เหตุที่ว่า "ทำไมผมต้อง blog" ? และ การค้นหาคำเฉพาะในเว็ปใดเว็ปหนึ่งเท่านั้น

 

สาเหตุตอนแรกผมก็คิดเอาไว้แค่ว่าถ้าหากว่าเราจด note เอาไว้ทีไหนสักแห่งที่นั่นน่าจะทำการค้นหาด้วย Search Engine ของ Google ได้ครับ นั่นก็แปลว่า เนื้อความที่ผมอยากจะจดบันทึกไว้ก็ต้องขึ้นเอาไว้เป็น website หรือว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็น weblog เหมือนกับอย่างที่คุณๆได้เห็นกันอยู่น่ะครับ

ถ้าหากว่าคุณเขียนอะไรไปแล้วเนื้อความเหล่านั้นมันต้องเป็นเรื่องราวที่คุณอยากจะอ้างอิงถึงมันอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุผลมากมายเช่น เพราะว่าคุณรู้ว่าคุณจะ set up Google maps ให้แสดงพิกัดได้อย่างไร คุณจำทุกขั้นตอนไม่ได้หรอกครับ คุณก็ต้องจด note เอาไว้แล้วก็ทำกาค้นหาเมื่อคุณต้องการข้อมูลแบบนั้นอีกครั้ง อ่อ แล้วก็อย่าเพิ่งคิดว่าคุณจะค้นหาข้อมูลจาก Google ตรงๆแล้วมันจะได้เรื่องเดิมอย่างที่คุณอยากจะได้ทุกครั้งไปน่ะครับ มันจะได้ไม่ตรงประเด็นมากๆเหมือนกับที่คุณได้ทำการจดบันทึกเอาไว้เองหรอกครับ

วิธีการค้นหาเนื้อความที่ตัวผมเองจดเอาไว้ที่ rackmanagerpro.com ก็คือ ให้เข้าไปที่ Google แล้วพิมพ์ไปว่า site:rackmanagerpro.com ตามด้วย keyword ที่คุณเคยพิมพ์เอาไว้ เช่น ถ้าหากว่าผมอยากจกค้นหาว่า ประเทศไหนบ้างที่ Skype โทรศัพท์ไปได้ฟรีเป็นระบบเหมาจ่ายรายเดือน( เรื่องนี้ผมเคยพิมพ์เก็บเอาไว้แล้วก็มี link เอาไว้ตรงๆด้วยน่ะครับทำให้ไม่ต้องไปควานหาเอาจาก Skype.com หรือว่าเล่นค้นหาเอาสดๆจาก Google) ผมก็จะพิมพ์ว่า "site:rackmanagerpro.com skype" เท่านั้นเองเนื้อความที่พิมพ์เก็บเอาไว้ก็จะแสดงออกมาแล้วก็ใช้เวลาอีกไม่กี่วินาทีเพื่อที่จะกดเพื่อไปดูประเทศที่โทรศัพท์ Skype เหมาจ่ายได้ไม่อั้นได้ทันที

สรุปแล้วถ้าหากว่าคุณคุ้นๆว่าเรื่องราวใดๆที่คุณเคยอ่านหรือว่าเคยเจอมามันน่าจะอยู่ใน website ไหนแล้วคุณอยากจะทำการค้นหาเฉพาะ website นั้นแม้ว่า website นั้นๆจะไม่มี seach box ให้คุณพิมพ์ก็ตาม คุณสามารถพิมพ์ด้วยใช้ คำว่า site:xxxx.com keyword ได้เลยครับ เช่นถ้าหากว่าอยากจะหาข่าวที่เคยอ่านใน mthai.com เกี่ยวกับเรื่องหมีแพนด้า คุณก็พิมพ์ไปว่า
site:mthai.com หมีแพนด้า  

จะสังเกตได้ว่าผมจะไม่มี "www" นำหน้า mthai น่ะครับ เหตุผลก็ไม่ยากน่ะครับเพราะว่าถ้าหากว่าคุณค้นหาด้วย site:www.mthai.com หมีแพนด้า แล้วมันจะให้ผลการค้นหาที่น้อยกว่าน่ะครับแล้วมันก็ไม่ได้ถูกโครงสร้างการค้นหาที่ Google ออกแบบเอาไว้แต่แรกยังไงอย่างงั้นน่ะครับ

คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ก็บอกต่อกันไปครับผม

Google Checkout Store Gadget เอาสินค้าไปปะไว้ที่เว็ปตัวเองได้ง่ายๆ

ถ้าหากว่าคุณมีของทีอยากจะขายแล้วมีแต่หน้าเว็ปที่ไม่ได้สร้างด้วยระบบ Cart หรือ E-commerce เต็มรูปแบบตอนนี้เราสามารถที่จะใช้ Google Docs เพื่อเป็นตัวจัดการกำหนดสินค้าใน Stock และระบุเนื้อหาของสินค้าได้แล้ว เรียกว่าง่ายสุดๆ ถ้าหากว่าคุณใช้งาน excel เป็นแล้วล่ะก็ ก็แปลว่าคุณจะจัดการกับระบบสินค้าที่คุณจะขายผ่านหน้าเว็ปได้ไม่ยากเลยครับ

แล้วมันดียังไงน่ะเหรอ มันดีตรงที่ว่า ถ้าหากว่าคุณมีเว็ปแล้วไม่ได้เป็นระบบ shopping cart หรือมันอาจจะเป็นแค่หน้า weblog เหมือนกับที่ผมเอามาทำให้ดูนี่ก็ทำได้เหมือนกันน่ะครับ สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ เข้าไปที่หน้านี้

Google Checkout Store Gadget (lab)

แล้วทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆน่ะครับ สุดท้ายคุณก็จะได้ code ออกมาเพื่อ embed ไปที่ไหนก็ได้ (ก็ไม่เชิงหรอกครับก็ต้องเป็น website ที่คุณกรอกเอาไว้ว่าคุณกำลังจะเอา code ของเค้าไปแปะไว้น่ะครับ)

หน้าตามันก็จะออกมาเป็นแบบนี้น่ะครับ  (สินค้านี้ผมขายจริงๆน่ะครับเพราะว่าผมไป New Zealand แล้วก็ไม่ได้ใช้อีกเลยเหมาะสำหรับคนที่อยากจะไป New Zealand แล้วก็อยากจะมี Navigator ใช้งานครับ)

 

คนซื้อถ้าหากว่าสนใจจะซื้อเค้าก็กด add to cart ได้จากปุ่มที่แสดงนี่เลยน่ะครับแล้วก็จะต้องจ่ายเงินผ่านระบบ Google Checkout เท่านั้นเองอาจจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ขายของแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น ไม่ต้องจัดการอะไรให้มันวุ่นวายครับ เจ๋งสุดยอดครับ

อ่อ ตอนนี้มีใช้แต่เป็น USD  , EUR น่ะครับไม่มีเป็นเงินบาทครับแล้วก็ผมก็ยังไม่ได้ลองให้คนกดซื้อของผมจริงๆว่าแล้วผมจะได้ตังค์มายังไงเหมอืนกันน่ะครับ ถ้าหากว่ามีคนลองดูแล้วได้ความว่ายังไงก็ comment ผมหน่อยแล้วกันนะครับ

แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าหากว่าจะใช้งาน Google checkout Store แล้วไซร้ตอนนี้จำเป็นต้องเปิด bank ที่ America (เช่น Bank of America) เอาไว้ด้วย ไปที่ https://checkout.google.com แล้วทำการ verfify เพื่อเชื่อม Google checkout กับ bank account น่ะครับ

สำหรับงานเสียเงินค่าที่ Google จะต้องโอนเงินมาที่ bank เรานั่นจะคิดแบบนี้น่ะครับ
คือประมาณ 2.9% + 30 cent ต่อ 1 ครั้งการโอนเงินก็ประมาณเดียวกัน Paypal แล้วก็การรับเงินผ่าน credit card ทั่วไป แต่ว่าดีอย่างก็คือพวกนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนใดๆน่ะครับ (ณตอนที่ผมพิมพ์อยู่) แต่ก็เสียอีกอย่างก็คือว่าถ้าหากว่าเราเปิด Bank คนละประเทศกับประเทศที่คนส่งเงินเข้ามาจะต้องโดน fee อีก 1% (ดีมากเอาเข้าไป) ใช้งานได้สะดวกดีแต่ก็ต้องโดน charge เยอะเอาการอยุ่น่ะครับ แต่ว่าก็น่าจะเป็นการเปิดโอกาสสำหรับ website ที่จะทำเพื่อขายต่างประเทศตรงๆเลยน่ะครับ 

โปรแกรมเปลี่ยน wallpaper อัตโนมัติแบบตั้งเวลาได้

 
เคยมีคนถามถึงอยู่บ่อยๆว่าจะทำให้หน้าจอมันปรับภาพ wallpaper ด้านหลังแบบตั้งเวลาจะต้องทำยังไง แล้วผมก็ไม่เคยที่จะหาว่ามันทำยังไง แต่ก็อยู่ๆก็มาเจอกับ John’s Background Switcher ซึ่งอ่าน review จากที่ต่างๆแล้วดูเหมือนกับว่าจะเป็น Switcher สำหรับ Wallpaper ที่น่าจะดีที่สุดเท่าที่ใน internet จะหาได้น่ะครับ ก็เลยเอามาบอกกันสักหน่อยครับ

เจ้า software ตัวนี้ก็เป็น Freeware เหมือนเดิมน่ะครับแล้วก็มันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ปรับเปลี่ยน wallpaper จาก folder ที่เราระบุเอาไว้ได้เท่านั้น แต่ว่ามันเล่นเอาภาพมาจาก internet website ที่เป็นพวก upload ภาพได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเอาภาพจาก Facebook (ภาพเพือ่นๆเราเองน่ะหละครับ) เอามาแสดงไว้เป็น wallpaper แบบอัตโนมัติ หรือว่าจะเป็นภาพจาก Picasa web albums ก้ได้ หรือว่าจะเอามาจาก Google Image Search ก็ยังได้น่ะครับ ยังไงซะต้องลองใช้งานดูว่าถ้าหากว่าเอาภาพมาจาก internet แบบนี้มา show ไว้ที่ Desktop การแสดงผลมันจะโอเคดีเหรอป่าวน่ะครับเพราะว่าผมไม่ได้ลองครับ

ผมว่าสิ่งที่จะได้ใช้แน่ๆก็จะเป็นการแสดง wallpaper จาก folder ใดๆที่เราระบุว่าจะให้ภาพพวกนั้นมาแสดงเป็น wallpaper น่ะครับ นอกนั้นลูกเล่นอื่นๆผมว่ามันเกินจำเป็น (สำหรับผม) แต่สำหรับคนอื่นแล้วไม่แน่ว่าอาจจะเป็นที่ถูกใจก็เป็นได้น่ะครับ

เอาเป็นว่าไม่ต้องฟังผมโม้มากแล้วน่ะครับ โดดไปโหลดกันเลยได้ที่นี่

วิธีแก้ปัญหา High-tech ทั้งหลายด้วยวิธีการ low-tech


แบทโทรศัพท์มือถือเสื่อมสภาพ
: ถ้าหากว่าเราเดินทางแล้วไม่ได้เอาที่ charge ไปแต่อยากจะให้ถ่านมันอยู่ได้นานเท่าที่ทำได้ ให้เอามือถือไปตากแอร์ให้เย็นเข้าไป สภาพของถ่านที่เย็นจะทำการปล่อยไฟฟ้าออกมาได้นานกว่าปกติ

เพิ่มระยะในการกด remote รถ : ขี้เกียจเดินอีกหลายก้าวเพื่อกด remote รถเพราะว่าลืมกด lock ให้เอากุญแจรถฝั่งที่เป็นโลหะปะกดเอาไว้ที่คางแล้วก็ลองกดดู ระยะทางของการกด remote จะไกลกว่าเดิมอีก

หมึก ink jet แห้งแต่ว่าต้องการ print ต่ออีกหน่อย : เหตุการณ์แบบนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นบ่อยนึก ถ้าหากว่าหมึกจะหมดหรือหมดแล้ว print ด้วย ink jet ไม่ออกอีกต่อไปให้แกะหมึกออกมาเป่าด้วยไดท์เป่าผมอีกซะหน่อย ก็จะพิมพ์ต่อได้อีกสักสามหน้า

มือถือตกน้ำ : เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้วในชีวิต แต่ว่าผมไม่ได้ทำของผมตกเองหรอก ในเน็ตจะมีวิธีบอกว่าต้องทำอย่างไร แต่วิธีการที่ผมเห็นว่าดีที่สุดก็คือการเอาขึ้นมาจากน้ำอย่างด่วน แล้วเช็ดให้แห้งอย่างเร็วที่สุด ถอดถ่านและ sim ออกมาแล้วประกอบเครื่องกลับปักเข้าไปที่กระสอบข้าวสารแห้งที่มีอยู่ทุกบ้าน มันจะทำหน้าที่ดูดน้ำออกจากมือถือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นๆได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่เลี้ยงแมวก็จะเอาไปปักใส่ถาดดูดอึแมวก็ได้เหมือนกันเพราะมันก็ทำหน้าที่ในการดูดน้ำออกมาได้ดีเช่นเดียวกัน

แผ่น Discs สกปรก : เอาน้ำยาบ้วนปาก (ที่มีที่ห้องน้ำนั่นน่ะหละ) ซับด้วยสำลีหรือผ้าแล้วเช็ดที่หลังผ่านฝั่งที่มันจะโดนหัวอ่านอ่าน ความแสบสันของน้ำยาพวกนี้จะไปปรับผิวแผ่นให้เรียบหรือเอาบอกรอยบุ๋มๆที่หน้าแผ่นออก (แล้วจะกล้าใช้บ้วนปากต่อไปเหรอป่าวเนี่ยะ >< )

Hard Drive ล่ม : ถอดเอาออกมาแช่เย็นสักพัก ให้แช่ในช่องแข็งเลยไม่ต้องกลัวเสีย เพราะมันเสียไปแล้ว แต่อยากจะได้ file บางอย่างที่ตอน hard drive อยู่อุณหภูมิปกติเปิดไม่ได้ แต่ถ้าหากว่ามันเย็นแล้ว มันอาจจะเปิดออกมาได้ก็ได้ครับ

Wifi ให้ไกลอีกสักหน่อย : เอากระดาษแข็งมาตัดเป็นแผ่นแล้วติดด้วยแผ่นฟอยท์ที่ทำอาหารเข้าไป เพื่อให้ได้หน้าตาจานกระจายสัญญาณประมาณนี้ จะเป็นการเพิ่มระยะในทิศทางที่อยากจะให้ wifi มันกระจายไปได้ไกลขึ้นได้ไม่ยากครับ (มี template มาให้ด้วยเพื่อความรวดเร็วในการสร้างแผ่นกระจายสัญญาณครับ)

Google กำลังจะครองโลก ?

 

ล่าสุดผมเปิด Youtube ตามสถาบันการศึกษาต่างๆจะมีเนื้อความที่เป็นภาษาอังกฤษพิมพ์เอาไว้ด้านล่างบอกได้เลยว่า เนื้อความเหล่านั้นไม่ได้มาจากการที่มีคนพิมพ์เพิ่มเข้าไปแต่ประการใด แต่เป็นการจับเสียงจากวิดีโอแล้วแปลงออกมาเป็น text แสดงทันทีที่หน้า clip นั้นครับ นั้นแปลว่า Google ใช้เทคโนโลยีเดียวกับ Google Voice (ซึ่งคนไทยไม่ได้ใช้หรอกเพราะว่ามันจับแต่คนที่พูดภาษาอังกฤษครับ) ทีนี้ถ้าหากว่า Google ทำแบบนี้ได้เสถียรแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็เริ่มคิดไม่ยากแล้วน่ะครับ นั้นก็คือ Youtube ทำเงินให้กับ Google ไม่ได้มากตามทึ่เค้าคิดไว้แต่แรก (ซื้อมาแพงเอามากๆ ) แต่สิ่งที่เค้าต้องทำก็คือ แปลงคำพูดเหล่านั้นออกมาเป็น text ให้ได้ โดยได้พัฒนาทดสอบทดลองกับคนจริงๆ โดยใช้ Google Voice นั้นเอง ทุกคนจะในโลกนี้จะช่วยกันปรับปรุง Google Voice ทำให้ระบบการเรียนรู้เสียงของ Google Voice ทำงานได้ดีมากๆ แล้วก็เอามาใช้กับ Youtube ครับ 

เมื่อ Google แปลงคำพูดใดๆเป็น text ภาษาอังกฤษได้แล้วก็จะเอา ads มาแสดงให้เหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ VDO Clip ได้ไม่ยาก ด้วยแนวคิดของระบบเดียวกับที่ Google อ่าน text ในเนื้อความตามเว็ปที่เราๆท่านๆเห็นกันอยู่นี่น่ะหละครับ แล้วถ้าหากว่า Google เอาเรื่อง Google Translate เข้ามาผูกกับเรื่องนี้ (ซึ่งตอนนี้ก็ทำอยู่แล้วน่ะครับเพราะตอนที่ทำ Google Adwords ผมก็จะเห็นได้ว่า การคิดเนื้อความต่างๆ เหมือนเป็นการแยกคำศัพท์ไทยออกมาเป็นตัวๆ เหมือนกับรูปแบบเนื้อความในภาษาอังกฤษ) จากเมื่อปีก่อนที่ Google Translate แปลเนื้อความได้ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ตอนนี้กลับเข้าไปใช้อีกครั้ง การแปลเนื้อความเหล่านั้นเริ่มอ่านแล้ว Get เหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น (แต่ยังไม่เหมือนซะทีเดียวน่ะครับ)

นั้นก็แปลว่า เมื่อ Google แปลเนื้อความเป็น text อังกฤษได้แล้วถ้าหากว่าจะเอา ads ไทยที่เกี่ยวข้องมาแสดงก็สามารถทำได้ไม่ยากผ่านวิธีคิดและพัฒนาของ Google Translate ยังไงอย่างงั้นครับ

นอกจากเรื่องการเอา ads แสดงจาก clip file ไฟล์ภาพไฟล์เสียงต่างๆที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยุ่ตอนนี้ของ Google แล้ว มันไม่ได้จบอยู่เท่านั้นถ้าหากว่าจะ "แปลงประโยชน์เป็นเงิน" จะเห็นได้ว่าจะมีช่องทางอีกมากมากก่ายกอง เช่น ถ้าหากว่าคนใช้ Google Voice แล้วแปลงเป็น text ได้สามารถที่จะเอา ads แสดงให้เหมาะสมได้ หรือพูดเพิ่มเข้าไปภายหลังได้ (มันก็แค่เป็น text ที่ทาง Publisher พิมพ์เอาไว้ แล้วก็แปลงเป็นเสียงภาษาอังกฤษต่อท้ายไว้หน้าหรือหลังข้อความก็ได้ ) และอื่นๆที่ผมไม่อยากจะคิดว่ามันเป็นการเปิดโอกาสตลาดใหม่ที่โลกนี้ไม่เคยมีมาก่อนได้มากแค่ไหน แล้วอาจจะเรียกได้ว่า Google จะทำอยู่คนเดียวในท้ายที่สุดเพราะคนอื่นๆไม่ได้สร้างหรือผนวกเทคโนโลยีเหล่านี้รองรับเอาไว้ได้ทันครับ

ยังมีอีกประเด็นที่ Google เอาจริงเอาจังคือการขาย ads ผ่าน Location base (แปลว่าเอาโฆษณาแสดงเมื่อคุณอยู่ ณ ตำแหน่งหนึ่งๆในโลกด้วยระบบพิกัดดาวเทียม) เรื่องนี้ก็เป็นอีกความฝันหนึ่งของ marketer ทั้งหลายแหล่ (รายย่อยและรายใหญ่) เช่นเมื่อคุณอยู่หน้าร้านไอติม ก็โดน sms หรือรูปแบบข้อความใดๆก็สุดแล้วแต่ push รับเข้ามาที่มือถือครับนั่นน่ะหละที่ Google กำลังต้องการ

ตอนนี้ Google กำลัง form พฤติกรรมมนุษย์โลกให้เป็นไปในทิศทางเหล่านั้นอยู่ด้วยการออก product Google Phone หรือ Android ที่รองรับการใช้งาน GPS เพื่อบอกพิกัดที่ตัวเองมีอำนาจรับรู้ได้เต็มพิกัด โดยการออกบริการ Google Latitude ที่ต้องการหล่อหลอมความคิดและพฤติกรรมคนที่มีเครื่องมือ GPS มือถือเหล่านี้บอกพิกัดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา (ถึ

แปลง notebook ให้เป็น wifi hotspot (กระจายสัญญาณ internet ให้กับเพื่อนๆผ่าน computer ของคุณ)

ผมกำลังจะไปเที่ยวต่างประเทศซึ่งโรงแรมที่จะไปเนี่ยะมันมีการให้บริการ internet ผ่านสายแลนเท่านั้นแต่กะว่าจะมีคนเอา computer ไปมากกว่า 1 เครื่องทำให้มีความจำเป็นจะต้องทำการแบ่ง internet กันเล่นครับ โดยทำให้เล่นพร้อมกันทั้งสองเครื่องให้ได้

วิธีการก็ไม่ยากครับ แค่ทำให้ computer ที่ต่อเข้ากับ internet ด้วยสายแลนนั้นทำตัวเป็น router กระจายสัญญาณ wifi แทนซะเลยก็จะทำให้เพื่อนคุณที่อยู่ห้องเดียวกันใช้ internet ผ่าน wifi ชั่วคราวนี้ได้น่ะครับ ลองทำตาม vdo clip ด้านล่างนี้ได้เลยครับสำหรับการ setup เครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็น wifi hotspot บน OS ต่างๆ (ยกเว้น Linux ครับ)

msn 9.0 เล่นไม่ได้ก็ update Windows XP มันซะหน่อยก็น่าจะเล่นได้

ตอนนี้เริ่มมีเพื่อนๆที่ใช้ Windows Xp บ่นอยู่หลายคนว่าเล่น msn version 9.0 ไม่ได้ครับ หรือว่ามันเข้าได้แล้วมันก็หลุดออกมา อาการเหล่านี้แก้ได้ไม่ยากครับ ลองทำตามนี้ดูน่ะครับ

เริ่มมาก็ให้โหลด files จาก link นี้ครับ

เมื่อได้ files มาแล้วก็ double click ทำการ install update พวกนี้ทั้งสองไฟล์เลยน่ะครับ

หลังจากนั้นทำการ restart เครื่องสักครั้งหนึ่งครับ ทีนี้ก็ลองทำการ install MSN version 9 อีกสักรอบครับ

ลองดูเองแล้วกันนะครับผม

เรื่องเล่าเรื่อยเปื่อยจากการใช้งาน pdf file

พักนี้ผมเห็นคนที่ส่งเอกสารเพื่อให้คนอื่นกรอก จะส่งเป็น pdf กันมากกว่า word document ซึ่งเป็นเรื่องดีแล้วน่ะครับ เพราะว่า computer ทุกเครื่องไม่ว่าจะเก่าหรือแก่แค่ไหน หรือว่ามันจะไม่มี program พวก office ลงไว้ก็สามารถที่จะเปิดพิมพ์หรือว่าอ่าน pdf ได้ครับ

พวก pdf reader จะมีให้เลือกเยอะหลายเจ้าอยู่น่ะครับ โดยมากคนจะคิดว่าจะต้องใช้ Adobe Acrobat Reader แต่มันไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะเดี๋ยวนี้มีผู้พัฒนา PDF Reader ที่เบาเครื่องกว่าแล้วก็ทำอะไรได้มากกว่า (สำหรับ version ที่ Free เที่ยบกันครับ) สำหรับผมแล้วผมจะแนะนำใครๆก็ถามที่คุยกับผมเรื่องนี้ว่าให้ใช้เป็น pdf exchange viewer ครับ นอกน้ำหนักโปรแกรมจะเบาแล้ว ยังสามารถที่จะพิมพ์เนื้อความหรือวาดภาพ วง ทาไฮไลท์และพิมพ์ note ได้อีกด้วย ไม่เหมือนกับเจ้าอื่นๆที่ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ณ เวลานี้น่ะครับ

สำหรับกรอกเอกสารพวกที่ไม่ต้องการความผิดพลาด แนะนำว่าเลิกที่จะพิมพ์ได้แล้วครับ วิธีการปกติของปุถุชนจะทำอย่างนี้ครับ คือ เอา form กระดาษมาแล้วก็ เอา feed เข้าเครื่องพิมพ์ดีด(ไฟฟ้า)แล้วก็พิมพ์ๆ ถ้าหากว่าพิมพ์ผิดก็เอาน้ำยาลบคำผิดมาทาๆแล้วก็ถ่ายเอกสารใหม่อีกครั้ง จะเห็นได้ว่าวิธีการนี้มันวุ่นถ้าหากว่าเกิดความผิดพลาด เราคงไม่อยากจะกรอกใหม่ทั้งหมดสักเท่าไหร่น่ะครับ แต่ก็อีกมันเป็นวิธีการที่วุ่นวาย ถ้าหากว่าทำอย่างอื่นได้ก็น่าจะดีกว่าน่ะครับ

เอกสารพวกที่ไม่ต้องการคำผิดนั้นก็จะได้แก่พวก เอกสารประกอบการขอ visa หรือเอกสารเพื่อติดต่อราชการ(แบบหัวโบราณที่คิดว่าถ้าหากว่ากรอกผิดแล้วมันดูเหมือนกับว่ามีการลักลอบทำอะไรตุกติกอยู่ ซึ่งอืมผมว่าก็มันเป็นเรื่องดีไปอีกแบบน่ะครับ) พวกเอกสารต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น import , export เอกสารเหล่านี้ไม่ต้องการคำว่า “ผิด” อยู่บนเอกสารครับ มีการตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกเพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อความไม่มีอะไรผิดพลาด

เพราะฉะนั้นแล้วสำหรับเอกสารประเภทนี้ถ้าหากว่าเป็น form ที่เราต้องกรอก(แบบไม่ต้องการคำว่า”ผิด”) แนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าให้ search เอกสารเหล่านั้นเป็นแบบ pdf ผ่าน Google แล้วก็มาสังเกตว่าเป็น version ที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าหากว่าถูกแล้ว ไม่ต้อง printout ออกมาครับ save มาแล้วเปิดด้วย pdf exchange viewer แล้วพิมพ์กรอกเอกสารเหล่านั้นผ่านหน้าจอคอมครับ โดยมาแล้วเราจะตรวจผ่านหน้าจอคอมไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ก็พิมพ์ออกมาเมื่อกรอกเสร็จก็ได้ แล้วถ้าหากว่ามีอะไรผิดก็มาแก้จาก file เก่าเราตะกี้เท่านั้นเอง แค่นี้เอกสารก็จะไม่มีตำหนิอันเนื่องมาจากการลบแล้วล่ะครับ

อ้อ .. ล่าสุดนี้น้องผมเค้ากรอกเอกสารประเภท คำร้องขอวีซ่าแต่กรอกผิด (ซึ่งแต่ก่อนตอนผมจะไปเรียนต่อที่อเมริกาผมก็กรอกสี่รอบเห็นจะได้) แล้วก็ต้องกรอกใหม่ครับ แต่ว่าผมพิมพ์กรอกเป็น pdf file ก็ไม่ต้องทำซ้ำครับ save time ไปได้หนึ่งชอท ..  :-)

TOPSY.com ดูว่า link คุณโดน retweets ใน Twitter มากแค่ไหน


 TOPSY เป็นเว็ป search ที่ทำหน้าที่ค้นหาคำหรือข้อมูลใดๆก็ได้ที่คนเค้าพูดกันใน Twitter นั้น Link ต่อไปยังที่อื่นที่มีหัวเรื่องที่มีคำที่เราค้นหา (อ่านอีกรอบอาจจะทำให้เข้าใจได้มากขึ้นครับ) ก็แปลว่า ถ้าหากว่าคุณมี website หรือเว็ปบล็อค คุณก็แค่ค้นหาด้วย url ที่เป็น domain name ของคุณดูว่า มีคนเอา link ของคุณไป forward คุยกัน บอกต่อเพื่อนๆขอเค้าเหล่านั้นเยอะแยะแค่ไหน แล้วก็ดูได้ด้วยว่า คนที่บอกต่อนั้นคือใครกัน

ยกตัวอย่างดีกว่า ผมเป็นคนทำเว็ป blog ก็แค่พิมพ์ว่า "rackmanagerpro" เข้าไปหรือว่าอาจจะพิมพ์ว่า "rackmanager" เข้าไปก็ได้ที่ search box ของ topsy.com แค่นั้นผลก็จะแสดงออกมาทันทีเลยว่า มีใครเอาเอา link ผมไปพูดกันใน Twitter ณ เวลาไหน โดยใครครับ

เรียกว่า ระบบค้นหาของ TOPSY.com นี่แปลกกว่าที่อื่นๆมากเพราะว่าไม่ได้ค้นหาเว็ป แต่ว่าหา link หรือเรื่องราวที่คนพูดถึง หรือพูดกันใน Twitter ก็เป็นอีกแนวในการค้นหา ว่าการทำตลาดแบบ viral ได้ผลมากน้อยแค่ไหนก็ได้ครับ

ไหนๆก็มีBluetoothกับแล้วเอามาต่อใช้กับ Notebook กันก็ใช้ดีนะ

X-MicroBluetooth-C2 เมื่อวานนี้ผมลองเอา bluetooth Dongle ที่ผมเคยซื้อมาราคาไม่แพงเท่าไหร่เหมือนจะไม่กี่ร้อยน่ะครับ เอามาต่อเข้ากับ computer Notebook ของที่ office เพื่อกะว่าจะเอามาใช้กับ Bluetooth หูฟังที่ผมมีอยู่แล้วที่เอาเชื่อมต่อกับมือถือครับ

เจ้า Bluetooth Dongle ที่เสียบจะเสียบกับรู USB วัตถุประสงค์ของมันก็คือ มันจะทำหน้าที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ใดๆกับ Notebook นั่นเอง แล้วมันก็จะทำอะไรต่อมิอะไรได้เช่น สำหรับกรณีที่ผมเอามาลองใช้งานก็คือ ใช้เพื่อให้เชื่อมต่อ headset (เหมือนกับ handfree ตอนที่คุยมือถือในรถ) แบบ handfree เพื่อที่จะคุยโทรศัพท์โทรเข้ามือถือผ่าน Skype ที่ผมเคยพูดเอาไว้แล้วน่ะครับ(โทรไม่อั้นในไทยด้วยน่ะครับ) ทำไมผมต้องลองทำแบบนี้ด้วยน่ะเหรอครับถ้าหากว่า คนที่อยู่ office โดยมากถ้าหากว่าจะใช้ program skype เพื่อโทรเข้าหรือโทรออกไม่ว่าจะเป็นโทรเข้ามือถือเบอร์บ้านหรือว่าโทรแบบระหว่างคอมไปยังคอม ถ้าไม่ได้มีสายเสียบหูฟังแล้วล่ะก็เสียงจำเป็นต้องออกมาลำโพงแล้วก็ใช้รูรับเสียงที่ติดตั้งมาแล้วน่ะครับ ยังไงซะโดยปกติผมจะเห็นคนที่เค้าใช้งานจะมี jabra Bluetooth Bt250 headset แบบหูฟังที่มีไมท์ในตัวตัวละไม่กี่บาทวางเอาไว้ที่โต้ะน่ะครับ แต่ว่าแน่นอนว่าแบบนี้ผมมองว่ามันเกะกะโต้ะเอามากๆ แค่ชีทหรือว่าเอกสารต่างๆที่กองเอาไว้ก็มองโขแล้วยังต้องหาที่วางหรือแขวน headset แบบหูฟังอย่างงั้นเข้าไปอีก มันรกครับ นอกจากนี้ตอนที่โทรศัพท์ถ้าหากว่าจะเดินมันก็เดินไม่ได้ด้วย เพราะมันมีสายน่ะครับ เหมือนกับว่ามันต้องยึดหัวเราไว้กับ computer จะเดินไปเอาตัวอย่างหรือว่าจะเดินไปหยิบอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับการสนทนาครั้งนั้นก็ลำบากเต็มที่น่ะครับ ก็คิดว่าถ้าหากว่าเป็นไร้สายได้จริงแล้วล่ะก็น่าจะดีไม่ใช่น้อยครับ

นอกจากนี้ผมว่าตอนนี้ทุกคนจะมี Bluetooth หูฟัง เพื่อเอาใช้โทรศัพท์ในรถอยู่แล้วน่ะครับ ยังไงซะก็อย่าแค่ทิ้งเอาไว้ในรถเอาขึ้นมาที่ office ด้วยครับแค่ซื้อ Bluetooth Dongle นี่ติดตั้งเข้าไปที่ Notebook หรือ computer ตั้งโต้ะที่มีก็อีกแค่ไม่เท่าไหร่ดีกว่าเอาหูฟัง Bluetooth ไปทิ้งไว้ซะอย่างงั้นน่ะครับ

หลังจากที่ผมโม้เหตุผลว่าทำไมต้อง Bluetooth เพื่อมาคุย Skype กันแล้วคงจะ Get idea ว่าทำไมๆกันมากกว่าเดิม และแล้วเมื่อผมทดสอบ install Bluetooth dongle device เข้าไปที่ Notebook ของผมแล้ว อืม .. แล้วก็ทำการ connect JABRA250 ที่ซื้อมาเมื่อสองปีก่อนแล้ว ปรากฏว่ามันทำงานอย่างที่มันเป็นได้อย่างสมบูรณ์แบบทีเดียวเลยน่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของการส่งสัญญาณเสียงของ Skype เอง หรือว่าการส่งข้อมูลเสียงระหว่าง Bluetooth Dongle กับหูฟัง Bluetooth Jabra ของผม สรุปคือ มันเหมือนกับคุยโทรศ้พท์ธรรมดาผ่าน Bluetooth ยังไงก็อย่างงั้นเลยน่ะครับ สุดยอดเลยครับผม

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...