แปลงหน้า WordPress blog ของคุณให้ดูดีบน iPad ด้วย Plug-in OnSwipe

บทความนี้เฉพาะคนทีใช้งาน WordPress เท่านั้นและอยากจะประทับใจคนเข้าเว็ปที่เข้าผ่านเครื่อง ipad และ Touch Screen Tablet เท่านั้น อยากรู้ว่าดูดีแค่ไหน งัดเอา iPad ออกมาแล้วพิมพ์ url  rackmanagerpro.com เข้าไปเล้ยครับ ipad-preview วันนี้อยากจะแนะนำ Plug in ตัวหนึ่งที่น่าทึ่งมากสำหรับคนที่ใช้ WordPress เป็น blog เหมือนกับ website rackmanagerpro.com แห่งนี้นะครับ นั่นก็คือ Plug in ที่ชื่อว่า "Onswipe" โดยเจ้า Plug in ตัวนี้จะทำหน้าที่แปลงหน้า Blog ของคุณเมื่อคนอ่านเข้ามาที่เว็ปของคุณด้วยเครื่อง iPad หรืออุปกรณ์อื่นๆ ประเภท Touch Screen ครับ มันจะทำให้การเรียงเนื้อหาของ Web Blog ธรรมดาของคุณ แสดงผลที่หน้า iPad ออกมาได้อย่างหรูหรา (มาก! ขอบอก) หากว่าคุณอยากจะประทับใจ คนอ่านเว็ปของคุณที่ใช้เครื่องมือพวกนี้แล้วล่ะก็ พลาด Plug in ตัวนี้ไม่ได้จริงๆครับ

Settings เบื้องหลังเมื่อลง WordPress Plugin ตัวนี้ที่ชื่อ Onswipe แล้วเป็นอย่างไร ?

การติดตั้งก็จะเหมือนกับ Plug-in ตัวอื่นๆทั่วไปครับ (ผมไม่บอกแล้วกันนะครับว่าทำอย่างไรเพราะว่าหาอ่านได้ทั่วไปครับ) เมื่อติดตั้งแล้วให้ไป Apperence > Onswipe จะมี options ให้กดอีกเล็กน้อย คือจะมีให้เลือกว่า จะให้แสดง Special Theme สำหรับ iPad users หรือไม่ ถ้าหากว่า ติ๊กก็แปลว่าเอาน่ะครับ (ถ้าหากว่าลงแล้วไม่ติ๊กนี่ก็แปลกมากแล้วล่ะครับเพราะว่าเราอยากจะให้คนที่ใช้ iPad เข้าเว็ปเราตื่นตาตื่นใจกับหน้าเว็ปไม่ใช่หรอกหรือ ? ) นอกนั้นก็เรา upload Cover Logo ที่เป็น png ขนาด 200×200 เข้าไปครับ มันจะไปแสดงเป็น logo ตอนที่คนเข้าหน้าแรกผ่าน iPad ครับ โดยพื้นหลังจะต้องเป็นแบบโปร่งใสเท่านั้นเพื่อความสวยงาม แต่ว่าถ้าหากว่าคุณ logo เป็นแบบสีเหลี่ยมpreview-ipad-blog-2จตุรัสอยู่แล้วก็ไมต้องโปร่งแสงก็ได้ แต่ต้องเป็น png เท่านั้นเหมือนเดิมครับผม ส่วนจะมีอีกส่วนหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจแล้ว Google หาดูแล้วก็ยังหาคำตอบไม่ได้ก็คือ Launch Screen Image ที่จะต้องกำหนดให้ใช้เป็น image ขนาด 768 x 1004 px เท่านั้น ซึ่งผมลอง upload file ภาพแล้วทั้งที่เป็น png และ jpg ก็ไม่เห็นว่ามันจะไปปรากฏว่าอะไรที่ไหนน่ะครับ ถ้าหากว่า คุณๆลองดูแล้ว แล้วรุ้ว่ามันไปโผล่ที่ไหน ก็ comment ทิ้งเอาไว้หน่อยนะครับผมจะได้ลองเข้าไปดูว่ามันทำออกมาแล้ว หน้าตามันเป็นอย่างไรกันน่ะครับ

นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นเว็ปไทยๆเหมือนผม ก็จะมีตัวอักษรไทยเป็น header หรือหัวเรื่อง (subject) ของทุก entries คุณจำเป็นต้องเลือก Font ที่เป็น Font Thai ครับ ใน settings ของ Onswipe เองก็จะมี Font ให้เลือกเหมือนกันนะครับ โดยผมทำการเลือก Font Thonburi-Bold (เพราะว่าผมอ่านดูแล้วน่าจะเป็นไทยแท้แต่โบราณแน่นอน เป็น Font ของภาษาอื่นไปไม่ได้เป็นแน่แท้ครับ) เพียงเท่านี้ก็ จะทำให้การแสดงผลของ web blog WordPress ของคุณแสดง หัวเรื่อง เนื้อเรื่องและ ภาพใน Blog ของคุณบน iPad ได้อยู่หรูหราสวยงาม หรูเริด อลังการดาวล้านดวงแล้วล่ะครับ

เอาเป็นว่าลองใช้กันดูเลยแล้วกันนะครับ สำหรับ Plug-in สุดเจ๋งที่ผมแนะนำสำหรับคนที่แอบมี iPad เพื่อที่ตัวเองจะได้ชื่นชม web Blog ของตัวเองครับผม โดดไปที่โหลด Plug-in Onswipe กันได้เลยครับ !

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • wordpress ipad
  • ฟอร์น บัตรสนเท่ห์
  • wordpress ใน ipad plugin
  • wordpress plugin support ipad
  • wordpress ipad plugin
  • font thonburi หน้าตาเป็นอย่างไร
  • plugin วัดคนเข้า blog
  • plugin wordpress สำหรับ ipad
  • plugin wordpress on ipad
  • plugin font wordpress แนะนำ

เนื้อความผมพิมพ์เพื่อเตือนตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่ที่ Blog นี้ (คนอื่นไม่ต้องอ่านก็ได้น่ะครับ)

เหตุผลที่ผมพิมพ์เนื้อความไว้ที่หน้า Blog

เพื่อทำให้ตัวเอง Google เนื้อความหรือเรื่องที่ตัวเองอยากจะ Note เก็บเอาไว้ หรือ อาจจะเรียกได้ว่า เขียนให้ตัวเองอ่าน (เหมือนกับ content นี้น่ะหละ คนอื่นอ่านไปก็งั้นๆ ผมพิมพ์ไว้เพื่อบอกตัวเองโดยแท้)  เรื่องราวที่ผมอยากจะเก็บเอาไว้ก็จะเป็นพวก program freeware ที่ผมเจอมาแล้วก็ถ้าหากว่าผมไป Google อีกทีก็ไม่เจอกันแล้ว เจอหนเดียวแล้วก็ไม่เจอกันอีก แต่ก่อนก็ไม่ได้มี online Bookmarking ซะด้วยซิ ก็เลยใช้พิมพ์ Blog เอาดีกว่าเพราะว่า ใช้ Search Engine ของ Google มาค้นหาเนื้อหาตัวเองได้ด้วยเจ๋งดีน่ะครับ แล้วก็นอกจากนี้ถ้าหากว่าคนอื่นหลงมาอ่านหรือว่าค้นหาเรื่องประมาณเดียวกันก็น่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นต่อไปอีก ไม่ได้มีประโชน์แค่ตัวเองยังไงล่ะครับ

เพื่อทำให้ตัวเองคิดให้ชัดกว่าเดิม 

เหตุผลข้อนี้อาจจะฟังดูแปลกๆ ว่าทำไมการคิดใหชัดคืออะไรผมก็อยากจะบอกไว้ซักหน่อยว่า ผมเชื่อว่า การคิดอยู่ในหัวแล้วไม่ได้บอกกล่าวหรือเขียนออกมาไม่นานนักความคิดเหล่านั้นมันก็จะเลอะเลือนไปครับ หรือไม่ก็ถ้าหากว่าเราคิดว่าเราคิดอะไรได้ เราก็ต้อง note เก็บเอาไว้หรือบันทึกออกมาเพื่อให้มันโดนกลั่นออกมาเป็นเรื่องราวที่บอกคนอื่นต่อได้ เป็นการ จัดภาพความคิดให้กับตัวเอง เห็นภาพที่ตัวเองคิดได้อย่างชัดเจนมากกว่าเดิม เพราะว่าถ้าหากว่าภาพไม่ชัดแล้วไซร้ ฤ จะพิมพ์ออกมาบอกคนอื่นเค้าให้เข้าใจได้ (ว่าไปนั่น)

เพื่อทดสอบว่าการ Blog หาเงินได้

ซึ่ง ณ เวลานี้ผมค่อนข้างมั่นใจมากแล้วว่ามันทำได้จริงๆน่ะครับแล้วก็เชื่อด้วยว่าต้องมีเยอ่ะคนที่ใช้ชีวิตด้วยการ Blogging อย่างเดียวก็มีน่ะครับ ตอนแรกนึกว่าพวกฝรั่งเค้าโม้ซะอีก แต่ว่าแค่ลองแบบไม่ได้ตั้งใจอะไรมากมาย เพราะผมพิมพ์เนื้อความด้วยเหตุผลสองข้อข้างตันแล้ว แล้วประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นรองน่ะครับ ปรากฏว่าผมก็ได้ cash เข้า account ที่เปิดไว้ที่อเมริกาโดยที่ผมไม่คิดจะถอนมันออกน่ะครับ คิดแค่ว่าจะใช้มันยังไงดีซะมากกว่าครับ ^_^

เพื่อฝึกการกลั่นความคิดออกมาเป็น text และพิมพ์ให้เร็วเท่าที่คิด

ผมว่าเป็นทักษะหนึ่งที่รองลงมาจากการอ่านภาษาอังกฤษให้ได้เข้าใจด้วยเวลาอันสั้นครับ เพราะผมอยากจะที่ note ความคิดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน่ที่หน้างานจริงๆ หรือเพื่อเป็นการ reflect  ความคิดของผมเมื่อมีเวลาระหว่างเดินทางหน้าว่าระหว่างเวลาว่างๆน่ะครับ

เพื่อเอาไว้ลองทำการตลาดสินค้าใดๆที่อยากจะทำ

เพราะว่าถ้าหากว่าทักษะนี้ได้เป็นของแถมแล้วไซร้ มันก็จะเป็นเรื่องของอนาคตว่าเราก็จะขายอะไรก็ได้ เพราะว่าสินค้ามันไม่ได้จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่เรารู้จักครับ มันอาจจะเป็นแค่สินค้าที่คุณสนใจใดๆก็ได้ หรือว่าเราอาจจะเอาความรู้ความคิดนี้ไปใช้ในการ promote สินค้าให้กับคนอื่นก็ได้ด้วย อืม .. ก็น่าสนใจน่ะครับ เป็นความรู้ที่ติดตัวแล้ว ผมคิดว่ามีประโยขน์เนาะ

เหตุผลหลักๆของการ Blogging ของผมก็ประมาณนี้ เพราะฉะนั้นแล้วการที่ Google Bot หลงทางไปไม่ได้มา index หน้าผมสักเท่าไหร่ผมก็คิดว่าจริงๆ แล้ว ถ้าหากว่ามองย้อนไปประเด็นแรกๆหรือเหตุผลสำคัญของผมในการ BLog เรื่องที่ Google Bot จะแวะมาหาผมน้อยหน่อยก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องเครียดแต่ประการใดน่ะครับ แต่ว่ามันก็แค่อาจจะ effect เรื่องของการ marketing เสียหน่อยซึ่งก็เป็นเรื่องรองๆ ลงมาแล้วน่ะครับ เอาล่ะ แต่ว่าผมก็จะหาความจริงว่ามันเป็นเพราะอะไรแล้ว ผมก็จะดูอยูดีน่ะครับว่า คนที่ไหลเข้าหน้าเว็ปผมจะทำให้มันเยอะกว่านี้ได้ยังไงเ
พราะว่านานแล้ว rate คนที่เข้ามาที่หน้าเว็ปผมมันก็ไม่ได้ขึ้นมามากมายอะไรสัก (แล้วตอนนีก็ลดลงแล้วอีกตะหาก) ต้องคิดให้ได้ซิครับว่าจะ market content ตัวเองได้ยังไงกันนะ .. สู้ๆ ..

TOPSY.com ดูว่า link คุณโดน retweets ใน Twitter มากแค่ไหน


 TOPSY เป็นเว็ป search ที่ทำหน้าที่ค้นหาคำหรือข้อมูลใดๆก็ได้ที่คนเค้าพูดกันใน Twitter นั้น Link ต่อไปยังที่อื่นที่มีหัวเรื่องที่มีคำที่เราค้นหา (อ่านอีกรอบอาจจะทำให้เข้าใจได้มากขึ้นครับ) ก็แปลว่า ถ้าหากว่าคุณมี website หรือเว็ปบล็อค คุณก็แค่ค้นหาด้วย url ที่เป็น domain name ของคุณดูว่า มีคนเอา link ของคุณไป forward คุยกัน บอกต่อเพื่อนๆขอเค้าเหล่านั้นเยอะแยะแค่ไหน แล้วก็ดูได้ด้วยว่า คนที่บอกต่อนั้นคือใครกัน

ยกตัวอย่างดีกว่า ผมเป็นคนทำเว็ป blog ก็แค่พิมพ์ว่า "rackmanagerpro" เข้าไปหรือว่าอาจจะพิมพ์ว่า "rackmanager" เข้าไปก็ได้ที่ search box ของ topsy.com แค่นั้นผลก็จะแสดงออกมาทันทีเลยว่า มีใครเอาเอา link ผมไปพูดกันใน Twitter ณ เวลาไหน โดยใครครับ

เรียกว่า ระบบค้นหาของ TOPSY.com นี่แปลกกว่าที่อื่นๆมากเพราะว่าไม่ได้ค้นหาเว็ป แต่ว่าหา link หรือเรื่องราวที่คนพูดถึง หรือพูดกันใน Twitter ก็เป็นอีกแนวในการค้นหา ว่าการทำตลาดแบบ viral ได้ผลมากน้อยแค่ไหนก็ได้ครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • คําคมtwitter
  • สถานะโดนๆ ในทวิตเตอร์
  • คําคม twitter
  • คําคมในทวิตเตอร์
  • ลิ้งค์ retweets
  • ทวิต คําคมโดนๆ
  • คําคมในtwitter
  • topsyคืออะไร
  • topsy com คือ อะไร
  • content คํา คม โดน ๆ

ฝากไฟล์ภาพไว้ post ในเว็ปกับ ImageShack เร็วขึ้นด้วย ImageShack uploader

image shack uploading screen
ตอนนี้ imageShack ที่เป็นเว็ปสำหรับให้ upload file ภาพเพื่อเอาไว้แสดงไว้ที่ website เป็น direct link หรือว่าเอาไว้ปะ post ตาม forum หรือว่าภาพเพื่อการประกาศขายสินค้าใดๆ สามารถที่จะ upload files ภาพได้ง่ายและเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนมากด้วย การใช้ software uploader ของ imageShack เองน่ะครับ อันนี้ผมลองดูแล้วเร็วกว่าเดิมมากๆ มากกว่าการที่จะต้องไป upload file ภาพผ่านหน้าเว็ป (แหงล่ะ drag and drop file ได้มันก็เร็วกว่าเห็นๆ ) ยังไงซะถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ต้อง Post ภาพ หรือว่าจะภาพไปปะไว้ในเว็ปตัวเองหรือว่าเว็ปอื่นๆแล้วล่ะก็ upload file ภาพจาก imageShack ผ่าน software เล็กๆตัวนี้เร็วกว่าเป็นไหนๆ แนะนำน่ะครับ

โดดไปโหลด ImageShack uploader ได้จากที่นี่เลยดีกว่าครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • imageshack
  • Imageshack Uploader
  • ฝากไฟล์รูปi phone

ตรวจจับการ copy feed หรือเนื้อความของเราผ่าน CopyGator.com ครับ


สำหรับคนขี้กลัว กลัว่ว่า content ที่พิมพ์ๆมาจะมีคน copy แล้วก็เอาไป post ปะไว้ที่อื่นๆ แบบไม่ได้ส่ง link กลับมาหาเราเลย แถมยังเอาไปทำ ads ใส่ไว้อีกตะหากมันก็น่าเจ็บใจอยู่น่ะครับ เพราะงั้นเพื่อเป็นการกันเอาไว้ดีกว่าแก้ให้ลอง สมัครใช้บริการของ CopyGator.com น่าจะดีน่ะครับ เพราะมันจะดูแลให้ว่าถ้าหากว่ามันเจอ content ที่ผ่านระบบ feed auto ไปแสดงที่อื่นๆ หรือที่หน้า blog อื่นๆแล้วล่ะก็มันจะทำการส่งสรุปเป็น email มาหาเราเป็นรายวันหรือรายเดือน หรือสัปดาห์ก็แล้วแต่ว่าเราจะตั้งเอาไว้เท่าไหร่น่ะคับ ลองใช้ดูแล้วกันนะครับ

เมื่อถึงคราวที่ Google Notebook บอกว่า เราเลิกพัฒนา แล้วผมจะเอายังไงต่อไปกับเรื่อง Note ๆของผม..?

Google Notebook จะไม่ทำการพัฒนาต่อแล้วแต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเพราะ ทางทีมงาน post เอาไว้ที่ Blog เค้าแล้วบอกว่าจะเก็บทุกอย่างไว้เหมือนเดิม แล้วก็ให้บริการเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรลบหายออกไปจากสารระบบ นั่นก็เพียงพอแล้วที่ผมจะใช้งานอยู่ที่เดิม เพราะ ผมก็ไม่ได้ใช้ Function อะไรพิศดารไม่ว่าจะเป็นการ clip ภาพหรือว่าข้อความจะเว็ปต่างๆเข้ามาผ่านทาง FIrefox (อันนี้ผมไม่ได้ทำน่ะครับ ) สิ่งที่ผมทำก็แค่ว่า “พิมพ์ทุกอย่างที่อยากจะจดเอาไว้” เท่านั้นเอง แล้วผมพิมพ์แล้วมันได้อะไร แน่นอนว่าผมไม่จำอะไรอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นวิธีการตั้งค่าโปรแกรมต่างๆ หรือว่าว่าผมซื้ออะไรมาจากที่ไหน ซื้อมาด้วยเหตุผลอะไร แล้วมันซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่ามันหยุดอายุเมื่อไหร่ (แต่ว่าสำหรับวันหมดอายุผมจะไปตั้ง sms ให้ส่งข้อความมาจาก Google calender ก่อนสัปดาห์นึงก่อนที่มันจะหมดอายุไป เพราะถ้าหากว่ามันมีอะไรเจ้งจะเอาไปซ่อมก่อนน่ะครับ) พิมพ์จดเนื้อความอะไรที่ปกติผมพิมพ์ใน Notepad แต่ว่าไม่รู้จะเอาไป save ไว้ไหนเพราะว่าอยากจะเรียกออกมาได้จากทุกที่ ทุกคอมพิวเตอร์ที่ผมใช้งานเพื่อเอามาอ้างอิงหรือว่าพิมพ์เพิ่มเติมต่อไปได้อีก .. ทั้งหมดนี้แน่นอนว่ามัน searchable หรือว่าเรียกว่าค้นหาได้สะดวกการ tag หรือว่า keyword ที่ผมพิมพ์เข้าไปที่เนื้อหาอย่างจงใจทำให้อะไรๆ ที่ผมพิมพ์เข้าไปมันค้นหาได้น่ะครับ ไม่เหมือนกับ Notebook บนโลกจริงที่มันค้นหาได้ก็ต่อเมื่อเปิดย้อนกลับไปแล้วก็ให้ตาเราดูแน่นอนว่าช้ากว่ากันเป็นไหนๆ ..

สำหรับการประกาศปิดการพัฒนา (มันไม่ได้ปิดตัวน่ะครับ) ก็ไม่ได้ทำให้ผมต้องกระวนกระวายว่า จะต้องทำอะไรกับมันเท่าไหร่นักเพราะว่า concept แนวคิดที่ว่าอะไรๆก็อยู่ที่ online ทั้งหมดนั้น สักวันหนึ่งไม่ว่าจะเป็น Google หรือว่าที่ไหนก็แล้วแต่สามารถที่จะปิดตัวเองลงไปได้ ไม่ว่าจะ web นั้นๆจะมีการเก็บเงินหรือไม่ก็ตาม (แต่ว่าถ้าแน่นอนว่า web ที่เค้าเปิดมาแล้วหาเงินไม่ได้หรือคิดไม่ออกว่าจะหาเงินกะมันยังไงก็มีแนวโน้มที่จะปิดตัวลงได้มากกว่าอย่างแน่นอนน่ะครับ ) ก็ต้องเข้าใจเรื่องนี้ว่า เนื้อหาอะไรก็ตามหากว่าเว็ปปิดหรือไม่ให้บริการอีกต่อไปก็เป็นสิทธิ์ที่เค้าจะทำได้ เราต้องรู้เรื่องนี้อยู่ในหัวเอาไว้แต่แรกทั้งนี้ หากว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรทำนองนี้ต่อเว็ปที่ผมกระทบรุนแรงมากกว่านี้ก็ต้องมีการประกาศเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อให้คนที่ใช้บริการอพยพเนื้อหาโดยทางเว็ปเองก็น่าจะบอกด้วยว่าน่าจะทำอะไรอย่างไรด้วยวิธีการใด หรือออกแบบวิธีการอพยพเนื้อหาเอาไว้ให้ด้วยอีกต่อหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกกับคนที่เค้าใช้งานกันอยู่ครับ

เอาเป็นว่าคิดอย่างงี้แล้วกันไม่ว่า file ภาพที่ฝากไว้ที่เว็ป หรือว่า ภาพที่เราเก็บเอาไว้เป็นกระดาษที่พิมพ์ออกมาแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันจะต้องหายหรือเสื่อมสลายไปท้ายที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ไม่ว่าการฝาก host ภาพไว้กับที่ไหนหากว่าเค้าจะเลิกก็ต้องหายไป ยังไงคิดแบบนี้เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาประเภทใดก็ตาม มันไม่ได้อยู่ที่เรา มันอยู่ทีคนอื่น ถึงแม้ว่าเค้าจะเชื่อถือได้หรือว่าน่าเชือ่ถือมากๆ มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะอยู่ตลอดไปน่ะครับ

ย้อนกลับมาที่ Google Notebook แม้ว่าจะไม่ได้มีใครไปทำการพัฒนาอะไรต่อ แต่ผมก็จะใช้มันต่อไป เพราะว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ผมจะต้องไปทำอะไรกับมันแต่ สิ่งที่อาจจะต้องทำก็คือ มองหาทางเลือกอื่นๆ ที่จะใช้งานทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งผมก็เริ่มๆดู http://evernote.com ซึ่งผมเคยใช้มาก่อนหน้าที่จะย้ายตัวเองมาใช้ Google Notebook เอาเป็นว่าอาจจะลองๆมองๆดูมาเดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาไปมากแค่ไหนแต่ว่า ดูท่าทางว่า evernote จะมีแนวคิดเหมือนกับที่ต้องการมากที่สุด ณ เวลานี้ครับ เพราะ concept ของ domain name หรือว่า product ของเค้ามีคำว่า “ever!” เรียกว่า จะเก็บเอาไว้ถาวรอย่างน้อยก็ชาตินี้ที่เราอยู่ในภูมิของความเป็นมนุษย์ครับ เดาเอาน่ะครับไม่รู้ว่าเค้าคิดอย่างผมคิดด้วยเหมือนกันเหรอป่าวถ้าคิดเหมือนกันล่ะก็เราฝากเรื่องราว เนื้อความต่างๆที่ อยากจะ Note เอาไว้ที่ evernote แทนก็ได้น่ะครับ สำหรับคนที่อยากลองก็ลองก่อนน่ะครับ ยังไงผมก็ต้องทดสอบใช้งาน Evernote แล้วเอามาพิมพ์บอกว่ามันดีไม่ดียังไงต่อไปอีกครั้งในอนาคตครับผม ..

ผมลืมบอกไปอีกประเด็นน่ะครับก็คือว่า การ convert จะต้องได้เฉพาะภาษาปะกิตเท่านั้น เราไม่สามารถใช้ software ตัวนี้ไม่ว่าจะเป็น version free หรือว่าไม่ free ก็แล้วแต่ มันจะ convert ภาษาไทยไม่ได้เลย อ่านอะไรไม่ออกทั้งนั้นน่ะครับผมลองดูแล้ว แต่ก็อีก .. น่ะหละ ไม่น่าจะได้ใช้เท่าไหร่เพราะว่า เราไม่ค่อยได้มี ebook เป็นภาษาไทยใช้งานกันเท่าไหร่นัก (จากการสังเกตในชีวิตผมเองอ่ะนะครับ แต่ว่าอนาคตอาจจะมีเยอะก็ได้เนาะใครจะไปรู้ )

คุณปิงปองแห่ง th.answers.yahoo.com แวะเข้ามาที่ Blog ลับๆของผมซะงั้น

ผมก็เพิ่งจะว่าคุณปิงปองเข้ามาดูๆว่า BLog ที่ผมเขียนเอาไว้มันมีอะไร ที่ทำแบบนี้ได้ก็เพราะว่าผมก็แวะเข้าไปที่หน้า Blog ของทางคุณ Pingpong เค้าเหมือนกัน มันก็เป็นวิธีการโปรโมตเว็ปอีกอย่างหนึ่งนะครับ คิดว่านะ เพราะว่า ถ้าหากว่ารูป avertar ของเรามันดูดีแปลกตากว่าเค้าหน่อย มันก็จะแสดงโผล่โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ recent reader ที่ส่วนมาก BLogger เค้าจะมีเอาไว้แสดงว่า วันนี้มีคนไหนเข้ามาแวะเวียนที่ Blog เค้ามั่ง จะได้เข้าไปดูว่า เค้ามี Blog แล้วเขียนเนื้อหาเกี่ยวกะอะไร พูดง่ายๆก็คือว่า เนื้อหาก็ผลัดๆกับไปดูผลัดๆกันแวะเวียนวนไปวนมากันแค่นี้น่ะหละครับ

ถ้าคิดว่าเป็นการโปรโมตนี่ผมก็อาจจะแนะนำวิธีดิบๆได้ว่า ให้ไปหาคนที่มี most recent reader แสดงไว้ที่หน้า Blog แล้วก็เก็บ Bookmark เอาไว้ที่ Bookmark folder สักอย่างตั้งชื่อไปว่าอะไรก็ได้ครับ แต่ว่าวัตถุประสงค์ก็คือ ถ้าไม่มีอะไรจะทำก็กด mouse กลาง (สำหรับ Firefox ครับ) ที่ Folder นั้น มันก็จะเปิดหน้าต่าง Blog ทั้งหมดที่เราบันทึกเอาไว้ นั่นก็หมายความว่า หน้าเราก็จะไปโผล่ตรง most reader reader ของทุกคนทั้งๆที่เราไม่ได้อ่านหรอก หรือไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเนื้อหาจะเป็นอะไร (แต่ว่าจริงๆจะดูหน่อยก็ได้นะ) ที่ผมบอกว่าไม่ได้อ่านผ่านหน้าเว็ปก็เพราะว่าผมอ่านจาก Google reader เป็นแบบ Feed อยู่แล้วเนื้อหาหากว่าไมได้มีการ Update ก็จะไม่มี content ใหม่โผล่เข้ามาครับ หรือว่าในทางตรงกันข้ามถ้ามี content ใหม่ก็จะแสดงให้เห็นได้ผ่าน reader ทันทีครับผม

ก็คิดซะว่าเป็นแนวทางในการโปรโมต Blog ตัวเองก็ได้นะครับไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ เพราะว่าถ้าไม่ได้ทำแบบนี้แล้ว เราก็ไม่ได้เข้าไปที่ BLog คนอื่นสักเท่าไหร่หรอกครับ(ก็ด้วยเหตุทีว่าอ่านจาก Google reader น่ะหละครับ) ลองดูไม่มีอะไรเสียหายครับ คนอื่นเห็นเรา เค้าก็ดีใจเหมือนกัน เหมือนกะ
ที่เราเห็นคนอื่นที่หน้า Blog ของเรานี่แหละครับ ยังไงก็อย่างงั้นครับผม

เอาเป็นว่าแอบดีใจเหมือนกันที่คุณปิงปองแวะเข้ามาอ่านอะไรก็ไม่รู้ในนี้น่ะครับ ..

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...