ล่ะนั่นโอ้วซื้อทำไมให้มันเปลืองเงินไปอีกเนี่ยะ?

แสดงว่าคุณไม่ค่อยได้อ่านหนังสือบน computer เท่าไหร่น่ะครับถ้าหากว่าคุณถามแบบนี้เพราะว่าถ้าคุณอ่านแล้วคุณจะรู้สึกได้ทันทีหลังจากที่อ่านได้ระยะเวลาหนึ่งก็คือ อาการเมื่อยตาที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะตาเรารับแสงจากจอกันตรงๆเลยครับ แม้ว่าคุณปรับแสงให้ต่ำแล้วก็ตาม มันก็จะทำให้ตาคุณไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เพราะว่าแสงมันอ่อนเกินกว่าที่คุณจะอ่านได้สะดวก หรือว่าถ้าหากว่ามันเข้มหน่อย คุณก็จะอ่านได้ไม่นาน มันไม่มีอะไรดีไปกว่าแสดงสะท้อนจากภายนอกแล้วกระทบเข้าสู่ตาเราเหมือนกับการอ่านหนังสือแบบกระดาษน้ำตาล (เพื่อถนอมดวงตา) ยังไงอย่างงั้นน่ะครับ

Kindle เป็นอุปกรณ์ เพื่อเอาไว้อ่านหนังสือที่ทำให้ digital file ไม่ว่าจะเป็น pdf หรือว่าเป็น file ของ  Kindle เองที่ซื้อได้จาก Amazon นั้นอ่านแล้วเหมือนกับว่าเห็นเหมือนกับหนังสือจริง มันจะเหมือนมากน้อยแค่ไหนน่ะเหรอครับ ก็อาจจะอุปนัยแถลงความได้ประมาณว่า คุณเคยเห็น mock up ของมือถือเหรอป่าว(ที่มันเป็นมือถือปลอมให้เราจับลูบคลำโยนดูน้ำหนักที่ร้านมือถือน่ะครับ) ก็จะมีหน้าจอที่เป็นสติ้กเกอร์กระดาษประมาณนั้น ภาพที่ออกมาจากหน้าจอ Kindle มันก็จะเหมือนอะไรแบบนั้นน่ะหละครับ ไม่ได้ผิดแปลกแตกต่างออกไปเลย คุณจะอ่านไม่ได้ถ้าหากว่าคุณอยู่ในที่มืด หรือว่าแสดงไม่พอ หรือในทางกลับกันคุณจะอ่านหนังสือได้ถ้าหากว่าคุณอยู่ในโล่งแจ้ง (แดดไม่จัดเกินเพราะว่าถ้าหากแดดจัดเกินมันก็แรงเกินไปสำหรับการอ่านหนังสือเพื่อพักผ่อนแล้วน่ะครับ)

สำห
รับเรื่องเปลืองเงินนั้นคุณอาจจะไม่ get ภาพเท่าไหร่ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกอ่านหนังสือเยอะๆสักหน่อยคุณจะรู้ว่า คุณอยากจะเอาหนังสือติดตัวไปด้วยทุกทีทุกทางไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ หรือว่าไปต่างจังหวัด เพราะมันก็จะมีเวลาสำหรับอ่านอะไรไม่ค้างคา ไม่มีเวลาอ่านในภาวะปกติ หรือว่าอ่านแล้วมันติดพันน่ะครับ มันจะเปลืองก็ต่อเมื่อคุณอ่านหนังสือน้อยกว่าจุดคุ้มทุนครับ มันไม่คุ้มทันทีเลยถ้าหากว่าไม่ใช่เป็นพวกอ่านหนังสือเยอะ แต่ว่าตอนนี้ผมยังไม่ได้ประมาณจุดคุ้มทุนให้เห็นๆกันว่า มันคุ้มเมื่อคุณซื้อหนังสือทั้งหมดกี่เล่มน่ะคัรบ ถ้าหากว่ามีโอกาสแล้วจะแอบคำนวณมาให้ดูกัน แต่ที่แน่ๆคือ พวกร้านหนังสือใหญ่ๆตอนนี้กำลังโดน Kindle แย่งลูกค้าไปครับ เพราะว่าพวกที่เป็น avid reader หรือพวกอ่านหนังสือหนักๆซื้อเป็นประจำ กลุ่มคนพวกนี้การซื้อหนังสือจริงลดหายไปกับตาเห็นจะได้ ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับเค้าซื้อเป็น Kindle อ่านแทนยังไงล่ะครับ

ไม่ต้องคิดไปไกลมากมายน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกอ่านหนังสือภาษาปะกิตเป็นประจำ คุณจะไปร้านหนังสือได้แค่ไม่กี่ร้านในประเทศไทยเท่านั้น แล้วโอกาสที่คุณจะได้อ่านหนังสือที่คุณอยากจะอ่านมันก็แทบจะมีไม่มากเพราะว่าเค้าไม่ได้เอาหนังสือเยอะแยะมากมายอะไรมาตั้งเอาไว้ที่หน้าร้านเพื่อให้คุณเลือกซื้อ สิ่งที่คุณจะทำได้ก็คือ การสั่งซื้อผ่านเค้าอีกต่อหนึ่ง เพราะคุณเองก็ไม่ได้มี network (เพื่อนฝูง) เพื่อให้เค้าเหล่านั้นส่งหนังสือตัวเป็นๆมาหาคุณอีกต่อหนึ่งยังไงล่ะครับ ลองคิดดูหนังสือที่ผ่านการส่งทางกายภาพแบบนี้จาก America หรือที่ไหนก็สุดแล้วแต่จะต้องเสียค่าส่งเท่าไหร่ จะต้องรอนานเท่าไหร่ และจะต้องออกแรงเพื่อเดินเรื่องอีกไปเท่าไหร่ ? แล้วคุณคิดเหรอครับว่าการซื้อหนังสือที่หน้าร้านประเทศไทยแบบนี้เค้าจะขายคุณได้ในราคาที่ถูกเหมือนกับซื้อที่ประเทศนอก ก็ไม่อีก เค้าก็ต้องฟันกำไรคุณเยอะหน่อยกับการ stock หนังสือที่ไม่รู้ว่าจะมีคนซื้อมากน้อยแค่ไหนและยังต้องมาเสียค่าเช่าพื้นที่ห้างร้านอีก แล้วต้องมาจัดการเรื่องการส่งของ สั่งซื้ออีก เรียกได้ว่ามีโสหุ้ยที่ทำให้หนังสือหน้าร้านค้าโลกจริงที่คุณยืนอ่านอยู่นั้นมันจำเป็นต้องแพง และแพงกว่าที่ซื้อที่ประเทศอเมริกาอยู่หลายขุมยังไงล่ะครับ

ทำไมไม่อ่านเป็น Ebook Reader ธรรมดาด้วยล่ะ มันก็เป็น e-ink เหมือนกันน่าจะใช้แทนกันได้นี่หน่า ?

มันใช้แทนกันได้ก็ต่อเมื่อคุณอ่านพวก pdf file ครับคุณจะโหลดหนังสือกลางอากาศแบบที่ Kindle ทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเหรอป่าวครับ ก็ไม่เชิงหรอกครับเพราะคุณจะหมดโอกาสการเข้าซื้อหนังสือจากร้านหนังสือ online Amazon ที่จะทำให้หนังสือปกติถูกลงเหลือ 9.99 USD หรือต่ำกว่า (หรือแพงกว่าก็แล้วแต่เค้าตั้งเอาไว้) แต่ว่าที่แน่ๆมันตำกว่าหนังสือจริงๆครับ ซึ่งหนังสือพวกนี้เยอะเล่มมากมายเลยน่ะครับ คุณจะหาอ่านเป็น pdf file ไม่ได้ซิด้วยซิ (อาการจะเหมือนกับ Kindle จะผูกขาดซะอย่างงั้นถ้าหากว่าคุณจะอ่านเป็น electronic book น่ะครับ) มันก็พูดยากน่ะครับว่าทำไมเค้าต้องทำกันแบบนี้ โหดร้ายกับคนทำเครื่อง ebook reader อื่นๆกันเหรอป่าว ก็ช่วยไม่ได้น่ะครับเพราะ Amazon เค้าเป็นจ้าวตลาดจริงๆน่ะหละ สำหรับการขายหนังสือที่สหรัฐ (และกำลังจะเป็นจ้าวตลาดการขายหนังสือภาษาต่างประเทศในประเทศไทยอีกด้

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • Kindle
  • Kindle thai
  • kindle thailand
  • amazon kindle
  • kindle ราคา
  • KindleThai
  • amazon kindle ราคา
  • Amazon Kindle Thailand
  • kindle amazon
  • ซื้อ kindle