นี่มันเกิดอะไร ทำไม Google Bot หนีหายตายจากเราไป ?

image stat Google bot
ตอนนี้ดูเหมือนกับว่าสถานะการณ์จะไม่ค่อยจะสู้ดีสักเท่าไหร่ ผมไม่ได้หมายถึงการบ้านการเมืองอะไรหรอกนะครับแต่ว่าหมายถึง website อันนี้ของผมเองน่ะหละ อาจจะเป็นเพราะว่ามีการทดสอบทดลองอะไรหลายอย่างทำให้คนที่เข้ามาที่หน้าเว็ปผ่าน SERP (seach engine result page) มันตกลงมากกว่า 10% ของคนที่เข้าทั้งหมด เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้วครับ แต่ว่า ผมยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ เพราะว่า ประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้มากเสียด้วย ทั้งๆที่ก็กำลังศึกษาอยู่ (แต่ก็มีอีกพวกนี้มันมีหลายค่ายหลายสำนักทำให้แต่ละคนคิดหรือแต่ละคนเขียนก็ไม่เหมือนกันน่ะครับ)

ทั้งนี้ผมก็เข้าไปดูที่ Google webmaster tools ของเว็ปนี้ครับ ก็พบความผิดปกติอย่างรุนแรงอยู่อย่างหนึ่งก็คือ Google Bot แวะเข้ามาหาผมแล้วก็ทำการ index แค่ 95 pages ทั้งๆที่แต่ก่อนทำการ index page ทั้งหมด เป็นพันกว่า page เรียกได้ว่าหายไปเยอะมากน่ะครับ ผมก็มานั่งนึกว่าการทีทำแบบนี้เนี่ยะ ผมทำอะไรลงไปที่อาจจะเป็นเหตุทำให้ Google Bot หลีกลี้หลีภัยกัน ..

สมมุติฐานที่ 1 : สิ่งแรกที่ผมทำก็คือ การเปลี่ยน Url จากเดิมที่เป็นภาษาไทยก็มาปรับเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดครับ อาจจะเป็นไปได้ว่า link เสียหายกันหมดก็ว่าได้ ทำให้ Bot เดินไปไหนมาไหนไม่ได้อย่างงั้นเหรอป่าวน้า …

สมมุติฐานที่ 2 : ผมใช้ robots.txt สร้างเอาไว้แล้วก็กั้นเนื้อหาผิดประเภท  .. ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้เช่นเดียวกันเพราะว่าผมไปดูหน้าที่ Google ไม่ index เพราะว่ามีการกั้นจาก robots.txt (ซึ่งใน Google Webmaster Tools มันก็บอกได้อีกน่ะหละ) ก็อาจจะเป็นสาเหตุได้ด้วยเช่นเดียวกัน (มั้ย..)

สมมุติฐานที่ 3 : เพราะว่าผมไปปรับหน้าแรกที่แสดงอยู่ให้เหลือแค่ 5 posts สูงสุด (ผมว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรเท่าไหร่หรอกนะคิดว่านะ )

สมมุติฐานที่ 4 : เพราะว่าตอนที่ผมเปลี่ยน Theme (เปลี่ยนแล้วแต่ว่าอาจจะมองไม่ออกสักเท่าไหร่) มีการเอา verification code ของ Google Analytics ออก (จริงๆผมไม่ได้เอาออกหรอก แต่ว่าไม่ได้เอาใส่เข้าไปต่างหาก ) ลืมน่ะครับ มันก็มีการ drop ของตัวเลขคนเข้าอยู่แป้บเดียว แต่เข้าใจว่ามันไม่ได้เป็น drop จริงๆ หรอก แค่ว่า Google Analytics ไม่รู้เท่านั้นเองครับ

สมมุติฐานที่ 5 : ผมเพิ่งสังเกตว่า Sitemap.xml ของผมเนี่ยะมันโดย submit ล่าสุดเมื่อปี 2009 (แปลว่ามันนานมากแล้ว) ทั้งๆที่ web Blog ที่ผมดูแลอีกที่หนึ่งมัน submit update สุดๆ

ทั้งนี้ผมคาดว่าน่าจะเป็นปัญหาอันเนื่องมาจากข้อ 5 นี้มากกว่า ทำให้ผมก็ทำการ resubmit sitemaps เข้าไปซะเลยที่หน้า Google webmaster Tools น่ะหละครับ ก็ต้องรอดูผลต่อไปว่ามันจะเป็นยังไง แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นผมรู้เลยว่า เดือนนี้รายได้จะไม่ดีแน่นอนครับ เศร้า แต่ว่าเจอเรื่องอะไรแบบนี้น่ะครับ จะได้ทำให้ตัวเองรู้เพิ่มก็ยังดีเพราะว่าไมได้หวังอะไรกับรายได้อยู่แล้วมันเป็นของแถมซะมากกว่าแล้วก็เป็นแค่แรงจูงใจเล็กๆที่ทำให้เราต้องศึกษาเรื่องนี้ต่อไปน่ะครับผม สู้ๆ (แฮะๆ..)

Posted in Bloging life, online life | Tagged , , , | Leave a comment

อัพเดท Blog แบบไม่กลัวคนเอาเนื้อหา copy ไปเฉยๆหรอกหรือ ? (ถามมาตอบไป)

Laptop-BLog-content-Theif เคยมีคนถามผมว่าถ้าหากว่าเขียน Blog แล้วจะต้องกลัวโดน copy เหรอป่าว ผมก็บอกเค้าไปเลยน่ะครับ ไม่กลัวหรอกถ้าหากว่า คนอื่นจะ copy แล้วเอาเนื้อความเราไปตรงๆ มันก็ทำไม่ได้แบบ 100% น่ะครับ ถ้าหากว่าทำก็จะทำให้เว็ปที่เอาเนื้อความไปแสดงแบบไม่ได้ Link กลับมาว่าเอามาจากไหนเนี่ยะ อาจจะโดน Google Deindex ก็ได้น่ะครับ เรียกว่า ตรงข้ามกับการ index ครับ เหมือนเป็นการลด Level ขอว Website นั้นครับ

แค่คำถามก็ถามต่อมาอีกว่า แล้วถ้าหากว่าเว็ปที่เค้าเอาไปมีพลัง PR มากกว่าล่ะ ? ผมก็บอกเค้าไปอีกว่า อืม .. มันไม่ได้เกี่ยวหรอก ผมอยากจะบอกว่าพวกฝรั่งมังค่าเนี่ยะ เค้า serious กับเรื่องการเอา content คนอื่นมาใช้งานตรงๆ น่ะครับไม่มีการอ้างใดๆ แบบนั้นถือว่าจะเป็นความผิดร้ายแรงมาก ถึงมากที่สุดในวงการการศึกษาน่ะครับ เรียกได้ว่าเรื่อวแบบนี้เค้าโดนปลูกฝังกันอย่างจริงจังครับ เพราะงั้นแล้วพวกทีมงาน Google เค้าก็จะ serious กับเรื่องพวกนี้เหมือนกัน วิธีคิดผมว่าไม่น่าจะเป็นประเด็นที่ซับซ้อนครับ คือว่า ถ้าหากว่ามีการ เปลี่ยนแปลงหน้าเว็ปปั้บ Google ก็มารับรู้ปุ้บแล้วก็ทำการ index แล้วก็ดูว่าใครมากันก่อนน่ะครับ แล้วถ้าหากว่าผมคิดต่อว่า ทีนี้ถ้าหากว่า Google เจอ เนื้อหาที่เราเขียนที่อื่นก่อนล่ะ แปลว่าเราก็ต้องเป็น copy อย่างงั้นเหรอครับ ทั้งๆที่เราเป็นคนพิมพ์ออกจากแป้นกับมือแท้ๆ เอาน่าเอาเป็นว่า เรื่องนี้ผมทดสอบลอง Google เนื้อความข่าวที่ทางเว็ป portal เอามาแปะ ผมก็จัดการ Google ประโยคในเนื้อความข่าวดูว่าจะเจอใครก่อนใน Google page result ปรากฏว่า เราจะเจอเนื้อความที่เป็นเว็ป original ก่อนน่ะครับ ผมทำอย่างงั้นอยู่เยอะครั้งเพื่อจะได้ตอบข้อสงสัยของตัวเองน่ะครับ ว่ายังไงซะคนที่พิมพ์เนื้อความแท้จริงหรือ post เนื้อความเป็นที่แรกยังไงซะก็ให้ผลการค้นหาที่ดีกว่าคนที่เอาแค่เนื้อความไปปะไว้ในเว็ปตัวเองเฉยๆน่ะครับ

อย่างที่เรารู้กันน่ะครับว่าผมเองก็ไม่รูหรอกว่าแท้ที่จริงแล้ว Google เค้าคิดอะไรยังไง หรือว่ามันจะเป็นไปแบบที่ผมบอกทุกครั้งหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี ผมก็อยากจะให้ไม่ลดละกับการ create content ออกมาน่ะครับ แล้วก็ในเนื้อความคุณก็แสดงความเป็นตัวคุณให้มากเข่น อาจจะมีเรื่องที่ off topic เล็กๆน้อยๆ เพื่อคนอ่าน (อย่างน้อยถ้าหากว่าไม่ได้เป็น Google Bot อ่าน) คนอ่านแล้วแยกแยะออกมา เนื้อความนี้ไม่ได้มาจากเว็ปนี้ตั้วแต่ค้นได้น่ะครับ เช่น อาจจะพิมพ์เนื้อความว่า "จากตัวอย่างของเว็ปผมเองที่ rackmangaerpro.com" เป็นต้น แค่นี้ถ้าหากว่า copy ไปทั้งกระบิ คนอื่นที่อ่านแล้วเจอเนื้อความประโยคนี้เค้าก็แยกออกมาน่ะครับ ว่ามาจากเว็ปนี้น่ะครับ

เอาล่ะครับ สุดท้ายผมก็บอกคนถามที่น่าฉงนนี้กับผม ผมก็แค่อยากจะบอกว่า อืม .. up blog ซะแล้วจะดีเอวไม่ต้องคิดมาก ถ้าหากว่าอยากจะออกแรงคิดไปหาความรู้เรื่อ’ SEO เข้าตัวจะดีกว่ามั้ย . เท่านั้นน่ะหละครับ

Posted in Bloging life, online life | Tagged , , , , | Leave a comment

Emoticon Onion Head : เพิ่งจะรู้ว่ามันชื่อแบบนี้ทีนี้ก็หาโหลดได้ไม่ยากแล้วล่ะครับ

onion head MSN icon emoticonวันก่อนผมไปงาน Biff & BiL 2010 ซึ่งเป็นงานที่ present สินค้าเกี่ยวกับเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เช่น เครื่องหนัง กระเป๋าหนัง ครับ แต่ว่าที่ประหลาดใจอยู่อย่างหนึ่งก็มีคนที่ซื้อ License ของ "หัวของหัวหอม" มาครับ ซึ่งจริงๆแล้วชื่อเรียกของเจ้าหัวหอมนี้ ผมว่าเค้านิยมเรียกเป็นภาษาฝรั่งมากกว่าจะเรียกว่า "onionhead" ครับ ที่งานนี่เค้าเอาตัว product ที่มีลาย screen มาโชว์ ไม่ว่าจะเป็นการ screen บนผ้ากระเป๋าหรือว่าเสื้อ กล่องดินสอ ไม้บรรทัด แต่ผมก็ไม่เคยเห็น product ลายพวกนี้เข้ามาขายในประเทศไทยเท่าไหร่ เพราะ พวกผู้ใหญ่ จะไม่ค่อยรู้จักกันน่ะครับ แม้ว่าเค้าเหล่านั้นอาจจะเคยเห็นมาบ้างแต่ก็ไม่ทันสังเกตสักเท่าไหร่ครับ (ผมทดสอบโดยการเรียกเพื่อนๆผมเดินไปที่บู้ท แล้วถามว่ารู้จักเหรอป่าว ส่วนมากจะบอกว่าไม่รู้จัก ซึ่งผมเองก็ประหลาดใจว่าเป็นไปได้เหรอ !?)

Onion Head หรือ OnionHead (ผมไม่รู้ว่ามันเขียนติดกันเหรอป่าวนะครับก็พิมพ์มันไว้ทั้งสองอย่างล่ะ .) เป็นตัวละครที่ผมว่ามันดังเอามากๆที่ทำตัวเป็น eco icon หรือ emoticon ใน MSN ดูแล้วน่ารักมากครับ เข้าใจว่าน่าจะเป็น character design ของประเทศจีนครับ เพราะว่าอารมณ์ของภาพแบบนี้น่าจะเป็นคนจีน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นไปได้ครับ (ดูออกอยู่เหมือนกันน่ะครับ) แล้วก็มันมีอารมณ์ให้เลือกเยอะแยะมากมายอ่ะครับ ทำให้การสื่อสารด้วย MSN น่ารักกว่าการพิมพ์ทีมีแต่ตัวหนังสือปกติน่ะครับ แต่ก็อีกถ้าหากว่ามากไปก็จะอ่านไม่เข้าใจ ยังไงซะเราก็ต้องกำหนดวิธีการใช้งาน เช่น อาจจะเป็น เอาพยัญชนะ ขอ ขวด น้ำหน้าทุกครั้งแล้วก็ค่อยพิมพ์คำนั้นๆเข้าไป หรือว่าสำหรับผม ผมจะพิมพ์ตัวไม้ยมกครับ มันก็ให้ผลได้ดี ในการควบคุมไม่ให้ emo icon มันโผล่ออกมาเองตามใขชอบทั้งๆที่เราไม่อยากจะให้มันโผล่อ่ะครับ ปัญหานี้ก็เช่น ถ้าหากว่า add emoicon คำว่า “นอน” เป็นรูปเจ้าหัวหอมนอนหลับ ..แล้วเราพิมพ์คำว่า แน่นอน มันก็จะ show ออกมาแต่ว่าสื่อความหมายได้งงสุดๆน่ะครับ นี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมเราต้องควบคุมการแสดง emo ยังไงล่ะครับ

สำหรับคนไทยแล้ว ผมรู้จักเจ้าตัวนี้ก็เพราะว่า MSN อย่างเดียวน่ะครับไม่เคยเห็นเป็นอย่างอื่นเลยแม้แต่ครั้งเดียวครับ มันไม่ได้เป็นการ์ตูนช่องเก้า (ซึ่งผมก็ดูอยู่น่ะครับตั้งแต่รายการ supre จิ๋วกันเลยก็ว่าได้เพราะว่าเป็นคนตื่นเช้ามากน่ะครับ) หรือว่าพวก สินค้าก็ไม่เห็นในไทยเลย .. (แต่อาจจะเป็นเพราะว่าผมก็ไม่ได้ดูของตามห้างเท่าไหร่นะ …) แสดงว่า ถ้าหากว่าสร้าง character design ออกได้ตัวนึงแล้วสร้าง emo icon เจ๋งๆออกมาสัก set นึงแล้ว ทำให้คนโหลดไป ใช้ใน MSN ได้มันก็จะมี copy share ต่อๆกันไปเรื่อย ทำให้ตัวละครตัวนั้นดังขึ้นมาได้อย่างไม่ยากครับ แต่ความยากก็ยังอยู่ที่เดิมน่ะหละ ก็คือว่า ตัวละครนั้นมันน่ารักพอจะอยู่เป็น msn emo icon ได้เหรอป่าวยังไงล่ะครับ เพราะว่าถ้าหากว่าน่าเกลียด ดุกดิ้ก ไม่เหมาะกับอารมณ์น่ารักๆของผมแล้วล่ะก็ ผมก็ไม่ save icon เอาไว้เล่นกะสาวๆหรอกครับ ><

เข้าไปโหลด emoicon ของเจ้า Onion Head กันเลยดีกว่าครับ

แล้วก็มีอีกตัวที่ผมชอบน่ะครับ คือ Live Panda กด Link ไปหน้า Blog เพื่อโหลดเอา emo Live Panda ที่นี่ครับ

Posted in Bloging life | Tagged , , , , , | Leave a comment

Just Got Page Rank 2 : เพิ่งจะได้ PageRank เป็นเลขสองก็วันนี้น่ะ

Pagerank2 จริงๆแล้วตอนที่ผมอยู่ hosting เก่านี่ผมได้ PageRank เป็นเลขสามกว่าๆแล้วน่ะครับ แต่ว่าเนื่องจาก เหตุผลทาง technic บางประการทำให้ต้องทำการย้าย Hosting แล้วก็ export WordPress content แบบย้ายบ้านกันเลยทีเดียว แต่ตอนย้ายก็ไม่ได้ทำการ check ซะก่อนว่าเราย้ายมาหมดเหรอป่าว แล้วมันก็เป็นเหตุให้แบบว่า  Pagerank ตกแบบระนาวเอาแบบว่าเริ่มต้นกันใหม่ก็ว่าได้ เพราะว่า มันเริ่มนับหนึ่งอ่ะครับ เครียดนิดหน่อย เพราะว่าตอนแรกๆก็ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกับ PageRank นี่หรอกครับ ไม่รู้ด้วยซ้ำมามันคืออะไรแล้วก็เอาไว้ทำอะไรครับ

ตอนที่ย้ายแล้วไม่สมบูรณ์แล้วทำให้ Pagerank ตกกระป๋อง เพราะว่าการย้ายที่ไม่สมบูรณ์มันก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่อไปนี้ครับ

- Slug Link ที่สร้างเอาไว้ไม่เหมือนเดิม เพราะว่า ทำการ Set ค่าแบบใหม่เหมือนกับว่า Link ทั้งหลายแหล่งงงกันเป็นไก่ตาแตก

- เมื่อ Link ไม่เหมือนเดิม ทำให้กดแล้ว Link ต่อหากันไม่ได้ทำให้ Google Bot ไหนไม่ได้อารมณ์ไหลแล้วหยุด ขาด หากันไม่เจอยังไงอย่างงั้น

- นอกจากนี้ Link ที่ส่งมาจาก external Link (ที่ผมเองก็สร้างเอาไว้เองน่ะหละ ) มันก็ส่งคนไปที่กดไปเจอหน้า 404 ครับ

- นอกจากนี้ internal Link ที่สร้างจาก Linkin ทั้งหมดล่มสลายกดไปก็ไม่ได้ไปไหน เจอหน้า 404 not found อีกเหมือนกันน่ะครับ

- Google ก็ index เนื้อความและ Link เก่าเก็บเอาไว้ทั้งหมดเมือ่มีคนค้นหาก็เจอหน้าเว็ป page เราครับแต่ว่า .. มันก็กดเข้ามาไม่ได้ หรือ กด link เข้ามาแล้วมันก็เจอหน้า 404

- หน้า Tag ทั้งหมดเกิดปัญหา กดไปก็ไม่เจออะไร เสียหายอย่างแรงน่ะครับ

- เนื้อหาเยอะบทความหายไปในอากาศธาตุ ผมจำได้ว่าผมเคยพิมพ์เก็บเอาไว้ แล้วก็มา Google เนือ้ความตัวเองมันก็ไม่แสดงอีก เครียดเลย (อย่างล่าสุด นี่ก็อยากจะหาเนื้อความที่ตัวเองพิมพ์เกี่ยวกับ time management software คุ้นๆว่ามันน่าจะมี พอ Google ก็เจอน่ะครับแต่ว่ากด Link แล้วมันไม่มีบทความนั้นแล้ว และ ตอนที่เข้าไปหา Content นั้นจริงๆ ที่ Back office ก็ไม่มีจริงๆด้วยน่ะหละ ..)

เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากว่าอยากจะ export หรือทำการย้าย file ทั้งหมดของ WordPress แนะนำว่าให้ศึกษาให้ดีเสียก่อนว่า เมื่อย้ายแล้วเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ โดยการ Google หาเอาน่ะครับว่าคนอื่นเค้าทำกันยังไง และมีอะไรบ้างที่ต้องย้าย ไม่อย่างงั้นก็หลงๆเบลอๆแบบผมทำให้ ค่า PR เนี่ยะมัน drop ตกไปอย่างรุนแรงแบบนี้ ก็ถือซะว่าเป็นบทเรียนสอนบอกคนอื่นต่อด้วยแล้วกันนะครับ

แต่ว่าถ้าหากว่าสงสัยว่า pagerank มันเอาไว้ทำอะไรก็ไว้วันหลังผมก็จะพิมพ์เอาไว้อีกน่ะหละติดตามหน่อยแล้วกัน พร้อมทั้งผมก็อยากจะสรุป เนื้อหาที่เกี่ยวกับการสร้าง Link เข้าหน้าเว็ปตัวเอง ว่าต้องทำอะไรยังไงครับ (อ่าน pdf file มาได้สองอันและ คิดว่าดี ก็เลยอยากบอกต่อน่ะครับ) ก็ติดตามกันเองแล้วกันนะครับ

Posted in Bloging life | Tagged , , | Leave a comment

สรุปข้อมูล Browser ที่ใช้และ Screen Resolution ของคนที่เข้ามาที่เว็ป rackmanagerpro.com

Browser-rackmanagerpro

ตอนนี้ผมกำลังจะทำเว็ปใหม่ให้กับที่ office ทำให้ต้องรู้เสียหน่อยว่าคนปกติแล้วเข้ามาที่เว็ปเราจะใช้ Browser ตัวใดๆ และ ใช้หน้าจอ resolution ขนาดไหน ทั้งนี้เพื่อให้การแสดงผลตอนแรกสุดที่ visitor คนนั้นหลงเข้ามาที่หน้าเว็ปเราเห็นอะไรที่เราต้องการมากที่สุด (แต่ว่าเว็ปนี้ผมไม่ได้คิดมากแบบนั้นหรอกครับ)

จากข้อมูลด้านบนเป็นข้อมูลที่เก็บมาจาก Google Analytics ที่ฝังไว้ที่ rackmanagerpro.com แห่งนี้ครับ สังเกตได้ว่า คน(ไทย)ส่วนใหญ่จะใช้ Internet Explorer ผมก็เลยกดดูต่ออีกหน่อยว่า IE ที่คนอื่นเค้าใช้เข้ามาชมหน้าเว็ปผมเนี่ยะมันเป็น version อะไรดูได้จากภาพด้านล่างนี้เลยครับ

Browser-IE 
Internet Explorer version 6.0 จะถือได้ว่าเป็น version เก่าและการแสดงผลในหลายๆเว็ปจะออกอาการไม่ปกติกันแล้ว แต่บ้านเราก็ยังใช้กับอยู่เยอะมากถึง 27% จากคนเข้าเว็ป rackmaangerpro.com ครับ อาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยเราใช้ Windows ของ copy กันหมด ก็ไม่มีคนอยากจะ update version Browser สักเท่าไหร่เพราะอาจจะโดน validate Windows ได้ว่าเป็นของแท้หรือว่าของเทียมน่ะครับ (อันนี้เดาเอาสาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบแน่ชัดหรอกครับ) นอกนั้นเกือบทั้งหมดจะเป็น internet explorer version 7+ ครับ

screen-resolution 

อีกสิ่งที่ต้องดูก็คือ Screen Resolution ครับ เพราะว่าจะเป็นตัวบอกว่า ถ้าหากว่าคนที่หลงเข้ามาหน้าแรกทันทีไม่กี่วินาที (ถ้าหากว่าโหลดเร็ว) เค้าจะเห็นหน้าจอเรามากน้อยแค่ไหน สิ่งที่เห็นจะเป็นอะไรครับ สรุปว่า บ้านเมืองเราหน้าจอนี่ก็ไม่ได้แย่ออะไรน่ะครับ ส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะมีหน้าเจอ 1024 x 768 หรือสูงกว่าแทบทั้งนั้น ดีเลย แสดงว่าจะเห็นหน้าจอเราได้ค่อนข้างกว้างครับ ส่วนความสูงของเนื้อหาที่หน้าแรก ก็แล้วแต่ว่า internet browswer ที่เค้าใช้งานกันเนียะมันมีขยะ tab ความหนาของอุปกรณ์ปุ่มและอื่นๆ ที่ด้านบนของ Browswer กี่มากน้อยกัน ถ้าหากว่ามีน้อยโหลดมาหน้าแรกเว็ปเราก็จะเห็นอะไรที่ต่ำลงไปได้มากกว่าครับ อันนี้บอกกันยากอยู่เหมือนกันครับ แต่ที่ใช้ได้แน่นอนก็คือ ความกว้างนั่นน่ะหละ ..

Posted in Bloging life | Tagged , , , | Leave a comment

เรียนรู้การ Blogging เพื่อการค้า ร้านค้า หรือ โปรโมตร้านค้าทั้ง offline และ online

ร้านค้าทำไมต้อง ฺBlog  Blog เพื่อร้านค้า นี่ผมหมายถึงอะไร ผมจะเล่าให้ฟังก่อนแล้วกันนะครับ ก็คือ ตอนนี้ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า การ Blogging ด้วย WordPress เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้หน้าร้านค้าได้ถูกแสดงที่หน้า Google จากคำค้นหาใดๆ ได้ง่ายกว่าสมัยก่อนมาก เรียกได้ว่า อาจจะต้องมีความรู้มากนัก ก็สามารถที่จะใช้ WordPress เพื่อบอกได้ว่า ร้านค้าของเรามีตัวตน แวะเข้ามาที่ร้านหน่อยซิ หรือว่าอย่างน้อยที่สุด เค้าก็จะมาเจอเว็ปไซท์ของเรา ที่เราพิมพ์เนื้อความต่างๆเอาไว้ ทั้งที่มีประโยชน์และไร้สาระสำหรับเค้าเหล่านั้นครับ

เหตุผลที่ร้านค้าจะต้อง Blog

เหตุผลว่าการ Blogging จะทำให้ขึ้นอันดับด้วย Keyword ใดๆนั้นจะเป็นเรื่องที่สามารถค้นหา Google เอาเองได้ว่า จะทำได้อย่างไร เพราะ มีสื่อหรือ course สอนเอาไว้มากมาย (ก่ายกอง) แล้วถ้าหากว่ามีความเข้าใจ และศึกษามัน ผมว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้น่ะครับ เพราะ ฉะนั้นแล้ว หลักการพื้นฐานของการ Blog เพื่อร้านค้าเพื่อคาดหวังผลของคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ก็น่าจะไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นเกินไป หากว่าร้านค้าของคุณเป็นร้านที่เฉพาะเจาะจง หรือ ที่เรี่ยกว่าเป็น Niche ครับ

แล้วเหตุผลที่เหนือไปกว่านั้นอีกก็คือ เว็ปไซท์ที่คุณเข้ามานี้เป็นเว็ปที่คนหลงทางเข้ามาผ่าน Google search Engine เกือบทั้งหมด แล้วคำค้นหาที่ไหลเข้ามาที่เว็ปนี้ก็เป็นแบบจิปาถะเอามากๆ แต่มี scope ของเนื้อความที่แน่นอนครับ นั่นก็คือ เรื่องราวประมาณที่ผมพิมพ์และเล่าให้ฟังทั้งหมดที่อยู่หน้าเว็ปแห่งนี้ยังไงล่ะครับ ผมก็จะพูดเรื่อง การใช้งาน Skype เพื่อโทรไปหาเพื่อนๆ หรือโทรไปหาสาวๆผ่าน VOIP ของ Skype ได้แบบเหมาจ่าย หรือว่าอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่น ใช้ Windows Mobile เพื่อต่อ Skype ผ่าน Wifi ก็สามารถทำได้ เป็นต้น เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ผมสนใจอยู่แล้ว เพราะมีน้องผมอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องโทรไปหาบ้างบางครั้ง หรือว่าที่ Office ก็จะต้องมีพนักงานแผนกต่างประเทศ ติดต่อลูกค้าทั่วโลกอยู่เป็นประจำ

คนไหนผ่าน Keyword แบบหางว่าวเข้าเว็ป Blog

นอกจากนี้เนื้อหาที่เล่าบนหน้า rackmanagerpro.com แห่งนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องจิปาถะมากมายอะไร ก็ทำให้คนที่หลงเข้ามาจะเป็นแนวเดียวๆกัน คือ คนที่ใช้ internet เป็นประจำ เพื่อาการติดต่อ  หรือ เป็นคนที่หลงเข้ามาเพราะว่าเจอปัญหาแบบเดียวกับที่ผมเคยเจอ และผมก็พิมพ์บอกวิธีการแก้เอาไว้แล้วเก็บเอาไว้ เพราะว่า แม้ตัวผมเองก็ Google เว็ปตัวเองเพื่อดูว่าผมเคยพิมพ์เพื่อบอกตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆเอาไว้ว่าอย่างไร (ล่าสุดที่ผมก็ Google ว่า Google Chrome extension Twitter ที่ผม Google แบบนีก็เพราะว่าผมจำไม่ได้ว่าอีกเครื่องผมลง Chrome Extension อะไรเอาไว้น่ะครับ ตอนนี้มันยังไม่มีระบบ Extension Sync ก็ต้อง install by hand กันไปก่อนน่ะครับ  ..)

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเรื่องเชิงเดียวกันครับ ทำให้คนไหลผ่านการค้นหาบน Google มาเป็นแบบ หางว่าว … แต่ทั้งหมดเป็น scope แบบเดียวกันครับ  .. แปลว่า "ถ้าหากว่าคุณเป็นคนในวงการอะไรก็แล้วแต่ แล้วพิมพ์หรือ Blog เกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง หรือ เรื่องต่างๆในวงการตัวเอง หรือ เรื่องที่ตนเองสนใจแล้ว คนที่สนใจเรื่องราวคล้ายคลึงกัน ก็จะใช้คำศัพท์ แล้วค้นหาเจอเว็ปของคุณยังไงล่ะครับ"

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่า Blog เพื่อ Keyword มันเป็นยังไงกัน

ลองคิดดูดีกว่าครับ ถ้าหากว่าคุณขาย Delivery "ข้าวเหนียวผสมหมูสับ" และ จัดส่ง
ข้าวเหนียว ทั่วประเทศ ไม่จำกัดจำนวน (อ่ะ Business นี้ผม make ขึ้นมาน่ะครับ ) แน่นอนว่ามันเป็น Niche และเป็นเอามากๆด้วยเพราะว่า ไม่มีคนกิน ข้าวเหนียวใส่หมูสับ พร้อมกันเอาเข้าปากหรอกนะครับ ยกเมฆมาให้เห็นครับ ทีนี้ วันๆคุณว่างๆก็ทำการเขียนเรื่องราว "ข้าวเหนียวใส่หมูสับ" ที่คุณขายไปเรื่อยๆ ถ้าร้านคุณเริ่มมีคนสนใจบอกต่อ เค้าก็อาจจะค้นคำว่า "ข้าวเหนียวหมูสับ" ก็เป็นไปได้นะครับ เมื่อค้นหาแล้วก็จะมาเจอเว็ปคุณยังไงล่ะครับ ( แน่นอน ตอนนี้ถ้าหากว่า คุณ Google ว่า ข้าวเหนียวหมูสับ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเจอเว็ปผมแทนน่ะครับ) แต่ว่า ผมไม่ได้บอกให้คุณพูดแต่ ข้าวเหนียวหมูสับของคุณแต่เพียงอย่างเดียว คุณต้องเล่าเรื่องต่างๆ นานา ที่จะเกี่ยวข้องกับ การทำ Business ของคุณครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งสินค้า ส่งไปแล้วลูกค้าชอบมากมาย หรือ เรื่องใดๆที่อยู่ในวงการขายของแบบคุณครับ ผมบอกไม่ได้หรอก ว่ามันจะต้องมีเนื้อหาประมาณไหน เพราะคุณเท่านั้นที่จะรู้ว่า คุณรู้อะไร ? (ผมจะรู้มั้ย ) มันจะเป็นการเพิ่ม List ของคำที่คาดว่าจะเกี่ยวข้อง โดยที่คุณแทบไม่รู้ตัวเองเลยครับ และถ้าหากว่าคุณทำมันอย่างเป็นล่ำเป้นสัน ต่อเนื่อง คงที่คงเส้นคงวา ผมว่าสักวันคุณก็จะมีคนไหลผ่าน Google ด้วย Keyword ที่เกี่ยวข้อง(บ้าง)เข้ามาซึ่งอาจจะเป็น Potential Buyer ของคุณก็เป็นได้น่ะครับ

ตัวอย่างคนที่บอกว่า การรายได้ของเค้ามาจากการ Blogging เช่น คุณพัชร จาก iHear ครับจาก content ล่าสุด เค้าพิมพ์บอกเอาไว้ว่า วงดนตรีสำหรับงานแต่งงาน iHear ได้รายได้มาจากการ Blogging เป็นสัดส่วนประมาณ 70% เฉพาะ Blog ของตัวเค้าเองครับ และ ถ้าหากว่ารวมจาก Blog ของเพื่อนๆในวงเค้าอีกอีก 15% ก็แปลว่า รายได้จากการขายวงดนตรีแต่งงานได้นั้นมากถึง 85% กันเลยทีเดียว !

การประเมินว่าลูกค้าเข้ามาหาเราได้จากทางไหน

สำหรับเรื่องวงดนตรีเพื่องานแต่งงาน iHear เดาเอาว่าไม่ได้มีระบบ shopping cart อะไรเพื่อบอกตัวเลขว่าแหล่งรายได้มาจากไหนแต่ก็สามารถประเมินเป็นตัวเลข Customer ที๋โดน Lead เข้ามาเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถกระทำได้จาก "การถาม" ว่าคุณรู้จักเราได้อย่างไรครับ ผมว่าต้องถามน่ะครับถ้าหากว่าไม่ถาม เราจะไม่รู้หรอกครับ ว่าเราควรจะเน้นทางไหนและ จะบอกได้อย่างไรว่า หนทางการ promote แบบไหนเป็นหนทางที่ดีที่สุด หรือว่าถ้าหากว่าอยากจะเน้นจะต้องเน้นไปในทิศทางไหนกันแน่ครับ

สรุปเรื่องที่โม้มาให้สั้นลงหน่อย

คุณสามารถที่จะ Blog เพื่อให้คนไหลผ่านหน้าเว็ปของคุณแล้วมาเจอสินค้าหรือบริการใดๆของคุณก็ได้ การ promote จะมีคู่มือและตำรามากมายเพื่อทีจะทำให้ Blog คุณติดอันดับด้วย Keyword ใดๆก็สามารถทำได้ หรือว่าจ้างเอาก็ยังไง เพราะว่า คนที่ทำ SEO สำหรับ WordPress จะทำได้ง่ายกว่า website ประเภทอื่นๆ (โครงสร้างเค้าออกแบบเอาไว้เป็นอย่างดีแล้วน่ะคัรบ แต่ก็ต้องรู้สักหน่อยว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้นเอง )

ถ้าหากว่าคุณมีร้านค้า Online ผมไม่อยากจะให้คุณ promote แต่ link ที่เข้าไปที่ร้านค้าเพื่อทำ Hard Sell แต่เพียงอย่างเดียวครับ ( hard sell ก็คือ หน้าเว็ปที่บอกว่า สินค้าอะไร ภาพเป็นยังไง แล้วก็คุณสมบัติมันคืออะไร ) อยากจะให้ Promote ผ่านทาง Blogging มากกว่า เพราะ การที่คุณเล่าเรื่องราวของสินค้าของคุณได้ มันจะเป็น story หรือเนื้อความที่เกี่ยวข้องให้กับสินค้านั้นๆ แต่คุณเป็นคนควบคุมว่าอยากจะให้ภาพลักษณ์ของสินค้าออกมาเป็นอย่างไร ได้ด้วยตัวเอง แนะนำว่าถ้าหากว่าคุณจะ Blog การนี้อาจจะเลือก Domain คนล

Posted in Bloging life, business IDO | Tagged , , , | Leave a comment

คิดลดน้ำหนัก และออกแบบการลดน้ำหนักให้กับตัวเอง (ลองดูว่าจะทำได้เหรอเปล่า?)

fitness การออกกำลังกายเป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับคนที่มีชีวิตแบบ Productive ครับ เพราะมันทำให้คุณมีอายุที่ยืนกว่าเดิม แม้ว่าคุณจะไม่มีอะไรเทียบก็ตามที (อย่างน้อยคุณก็เทียบกับเพื่อนคุณก็ได้ถ้าหากว่าคุณเริ่มอายุเข้ายี่สิบปลายๆ เพื่อนบางคนคุณจะเริ่มอ้วนอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน) และ ตอนนี้ผมรู้เพิ่มว่าถ้าหากว่าคุณมีการเผาพลังงานตอนพัก เช่น นั่ง นอน ยืนเดินที่มากกว่า ก็จะได้เปรียบคนอื่นเค้า ร่างกายคุณจะฟิตกว่าคนอื่นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย และ คุณจะกินของกินได้มากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้ทำให้อ้วนแต่อย่างใดครับ (ซึ่งผมยังไม่ถึงระดับหรอกครับ)

นอกจากนี้มันจะทำให้ working hours ที่ effective หรือมีประสิทธิภาพได้นานมากขึ้น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนง่าย ไม่ทำหน้าตาเซ็งแล้วก็รู้สึกมีพลังตลอดเวลาด้วย แล้วก็ มันป้องกันการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้อีกถ้าหากว่าคุณทำงาน computer แล้วการขยับแข้งขาเป็นเรื่องที่จำเป็นครับ ผมไม่ชอบที่จะปวดกล้ามเนื้อสักเท่าไหร่ ก็ต้องมาทำ preventive ร่างกายเอาไว้เป็นดีน่ะครับผม ..

ตอนนี้น้ำหนักผมขึ้นกว่าเมื่อประมาณ 3 -4 เดือนก่อนมาก ตอนนั้นผมเคยน้ำหนักแค่ 64.50 kg เท่านั้นครับ ทำให้แปลกใจว่าเอาทำไมน้ำหนักเราขึ้นได้ถึงเพียงนี้ แต่ก็อีก อาจจะโม้ได้ว่า เป็นเพราะว่าน้ำหนักส่วนที่เป็นไขมันมันเท่าเดิมแล้วก็น้ำหนักมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น  ก็คิดไปคิดมาก็เป็นไปได้อยู่เหมือนกันน่ะครับ แต่ว่า ผมว่ายังไงก็สุดแล้วแต่ Fat ผมมันก็ยังมากถึง 20% อยู่ดี โดยการชั่งน้ำหนักที่ตาชั่งตัวเดิมที่ห้องนอนน่ะครับ

แสดงน้ำหนักทั้งหมดที่เพิ่มขึ้นมาไม่ได้เป็นอะไรหรอนอกจากไขมันทั้งนั้นครับ (ถึงแม้ว่าไม่แน่ใจแต่ก็อยากจะคิดแบบนี้แล้วกันครับ) เพราะทั้งนี้ทั้งนันผมอยากจะให้น้ำหนักตัวผมมันมี % ไขมันที่ต่ำกว่านี้ครับ ไม่อยากเห็นเลข 20% สักเท่าไหร่กะว่ายังไงซะ ถ้าทำได้ก็อยากจะให้มันมีค่านี้ต่ำลงไปครับ

ตอนนี้ Fit แล้วทำอะไร ?

ตอนนี้ผม Fitness ที่ Fitness Center แถวบ้าน การเดินทางก็แค่ 5 นาทีขับรถ เรียกว่าไม่ไกลเลยครับ ก็ถ้าหากว่าไปก็จะไม่ BodyPump (คือ Class การออกกำลังกายแบบใช้น้ำหนัก BarBell ประกอบเพลง แล้วก็ทำท่าพวกออกกำลังกายพื้นฐานครับ เพื่อเป็นการเผาพลังงาน และ เสริมสร้างกล้ามเนื้อครับผม ) แล้วก็อีกส่วนหนึ่งผมก็จะ [วิ่ง+เล่น machine และ Free weight] เป็น combo น่ะครับ วิ่งก็วิ่งแค่ 15 นาที แล้วเวลาที่เหลือก็จะ Machine และ Free Weight น่ะครับ (ประมาณ 45 นาที รวมอู้) การออกแบบนี้จะไปวันเว้นวันน่ะครับ

fitness-center

แล้วจะทำยังไงให้มันลดล่ะ ?

ตอนนี้ผมเดาเอาเองว่า ถ้าหากว่าอยากจะลด percent ของไขมันออก ก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก ก็แค่ Burn ให้มาก ด้วยความถี่ที่มากกว่าเดิม (เดิมวันเว้นวัน) ก็ต้องประมาเป็น 2 เว้น 1 หรือ ถ้าจะให้ดีก็ต้อง Burn ได้ทุกวันครับ เป็นไปได้ที่จะทำเหมือนกันถ้าหากว่ามีวินัยแรงๆเหมือนแต่ก่อนที่ผมไปวิ่งกับคนอื่นๆที่บ้านทุกวันครับ

ที่สำคัญอีกประการก็คือ ต้องลดการบริโภคลงครับ intake จะต้องน้อยลงเพื่อให้เป็นการลดปริมาณ calories ขาเข้าด้วยอีกทางหนึ่ง แต่ว่าผมก็ไม่ได้คิดว่าจะลดอะไรมากน่ะคัรบก็แค่ ลดปริมาณ "ข้าว" ที่ตักมากินเป็นมื้อเย็นให้เหลือน้อยกว่าเดิม (เหมือนที่เคยทำ) เท่านั้นก็คิดว่าน่าจะช่วยได้อีกส่วนหนึ่ง

ประเมินสถานการณ์ แล้วจะตั้งเป้า

Posted in personal fitness | Tagged , , , | Leave a comment

Virus ติดได้จากการค้นหา Keyword “Screensaver” (สำหรับมือใหม่มักจะโดนครับ)

virus computer จาก screensaver จากบทความของ afterDawn.com ที่ผมเพิ่งจะอ่านมาเมื่อตะกี้สดๆร้อนๆ เค้าจะบอกว่า คนที่โดน virus จากการค้นหาผ่าน Google search นั้นจะโดนคำว่า Bearshare และ คำว่า ScreenSaver ซึ่งถ้าหากว่าเป็นคนไทยแล้วผมว่า Bearshare นี่ไม่มีคนรู้จักสักเท่าไหร่หรอกครับ ผมเองก็ไม่รู้จักมาก่อนก็เพิ่งจะได้ยินก็วันนี้วันแรกน่ะหละครับ แต่สำหรับ ScreenSaver แล้ว ผมก็เคยโดนเอา virus ลงเครื่องแล้วน่ะครับ แต่ว่าตอนผมเป็นเด็กๆเท่านั้นน่ะหละครับ เรื่องแบบนี้ถ้าหากว่าผ่านมาแล้วเราก็รู้ว่า อะไรควรไม่ควรน่ะครับ ในเนื้อหาเค้าจะบอกว่า โดยการโดน virus นี่จะสูงมากๆ จาก Keyword พวกนี้ เพราะ พวกที่ทำ virus ก็ท SEO เหมือนกันน่ะครับ แต่ก็เพื่อที่จะทำให้ program virus ตัวเล็กจี้ดเข้าไปเครื่องของเหยื่อให้เยอะยังไงล่ะครับ ซึ่งผมอ่านแล้วก็เอามาคิดว่า อืม ทำ virus นี่ต้อง ทำ SEO ให้กับ website ตัวเองอีกน่ะครับ ไม่อย่างงั้น virus ตัวเองก็ไม่ดังสักเท่าไหร่ (คิดไปนั่น) แต่ว่าผมไม่อยากจะพิมพ์ว่าทำไมเค้าต้องอยากจะให้ virus ตัวเองดังใน content นี้น่ะครับ ถ้าหากว่ามีโอกาสอาจจะโม้เก็บเอาไว้แล้วกันนะครับ แต่ประเด็นวันนี้ผมอยากจะบอกเกี่ยวกับว่า ทำไมต้องเป็น ScreenSaver ถึงจะมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของ virus ได้แล้วกันนะครับ

Screensaver เป็นเรื่องของคนที่ basic ที่สุด ในการ customize Windows  หรือ OS ใดๆที่ user ใช้งานน่ะครับ เรียกว่าถ้าหากว่าคุณสอนคุณแม่หรือว่าคุณพ่อคุณเล่น computer ความคิดแรกๆ ที่เค้าอยากจะทำได้ก็น่าจะเป็นจะเปลี่ยน wallpaper ได้อย่างไร แล้วต่อมาถ้าหากว่าสอนเรื่อง Screensaver เค้าเหล่านั้นก็อยากจะเปลี่ยน Screensaver ไปกะเค้าด้วยเหมือนกันน่ะครับ

คนเหล่านี้เป็นเหยื่อได้ง่ายกว่าคนกลุ่มอื่นๆน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกเชี่ยวๆแล้ว ผมไม่คิดว่าคุณอยากจะเปลี่ยน screensaver สักเท่าไหร่ เพราะ คุณไม่ได้เป็นคนเห็น ถ้าหากว่าเปลี่ยนแล้ว คุณก็เปลี่ยนเลยไม่ได้ทำการเปลี่ยนบ่อยๆสักเท่าไหร่ หรือ แย่ไปกว่านั้น สำหรับผม ไม่มี Screensaver ขึ้นแต่อย่างใดเลยน่ะครับ เพราะถ้าหากว่าเป็น computer Notebook ผมจะปิดหน้าจอมันด้วย โปรแกรมเล็กสำหรับปิดหน้าจอ Notebook ครับ หรือไม่ก็ Lock off ไปเลยจะดีกว่าถ้าหากว่าคุณจะไม่อยู่กับหน้าคอมคุณเองไปนานหน่อย ปิดไปเลยดีกว่า แสดงภาพ Screensaver แน่นอนน่ะครับ ทำอย่างงี้ให้เป็นนิสัยก็จะเป็นการประหยัดพลังงานได้น่ะครับ (ฟังเหมือนกะว่าคุณจ่ายเงินค่าไฟฟ้าให้ office ด้วยเนาะ) อีกประเด็นก็คือ คอมคุณก็จะไม่พัง หรือพังน้อยลงครับ เพราะมันไม่ได้แสดงจุดสีค้างเอาไว้น่ะครับ

ก็เอาเป็นว่า คนที่อยากจะเปลี่ยนที่พักหน้าจอจะเป็นมือใหม่ขับใช้ computer ซะมากซึ่งแต่ก่อนผมก็มีความคิดอยากเปลี่ยน (ตอนเด็กๆที่ผมเพิ่งใช้ computer น่ะหละครับ ) แต่ตอนนี้ไม่อยากยุ่งอะไรกะมันแล้ว เหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระซะอย่างงั้นน่ะครับ ทำให้เหตุและผลดูลงตัวเป็นพิเศษว่า ทำไมคนที่อยากจะเอา virus แพร่กระจาย ก็วางเป้าหมายกับคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้น่ะครับ คนกลุ่มนี้ยังคิดด้วยว่า จะต้อง double click หรือลงโปรแกรม เพื่อให้ได้ screensaver ใช้ที่เครื่องซึ่งแน่นอน อาจจะได้ screensaver ,ใช้จริง แต่ก็โดนไวรัสไปเต็มดอกแล้วยังไงล่ะครับ เล่าเรื่องประมาณแค่นี้ก่อนแล้วกันเพราะว่าปฏิญาณกะตัวเองไว้ว่าจะไม่พิมพ์ให้ยาวเ

Posted in online life | Tagged , | Leave a comment

วิธีการพิมพ์ email address ให้แตกต่างกันแต่ gmail รับรู้ว่าเป็น email address เดียวกัน

ทำไมต้องทำอย่างงี้ด้วยผมก็ไม่แน่ใจแต่ว่า ผมเดาเอาก่อนว่า Google เอาอย่างจะทำให้ error อันเนื่องมาจากการสื่อสารเกิดขึ้นน้อยที่สุด ถ้าหากว่าเทียบกับการโทรศัพท์ก็อยากจะให้เกิดการโทรผิดให้น้อยที่สุดน่ะครับ ทำให้ Gmail รองรับวิธีการพิมพ์ email address มากแบบครับ โดยเฉพาะ จุด นี่น่าจะเป็นปัญหาในการสื่อสารมากที่สุดน่ะครับ ลองคิดดูเอาเองแล้วกันน่ะครับถ้าหากว่า email มี จุดให้เห็นที่นามบัตร มันจะต้องเล็กมากแค่ไหน คนจะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าหากว่าคุณใช้ gmail แล้วไม่ว่าคนส่งจะใส่จุดหรือไม่ใส่มันก็จะส่งถึงที่หมายสบายผิดกันยังไงอย่างงั้นเลยน่ะครับ

rackmanager-Google-mail

จากตัวอย่างภาพนี่ผม list ออกมาเป็นหัวข้อดีกว่า Gmail เห็นอะไรเหมือนกันบ้างน่ะครับ

ใส่จุดมันไปเรื่อย : Email ของ Gmail หรือ Google mail นี้จะไม่ใส่ใจว่าเราจะใส่ . (dot) ไว้ที่หน้าเครื่องหมาย @ ไว้ที่ไหนหรือว่าจำนวนเท่าไหร่น่ะครับ ทำให้ ไม่ว่าผมจะส่ง email ไปหาตัวผมเองแบบที่ใส่จุดตามที่ต่างๆ มันก็จะออกมาว่าเป็น email ทีส่งถึงผมอยู่ดี (อ่านแล้วอย่าเพิ่งงงไปน่ะครับ)

ใช้ Googlemail แทน Gmail : เราสามารถที่จะพิมพ์ Gmail เป็น Googlemail แทนได้อย่างสมบูรณ์ครับ แล้วมันก็จะมาถึงตัวผมเองเหมือนกันน่ะครับ

ใส่บวกแล้วต่อด้วยคำอะไรก็ได้ : มันก็ส่งมาที่ email ที่เหมือนกับว่า gmail มองไม่เห็น text ใดๆหลังบวกน่ะครับ

ทีนี้เราก็รู้แล้วน่ะครับว่า Gmail จะเห็น email address แบบไหนเหมือนกันครับ ประโยชน์ที่ใช้ก็น่าจะเป็นว่า คุณสามารถพิมพ์ email ของคุณไปสมัครอะไรต่อมิอะไรได้ โดยที่ทั้งหมดจะเข้าไปที่ email ของคุณ แต่ website เหล่านั้นจะเห็น email ของคุณแตกต่างกันน่ะครับ (ยกเว้นบางเว็ปที่ฉลาดจัดไม่เอาจุดและไม่เอาเครื่องหมายบวกรับเข้าไปที่ช่องกรอกข้อมูล email น่ะครับ)  เช่น ถ้าหากว่าคุณอยากสมัคร Twitter มากกว่า 1 account มันก็ต้องเอา email ไป verify มากกว่า 1 email ด้วยเหมอืนกัน แต่ทว่า Twitter ไม่ได้มี Logic ในการมองเห็น email address เหมือนกับที่ Gmail เป็นทำให้ Twitter แยกไม่ออกว่า จริงๆแล้ว มันคือที่เดียวกันทั้งหมดน่ะครับ คุณก็จัดแจงเอา email เติมด้วยจุดเนี่ยะ create Twitter account กันให้สนั่นหวั่นไหวกันไปเลยก้ได้น่ะครับ อันนี้ผมแค่ยกตัวอย่างแล้วกันน่ะครับไม่อยากให้ใครเป็น spam หรอกเพราะว่าผมก็เกลียดพวก spam เหมือนกันน่ะครับ

เสริมอีกนิดหน่อย สังเกตว่า ภาพที่เอามา show ผมพิมพ์ subject หรือหัวเรื่องว่า fatal accident แค่อยากจะพิสูจน์ว่า ถ้าหากว่าเป็นข่าวร้ายที่พิมพ์เป็น email มา Gmail จะไม่แสดง ads ใดๆที่ด้านขวา ซึ่งเป็นจริงน่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากว่าอยากส่งไปหา gmail คนอื่นเค้าแล้วไม่อยากให้มี ads show ก็อาจจะพิมพ์คำพวกนี้ไว้ต่อท้ายก็ได้แล้วก็ปรับสี font มีสีขาวซะนะ มันก็จะไม่มี ads แล้วน่ะครับ (แต่ก็อีกไม่รู้ว่าจะทำไปทำไมเหมือนกันมันก็แค่ ads เล็กๆเนาะ บางทีผมก็ว่ามันก็น่ากดเข้าไปดูอีกตะหาก ..) อันนี้แล้วแต่จะคิดน่ะครับ ลองดูเองแล้วกันแล้วคุณจะประหลาดใจว่า Google คิดเล็กคิดน้อยจริงจังนะเนี่ยะ .. ><

Posted in online life | Tagged , | Leave a comment

ใช้ Gmail เป็นศูนย์ตรวจเมล์ทุกๆเมล์ของเราเองทำได้ง่ายมากเลย

( clip ด้านบนนี้ไม่มีเสียงน่ะครับ ไม่ต้องพยายามเปิด volume หรอกครับ )

คนทีใช้ Gmail ถ้าหากว่าอยากจะทำให้ Gmail เป็น Center ของทุกๆเมล์ จะได้ไม่ต้องไป check email ที่อื่นทีไหนอีกต่อไป (ยกเว้น hotmail น่ะครับเพราะว่าผมยังหาวิธีการทำไม่ได้ครับ) ก็ใช้ วิธีการที่ผม upload เอาไว้ให้ดูน่ะครับ ทำแค่นี้ก็ส่ง email ก็สามารถเลือกได้ว่าจะส่งเป็น email อันไหน แล้วก็การรับเนี่ยะ มันก็จะส่งไปที่ Gmail ที่เดียวทุกครั้งไปครับ ลองดูแล้วกันนะครับ

Posted in business IDO, online life, online productive | Tagged , , , | 3 Comments