การอ่าน คัดกรองและจัดการข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อ internet แบบเร็วๆ

content management 
เนื่องจากตอนนี้เราจะเข้าถึงสื่อประเภท internet มากที่สุดกว่าสื่อประเภทอื่นๆ สำหรับคนที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือว่าที่บ้านเองก็ตาม การใช้งาน internet เพื่อรับข่าวสาร หรือข้อมูลนั้น ถ้าหากว่าไม่คุ้นชินแล้ว เราจะรู้สึกได้ว่าข้อมูลที่จะได้รับรู้นั้นมากเหลือเกิน และ มากกว่าเกินว่าที่จะรู้ทั้งหมด ผมจึงอยากจะบอกวิธีการจัดการกับเนื้อหาทั้งหมดที่ผมอยากรู้ และ จัดทำระบบคัดกรองเนื้อหา เรื่องราวที่สนใจ มาเล่าสู่กันฟังสักครั้งเผื่อว่า อาจจะเอาไปทำได้สักอย่างสองอย่างครับผม

การติดตามข่าวทั่วไปการบ้านการเมืองการมุ้ง

ข่าวทั่วไปที่ผมว่านี้แท้ที่จริงแล้วเราจะรับรู้ได้โดยแทบไม่ต้องออกแรงใดๆ ไมว่าจะเป็นการบอกต่อ ระหว่างเพื่อนกับเองที่ทำงานหรือว่าตอนที่คุยกันที่โต๊ะอาหาร แค่ว่าเราจะเป็นฝ่ายรับรู้หรือจะเป็นฝ่ายเล่าให้คนอื่นฟังเท่านั้น เพราะข่าวสารบ้านเมืองทั่วไปพวกนี้ จะโดนโหมโรงผ่านสื่อทุกประเภทอยู่แล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าหากว่าเราอยู่ในเมืองหลวงและ การทำงานเราจะมีกลุ่มเพื่อนสังคมหน้าเดิมๆ เพื่อ update เรื่องที่เค้าเหล่านั้นอยากจะบอก และ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น ทั้งๆที่เค้าเหล่านั้นไม่ได้อะไรจากการบอกนั้นเลยก็ตามทีครับ เราจะมีนิสัยที่จะบอกต่ออยู่แล้ว แม้ว่าเราจะคิดว่า เราจะไม่ได้อะไรขึ้นมาจากการบอกต่อก็ตามที (แต่ก็ไม่ได้มีใครคิดที่จะอยากได้อะไรจากการบอกต่อเพื่อนๆอยู่แล้วอยู่ดีน่ะครับ) ข่าวสารประเภทนี้ จะโดนแจกแจงออกไปอีกในหลากประเภท แล้วแต่ว่า แต่ละคนจะอยู่ในวงการใด (ยกเว้นวงการดารานักแสดงเพราะว่าผมรู้ว่าคุณก็ไม่ได้อยู่ในวงการแต่ก็อยากรู้อยู่ดี) ข่าวสารทั่วไปแบบนี้จะได้แก่ ข่าวการเมือง update หน่อยว่าใครจะมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นมาใหม่ในแต่ละวัน (สำหรับผมประเด็นนี้รู้บ้างก็ได้ไม่รู้ก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่ก็จะมีคนมาบอกอยู่ดี) ข่าวเศรษฐกิจ เป็นข่าวที่อาจจะผลกระทำต่อการทำมาค้าขายสินค้าหรือบริการใดๆ ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ขายอะไรก็จะมีผลกระทบในเชิงเรื่องข้าวของราคาแพงขึ้นละลดราคาลง เช่น ค่าเงินบาท ค่าราคาทอง ราคาน้ำมัน หรือแม้กระทั่งหุ้นในตลาดหุ้นบ้านเราและเมืองนอกเมืองนา สำหรับข่าวประเภทนี้นั้น แล้วแต่คนว่าจะให้ความสนใจกับมันมากน้อยแค่ไหนไม่เท่ากัน ขึ้นกับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเหล่านั้นกับกิจกรรมของบุคคลก็ว่าได้

การติดตามข่าวพวกนี้อีกทางที่ผมจะรับก็คือ การเข้า website ท่าเรือทั้งหลายแหล่ไม่ว่าจะเป็นสนุก กระปุก เอ็มไทย และเว็ปที่เป็นเว็ปยอมฮิตของคนไทยทั้งหลายครับ เพราะ มันเป็นเว็ปยอมฮิต เมื่อคนอื่นเห็นเนื้อความนั้นๆ แล้วเราก็เข้าไปอ่านหรือดูเหมือนกันเราก็ได้รับรู้เนื้อความเดียวกันนั้นไปด้วยครับ เรียกว่า คนอื่นรู้เรื่องอะไร เราก็พอจะรู้เรื่องเหล่านั้นเป็นเลาๆไปด้วยผ่าน website ยอดฮิตตามๆกันน่ะครับ

การติดตามข่าวเฉพาะเนื้อหาประเภทที่สนใจ

การบ้านการเมืองหรือเนื้อหาทั่วไปแท้ที่จริงแล้ว จะโดนแบ่งย่อยออกมาเป็นหลายภาคส่วนเอามากๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ ต่างประเทศ หรือเศรษฐกิจในประเทศต่างๆที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็มีเนื้อหาอีกประเภทหนึ่งที่จะขึ้นอยู่กับความสนใจในกิจกรรมของบุคคลด้วยเช่นเดียวกัน เช่น บางคนอาจจะชอบเรื่อง computer internet หรือบางคนอาจจะชอบเรื่องความสวยความงาม หรืออาจจะชอบพวกเรื่องราวทางวิทยการใหม่ๆ ถ้าหากว่าเราคิดถึงเนื้อหาประมาณนี้ ในรูปแบบเก่าๆ มันก็คือเนื้อหาที่อยู่ในนิตยสารเฉพาะประเภทครับ เช่น นิตยสารคอมพิวเตอร์ นิตยสารสุขภาพ เป็นต้น แต่เดี่ยวนี้ ผมก็ไม่ได้อ่านอะไรพวกนั้นน่ะครับเพราะว่า สื่อที่ผมรับเพียงทางเดียวคือ internet และไม่ต้องรอเป็นรายปักษ์ รายเดือนแต่อย่างใด แต่มีให้อ่านได้ทุกวัน

เนื้อหาพวกนี้พวกจะมาจาก website ที่เป็นประเภท Blog เสียมากกว่า เพราะ Blog content จะโดนสร้างเพื่อให้มีเนื้อหาเฉพาะ หรือ เป็นสไตล์และส่วนบุคคลมากกว่า เนื้อหาของ magazine ปกติมากนัก เพราะใครๆก็จะเป็น Blogger ได้และก็จะเขียนเล่าเรื่องหรือบอกต่อ เนื้อหาเฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจเท่านั้น (แน่นอนว่าถ้าหากว่าไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจจะ อุตส่าห์เคาะแป้นพิมพ์เพื่อบอกคนอื่นต่อทำไมกันล่ะครับ) แน่นอนว่าเว็ปพวกนี้อาจจะมีเว็ปทีมี update ไม่ประจำเป็นรายวัน เพราะฉะนั้นแล้ว ผมจะไม่ได้ติดตามเว็ปเหล่านี้ผ่านทาง website โดยตรง คือจะไม่พิมพ์ url เว็ปแล้วไปนั่งดูว่ามีอะไรใหม่เหรอป่าวให้เสียเวลาครับ แต่จะเลือกรับเป็น rss feed ของ Blog นั้นๆแทนครับ การใช้ feed reader เพื่อบอกรับเนื้อหา นั้นมันก็จะเหมือนกับการไปบอกรับสมาชิกของ website หรือ Blog นั้นๆคือ เมื่อมีเนื้อหาอะไรใหม่ มันก็จะโยนเนื้อความนั้นเข้ามาที่ reader ครับ โดยผมจะใช้เป็น Google reader เพราะว่ามี app iphone ตัวดีๆที่เอาไว้ link ต่อกับ Google reader เพื่อ download และ อ่านบน iphone ได้ครับ แล้วการใช้งานอ่าน feed content ผ่าน Google reader ใน Browser ผมก็ว่ามันก็สะดวกที่สุดแล้วครับ

การใช้ Google Reader เพื่อบอกรับ content ของเว้ปไซท์หรือ Blog ทั่วไปนั้นจะทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาเพื่อเข้าเว็ปแต่ว่าในทางกลับกันเนื้อหาเหล่านั้นจะไหลเข้ามาหาตัวคุณเองและคุณจะเห็นเฉพาะเนื้อความที่คุณยังไม่ได้อ่านเท่านั้นครับ มันก็จะเหมือนหรือคล้ายกับ email ครับ แต่ email และ feed content แยกกันเพราะ เนื้อความเหล่านั้นไม่ได้เป็น email ครับเราจะได้แยกแยะได้ออกจากกันให้ขาดครับผม วิธีการที่เราใช้ตัว reader อ่านเพื่อรับ feed นั้นผมแนะนำให้คุณๆหากว่าไม่ได้ใช้ ใช้เสียครับเพราะว่าเป็นการรับ content ที่ productive ที่สุดแล้วเท่าที่อุปกรณ์และระบบจะอำนวยให้ครับ

เนื้อความผ่านการ Forward email

มันหมดยุคแล้วครับกับการ Forward email ครับและเนื้อหาเหล่านั้นก็ออกจะเก่าๆ วนไปวนมาจนทำให้ email ของคุณเหมือนกับกองขยะ แม้ว่าเพื่อนๆบางคนจะเป็นนัก Forward ตัวยง แต่เดี๋ยวนี้มีวิธีการกระจาย content ด้วย social network ใหม่ๆที่ให้ผลดีกว่าแล้วด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้การ forward email นั้นลดลงไปบ้างครับ ผมว่าก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้ email ขยะประเภทที่มาจากเพื่อนๆคุณนั้นน้อยลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ แต่ผมก็อยากแนะนำอะไรเกี่ยวกับประเด็นนี้อยู่บ้างครับ  คือ ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้รับ email forward แนะนำให้แยะแยะระหว่าง email เพื่อการรับ forward mail และ email ปกติออกจากกันครับ ซึ่งผมก็ทำอย่างงั้นน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว email ที่ผมใช้งานอยู่เป็นปกติก็จะไม่มี email forward ขยะมาแต่อย่างใดครับ เราอาจจะ Block email ของคนที่ forward มาก็ได้ครับ หรือไม่ก็แจ้งให้เค้ารู้ตัวว่าเราไม่อยากจะได้ email ที่เป็นเมล์ประเภทนี้แล้วครับ ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณเป็น forwarder ให้สร้าง email เพื่อการ forward เฉพาะออกจาก email ส่วนตัวประเภทที่ต้องใช้งานครับเพราะว่า คนอื่นๆเค้าจะ Block คุณเมื่อเค้าไม่อยากจะรับ email fwd จากคุณ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่าคุณใช้ email นั้นเพื่อการอื่นด้วยแล้วจริงๆ คุณก็จะติดต่อคนอื่นไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ โดยรวมแล้ว เพื่อการรับและส่ง email ฟอเวิทนั้นให้แยกออกจากกันไปขาดครับผม ระหว่าง email เพื่อใช้งานกับ email เพื่อรับขยะเนื้อความเหล่านี้ครับผม

อ่านเนื้อความแบบ skimming เพื่อความเร็วในการอ่าน

เนื่องจากเนื้อความที่เราได้รับผ่าน internet ส่วนมากจะเป็น text เสียเป็นส่วนใหญ่ คือ เรียกง่ายๆว่าต้องอ่านมันดังนั้นแล้วการอ่านที่เร็วขึ้น หรือ การอ่านเนื้อความคร่าวๆถือได้ว่าเป็นทักษะหนึ่งที่ เราจะโดนบังคับให้มีทักษะนั้นขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ แล้ว เมื่อเราคิดว่าเนื้อความนั้นๆน่าสนใจมากๆจริงๆแล้ว เราก็จะเริ่มอ่านเนื้อความนั้นอย่างจริงจังแบบจากหัวเรื่องไปยังท้ายเรื่องครับ แต่โดยละเอียดแล้วการอ่านของผมจะมีรูปแบบที่แน่นอน คือ เมื่อเราได้รับ feed จะอ่านแต่หัวเรื่องและจะกดอ่านเฉพาะเรื่องที่สนใจ (แน่นอนว่า feed ที่รับมานั้นมาจาก website และ Blog ที่เราสนใจอยู่แล้วครับ แต่ไม่ใช่ว่าทุกเนื้อความเราจะสนใจถูกมั้ยล่ะครับ) เมื่อเปิดออกมาแล้วถ้าหากว่าเนื้อความไม่เกิน 1 ก้อนหน้าจอผมก็อ่านมันทันทีได้เลย หากว่าเราสนใจจริงๆ แต่ถ้าหากว่ายาวกว่านั้น จะพิจารณาก่อนว่ามันน่าสนใจจริงๆหรือไม่ โดยการอ่าน sub header หรือหัวเรื่องย่อย และอ่านเฉพาะตอนต้นๆของย่อหน้า (เป็นแนวคิดที่กลับทางกันถ้าหากว่าเป็นคนเขียนก็จะเขียนหัวเรื่องย่อย และ เขียนเนื้อความจูงใจให้อ่านแบบสรุปๆที่ต้นๆย่อหน้า) เท่านี้เราก็บอกได้แล้วว่าน่าอ่านหรือไม่ แล้วถ้าหากว่าน่าอ่านจริงผมจะเลือกที่จะอ่านเลย หาก ตอนนั้นชิวอยู่อยากอ่าน แต่ถ้าหากว่ายังไม่อยากอ่านทั้งหมด เพราะว่ายังไม่ว่างมากนักก็จะกดปุ่ม star เพื่อบอกกับตัวเองว่าเดี๋ยวจะกลับมาอ่าน แต่ไม่ได้เป็นเนื้อความที่ unread นะครับเพราะเราจะแยกแยะไม่ออกว่า มันคือเรื่องที่ยังไม่ได้อ่านหรือเรื่องที่เราสนใจเพื่อจะกลับมาอ่านอีกครั้งเมื่อมีเวลาและสมาธิครับ  เพียงแค่นี้การคัดกรองเนื้อความ และการอ่านรวมๆก็จะทำให้เรารับรู้เนื้อความได้แล้ว แล้วแต่ focus ว่าเราจะเพ่งอ่านเนื้อความนั้นในระดับใดครับ

โดยสรุป ผมจะใช้งาน Google reader เป็นหลักครับ นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณยังไม่ได้ใช้ให้หันมาใช้เสียเพื่อให้การรับเนื้อความจากเว็ปหรือ blog ที่เป็นเนื้อหาแนวของคุณนั้นเข้าถึงตัวคุณได้ง่าย และ ไม่เป็นการโหดร้ายเกินไปเพื่อที่จะได้รับเนื้อความเป็นปริมาณที่มากขึ้น โลกเราตอนนี้มันเข้าถึงเนื้อหาได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าหากว่าคุณไม่ได้คิดที่จะหา system มาเพื่อจัดการ โดยการคัดกรอง เลือกเนื้อหา และเน้นอ่าน focus เป็นบางจุดแล้วล่ะก็จะทำให้คุณสติแตกได้ครับ (มีคนเคยบ่นว่า เนื้อหาเยอะจัดทำให้ตัวเค้าเหล่านั้นสมาธิสั้นลง ซึ่งนั้นก็แปลว่าเค้าเหล่านั้นไม่รู้ว่าจะจัดการ ในเรื่องของการคัดกรองเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างไร มีแต่การ Bookmark เป็นเครื่องมือเดียวในการจัดการเนื้อความที่อยากอ่านเหล่านั้นครับ เหนื่อยหน่อยน่ะครับแบบนั้น)

รู้ไว้ก่อนจะลงมือ Create เนื้อความใน Blog : Basic Blogging พื้นฐานการ Blog ที่น่าทำ

Blogตอนนี้น้องๆผมก็ต้อง Blog ซะอย่างงั้น แต่อยากจะ list ออกมาสักหน่อยว่า เราจะต้องคิดเรื่องอะไรบ้างเพื่อที่จะทำให้การ Blog ครั้งนั้นๆ ดูดีแล้วก็น่าจะมีประโยชน์ต่อการทำ ON Page SEO สักหน่อยน่ะครับ งั้นมาดูดีกว่าว่าถ้าหากว่าจะ Blog ให้ได้หน้า page หรือหน้า post นั้นได้ดีเนี่ยะ น่าจะทำยังไงกัน ?

คิดก่อนว่าจะมุ่งเป้าคีย์เวริ์ดอะไรดีและหาว่าคนค้นคำนั้นเยอะแค่ไหน ?

เรื่องของ Keyword นี้คุณต้องหาเสียก่อนว่าจะเลือกเอา Keyword อะไรน่ะครับ แล้ววิธีการได้มาซื้อ Keyword นั้นก็มีเยอะแยะหลากวิธีการครับ ถ้าหากว่าผมพูดสั้นๆก็จะได้ความว่า เราก็คิด Keyword List ออกมาเป็นกระตั้ก เป็นปึกๆ แล้วก็ทำการ List เข้า Google adwords แน่นอนว่าในนั้นจะ estimate ประมาณการ search ด้วย Keyword นั้นๆไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าผมก็จ่ายเงินจริงเอาเลย ตั้งค่าใช้จ่ายต่อวันแล้วก็เปิดให้คนค้นหาจริง เราจะได้ impression ของ Keyword นั้นๆออกมาจริงๆอย่างไม่น่าเชื่อ พร้อมทั้งเสียเงินน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณอยากรู้เร็วก็ปรับตังค์ให้เยอะหน่อย แล้วก็เข้ามาดูถี่มากๆน่ะครับ เราจะรู้น่ะครับ คนค้นหาคำๆไหนมากสุดๆแล้วที่มัน มีความความสัมพันธ์กับ website ของเราจริงๆน่ะครับ วิธีการดูแบบนี้เราจะได้ข้อมูล impression (ปริมาณการแสดงผลที่หน้า Google Search Result page) ได้ทันทีทันใดครับ อ้อ ถ้าหากว่าไม่อยากยุ่งยากมาก และเพื่อให้ได้ stats จริง เราปรับ max Bid สำหรับ Keyword ทั้งหมดให้เยอะหน่อยแล้วกันนะครับ จะได้ไม่หลุดหน้าแรก แล้วมันก็ไม่ show เอาซะอย่างงั้น

ทำตัวหนาเป็น H1 และ H2 ให้กับ Keyword นั้นๆ

ถ้าหากว่าคุณทำอย่างข้อตะกี้ ผมว่าเราก็น่าจะได้ Keyword มาแล้ว ว่าคนค้นหาคำไหนกันเยอะแค่ไหน แล้วก็คู่แข่งมันโหดร้ายแค่ไหน (แนนอนว่ามันสะท้อนจากค่าเงิน ! ที่คุณจ่ายไปต่อ Click น่ะหละครับ >< ถาหากว่าแพงจัดๆ ก็เดาเอาไว้ได้ว่า คำๆนั้นมีการแข่งกันเย้อะแยะอย่างจริงจัง แล้วถ้าหากว่า keyword ไหนนี่ไม่เก็บตังค์เราเท่าไหร่ แสดงว่าชิวเอามากๆ แล้วก็ไม่ได้แย่งอะไรสบาย แฮ ..) ทีนี้เราก็เอา Keyword เหล่านั้น มาใส่ tag H1 , H2 เพื่อให้เหมือนกับว่ามันเป็นหัวเรื่อง หัวพารากราฟ ครับ อากู๋ ( Google ) แกก็จะมองว่า เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆน่ะครับ แล้วก็เหมือนกับว่า คนเค้าเล่าต่อกันมาว่าถ้าหากว่า อยากจะเน้น Keyword ไหนก็เอาไปไว้เป็นคำแรกๆของหัวเรื่องด้วย ยังกะ Google จะขี้เกียจอ่านให้มันยาวๆซะอย่างงั้นน่ะครับ เฮอะๆ

ในเนื้อความใส่รูปด้วยแล้วก็ใส่ Properties อื่นๆให้ครบ

รูปภาพที่ใส่ คุณอาจจะเอาภาพที่โหลดได้เร็วมาใช้งานจะดีกว่า ภาพที่ใหญ่โตโหลดได้ช้า วิธีการสร้างภาพที่โหลดเร็วก็คือ เปิด Photoshop แล้วก็ Save as web site ในนั้นก่อนที่จะทำการ save มันก็จะบอกว่า Size ของภาพมันใหญ่แค่ไหน ยิ่งเล็กยิ่งดี เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณขายเนื้อความไม่ได้เป็นเนื้อภาพ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากที่จะทำให้ภาพมันละเอียดใหญ่โตครับ นอกจากนี้ผมก็แนะนำว่าใส่ ALT ให้ครบ ด้วย Keyword ที่เรากำหนดเป็นเป้าหมาย เข้าไป แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวซะตรงๆครับ

ภาพนั้นๆ ควรจะเป็นภาพที่แสดงเต็มๆ โดยไม่มีการย่อ เพราะ อากู๋ชอบมองว่า ภาพก็ออกจะใหญ่แต่ว่าอยากจะแสดงให้เล็กๆแค่นี้ ทำไมต้องมาย่อล่ะ นอกจากหนักแล้วยังจะถึกอีกด้วย ภาพก็บี้ๆไม่สวยอีกตะหาก เพราะงั้นแล้ว ส่วนตัวผมจะไม่ย่อภาพครับ ถ้าอยากจะใส่ภาพก็แนะนำย่อจากด้านนอกมาให้ได้ขนาดพอดีมาเลยจะดีกว่าครับผม

ใส่ตารางซะบ้างในเนื้อความก็ไม่เสียหา
ยอะไร

เค้าเล่ากันว่า ถ้าหากว่าหน้าที่มีอะไรต่อมิอะไรครบ อากู๋เหมือนจะชอบมากกว่าหน้าที่ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เพราะงั้น เราใส่ตารางเข้าไปบ้าง เพื่อเป็นกั้นภาพกับ text ออกจากกันบ้างครับ ผมขอบอกอีกหน่อยว่าหน้า page ที่คนเข้าเยอะสุดใน website rackmanagerpro.com นี้ หน้านั้นมีตารางน่ะครับ แต่ก็อีก ผมบอกไม่ได้หรอกว่ามันมาจากเรื่องนี้ตรงๆเท่านั้นน่ะครับ แต่ว่าเราสร้างไว้บ้างมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรจริงเหรอป่าวล่ะครับ

สร้าง internal Link กันเองใน Blog บ้างก็ดีนะ

พอพิมพ์จบก็มาดูเสียหน่อยว่า Keyword ที่อยู่ในเนื้อความเรานั้น มันมีคำๆไหนเหรอป่าวที่อยากจะ link ไปหน้าไหนของเราเอง (ไม่ใช่ของคนอื่นน่ะครับ) แล้วก็จัดการ link ไปซะเลยน่ะครับ แต่ว่าอย่าทำให้มันมาก มันดูน่าเกลียด เอาแบบว่าให้มันอ่านรู้เรื่อง แล้วก็ link ไม่เยอะเกินไปจะดีกว่าครับ ทำให้คนที่หลงเข้ามาอ่าน อ่านรู้เรื่องครับ

link ออกนอก website ตัวเองใน NoFollow ด้วยครับ

มันไม่ได้เป็นการเห็นแก่ตัวอะไรหรอกกับการแค่ส่ง Traffic ไปแต่ว่าไม่ได้ส่งพลังลมปราชญ์ตามไปด้วย เพราะการใส่ NoFollow เป็นการตัดสายพลังที่ไหลผ่านเข้าหน้า website เรา แล้วออกไปหน้าคนอื่นครับ ยกเว้นว่าเป็นเว็ปพันมิตร หรือเว็ปตัวเองแต่ว่าเป็น URL อื่นๆครับ สั้นๆคิดแค่นี้แล้วกันนะครับว่า เป็น external link (ไปหาคนอื่น) ก็ใส่ NoFollow ด้วยล่ะครับกันนะครับอย่าลืม

ใส่ตัวหนา ตัวเอียง ใส่สีในเนื้อความบ้างก็ได้กับคำที่คุณเน้น

การใส่ตัวหนาเอียงแล้วก็ใส่สีมันเป็นการทำให้เนื้อความอ่านได้ง่ายขึ้น แล้วคนอ่าน ก็ get idea ได้เร็วกว่าเดิมว่า เราเน้นอะไร! ซึ่งเรื่องพวกนี้ผมไม่ค่อยจะทำน่ะครับ (ความขี้เกียจเข้าแทรกว่าอย่างงั้น ลมปราญไหลออก พลังชี่ลด .. โม้ไปนั่น )

กด Enter เพื่อเว้นย่อหน้า สร้าง paragraph ใหม่

อันนี้เอาไว้ดักคนอ่านน่ะครับ ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับ SEO เหรอป่าว เกี่ยวตรงว่าถ้าหากว่าคนอ่าน อ่านได้นานมันก็จะทำให้หน้า page นั้นหรือ post นั้นมันมีอะไรดี คนเข้ามาผ่านทาง อากู๋ Google แล้วก็อากู๋แกก็รับรู้ได้ว่า ส่งคนมาถูกทีเพราะว่าอ่านกันเยอะคน เหลือเกินแล้วก็นานเหลือเกินเหมือนว่า เนื้อความโดนใจน่ะครับ

ผมว่าคงต้องหยุดเพียงเท่านี้ก่อนเพราะ มันมีอีกเรื่องก็คือ คุณไม่ควรจะพิมพ์เนื้อความเป็น text ยาวเป็นกิโลๆ เหมือนกับที่ผมทำสักเท่าไหร่ แนะนำว่า อาจจะเป็นเป็น post หลายๆอันแล้วก็ ทำเหมือนเป็น POST เพื่อสรุป แล้วก็ link ไปแทน เพื่อให้เกิดจำนวน page เฉลี่ยตัวหัวต่อคนมากขึ้นนะครับ ซึ่งผมไม่ทำสักเท่าไหร่เพราะว่า ไม่มีพลัง แต่มันเป็นพฤติกรรมที่ดีในการ Blogging น่ะครับแนะนำๆ (สอนคนอื่นบอกคนอื่นแต่ว่าตัวเองไม่ทำซะงั้น ฟังดูไม่ค่อยมี credit สักเท่าไหร่เนาะ เฮอะๆ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...