เอาเสียง mp3 แสดงที่หน้า Blog ด้วย Plugin audio-player

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

 

การใส่ audio file ไว้ที่หน้า wordpress จะทำได้โดยการโหลด plug in ชื่อ audio-player เมื่อลงแล้วก็ activate (เรื่องเก่าๆเดิมๆไม่ต้องพูดถึง) แล้วทีนี้การใข้งานก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ ก็แค่เอา code นี้ไปลงครับ

 
หน้าตาก็จะได้เหมือนกับที่ด้านล่างนี้ยังไงลองเอาไปเล่นดูน่ะครับถ้าหากว่า อยากจะ share เนื้อหาอะไรที่เป็นเสียง (หรือว่าขีเกียจพิมพ์) แต่ข้อเสียของการ share นี้หาแบบนี้จะทำให้ Google index ไม่ได้เลยน่ะครับ ก็มีข้อดีข้อเสียครับ ยังไงซะถ้าหากว่าอยาก post ก็แนะนำว่าต้องพิมพ์เนื้อความที่เกี่ยวข้องเอาไว้เสียหน่อย เพื่อให้ Google เค้ารู้ว่าเราจะพูดเกี่ยวกับอะไรหรือเนื้อด้านใน mp3 เนี่ยะมันเกี่ยวกับอะไรน่ะครับ

โดดไปโหลด Plug-in ได้จากที่นี่เลยน่ะครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • mp3 ลง blogger
  • เอาเสียงลง blogger
  • เอาmp3ลงblogspot
  • เอาmp3ลงblog
  • เอา mp3 ลง blog
  • การใส่ audio player wordpress
  • plugin ชื่อ audio blogspot
  • plugin ชื่อ audio
  • music player wordpress
  • ใส่ mp3 ลง blogger

ทำไมมีเว็ปแล้วยังจะต้องมี Blog อีกล่ะ?

อีกเหตุผลที่คนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้อง Blog Blog แล้วได้อะไรถ้าได้อะไร คำตอบอีกคำตอบหนึ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ก็คือ Blog แล้วคุณจะเป็นควบคุม Keyword ใดๆก็ได้ที่ไม่มีการแข่งขันกันสูงมากน่ะครับ ยกตัวอย่างเช่น Garmin Mobile XT (เป็นชื่อ software แผนที่มี ppc หรือพวก smartphone น่ะครับ ผมใช้อยู่เพราะว่าผมมี HTC TOUCH DIAMOND ครับผม) คำว่าควบคุมแปลว่า search มาแล้วเจอ content หรือเนื้อความของคุณๆที่หน้าเว็ปน่ะครับ อย่างผม upload content เกี่ยวกับ Google Maps ที่ใช้งานร่วมกับแผนที่ Garmin Mobile XT เมื่อวานนี้เท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พอผมนอนไป Google Bot ก็มา index หน้า rackmanagerpro.com แล้วก็เอาคำที่อยู่ใน content ที่เป็น header หรือว่าที่เป็นเนื้อหาในตัวบทความเอามาแสดงเมื่อมีการ search ว่า "Google maps garmin mobile xt" หรืออะไรทึกนี้แต่ว่าถ้าหากว่าเป็น "Google maps" เฉยๆคิดว่าไม่น่าจะเจอเนื้อความผมเท่าไหร่น่ะครับ เรียกว่าถ้าหากว่าคุณต้องการที่จะแสดงเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงคุณอาจจะคิด keyword เหล่านั้นเข้ามาก่อนแล้วก็พิมพ์เข้าไปที่เนื้อความคุณเยอะสักหน่อยเท่านั้นก็พอที่จะทำให้ Google Bot ทำการ index แล้วมาเจอหน้าเว็ปคุณๆได้ไม่ยากแล้วน่ะครับ

การ search ด้วย keyword นั้นจากข้อมูล (ทีไหนสักแหล่งผมจำไม่ได้น่ะครับ เพราะอ่าน content จากเยอะ Blog มาก มากจริงๆ) มีแนวโน้มว่าจะยาวขึ้นเรื่อยๆแทนที่จะเป็นหนึ่งคำ ก็เป็นสามหรือสามหรือสี่คำทำให้การค้นหานั้นเฉพาะเจาะจงไปเรื่อยครับ สังเกตครับว่าถ้าคนสงสัยว่าจะใช้ Googe maps กับ Garmin Mobile XT เค้าคงไม่ search Googlemaps เฉยๆแน่ๆหรือว่า Garmin Mobile Xt เฉยๆแน่ๆน่ะครับ มันไม่ make sense นี่ครับว่าเหรอป่าวล่ะ แล้วก็แน่นอนว่าแบบนี้มันไม่ได้ไปเจอเว็ป Google Maps หรือ เว็ปของ Garmin แต่อย่างใด มันมาเจอเว็ป rackmanagerpro.com ต่างหากล่ะ เพราะอะไรน่ะเหรอครับเพราะทั้งสองเว็ปนั้นไม่ได้พิมพ์เนื้อความพูดข้ามหากันเหมือนกับผมที่มี keyword ทั้งสองคำที่หน้าเดิยวกันติดกันเลยยังไงล่ะครับ ทิ้งเอาไว้ให้เป็นข้อสังเกตครับ

แล้วก็สงสัยต่อไปอีกว่าแล้วมันยังไม่ได้บอกเลยนี่หน่าว่าทำไมต้อง Blog ?

สำหรับผมแล้วการ Blogging เป็นการ reflect ความคิดเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ โดยผมแยก site ออกมาเป็นแบบส่วนตัวนิดนึงเนื้อหาสะเปะสะปะเอาหน่อยกับเว็ปนี้ที่เป็นเนื้อหาประมาณ Blogging , IT , Gadget แล้วก็ Freeware (คนเทือกนี้จะใช้สินค้าหรือว่าบริการไม่หนีกันหรอกครับแล้วก็จะใช้แต่อะไรที่เป็น gadget ตามสมัย) ลองคิดดูน่ะครับถ้าหากว่าคุณเป็นร้านขายของพวกนี้แล้วเปิดร้าน online เอาไว้สักหน่อย เช่นคุณเป็นคนที่เปิดร้านขาย Navigator อย่างเดียวหรือว่าขาย pda phone หรือ smart phone แล้วคุณ Blog ที่สามารถควบคุม keyword ใน Google ได้เหมือนกับที่ผมเล่าให้ฟัง แปลว่า โอกาสที่คุณจะทำเงินหรือโปรโมตเว็ปหรือสินค้าใดๆก็ทำได้ไม่ยากเย็นนัก อย่างงี้ผมถึงเรียกว่า "ควบคุม" ครับ

อย่างไรก็ตามการที่ได้มาซึ่ง Blog ที่มีอิทธิพลเพื่อควบคุม keyword อย่างที่ผมบอกได้นั้นต้องอาศัยความพยายามหน่อยโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆก่อน เพราะผลไม่ได้มาเร็วอย่างที่คุณคิดน่ะครับ Blog ที่สร้างจะต้องมีการ update เป็นประจำ มีคนแก้เนื้อความ มีการปะ Google Analytics เอาไว้ แล้วก็เนื้อหาโอเคครอบคลุม keyword ที่เกี่ยวข้อง พูดง่ายๆขอให้คิดซะว่าอยากจะพล่ามอะไรก็พล่ามอย่างมีทิศมีทาง แล้วถ้าอยากจะสะเปะสะปะก็เป็น blog อีก Blog เหมือนกับผมที่แยกตัวออกไปน่ะครับ ทำการแบ่ง blog ออกเป็นเรื่องไปอย่างมาปนกันมากนัก (ปนอารมณ์ได้บ้างน่ะครับแต่ว่าอย่ามั่วเรื่องจัดๆ) แล้วก็ใช้ WordPress เป็น CMS (content Management System) ผมว่าตัวนี้ลงตัวกับการ Blogging สุดๆแล้วน่ะครับ

นอกจากนี้ผมต้องบอกเอาไว้ก่อนได้เลยว่าอีกหน่อยระบบ affiliate ในเมืองไทยจะเริ่ม (แค่เ

ริ่ม)พัฒนาขึ้นเมื่อถึงเวลานั้นแล้วเว็ป Blog ใดๆที่มี content ที่เฉพาะเจาะจงจะทำให้คุณควบคุม keyword ได้ (เพราะว่าเว็ปก่อตั้งมานานแล้ว update สม่ำเสมอ) คุณก็สามารถหา product หรือ service link ไปยังเว็ปเหล่านั้นเพื่อกินค่า commission ได้ในอนาคต ที่ผมบอกว่าอนาคตนั้นเพราะ product หรือ service ในไทยยังไม่ค่อยให้ความใส่ใจเรื่องนี้สักเท่าไหร่ต้องรออีกไประยะหนึ่งครับ อีกหน่อยเว็ปที่ขาย product หรือ service เหล่านั้นก็ต้องการ advertiser ที่มีศักยภาพผ่านเว็ปที่มีอิทธิพล หรือ เรียกได้ว่า blog คุณจะทำหน้าที่เป็นสื่ออย่างหนึ่งแบบเฉพาะกลุ่มครับ ซึ่งแนวคิดแบบนี้นั้นมีมานานโขแล้วสำหรับนักท่องเว็ปโลก (อ่าน content English น่ะครับผม) ยังไงซะทิศทางมันก็ต้องเป้นไปทางเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อนั้นตลาด keyword จะเริ่มเดือดเป็นไฟ อาชีพใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นแล้วก็แพร่หลายมากขึ้นในไทยเป็นการขายสินค้าไทยเพื่อคนไทยโดยแท้จริงต่อไป

ข้อมูลบนเน็ตเชื่อได้อย่างงั้นหรือ?

ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย หรืออ้างว่าเป็นงานวิจัย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับอาหาร โรค และการลดน้ำหนัก ที่เห็นในเน็ตจะไม่ได้มีการรองรับว่ามันมีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด มันเป็นเพียงแต่การแต่งเรื่องขึ้นมาก็ทำได้ หรือแม้ว่ามันจะเป็นความจริง เราก็แทบไม่รู้หรอกว่ามันเป็นความจริง งานวิจัยใดๆหากว่าเป็นงานวิจัยจริง มันจะมีเหตุผลต่อคนๆหนึ่งได้สองทางด้วยกัน คือ เป็นไปตามที่คนอ่านคิดไว้ หรืออีกกรณี คือ ขัดกับความคิดเห็นของคนอ่านนั้น หากตกกรณีที่งานวิจัยหรือบทความนั้นเหมือนหรือสอดคล้องกับความคิดของคนอ่าน เค้าก็ย่อมมั่นใจกับแนวคิดนั้นมากยิ่งขึ้น โดยสามารถบอกคนอื่นต่อไปได้อีกว่า อืม.. ผมเคยเจอเรื่องนี้จากที่อ่านมา ..(ที่ไหนก็ว่าไป.. ) แล้วก็บอกให้คนอื่นเชื่อหรือทำตาม มากไปกว่านั้นความคิดแบบนั้นก็ส่งผ่านไปหาคนอื่นต่อไปอีกได้ แล้วถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่น่าเชื่อถือเข้าไปอีก ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ มันก็จะทำให้เนื้อความที่คุณบอกต่อคนอื่นเค้านั้น ยิ่งดูน่าเชื่อและน่าเป็นไปได้ขึ้นไปมากๆกว่าเดิมเป็นอันมากครับ หรือพิจารณาในทางกลับกัน หากว่าเราได้ยินมาแล้วมันไม่ตรงกับความคิดของคนฟัง คนที่รับข้อมูลจะคิดได้สองทางคือ กลับความเชื่อเดิมแล้วเชื่อสิ่งใหม่ที่ได้ยินได้ฟังได้อ่าน หรืออีกกรณีก็คือ คนๆนั้นไม่เชื่อและพยายามหาข้อมูลเพื่อยืนยันความเชื่อของตนต่อไป

แหล่งที่มาของข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือหรือดูน่าเชื่อถือ หรือ .. แทบดูไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย ..ทั้งหลายทั้งปวง มันกระจายตัวอยู่ทั่วไปในเน็ต ตั้งแต่การ forware mail ต่อกัน หรือการทีมีคนมาปะเอาไว้ที่หน้าเว็ปไม่ว่าจะเป็น blog หรือ web ประเภทให้ข้อมูลข่าวสารก็ตามทั้งที่ดูเป็นทางการ และที่ดูแบบชิวๆหน่อย คนอ่านไม่มีทางรู้ได้หรอกว่า ข้อมูลนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน “แต่โดยทั่วไปแล้ว่สิ่งที่เป็นข้อเขียนมักจะทำให้คนเชื่อได้มากกว่าการบอกเล่าสู่กันฟัง” (สังเกตุประโยคนี่เพิ่งผ่านมา ผมก็ไม่ได้ว่ามันมีการวิจัยหรืออะไรมายืนยันนะครับ กรณีแบบนี้ก็ตกอยู่ในหมวดของการอ้างอิงเนื้อความแบบไม่ได้มีอะไรมารองรับไว้เลยในเรื่องข้อเท็จจริง) เพราะเราโดนความคิดที่ว่าเราต้องรักการอ่าน แล้วการอ่านนี่หละจะทำให้เราเก่งและฉลาดรู้ไปหมด ในจิตใต้สำนึกคงคิดแบบนี้อยู่ทำให้มีแนวโน้มที่จะเชื่อสิ่งใดๆที่ถูกเขียนเอาไว้มากกว่า การได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น ข้อมูลพวกนี้สุดท้ายแล้ว มีเพียงคนเดียวที่จะตัดสินใจว่าเชื่อหรือไม่ก็คือ คนอ่านเนื้อหาจากเน็ตหรือคนที่รับข่าวสารข้อมูลเหล่านั้น จะต้องมีความคิด และมีวิจารณญาณอย่างแรงกล้า และต้องเข้าใจว่าเค้านั้นไม่ต้องเชื่อทุกอย่างที่เห็นหรือที่ได้อ่านมา ขอให้รู้ได้ทันทีว่า สิ่งที่คุณเห็นหรือสิ่งที่คุณรู้นั้น มันเป็นความจริงหรือเป็นความเท็จก็ได้ทั้งนั้นอย่างไม่มีสิ่งใดบอกได้ว่ามันถูกต้องหรือไม่ประการใด มันเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ ? อืม..ถ้าหากลองคิดๆดูนะครับ ถือแม้ว่ามันจะมีการวิจัยมาจริงๆด้วยวิธีการต่างๆนานา มันก็จะเป็นความจริงแค่ ณ เวลานั้นๆเท่านั้น หรือเรียกง่ายๆว่าความจริงนั้นเรายังหาไม่ได้แน่แท้เท่าไหร่ ทุกอย่างมันแค่ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นเท่านั้นเอง อย่างล่าสุดบทความที่แสดงทีหน้าเว็ปสนุกมีเรื่องเกี่ยวกับการลดน้ำหนักโดยการเอายางหนักสติ้ก(หรือที่มัดผม)ผูกพันนิ้วโป้งเท้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกันแล้วนอนออกแร]
]>

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ข้อมูลที่เชื่อถือได้น้อย
  • skype show my desktop คือ

เว็ปนี้เขียนไปทำไม?

        อนนี้ computer และ internet เข้ามามีบทบาทสำคัญสำหรับคนที่ดำเนินชีวิตปกติมากขึ้นและมากขึ้น แต่แทบไ่ม่น่าเชื่อว่าเยอะคนมากๆที่ไม่รู้จักว่าจะใช้งาน computer สำหรับชีวิตทั่วๆไปได้ยังไงกันบ้าง คนไทยส่วนมากแล้วไม่ chat ก็อ่านข่าว (ดารา) ผมก็เป็นคนนึงที่ทำอย่างงั้นอยู่รำไรเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้ถึงกะต้อง update กันทุกวันอย่างงั้นครับ แท้ที่จริงแล้ว เราสามารถทำอะไรกะคอมพิวเตอร์ที่อยู่หน้าเราตอนนี้ได้มากกว่าที่เราคิดว่าจะเป็นไปได้ ผนวกกับ High Speed internet แล้วล่ะก็เหมือนกับว่าโลกเรามีอะไรให้ทำกันผ่านหน้าคอมพิวเตอร์มากมายแบบก้าวกระโดดกันเลยทีเดียว ทำให้ผมคิดว่าหากว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นคอมเป็นอาชีพ เพียงแต่ใช้ชีวิตหน้าคอมอันเนื่องด้วยความจำเป็นทางภาระหน้าที่ เช่นเป็นพนักงานขายต่างประเทศ ที่วันๆ ก็ต้องติดต่อคนนู้นคนนี้ผ่านทาง email หรือ ระดับผู้บริหารที่ต้องการเอาประโยชน์ออกมาจากการใช้งาน internet ให้มากที่สุดก็ควรจะมีความรู้เรื่อง application หรืออุปกรณ์โปรแกรมเล็กๆทั้งหลายแหล่ที่คาดว่าน่าจะเอาใช้ได้ เช่น คนที่ใช้งานแต่ email ทำไมไม่ใช้งาน skype phone ซะล่ะ .. ถ้าหากว่าคนอื่นเค้าใช้กัน เราไม่ได้ใช้กะเค้าก็เหมือนอยู่คนละโลกกะลูกค้าเหล่านั้น เป็นต้น เรื่องเหล่านี้หากว่าไม่ได้มีความสนใจอะไรแล้วล่ะก็ ..ไม่มีทางที่จะรู้ได้ง่ายๆว่า เดี๋ยวนี้โลกข้างนอกนู้นเค้าใช้งาน internet และ computer กันไปแบบไหนกันแล้วสำหรับ internet power user (คนใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ..คุ้มค่า ใช้เป็น..)

“สำหรับคนที่หลงเข้ามาแล้วยังไงหากเป็นคนที่พอจะสนใจอยู่บ้างก็น่าจะ add favorite หรือ Bookmark หน้า Homepage เอาไว้ครับ (หากว่าคุณเป็นคนที่ไม่รู้จักอีกว่า add favorite หรือ Bookmark เป็นยังไงล่ะ ก็ คุณก็เข้าข่ายว่า ไม่น่าจะใช้งาน internet ได้ดีเท่าไหร่นัก) หรือว่าถ้าจะให้มีระดับสักหน่อยก็ add RSS เว็ปนี้ไว้เลยดีกว่าครับ เพราะว่ามีอะไรใหม่ๆ มันก็จะไปโผล่ที่ reader ของคุณๆไม่ต้องแวะเข้ามาที่หน้านี้ก็ได้”  (ก็อีกน่ะหละครับ หากว่าคุณไม่รู้ว่า RSS ครับอะไรก็ควรจะรู้ไว้นะครับเพราะว่ามันเป็นการประหยัดเวลาการใช้งานที่หน้าคอมเพื่ออ่าน website เดิมๆที่เราเข้าประจำได้ด้วย)

เว็ปนี้ไม่ได้เขียนเนื้อความสำหรับคนคอมพิวเตอร์จ๋ามากๆ เพราะว่าตัวผมเองก็ไม่ได้คอมพิวเตอร์จ๋าอะไรทำให้ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรได้ลึกลับซับซ้อนขนาดนั้น แต่ว่าอยากจะเขียนเพื่อคนที่มีระดับความรู้คอมๆประมาณผม ก็จะมีประโยชน์มากๆครับ

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ผม..คิดมากอยู่เกือบตลอดเวลาก็คือการใช้งาน computer แบบ power user ให้เร็วที่สุดเท่่าที่จะทำได้ หรือเรียกได้ว่าใช้งานให้ได้ output ออกมามากๆ และใช้เวลาที่น้อย หรือเรียกอีกอย่างว่า High productivities นั่นเองครับ  แนวคิดก็ไม่ยากครับ เพราะหากว่าเราใช้งาน computer แล้วเราประหยัดเวลากับงานซ้ำๆได้ไม่กี่นาที แต่ว่าถ้าเราทำซ้ำๆ มันก็รวมเวลากันเยอะแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาอะไรประหยัดได้ก็ประหยัดครับ จะได้เอาเวลาไปเที่ยวเล่นสนุกสนานหรือเอาไปทำอะไรที่ชอบก็น่าจะดีกว่าครับผม . .

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...