promote Blog วิธีการไหนที่ผมยังไม่ได้ทำแต่อยากจะทำอีกถ้ามีเวลา

promote-your-blog
จากเนื้อความคร่าวก่อนที่ผมบอกว่าจริงๆแล้ว Blog เราสามารถที่จะทำการ Promote ได้เยอะแบบมากๆถ้าหากว่าอยากจะทำผมพิมพ์เอาไว้เป็น List ก่อนดีกว่า เผื่อว่าวันไหนอยากทำอะไรก็เลือกเอาจาก List นี้มาทำกันเลยก็ได้น่ะครับ

ถามเองตอบเอง :

ถ้าหากว่าคุณมีสินค้าหรือบริการใดๆเพื่อทำการขายเป็นพิเศษแล้วล่ะก็หรืออาจจะเป็นเนื้อหาที่คุณเคยสร้างเอาไว้ ก็ไปจัดการสร้างคำถาม หรือเปิดกระทู้ไว้แล้วก็จัดการตอบเอง หรือว่า post comment เองด้วย IP ตัวเองตัวเดียวกันหรือว่า IP คนอื่นเค้าก็ได้น่ะครับไม่ว่ากัน

อ้างอิงถึงเนื้อหาตัวเองในการถามตอบ และกระทู้ แบบไม่ได้ถามเองตอบเอง :

ถ้าหากว่าคุณเลือกถามตอบเป็นแหล่งที่จะทำให้คนหลงไหลเข้าหน้าเว็ปคุณแล้วล่ะก็การถามหรือตอบนั้นอาจจะอ้างอิงหน้าเนื้อหาที่คุณอยากจะ promote เป็นพิเศษก้ได้น่ะครับ วิธีการนี้ทำได้จากการ Google ด้วย keyword ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เคยพิมพ์เอาไว้ เช่น ถ้าหากคุณทำการ promote Skype ก็จัดการ Google ดูที่เว็ปที่คนเข้าไปกันเยอะๆ เช่น guru.google.co.th ก็ได้ โดยการค้นหา ก็พิมพ์ในช่อง Google search ซะว่า "site:guru.google.co.th skype" ประโยคนี้แปลว่า ให้ทำการค้นหาเฉพาะหน้าเว้ป Google guru ของคนไทย โดยให้ค้นว่าในเว็ปทั้งเว็ปมีคำว่า Skype อยู่ที่ page หรือไหนบ้างครับ ถ้าหากว่าเค้าเปิดให้ comment หรือเปิดให้ตอบต่อ ก็จัดการไปตอบปล่อยไข่เอาไว้น่ะครับ

สร้าง Google Alert เอาไว้ถ้าหากว่าคุณอยากขายของอะไรเป็นพิเศษ :

คำว่าขายของของผมก็รวมถึงขายเนื้อหาด้วยล่ะหละครับ เนื้อหาก็เหมือนกับของที่อยู่ที่หน้าเว็ปของคุณที่อยากจะเสนอให้คนอื่นได้อ่านครับ ทีนี้ประเด็นก็คิอว่า ถ้าหากว่าของของคุณมี keyword ที่เป็น niche และชัดเจนมากๆ เช่น ผมยกตัวอย่าง case ผมต่อดีกว่า  "Skype Unlimited call" คุณอาจจะ Generate Set Keyword เอาไว้สักปึกนึงไม่ต้องมากก็ได้ แล้วก็เข้าไปที่ Google Alert แล้วก็ทำการตั้งไว้ว่า "ถ้าหากว่า Google น้าไป index หน้าไหนมาแล้วเจอคำนี้เป้ะๆ ให้ email หรือแจ้งผมผ่าน feed หน่อยครับ" Google Alert จะมีหน้าที่แบบนี้จริงๆน่ะครับ แล้วผมก็ได้ใช้ด้วย แต่ว่าผมใช้กับการติดตามข่าวซะมากกว่าครับ คือ ที่ผมใช้เนี่ยะ ก็เพื่อที่จะรู้ว่าถ้าหากว่ามีการ update Garmin maps version ใหม่ที่เรียก TSM 10.0 แล้วไม่ว่ามีคนพูดถึงที่หน้าเว็ปไหนก็แล้วแต่ให้แจ้งผมด้วย เพราะผมก็อยากจะ update version แผนที่ Garmin ทันทีถ้าหากว่ามันมีการเปิดให้ update แล้วยังไงล่ะครับ วิธีการนี้เป็นจุดประสงค์หลักของ Google Alert น่ะครับ แต่ว่าอย่างว่าล่ะ เราเอามาใช้อย่างอื่นก็ไม่ได้มีคนว่านี่หน่าว่าเหรอป่าวล่ะครับ

วันนี้เวลาน้อยผมคงคิดและพิมพ์ทิ้งเอาไว้ได้เท่านี้น่ะครับ ยังไงเดี๋ยวจะต้องกลับมาพิมพ์ทิ้งไว้อีกสัก post สอง post เกี่ยวกับเรื่องการ Promote เว็ป Blog ที่ผมไม่ได้ทำเพราะว่าขี้เกียจ ต่อแล้วกันครับผม ^_^ (ธาตุความขี้เกียจ promote เข้าแทรกจริงๆเลยเรา ว้าๆ ไม่ดีนะเนี่ยะ )

Posted in Bloging life, online life | Tagged , | 1 Comment

คิดจะเปลี่ยนสีผม ลองเปลี่ยนเองใน Photoshop ดูก่อนน่ะครับจะได้รู้ว่าจะเลือกสีไหนครับ

ตะกี้นี้ผมเพิ่งไปจะร้านตัดผมมาหมาดๆ แล้วตอนที่ตัดก็นั่งคิดว่าอยากจะทำสีผมกะเค้ามั่งก็น่าจะดี แต่ว่าไม่แน่ใจว่าสังคมจะรับผมได้เหรอเปล่า หรือว่า หน้าตาผมถ้าหากว่าเปลี่ยนสีไปจะเป็นอย่างไร เพราะว่า ผมคิดว่าการที่คนเราเปลี่ยนสีผมถ้าหากว่าเลือกผิด ก็เป็นการสิ้นเปลืองเงินไปเปล่าๆ แล้วถ้าหากว่าทำออกมาแล้วไม่ได้ดั่งใจ ก็มีทางเลือกไม่มากก็คิอ ทำสีอื่นแทนเท่าที่สีจะทำได้ เช่น อาจจะเอาเข้มลงทับแทน (อันนี้ผมเดาเอาอ่ะนะครับไม่รู้ว่ามันทำได้จริงเหรอป่าวอ่ะครับ เพราะว่าผมคิดกับการย้อมผ้าซะมากกว่าเฮอะๆ) แล้วก็อีกวิธีก็คือ ยอมรับมันซะ แล้วก็รอให้มันเลือนหายไปซะงั้นครับ

คิดได้อย่างงั้นแล้วก็เลยเข้าใจว่า ถ้าหากว่าเราเห็นตัวเองมีสีผมที่อยากจะมีก่อน ที่จะทำการย้อมก็น่าจะดีกว่ามั้ย แน่นอนว่าถ้าหากว่าเป็นอย่างงั้นได้ก็จะดีกว่าอยู่แล้วล่ะครับ แต่ก็อีก ร้านทำผมไม่ได้มีอุปกรณ์ทาง computer ใดๆหรือ software ใดๆเพื่อเอาภาพเราทำสีผมจำลองซะก่อน เพือให้ลูกค้าดู (ถ้าหากว่าร้านตัดผมร้านไหนอยากทำจุดเด่นให้กับร้านก็อาจจะเอา idea เรื่องการปรับสีผมให้ลูกค้าดูก่อนล่วงหน้า ก็อาจจะเป็นจุดขายได้เหมือนกันน่ะครับ คิดว่าน่าจะมี software พวกนี้ขายอยู่แล้วล่ะครับ) สิ่งที่ผมทำได้ก็คือ หาว่ามี tutorial ใดๆที่สอนการ เปลี่ยนสีผม ด้วย photoshop เหรอป่าวก็ youtube Google กันดูได้ไม่นานนักก็มาเจอ clip youtube อันนี้น่ะครับ ใช้ได้เลยเลยนอกจากสอนเปลี่ยนสีผมแล้วยังสอนการเปลี่ยนสีตามด้วย Photoshop อีกต่างหาก เจ๋งไปเลย ว่าแล้วถ้าหากว่าผมมีเวลาอยากจะเปลี่ยนสีผมอีก ผมก็คงเปิด tutorial นี้แล้วก็หาภาพตัวเอง (มีถ่ายเอาไว้จาก studio ชั้นนำของประเทศ) แล้วก็จัดการเปลี่ยนสีผมตัวเองซะ ก็จะรู้แล้วละครับว่า คนหน้าตาลูกครึ่งเกาหลีอย่างผมเนี่ยะจะเหมาะกับสีผมแบบไหนครับ ^_^

Posted in online life, tutorial | Tagged , , , | Leave a comment

update จำนวน Page ที่ Google Bot มาคืบคลานที่หน้า Blog

Google-crawl-stats
ไม่เกิน 1 week ที่ผ่านมาผมทำการปรับความถี่ในการ update Blog content Post ของผมขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1 Post ต่อ 2 วัน เพื่อดูพฤติกรรมการ Crawl ของ Google Bot ว่าจะมีผลหรือไม่ ถ้าหากว่าเราทำการเพิ่มความถี่ในการ update เนื้อหา ทั้งนี้ความถี่ในการ Post ผมเคยได้ยินมาว่า น่าจะทำการ update ด้วยความถี่ประมาณนี้ (เท่าๆกับที่ผมไป Fitness น่ะหละ อารมณ์แบบว่าวันเว้นวันได้ ) หลังจากครบ 7 วันแล้วผมก็มาดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างครับ

สิ่งที่สังเกตได้ไม่ยากผ่าน Google Webmaster Tools ก็เห็น Google Spider มาเก็บหน้า Page มากขึ้นครับ อันนี้ก็ส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นคำตอบก็ได้ แต่ก็อีก ผมทำอย่างอื่นไปด้วยในเวลาเดียวกันนั่นก็คือ การปรับ robots.txt ที่ดูๆแล้ว ครั้งก่อนหน้าผมว่าผม Block Google Bot มาเกินไปครับ ทำให้หน้าที่ index โดย Google มันก็หายไปด้วยเช่นเดียวกันครับ

อย่างว่าล่ะครับว่าทำไมผมต้อง care Google Spider ที่มาคืบคลืนในหน้าเว็ปผมด้วย เหตุผลก็เพราะว่าหน้าเว็ปผมไม่ได้มีการ promote ใดๆผ่าน Submit page มากนัก ถ้าหากว่าผมทำอย่างมากที่สุด ผมก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ อ่านนู้นอ่านนี่แล้วก็ post comment เท่านั้นเอง แล้วก็ทำ Link จากที่ comment ไปเนี่ยะกลับมาที่หน้าผม ซึ่ง comment เหล่านั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาที่เป็นเชิงเดียวกับเว็ปผมสักเท่าไหร่ นอกจากนี้ผมก็จะไปตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์บ้าง เล็กน้อยถ้าหากเจอน่ะครับ แต่ว่าถ้าไม่ได้เจอเนี่ยะผมก็ไม่ได้สร้างคำถามแล้วก็ตอบเองหรอกครับ มันเป็นการ promote แบบตั้งใจเกินไป (สำหรับผมน่ะครับไม่อยากจะทำแบบนั้นสักเท่าไหร่เพราะว่าอยากรู้ว่าถ้าไม่ทำแล้วมันจะไม่เกิดกันเลยอย่างงั้นเหรอ ?) ทำให้คนที่เข้ามาที่หน้าเว็ป page ผมก็จะมาจาก Seach Engine Result page อย่างเดียวครับเรียกว่าเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ เลยเดาเอาก่อนว่ามันก็น่าจะเกี่ยวกับการที่ Google มาเจอเนื้อหาเราแล้วเอาไป index ให้คนอื่นหลงค้นหาแล้วมาเจอ ก็จะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดไปซะอย่างงั้นครับ ทั้งนี้แท้ที่จริงแล้วการ promote website หรือ web Blog ทำได้เยอะแยะตาแป้ะไก๋ แต่ผมก็ไม่ทำน่ะครับ

Posted in Bloging life, online life | Tagged , , , , , | Leave a comment

product that fail : โดนตีจากสินค้าประเภทอื่นที่ทำงานแทนกันได้

มีอีกเหตุผลหนึ่งที่สินค้าใดๆที่ออกมาแล้วกลับขายไม่ได้ก็เพราะว่า "มันมีสินค้าอื่นมาทดแทนแล้วมันก็ใช้การได้เหมือนกันซะดว้ยซิ" อาการแบบนี้ผมเจอกับตัวเองเลยน่ะครับ (แต่ว่าเป็น product ของคนอื่นน่ะครับ) นั่นก็คือ กระดาน electronic 

มีอยู่พักหนึ่งที่ผมเคยเห็นสินค้าประเภทนี้วางขายคือมันเขียนขึ้นไปแล้วมันก็ทำการบันทึกเป็น file ภาพออกมาให้ด้วย มันอาจจะทำงานจากแรงกดของปากกาก็ได้อันนี้ผมไม่แน่ใจ หลักการทำงานของมันสักเท่าไหร่หรอกครับ หลักๆจะเอาไว้เขียนเพื่อ present งานกันหรือว่าเพื่อระดมสมองบนกระดาน whiteboard กันน่ะครับ ซึ่งนานๆทีผมก็จะทำน่ะครับ แต่ว่าส่วนมากผมจะใช้เขียนสรุปความและ action ที่จะกระทำมากกว่า แต่ว่าประเด็นคือ สินค้าเหล่านี้จะตายไปในทันที โดยโดนสินค้าที่อยู่คนละหมวดแบบหลุดโลกทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ นั่นก็คือ "มือถือ" ครับ

เพราะว่าตอนนี้มือถือมันถ่ายภาพได้ชัดเจนมากขึ้นครับ แล้วหน่วยความจำก็เหลือเฟือซะด้วยซิ วิธีการใช้ก็เหมือนกับที่คุณๆคิดออกนั่นน่ะหละ ก็คือ ว่าเมื่อเขียนกระดานจบก็ควักมือถือออกมาถ่ายซะงั้น แล้วก็กดส่งไฟล์ไปให้ทุกคนทันทีก็ได้ครับ หรือว่าจะกดสั่ง print ออกมาเลยก็สุดแล้วแต่ว่าคุณทำการเชื่อมต่อ wifi หรือ Bluetooth เหรอป่าวครับ แปลว่า กระดานแบบนี้ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป แล้วก็กลับไปใช้กระดานธรรมดาที่เจอที่ไหนก็ได้ หรือว่าเป็นกระดาษก็ยังได้เล้ย ไม่ต้องเป็นกระดานหรอกถ้าหากว่ากลุ่มมันเล็กมากแล้วสุมหัวกันได้น่ะครับ

เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าสินค้าใดๆ ก็จะโดนสินค้าอื่นๆ ที่อยู่คนละโลกเข้าโจมตีได้อย่างไม่น่าเชื่อเพราะว่ามันแทนการใช้งานกันได้ครับ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำสินค้าอะไรก็แล้วแต่ มันหยุดไม่ได้ครับ คุณก็ต้องหาทางปรับสินค้าของคุณให้ไปตีการใช้งานอื่นๆ ครับ ไม่ใช่มารอให้สินค้าอื่นๆ มาตีคุณซะงั้นครับผม .. ไปตีคนอื่นซะนะ ><

Posted in business IDO, thinking process | Tagged , , , | Leave a comment

สร้าง hyperlink ที่แสดงบน msn ตอนที่คุยกันทำได้ยังไง ?

คนที่ถามผมว่าที่ msn ของผมทำไมมันมีเหมือนกับเป็น hyperlink แล้วมันสร้างยังไง ตอนแรกผมก็หาว่าเอหน้าตามันเป็นยังไงเพราะว่าผมไม่ได้เห็นหรอกครับว่า คนอื่นเค้าเห็นอะไรตอนที่คุยกันผมครับ ก็ให้น้องผมทำการ screenshot มาให้ดูซะหน่อยปรากฏว่า hyperlink ที่ว่ามันไม่ได้เป็น hyperlink ที่ผมสร้างเอาไว้เองหรอกครับ มันเป็น link จาก Feed ที่ Blog จากหน้าเว็ปผมนั่นเอง  ถ้าหากว่าคิดไม่ออกว่าหน้าตาเป็นยังไงดูได้จากภาพด้านล่างนี้น่ะครับ

hyperlink-text-msn-posted

ถ้าหากว่าอยากทำอย่างงี้ได้ วิธีการก็ไม่ยากน่ะครับ เข้าไปที่ http://profile.live.com ซะครับ
(แสดงว่าคนถามไม่เคยใช้ product อื่นๆของ Microsoft กันสักเท่าไหร่นอกจากเล่น M กันอย่างเดียวเนี่ยะ) แล้วทีนี้ก็จัดการ sign in ด้วย hotmail account หรือ Live account ที่เช่น msn น่ะหละครับก็จะเจอหน้าตาออกมาเป็นแบบนี้น่ะครับ

live-page
ที่ด้านซ้ายล่างจากภาพจะเห็นได้ว่ามีคำว่า Manage อยู่ครับ หรือว่าถ้าหากว่ายังไม่ได้เคยใส่อะไรก็กด add ครับในนั้นผมก็จะเลือก Blog , Facebook แล้วก็ Twitter แล้วแต่ละตัวผมก็กรอก rackmanager Twitter account  , Facebook name และก็ หน้าเว็ป rackmanagerpro.com ลงไปในแต่ละอย่างครับ นอกจากนี้แต่ละประเภทจะต้องกำหนดอีกว่า มันจะให้ใครเห็นเนื้อความที่ดูดจาก Facebook , Twitter และ Blog ได้บ้าง โดยมีให้เลือกว่าจะเอาเป็น Everyone, only my Network , just me ครับ ก็ต้องดูว่าเนื้อหาอะไรเหมาะกับแบบไหนครับ

สำหรับผมนั้นแน่นอนว่า rackmanagerpro.com และ Twitter จะเปิดไว้เป็น Public แปลว่าทุกคนก็เข้ามาอ่านได้อยู่แล้ว เพราะงั้นในนี้ผมก็เลือกเป็นแบบว่าทุกคนเข้าอ่านได้ครับ แต่สำหรับ Facebook เราก็เลือกเป็นแบบให้ทุกๆคนอ่านได้น่ะหละครับ เพราะว่า แท้ที่จริงแล้วที่หน้า Live นี้เนื้อความที่จะเห็นจาก Facebook จะเป็นเนื้อหาใดๆที่ตอนที่เรา post ใน Facebook แล้วเลือกว่าเป็น Everyone เท่านั้นมันถึงจะเห็นได้จาก Live อยู่ดีน่ะครับ

PrtScr capture_8 

สรุปคือ สำหรับกรณีของผมเนี่ยะ เนื้อความทั้งหมดที่จะปรากฏให้เพื่อนๆที่ msn ตอนที่คุยกันแล้วเห็นเป็น Hyperlink จะเป็น Public post  ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการ Post ที่ Twitter ของผมเอง หรือว่า Blog หรือ Facebook ครับ ลองดูกันเอาเองแล้วกันนะครับถ้าหากว่าติดขัดอะไรตรงไหน comment ด้วยครับ เพราะว่าแสดงว่าเนื้อความผมพิมพ์ได้ไม่สมบูรณ์จะได้เขียนบอกเพื่อเติมกันที่ comment ครับ

Posted in Bloging life, online life | Leave a comment

รักษาความปลอดภัย รหัสผ่าน บน social network ของคุณเอาไว้ให้จงดี !

passworhacker การรักษาความปลอดภัยของรหัสของตัวเองเป็นเรื่องจำเป็นอย่างหนึ่งที่ไม่อาจจะละเลยได้ครับ เพราะ ถ้าหากว่าคนอื่นเค้าเอาไปได้ แปลว่าเค้าจะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้มากมายครับ เพราะ เดี๋ยวนี้เราผูกข้อมูลกับ account ต่างๆ online เอาไว้มากมายครับ เช่น ข้อมูลทางการเงินต่างๆไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินชื่อบัญชี ไฟล์ใดๆที่เก็บเอาไว้ในemail เนื้อความ email ที่คุยกันกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เบอร์โทรศัพท์ทั้งหมดที่กรอกเอาไว้ใน Gmail และสุดท้าย คือ เบอร์โทรศัพท์ และรายชื่อเพื่อนๆทั้งหมดที่อยู่ใน social network ของคุณเอง !

ข้อมูลแบบนี้มันจะไม่ได้แค่เดือดร้อนเฉพาะเจ้าตัวเท่านั้นที่โดนเอารหัสไป อาจจะเป็นไปได้ว่า อาจจะเดือดร้อนไปยังเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคนอื่นๆได้ เช่น ถ้าหากว่าคนที่เอาไปเป็นศัตรูคู่อาฆาต แล้วคุณทำการ share location เอาไว้กับผู้ที่โดนเอารหัส password ไป เพราะว่ากะว่าจะ share location เฉพาะกลุ่มเพื่อนๆเท่านั้น สุดท้าย Location ของคุณก็จะตกอยู่ในมือคนอืนแถมมาด้วย ทั้งๆที่เราไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรด้วยแต่อย่างใด

ใน Facebook จะมีเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่อื่นๆที่ "เฉพาะเพื่อนเท่านั้นที่จะเห็นได้" เพราะว่าผมก็ตั้งค่าเอาไว้อย่างงั้น แต่ว่าถ้าหากว่าเพื่อนที่เราทำการ connect เอาไว้ที่ Facebook ดั้นเป็นคนที่ไม่ได้รักษาความปลอดภัยใดๆในเครื่องตนเองเลย แปลว่าที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และ เนื้อความ ข้อความใดๆที่เรากะว่าจะ share กันแค่ เพื่อนที่เรา connect ไว้ก็จะตกเป็นข้อมูลของคนที่เราไม่ได้รู้จักยังไงอย่างงั้น เรียกได้ว่า คนๆนั้นคือ "คนแปลกหน้า" ก็ว่าได้ครับ

ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กอายุไม่เกินสักประมาณ 14-15 ปี ก็อาจจะอยาก access complete information ของลูกสาว (หรือชาย) ของคุณเพื่อดูพฤติกรรม และหน้าตาคนที่ contact กับลูกคุณได้อย่างสมบูรณ์ แต่ผมก็ไม่ได้จะให้ใช้วิธีการแอบเอา password ออกมาแล้วแอบเข้าไปดูเป็นประจำสักเท่าไหร่ มันก็เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกต้วเองมากเกินไป เหรอป่าวครับ ผมอาจจะเทียบได้เหมือนกับการเอากล้อง cctv ไปติดที่ห้องนอนลูกตัวเองกันเลยก็ว่าได้

หรืออีกกรณีที่เป็นที่นิยมกันคือ การเปิดเผย email password ให้กับแฟนหรือคนที่คิดว่าจะเป็นแฟน เพื่ออยากจะ share ความบริสุทธิ์ใจอะไรสักอย่าง ผมมองว่า การ share password email หรือ password Facebook และอื่นๆ มันไม่ได้เป็นการ share กันแค่ระหว่างคุณสองคน เพราะ มันเป็นการ share ข้อมูลอื่นๆที่ เค้าคาดหวังว่าจะให้เฉพาะคุณเห็นเท่านั้นไม่ใช่แฟนหรือกิ้กของคุณรับรู้ด้วยครับ ผมก็รู้จักหลายคนที่ share ขนาดนี้แล้วส่งที่เกิดคืออะไรน่ะเหรอครับ ปัญหาอื่นๆตามมามากมายน่ะครับ ไม่ว่าแฟนเก่าคุยกัน แล้วเกิดความหึงหวง ความจริงที่ไม่น่าจะรู้ก็ได้รู้ เบอร์ติดต่อ ข้อความข้อมูลเก่าและอื่นๆ ที่อาจจะรู้อาจจะเห็นได้จากการดู history ทั้งหมด

หรือคุณอาจจะคิดว่า อืม ข้อมูลของคุณเองไม่สำคัญอะไรไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเปิดหรือเข้าถึงได้ แล้วแค่ใจเหรอครับ ว่าการเข้าถึงของข้อมูลนั้นจะเข้าถึงได้ด้วยบุคคลที่คุณกำหนดเอาไว้เท่านั้น ถ้าหากว่าคนที่คุณอนุญาตให้ใช้ password เดียวแล้วเข้าไปดูข้อมูลใดๆของคุณเกิด "หลุด" ไปใช้ computer สาธารณะเพราะว่าความไม่รู้ใดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้งาน password แล้วล่ะครับก็ ก็แปลกได้อีกว่า ข้อมูลเหล่านั้นก็จะตกในมือ "คนแปลกหน้า" ได้อีกอยู่ดีนั่นเอง

เอาล่ะ
ครับที่ผมพิมพ์ note ไว้ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่อยากจะบอกคนอื่นๆที่อาจจะได้อ่านว่า รหัสผ่าน เป็นเรื่องสำคัญ และไม่ใช่เป็นเรื่องล้อเล่นได้ การเข้าถึงข้อมูลโดยคนอื่นที่คุณอนุญาตไม่ได้แปลว่า คนที่เป็นคนแปลกหน้าจะไม่สามารถเข้าถึงได้ และการ share ข้อมูลใดๆกับเพื่อนๆของคุณของให้คิดไว้ด้วย อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า เพื่อนของเพื่อนของคุณก็จะได้ข้อมูลเหล่านั้นด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งสำหรับ Facebook แล้ว default ของการ share ข้อมูลจะเป็นการ share ในลักษณะว่า เพื่อนของเพื่อน จะสามารถรับรู้เนื้อความ หรือ ภาพนั้นๆได้ครับ แค่คิดว่า "เพื่อนของเพื่อน" เป็น "เพื่อนคุณอย่างงั้นหรือ?" คุณก็พอจะเข้าใจน่ะครับ ว่า "เพื่อนของเพื่อนแท้ที่จริงแล้วเป็นคนแปลกหน้า!"ครับ

พื้นฐานเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลที่ผมคิดว่าใครๆก็รู้ แต่มีคนไม่รู้ซะอย่างงั้น ><

 
Log out ไม่ได้แปลว่า Clear password :

เมื่อคุณ save password ในเครื่องแล้ว เมื่อคุณ Log out มันไม่ได้แปลว่าข้อมูลจะหายครับ คนที่เข้ามาใช้ computer นั้นถ้าหากว่าเปิดเว็ปหน้า Log in ก็สามารถเข้าไปได้ด้วยรหัสของคุณครับ เหมือนกับเป็นตัวคุณเองกรอก password เข้าไปยังไงอย่างงั้นเลยก็ว่าได้

password ที่ถูกบันทึกไว้จะมองเห็นได้ว่าพิมพ์เอาไว้ว่าอะไร :

หลายคนมากน่ะครับ ที่จะใช้รหัสเดียวกันหมดเป็นเหมือนกับชุด password แบบ universal รหัสเดียวไขได้ทุกเว็ป หรือ ห้าหกรหัสไขได้ทุกเว็ป ถ้าหากว่าคุณเลือก save password ไว้ที่หน้าไหนแล้ว คนที่คุณใช้ computer ด้วยกันหาทางเปิดดูรหัสว่า "พิมพ์ว่าอะไร" ก็จดออกมาแล้วก็สามารถเอาไปลองกับ email อื่นๆ หรือ หน้าเว็ปที่ถามรหัสอื่นๆของคุณได้ และโอกาสเข้าไปได้ก็มากซะด้วยซิ สำหรับวิธีการดูนั้นผมคงไม่อยากพิมพ์ทิ้งเอาไว้ แต่อยากจะบอกว่ามันดูได้จริงๆน่ะครับ ไม่ยากเล้ย (ไป Google เอาเองแล้วกันนะ)

รู้ไว้ซะว่ามีโปรแกรมเพื่อการบันทึกทุกปุ่มที่กด :

เราเรียกสิ่งนั้นว่า keylogger program ครับแปลว่าถ้าหากว่าคุณไปใช้เครื่อง computer ใดๆที่มีโปรแกรมนี้ฝังเอาไว้รหัสผ่านของคุณจะโดนบันทึกเอาไว้ ทีนี้ล่ะ คนที่ลงโปรแกรมก็จะเปิดดูว่าคุณพิมพ์อะไรเอาไว้ว่าอะไร ทั้งรหัส username และ password ทั้งหมดโดนเข้าอย่างจังครับผม นอกจากนี้ keylogger อาจจะโดนโอนถ่าย file ผ่าน internet ได้แปลว่าอะไรน่ะเหรอครับ คนที่เอาข้อมูลเราไปเค้าเอาไปแบบเงียบๆไม่รู้ไม่ชี้ โดย คนแปลกหน้า นั่นเอง

อย่าไปเล่นคอมของคนที่โดนไวรัสแบบมหากาพย์ฝังในเครื่องเพื่อใช้งานจริงจัง :

ไมว่าจะเป็น com ลูกๆของคุณเอง ไม่รู้ว่าเครื่องไปโดนอะไรมาบ้าง ถ้าหากว่าโดน keylogger แล้วล่ะ ข้อมูลก็ไปน่ะครับไปแลวไปลับไม่รู้ตัวเองเหมือนเดิม

USB Flash Drive ที่เสียบกัน ไม่ควรมี file ที่เป็นส่วนตัวเกินไป :

ไฟล์ส่วนตัวผมยกตัวอย่างเช่น ภาพโป้ส่วนตัว หรือไฟล์เกี่ยวกับธุรกิจที่ไม่อยากเปิดเผยใดๆ เพราะ ก็อีกผมเองก็รู้จัก program เพื่อดูดเอา file ทั้งหมดชองคนที่เอา Flash Drive มาเสียบที่คอมแล้วมันก็ copy file ทั้งหมดโดยไม่มีอะไรให้เห็นที่หน้าจอเลยว่าตอนนี้ copy files อยู่ครับ เลยลองและพิสูจน์มาแล้วว่ามันทำได้ครับ เพราะงั้นแล้ว file ที่อยู่ใน Flash Drive แนะนำว่าเป็น file ชั่วคราวเพื่อการย้ายไปย้ายมาเท่านั้นและมันต้องไม่ critical โหดเกินไปน่ะครับ

File ใดๆที่อยู่ใน computer ,harddisk Flash Drive แม้ลบแล้วก็เอาคืนได้ถ้าออกแรง :

เค้าเรียกว่าการกู้ไฟล์น่ะครับ มันมีโปรแกรมเยอะแยะตาแป้ะไก๋ที่ทำหน้าที่แบบนี้ เพราะคนเราชอบเผลอลบ file กันน่ะครับ ผมก็เคยเผลออยู่ แต่ว่าเป็นการ cut paste แล้วผมไป interupt การโอนถ่าย file ซะทำให้ file หาย (ไปไหนไม่รู้น

Posted in online life | Tagged , , , , | Leave a comment

สิ่งที่ขาดหายไปในรถปัจจุบันเพื่อให้รถ . ทำอะไรได้มากขึ้น

ล่าสุดผมไปงาน motor show มาน่ะครับแล้วทีนี้ผมก็ไม่ได้สังเกตรูปลักษณ์หรือ pretty น่ารักๆสักเท่าไหร่ ไม่ได้เพราะว่าตายด้านแต่ประการใดน่ะครับ (เหมือนเดิมแข็งแรง fitness เป็นประจำจะมาตายอะไรตอนนี้ >< ) แต่ว่าสิ่งที่ผมสังเกตอีกเรื่องก็คือ ว่ารถบ้านเราไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้คนที่เป็น Geek ใช้งานเลยแม้แต่น้อยครับ เพราะว่า Bluetooth ถ้าหากว่ารถมีก็มันเอาไว้ใช้กับ hand free ได้อย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าหากว่าจะ install Bluetooth receiver เนี่ยะ น่าจะใช้เป็น แบบที่ transfer ข้อมูลเพลง stereo กันได้เลยไม่ดีกว่ามั้ย เพราะว่าตอนนี้ทุกๆคนก็มี เครื่อง pda หรือว่าพวก smartphone ไม่ก็เป็นพวก iPhone อยู่แล้วซึ่งบอกนี้ก็เป็นเหมือนกับอุปกรณ์ที่บันทึกเพลงเอาไว้ติดตัวไว้ตลอดเวลาครับ แผน MP3 ที่ใส่เนี่ยะถ้าหากว่าจะเลิกก็เลิกไปได้เลยน่ะครับ เพราะว่ามันใส่เพลงก็ใส่ได้น้อยแล้วก็ทำให้รถมีแผ่น CD mp3 ของ copy กองเกลื่อนรถผมว่าเกะกะน่ะครับนั่น

เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่ผมมองเพื่อให้รถมันทำอย่างที่ผมอยากจะให้เป็นก็คือ

- มันต้องนำทางได้แน่นอนว่าถ้าหากว่าผมแนะนำก็จะไม่เอาแบบที่มี GPS ติดไว้ที่รถเพราะว่านอกจากแพงแล้วมันเอาออกมาใช้คันอื่นไม่ได้ด้วย  .

- มันจะต้อง hand free bluetooth ผมได้

- มันจะต้อง Bluetooth แบบส่งผ่านข้อมูลเพลงกันได้

- มันจะต้องใส่ SDcard ได้หรือว่าใส่ Thumbdrive แล้วเอาเพลงมาไล่เปิดได้

สรุปแล้วโดย Default ของรถบางคันผมก็เริ่มเห็นน่ะครับที่มันจะเป็นแบบนี้ แต่ว่าที่ผมเห็นจะไม่ได้มีครบตาม ทีว่านี้ครับ เพราะฉะนั้นแล้วคงต้องหาอุปกรณ์เพิ่มครับ แล้วก็ได้มาแล้วด้วย อุปกรณ์ที่ว่านี้ ก็คือ อุปกรณ์ที่เสียบไฟฟ้าเข้ากับรูเสียบไฟบุหรี่ แล้วก็มันทำหน้าที่รับ Bluetooth ทั้งสองแบบไมว่าจะเป็น hand free และรับเพลงจาก HTC diamond ของผมแล้วก็มัน Transfer เสียงออกไปยังลำโพงสเตอริโอผ่าน FM ครับ โดยการปรับคลื่นของวิทยุให้ตรงกับคลื่นของเครื่องที่ว่านี้มันก็จะได้ยินเสียงจากลำโพงรถแล้วน่ะครับ >< ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอกว่าคลื่น fm เนี่ยะ เราเอามาใช้เพื่อส่งถ่ายข้อมูลเสียงกันได้แบบนี้ แต่ว่ามันทำได้จริงๆน่ะครับ ถ้าหากว่าผมได้รถใหม่มาแล้วผมเอาเครื่องนี้ไปติดตั้งทดสอบใช้แล้วผมจะเอามาโม้ให้ฟังอีกเนาะ

Posted in Bloging life, business IDO, gadget talk, thinking process | Tagged , , , | Leave a comment

เนื้อความผมพิมพ์เพื่อเตือนตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่ที่ Blog นี้ (คนอื่นไม่ต้องอ่านก็ได้น่ะครับ)

เหตุผลที่ผมพิมพ์เนื้อความไว้ที่หน้า Blog

เพื่อทำให้ตัวเอง Google เนื้อความหรือเรื่องที่ตัวเองอยากจะ Note เก็บเอาไว้ หรือ อาจจะเรียกได้ว่า เขียนให้ตัวเองอ่าน (เหมือนกับ content นี้น่ะหละ คนอื่นอ่านไปก็งั้นๆ ผมพิมพ์ไว้เพื่อบอกตัวเองโดยแท้)  เรื่องราวที่ผมอยากจะเก็บเอาไว้ก็จะเป็นพวก program freeware ที่ผมเจอมาแล้วก็ถ้าหากว่าผมไป Google อีกทีก็ไม่เจอกันแล้ว เจอหนเดียวแล้วก็ไม่เจอกันอีก แต่ก่อนก็ไม่ได้มี online Bookmarking ซะด้วยซิ ก็เลยใช้พิมพ์ Blog เอาดีกว่าเพราะว่า ใช้ Search Engine ของ Google มาค้นหาเนื้อหาตัวเองได้ด้วยเจ๋งดีน่ะครับ แล้วก็นอกจากนี้ถ้าหากว่าคนอื่นหลงมาอ่านหรือว่าค้นหาเรื่องประมาณเดียวกันก็น่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นต่อไปอีก ไม่ได้มีประโชน์แค่ตัวเองยังไงล่ะครับ

เพื่อทำให้ตัวเองคิดให้ชัดกว่าเดิม 

เหตุผลข้อนี้อาจจะฟังดูแปลกๆ ว่าทำไมการคิดใหชัดคืออะไรผมก็อยากจะบอกไว้ซักหน่อยว่า ผมเชื่อว่า การคิดอยู่ในหัวแล้วไม่ได้บอกกล่าวหรือเขียนออกมาไม่นานนักความคิดเหล่านั้นมันก็จะเลอะเลือนไปครับ หรือไม่ก็ถ้าหากว่าเราคิดว่าเราคิดอะไรได้ เราก็ต้อง note เก็บเอาไว้หรือบันทึกออกมาเพื่อให้มันโดนกลั่นออกมาเป็นเรื่องราวที่บอกคนอื่นต่อได้ เป็นการ จัดภาพความคิดให้กับตัวเอง เห็นภาพที่ตัวเองคิดได้อย่างชัดเจนมากกว่าเดิม เพราะว่าถ้าหากว่าภาพไม่ชัดแล้วไซร้ ฤ จะพิมพ์ออกมาบอกคนอื่นเค้าให้เข้าใจได้ (ว่าไปนั่น)

เพื่อทดสอบว่าการ Blog หาเงินได้

ซึ่ง ณ เวลานี้ผมค่อนข้างมั่นใจมากแล้วว่ามันทำได้จริงๆน่ะครับแล้วก็เชื่อด้วยว่าต้องมีเยอ่ะคนที่ใช้ชีวิตด้วยการ Blogging อย่างเดียวก็มีน่ะครับ ตอนแรกนึกว่าพวกฝรั่งเค้าโม้ซะอีก แต่ว่าแค่ลองแบบไม่ได้ตั้งใจอะไรมากมาย เพราะผมพิมพ์เนื้อความด้วยเหตุผลสองข้อข้างตันแล้ว แล้วประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นรองน่ะครับ ปรากฏว่าผมก็ได้ cash เข้า account ที่เปิดไว้ที่อเมริกาโดยที่ผมไม่คิดจะถอนมันออกน่ะครับ คิดแค่ว่าจะใช้มันยังไงดีซะมากกว่าครับ ^_^

เพื่อฝึกการกลั่นความคิดออกมาเป็น text และพิมพ์ให้เร็วเท่าที่คิด

ผมว่าเป็นทักษะหนึ่งที่รองลงมาจากการอ่านภาษาอังกฤษให้ได้เข้าใจด้วยเวลาอันสั้นครับ เพราะผมอยากจะที่ note ความคิดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน่ที่หน้างานจริงๆ หรือเพื่อเป็นการ reflect  ความคิดของผมเมื่อมีเวลาระหว่างเดินทางหน้าว่าระหว่างเวลาว่างๆน่ะครับ

เพื่อเอาไว้ลองทำการตลาดสินค้าใดๆที่อยากจะทำ

เพราะว่าถ้าหากว่าทักษะนี้ได้เป็นของแถมแล้วไซร้ มันก็จะเป็นเรื่องของอนาคตว่าเราก็จะขายอะไรก็ได้ เพราะว่าสินค้ามันไม่ได้จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่เรารู้จักครับ มันอาจจะเป็นแค่สินค้าที่คุณสนใจใดๆก็ได้ หรือว่าเราอาจจะเอาความรู้ความคิดนี้ไปใช้ในการ promote สินค้าให้กับคนอื่นก็ได้ด้วย อืม .. ก็น่าสนใจน่ะครับ เป็นความรู้ที่ติดตัวแล้ว ผมคิดว่ามีประโยขน์เนาะ

เหตุผลหลักๆของการ Blogging ของผมก็ประมาณนี้ เพราะฉะนั้นแล้วการที่ Google Bot หลงทางไปไม่ได้มา index หน้าผมสักเท่าไหร่ผมก็คิดว่าจริงๆ แล้ว ถ้าหากว่ามองย้อนไปประเด็นแรกๆหรือเหตุผลสำคัญของผมในการ BLog เรื่องที่ Google Bot จะแวะมาหาผมน้อยหน่อยก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องเครียดแต่ประการใดน่ะครับ แต่ว่ามันก็แค่อาจจะ effect เรื่องของการ marketing เสียหน่อยซึ่งก็เป็นเรื่องรองๆ ลงมาแล้วน่ะครับ เอาล่ะ แต่ว่าผมก็จะหาความจริงว่ามันเป็นเพราะอะไรแล้ว ผมก็จะดูอยูดีน่ะครับว่า คนที่ไหลเข้าหน้าเว็ปผมจะทำให้มันเยอะกว่านี้ได้ยังไงเ
พราะว่านานแล้ว rate คนที่เข้ามาที่หน้าเว็ปผมมันก็ไม่ได้ขึ้นมามากมายอะไรสัก (แล้วตอนนีก็ลดลงแล้วอีกตะหาก) ต้องคิดให้ได้ซิครับว่าจะ market content ตัวเองได้ยังไงกันนะ .. สู้ๆ ..

Posted in Bloging life, thinking process | Tagged , , , , | Leave a comment

เพิ่มโอกาสการติด Google index ด้วย Keyword ที่แตกต่างกันเป็นสองเท่า

การติด Google index ได้ มีคนแนะนำกันเยอะน่ะครับว่า ต้องพิมพ์เนื้อความให้มีคำๆนั้นเยอะหน่อย แต่ว่าไม่มากเกินไป (บอกไม่ถูกว่ามันต้องมากแค่ไหน เหมือนกัน แต่ว่าเอาเป็นว่า ก็มากที่สุดเท่าที่คนอ่านออกรู้เรื่องก็แล้วกันน่ะครับ แล้วก็แบบคนอ่านไม่งงว่าทำไมมันพูดซ้ำพูดซาก) แล้วก็ต้องมีคำนั้นๆอยู่ทึ่ title ไม่ว่าจะเป็นหัวเรื่องเอย หรือว่าอยู่ภายใต้ h1 หรือ h2 (แปลว่าตัวหนังสือนั้นจะถูกเน้นว่าเป็นหัวย่อหน้าน่ะครับ)

WordPress เองถ้าหากว่าคุณไม่ได้ปรับ permanent link format ก็แนะนำว่าให้ไปปรับเป็น %POSTNAME% ครับ อย่างไรก็ดีผมว่าให้มัน auto เข้า หัวเรื่องมาเป็น URL มันก็พอโอเคสำหรับภาษาอังกฤษครับ แต่ถ้าหากว่าเป็นภาษาไทยแล้ว มันจะโดนตัดคำไปครับ แปลว่า ถ้าเป็นผมเนี่ยะผมจะต้องแก้ Slug ทุกครั้งไปครับ

ทีนี้ไหนๆก็ต้องแก้ Slug ใน WordPress แล้วก็คิดต่อไปว่า ยังไงซะตัว URL ที่อ่านออกรู้เรื่องแบบนี้มันก็น่าจะมีผลต่อการ index ของ Google ด้วยน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว Slug มันก็เหมือนกับ Postname น่ะหละ แต่ว่าเป็น keyword ที่แตกต่างกันบ้างก็ได้หรือเป็นประโยคที่แตกต่างจาก Postname แล้วคิดว่าคนน่าจะค้นหาคำนั้นๆ หรือเรียกได้ว่า อาจจะเอา keyword รองมาใส่ใน slug ยังไงล่ะครับ เช่น หัวเรื่องนี้คือ "เพิ่มโอกาสการติด Google index ด้วย Keyword ที่แตกต่างกันระหว่าง Title และ URL" ใน URL slug ก็อาจจะปรับประโยคเป็น "แก้-Slug-WordPress-Google"

การทำแบบนี้คาดว่าน่าจะทำให้โอกาสคนที่เข้ามาที่ post นั้นๆเยอะขึ้นครับ เพราะว่า มันจะ index ทั้ง Postname หรือ หัวเรื่อง Title และมันก็ยัง index Slug ใน URL ด้วยเช่นเดียวกันครับ

Posted in Bloging life | Tagged , , , , , | Leave a comment

การคิดวางแผนระยะยาวเป็นเรื่องคาดเดา และ ลองคิดให้สั้นเข้าดีกว่าเพื่อการตัดสินใจที่ฉลาดกว่าเดิม

——————————————–
note : ปกติเนื้อความเชิงนี้จะอยู่ที่ blogspot ที่ผมพิมพ์เก็บเอาไว้น่ะครับแต่ว่าปีนี้ผมกะว่าจะยุบเนื้อหาให้เหลือเอาไว้ที่เดียวคือที่ rackmanagerpro.com นี้น่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากว่าอยากอ่านเรื่องประมาณนี้ ก็แวะเข้าไปดูได้ที่ Blogspot ของผมกันได้น่ะครับ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า ผมอยากขขาย ZONE เนื้อหาให้มีความเป็น personal มากขึ้นที่ website แห่งนี้ด้วยน่ะครับ ท่าทางว่าจะเจ๋งดีครับก็ลองอ่านดูเองแล้วกันนะครับเผื่อว่าจะถูกใจเป็นแฟนพันธ์แท้กันได้ครับ
——————————————–

วันก่อนผมมีโอกาสมานั่งคิดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการนำเสนอสินค้าให้กับคนที่มีโอกาสเป็นคู่แข่งได้ในสินค้าที่คตัวเองไม่สามารถที่จะทำตลาดได้ ปรากฏว่า ก็เริ่มคิดว่า ถ้าหากว่าเรานำเสนอและ ลูกค้าคนนี้เกิดทำตลาดได้จะเป็นอย่างไรกัน ปรากฏว่า outcome หรือผลลัพธ์ มันออกมาได้เยอะแบบมากๆ จนแทบคิดไม่ได้ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรกันแน่ ตอนนั้นผมก็คิดว่า เราอาจจะใช้ Decision tree เข้ามาใช้ได้ซึ่งแท้ที่จริงแล้วถ้าหากว่าเป็นเลือกของโลกความจริง (real world situation) ไม่สามารถที่จะใช้ Decision Tree เพื่อกำหนด outcome ได้ในทุกกรณีได้ เพราะมันไม่ได้เป็นตัวเลขยังไงล่ะครับ .. แล้วมันก็ไม่สามารถแปลงผลลัพธ์ทั้งหมออกมาเป็นตัวเลขได้อีกต่างหาก

มันอาจจะเป็นการใช้วิธีคิดที่ผิดวิธีการไปหน่อยก็อาจจะเป็นไปได้ครับ ก็เลยคิดว่า มันเป็นเรื่องของการคิดแบบ Game theory หรือเปล่าน้า แต่ก็อีก สมมุติฐานหนึ่งของ Game theory คือ เรารู้เขารู้เราและผู้เล่นทั้งสองฝ่ายมีความเป็น rational สุดๆ หรือเรียกได้ว่า Logic สุดๆเท่าที่โลกเราจะคิดได้ครับ ซึ่งแปลว่าเรื่องนี้จะผ่านกระบวนการคิดอย่างจริงจังทั้งสองฝ่าย นั่นก็แปลความได้เหมือนเดิมน่ะครับ เอาแค่ว่า ตัวผมคิดก็คิดไม่ได้ทั้งหมดแล้ว หรือว่าก็ไม่ได้มีเหตุมีผลได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนั้นครับ ก็เลยคิดเอาว่า อย่าไปคิดอะไรอย่างงั้นดีกว่าครับ

ลองกลับไปมองอีกแบบว่า เราคิดอะไรที่มันเยอะ case และผลลัพธ์ที่จะออกมามันทำนายผลไม่ได้ทั้งหมด ก็เลยต้องคิดให้ง่ายกว่าเดิมน่ะครับ คือ คิดแค่เหตุผลตรงหน้าพอ (ไม่ต้องคิดลึก) เพราะอะไรน่ะครับ เพราะถ้าหากว่าเรารู้ผลลัพธ์มากขึ้นการคิดตัดสินใจใดๆมันจะง่ายมากขึ้นดว่าเดิมยังไงล่ะครับ เหตุผลก็ง่ายๆแค่นี้น่ะหละครับ ..

ตัดสินใจเรื่องเล็กง่ายกว่าตัดสินใจในเรื่องใหญ่ เรื่องแบบนี้ผมไม่ต้องบอกใครๆก็รู้แต่ว่าคนเรามักอยากจะคิดและตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญในผลลัพธ์นั้นๆ ถ้าหากว่ามันออกมาดีครับ แต่ว่าถ้าออกมาไม่ดีก็ลืมๆไปซะ ก็ไม่ได้มีใครจะมาว่าได้กันได้อยู่แล้วล่ะครับ ใครๆก็รู้วิธีทางหนีทีไล่ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นการใช้ time delay ปล่อยมันช้าหน่อยคนอืน่ก็จะลืมไป หรือว่าจะใช้วิธีการหาเหตุผลใดๆ เพื่อให้เป็นแพะแทนก็ได้ไม่ยากน่ะครับ เรื่องแบบนี้คุณเจอเองคุณก็จะคิดออกได้ไม่ยากว่าจะต้องโบ้ยไปยังเหตุผลเรื่องใดครับ

การตัดสินใจเรื่องเล็กๆไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้คิดใหญ่แต่อย่างใด การตัดสินใจเรื่องเล็กแปลว่า มันจะตัดสินใจได้ไม่ยาก คิดไม่ยาก และ เราจะรอให้เกิดผลลัพธ์ออกมาก่อน เพื่อตัดสินใจเล็กครั้งต่อไปน่ะครับ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดไปเราก็แค่ ซอ่มมันเท่านั้นเอง ไม่จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ถอยไม่ได้หรือว่ากลับลำไม่ได้ ลองคิดดูซิครับ ว่าถ้าหากว่าเราตัดสินใจโดยเหมารวบเรื่องทั้งหมดให้เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ตัดสินใ
จไปซะ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดไป แล้วเกิดการลงทุนไปแล้ว เราจะเกิด sunk cost หรือต้นทุนจมที่ผมเคยอธิบายเอาไว้แล้วก่อนหน้า (ที่ http://rackmangaer.blogspot.com ค้นหาคำว่า sunk cost ครับ) ทำให้คนเราหลงผิดหนักไปเรื่อยน่ะครับ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า คุณโดนจิตตัวเองหลอก ทำให้ตัดสินใจต่อไปด้วยความผิดพลาดที่ตัวเองก็ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่าจะทำอะไรให้เดินหน้าด้วยเวลาอันสั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ คิดการใหญ่ ตั้งเป้าหมายเอาไว้แค่ในใจก็ได้ว่าจะทำอะไร แล้วก็ลองเดินดุ่มๆทำดู กล้าตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ โดยต้องทำเรื่องทั้งหมดให้เป็นเรื่องเล็กด้วยน่ะครับ เราก็จะตัดสินใจได้ด้วยตัวเองแบบว่า ถ้าคิดผิดก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ซ่อมมันได้ไม่ยากไม่มีทุนจมทางความคิดอีกตะหาก ตัวอย่าง ที่ผมเห็นก็ออกจะมีเยอะแยะน่ะครับ เรื่องทำการเรื่องใหญ่ให้เป้นเรื่องแล้วตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น น้องผมจะโดน assign ให้ออกแบบลายผ้าแล้วก็เอาเข้าหน้าร้านเพื่อขาย สิ่งที่พึงกระทำก็คือ ทำให้ของมันมีปริมาณไม่มาก ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเริ่มเป็นเรื่องเล็ก เราสั่งผลิตได้เองในปริมาณไม่มาก แล้วเอาไปลองขายดูหน้าร้าน ดูว่ามันอยู่นานแค่ไหนกว่าจะมีคนเห็น โดยการ promote มันให้สุดๆเท่าที่จะทำได้ (เพราะว่าตอนนี้การ promote ไม่ได้ถือเป็น Cost แต่ประการใดๆ ไม่ว่าจะเป็น Promote ่ผ่านหน้าเว็ป หรือการวางย้ายตำแหน่งสินค้าเพื่อให้เห็นได้โดดเด่นก็ได้) แล้วสิ่งที่ทำก็รอครับว่ามันขายมากแค่ไหน แค่นี้ เราก็จะได้ "ข้อมูลเพิ่ม" เพื่อเอาตัดสินใจเล็กๆต่อไปครับว่าจะทำเพิ่มมั้ย เท่านั้นเองครับ ผมยกตัวอย่างแบบนี้มันดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนที่ใครๆเค้าก็ต้องทำแบบนี้ แต่ว่าผมอยากจะบอกว่า ทุกคนไม่ได้คิดแบบนี้เหมือนกันหมดหรอกครับ ถ้าหากว่าคนที่มีอีโก้ หรือมีการทำงานแบบ aggressive แล้ว จะมีการทุ่มทุนสร้างโดยไม่สนใจแบ่งเรื่องให้มันเล็ก ก็คนมันใหญ่ก็ต้องคิดใหญ่ ตัดสินใจเรื่องให้ใหญ่ยังไงล่ะครับ ผมก็ชอบน่ะครับ มันดูเท่ห์ดี แต่ก็อีกถ้าหากว่าคิดแบบ rational หน่อยแล้ว การแบ่งเรื่องให้ tiny ๆ น่ารักๆลงเพื่อการตัดสินใจให้ง่าย และ รอให้ได้ข้อมูลเพิ่มกลับเป็นเรื่องที่ฟังดู make sense กว่ามากๆ ถ้าหากว่าไม่ได้มีคนบอกก็ไม่ได้ฉุกคิดกันได้ง่ายๆ ครับ เอาเป็นว่าถ้าหลงมาอ่านก็เตือนพี่ๆเพื่อนๆน้องๆหน่อยแล้วกันนะครับว่า เรื่องแนวคิดแบบนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องฉุกคิดขึ้นมาครับ อย่าหลงมัวเมากับความมันส์ เพื่อที่จะชนะกับข้อมูลที่แม่นขึ้น เพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นดีกว่าน่ะครับ

Posted in Bloging life, business IDO, thinking process | Tagged , , | Leave a comment