ทดสอบ การใช้งาน iPage Web Hosting นอกที่คนไทยชอบแนะนำกัน

Web Hosting หนึ่งที่ผมแนะนำเพราะว่าผ่านเงื่อนไขทีผมใช้ในการเลือกซื้อ (เช่า) hosting เกือบทั้งหมดตัวนึงก็คือ iPage (เข้าไปดู promotion ตอนนี้ได้จาก link นี้ครับ) สำหรับ Content นี้ผมอยากจะพิมพ์เนื้อหาเก็บเอาไว้ว่า หลังจากที่เข้าไปที Control Panel (มันก็คือตัวควบคุมการใช้งาน web hosting ของ iPage ทั้งหมด) แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง แล้ว มันทำอะไรยังไง และ สะดวกมากแค่ไหนครับ ไปดูเป็นหัวข้อๆกันเลยดีกว่าน่ะครับ

เมื่อคุณ Login แล้วเราก็จะเห็น WiZard แต่ว่าผมไม่เลือกที่จะใช้มันครับ งั้นเราก็ปิดแล้วก้ไปดูกันเลยดีกว่าน่ะครับ ว่าหน้า Control Panel เป็นยังไงกันครับ

screen shot iPage

จากภาพด้านบนนี้จะเห็นได้ว่า Control Panel ก็จะเหมือนๆกับของที่อื่นๆ (เพราะว่ามันเป็นแบบที่เราดูแล้วเข้าใจกันง่ายมากที่สุดแล้วล่ะครับ จะกดมั่วๆที่ด้านบนเอาหรือว่าจะกดมั่วๆที่ด้านข้างซ้ายเอาก็ได้ เพราะมันก็เรียงตัวแสดงหน้า user interface ได้ดีอยู่แล้วครับ เรียกได้ว่าจะกดไปไหนเพื่อทำอะไรก็ไม่งงเลยครับผม งั้นเราจะเริ่มจากสร้าง email กันใหม่ก่อนแล้วกันครับ สำหรับ Domain name ตัวอย่างที่ผม register ไว้ (เพราะว่าอาจจะใช้ในอนาคตอีกไม่เกินหนึ่งปีข้างหน้าก็คือ palmyarn ครับผม)

Create Email address  : เริ่มสร้าง Email กันในนี้กันเลยครับผม

ผมเคยบอกอยู่หลายครั้งน่ะครับ ว่าถ้าหากว่าเรามี website เป็นของตัวเอง และมี Domain name เป็นของตัวเองก็เพราะมันสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเราได้ค่อนข้างมาก เมื่อเราคิดจะติดต่ออะไรกับใครเพื่อการค้า เพื่อแลก link และ .. อื่นๆอีกมากมาย ถ้าหากว่าเราใช้ Gmail หรือว่า Hotmail มันจะดูกะหรั่วรุนแรงสุดๆ จนถึงขั้นอาจจะไม่มีการตอบกลับมาเลยก็ว่าได้ หรือว่า ถ้าหากว่าคุณจะเอาไปสมัคร affiliate program ใดๆแล้ว คุณจะโดน rejected โดยทันที จากระบบ auto น่ะครับ เพราะเค้าถือได้ว่าพวกนี้ไม่ได้มีหน้าเว็ปเป็นของตัวเอง แค่ email ก็ยังจะไม่มี domain name เป็นของตัวเองเลยแล้วนี่น่ะหรือ จะทำ Business ด้วยชิๆ  ..

ว่าแล้วที่ด้านบนเราจะเห็นปุ่ม Create email ครับ หน้าตาก็ประมาณนี้น่ะครับ

create email 
กดแล้ว เราก็สามารถที่จะพิมพ์ email แล้วก็ใส่ password เข้าไปได้ทันทีน่ะครับ อ้อ เรื่องของ password ผมสังเกตมาตั้งแต่ตอนแรกที่เข้าแล้วน่ะครับว่า เค้าต้องการ password ที่มีความแข็งของ password มากเอาการถ้าหากว่าเป็นไปได้ แนะนำว่า ใช้ website ที่ Generate password มาใช้จะดีกว่า และมันก็ดีกว่าการที่เรามาพิมพ์เองด้วยน่ะครับ มันไม่ควรจะเป็นคำใดเลยที่คนจะเดาได้ สำหรับผมแล้วผมใช้ ที่นี่ครับ freepasswordgenerator.com Email แรกสุดที่คุณควร create ขึ้นมาก็คือ “webmaster” ครับผม เพราะ มันแสดงพลังว่าคุณเป็นเจ้าของ domain name นั้นๆจริงๆและเป็นคนที่ดูแลเว็ปอีกต่างหาก เพราะงั้นแล้ว ใครจะติดต่อเพื่อแลก  Banner กับคุณเค้าก็ติดต่อผ่าน webmaster ยังไงล่ะครับ

create new inbox
แค่นี้เราก็ได้ email มาใช้งานกันแล้วน่ะครับ สร้างง่ายนิดเดียวเอง แต่ว่าถ้าหากว่าผมไล่หาดู (แล้วผมก็ลองถาม Live chat ของ iPage เค้าน่ะครับ) ว่าจะปรับเปลี่ยน default ของ mailbox size ได้หรือไม่ก็พบว่า “ไม่ได้ครับ” และนี่ก็เป็นตัวนึงที่ไม่ผ่านเกณฑ์อย่างโหดของผมสำหรับการเลือก Web hosting ครับ อย่างไรก็ดีค่

Posted in Bloging life, online life | Tagged , , , , , | 2 Comments

รวมเรื่อง Sync ๆ ไว้ทีเดียวกัน : Sync ข้อมูลมากมายผ่าน iPhone App

หลังจากที่ใช้ iPhone น่าจะได้ประมาณเดือนนึงแล้ว ก็ยังไม่ได้ review app อะไรเลยแม้แต่น้อยเพราะว่าอาจจะด้วยเหตุผลคือไม่ได้มีเวลา review สักเท่าไหร่แต่ว่าหาเวลามาพิมพ์ Blog content ธรรมดาก็จะหาไม่ได้อยู่แล้วแล้วก็มา review เหรอ ก็ต้องชิวๆระดับนึงถึงจะทำได้น่ะครับ แต่ว่าอยากจะทำมานานแล้วอยู่เหมือนกัน วันนี้ได้ฤกษ์ดีก็ review ซะหน่อยครับ

ตอนที่กำลังจะซื้อ iPhone มาใช้นั้นสิ่งแรกๆที่เราจะต้องทำคือ เลือกรุ่นว่าเราจะเอารุ่นอะไรมาใช้งานดี ถ้าหาก่วาผมแนะนำแล้วล่ะก็ ผมต้องบอกเอารุ่นตั้งแต่ 3G ขึ้นไปจะดีกว่าไม่ได้เพราะว่าอยากจะได้ใช้ 3G อะไรหรอกนะ เพราะว่ามันไม่ได้ใช้สักทีน่ะครับไม่มีโอกาสครับ แต่ว่าอยากจะได้ก็คือ ความเป็น GPS ครับผมเพราะว่ามันจะใช้อะไรต่อมิอะไรได้เพิ่มเติมจากรุ่นที่ไม่มีได้เยอะประเด็นเอามากๆ แต่ว่าก็ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาวันนี้สักเท่าไหร่ครับ แค่อยากจะบอกเอาไว้ก่อนเท่านั้นเองครับ แล้วก็เรื่องหน่วยความจำหรือ hard disk ที่ฝังอยู่ในเครื่องถ้าหากว่าคุณไม่ได้เป็นพวกเก็บเพลงเอาไว้ที่เครื่องอยู่แล้วก็คิดว่า Gig ต่ำๆก็ไม่ได้เป็นปัญหาแก่การใช้แต่ประการใดครับ มันไม่เต็มเอาง่ายๆน่ะครับ เครื่องคุณจะพังซะก่อน ก่อนที่ความจำคุณจะเต็มซะด้วยซะ แล้วผมก็ไม่อยากจะให้เก็บข้อมูลอะไรในเครื่องเอาไว้มากหรอกครับ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรตาม คุณจำเป็นต้อง sync file หรือ note ทั้งหมด อยู่ที่ใดๆ ที่ให้บริการ online ครับ มีอะไรกันมั่งแล้วผมจะเล่าให้ฟังเป็นเรื่องไปน่ะครับ

ทำไมต้อง Sync เก็บข้อมูล ?

เหตุผลส่วนตัวของผมนั้นก็ไม่ยากครับเพราะว่าข้อมูลแม่ของผมหายเนื่องจากการมีข้อมูลไว้ทีเดียวแล้วเมื่อเกิดอาการ data lose สูญหายอันเนื่องมาจากการเครื่องปัญหาอ่อนขึ้นมา หรือว่าน้องสาวผมไปกดอะไรให้มันพังไป (ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำให้พัง) หรือแม้แต่ว่าตัวผมเอง ข้อมูลก็หายเหมือนกันน่ะครับ เพราะ เราก็ไม่เคยใช้ iPhone มาแบบ expert ซะด้วยซิ ก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรทำได้อะไรทำได้ ยิ่งถ้าหากว่าเป็นพวกที่ใช้ jail break แล้วด้วยเนี่ยะ เงื่อนไขเยอะครับ ไม่ใช้ iPhone ได้แบบชิวๆกันหรอกครับ ต้อง update ไม่ได้หรือว่าต้องระวังเยอะเรื่องมากมาย แต่ผมไม่ขอเอามาเกริ่นไว้ ณ ที่นี่ก็แล้วกันน่ะครับ ทีนี้ถ้าหากว่าข้อมูลหาย ก็แปลว่าเราไม่สามารถกู้ข้อมูลนั้นได้อีกต่อไปครับ เท่านั้นจบแล้ว และมันเป็นเหตุผลที่พอเพียงและเพียงพอต่อการ backup หรือ ดีกว่านั้นก็คือ syncronize ข้อมูลไปที่อื่นๆอีกเยอะๆที่ครับ เพราะว่า เชื่อว่า ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคุณจะมีโอกาสสูญสลายได้มากกว่าข้อมูลที่อยู่ใน internet ที่ทุกคนฝากความหวังเอาไว้กับการให้บริการของ service provider เหล่านั้นยังไงล่ะครับ

งั้นเราไปดูกันดีกว่าผมเลือก sync ข้อมูลประเภทไหนกับอะไรบ้าง?

Google Sync Gmail
Contact List,Calendar sync กับ Gmail  :
 

ผมไม่ได้เป็นคนใช้ outlook ครับเพราะงั้นแล้วผม Sync กับ Gmail ซึ่งก็ดีน่ะครับข้อมูลก็ไม่ได้ผูกติดกับเครื่องใดเครื่องหนึ่งที่ลง outLook เอาไว้คัรบ การ Sync contact list นั้นสำคัญมากๆสำหรับ เครื่องมือสมัยใหม่ แนะนำว่า คุณอย่าคิดน่ะครับ ว่า คุณใช้แค่บันทึกชื่อลงใน SIM ได้ก็พอเพียง ผมอยากจะบอกว่า ถ้าหากว่าคุณคิดแบบนั้นแปลว่าคุณเลือกที่ไม่บันทึกรายละเอียดของ contact ของคุณอื่นๆเข้าไปน่ะครับ เพราะว่า SIM ไม่สามารถบันทึก email address หรือว่าที่อยู่บ้านเลยแม้แต่น้อย มันทำได้แค่จำเบอร์โทรศัพท์แล้วก็ชื่อภาษาอังกฤษอีก

Posted in gadget talk, online life | Tagged , , , , , , | Leave a comment

การจัดการงานให้สั้นและไว และประเภทงานที่มี Due date

พักนี้ดูเหมือนว่างานจะเข้าเยอะเป็นพิเศษทำให้ต้องมานั่งคิดอีกรอบว่า ลำดับ การคิดและการเดินงานมันเหมาะสมหรือไม่ ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีใครจะว่าอะไรหรอกถ้าหากว่างานเดินช้าหรือว่าไม่ได้เดินไปตามไปด้วยเวลาทีเหมาะสมครับ เพราะไม่ว่า Project ใดๆ คนที่กำหนด Due date หรือ Date line จะเหมือนมีแค่สองประเภทเท่านั้น คือ

ประเภทที่มี Due date ที่ตายตัวแน่นอน เช่น ถ้าหากว่าคุณต้องส่งงานหรือ การบ้าน โดยเมื่อคุณส่งหรือดำเนินการช้ากว่ากำหนดไปแล้วคุณจะได้รับการลงโทษ หรือ เกิดผลเสียใดๆเกินขึ้นได้ อย่างเห็นได้ชัด เช่น การส่งรายงงานที่มีกำหนดแก่ทางราชการ การส่งงานหรือสินค้าต่อลูกค้า  Due date ประเภทนี้เป็นวันกำหนด Due ที่มีความกดดันให้กับผู้ที่ต้อง “ดำเนินการ” ให้กับผู้ทึ่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นคนที่ lead project หรือคนที่ดำเนินการเองครับ

สำหรับการวิธีป้องกันปัญหา ผลกระทบที่ไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ผมจะเลือกใช้วิธีการ “กำหนด fake due date” คือ ไม่มีคนรู้วันส่งจริง หรือ แม้กระทั่งตัวผมเองจะรู้ว่า Due date หรือ Date line นั้นมันวันที่เท่าไหร่ก็ตาม แต่ผมก็จะลืมๆมันไปซะแล้วก็เลือก Due date ใหม่ที่มันกระชับกว่านั้น โดยอาจจะ บวกเผื่อเวลาไว้วันสองวันหรือนานกว่าแล้วแต่ว่า งานนั้นมี working period มากน้อยแค่ไหน มันจะต้องดำเนินการทั้งโครงการนานแค่ไหน ผมว่าแค่สร้างเงื่อนไขลักษณะนี้กับ team งานหรือ กำหนดให้กับตัวเอง โอกาสผิดพลาดมันก็จะมีเหมือนเดิมแต่ว่าหลุด Due date นั้นจะน้อยลงไปแล้วแต่ว่าเราจะประเมินระยะเวลาเผื่อไว้มากน้อยแค่ไหนนั่นเองครับ

ประเภที่ไม่มี Due date แน่นอน เป็นงานส่วนใหญ่ของคนที่เกี่ยวกับการพัฒนางาน สินค้าหรือเป็นงานทั่วไป ที่ไม่ได้มีคนต้องมาบังคับอะไร หรือ ไม่สามารถประเมิน working period ได้แน่ชัด เพราะ จะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาเดินไป ผมขอยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาสินค้าจะเห็นได้ชัดว่า เราไม่สามารถคาดการผลลัพธ์ในการผลิตสินค้าใหม่ออกมาได้ ถ้าหากว่าไม่พอใจหรือว่า การทดสอบผลิต เกิดความผิดพลาดก็แปลว่า ต้อดำเนินการต่อไปเพื่อให้ผล result ที่อยากจะได้ออกมา โดยประเมินเวลาไม่ได้แน่นอน

วิธีการที่ผมคิดว่าน่าจะดีที่สุด ในเรื่องงานที่เป็นลักษณะนี้ คือ “ทำมันเลย” เมื่อไม่มีงานที่มี Due date ที่แน่นอนอยู่ใน task list ของเราครับ เพราะ อย่างที่ผมบอกคือ เรากำหนดวันไม่ได้แน่นอน แต่ว่า เมื่อมันเสร็จแล้ว การที่เสร็จเร็วโดยมากก็น่าจะดีกว่าเสร็จช้าครับ (แต่ไม่ทั้งหมด) ที่ผมบอกว่าไม่ทั้งหมดเพราะว่า เมื่อเวลาเดินไป เราได้ผลการทดสอบหรือ การคิดอะไรใหม่ๆออกมา อาจจะมีเรื่องอื่นๆที่มีข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่คาดคิดเข้ามาได้ (อย่างไม่น่าเชื่อีกต่างหาก) ทำให้จริงๆถ้าหากว่าเรารอเวลาในการทำอะไรออกไปสักหน่อยแล้วเราก็จะได้ข้อมูลเพิ่มที่พระเจ้าประทานมา โอ้วมายกอท.. อะไรประมาณนั้นน่ะครับ (เรียกว่ามันมาเอง เพิ่มเติมให้เรารู้ได้หรือว่าคิดเพิ่มเติมได้ ซึ่งตอนแรก หรือขณะดำเนินการจะยังไม่มี จะยังไงคิด จะยังไม่เห็น)

ทั้งนี้ Task ที่ไม่มี Due date เราสามารถที่จะกำหนด Due date ให้กับมันได้เพื่อเป็นการกำหนด ให้ “ทำมันเลย” เมือ่ถึงเวลา แต่อย่างไรก็ดีถ้าหากว่าคุณมีความคิดจัดการงานแบบ Do it now อยู่แล้ว และ มี sense ในการเลือกงานทำที่ดีอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ต้องระบุ Due date ก้ได้แค่ว่าให้มันอยู่ใน task list หรืออยู่ใน inbox เพื่อให้คุณรู้ว่ามันจะต้องทำนั่นเองครับ

เน้นการเอางานออกไปให้คนที่เหมาะสมช่วยกันทำหรือส่งให้คนที่ทำได้ดีกว่าคุณทำด้วยเวลาที
่น้อยกว่า

การจัดการกับ Task ใดๆของผมส่วนมากแล้วจะต้อง assign หรือ Deligate งานให้กับคนอื่นที่เหมาะสมด้วยเวลาที่เหมาะสมและปริมาณ Load ที่เหมาะสม เพราะผมต้องการเอางานของผมออกจาก inbox หรือ task list ของผมเพื่อให้งานเดิน ครับ ผมก็คิดเหมือนกับว่า ตัวผมเป็นแค่ station เพียงแค่ station เดืยว คุณไม่สามารถที่จะทำงาน multitasking ได้จริงๆหรอกครับ (ถ้าหากว่าทำได้ก็เพราะงานอื่นๆที่คุณทำมันไม่จำเป็นต้องต้องการ focus ใดๆต่างหาก) เราไม่สามารถที่จะมีสมาธิกับสองเรื่องพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์ครับ ถ้าหากว่าคุณเห็นบางคนพิมพ์ computer แล้วฟังเรื่อยที่คุยกันไปด้วย ก็ให้คิดไว้ก่อนว่า ที่เค้าพิมพ์หรือทำอยู่กับ computer นั้นมันต้องการการ focus ที่ไม่มากนัก เช่น อาจจะสั่ง print out งาน อาจจะจัด file ที่ Desktop ให้ดูไม่รก หรือกำลังหา file เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ผมว่าน่าจะทำให้คุณเก็ตไอเดียได้ว่างานที่ไม่ต้องการ focus เป็นอย่างไรน่ะครับ

การ Deligate งานผมเลือกที่จะทำให้เกิดขึ้นแบบทางเดียวเสียมากกว่า เพราะ ถ้าหากว่าคุณยังต้องทำการ two way communicate อยู่แสดงว่าใบงานหรือ note ที่คุณพิมพ์เพื่อบอกงานคนอื่นเค้าทำได้ไม่ดี ไม่สมบูรณ์ และอย่าลืม comment เอาไว้ว่าถ้าหากว่าไม่เข้าใจให้โทรถามได้ทันที แปลว่าถ้าหากว่าไม่มีอะไรสงสัยคุณก็ไม่ต้องรอ Feedback ใดๆจากผู้รับงานครับ นั่นแปลว่าสิ่งที่คุณต้องทำต่อ คือ แค่กำหนด Due date เทียมเพื่อการติดตามงานเท่านั้น เมื่อถึงเวลาคุณก็โทรสอบถามงานและติดตามความคืบหน้าก็เท่านั้นเองครับ

Posted in online productive | Tagged , , , | Leave a comment

สงสัยล่ะซิว่าทำไมรถติดบนทางด่วนได้ ( Shockwave and Funnel Effect)

freeway-infographic-600x663 ขอบคุณภาพประกอบจาก http://gpsobsessed.com/
ผมก็เคยสังเกตอยู่หลายครั้งว่าทำไม้ทำไมรถบนทางด่วนมันถึงได้ติดได้ทั้งๆที่เมื่อขับไปสักพักอยู่ๆมันก็วิ่งได้ฉิวๆ อันนี้ผมคงไม่หมายรวมถึง การที่มีการกั้นรถเพื่อให้นายกผ่านทางด่วนแล้วกันนะครับเพราะว่าอันนั้นมันก็ช่วยไม่ได้ กั้นแบบนั้น รถมันก็ต้องหยุดแน่แท้ครับ  แต่ว่าผมเจอเยอะครั้งเอามือถือออกมาอ่านนุ่นนี่นั่นแป้บเดียวก็ไปได้แล้วน่ะครับ แต่ที่ผมสงสัยจริงๆก็คือ ในสถาวการณ์ปกติ ทำไมอยู่รถถึงได้ติดได้ปรากฏว่า วันนี้เพิ่งจะมีคนมาอธิบายผม ผ่านภาพ infographics ให้เห็นกันจะซึ่งผมก็อ่านแล้ว get เลยว่า  .. มันก็น่าจะเป็นเหตุผลได้น่ะครับ

ประการแรก : Shockwave effect

เป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องอันเนื่องมาจากการที่รถคันใดคันหนึ่งลดความเร็วแล้วมีผลต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ จากตัวอย่าง เค้ายกตัวอย่างไว้ว่า ถ้าหากว่ามีคนเหลือง (A) ลดความเร็วจาก 60 มาเหลือ 50 ไมล์ต่อชั่วโมง (ความเร็วฝรั่งน่ะครับ) คันหลังเห็นก็ต้องลดให้ต่ำกว่า (เท่ากันก็ไม่ได้ครับเพราะมันเสี่ยงไปหน่อย แล้วก็การลดให้ได้เท่ากันมันจะเก่งเกินน่ะครับ) เช่นลดเหลือ 45 เพื่อรักษาระยะและเพื่อความปลอดภัย คันต่อมาก็จะเห็นคันตะกี้ที่เพิ่งจะลดเหลือ 45 mph ก็ต้องทำเหมือนกันแค่ว่าความเร็วจะต้องลดน้อยกว่านั้นอาจจะเป็น 40 mph แทน เหตุผลต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนทำให้รถแน่นิ่งบนทางด่วนครับ

ตะกี้มันเป็นพิ้นฐานเหตุผล คือ จะต้องลดความเร็วให้ต่ำกว่าคันหน้าเพื่อให้คันต่อๆไปปลอดภัยครับ หลักการก็ไม่มีอะไรแต่ว่าอีกเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้เหตุการณ์ตะกี้เกิดขึ้นได้ด้วยก็คือ คันที่อยู่ถัดไปนั้นต้องลดความเร็วอันเนื่องมาจากระยะ ระหว่างคันมันน้อยเกินกว่าที่จะรักษาความเร็วเดิมเอาไว้ได้ครับ ปัญหานี้จะหายไปได้ถ้าหากว่า ถนนโล่ง แม้ว่าทุกคนจะวิ่งได้แค่ 1 เลน เท่านั้นก็จะไม่เกิด effect ดังกล่าวได้ เช่น ถ้าหากว่า A ลดเหลือ 50 mph แต่คันที่อยู่ถัดไปอยู่ในระยะที่ไม่จำเป็นต้องลดความเร็ว หรือว่าง่ายๆคือ B อยู่หลังคัน A มากจนไม่ต้องแตะเบรค เท่านั้น effect Showwave นี้ก็จะไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด แล้วหลังจากนั้นคัน A ก็เร่งขึ้นไปต่อเพื่อรักษาความเร็วเดิมไว้ได้

แต่อย่างว่ามัน Shockwave จะไม่เกิดก็ต่อเมื่อ รถอยู่ห่างกัน พื้นที่ถนนต่อรถ มันไม่มากทุกคนซิ่งทิ้งห่างกันได้ แต่ว่าโลกเราไม่ได้อย่างงั้นน่ะซิเนี่ยะ ถ้าหากว่าคิดต่อไป ปริมาณพื้นที่ต่อถนน คือ "ความหนาแน่นของปริมาณรถ" เป็นศัพท์ที่ จส.ร้อยบ้านเราชอบใช้ออกรายการว่า สภาพการจราจรเป็นอย่างไร เช่น ในวิทยุก็จะบอกว่า ตอนนี้มีปริมาณรถหนาแน่น เคลื่อนตัวได้ช้า  … ครับนั่นน่ะหละ เพราะว่าความหนาแน่นของปริมาณรถก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้เกิดอาการรถติดได้

ประการที่สอง : Funnel Effect

เมื่อรถหนาแน่นทำให้ Shochwave เกิดขึ้นแล้วเป็นผลทำให้รถติด และนอกจากนี้ยังมีอีกทฤษฎีที่อธิบายกันได้ไม่ยากคือ เรื่องของ "Funnel Effect" คือ ถ้าหากว่าคุณมีก๊อกน้ำ ก๊อกเดียวแล้วก็เปิดน้ำไหล มันก็จะไปผ่านไปด้วยอัตราหนึ่งได้ด้วยความเร็ว แต่ถ้าหากว่าคุณเปิดก๊อกน้ำมากกว่า 2 ก๊อก (หรือแค่เร่งก๊อกแรงให้น้ำไหลเยอะหน่อยก็ได้แล้วเหมือนกัน) ก็จะทำให้น้ำกองอยู่ในกรวยครับ

วิธีการนี้ถ้าหากว่าคิดเป็นภาพข

Posted in กินเที่ยวเรื่อยเปื่อย | Tagged , | Leave a comment

Google Analytics Opt-out : add on เพื่อการหยุดส่งข้อมูลไปเก็บใน Google Analytics

PrtScr capture_5  ล่าสุด Google เพิ่งออก extension ของ Browser รุ่นที่ฮิตๆทั้งหลายให้สามารถที่จะทำการ Opt-Out ไม่ให้ Google Analytics ติดตามข้อมูลได้ นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่า คุณคิดมากว่า ตอนที่คุณเข้าหน้าเว็ปคนอื่นเค้า แล้วเค้ารู้ได้ว่า คุณมาจาก link หน้าเว็ปไหน หรือว่าคุณดูเนื้อหาในเว้ปไซท์นานแค่ไหน แล้วก็คุณดูไปกิ่ page กัน และอื่นๆที่อีกมากมายที่ Google Analytics จะเก็บข้อมูลได้แล้วส่งไปที่ webmaster หรือคนที่ดูแล website นั้นๆอยู่เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์การใช้งานหน้า website ของเค้าเหล่านั้นเพื่อเป็นการปรับปรุงติดตามผล (tracking) ของหน้าเว็ปไซท์ได้

หลักๆแล้ว Google Analytics จะใช้เพื่อให้คนดูแลเว็ปเห็นข้อมูลหรือผลงานในการ promote หน้าเว็ปจากความอุตสาหะต่างๆนานาในการ promote ครับไม่ว่าจะเป็นการ แลกลิงค์ ปะ Banner submit site เพื่อให้ได้ขึ้นหน้าแรกๆ ของ Google ด้วย Keyword ที่อยากจะได้มาเป็นของตน (เหมือนกับว่าเป็นของได้เลยยังไงอย่างงั้น)  หรือ ยึดพื้นที่ในการ search ทั้งหมดด้วย Keyword นั้นด้วยการ post เนื้อความไปยังหน้าเว็ปที่ดังๆต่างๆครับ จะทำให้เห็นได้ว่า มีคนเข้ามามากน้อยแค่ไหนด้วยวิธีการไหน ถ้าหากว่าไม่มี Google Analytics แท้ที่จริงแล้วก็มีตัว Tracking จากสำนักอื่นๆมากมายอยู่เหมือนกันแต่ว่ามันไม่ได้ Complete สมบูรณ์และแสดงผลได้เจ๋งเหมือนกับ Google Analytics เท่านั้นเองครับ

ทั้งนี้ Google จะเก็บข้อมูล IP ของคุณเอาไว้แต่ว่าคนทั้งโลกนี้จะมีแค่ไม่กี่คนที่ทำงานที่ Google จะเข้าถึงข้อมูลนั้นได้และจะต้องได้รับอนุญาต (จากใคร) เสียก่อนเพื่อที่จะเข้าไปดูได้ครับ

จริงๆแล้วผมก็ไม่อยากให้คนทั่วไปเอา extension Google Analytics Opt-out ไปติดสักเท่าไหร่เพราะว่าผมก็เป็น webmaster คนนึง ถ้าทุกคนร่วมใจไม่ให้ข้อมูลผม แล้วผมจะเห็นมันได้ยังไงล่ะว่าผมจะต้องทำอะไรต่อ คนเข้าเยอะแค่ไหน หมดกำลังใจไปเสียอย่างงั้นก็เป็นไปได้น่ะครับ

แต่ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณเป็น webmaster แล้วคุณก็ไม่ได้ทำอะไรมาก วันๆก็เข้าแต่เว็ปตัวเองทดสอบ Keyword ที่ link เข้าหน้าตัวเองด้วย Google หน้าหลักเหมือนกับคนอื่นๆ มันก็จะเป็นเก็บข้อมูลของตัวคุณเองไปด้วยน่ะครับ นั้นก็แปลว่า ถ้าหากว่า ผมแนะนำให้คนที่เป็น webmaster เอา extension นี้ไปใส่ที่เครื่องหรือ Browser ตัวเอง แล้วก็เล่น internet ว่อนไปทั่วโดยไม่ให้ข้อมูล Google Analytics แล้วก็วอนขอให้ user ที่ไม่ได้เป็น webmaster ก็ไม่ต้อง install extension นี้น่ะครับ เพราะว่าก็สงสาร webmaster เค้าหน่อยก็แล้วกัน หรือถ้าหากว่าไม่สนอยากลองก็ไม่ว่าอะไรเพราะว่าคุณในฐานะ internet surfer โต้คลื่นท่องเว็ป เมื่อคุณ install extension ไปแล้วคุณไม่รู้สึกว่า มัน privacy ขึ้นสักเท่าไหร่หรอกมั้ง แล้วก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกแตกต่างจากเดิมแต่อย่างใดครับผม

Posted in Bloging life, online life | Tagged , , | 1 Comment

ความเป็นส่วนตัวบน Facebook ? ฝันไปเถอะไม่มีหรอกครับ ลอง Check ด้วย Privacy Scanner กันดีกว่า

facebook
Facebook ชอบมั่วนิ่มเกี่ยวกับ Privacy ที่ตัวเองเป็นคนกำหนด โดยการเอาเนื้อหาหรือข้อมูลที่ user ไม่คิดว่ามัน Public เอาไปแสดงมันให้หลาทุกทีไปน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว แนวคิดในการ post content หรือเนื้อหาอะไรก็สุดแล้วแต่ที่หน้า Facebook ผมจะคิดแบบนี้คือ "ทุกเนื้อความ ทุกถ้อยคำ ทุกรูปภาพ และ Link จะต้องบอกต่อไปยังสาธารณะได้"

ต้องทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า เมื่อเราเอาภาพขึ้น Facebook ทุกภาพ ถือเป็นของ Facebook ครับไม่ใช่ของเราอีกต่อไป คุณอาจจะคิดถูกว่า คนที่เห็นก็จะเป็นแค่เพื่อนของคุณ มันก็จริงแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณแค่ตั้งว่า เพื่อนของเพื่อนคุณสามารถเห็นได้ แปลว่า คุณเอาภาพไปให้คนแปลกหน้าดูแล้วยังไงล่ะครับ (คุณคิดเหรอครับว่า เพื่อนของเพื่อนคุณจะเป็นเพื่อนคุณในทุกกรณี ไม่จริงหรอกครับ ผมว่าร้อยละ 99 เพื่อนของเพื่อนคุณไม่ได้เป็นเพื่อนคุณที่คุณรู้จักอยู่แล้วหรอกนะครับ คิดผิดคิดใหม่ได้น่ะครับ )

โดย default แล้วถ้าหากว่าคุณไม่ได้ทำการ setting อะไรกับ privacy setting ของคุณเลย มันจะทำให้เนื้อความ หรือภาพนั้นๆ สามารถเห็นได้ด้วย เพื่อนของเพื่อน ได้ครับ เพราะ ทาง Facebook ก็ต้องการที่จะขยายคนที่เข้ามาเชื่อมต่อกันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ มีระบบ suggest friends เพื่อให้คนที่คาดว่าอาจจะรู้จักกันอยู่ สามารถที่จะ connect เป็น "เพื่อน" กันได้ไม่ยากครับ

ถ้าหากว่าคุณยังไม่มี idea ว่าจะปิด Privacy ให้เหมาะสมได้ยังไงแนะนำว่า ลองเอา Privacy Scanner ไปลองใช้ดูครับ มันจะทำหน้าที่ check Facebook settings ของคุณ โดยแนะนำ level ที่มีความปลอดภัยที่สุดที่เท่า Facebook จะให้คุณได้ (แต่ก็ไม่ได้100%อยู่ดีน่ะครับ) เพราะยังไงซะผมก็ขอให้คิดว่าไม่ว่าคุณจะ Post อะไรที่ Facebook มันจะโดน Public ออกได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ

ลองใช้ Privacy Scanner ดูหน่อยแล้วกันนะครับไม่งั้นคุณได้รับการติดต่อจากคนที่ไม่ได้เป็นเพื่อนคุณได้ครับ ถ้าหากว่าคุณพอใจอย่างงั้นก็ไม่ว่ากันน่ะครับ แต่ว่าผมเคยมีคนติดต่อ มาด้วยถ้อยคำทีไม่ดีสักเท่าไหร่แล้วน่ะครับผ่าน Facebook นี่น่ะหละ จริงๆถ้าหาก่วาผม Tighten privacy กว่านี้อีกหน่อยการติดต่อนั้นก็จะทำไม่ได้น่ะครับ ลองดูเองแล้วกันน่ะครับว่า Privacy ScannerFacebook มันจะแนะนำให้คุณทำอะไรกับการตั้งค่าของคุณกันมั่ง ?

Posted in online life, online productive | Tagged , , , | Leave a comment

รู้ไว้ก่อนจะลงมือ Create เนื้อความใน Blog : Basic Blogging พื้นฐานการ Blog ที่น่าทำ

Blogตอนนี้น้องๆผมก็ต้อง Blog ซะอย่างงั้น แต่อยากจะ list ออกมาสักหน่อยว่า เราจะต้องคิดเรื่องอะไรบ้างเพื่อที่จะทำให้การ Blog ครั้งนั้นๆ ดูดีแล้วก็น่าจะมีประโยชน์ต่อการทำ ON Page SEO สักหน่อยน่ะครับ งั้นมาดูดีกว่าว่าถ้าหากว่าจะ Blog ให้ได้หน้า page หรือหน้า post นั้นได้ดีเนี่ยะ น่าจะทำยังไงกัน ?

คิดก่อนว่าจะมุ่งเป้าคีย์เวริ์ดอะไรดีและหาว่าคนค้นคำนั้นเยอะแค่ไหน ?

เรื่องของ Keyword นี้คุณต้องหาเสียก่อนว่าจะเลือกเอา Keyword อะไรน่ะครับ แล้ววิธีการได้มาซื้อ Keyword นั้นก็มีเยอะแยะหลากวิธีการครับ ถ้าหากว่าผมพูดสั้นๆก็จะได้ความว่า เราก็คิด Keyword List ออกมาเป็นกระตั้ก เป็นปึกๆ แล้วก็ทำการ List เข้า Google adwords แน่นอนว่าในนั้นจะ estimate ประมาณการ search ด้วย Keyword นั้นๆไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าผมก็จ่ายเงินจริงเอาเลย ตั้งค่าใช้จ่ายต่อวันแล้วก็เปิดให้คนค้นหาจริง เราจะได้ impression ของ Keyword นั้นๆออกมาจริงๆอย่างไม่น่าเชื่อ พร้อมทั้งเสียเงินน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณอยากรู้เร็วก็ปรับตังค์ให้เยอะหน่อย แล้วก็เข้ามาดูถี่มากๆน่ะครับ เราจะรู้น่ะครับ คนค้นหาคำๆไหนมากสุดๆแล้วที่มัน มีความความสัมพันธ์กับ website ของเราจริงๆน่ะครับ วิธีการดูแบบนี้เราจะได้ข้อมูล impression (ปริมาณการแสดงผลที่หน้า Google Search Result page) ได้ทันทีทันใดครับ อ้อ ถ้าหากว่าไม่อยากยุ่งยากมาก และเพื่อให้ได้ stats จริง เราปรับ max Bid สำหรับ Keyword ทั้งหมดให้เยอะหน่อยแล้วกันนะครับ จะได้ไม่หลุดหน้าแรก แล้วมันก็ไม่ show เอาซะอย่างงั้น

ทำตัวหนาเป็น H1 และ H2 ให้กับ Keyword นั้นๆ

ถ้าหากว่าคุณทำอย่างข้อตะกี้ ผมว่าเราก็น่าจะได้ Keyword มาแล้ว ว่าคนค้นหาคำไหนกันเยอะแค่ไหน แล้วก็คู่แข่งมันโหดร้ายแค่ไหน (แนนอนว่ามันสะท้อนจากค่าเงิน ! ที่คุณจ่ายไปต่อ Click น่ะหละครับ >< ถาหากว่าแพงจัดๆ ก็เดาเอาไว้ได้ว่า คำๆนั้นมีการแข่งกันเย้อะแยะอย่างจริงจัง แล้วถ้าหากว่า keyword ไหนนี่ไม่เก็บตังค์เราเท่าไหร่ แสดงว่าชิวเอามากๆ แล้วก็ไม่ได้แย่งอะไรสบาย แฮ ..) ทีนี้เราก็เอา Keyword เหล่านั้น มาใส่ tag H1 , H2 เพื่อให้เหมือนกับว่ามันเป็นหัวเรื่อง หัวพารากราฟ ครับ อากู๋ ( Google ) แกก็จะมองว่า เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆน่ะครับ แล้วก็เหมือนกับว่า คนเค้าเล่าต่อกันมาว่าถ้าหากว่า อยากจะเน้น Keyword ไหนก็เอาไปไว้เป็นคำแรกๆของหัวเรื่องด้วย ยังกะ Google จะขี้เกียจอ่านให้มันยาวๆซะอย่างงั้นน่ะครับ เฮอะๆ

ในเนื้อความใส่รูปด้วยแล้วก็ใส่ Properties อื่นๆให้ครบ

รูปภาพที่ใส่ คุณอาจจะเอาภาพที่โหลดได้เร็วมาใช้งานจะดีกว่า ภาพที่ใหญ่โตโหลดได้ช้า วิธีการสร้างภาพที่โหลดเร็วก็คือ เปิด Photoshop แล้วก็ Save as web site ในนั้นก่อนที่จะทำการ save มันก็จะบอกว่า Size ของภาพมันใหญ่แค่ไหน ยิ่งเล็กยิ่งดี เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณขายเนื้อความไม่ได้เป็นเนื้อภาพ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากที่จะทำให้ภาพมันละเอียดใหญ่โตครับ นอกจากนี้ผมก็แนะนำว่าใส่ ALT ให้ครบ ด้วย Keyword ที่เรากำหนดเป็นเป้าหมาย เข้าไป แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวซะตรงๆครับ

ภาพนั้นๆ ควรจะเป็นภาพที่แสดงเต็มๆ โดยไม่มีการย่อ เพราะ อากู๋ชอบมองว่า ภาพก็ออกจะใหญ่แต่ว่าอยากจะแสดงให้เล็กๆแค่นี้ ทำไมต้องมาย่อล่ะ นอกจากหนักแล้วยังจะถึกอีกด้วย ภาพก็บี้ๆไม่สวยอีกตะหาก เพราะงั้นแล้ว ส่วนตัวผมจะไม่ย่อภาพครับ ถ้าอยากจะใส่ภาพก็แนะนำย่อจากด้านนอกมาให้ได้ขนาดพอดีมาเลยจะดีกว่าครับผม

ใส่ตารางซะบ้างในเนื้อความก็ไม่เสียหา
ยอะไร

เค้าเล่ากันว่า ถ้าหากว่าหน้าที่มีอะไรต่อมิอะไรครบ อากู๋เหมือนจะชอบมากกว่าหน้าที่ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เพราะงั้น เราใส่ตารางเข้าไปบ้าง เพื่อเป็นกั้นภาพกับ text ออกจากกันบ้างครับ ผมขอบอกอีกหน่อยว่าหน้า page ที่คนเข้าเยอะสุดใน website rackmanagerpro.com นี้ หน้านั้นมีตารางน่ะครับ แต่ก็อีก ผมบอกไม่ได้หรอกว่ามันมาจากเรื่องนี้ตรงๆเท่านั้นน่ะครับ แต่ว่าเราสร้างไว้บ้างมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรจริงเหรอป่าวล่ะครับ

สร้าง internal Link กันเองใน Blog บ้างก็ดีนะ

พอพิมพ์จบก็มาดูเสียหน่อยว่า Keyword ที่อยู่ในเนื้อความเรานั้น มันมีคำๆไหนเหรอป่าวที่อยากจะ link ไปหน้าไหนของเราเอง (ไม่ใช่ของคนอื่นน่ะครับ) แล้วก็จัดการ link ไปซะเลยน่ะครับ แต่ว่าอย่าทำให้มันมาก มันดูน่าเกลียด เอาแบบว่าให้มันอ่านรู้เรื่อง แล้วก็ link ไม่เยอะเกินไปจะดีกว่าครับ ทำให้คนที่หลงเข้ามาอ่าน อ่านรู้เรื่องครับ

link ออกนอก website ตัวเองใน NoFollow ด้วยครับ

มันไม่ได้เป็นการเห็นแก่ตัวอะไรหรอกกับการแค่ส่ง Traffic ไปแต่ว่าไม่ได้ส่งพลังลมปราชญ์ตามไปด้วย เพราะการใส่ NoFollow เป็นการตัดสายพลังที่ไหลผ่านเข้าหน้า website เรา แล้วออกไปหน้าคนอื่นครับ ยกเว้นว่าเป็นเว็ปพันมิตร หรือเว็ปตัวเองแต่ว่าเป็น URL อื่นๆครับ สั้นๆคิดแค่นี้แล้วกันนะครับว่า เป็น external link (ไปหาคนอื่น) ก็ใส่ NoFollow ด้วยล่ะครับกันนะครับอย่าลืม

ใส่ตัวหนา ตัวเอียง ใส่สีในเนื้อความบ้างก็ได้กับคำที่คุณเน้น

การใส่ตัวหนาเอียงแล้วก็ใส่สีมันเป็นการทำให้เนื้อความอ่านได้ง่ายขึ้น แล้วคนอ่าน ก็ get idea ได้เร็วกว่าเดิมว่า เราเน้นอะไร! ซึ่งเรื่องพวกนี้ผมไม่ค่อยจะทำน่ะครับ (ความขี้เกียจเข้าแทรกว่าอย่างงั้น ลมปราญไหลออก พลังชี่ลด .. โม้ไปนั่น )

กด Enter เพื่อเว้นย่อหน้า สร้าง paragraph ใหม่

อันนี้เอาไว้ดักคนอ่านน่ะครับ ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับ SEO เหรอป่าว เกี่ยวตรงว่าถ้าหากว่าคนอ่าน อ่านได้นานมันก็จะทำให้หน้า page นั้นหรือ post นั้นมันมีอะไรดี คนเข้ามาผ่านทาง อากู๋ Google แล้วก็อากู๋แกก็รับรู้ได้ว่า ส่งคนมาถูกทีเพราะว่าอ่านกันเยอะคน เหลือเกินแล้วก็นานเหลือเกินเหมือนว่า เนื้อความโดนใจน่ะครับ

ผมว่าคงต้องหยุดเพียงเท่านี้ก่อนเพราะ มันมีอีกเรื่องก็คือ คุณไม่ควรจะพิมพ์เนื้อความเป็น text ยาวเป็นกิโลๆ เหมือนกับที่ผมทำสักเท่าไหร่ แนะนำว่า อาจจะเป็นเป็น post หลายๆอันแล้วก็ ทำเหมือนเป็น POST เพื่อสรุป แล้วก็ link ไปแทน เพื่อให้เกิดจำนวน page เฉลี่ยตัวหัวต่อคนมากขึ้นนะครับ ซึ่งผมไม่ทำสักเท่าไหร่เพราะว่า ไม่มีพลัง แต่มันเป็นพฤติกรรมที่ดีในการ Blogging น่ะครับแนะนำๆ (สอนคนอื่นบอกคนอื่นแต่ว่าตัวเองไม่ทำซะงั้น ฟังดูไม่ค่อยมี credit สักเท่าไหร่เนาะ เฮอะๆ

Posted in Bloging life | Tagged , , , , , , | 1 Comment

กินอาหารร้านไหนเด็ดก็เอามาบอกกัน : ร้านกิวกิวเต้ ร้านแรกที่ review บน Rackmanagerpro

วันนี้ผมไมได้บ่นเรื่อง iPhone app น่ะครับแม้ว่าผมจะยังจิ้มมันทุกวันแบบไม่ยั้งมือก็ตามที แต่จะพักเรื่องราวเอาแล้วก็หันมาเรื่องกินบ้างอ่ะครับ จริงๆแล้ว เว้ปนี้มันไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องกินได้ แต่ก็อีก มี Blogger เมืองนอกเมืองนาหลายคน เค้าก็เห็นตรงกับว่า Web Blog หรือ Blog ถ้าหากว่าอยากจะทำให้คนอื่นติดตามเราได้นั้น ก็อาจจะต้องมี กลิ่น ความเป็นตัวเองติดเข้าไปที่เว็ปของเราด้วยครับ วิธีการก็ไม่ยาก ก็คือ การเอาเรื่องราวใดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวบ้างเล็กน้อยถึงปานกลางเข้ามาพัวพัน นั้นก็จะทำให้เว็ปคุณแตกต่างกันจากเว็ปที่เขียนแนวๆเดียวกับคุณแล้วครับ แน่ล่ะ เพราะว่าแต่ละคนก็มี Life style ไม่เหมือนกันนี่เนาะ

ว่าแล้ว ผมก็มีเรื่องอีกประเภทที่ Blog ส่วนตัวผมจะพิมพ์เอาไว้เสมอ (เอ .. แต่ว่านี่ก็ Blog ส่วนตัวอยู่เหมือนกันนี่หน่า แต่ว่าผมก็เปิดน่ะครับ ถ้าหากว่าใครอยากจะเป็น Guest Post ในนี้ก็ไม่ว่าอะไรครับ อยากจะให้มีคนอื่นพิมพ์เขียนเอาไว้ที่ Blog แห่งนี้ด้วยซ้ำไป แต่ว่า .. ผมก็พิมพ์อยู่คนเดียวเนี่ยะล่ะ ) ใน Blog ส่วนตัวผม จะชอบเล่าเรื่องเกี่ยวกับที่กินเข้าไป ด้วยครับเพราะ ผมจะได้นึกออกว่า เคยไปกินทีไหนมาแล้วมั่ง แล้วอาหารรสชาติเป็นยังไง กินแล้วมันแพงมากน้อยแค่ไหน แล้วก็แนะนำเพื่อนๆต่อได้อีกที ถ้าหาก่วาอยากแนะนำร้านไหนให้เพื่อนก็มา Google เว็ปตัวเอง แล้วก็โยน Link ให้เพื่อนไป ให้เค้ามาอ่านเองก็จบ น่ะครับเป็นการประหยัดเวลาที่จะแนะนำร้านอาหารน่ะครับ เหตุผล ก็เป็นอย่างงี้น่ะครับ เพราะงั้นแล้ว แปลว่าถ้าหากว่าร้านไหนห่วยๆ อาหารไม่อร่อยหรือว่ามีอะไรให้ติ เนี่ยะ ผมก็จะไม่ได้พูดถึงเลยน่ะครับ เพราะผมก็จะไม่ได้เอาร้านไป LInk ส่งต่อให้เพื่อนๆแต่อย่างใดน่ะครับ

กลับมาเรื่องกินกันมั่ง ร้านแรกที่ผมประเดิม เปิด content ที่เกี่ยวกับร้านอาหารหรือของกินของเล่น กินเที่ยว ร้านแรกก็คือ ร้าน GYUGYU เต้ ครับ เป็นร้านทีขายเนื้อย่าง ชำนาญพิเศษ ครับ เหมาะสำหรับคนที่กินเนื้อเอามากๆ แต่ว่าถ้าหากว่าคุณกินเนื้อไม่ได้เค้าก็มีหมูให้คุณกินน่ะครับ แต่ก็อีก ร้านเค้าก็ไม่ได้เน้นเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ผมไม่ได้หมูเข้าปากสักคำน่ะครับ แล้วก็หากว่าคุณจะกินหมูแล้วล่ะก็ ผมว่าแนะนำไปกินร้านอะไรธรรมดาๆก็ได้น่ะครับไม่ต้องเป็นกิวกิวเต้นี่ก็ได้ครับ

ร้านนี้อยู่ติดริมแม่น้ำน่ะครับ ผมก็ไม่รู้จักด้วยซิว่าผมจะบอกว่าร้านนี้อยู่ที่ไหนได้ยังไง เอาเป็นว่าคุณก็ลอง Google ดูเอาเองก็ได้น่ะครับ หรือว่าดูที fourquare เอาก็น่าจะมีคนที่แวะมาบ้างแล้วก็เป็นไปได้น่ะครับ(จริงๆผมก็กรอกพิกัดใน Fourquare แล้วล่ะครับแต่ว่าผมก็ดันพิมพ์ชื่อ Location นี้ไปว่า GUEGUE ประมาณว่าเมาพิมพ์ผิดอย่างแรงน่ะคับ)

เนื้อซุปเปอร์กิวกิวเต้ 

สำหรับเมนูที่ผมกินแล้วแนะนำก็น่าจะเป็นเมนูนี้น่ะครับ ซูเปอร์กิวกิวเต้ (แสดงที่ภาพนี้ครับ) แล้วก็อีกส่วนที่ผมไม่ได้ถ่ายมาด้วยก็คือ โจคะรูบิ ผมก็ถามเค้าว่าส่วนนี้มันคืออะไร เค้าก็บอกผมว่า มันคือ "แป้นขาน้องวัว" อืมก็ง

Posted in กินเที่ยวเรื่อยเปื่อย | Tagged , , | Leave a comment

วิธีคิด : Blog ยังไงให้มีเนื้อหาเอามา Blog กันอยู่เป็นประจำ

blog board 
ถ้าหากว่าคุณถามผมแบบนี้แสดงว่า เว็ป Blog ที่คุณกำลังเขียนอยู่นั้นไม่ได้มาจากความสนใจของคุณแม้แต่น้อยย ทำไมผมบอกได้อย่างงั้นน่ะเหรอครับ ? ไม่แปลกหรอก ลองคิดกลับทางกันดูดีกว่าว่า ถ้าหากว่า เรื่องราวเฉพาะเจาะจงใดๆ คุณชอบและสนใจมันอยู่แล้ว คุณแทบไม่ต้องออกแรง เพื่อหาข้อมูล ศึกษา หรือความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ แต่อย่างใด แล้ว สิ่งที่คุณทำ ก็จะทำอยู่ตลอดเวลา เสียด้วยซิ ไม่ว่ากำลังจะนอน หรือเพิ่งตื่นมาตอนเช้า หรือ เวลาว่างหลังจากงาน หรือ แม้กระทั่งเวลางาน เมื่อคุณว่างจากงาน (มันก็ต้องว่างหน่อยน่ะครับมันถึงจะอ่านนู้นอ่านนี้ได้จริงเหรอป่าวล่ะครับ)

เพราะแท้ที่จริงแล้วการ Blogging ก็เป็นการบอกต่ออย่างหนึ่งเท่านั้น ผ่านแนวคิดและความคิดของเรา ในการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นภาพเสียงหรือตัวหนังสือ ข้อมูลคุณก็มีแล้วถ้าหากว่าคุณชอบหรือสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างว่า เรื่อง source ที่จะได้เรื่องราวมาเป็น unlimited แน่นอน และอีกเรื่องที่อาจจะต้องคิดต่อก็คือ คุณจะทำอย่างไรเพื่อให้เนื้อหาของคุณมีคุณค่าต่อคนอื่น

วิธีคิดต่อนั้นก็ไม่ยากเย็นอะไรมากมายนักหรอกครับ วิธีการคิดของผมเพื่อให้ผมพิมพ์เนื้อหาออกมาให้คุณๆได้อ่านกันก็คิดแค่ว่า "มีคนมาบอกคุณแบบนี้ซะแต่แรกมันก็น่าจะดีเนาะ"  มันแปลว่าอะไร วิธีการคิดแบบนี้จะทำให้คนอื่นที่ชอบเนื้อหาแบบเดียวกันกับคุณหรือ ค้นหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรื่องใดๆที่คุณเขียนได้เจอ "เนื้อหา" ของคุณแล้วมันก็เป็นการประหยัดเวลาในการ research ข้อมูลเหล่านั้น เพราะมันได้ผ่านการย่อยทางความคิด และกลั่นออกมาเป็น content ที่มีการบันทึกเอาไว้ และ อ่านได้ด้วยความเร็วในการรับรู้และเรียนรู้ของตนเองครับ  ผมไม่อยากให้คุณคิดมาก ว่าถ้าหากว่าคนอื่นเข้ามาอ่านแล้วจะได้อะไรจากมัน คิดแบบว่า ถ้าหากว่าผมรู้แบบนี้ก่อนมันก็น่าจะดี เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้คุณบอกคนอื่นต่อเอาไว้ก่อนล่วงหน้า แม้ว่าเค้าเหล่านั้นจะไม่ได้คิดสงสัยในประเด็นต่างๆเหล่านั้นมาก่อนก็ตามที

ยิ่งถ้าหากว่าเนื้อหาของคุณใน blog ของคุณมี theme เรื่องราวที่น่าสนใจเฉพาะเจาะจงได้ชัดเจน มันจะทำให้คนที่คิดแบบคุณ และสนใจแบบคุณๆจะกลับเข้ามาอ่านหรือก็สมัคร feed เพื่อรับ content ใหม่ที่พิมพ์ออกมาครับ

อีกวิธีการหนึ่งที่ผมเห็นว่าดีไม่ใช่น้อยก็คือ เนื้อหาเชิงที่คนเห็นด้วยได้ง่าย ใครๆก็ชอบอ่านเรื่องราวที่คิดว่า เหมือนกับที่ตัวเองคิดเอาไว้หรือว่าเป็นเนื้อหาที่มีความคิดในแบบเดียวกับตน ถ้าหากว่าอ่านแล้วกินใจ แบบประมาณว่า ใช่เล้ย >< อะไรแบบนั้น ก็จะเกิดการ share ต่อไปได้ดีกว่า เนื้อหาที่ขัดกับความคิดของคนอ่านเป็นแน่แท้ครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่าคิดอะไรไม่ออกก็ลอง พูดถึงเรื่องที่คนอื่น (ใน theme คนอ่านเดียวกันกับคุณ) จะเห็นด้วยได้ง่าย หรือว่าโดนใจครับ case นี้รู้ไว้ใช่ว่าเพราะเราก็ไม่สามารถประเมินได้จริงๆหรือว่า คนอื่นเค้าจะคิดเหมือนกับเราหรือไม่ แต่ก็อีก เราก็ออกแรงเดาเท่าที่เราจะทำได้น่ะหละครับ

และวิธีการสุดท้ายที่เป็นต้นกำเนิดของการ Blogging ที่ rackmanagerpro.com นี้ก็ว่าได้ก็คือ การบันทึกเพื่อให้ตัวเอง search กลับมาได้น่ะครับ เนื้อหานี้จะเหมาะกับเนื้อหาแนว how to หรือ บอกกล่าววิธีการแก้ปัญหาใดๆ ครับ เช่น ถ้าหากว่าผมมี เคร

Posted in Bloging life, thinking process | Tagged | 1 Comment

กินอะไรเป็นอย่างงั้น อ่านหรือเสพสื่ออะไรแบบไหนก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

anything

ผมเคยคิดอยู่ว่า สมองหรือความคิดคนเราไม่ได้ถูกเสกออกมาจากเนื้อแท้ความคิดภายในของเราแต่เพียงอย่างเดียว เราสามารถที่จะคิดและปรับเปลี่ยนทัศนคติ และ แนวคิด วิธีการคิดต่างๆได้จาก การที่เราผ่านประสบการณ์มาไม่เหมือนกันครับ ทำให้ถ้าหากว่าเรารับสื่อใด มากๆ แล้วมีการบอกกล่าวอย่างไรมากเข้า เราก็อาจจะคิดและเชื่อตามนั้น (เพราะเราก็คงไม่ได้คิดและเชื่อตัวเราอยู่ตลอดหรอก) หรือแม้ว่า ถ้าหากว่าเราคิดว่าเราเชื่อตัวเราเอง หรือ เชื่อแนวคิดของตัวเราเอง แต่ปรากฏแท้ที่จริงนั้น ความคิดของเราที่เราเป็นอยู่ก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราโดยแท้จริงแต่ประการใด

ลองคิดแบบนี้ดีกว่า ถ้าหากว่าเราไม่ได้เรียนแบบที่เราเรียนมา ถ้าหากว่าเราไม่ได้เข้าโรงเรียนและไม่ได้เจอเพื่อนชุดเดียวกับที่เราได้เจอะเจอมา เราจะมีแนวคิดต่อ เพื่อน สังคม และโลกทัศน์แบบที่เราเป็นนี้อยู่หรือไม่ ? ถ้าให้ผมเดา ผมว่าไม่เหมือนแน่นอน แม้ว่าอาจจะไม่มีอะไรพิสูจน์ได้โดยเนื้อแท้ นั้นก็แปลว่า เราก็อาจจะพิสูจน์ไม่ได้เช่นเดียวกัน ว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ ?

แต่เรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก็คือ เราเลือกที่จะเอาความคิดใดๆใส่หัวเราได้เช่นเดียวกัน ! อย่างน้อยที่สุดขอให้รู้ไว้ว่า "เราพอจะเลือกได้" เช่น ถ้าหากว่าคุณอยากเป็นคนหัวศิลป์ art ตัวแม่ หรือตัวพ่อก็สุดแล้วแต่ คุณเลือกที่จะรับสื่อแนวนั้นได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่คุณจะอ่าน คณะที่คุณจะเรียนหรือแม้แต่งานอดิเรก ที่คุณพอจะมีแนวคิดที่จะได้เลือกเองบ้างว่าคุณสนใจอะไร ทำให้คุณเปิดเผยต่อ สื่อ และ ความคิดผ่านสื่อ เหล่านั้นในเรื่องที่คุณเลือกได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงแม้กระทั่งเป็น expert ทางด้านนั้นทีเดียว (ที่เป็น expert ก็เพราะว่าคนอื่นเค้าไม่ได้อ่าน เรียนรู้ และผ่านประสบการณ์เฉพาะด้านเดียวกันคุณยังไงล่ะครับ)

เมื่อคุณรู้แบบนี้แล้ว ขอให้คิดแค่ว่า ถ้าหากว่าคุณอยากจะชำนาญ เรื่องอะไรเป็นพิเศษของให้คิดเอาไว้แค่ว่า "เราชำนาญและสนใจทางด้านนั้น" เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ที่เราจะเริ่ม "รับ" สื่อไม่ว่าจะเป็น หนังสือ หรือ Blog content การค้นหาข้อมูลอ่านเล่นในเรื่องราวเหล่านั้นใน internet การแสดงออกความคิดเห็นและ พบปะแลกความคิดเห็นกับคนที่สนใจในเรื่องราวคราวเดียวกัน  ทำให้คุณมี insight เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆเพิ่มขึ้นได้ไม่ยากนั่นเอง และ มันจะให้ตัวคุณ"แตกต่าง"ออกไปจากคนอื่นๆยังไงล่ะครับ

Posted in thinking process | Tagged , , | 1 Comment