Donut กับการ packing มีผลต่ออารมณ์และสายตาอย่างแรงจนแทบไม่น่าเชื่อ

packing-package-donut
เมื่อประมาณสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสสยามพาราก้อน แล้วก็เหลือบมองไปเห็นว่าร้าน โดนัท ที่ผมสังเกต และเดินผ่านเป็นประจำนั้น ปรากฏว่า คิวที่เห็นนั้นสั้นลงไปมาก ทำให้ได้เป็นคลื่นลูกที่สอง เพื่อลองดูว่า ร้านเค้ามีอะไรให้เลือกบ้าง แล้วหน้าร้านเป็นอย่างไร ? อาจจะแปลกใจว่า ทำไมผมไม่เคยเห็นหน้าร้านทั้งๆที่เดินผ่านประจำ เหตุผลก็ตรงไปตรงมาน่ะครับ เพราะ แต่ก่อนร้าน Donut ร้านนี้ คนต่อคิวกันเยอะ ทำให้บังหน้าร้านทั้งหมด เรียกได้ว่า บังมิดทำให้ผมแม้ว่าจะเดินผ่านก็มองไม่เห็นอยู่ดีว่าเค้ามีหน้าอะไรให้เลือกบ้าง หรือ ร้านเค้าวางของขายกันอย่างไร

เมื่อคิวมันสั้นแล้ว ทำให้ผมมีโอกาสได้คิดที่จะลองเข้าไปต่อคิว โดยเมื่อเดินไปต่อแล้วก็งงเล็กน้อย เพราะว่า มีการแยกคิวระหว่างคนที่กะว่าจะมาซื้อ donut ประเภทหน้าที่เป็นแบบ original หน้าธรรมดา และ แบบหน้าที่เป็นอื่นๆ ออกจากกันครับ ซึ่งผมว่าเป็นวิธีการที่ฉลาดในการเพิ่มอัตราการซื้อให้มากขึ้นครับ เพราะว่าจริงๆแล้ว ถ้าหากว่าคนที่จะมาต่อคิวเพื่อซื้อหน้าปกติจะจัดโดนัทเข้าในกล่องและจ่ายเงินได้เร็วกว่า และมันจะเร็วกว่าที่จะต้องมารอรับ order เพื่อให้ลูกค้าเลือกว่าจะเอาหน้าอะไรบ้าง จำนวนกี่ชิ้นบ้าง อยู่เยอะนาทีครับ ทำให้ flow การไหลของคิวหน้า original เร็วกว่าเป็นไหนๆ

แม้ว่าคิวของโดนัทแบบปกติจะเร็วแต่ผมก็ไม่ได้ไปต่อหรอกนะครับ เพราะว่าผมเคยกินโดนัทหน้าปกติของเค้าแล้ว โดนการซื้โดนัทผีบนทางเท้าแล้วครับ ก็กินแล้วไม่ค่อยเท่าไหร่ เอาให้คนอื่นกินก็ไม่ได้มีคนชอบแต่ประการใด ทำให้เลิกคิดที่จะซื้อแบบธรรมดากินแล้วล่ะครับ ผมก็เลยเดินไปต่อคิวเพื่อได้มีโอกาสเข้าไปเลือกหน้าอื่นๆ ว่าจะมีหน้าแบบไหนที่คิดว่าน่าอร่อยจะได้เอามากินดูน่ะครับ (ดีใจๆมีคนซื้อให้อีกต่างหาก) ปรากฏว่า คิวที่ผมต่อนั้นกินเวลาประมาณสัก 15 นาทีเห็นจะได้ แล้วสีหน้าทุกคนก็ไม่ได้คิดว่านี่คือการรอแต่ประการใด เพราะ ทุกคนก็จะเอามือถือออกมาเล่น หรือว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องต่อกันสองคนเพื่อที่จะมีคนคุยด้วยระหว่างการรอนั้น (เพราะว่าใครๆก็รู้อยู่แล้วล่ะครับว่า จะซื้อโดนัทนี่ก็ต้องรอ ไม่ได้เหมือนกับร้านปกติที่จะเดินเข้าไปเลือก แล้วก็จ่ายเงินได้ทันที)

เมื่อไปถึงหน้าร้านซึ่งอย่างที่ผมบอกไปคือผมไม่เคยเห็นหน้าร้านของร้านนี้จริงๆ ก็จะมีหน้าให้เลือกไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าที่วางไม่พอหรือเปล่า (หรือว่าเค้าทำได้ไม่หลากหลายด้วยกำลังการผลิตที่ต่ำกว่าความต้องการ) ผมก็เลือกเท่าที่จะมีให้เลือกครับ ซึ่งส่วนตัวแล้ว ผมจะชอบกินอะไรที่เกี่ยวกับ chocolate ก็จะเลือกอะไรแต่ chocolate ครับ แต่เนื่องจาก พนักงานร้านจะไม่ทำการ pack แยกครับคือ ถ้าหากว่าจะซือ้เป็นราคา pack แบบ 12 ชิ้นก็ต้องเอากล่องเค้ากล่องเดียว จะแยกกล่องออกมาไม่ได้ แต่ว่าผมอยากจะแยกนี่หน่า ทำยังไงได้ ก็ต้องเอากล่องของเค้าแล้วก็มา packing กันเองอีกทีครับ โดยเอาถุงพลาสติกมาแยกใส่อีกทีหนึ่ง แต่ก็พบเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมากอยู่ประการก็คือ การ packing นั้นมีผลต่อภาพลักษณ์ของสินค้าอย่างน่าตกใจมากๆ

ถ้าหากว่าคุณดูภาพด้านบนจะเห็นได้ว่าผมเอา Donut ประมาณ 6 ชิ้นใส่เข้าไปในถุง plastic แบบไม่มี logo หรือยี่ห้อปะหน้าแต่ประการใด ถุงจะเป็นสีเหลืองๆ เหมือนกับร้านของปาท่องโก๋ทั่วไป ทำให้เมื่อเอาโดนัทใส่เข้าไปแล้ว มองไม่ออกว่ามันคือโดนัทอีกต่อไป ไม่มียี่ห้อบอกว่าน่าคือโดนัทยี่ห้ออะไร ไม่มีแม้กระทั่งบอกว่า มันคือโดนัทที่ทุกคนต้องมาต่อคิวซื้อกัน (แม้ว่าจะแค่สิบห้านาทีเท่านั้นก็ตามที) แล้วที่มากกว่านั้นมันมองเหมือนกับ "ปาท่องโก๋" ทุกประการ เมื่อเปิดถุงมอง donut เหล่านั้นจาก TOPVIEW เข้าไปในถุงที่จะเห็นเนื้อแป้งกองๆอยู่ มองยังก็มองไม่ออกว่าเป็นโดนัทครับ ความหรูหรา ดูดีมีราคาตกลงอย่างน่าตกใจ ผมก็เลยไม่แปลกใจนักหรอกครับว่าทำไมเค้าไม่แยกกล่องหรือว่าใส่ถุงอะไรก็ได้มาให้ผมตอนที่ผมขอพนักงานเค้าให้แยกถุงมาให้ (เค้าก็แค่บอกผมไม่มีถุงแยกเท่านั้นเองล่ะครับ)

เมื่อคิวสั้นลง ทำให้กลุ่มคน กลุ่มที่สองที่ไม่อยากรอคิวอะไรนานเกินไป (30 – 60 นาทีผมว่ามันนานเกิน) เข้ามาต่อคิวแบบนี้ ทำให้คนกลุ่มใหม่นี้ได้ทดสอบ ทดลองกินกันครับ แต่ทุกอย่างเป็นไปตามคาดครับ คือ คิวจะต้องสั้นลงเรื่อยๆ ลงไม่เหลือคิวเพื่อที่จะซื้อ ถ้าหากว่าทางร้านไม่ได้กำหนดให้มีการผลิตที่หน่วงคนให้เข้าคิวไว้ เพราะ การมีคิวนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้ดึงดูดคนเข้าร้าน หากว่า การ packing เลือกโดนัท ทำได้เร็ว จะทำให้คิวสั้นเหลือเสียจนหน้าร้านไม่น่าสนใจได้ครับ แต่ผมว่านะสักวันร้านโดนัทร้านนี้ก็จะต้องเหมือนกับร้านอื่นๆ เพราะ รสชาติก็ไม่ได้ดีเด่นเป็นพิเศษอะไร แค่ว่าเป็นเรื่องกระแสความบ้าเห่อของคนกรุงฯเท่านั้นเองครับ แล้วผมจะรอดูร้านโดนัทร้านนี้ว่าเมื่อไหร่ waiting time ของร้านจะเข้าใกล้ศูนย์ครับ

เรื่องง่ายๆที่ต้องระวังและเรื่องที่พึงกระทำถ้าคุณมีร้าน offline และมี website Online

ถ้าหากว่าคุณมีหน้าร้านค้าจริงๆ แล้วอยากจะทำการ promote ผ่านหน้า web online แล้วล่ะก็สิ่งที่จะต้องระวังที่คุณอาจจะคิดไม่ถึงนั้นมีอยู่เยอะประการครับ ทีนี้ผมจะทำการสรุปเอาไว้เป็นประเด็นๆเลยดีกว่าว่า ถ้าหากว่าอยากจะทำนั้น คุณจะต้องระวังเรื่องอะไรกันมั่ง หรือ มีเรื่องอะไรที่น่าทำมั่งมั้ยน้อ .. อ่านได้จากบทความนี้เลยอ่ะครับ

Domain name ไม่ได้สื่อถึงร้านของคุณ

เช่นถ้าหากว่าคุณชื่อร้านกิ้กกู่คุณก็ต้องหา Domain name อะไรที่เกี่ยวข้องครับ เพื่อสื่อสารให้คนที่หลงเข้ามาที่หน้าร้านของคุณนั้น รู้แน่ชัดว่าเข้าถูกร้าน และ มันมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับร้านค้าโลกจริงของคุณครับ ไม่ใช่ว่าชือ่ domain name อย่างนึงแล้ว ชื่อหน้าร้านโลกจริงของคุณเป็นอีกชื่อนึงไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้อง หรือเหมือนกันแม้แต่น้อยก็จะทำให้เกิดความสับสนได้งวยงงได้น่ะครับ ความคิดนี้แม้ว่าจะเป็นความคิดพื้นฐาน แต่ก็มีคนงงๆ ตั้งมันคนละแบบแล้วน่ะครับ แอบเห็นพวกผู้ประกอบการบางคนทำอย่างงั้นน่ะครับ แปลกดีไม่เข้าใจเหมือนกันว่าละเมอหรือว่าไม่ระวังกันแน่ ?  แล้วก้ไม่แนะนำ ชื่อร้านแล้วต่อคำหน้าด้วย The หรือ Siteตามหลังน่ะครับ เพราะมันทำให้ดูเว็ปเป็นเว็ปรองๆกว่าเว็ปที่ไม่มีคำเหล่านั้นครับ ถ้าหากว่าเป็นไปได้ แนะนำในทางกลับกันคือว่าให้เลือก Domain name เสียก่อนแล้ว ค่อยตั้งชื่อร้านจะดีกว่าครับ 

1273063625_ktip TIP : ถ้าหากว่า domain name ของคุณมีเจ้าของแล้ว ไม่ว่าจะเป็น dot com หรือว่า dot net แนะนำว่าถ้าลูกค้าคุณเป็นคนไทยและคุณเป็นคนไทยแล้ว จะมีอีกทางเลือกที่ดีไม่ใช่น้อยก็คือ การใช้ สกุล ดอทไอเอ็นดอททีเอชครับผม (.in.th) มันจะอ่านได้ อินไทย หรือสื่อความได้ว่า มันอยู่ในประเทศไทยน่ะครับ เพราะว่า ถ้าอยากจะใช้ dot นี้คุณต้องเป็นคนไทยเท่านั้นน่ะครับ

Continue reading

ตัวชี้วัดที่ร้านแบบ offline โดยใช้ concept ของ online มาประยุกต์วัด

(วันนี้อาจจะมาแปลกนิดหน่อยเพราะว่เนือ้หาเกือบทั้งหมดจะเป็นเรื่อง offline เกี่ยวกับร้านค้า แต่ก็หาเรื่องเอามาเทียบร้านค้าแบบ online น่ะหละครับ)

แน่นอนว่าถ้าหากว่าคนที่เปิดร้านค้าแบบ offline เรียกว่าจะเป้นร้านค้าจริงๆที่มีคนเดิมผ่านไปผ่านมาเราสามารถที่จะกำหนดตัวชี้วัดได้เช่นเดียวกัน คล้ายหรือเหมือนกับโลก online โดยอาจจะใช้ศัพท์แสงแบบเดียวกันมาประยุกต์ใช้ได้เหมือนกันแต่ แน่นอนว่าวิธีการเก็บข้อมูลจะไม่ได้ทำได้ง่ายๆเหมือนกับที่หน้าร้าน online ทำได้

หน้าร้าน offline หรือร้านค้าจริงบนโลกเรานั้นจะมีพนักงานอยู่เพื่อที่จะทำการพูดคุยกับลูกค้าและตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วทันที เป็นการใช้ข้อมูลลูกค้าทางตรงแต่ทางตรงกันข้ามแล้ว การเก็บข้อมูลของลูกค้านั้นกลับทำได้ยากกว่า จะต้องออกแรงคิดเพื่อที่จะประเมินให้ได้ว่า หน้าร้านนั้นดี หรือไม่ดีในปัจจัยใด เพื่อจะมาประเมินต่อไปได้ว่า จะต้องทำการปรับเปลี่ยน factor ใดๆ เพื่อให้มีการซื้อขายที่มากขึ้นมาได้อย่างเป็นระบบ

แนวคิดนี้ผมอาจจะเอามานึกๆเพื่อเทียบกันได้ระหว่าง offline และ online ดังต่อไปนี้ครับ
- ปริมาณคนเข้าร้านที่เดินเข้ามา (new visitor)
แน่นอนว่าถ้าหากว่าคนเข้าร้านมาได้ไม่เยอะมากก็เป็นตัวสะท้อนหนึ่งได้ว่า "ตำแหน่งของพื้นที่ไม่ดี" เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ อันนี้จะไม่มีผลต่ออัตราการซื้อเพราะเราอยากจะวัดคนที่เข้ามาในร้านจริงๆ โดยสิ่งที่จะมีผลต่ออัตราคนเข้าร้านต่อเวลา หรือ ปริมาณคนเข้าร้านต่อวัน อาจจะมีผลมาจาก
    เวลา : วันหยุด หรือ วันทำการ และเวลาทำการ
    ปริมาณคนที่เดินผ่านหน้าร้าน : แน่นอนว่าเป็นสิ่งสะท้อนมาจากเวลา
    ความน่าสนใจในทันทีของสภาพร้าน : ไม่ว่าจะเป็นสินค้า การวางสินค้าให้เห็น หรือแม้กระทั่ง ปริมาณคนที่อยู่ในร้านอยู่แล้ว (ยิ่งเยอะยิ่งน่าสนใจเยอะ)
    ทำเลร้าน : ปัจจัยใหญ่ที่มีผลต่อปริมาณที่เดินผ่านหน้าร้าน
นิยามของปริมาณคนที่เข้าร้านคือ จะต้องกำหนดเอาไว้อย่างแน่นอนนั่นก็หมายความว่า หากว่าคนก้าวเท้าเข้ามาที่ร้านแล้วถือเป็นหนึ่งหน่วยคนที่เดิมเข้ามาที่รัาน ทำการนับได้ทันที

- ปริมาณคนเดินผ่านหน้าร้าน (pass by visitor) จะผลสะท้อนมาจากทำเลที่ตั้งเสียเป็นส่วนใหญ่และสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดราคาค่าเช่าร้านต่อเวลา (โดยมากจะเป็นต่อเดือน เพื่อให้การบริหารคิดต้นทุนทำได้ไม่ยาก) สำหรับร้านค้าแล้วต้นทุนนี้น่าจะเป็นต้นทุนต่อเวลาใหญ่ที่สุดสำหรับร้านค้าปลีกที่มี turn over ของสินค้าเร็ว(แปลว่าสินค้ามันราคาไม่แพงแล้วก็ขายได้ง่ายไม่ต้องดองของนาน)

วิธีการนับ : นับหัวคนที่เดินผ่านหน้าร้านรัศมีจากร้าน 2-3 เมตร หรือถ้าหากว่าร้านเป็นซอยอยู่แล้วก็ทำการนับทั้งหมดที่ผ่าน ไม่ต้องกลัวว่าจะนับซ้ำไม่ซ้ำเพราะจะไม่มีผลมากเท่าไหร่ แต่ว่างานนี้จะเหนื่อยคนนับอย่างแน่นอน  (การนับแบบนี้นับเป็นวันๆไป ไม่ต้องทำตลอดเวลาเพราะว่าเป็นงานและเหนื่อยมากสำหรับคนนับ โดยอาจจะกำหนดนับเพื่อการ calibrate ข้อมูลสองเดือนครั้ง ครั้งละ 1 week และเพื่อให้ดีกว่านั้นอาจจะนับวันหยุดพิเศษเพื่อให้ได้ข้อมูลของวันหยุดพิเศษเพิ่มเติมได้อีก)

- อัตราการออกจากร้านโดยไม่ได้ทำการซื้อขายใดๆ (bounce rate) คิดจากปริมาณคนที่เข้าร้านทั้งหมดเป็นตัวหาร และตัวตั้งคือ คนที่ไม่ได้ทำการซื้อขายใดๆ ได้ผลออกมาเป็น percent ค่าค่านี้จะเป้นตัวสะท้อนถึงความน่าสนใจต่อคนเข้าร้าน แปลว่า เมื่อคนเข้าร้านแล้วเค้าไม่ซื้อของอะไรเลยมากน้อยแค่ไหน หากว่าค

นเล่นไม่ซื้อ

- อัตราที่ลูกค้าเก่าเข้ามาร้านซ้ำ หรือ เกิดการซื้อซ้ำ วิธีการนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลของคนซื้อครั้งก่อนแล้วมีการอ้างอิงถึงข้อมูลนั้นในครั้งถัดมาที่กลับมาซื้อ โดยทั่วไปแล้วถ้าหากเป็นร้านปกติไม่ได้ทำการเก็บข้อมูลเจ้าของร้านจะทำการบันทึกข้อมูลนั้นเอาไว้ในหัวโดยอาศัยความสามารถตามธรรมชาติของมนุษย์ คือ "การจำหน้าได้หรือการระลึกหน้าตาได้" (facial recognition) ที่ไม่ได้เป็นต้นทุนเพิ่มสำหรับการติดตั้งระบบนี้เลย แต่ว่า ณเวลานี้หากว่าจะให้อุปกรณ์ใดๆทำการเปรียบเทียบหน้าตากลับภาพเก่าหรือหน้าตาเก่าๆที่จำไว้ในระบบฐานข้อมูลจะทำได้ยากอยู่ (แต่ว่า Google Picasa จะทำได้แล้วบ้าง หรือ Tools อื่นๆในโลก online เริ่มมีเหตุการจับรับรู้ได้ของหน้าตาได้แล้วบ้าง) ย้อนกลับมาประเด็นที่ร้านค้าธรรมดาจะทำได้ เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นก็คือ การใช้ card ใดๆหรือตัวเลขข้อมูลอ้างอิงใดๆก็ได้ เพื่อดูกับฐานข้อมูลเก่า เช่น BigC ก็จะมี card เพื่อบังคับให้ลดราคา หากว่าไม่ได้บอกร้าน ร้านก็จะไม่ลดราคา นั่นก็เรียกได้ว่าเป็นการบังคับเพื่อให้ระบบการเก็บข้อมูลเกิดขึ้นนั่นเอง ฟังดูแล้วก็เหมือนจะยุ่งยากสักหน่อยหากว่าไม่ไดทำระบบการลดราคาเอาไว้เหมือนอย่าง BigC ตอนนี้ผมก็ยังไม่ภาพการเก็บข้อมูลนี้ไม่ออกว่าจะทำได้อย่างไร ที่ไม่ต้องเสียสละราคาเพื่อที่จะลดได้ ( ยกเว้นว่าจะบวกราคาเอาไว้ก่อน แต่นั่นก็จะใช้ได้สำหรับร้านค้าประเภทที่ไม่มีการต่อรองอีกนั่นเอง เพราะการต่อรองแล้วจะยังคงไว้ซึ่งระบบได้นั่นก็จำเป็นต้องตั้งระบบการต่อรองเข้ามาอีกว่าจะมี step เป็นอย่างไร) เพราะฉะนั้นตอนนี้แนะนำว่าอาจจะใช้เป็นเบอร์โทรศัพท์ก็น่าจะดี เพราะมันเป็นตัวบอก identity (ไม่เคยเห็นว่าคนไหนจะใช้มือถือร่วมกันเท่าไหร่ เคยเห็นแค่ว่าคนหนึ่งๆจะมี โทรศัพท์มากกว่าหนึ่งเครื่องเสียมากกว่า) ถ้าหากว่าอ้างอิงเบอร์โทรศัพท์เดิมก็จะทำการ "ลดราคา on top" ให้อีก เพราะคนนี้ คนลูกค้าตัวจริง! ที่มีการซื้อซ้ำเกิดขึ้นแล้ว (ลูกค้าจะอ้างอิงโทรศัพท์เลขหมายเดิมเพื่อให้การลดราคาพิเศษต่อไป แน่นอนว่าเราอยากจะลดราคาหรือให้อะไรพิเศษๆแก่ลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยเช่นเดียวกัน) สำหรับโลก online แล้วจะเป็น coupon รหัสพิเศษเพื่อให้ตอนที่จะทำการ checkout จ่ายเงิน แล้วก็กรอกรหัสนั้นๆไปก็จะทำการลดเพิ่มเติมเข้าไปอีก แต่แน่นอนอีกว่า สำหรับ online แล้วเหตุผลไม่ได้อยู่ที่ว่าเราต้องการฐานข้อมูลแต่อย่างใดเพราะโดยมากจะมีอยู่แล้วตั้งแต่การซื้อขายครั้งแกรนั่นเอง) ปัญหาคิดย้อนกลับมาที่ว่า ลูกค้าจะบอกเบอร์โทรศัพท์หรือไม่ และจะบอกด้วยเหตุผลเรื่องการซื้อซ้ำนั้นน่าจะทำให้ลูกค้าที่ซื้อของกับร้านค้าหน้าร้านจริงบอกด้วยอัตราที่ร้อยละ 95% ขึ้นไปแล้วหรือไม่ อันนี้ยังเป็นคำถามและเป็นโจทย์ที่ต้องคิดอยู่ว่าจะทำได้อย่างไร หรือว่าจะใช้ตัวบันทึกตัวอื่นจะดีกว่านี้หรือไม่

ถ้าหากว่าอ่านมาทั้งหมดจะพบได้ว่าร้านค้า online จะสะดวกต่อการเก็บข้อมูลเป็นอย่างมาก และเมื่อเทียบกับร้าน offline หรือ ร้านค้าโลกจริง จะทำให้รู้สึกว่าเรื่องเก็บข้อมูลเป็๋นเรื่องทำได้ยากกว่ามากไปเลยได้ (แต่ว่ายังอยู่ในวิสัยที่จะทำได้) สำหรับข้อมูลการนับนั้นสามารถกระทำได้ด้วยเวลาที่เร็วขึ้นได้หากว่ามีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดเอาไว้ที่ร้านแล้วใช้ fast forward เอาเพื่อทำการนับจำนวนคนตามกรณีต่างๆ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาเพื่อคิดวิเคราะห์ตัดสินใจอะไรต่อไปได้  อย่างไรก็ตาม"ยอดขาย" จะ

เป็นตัวสรุปตัวสุดท้ายว่า การดำเนินการของร้านค้านั้นทำได้ดีมากน้อยแค่ไหนต่างหาก แต่ตัวข้อมูลอื่นๆจะเป็นจะเป็นตัวที่บ่งบอกเพื่อให้คนวิเคราะห์ได้ต่อว่าเหตุอะไรกันทำไมกิจกรรมร้านค้านี้ถึงได้ยอดที่ดีหรือไม่ดีต่อไป ไม่ใช่แค่รู้ว่ายอดขายเท่านี้เท่านั้นแล้ว .. ยังไง? ทำไมเดาเอาเองแบบไร้ข้อมูล มันก็จะได้แค่เดาเท่านั้นวันยันค่ำ

NOTE: ยังเหลือการเก็บข้อมูลหลักๆอีกส่วนคือ ตลาด (คนเข้าร้านว่าหน้าตาหรือข้อมูลเป้นอย่างไรเพศอะไร เป็นต้น) ซึ่งแน่นอนอีกว่า online จะเห็นได้น้อยกว่าครับอันนี้ เราสามารถเก็บได้จากกล้องวงจรปิดอีกเหมือนเดิมครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ร้านค้าแบบ offline