การ์ดงานเข้าทดสอบระบบการติดตามงานแบบ offline ให้กับคนในองค์กรที่ไม่มีคอมพิวเตอร์คอยติดตามงานได้

ถ้าหากว่าคุณต้องทำตัวเป็นหัวหน้างานที่ดีที่ต้องคอยติดตามงานจะเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ แล้วก็เพื่อนๆร่วมงาน หรือแม้กระทั่งลูกน้อง สิ่งหนึ่งที่เราๆท่านๆพึงกระทำก็คือ การติดตามงานว่า เรื่องที่ได้แจ้งสั่งการ หรือสั่งงานไปแล้วนั้น มีการดำเนินการไปแล้วถึงไหนอย่างไรบ้างครับ ถ้าหากว่าองค์กรของคุณๆทำงานแล้วมีคน IT ซะเป็นส่วนมากหรือว่าเกือบทุกคนจะมี computer เพื่อใช้งานก็สบายไปอย่างเพราะว่า ถ้าหากว่าเป็นกรณีนี้แล้วจะมี Tools ให้ใช้งานมากมายก่ายกอง เพื่อที่จะทำให้ทุกคนที่อยู่ใน project งานเดียวกันติงิดตามผลงาน และติดตามความคืบหน้าของงานได้ไม่ยากเย็นนักครับ แต่ว่าสำหรับเนื้อความนี้จะยังไม่ได้กล่าวภึง online Tools เพื่อการติดตามงานอย่างงั้นหรอกครับ แต่จะเน้นไปที่คนที่จำเป็นต้อง work งานแบบไร้ computer เสียมากกว่าครับ คนส่วนใหญ่ถ้าหากว่าทำงานที่โรงงานหรือว่าทำที่บริษัทจะมี computer อยู่อย่างจำกัดทำให้ต้องแบ่งกันใช้ ทำให้ solution แบบ computer 100% จะไม่ได้สามารถทำงานได้อย่างดีสำหรับกรณีนี้ครับ

ก็เลยต้องมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เราและตัวคนที่รับงานเราไปนั้นทำงานแล้ว ไม่บอกว่า ลืมทำไปได้ วิธีแรกๆที่พอจะคิดออกเลยก็คือ บังคับให้จด Note เอาไว้ แต่ก็อีกเราไม่รู้อยู่ดีว่าเค้าจะเปิดอ่านหรือว่าจดอะไรเอาไว้แล้วมีความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่ แล้วมีบันทึกเรื่อง due date หรือว่า dateline เอาไว้หรือไม่ ก็เอาอย่างงั้นแล้วกัน ผมก็ว่า ทดสอบออกแบบ card แข็งเพื่อใช้กับกิจนี้โดยเฉพาะกันเลยดีกว่า เรียกเท่ห์ว่า "การ์ดงานเข้า" (work-in card)

หน้าตาก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับก็แค่เหมือนกับ นามบัตรใบหนึ่งเท่านั้นที่ในนั้นจะระบุเอาไว้เป็นวันนี้วันที่สั่งงานวันที่เท่าไหร่ วันที่ต้องการกำหนดติดตามงานคือวันที่เท่าไหร่ และ งานนั้นๆคืองานอะไรครับ เนื้อหาไม่เยอะเลยครับเท่านั้นเอง อ้อ ..อีกประเด็นก็คือ แสดงถึงความต้องการด่วนมากแค่ไหน เรียกว่า ด่วนอย่างเดียวก็ไม่ถูกเพราะว่า มันบ่งบอกถึงว่าความสำคัญ หรือ ให้พิจารณาว่าต้องแซงซ้ายมาด้วยความเร็วเท่าไหร่ต่างหาก

card นี้วิธีการใช้เป็นอย่างไร ?
ไม่ยากเลยครับก็คือว่า ให้ print out การ์ดนี้ออกมาแล้วก็เก็บเอาไว้หรือพกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาใส่ในกระเป๋าตังค์ก็ได้ แล้วก็ให้คนอื่นๆที่อยู่หรือว่าทำงานด้วยมีซองใส่นามบัครเอาไว้ครับ หรือว่าแค่กล่องก็ได้แล้ว ให้ผลเหมือนกันครับ ทีนี้พออยากจะสั่งงานอะไรใคร เราก็กรอกข้อมูลสั้นๆเอาไว้ที่ work-in card ใบเปล่าใบใหม่แล้วก็ยื่นให้กับคนที่อยู่หน้างานด้วยกัน แต่ว่าถ้าหากว่าไม่ได้อยู่หน้างานด้วยกันอาจจะฝากคนอื่นยื่นไปให้ถึงโต้ะทำงานเลยก็ได้ครับ แล้วเมื่อคนรับงานได้รับก็จัดเก็บเอาไว้กับตัวเองที๋โต้ะทำงาน เพื่อให้เกิดการ review เป็นประจำอย่างน้อยที่สุดก็เป็นรายวันครับ งานนั้นควรมีเนื้อหาที่ไม่มากเรียกว่า อ่านแค่ 1 นาทีบนหน้า card ต้องรู้ว่านี่มันเรื่องอะไรครับ

สำหรับคนที่แจกงานคนอื่นเค้าก็ต้องเขียน card นี้เก็บเอาไว้กับตัวแล้วก็ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ติดตาม" แทนครับเพราะว่า action ที่จะต้องหรืองานที่จะต้องทำก็คือติดตาม แล้วก็ติดตาม ณ วันที่ที่ได้ระบุเอาไว้ครับ อาจจะหาปฏิทินแขวนไว้แล้วก็ปักหมุดไปที่วันที่ที่เป็น duedate ครับ อาจจะไม่จำเป็นต้องกรอกข้อมูล duedate เพื่อากรติดตามก็ได้ แต่ว่าเอาไปปักหมุดที่ปฏิทินจริงๆแทนก็ได้เหมือนกัน เพราะถ้าหากว่ามีการเลือนไปอีกก็แค่เอาออกแล้วก็ป

ัก ณ วันที่ไกลกว่าออกไปเท่านั้นเองครับ

แต่สำหรับคนที่แจกงานแล้วรู้ตัวว่าคัวเองเป็นคนหน้าคอมและมี internet คุณจะมีทางเลือกที่จะ track งานคนอื่นๆได้เยอะวิธีมากๆเลย ใช้ Google Calendar หรือว่าใช้ ToDolist ต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็น pda หรือว่าจะเป็น softwareที่อยู่ใน computer เลยก็ได้เช่นเดียวกันครับ แค่นี้ฝากของคนทีติดตามงานก็จะไม่ลืม เรื่องราวแต่ประการใด ครับ

สำหรับคนที่รับงานไปนั้นจะต้องถูก train เพื่อให้เปิดดูงานค้างเป็นประจำ และระบบนี้จะต้องดำเนินไปในลักษณะของการ review เพื่อให้รางวัลพิเศษ เพราะ card ทุกใบเมื่อ done เสร็จแล้วให้คนที่รับงานนั้นเก็บเอาไว้ครับ เมื่อครบปีก็มาดูกันว่า done งานไหนไปแล้วมั่งและมันเป็นงานที่สำคัญมากน้อยแค่ไหนเป็น profile สำหรับคนหน้างานทีทำงานแล้ว ไม่มีการลืมครับเพราะว่า ถือว่าเป็นการ์ดนั้นอยู่แล้ว เมื่อจะประเมินผลงานกันไม่ยากเลยครับก็ขอ work-in card ทั้งหมดเข้ามาดูประกอบด้วยก็เท่านั้นเอง และแน่นอนว่า การกระทำแบบนี้จะทำให้ระบบของ work-in card นั้นแข็งแกร่งมาขึ้นต่อไป และโดยรวมแล้วการจัดการเรื่องของ task สำหรับคนอื่นที่อยู่หน้างานแต่ไม่ได้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นั้น โดนติดตามและรู้ว่าต้องทำอะไรได้อย่างไม่มีวันลืมครับ (ยกเว้นแค่ว่าลืมออก work-in card เท่านั้นเองครับผม)

โดดไปโหลด card งานเข้าทั้งที่เป็นแบบ Photoshop file และเป็นแบบ file สำเร็จแล้วได้ที่นี่เลยครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ลักษณะการติดตามงานที่ดี

ReOpen เพิ่งปิดไปก็เปิดใหม่ได้ง่ายดายจริงๆ เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินครับผม

หลายต่อหลายครั้งเลยทีเดียวที่ผม เปิด folder ที่มันอยู่ซับซ้อนเหลือเกิน เรียกว่ามันอยู่ลึกเอามากๆ เพื่อทำอะไรกับมันสักอย่าง แล้วนึกขึ้นได้ว่า เอ้อ.. เข้ากลับเข้าไปที่ folder นั้นอีกครั้ง ก็ต้อง double click folder ซ้อนกันหลายๆชั้นฝ่าดงชื่อและ file ต่างๆมากมายอีกรอบเพื่อไปถึงเส้นชัย เอ.. มันน่าจะดีกว่ามั้ยถ้าหากว่าเรา recovery หน้าต่างใดๆที่เราเพิ่งจะปิดไปได้ แหงล่ะครับ มีก็ดีกว่าไม่มีน่ะครับ โปรแกรมที่ทำงานอย่างว่านี้เฉพาะเลยก็คือ “ReOpen” เป็น freeware ขนาดเล็กมากเหมือนเดิมซึ่งเรามักจะจำเป็นต้องเปิดทุกครั้ง(ให้มัน auto เปิดตัวเอง)เพื่อเอาไว้ใช้กับสถานะการณ์อย่างที่ผมเล่าเอาไว้แล้วครับ ก็แน่อีกล่ะครับว่าถ้าหากว่าไม่ได้เปิดไว้แล้วมันจะแอบจำเอาไว้ได้ยังไงกันล่ะครับ

วิธีการใช้งานก็ไม่ยาก หลังจากที่เราลง program เข้าไปแล้วก็จะมี icon อยู่ที่ icon tray ทางด้านขวาล่างของหน้าจอครับ ที่หน้าจอนั้นจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนบนจะเป็น path (ใช้กับกรณีที่ผมเล่าไปเมื่อตะกี้) และอีกส่วนคืออื่นๆที่เป็นการ run program ขึ้นมา หรือเอาไว้ใช้เรียก program ที่เราเพิ่งจะปิดไปยังไงล่ะครับ แยกกันอย่างงี้ก็โอเคน่ะครับเพราะว่าเราก็รู้อยู่แล้วล่ะครับว่าเราเนี่ยะจะทำการเปิดเรียกซ้ำมันเป็น path หรือว่ามันเป็น program กันแน่ครับ แยกจะได้ดูง่ายๆครับ

ถ้าต้องการที่จะเปิด path หรือ program ใดๆ(ที่เพิ่งปิดไป)แล้วให้ right click (คลิ้กขวา) บรรทัดที่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราเพิ่งจะปิดไปครับ การใช้งานก็มีเท่านี้

สำหรับ shortcut ที่สำคัญสำหรับโปรแกรม ReOpen นี้ก็คือ “shift + pageUp” ผมว่ามันเป็น hotkey ที่แปลกใช้ได้เลยน่ะครับ ปกติถ้าหากว่าลองกดดูมันจะเป็นการเลือก icon ที่หน้า Desktop ทั้งหมด (ถ้าหากว่าหน้า Desktop เรา active อยู่ ) ผมว่านะเอามาใช้กับเรื่องนี้จะดีกว่าครับผม

โดดไปโหลด ReOpen กันได้จากที่นี่เลยดีกว่าครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • เพิ่งปิด
  • ลบโปรแกรมsocialbox
  • วิธีการลบโปรแกรม socialbox
  • chorme เพิ่งปิดไป
  • หน้าที่เพิ่งเปิด google
  • หน้าที่เพิ่งถูกปิด google chrome
  • วิธีเอาหน้าที่เพิ่งปิด
  • วิธีลบหน้า เพิ่งเปิด chrome
  • วิธีการยกเลิกโปแกรม socialbox
  • ปิด socialbox

HTC TOUCH DIAMOND review : ซื้อมาแล้วได้อะไร?

เครื่องนี้เป็นเครื่องใหม่ upgrade จาก HTC TOUCH ที่ผมมีน่ะครับ คำว่า upgrade มันอาจจะฟังดูดีมีสกุลเกินไปหน่อยแต่ว่าจริงแล้วผมเอาของเก่าไป Turn มากกว่าเพราะว่าเครื่องเก่าผมมันเหมือนกะว่าเล่นอะไรไม่ได้เท่าไหร่แล้ว แล้วก็ program อะไรต่อมิอะไรในนั้นมันไม่เยอะแต่ว่ามันเต็มไปแล้ว (แปลว่า มันใส่อะไรไม่ได้มากน่ะครับ) ตอนแรกที่ซื้อเป็น HTC TOUCH ธรรมดารุ่นพระเจ้าเหามา เค้าก็บอกผมอยู่เหมือนกันน่ะครับว่า ความจำอะไรมันน้อยแต่ว่า ก็ไม่คิดอะไรมาก ผมก็ซื้อมาเพราะว่าอยากลองของว่า อืม .. เราก็อาจจะใช้เฉพาะเท่าที่มีนี้ก็ได้ แต่ว่าพอใช้ไปนานๆแล้วมันเกิดปัญหาน่ะครับ ปัญหาก็คือถ้าหากว่าเครื่องมันเหมือนจะเต็มๆจะเอาเนียะ  .. ทำให้พอเราเปิด software อะไรก็ตามที่อยู่ด้านในมันก็จะร้องเตือนว่า โอย.. เครื่องไม่ไหวแล้วเหนื่อยเหลือเกิน ต้องปิด software อะไรอื่นๆออกไปเพื่อให้มันเดิน software ตัวที่เราอยากจะให้มันเดินได้น่ะครับ นั้นหละครับที่เป็นปัญหาสำหรับเครื่องที่มี RAM  และ ROM น้อยๆ (บนมือถือฉลาด smartphone )

ทีนี้ที่ผมเอาเป็นเครื่องแบบนี้ก็เพราะว่า "มันมี GPS" แล้วก็เข้าใจต่อไปด้วยว่า มันมี A-GPS ครับ มันต่างยังไงกัน GPS ธรรมดาน่ะเหรอครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันต่างยังไง พอได้ลองใช้แล้วจะรู้ว่ามันต่างกันตรงที่ … มันหาสัญญาณตำแหน่งดาวเทียมได้เร็วมากน่ะครับ (ไม่เกิน 30 วินาทีหรือไม่เกินประมาณ 1 นาทีก็หาเจอ) หาเจอแล้วยังไงน่ะเหรอครับก็ .. มันก็จะแสดงข้อมูลได้ว่า ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนได้เร็วมากน่ะครับ มันก็จะพร้อมนำทางได้เร็วมากว่าระบบปกติมากน่ะครับ ที่ผมรู้ว่าระบบปกติเป็นยังไงก็เพราะว่าผมมี Garmin C320 ที่เอาไว้ติดรถอยู่แล้วหนึ่งตัวน่ะครับ มันค้นหาดาวเทียมด้วยเวลาที่นานพอควรบางครั้งขับรถออกไปได้ไกลแล้ว แต่ว่าเส้นทางเดินทางยังไม่ได้ปรากฏให้ผมเห็นก็ผมก็ต้องขับมั่วไปก่อนน่ะครับ  สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นนะครับเพราะอะไรน่ะเหรอ ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าหากว่าผมอยู่ในตึกแล้วอยากกลับบ้าน ถ้าหากว่าผมออกมาแล้ว ณ ที่โล่งแจ้งเพื่อให้ได้รับสัญญาณดาวเทียมอันอบอุ่น ฉายจากฟากฟ้าพร้อมกันแดดเปรี้ยงๆ อาบเครื่อง garmin GPS สักพักแล้วผมก็ยังไม่ตำแหน่งตัวเอง เครื่องมันก็จะนำทางผมไม่ได้ แต่ว่าผมก็ขับไปแล้ว เรื่อยไป  .. เรื่อยไป .. เรื่อยไป .. ไม่รู้ว่ามันไปเหนือหรือใต้ นั้นก็มีโอกาสประมาณ 50/50 ที่ผมจะขับไปผิดทิศแบบตรงกันข้ามน่ะครับ แต่ว่าถ้ารู้เร็วออกจากอาคารปุ้บบอกผมได้ทันทีว่ากลับรถหรือว่าเลี้ยวซ้ายหรือขวา มันก็ save เวลาและน้ำมันของการหลงใหลเส้นทางไปได้น่ะครับผม ..

ในเครื่องจะมี software program เล็กๆที่ชื่อว่า "Quick GPS" (แหม ชื่อมันก็บอกเนาะ ) มันก็ให้เราโหลดตำแหน่งดาวเทียมจากข้อมูลใน internet ผ่านตอนที่เราเอา HTC ไปเสียบกับ computer เพื่อ Sync ก็ได้หรือว่า เราอาจจะกด download ตำแหน่งเองก็ได้ตอนที่เราต่อกับ Wireless network ที่บ้าน หรือว่ายอมเสียเงินไม่นานเพื่อโหลดข้อมูลผ่าน GPRS ก็ได้เช่นเดียวกันน่ะครับ มันจะโหลดตำแหน่งแล้วคาดว่าจะใช้การได้ประมาณ 1 week พอดี หากว่านานกว่านัน้ผมเข้าใจว่าดาวเทียมมันเคลื่อนทำให้ต้องโหลดใหม่น่ะครับ

หลักๆที่ผมอยากได้ใช้มันก็คือ การใช้งาน GPS บนมือถือนี่น่ะหละครับ เพราะมันสะดวกแล้วก็เอาไปกะตัวเราไม่ได้ตลอดเวลาไม่ได้ต้องยกเครื่อง garmin ตัวยักษ์ไปๆมาๆน่ะครับ แล้วก็ลองคิดดูน่ะครับ ESRI มีแผนที่อยู่ในเครื่องเรา แล้วก็มันไม่ได้แสดงแค่ตำแหน่งเท่านั้นน่ะครับ มันแสดงเบอร์โทรศัพท์ขององค์กรด้วย หากว่ามั]
]>

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • htc ประเทศอะไร
  • htc diamond skype ได้
  • htc touch เก่า update

ทดสอบการเอาไฟล์เสียงขึ้นแสดงที่หน้าเว็ปครับ

ว่างๆก็อยากจะลองดูว่าผมจะเอา mp3 ที่ผมร้องเองมาปะไว้ที่ไหนได้บ้างเหรอ่ปาว ค้นไปค้นมาก็หนีไม่พัน web เจ้าเก่าหน้าเดิมครับ ijigg.com เพราะว่า มันมี options ให้เรา upload เพลงเข้าไปได้ด้วย แต่ว่าไม่มีเพลงที่เครื่องเอาเป็นว่าผมร้องเองเลยแล้วกันครับ อ้อ .. นอกจากนี้ เว็ปนี้เค้ายังมี code สำหรับ embed หรือ เอาไปฝังไว้ที่หน้า blog ของตัวเองได้อีกเนาะ .. ดีเหมือนกันแฮะ .. ลองดูแล้วกันนะครับด้านล่าง


ไปๆมาๆเสียงเราก็ดีไม่ใช่เล่นใช่มั้ยล่า.. แต่ว่ากว่าจะได้นี่ก็ยากอยู่เหมือนกันน่ะครับ ต้องหาโปรแกรมแล้วก็มา convert เป็น mp3 แล้วก็หาที่ hosting แบบที่สร้าง code embed ได้ .. เหนื่อยนิดหน่อย ..

เมมพวกเบอร์ที่ต้องกดต่อๆเนี่ยะ.. ใช้วิธีนี้ดีกว่านะครับ

ตอนนี้ผมในน้องชายอยู่ที่อเมริกาแล้วก็ป่าป๊าก็ไปซื้อ SIM ของ True เพื่อที่จะได้เอาไว้โทรติดต่อกะเค้าโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบ online Skype ใดๆน่ะครับไม่อยากจะพึงคอมพิวเตอร์น่ะครับ แต่ว่าจะเห็นว่าระบบที่เป็น PIN card number จะต้องมีการโทรไปเบอร์นึงแล้วก็รอ แล้วก็ตามด้วยรหัสพินแล้วก็กดสี่เหลี่ยวมแล้วตามด้วยรหัสประเทศและอื่นๆอีกมากมายแล้วก็กดลงท้ายด้วยสี่เหลี่ยมอีกครั้งเหมือนกับว่าต้องเป็นโพยมาเลยว่าอย่างงั้นน่ะครับ  แต่ว่ามันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นอยู่ครับ

ผมยกตัวอย่างของ True แล้วกัน เมื่อซื้อ SIM INTER มาแล้วเค้าจะให้เราโทรออกไปที่เบอร์ 02 บ้านเราน่ะครับ แล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือเมื่อติดแล้วให้กดเลขหมายปลายทางที่ต้องการ(ต่างประเทศนะแน่นอนว่าต้องมีรหัสประเทศนำหน้าเสมอครับ) แล้วก็กดตามด้วยปุ่มสี่เหลี่ยม

แต่เดิมก็จะมีโพยแยกออกมาแล้วก็กดเบอร์กดอะไรน่ะครับ แต่ก่อนตอนผมอยู่อเมริกา เวลาที่ผมจะโทรกลับไปก็ต้องทำประมาณนี้เหมือนกันน่ะครับ เพิ่งรู้ความจริงว่ามันมีวิธีที่ง่ายกว่าโดยการใช้ "P" เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ครับผม

"P" คือ การหยุดพักแป้บหนึงแล้วก็ให้เครื่องมันจิ้มเบอร์ต่อหลังจากนั้นเองโดยอัตโนมัติครับ เช่นกรณีของ Sim True Inter อย่างตะกี้ก็ให้เมมที่เครื่องว่า 02xxxxxxxP13101234567#

02xxxxxxx ก็คือเบอร์ที่โทรติดต่อเข้าศูนย์
P คือให้หยุดรอแป้บนึง
ตามด้วยเลขหมายปลายทางต่างประเทศ แล้วก็ตามด้วย # (ตามที่เค้าระบุมาว่าอยากให้กดอะไรยังไง) แล้วแต่ ..

ประเด็นก็คือว่า เราเบอร์ทั้งนี้เอาไว้ที่เครื่องแล้ว สิ่งที่เราทำก็คือการกดโทรออกเท่านั้นแล้วก็เอามือถือมาทาบที่หูเพื่อให้มือถือจัดการกดที่เหลือเองครับ

"P" ใส่ได้มากกว่า 1 ที่ไม่จำเป็นว่าต้องมีที่เดียวกันน่ะครับมันไม่ได้ lock อะไรแบบนั้นน่ะนะ .

นอกจากนี้แล้วพวกเบอร์ตามสำนักงานที่มีการตั้งเบอร์ติดต่อย่อยภายในเอาไว้ก็ใช้ "P" นี้หละใช้งานได้เหมือนกันน่ะครับ ดีจริงๆเลย ที่รู้เรื่องน่ะนะ ไม่ต้องไปดักดานจดจำแยกออกจากกันเมมๆมันไปให้หมดครับ

แล้วทีนี้ "P" เนียะมันอยู่ไหน ?

สำหรับมือถือที่เป็นระบบปกติไม่ได้เป็นพวก smart phone บางรุ่นผมก็ยังหาวิธีกดเพื่อให้ P โผล่ออกมาไม่ได้เช่น โนเกียรุ่นแปลงลบกระดานเป็นต้น  แต่ว่า เครื่องพ่อผมเป็นเครื่อง samsung วิธีการกด P ก็คือให้กดปุ่ม * ค้างเอาไว้มากกว่า 2 วิ ดอกจันก็จะกลายไปเป็น P เองซะงั้นน่ะครับ เท่านั้น แล้วสำหรับ pda smart phone ก็ให้พิมพ์ตัว p เข้าไปเลยน่ะครับ ผมทดสอบกับเครื่องของผม(HTC TOUCH) โดยการพิมพ์ p ตัวเล็กเข้าไปน่ะครับเพราะว่าพิมพ์ตัวใหญ่แล้วมันไม่รู้เรื่องครับ ทั้งนี้โดยสรุปก็คือทำยังไงก็ได้ให้มันตัว p ไม่ว่า P หรือ p แล้วแต่ว่าเครื่องยอมรับแล้วติดต่อลองโทรดูได้สักครั้งเท่านั้นเองอ่ะครับ เครื่องร่นใครรุ่นมันต้องลองกันดูเองครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • samsung champ กดดอกจันทร์ไม่ได้
  • samsung champ กดเบอร์ต่อ
  • วิธีโทรเข้าเบอร์ต่อ
  • เบอร์โทรกดต่อ P

โตแล้วเลิกใช้สองนิ้วจิ้ม keyboard ได้แล้ว !!?

แต่ก่อนตอนผมเรียนอยู่ตอนชั้น ม สอง จะมีวิชา computer แต่ว่าก็ไม่ได้เรียน computer อะไรหรอก มีการเรียนพิมพ์ดีดกันเป็น main มากกว่า ผมก็เข้าใจได้ว่า แต่ก่อนตอนนั้น software หรือว่า internet หรืออะไรก็ตามที่ตอนนี้มี ตอนนั้นมันไม่มีสักเท่าไหร่ ทำให้คิดไม่ออกกันว่าจะสอนอะไรนักเรียนที่มันเกี่ยวกับ computer ดีซึ่งแน่นอนว่าสิ่งแรกๆที่จะต้องสอนใช้งานกันก็คือ พวกสิ่งที่สัมผัสกับร่างกายมนุษย์เพื่อกรอกข้อมูลเข้าไปที่ computer นั่นก็คือ แป่ว . Keyboard ครับ พูดซะยึดยาวมันก็คือการเรียนพิมพ์ดีดน่ะหละอย่างว่าหละนะ

ย้อนกลับไปกว่านั้นเข้าใจว่าการเรียนพิมพ์ดีดจะต้องออกแรงเพื่อไปเรียนตามสถาบันต่างๆเพราะว่าคนปกติไม่รู้ว่าจะเอาพิมพ์ดีดมาดีดกันเพื่ออะไรแต่ว่ามันไม่เหมือนกับตอนนี้ คือว่า ทุกบ้านก็น่าจะมี computer อยู่แล้วหรือว่าถ้าไม่มีก็ต้องเดินไปร้านเน็ตเพื่อจะใช้มัน ให้ได้ ไมว่าด้วยเหตุผลอะไรก็สุดแล้วแต่ .. ทำให้การพิมพ์ได้และเร็วเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับคนทีมีการสื่อสารหรือใช้งาน computer

พิมพ์เร็วแล้วเกิดอะไร?

แน่นอนว่าพิมพ์เร็วก็เหมือนกับว่าเราพูดได้เร็วสื่อสารได้เร็ว และสื่อความคิดออกมาผ่านนิ้วมือเรียงเป็นตัวหนังสืออกมาได้เร็ว ตามความคิดความอ่านได้ทันเหมือนกับพูด แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะ การพิมพ์มัน edit ย้อนลบแก้ไขได้สะดวกกว่าการที่เราอัดเสียงเอาไว้มากๆ (ผมแทบคิดไม่ออกเลยว่าผมจะพูดออกมาโดยไม่แก้ไขให้มันดูดีได้ยังไง ..แอ้ะแต่ว่าคิดไปคิดมาผมพิมพ์นี่ผมก็ไม่ได้แก้อะไรมากมายไปกว่าการพิมพ์ผิดนี่หน่า .. แสดงว่าสำหรับผมแล้วก็น่าจะเหมือนๆนกันเนาะ ..) การที่เราสื่อความคิดออกมาเป็นเนื้อความได้เร็วนั้น ผลลัพธ์ก็คือ เราจะได้เนื้อความ (บทความ) เพือ่เอาให้คนอื่นอ่านได้ และมันเป็นการเริ่มต้นสำหรับการฝึกคิดฝึกเขียนที่ดีอย่างแรง เป็นเหมือนประตูเปิดทางไปสู่การเป็นนักคิด และจดบันทึกอย่างแท้จริง ต้องบอกตรงๆว่าถ้าหากว่าย้อนไปสมัยโบราณ(อีกแล้ว) คนที่ไม่ได้พิมพ์ดีดก็ต้องจะเขียนมือซึ่งออกแรงแขนเป็นอย่างมากและคิดว่าอัตราเร็วสูงสุดในการบันทึกก็น่าไม่มากเท่าที่ผมพิมพ์นี้อย่างแน่นอน การพิมพ์เร็วทำให้มนุษย์เรามีเนื้อหาที่อยู่ในรูปแบบ digital มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะทุกคนบ้าเล่าเรื่องและบ้าที่จะพิมพ์มันลงไป

ทั้งนี้คนที่ยังเอาสองนิ้วจิ้มๆที่แป้นพิมพ์ทั้งที่ดูkeyboard และไม่ได้ดูก็ตามที การวางนิ้วสัมผัส(คือวางทุกนิ้วที่แป้นพิมพ์) เป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ไม่ยากแค่วางมันลงไปก่อนแล้วขยับนิ้วไปกดตัวที่คิดว่าสะดวกสุด หรือ จะพิมพ์ตัวไหนเอานิ้วที่คิดว่าสะดวกที่สุดเอื้อมไปกดมันซะ .. มันมีแนวคิดเท่านั้นเองเพราะว่าถ้าไม่สะดวกสุดแล้วจะพิมพ์ให้มันเร็วได้ยังไงกัน แล้วอีกประเด็นก็คืออย่าเพิ่งคิดว่ามันยากอะไรมันไม่ได้ยากหรอกครับถ้าหากว่าเป็นเด็กนี่ที่นิ้วยังไม่ยาวนักก็โอเคอยู่แต่ว่าสำหรับคนที่โตเต็มวัยถึงวัยเจริญพันธ์หรือเกินกว่านั้นแล้ว เอาเรื่องไม่ถนัดมาเป็นข้ออ้างไม่ได้หรอกครับ เพราะว่า คนที่พิมพ์เร็วมากๆตอนที่ผมเห็นเป็นเพื่อนผมคนนึงที่เค้าทำเกี่ยวกะคอมๆแล้วก็เค้าก็ชอบเรื่องพิมพ์ๆมาตั้งแต่มสอง แล้วเค้าก็พิมพ์เร็วมาก .. คิดว่าน่าจะเร็วกว่าที่ผมพิมพ์ได้ตอนนี้เสียอีกครับ

การเริ่มต้น ที่ง่ายที่สุด ไม่ได้มาจากการหาโปรแกรมเพื่อฝึกหรอกครับ แต่ว่าหาโอกาสที่ใช้มันทันทีมากกว่าไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เพื่อ chat สนทนา จะให้ผลลัพธ์ออกมาได้เร็วมากที่สุดเพราะเนื้อความที่พิมพ์จะเป็นคำธรรมดา ไม่คิดมาก แล้วก็เป็นคำที่เราพูดบ่อยๆ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับการพิมพ์ครับ เพราะนิ้วมือเราจะคุ้นว่าอะไรอยู่ที่ไหนในเวลาอันสั้นครับ ไม่ต้องคิดโหลดหาโปรแกรมเพื่อการฝึกพิมพ์ก็ได้ครับ เริ่มจาก chat ๆ นี่หละหาเพื่อน online ไปก่อนพอติดมันแล้วรับรองครับว่าจะพิมพ์เร็วแน่นอน แตว่ามันมีเงื่อนไขนิดหน่อยทีว่า นิ้วต้องวางไว้ทุกนิ้วเท่านั้นเอง อย่ากลับเอานิ้วมาจิ้มอีก บังคับตัวเองเท่านั้นเองครับ แค่นี้การพิมพ์ก็น่าจะเร็วขึ้นได้ไม่ยากครับผม

ใช้่ computer มากเครื่องให้เหมือนเครื่องเดียวกัน

ผมว่าคนเล่น com เดียวนี้มี computer ที่ใช้งานมากกว่า 1 เครื่องอย่างน้อยเครื่องนึงก็คือ เครื่อง computer ตั้งโต้ะ แล้วก็อีกเครื่องก็เป็น Notebook สำหรับของผมก็เป็นกรณีที่ว่านีน่ะหละครับ โดยเครื่องนึงจะเป็น computer notebook ที่เอาไว้ใช้กับ office แล้วก็เพื่อการเดินทางบันทึกงานต่างๆ ขณะที่ออกไปคุยกับคู่ค้าหรือว่าลูกค้าก็แล้วแต่กรณีไป กับอีกเครื่องจะเป็นเครื่้องที่ผมเอาไว้เล่นที่ห้องนอนที่บ้านน่ะครับ แต่ว่า file ใดๆที่ผมใช้งาน หลายๆ file ผมใช้ด้วยกัน แยกกันไม่ได้แล้วก็ไม่อยากจะต้องส่ง email ไปๆมาๆหรือว่าฝากผ่าน FlashDrive เพราะหลายครั้งที่ผมไม่ได้พก Flashdrive กับตัวน่ะซิครับ แล้วก็อีกอย่างคือ ผมไม่อยากให้เครื่อง computer ไม่ว่า Notebook หรือ Desktop ให้มันติด Virus ยอดนิยมที่ติดมาจากการสำส่อนของ ThumbDrive (เคยโดนมาแล้วเข็ดไปอีกนานครับ) ดังนั้นทั้งสองเครื่องผมจะใช้งานให้ clean จะโรคร้ายต่างๆมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วการย้ายไฟล์ฺผมไม่กระทำผ่าน ThumbDrive ใดๆเป็อันขาด แต่ผมจะใำห้ file sync ผ่าน Dropbox ครับ (เข้าไปเอา Freeware เพื่อได้พืนที่ในการ sync file 1 GB จาก www.Getdropbox.com ครับ) และสำหรับ Note ใดๆ ที่เป็น text ประกอบกับภาพ ผมทำการ sync ผ่าน Evernote (ซึ่งแ่ต่ก่อนผมใช้งานผ่าน Google Notebook แต่ว่าเดี๋ยวนี้คงใช้ไม่สะดวกนักเพราะว่า ผมต้องออกไปพืมพ์งานที่ๆไม่มี Internet ให้่ต่อเข้าไปน่ะซิครับ )

การ Sync ทั้ง file ผ่าน Dropbox และ ผ่าน Evernote ทั้งหมดสำหรับกรณีของผมมัน 1 file จะมีทั้งหมด 3 copy ครับ ตัวแรกอยูที่ desktop ตัวที่สองอยู่ที่ Notebook และอีกตัวก็คือใน Internet นั้นก็หมายว่าเราไปที่ไหน ที่ไม่ได้ใ้ช้ computer Notebok หรือ Desktop ที่ผมใช้ประจำก็ยัง ไปหา file ตัวเองได้่ผ่าน website ของทั้งสองผู้ให้บริการน่ะครับ การใช้งานแบบนี้ทำให้เป็นการหลุดออกจากเครื่องพันธนาการที่ต้องผูกติดกับ computer ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น มันไม่จำเป็นอีกต่อไปครับ เนื้อหาดูเหมือนจะซ้ำกับเรื่องทีผมได้เคยเอาไปพิมพ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แ่ต่ผมอยากจะพูดแบบรวมๆอีกครั้งเพราะ ทั้งสองอย่างนี้มันทำตัวเหมือนๆกัน่นะครับ แล้วก็คิดว่าอีกหน่อยก็จะมีการใช้งานลักษณะคล้ายๆอย่างงี้อีกสำหรับ file ประเภทอื่นๆ (เท่าที่ผมคิดได้ตอนนี้แต่ว่าไม่เหมือนซะทีเดียวก็เช่นพวก Picasa ที่เราำทำการ upload files ภาพเอาไว้ที่ hosting ของ Google ก็ Picasa น่ะหละ) แล้วก็อยากดูภาพดูอะไรที่ไหนก็ดูได้บน internet แต่ว่ามันไม่เหมือนกันตรงที่ว่ามันไม่ทำหน้าที่ sync กับ computer ตัวอื่นเท่านั้นเอง คิดว่าอีกหน่อยเค้าก็อาจจะพัฒนาที่จะทำให้เกิดการ sync ได้ก็เป็นไปได้น่ะครับ

สำหรับ Bookmark ที่ผมใช้งานอยู่ผมก็ไม่ได้ Bookmark เ้อาไว้ที่ Browser อีกต่อไปแล้วน่ะครับ (ยกเว้นไ่ม่กี่เว็ปที่ผมใช้เป็นประจำจริงๆ ก็จะได้รับเกียรติโดนปะเอาไว้ที่ Bookmarkผมครับ) นอกนั้นก็จะโดน Bookmark ผ่าน Delicious.com เสียมากกว่า เพราะ มัน share คนอื่นได้ แล้วก็เราเข้ามา search Bookmark ตัวเองได้จากเครื่องใดๆครับ แน่นอนว่า มันเป็น concept ของการ sync อยู่เลาๆเหมือนกันน่ะครับเพราะว่าผมไปที่ไหน ผมก็จะมี Delicious Addon ผ่าน Flock (หรือ FIreflox ) แล้วผมพิมพ์ keyword อะไรก็ตามมันก็ออกมาทันทีเหมือนกับว่ามัน index หรือ sync ข้อมูลไว้แล้วน่ะหละครับ

ผมว่าหลัก ๆ ก็คงมีเท่านี้ ที่ผมใช้งานเพื่อทำให้ computer ทุกตัวที่ผมใช้งานมันทำงานทดแทนกันได้และไม่ต้องกังวลว่าต้องย้ายไฟล์เดียวกัน ไปๆมาๆ ระหว่างเครื่องคอมผ่านทางกายภาพอีกต่อไป แต่ว่า โชคดีนิดนึงที่ว่าผมทำแบบนี้ได้เพราะว่าไฟล์ส่วนใหญ่ของผมจะเป็น text file เรียกได้ว่า file เล็กมากๆ ไม่ได้ทำเกี่ยวกะภาพหรือ Photoshop หรืออะไรที่เกี่ยวกับกราฟฟิกมากนัก เพราะถ้าเป็นนั้นการโอนย้ายไฟล์ระหว่างคอมพิวเตอร์ผ่าน internet sync แบบนี้จะทำงานได้ช้ามาก ยกเว้นว่าคุณคิดออกว่า ถ้าทำงานที่บ้านก็เปิดใ้ห้เครื่อง มัน upload ไว้ก่อนกลับบ้านแล้วให้ computer เปิดค้างไว้แล้วก็ตั้งเวลาดับเครื่องเอาไว้เหมือนกับ timer น่ะครับ แล้วก็เดินทางกลัับ แน่นอนว่า ระหว่างเดินทางนั่งเล่นอยู่บนรถไฟฟ้าหรือว่านั่งอยู่้บนรถเมล์ file ต่างๆที่เราทำงานระหว่างวันก็จะโดน update เข้าตัวกลาง แล้วก็พอกลับบ้านสิ่งแรกที่ทำก็เปิดเครื่องไว้เท่านั้นก็ระบบ sync มันก็จะทำการ dowload and update files ที่เราทำไว้ที่สำนักงานมาที่บ้านน่ะครับ โดยไม่ต้องกดอะไรสักปุ่ม (ยกเว้นปุ่มเปิดเครื่องแน่นอน) เพราะทั้ง Evernote และ Dropbox มันจะ autorun ตัวเปิดเครื่องอยู่แล้วเป็น ค่าปริยาย(defalut) น่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • box net

pdf เป็น txt ได้ฟรีด้วยโปรแกรม PDFZilla

สำหรับคนที่โหลด pdf file มาเอาไว้อ่านในรถระหว่างเดินทางแต่ว่า เครื่อง SmartPhone ที่ใช้งานอยู่ไม่ได้หรูหราหน้าจอกว้างขนาดสามสี่นิ้ว (ซึ่งยังไง้ยังไงผมก็ไม่อยากจะใช้ Smartphone ที่มันใหญ่แบบนั้นหรอกครับ) นั่นก็จะทำให้การอ่านหนังสือประเภท pdf หรือเป็น ebook อ่านไม่ได้ครับ เพราะว่าโปรแกรมที่ที่มากับ SmartPhone หากว่าเปิดดูแล้วมันก็หน้าจอเล็กๆอ่าน pdf ไม่ได้หรอกครับ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ว่ามันมีวิธีแก้ครับก็คือ ให้แปลง file pdf ทั้งหมดนั้นเป็น txt ซะครับ ทำให้เราสามารถที่จะ save เก็บเอาไว้อ่านได้แบบยืดหยุ่นไม่ว่าจะเป็นการปรับ size text ได้อย่างอิสระน่ะครับ แล้ว จะแปลงมันได้ยังไงน่ะเหรอครับ ตอนนี้ มันจะมีให้โหลด PDFZilla ซึ่งเวอร์ชั่นที่เป็นของฟรีมันก็ทำแบบที่ผมบอกหรือว่าแบบที่ผมต้องการได้แล้วน่ะครับ pdf file ที่ผมลอง convert มามันจะเป็น pdf ที่เหมือนกับผ่านการ scan มามันไม่ได้เป็น text print out ออกมาเป็น pdf แต่ว่าเจ้าโปรแกรมนี้มันก็ convert ออกมาเป็น text file อ่านออกได้ปกติน่ะครับ การสะดวกก็ถูกต้องทั้งหมด โดยรวมถือว่าโอเคน่ะครับ ยังไง utility ที่ผมแนะนำใช้งานก็เป็นหนึ่งในวิธีการใช้น่ะครับถ้าหากว่าคนอื่นคิดอะไรว่าจะใช้อะไรยังไงต่อไปได้อีก ก็..  comment มาแล้วกันนะครับ .. โดดไปโหลด PDFZilla ได้ที่ http://www.pdfzilla.com/

สำหรับคนที่เป็น blogger สามารถเขียน review ปะเอาไว้ที่ web ตัวเองแล้วก็ส่งไปที่ support@pdfzilla.com ดูน่ะครับ เค้าก็จะให้ version เต็มเรามา แต่ … ไม่รู้น่ะครับ นี่ที่ผมเขียนเป็นไทยแบบนี้มันจะได้เหรอ่ปาวน้า . .อีกอย่างผมก็ review ว่าใช้ให้เป็นของฟรีกันน่ะครับ (ไม่ได้แนะนำให้ใช้เป็น full version หรอกครับ เพราะว่า ตอนนี้ผมก็คิดไม่ออกว่ามันจะมีประโยชน์อะไรอื่นๆอีกเหรอป่าวน่ะครับ แต่ว่าที่แน่ๆผมไม่แนะนำ software อะไรที่ไม่ได้เป็นของฟรีน่ะครับ งั้นก็ลองผมลอง full version ดูก่อนน่ะครับถ้าเกิดว่ามันดีจริงๆ ผมก็จะแนะนำต่อๆไปแล้วกันเนาะ )

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • pdfzilla ฟรี
  • ดาวน์โหลดโปรแกรม PDFzilla
  • วิธีใช้โปรแกรม pdf zilla ful
  • แปลงไฟล์ pdf เป็น e-book ด้วย dfzilla
  • โปรแกรมเปลี่ยนไฟล์pdfเป็น text อีบุ๊ค
  • โหลดโปรแกรมpdfzillaฟรี

partition แบ่งให้เล็กๆสำหรับ drive ที่ลง OS

สำหรับการแบ่ง partition มีคนบอกผมมาอีกต่อหนึ่งว่า ถ้าหากว่าตอนที่คุณลงเครื่องใหม่ให้แบ่ง partition เอาไว้ให้อย่างน้อยก็ต้อง 2 partitions ก็คือ อันแรกเอาไว้ลง OS หรือลง Windows น่ะหละครับ อีกอันก็เอาไว้เก็บไฟล์ต่างๆที่เหลือ เพราะ หากว่า WIndows มันเอ๋อหรือว่ามันโดนอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ ระบบล่ม ไม่ว่าจะเป็นการ hang ครั้งรุนแรง การเสียหายของ registry ที่เราเผลอไปโหลดโปรแกรมอะไรมาก็ไม่รู้แล้วมันก็ไปแก้อะไรเกี่ยวกับไฟล์ระบบ OS ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันทำอะไร แล้ว .. ให้ผลอะไรยังไง ? (ว่าแต่ว่าแล้วทำไปเพื่ออะไรเนี่ยะ) หรือว่าอาจจะโดนไวรัสเหมือนกะที่ผมโดนไม่นานมานี้ แล้วไม่อยากจะหาทางแก้ เพราะไม่อยากจะคิดว่า ทำยังไงให้มัน clean มากที่สุด เพราะ การทำให้ clean ที่สุด ผมเห็นแสงทางออกแค่ทางออกเดียวก็คือ การล้าง Windows ทิ้งแล้วลงใหม่ครับ เพราะ พฤติกรรมของ ไวรสัแต่ละตัวเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันลีลาอะไรมากน้อยแค่ไหน ทำให้การลงใหม่สำหรับผมเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเท่าไหร่ เพราะว่ามันกินเวลาแล้วก็น่าเบื่อเอามากๆครับ แม้ว่าจะมีการ back up driver เพื่อความสะดวกในการลงใหม่ แต่ว่าโปรแกรมต่างๆก็ต้องมาลงใหม่อยู่ดีแล้วที่เรา settng ค่าต่างๆเอาไว้เราก็ต้องมานั่ง setting มันอีก .. สรุปว่ามันน่าเบื่อเอามากๆครับ

กลับมาที่เรื่องการ partition นอกจากการที่จำเป็นต้องแบ่งแล้วนั้น ยังได้ข้อมูลมาเพิ่มว่า การแบ่ง partition เพื่อเป็น drive สำหรับการลง OS หรือ Windows นั้นถ้าหากว่ามีพื้นที่น้อยหน่อยก็น่าจะดีกว่า พื้นที่เยอะๆ เพราะ เครื่องจะได้ run ได้เร็วดีกว่า การที่เอาพื้นที่ส่วนใหญ่มาเป็น drive ที่ลง OS ครับ ผมฟังแล้วก็เอามาคิด มันก็อาจจะจริงก็ได้ แต่ มันก็เป็นเหตุผลที่ดีอย่างหนึ่งว่า drive ที่จะเอาไว้เก็บขอมูลจริงๆก็จะมีพื้นที่มากกว่าเดิมครับ เรียกว่า เอาพื้นที่ไปเก็บไฟล์สารพัด ที่ drive ที่ไม่ได้เป็น OS ก็น่าจะมีประโยชน์กว่าจริงๆน่ะหละ ยังไงก็อย่าเพิ่งเชื่อผมไปซะหมดน่ะครับ ลองคิดดูเอาเองว่า .. อืม.. ก็มันน่าจะจริงหรือเปล่าน้า ..

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • แบ่ง partition drive os

ทำ Desktop ให้ว่างเปล่า .. (เหลือแต่ว่า wallpaper)

ว่างๆก็จัดห้องไม่ให้โต้ะมีของเยอะแยะมากมายอะไร  ดูแลมันสะอาดดี ไม่รกตา ไม่รกหัว ไม่ต้องประมวลผลเยอะว่าสิ่งที่เราเห็นมันมีอะไรมั่ง ไม่คิดมาก สบายใจกว่าเดิมเยอะครับ

ผมเคยได้ยินมาว่าการจัดบ้านหรือว่าจัดห้องให้เป็นระเบียบจะทำให้ทำงานทำการได้ดีกว่า เป็นลักษณะของความเชื่อทาง ฮวงจุ้ย แต่ผมว่ามันก็มีส่วนจริงอยู่ตามที่ผมบอกไปตะกี้ก็คือว่า มันไม่รกหูรกตา ไม่ทำให้หัวเราต้องเคยรับภาพแล้วจับรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรทั้งๆที่เราไม่จำเป็นต้องไปคิดอะไรมัน แต่ว่าหัวมันก็ทำงานอยู่วันยันค่ำ

ไม่ใช่แค่โต้ะทำงานจริงๆเท่านั้นที่น่าจะทำให้มันให้มัน clean and clear มากที่สด ถ้าหากาว่าเป็นคนที่ใช้ computer เพื่อทำงานหรือว่าเพื่ออยู่อาศัย (กับหน้าจอ คอมพิวเตอร์) ก็ควรอีกเช่นกันที่จะทำให้ Desktop สะอาดไม่รก มั่วซั่ว เหมือนกับของผม ผมเอามาให้ดูว่า Desktop ผมไม่มีอะไรให้เห็นทั้งนั้นนอกจากภาพ wallpaper ที่ปกติแล้วผมจะไม่มีด้วยซ้ำ แต่ว่า ตอนนี้ผมเอามาปะไว้เพราะว่ามันดูโล่งเกินไปครับ ก็หาภาพอะไรที่มันน่า inspire มาปะเอาไว้ก็โอเคอยู่ครับ จาก http://www.interfacelift.com

ส่วนพวก shortcut ทั้งหลายแหล่จะไม่เห็นเพราะว่าผมเอาไปเก็บไว้ใน folder ที่ผมให้ Launchy มันทำการ index เอาไว้แล้ว ทำให้พอผมอยากจะทำอะไรก็ผมพิมพ์เอาสั้นๆ ก็เข้าไปใช้งาน program นั้นได้แล้วน่ะครับ นอกจากนี้จะเห้นว่าผมไม่มี my computer , my document  หรือแม้กระทั่ง my recycle bin ถังขยะ โดยการทีจะเอาถังขยะก็ต้องมีลีลานิดหน่อย แต่ว่าถ้าไม่อยากให้ clean มากขนาดนี้ก็ไม่เอาถังขยะออกก็ได้ แต่ สำหรับผมแล้ว การเอาถังขยะวางไว้หน้าบ้านหรือวางเอาไว้ที่ desktop นี่มันไม่น่าจะดีนะครับเพราะถังขยะเป็นที่เก็บของเสีย หรือสิ่งที่ไม่เอาแล้ว ก็หากคิดเป็นแบบฮวงจุ้ย มันก็ไม่น่าจะดีน่ะครับ สำหรับการเอา recycle bin ออกนั้นก็มีคนเขียนเอาไว้เยอะแล้วครับ search Google ก็น่าจะหาเจอ ผมไม่เอามาพิมพ์บอกไว้ที่ตรงนี้หรอกนะครับ

สำหรับ taskbar ผมเอา Quick Launch มาแสดงด้วยเพราะบางครั้งผมก็ไม่อยากจะพิมพ์ก็เอา mouse ไปกดที่ icon เล็กๆแทนก็ยังโอเคอยู่ไม่ต้องไปลุยหาจาก start กันซะทีเดียว สังเกตนะครับผมจะมีแต่ Launchy แล้วก็ Internet (Flock) เพราะ มันเป็นโปรแกรมที่ผมใช้มากที่สุด สำหรับ Launchy เอามาปะไว้ที่นี่ก็ด้วยก็เพราะ บางครั้ง มันมีการทำงานผิดพลาดของโปรแกรมอะไรสักอย่างแล้ว มันจะปิด Launchy ผมก็ไม่ต้องเข้าไปหาที่ start ออกต่อไปน่ะครับ สะดวกกว่าที่จะกดจากที่นี่  สำหรับที่ด้านขวาล่าง อะไรที่ซ่อนได้ผมก็ซ่อนครับเพราะเหมือนเดิมจะไม่ได้รกตา โดย click ขวาที่ taskbar แล้ว check เอา Hide inactive icons แล้วเลือก Customize… ผมเลือกเกือบทุกอย่างที่ไม่จำเป็นต้องโชว์ให้มันซ่อนเอาไว้ครับ ซ่อนไว้แบบ "Always Hide" ไม่ต้องแสดงออกมาเลยครับ สำหรับที่เหลือ ผมว่ามันมีประโยชน์ที่จะ show เอาไว้ที่หน้า desktop ให้เห็นครับ ไม่ว่าจะเป็น master volume control หรือว่าเป็น icon Live msn แล้วก็ clock (อันนี้จำเป้นพวกเพราะผมไม่มีนาฬิกาให้เห็นในรัศมีจากการนั่งที่หน้า computer เลยแม้แต่ตัวเดียว ก็อีกถ้าหากว่ามีเอาไว้ที่หน้า computer แล้วผมก็ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเอาไว้ทีอื่นๆอีกให้หนักตา) เอาเป็นว่าไหนๆ ก็ข้ามปีแล้ว clean and clear ทั้งโต้ะจริงแล้วโต้ะ Desktop กันไปซะทีเดียวเลย ก็น่าจะรู้ว่าอะไรๆมันดูเบาๆกว่าเดิมเยอะเหมือนผมได้ไม่ยากครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • wallpaper ฮวงจุ้ย
  • วิธีทํา desktop ว่างเปล่า
  • ทำ desktop ให้โล่ง
  • วิธีทำให้desktopว่าง
  • ทำ Desktop โล่ง
  • ทํา desktop ให้โล่งๆ
  • ทำให้ desktop โล่ง
  • clear background desktop
  • ทำ desktop ให้ว่าง
  • ห้องไม้รกๆ