Happy Birthday ปีนี้คนส่ง SMS หากันน้อยลงกว่าปีก่อนแน่นอน

happy-birthday-cake

แต่ไหนแต่เราถ้าหากว่าเรายังพอมีเพื่อนฝูงที่พบปะอยู่บ้าง หรือไม่ค่อยได้เจอะเจอเท่าไหร่ เรามักจะส่ง SMS หาเค้าคนนั้น เพื่อ Happy Birthday หากันทุกๆปี แต่ว่า เหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นน้อยกว่าเดิมไปมาก เพราะ มีวิธีการ HBD ที่ถูกกว่านั้น หรือแทบไม่ได้เสียเงินเลยก็ว่าได้ด้วยการใช้ Facebook Wall Post หากันครับ

วิธีการนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อ Facebook ของคนๆนั้นอนุญาตให้เพื่อน (หรือเพื่อนของเพื่อน) สามารถพิมพ์ Post ปะไว้ที่ Wall ได้น่ะครับ และ นี่เป็น Default ของการตั้งค่าใน Facebook ครับ คือคนอื่นพิมพ์อะไรเข้าไปที่หน้ากระดานข่าวของเราได้ เพื่อให้เพื่อนคนอื่นของเราได้เห็นครับ แต่นั้นไม่ได้หมายรวมถึงผมน่ะครับเพราะว่า ผมทำการตั้งค่าให้ ไม่มีคนอื่นพิมพ์ Post อะไรไปที่ Wall ของผมได้ยกเว้นตัวผมเอง (อ่านแล้วงงเหรอป่าวน้า มันก็แปลแค่ว่า ผมพิมพ์ post ใหม่เข้า wall ตัวเองได้แต่เพียงผู้เดียวยังไงล่ะครับ แหม ทำเป็นงง)

ในเมื่อตอนนี้ไทยมีทางเลือกที่จะ "ไม่จ่าย" เพื่อให้ผลลัพธ์ (คือการ happy birthday) ต่อคนหนึ่งๆได้ดีกว่า วิธีการหรือทางเลือกนั้นก็จะเป็นที่นิยมขึ้นมาทันที ทำให้โทรศัพท์มือถือจะต้องรู้และเสียเงินส่วนนี้ไปจากระบบเดิมๆ ที่เป็นๆกันน่ะครับ แต่แท้ที่จริงแล้ว ผมเดาเอาไว้ก่อนเลยว่า ค่ายโทรศัพท์ไม่ได้เสียหายหรือขาดรายได้ลงไปแต่ประการใด เมือ่เทียบเฉพาะเรื่องการ SMS เพื่อ HBD กันระหว่างผองเพื่อนครับ เพราะ แท้ที่จริงแล้ว การที่ social network paltform ใหม่ๆที่เพิ่งมีใช้กันได้ไม่นาน หรือ ฮิตกันได้ไม่นานนี้ ทำให้คนต้องยอมซื้อ package internet เพื่อเอามาเล่นบนมือถือแทนยังไงล่ะครับ เรียกว่า คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีกเพราะว่า package พวกนี้แต่ก่อนถ้าหากว่าไม่มีอุปกรณ์ และ ระบบเพื่อรองรับ (เหมือนกับยุคแรกที่มีแต่ WAP ) เราก็ไม่ได้ใช้งานข้อมูลผ่าน internet EDGE หรือ GPRS สักเท่าไหร่ แต่อย่างว่าล่ะครับ นั่นมันก็เป็นอดีตไปแล้วน่ะครับ

เอาล่ะครับผมว่าผมไม่ขอทำเหมือนกับคนอื่นแล้วที่ post HBD ผ่าน Wall ครับผมแต่ผมจะ post  ผ่าน Blog ผมนี่แล้วกันน่ะครับ Happy Birthday ครับผม ^^

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • hbd sms
  • happy birthday sms
  • sms happy birthday
  • sms hbd
  • ตัวหนังสือ hbd
  • ตัวหนังสือHBD
  • วิธี happy birthday
  • วิธี hbd
  • ไอคอนhappy birthday ลงเฟสบุ๊ค
  • วีธ๊hbd

การจัดการบันทึกข้อมูลสินค้าที่เพิ่งซื้อมาเพื่อให้ประโยชน์กับการเครมประกันสูงสุด วิธีที่ผมทำ ทำอย่างงี้ครับ

การจัดการข้อมูลของที่เพิ่งซื้อมา

ถ้าหากว่าผมซื้อสินค้าพวก gadget อะไรใหม่ๆมาผมจะมีวิธีการในการจัดการ และ จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการพลาดซึ่งโอกาสในการ เครมสินค้าให้มากที่สุดครับ จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีอะไรมากแค่อยากจะบอกเอาไว้ว่าผมทำยังไงนั่นน่ะหละครับ

ขั้นตอนที่ 1 : ตอนที่ซื้อถามก่อนว่า ถ้าหากว่าจะเครม มีระยะเวลาประกันนานแค่ไหน ?

โดยมากแล้ว จะมีสองจังหวะในการเครมสินค้าประเภท electronic และพวกสินค้า computer ครับ คือ จังหวะการเครมแบบขอเปลี่ยนของได้เลย และ จังหวะสอง คือ การเอาไปซ่อมๆ แบบใช้เวลานาน โดยมากแล้ว พนักงานขายจะบอกออกมา เป้นคำพูดปากเปล่าแต่ ถ้าหากว่าเค้าไม่ได้บอกก็ถามไปเลยน่ะครับว่า "ถ้าหากว่ามันเสียจะเปลี่ยนสินค้าตัวใหม่ จะต้องเอามาเปลี่ยนในกี่วัน?" โดยมากแล้วพนักงานก็จะให้คำตอบมาว่าเจ็ดวันหรือไม่เกิน 1 week จากวันที่ทำการซื้อสินค้าตัวนั้นๆไปน่ะครับ 

สำหรับจังหวะสอง คือ ระยะเวลาในการประกันสินค้า แบบที่เค้าไม่ทำเปลี่ยนให้แน่ๆ (ยกเว้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางสินค้านั้นระบุไว้เช่น เกิดจากความผิดพลาดในการผลิตเป็นต้น) พนักงานขายสินค้า ถ้าหากว่าเป็นสินค้าประเภทอีรุ่ยฉุยแฉะจากร้านทั่วๆไป เค้าก็จะทำการติด sticker เอาไว้ว่าจะหมดเขตการรับประกันเอาไว้เมื่อไหร่ แต่ถ้าหากว่า เค้าไม่ได้แปะ (เช่น TV สีโทรทัศน์) ก็คุณเมื่อกลับมาที่บ้านก็หาอะไรแปะมันไว้น่ะครับ ไม่ยาก ถ้าหากว่าจะแปะให้บอกด้วยว่ามันเป็นวันหมดอายุหรือว่ามันเป็นวันที่เราซื้อมา แต่ว่าจะ make sense มากๆถ้าหากว่าแปะวันที่หมดอายุน่ะครับ เพราะว่า สินค้าแต่ละตัว จะมีอายุการรับประกันที่แตกต่างกันออกไปครับ บางอย่างก็ปีเดียว บางอย่างก็สามปีเป็นต้นครับ

ขั้นตอนที่ 2. เมื่อได้สินค้ากลับมาที่บ้าน จงแกะมันออกจากบรรจง

เพราะว่าอย่างงี้น่ะครับ เยอะครั้งที่การซื้อสินค้าแล้วจะเครมแบบคืนของใน week แลก เพื่อเอาสินค้ารุ่นเดียวกันแต่เป็นตัวใหม่มาให้เรานั้น เค้าจะขอกล่องที่อยู่สภาพที่มัน ok ด้วยน่ะครับ เรียกว่า ถ้าหากว่าแกะดีๆมันก็จะ pack กลับเข้าไปเหมือนใหม่ได้ แล้วก็คืนเค้าได้อย่างไม่น่าเกลียดอะไร เรียกว่า "mint condition" เหมือนใหม่กันเลยก็ว่าได้น่ะครับ จะได้ไม่เสียฟอรฺ์มแล้วเราก็กล้าคืนอย่างไม่ต้องอายใครครับ

ขั้นตอนที่ 3. เมื่อแกะกล่องออกแล้วจงหาที่เก็บเอาไว้อย่างเป็นที่เป็นทาง

สำหรับผมแล้วการเก็บกล่องสินค้าถือว่าเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งในการจัดการกับสินค้าใดๆที่ผมซื้อมาทั้งหมดครับ ผมไม่ได้สะสมกล่องอะไรหรอกนะครับ แต่ว่ากล่องเหล่านั้นจะมีมูลค่ามากถ้าหากว่าคุณจะเอาสินค้านั้นๆไปขาย โดยเฉพาะสินค้าพวกมือถือและอุปกรณ์ electronic อื่นๆ หรือ ที่จำเป็นมากไปกว่านั้นก็คือ สินค้าที่มีการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน คือ พวกนี้เค้าจะเอาอะไรที่มันเสื่อมสภาพได้มาเป็นจุดที่จะไม่ต้องมาเครมกันนั่นก็คือ กล่องหรือห่อพลาสติกที่มากับสินค้าของเค้าน่ะครับ เช่นพวก Flash Drive เป็นต้น พวกนี้จะต้องการกล่องเท่านั้นเพื่อที่จะ claim สินค้าคืนครับ ซึ่งผม่วามันก็เข้าใจได้ว่า เพราะมันเล็กเกินกว่าจะแปะ sticker ได้ก็ต้องไปปะไว้ที่กล่องแทน ทำให้กล่องเป็นเรื่องจำเป็นต้องเก็บขึ้นมาทันทีครับผม 

อีกประเด็นที่สำคัญ และเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมต้องเก็บกล่องสินค้าให้อยู่ในสภาพดีก็คือ การขายต่อ และ การขายคืนร้านค้า ครับ ถ้าหากว่าคุณรู้ว่ากล่องมีมูลค่า 1000 บาทถ้าหาก่วาคุณเอาไปคืนพร้อมกันมือถือแล้วล่ะก็ยังไงซะกล่องแค่นี้คุณก็จะเก็บน่ะครับผม แล้วถ้าหาก่ว่าคุณเป็นพวกใช้สินค้ากันอย่างถนอมเสียเหลือเกินแล้วล่ะก็ สินค้าและกล่องอยู่ในสภาพดีมากๆ ก็จะขายต่อได้ราคาดีอย่างไม่น่าเชื่อกันเลยก็ว่าได้ครับ

ขั้นตอนที่ 4. ทำการ Note ข้อมูลทั้งหมดที่ Evernote

ให้เปิด program Evernote (ถ้าหากว่าไม่ได้ download ก็เข้าไปหาโหลดกันเองก่อนแล้วกันนะครับ) แล้ว tag ให้ชื่อสินค้านั้นๆ ที่เราจะเลือกหรือ รหัส code รุ่นสินค้า และ ชื่อสามัญที่เราจะเรียกมันครับ เช่น ถ้าหากว่าเราซื้อ TV samsung มาเราก็พิมพ์ใน Evernote ไว้ด้วยว่า "samsung TV" เพื่อที่วันหลังเราเกิดอยากรู้ชื่อรุ่นยี่ห้อหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ก็จะกลับมาดูได้อย่างรวดเร็วครับ ปกติแล้วประเด็นที่ผมจะ note เอาไว้ก็คือ ชื่อรุ่น ซื้อที่ไหน เบอร์ติดต่อเบอร์อะไร ถ้าหากว่ามี แล้วก็พวกวันที่ซื้อ วันที่หมดอายุประกันเครมได้ แล้วก็ราคาที่ซื้อมา (เพื่อที่จะเอาไว้ดูว่าถ้าหากว่าจะทิ้งมันนั้นเราซื้อมาแพงแค่ไหน หรือว่าดูว่าเราซื้อมาแพงขนาดไหน แล้วเราใช้มันคุ้มเหรอป่าวเท่านั้นเองอ่ะครับ หรือเอาไว้อ้างอิง เวลามีคนมาถามว่าซื้อมาเท่าไหร่ ผมก็ควัก Evernote ออกมาแล้วก็ search ดูก็จะรู้ว่าตัวซื้อมาเท่าไหร่น่ะครับ)

ขั้นตอนที่ 5. ทำการกรอกวันที่หมดอายุใน calendar ใน Google Calendar

เพื่อให้ระบบมันเตือนก่อนล่วงหน้าสักประมาณ 1 week ก่อนที่มันจะหมดอายุ หรือ หมดเงื่อนไขในการ update firmware หรือ update อะไรก็สุดแล้วแต่น่ะครับ ยกตัวอย่างเช่น ผมซื้อ Navigator Garmin รุ่นหนึ่งแล้ว เค้าบอกว่าจะ update แผนที่ให้ภายในหนึ่งปี ผมก็ทำการ mark วันที่เอาไว้ ใน Google calendar แล้วบอกตัวเองว่าถ้าหากว่ามันจะหมดแล้วก็ให้ไปที่ศูนย์เพื่อให้เค้าทำการ update ให้ฟรีครับ ผมก็จัดแจงดำเนินการตามนั้นหลังเวลาผ่านไปเกือบครบปี (เรียกว่าวันสุดท้ายเลยก็ว่าได้) ผมก็ให้เค้า update map ให้ฟรีครับ เรียกว่าถ้าหากว่าผมไม่ได้ไป update กันวันนั้นแล้วผมก็ต้องเสียเงิน 450 บาทเพื่อให้เค้า update ให้ (ไม่ฟรีน่ะครับ) เป็นต้น หรือว่าถ้าหากว่าเป็นเงื่อนไขประกันอื่นๆ ก็ให้ดูว่า มีอะไรเสียหายเหรอป่าว week สุดท้ายก่อนที่มันจะหมดระยะประกันเราก็จัดแจงเอาสินค้าเหล่านั้นไปซ่อมซะ (ถ้าหากว่ามันมีอาการอะไรไม่ปกติก็แล้วแต่น่ะครับเอาไปให้เค้าซ่อมเครมได้ทั้งหมดครับผม)

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • จงบอกวิธีการบันทึกข้อมูล
  • จง บอก วิธี การ จัด เก็บ ข้อมูล

กิจกรรมที่แตกต่าง ไม่เหมือนเดิมกับทุกวัน และมี Theme สำหรับกิจกรรมเพื่อ “แม่”

mother's day 2010

วันนี้ก็ไม่ได้เป็นวันที่แตกต่างออกไปจากทุกวัน ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ทำให้มันแตกต่าง เรารู้สึกว่ามันต่างเพราะ เราทำกิจกรรมที่แตกต่าง ไม่เหมือนเดิมกับทุกวัน และมี Theme สำหรับกิจกรรมเพื่อ “แม่”

ไม่ว่าคุณจะพาแม่ไปเดินเล่น พาแม่ไปให้ห้างไปกินข้าว พาแม่ไป Dinnner มื้อใหญ่หรือแม้กระทั่งซื้อข้าวของให้คุณแม่ ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่วันๆ (หรือวันอื่นๆไหนๆ) คุณก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ก็ถือโอกาสนี้ ทำดีกับแม่ ทำให้ไม่เหมือนทุกวัน ทำดีเป็นพิเศษ และแสดงออกได้ โดยใช้โอกาสทางสังคมนี้ ทำให้คุณแสดงออกได้มากเป็นพิเศษ ยังไงซะก็ลองใช้โอกาสนี้ทำอะไรดีๆเพื่อคุณแม่เสียหน่อยแล้วกันนะครับ

update content กันหน่อยหลังจากไม่ได้ up เสียนาน ..

Blog post update

พักนี้เป็นช่วงไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม ไม่ได้อ่าน Blog content ของคนอื่นเพิ่ม มี feed เข้า Google reader ตั้งมากมายแต่ก็ไม่ได้แม้กระทั่งเอาออกมาอ่านทั้งๆที่ ตอนนี้ผมใช้งาน iPhone ทำให้สามารถอ่านได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ แล้วก็ยังปรับเป็นการใช้งานแบบเหมาจ่ายเป็น 250 MB ต่อเดือนอีก ซึ่งเฉลี่ยผมก็ใช้แค่วันๆละได้ไม่เกินประมาณ 8 MB ซึ่งผมเองก็ใช้ไม่เกินสักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันถ้าหากว่าเอา app ลงเยอะๆ เป็นพวก app ที่ require การดูดข้อมูลเรียกตัวเองเป็นประจำก็อาจจะทำให้เกินได้ครับ)
และนี่ก็จะเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะ Blog เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดความอ่าน และ เนื้อหาเกือบทั้งหมด จะเกิดจากการนึกคิด จากเนื้อความที่ได้อ่านได้เจอมา หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็เอามาเทียบกับความคิดความอ่านที่เคยรู้เคยเจอมาครับ
นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณอยากจะ Blog แล้วมีเนื้อหาให้กับ Blog ของคุณอยู่เป็นประจำ คุณต้องออกแรงอ่าน และ รับสื่อที่คุณสนใจหรือเกี่ยวข้องกันเนื้อหาของคุณเอง ซึ่งเรื่องความสนใจและเนื้อหาที่คุณจะเอามาบ่นพร่ำใน Blog ส่วนตัวของคุณนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกันครับ ผมไม่คิดหรอกว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้สนใจเรื่องนั้นๆ แล้วคุณจะต้องไปหาอ่านมาเพื่อมาบอกคนอื่น เรียกได้ว่า action ลักษณะดังกล่าวนี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยถ้าหากว่าคุณถูกว่าจ้างมาให้ทำการ ฺBlog โดยการสร้าง content หรือเนื้อหาจริงๆ แล้ว คุณก็ต้องเริ่มที่จะคิดที่จะรักและสนใจเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างจริงจังและนั่นก็จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้เนื้อหาคุณภาพที่ไม่ได้เป็นการ copy คนอื่นมาปะไว้ที่หน้าเว็ปบล๊อคตัวเองครับ

พักนี้เป็นช่วงไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม ไม่ได้อ่าน Blog content ของคนอื่นเพิ่ม มี feed เข้า Google reader ตั้งมากมายแต่ก็ไม่ได้แม้กระทั่งเอาออกมาอ่านทั้งๆที่ ตอนนี้ผมใช้งาน iPhone ทำให้สามารถอ่านได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ แล้วก็ยังปรับเป็นการใช้งานแบบเหมาจ่ายเป็น 250 MB ต่อเดือนอีก ซึ่งเฉลี่ยผมก็ใช้แค่วันๆละได้ไม่เกินประมาณ 8 MB ซึ่งผมเองก็ใช้ไม่เกินสักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันถ้าหากว่าเอา app ลงเยอะๆ เป็นพวก app ที่ require การดูดข้อมูลเรียกตัวเองเป็นประจำก็อาจจะทำให้เกินได้ครับ)
และนี่ก็จะเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะ Blog เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดความอ่าน และ เนื้อหาเกือบทั้งหมด จะเกิดจากการนึกคิด จากเนื้อความที่ได้อ่านได้เจอมา หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็เอามาเทียบกับความคิดความอ่านที่เคยรู้เคยเจอมาครับ
นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณอยากจะ Blog แล้วมีเนื้อหาให้กับ Blog ของคุณอยู่เป็นประจำ คุณต้องออกแรงอ่าน และ รับสื่อที่คุณสนใจหรือเกี่ยวข้องกันเนื้อหาของคุณเอง ซึ่งเรื่องความสนใจและเนื้อหาที่คุณจะเอามาบ่นพร่ำใน Blog ส่วนตัวของคุณนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกันครับ ผมไม่คิดหรอกว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้สนใจเรื่องนั้นๆ แล้วคุณจะต้องไปหาอ่านมาเพื่อมาบอกคนอื่น เรียกได้ว่า action ลักษณะดังกล่าวนี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยถ้าหากว่าคุณถูกว่าจ้างมาให้ทำการ ฺBlog โดยการสร้าง content หรือเนื้อหาจริงๆ แล้ว คุณก็ต้องเริ่มที่จะคิดที่จะรักและสนใจเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างจริงจังและนั่นก็จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้เนื้อหาคุณภาพที่ไม่ได้เป็นการ copy คนอื่นมาปะไว้ที่หน้าเว็ปบล๊อคตัวเองครับ

เพิ่งรู้ว่าเราโดย Logo และ Brand ฝังอยู่ในหัวเราเยอะมากมายขนาดนี้ !?

Logorama from Marc Altshuler – Human Music on Vimeo.

ไม่น่าเชื่อว่า เราโดน Brand ต่างๆแทบทุกประเภทยัดเข้าใส่สมองเราจน แบบไม่รู้ตัวว่า เรารู้จัก Logo และ Brand สินค้าได้มากมายถึงขนาดนี้น่ะครับ  ใน clip นี้เค้าเอา Logo เยอะสุดเยอะเอามาทำเป็นเรื่องราว แล้วก็เล่าเรื่องได้น่าติดตามมากเลยครับ ลองดูกันเองแล้วกันนะครับ ^_^

กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว

กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว
แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร
Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้
Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ
เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. ><)
นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน
มีคนเมล์มาถามผมเกี่ยวกับ Kindle สงสัยอีกว่า Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?
อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก

อ่านบทความครั้งก่อนที่โม้ไปเกี่ยวกับ Kindle ที่ซื้อได้จากประเทศไทย ได้จากที่นี่น่ะครับ
(อ่านเนื้อความนี้ตรงๆอาจจะไม่ Get มากนัก)

แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร

Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้

Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ

เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. ><)

นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน

Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?

อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • gantt chart ระบบร้านเช่าหนังสือ
  • การใช้เวลาให้productive
  • gantt chart ระบบจัดซื้อ
  • ระยะเวลาการก่อสร้าง gantt chart
  • gantt chart เวลาทำงาน
  • ประโยชน์เทคโนโลยี e-reader คืออะไร

เหตุที่ว่า "ทำไมผมต้อง blog" ? และ การค้นหาคำเฉพาะในเว็ปใดเว็ปหนึ่งเท่านั้น

 

สาเหตุตอนแรกผมก็คิดเอาไว้แค่ว่าถ้าหากว่าเราจด note เอาไว้ทีไหนสักแห่งที่นั่นน่าจะทำการค้นหาด้วย Search Engine ของ Google ได้ครับ นั่นก็แปลว่า เนื้อความที่ผมอยากจะจดบันทึกไว้ก็ต้องขึ้นเอาไว้เป็น website หรือว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็น weblog เหมือนกับอย่างที่คุณๆได้เห็นกันอยู่น่ะครับ

ถ้าหากว่าคุณเขียนอะไรไปแล้วเนื้อความเหล่านั้นมันต้องเป็นเรื่องราวที่คุณอยากจะอ้างอิงถึงมันอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุผลมากมายเช่น เพราะว่าคุณรู้ว่าคุณจะ set up Google maps ให้แสดงพิกัดได้อย่างไร คุณจำทุกขั้นตอนไม่ได้หรอกครับ คุณก็ต้องจด note เอาไว้แล้วก็ทำกาค้นหาเมื่อคุณต้องการข้อมูลแบบนั้นอีกครั้ง อ่อ แล้วก็อย่าเพิ่งคิดว่าคุณจะค้นหาข้อมูลจาก Google ตรงๆแล้วมันจะได้เรื่องเดิมอย่างที่คุณอยากจะได้ทุกครั้งไปน่ะครับ มันจะได้ไม่ตรงประเด็นมากๆเหมือนกับที่คุณได้ทำการจดบันทึกเอาไว้เองหรอกครับ

วิธีการค้นหาเนื้อความที่ตัวผมเองจดเอาไว้ที่ rackmanagerpro.com ก็คือ ให้เข้าไปที่ Google แล้วพิมพ์ไปว่า site:rackmanagerpro.com ตามด้วย keyword ที่คุณเคยพิมพ์เอาไว้ เช่น ถ้าหากว่าผมอยากจกค้นหาว่า ประเทศไหนบ้างที่ Skype โทรศัพท์ไปได้ฟรีเป็นระบบเหมาจ่ายรายเดือน( เรื่องนี้ผมเคยพิมพ์เก็บเอาไว้แล้วก็มี link เอาไว้ตรงๆด้วยน่ะครับทำให้ไม่ต้องไปควานหาเอาจาก Skype.com หรือว่าเล่นค้นหาเอาสดๆจาก Google) ผมก็จะพิมพ์ว่า "site:rackmanagerpro.com skype" เท่านั้นเองเนื้อความที่พิมพ์เก็บเอาไว้ก็จะแสดงออกมาแล้วก็ใช้เวลาอีกไม่กี่วินาทีเพื่อที่จะกดเพื่อไปดูประเทศที่โทรศัพท์ Skype เหมาจ่ายได้ไม่อั้นได้ทันที

สรุปแล้วถ้าหากว่าคุณคุ้นๆว่าเรื่องราวใดๆที่คุณเคยอ่านหรือว่าเคยเจอมามันน่าจะอยู่ใน website ไหนแล้วคุณอยากจะทำการค้นหาเฉพาะ website นั้นแม้ว่า website นั้นๆจะไม่มี seach box ให้คุณพิมพ์ก็ตาม คุณสามารถพิมพ์ด้วยใช้ คำว่า site:xxxx.com keyword ได้เลยครับ เช่นถ้าหากว่าอยากจะหาข่าวที่เคยอ่านใน mthai.com เกี่ยวกับเรื่องหมีแพนด้า คุณก็พิมพ์ไปว่า
site:mthai.com หมีแพนด้า  

จะสังเกตได้ว่าผมจะไม่มี "www" นำหน้า mthai น่ะครับ เหตุผลก็ไม่ยากน่ะครับเพราะว่าถ้าหากว่าคุณค้นหาด้วย site:www.mthai.com หมีแพนด้า แล้วมันจะให้ผลการค้นหาที่น้อยกว่าน่ะครับแล้วมันก็ไม่ได้ถูกโครงสร้างการค้นหาที่ Google ออกแบบเอาไว้แต่แรกยังไงอย่างงั้นน่ะครับ

คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ก็บอกต่อกันไปครับผม

Google กำลังจะครองโลก ?

 

ล่าสุดผมเปิด Youtube ตามสถาบันการศึกษาต่างๆจะมีเนื้อความที่เป็นภาษาอังกฤษพิมพ์เอาไว้ด้านล่างบอกได้เลยว่า เนื้อความเหล่านั้นไม่ได้มาจากการที่มีคนพิมพ์เพิ่มเข้าไปแต่ประการใด แต่เป็นการจับเสียงจากวิดีโอแล้วแปลงออกมาเป็น text แสดงทันทีที่หน้า clip นั้นครับ นั้นแปลว่า Google ใช้เทคโนโลยีเดียวกับ Google Voice (ซึ่งคนไทยไม่ได้ใช้หรอกเพราะว่ามันจับแต่คนที่พูดภาษาอังกฤษครับ) ทีนี้ถ้าหากว่า Google ทำแบบนี้ได้เสถียรแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็เริ่มคิดไม่ยากแล้วน่ะครับ นั้นก็คือ Youtube ทำเงินให้กับ Google ไม่ได้มากตามทึ่เค้าคิดไว้แต่แรก (ซื้อมาแพงเอามากๆ ) แต่สิ่งที่เค้าต้องทำก็คือ แปลงคำพูดเหล่านั้นออกมาเป็น text ให้ได้ โดยได้พัฒนาทดสอบทดลองกับคนจริงๆ โดยใช้ Google Voice นั้นเอง ทุกคนจะในโลกนี้จะช่วยกันปรับปรุง Google Voice ทำให้ระบบการเรียนรู้เสียงของ Google Voice ทำงานได้ดีมากๆ แล้วก็เอามาใช้กับ Youtube ครับ 

เมื่อ Google แปลงคำพูดใดๆเป็น text ภาษาอังกฤษได้แล้วก็จะเอา ads มาแสดงให้เหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ VDO Clip ได้ไม่ยาก ด้วยแนวคิดของระบบเดียวกับที่ Google อ่าน text ในเนื้อความตามเว็ปที่เราๆท่านๆเห็นกันอยู่นี่น่ะหละครับ แล้วถ้าหากว่า Google เอาเรื่อง Google Translate เข้ามาผูกกับเรื่องนี้ (ซึ่งตอนนี้ก็ทำอยู่แล้วน่ะครับเพราะตอนที่ทำ Google Adwords ผมก็จะเห็นได้ว่า การคิดเนื้อความต่างๆ เหมือนเป็นการแยกคำศัพท์ไทยออกมาเป็นตัวๆ เหมือนกับรูปแบบเนื้อความในภาษาอังกฤษ) จากเมื่อปีก่อนที่ Google Translate แปลเนื้อความได้ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ตอนนี้กลับเข้าไปใช้อีกครั้ง การแปลเนื้อความเหล่านั้นเริ่มอ่านแล้ว Get เหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น (แต่ยังไม่เหมือนซะทีเดียวน่ะครับ)

นั้นก็แปลว่า เมื่อ Google แปลเนื้อความเป็น text อังกฤษได้แล้วถ้าหากว่าจะเอา ads ไทยที่เกี่ยวข้องมาแสดงก็สามารถทำได้ไม่ยากผ่านวิธีคิดและพัฒนาของ Google Translate ยังไงอย่างงั้นครับ

นอกจากเรื่องการเอา ads แสดงจาก clip file ไฟล์ภาพไฟล์เสียงต่างๆที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยุ่ตอนนี้ของ Google แล้ว มันไม่ได้จบอยู่เท่านั้นถ้าหากว่าจะ "แปลงประโยชน์เป็นเงิน" จะเห็นได้ว่าจะมีช่องทางอีกมากมากก่ายกอง เช่น ถ้าหากว่าคนใช้ Google Voice แล้วแปลงเป็น text ได้สามารถที่จะเอา ads แสดงให้เหมาะสมได้ หรือพูดเพิ่มเข้าไปภายหลังได้ (มันก็แค่เป็น text ที่ทาง Publisher พิมพ์เอาไว้ แล้วก็แปลงเป็นเสียงภาษาอังกฤษต่อท้ายไว้หน้าหรือหลังข้อความก็ได้ ) และอื่นๆที่ผมไม่อยากจะคิดว่ามันเป็นการเปิดโอกาสตลาดใหม่ที่โลกนี้ไม่เคยมีมาก่อนได้มากแค่ไหน แล้วอาจจะเรียกได้ว่า Google จะทำอยู่คนเดียวในท้ายที่สุดเพราะคนอื่นๆไม่ได้สร้างหรือผนวกเทคโนโลยีเหล่านี้รองรับเอาไว้ได้ทันครับ

ยังมีอีกประเด็นที่ Google เอาจริงเอาจังคือการขาย ads ผ่าน Location base (แปลว่าเอาโฆษณาแสดงเมื่อคุณอยู่ ณ ตำแหน่งหนึ่งๆในโลกด้วยระบบพิกัดดาวเทียม) เรื่องนี้ก็เป็นอีกความฝันหนึ่งของ marketer ทั้งหลายแหล่ (รายย่อยและรายใหญ่) เช่นเมื่อคุณอยู่หน้าร้านไอติม ก็โดน sms หรือรูปแบบข้อความใดๆก็สุดแล้วแต่ push รับเข้ามาที่มือถือครับนั่นน่ะหละที่ Google กำลังต้องการ

ตอนนี้ Google กำลัง form พฤติกรรมมนุษย์โลกให้เป็นไปในทิศทางเหล่านั้นอยู่ด้วยการออก product Google Phone หรือ Android ที่รองรับการใช้งาน GPS เพื่อบอกพิกัดที่ตัวเองมีอำนาจรับรู้ได้เต็มพิกัด โดยการออกบริการ Google Latitude ที่ต้องการหล่อหลอมความคิดและพฤติกรรมคนที่มีเครื่องมือ GPS มือถือเหล่านี้บอกพิกัดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา (ถึ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • google ครองโลก
  • ครองโลก translate
  • เมื่อ google ครอง youtube

แปลง notebook ให้เป็น wifi hotspot (กระจายสัญญาณ internet ให้กับเพื่อนๆผ่าน computer ของคุณ)

ผมกำลังจะไปเที่ยวต่างประเทศซึ่งโรงแรมที่จะไปเนี่ยะมันมีการให้บริการ internet ผ่านสายแลนเท่านั้นแต่กะว่าจะมีคนเอา computer ไปมากกว่า 1 เครื่องทำให้มีความจำเป็นจะต้องทำการแบ่ง internet กันเล่นครับ โดยทำให้เล่นพร้อมกันทั้งสองเครื่องให้ได้

วิธีการก็ไม่ยากครับ แค่ทำให้ computer ที่ต่อเข้ากับ internet ด้วยสายแลนนั้นทำตัวเป็น router กระจายสัญญาณ wifi แทนซะเลยก็จะทำให้เพื่อนคุณที่อยู่ห้องเดียวกันใช้ internet ผ่าน wifi ชั่วคราวนี้ได้น่ะครับ ลองทำตาม vdo clip ด้านล่างนี้ได้เลยครับสำหรับการ setup เครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็น wifi hotspot บน OS ต่างๆ (ยกเว้น Linux ครับ)

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ทําโน๊ตบุ๊คเป็น wifi
  • wifi hotspot windows XP
  • วิธีกระจายสัญญาณ wireless จากโน๊ตบุ๊ค
  • ทําnotebook เป็น hotspot
  • notebook hotspot
  • hotspot wifi
  • notebook wifi hotspot
  • wifi notebook
  • กระจายสัญญาณ wifi
  • ทํา notebook เป็น wifi

แล้วคุณจะรู้ว่าถ้าแม่คุณเข้ามาในวง social network ด้วยแล้วจะเป็นยังไง !


Facebook, Twitter Revolutionizing How Parents Stalk Their College-Aged Kids

ผมแปลกใจอยู่อย่างที่ว่าทำไมน้องสาวผมไม่ add ผมเข้าไปที่ facebook เพื่อเป็นเพื่อนกัน นั่นน่ะซิครับเพราะว่า ผมไม่ได้เป็นเพื่อนน้องผมเหรอ หรือว่าเค้าเห็นผมเป็นพี่ แล้วเป็นพี่มันต่างอะไรกะเป็นเพื่อนเหรอป่าวน้า  อันนี้ผมว่าไม่ต้องคิดมากมายอะไรน่ะครับ แต่ว่ามันจะเห็นภาพได้ชัดกว่านั้นถ้าหากว่า ผู้ปกครอง หรือ คุณแม่ ใช้ Tools พวก social network เป็นอย่างชำชอง ! ประหนึ่งว่า แม่คุณ คือ เพื่อนคุณ ยังไงอย่างงั้นเลย

สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ฉลาดพอก็คือ ถ้าหากว่าเค้ารู้ว่าคนที่กำลังจะแอดเพื่อ connect เป็นเพื่อนกันนั้นเป็นแม่หรือว่าเป็นพ่อตัวเองแล้วล่ะก็ ถ้าเค้าไม่ได้รู้สึกว่าพ่อหรือว่าแม่เป็น "เพื่อน" กันได้จริงๆที่จะบอกได้ทุกอย่างแล้วล่ะก็ เด็กคนนั้นจะ ignore (ปฏิเสธ) การตอบรับไปใน Facebook น่ะครับ แต่สำหรับ Twitter หรือ NokNok (สำหรับของไทยที่นิยมประมาณนึง) นั่นการติดตามโดยคนอื่นจะปฏิเสธการติดตามนั้นไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นแล้วเด็กเองซะยังไงแล้วระบบแบบ Twitter เนี่ยะถ้าหากว่าเค้าใช้ post ความคิดกิจกรรม ด่าเพื่อน หรือว่านัดพ้องเพื่อนไปที่ไหน ทำอะไรแล้วมา update บ่อยๆ แน่นอนว่าผู้ปกครองจะรู้อย่างเห็นไส้เห็นพุงเหมือนกับที่คนอื่นๆเห็นน่ะครับ จริงๆแล้วความรู้สึกมันต่างกันน่ะครับ ระหว่างคนที่รู้จักตัวคุณจริงๆ เช่น พ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหาย กับ "คนอื่นๆ" ที่ไม่ได้รู้จักกันบนโลกจริง (เป็นพวก รู้จัก online อย่างเดียว) เพราะถ้าเป็นคนที่เจอคุณอยู่ทุกวี่วันรู้ว่าคุณทำอะไรทีไหนอย่างไร มันก็ทำให้รู้สึกแปลกๆไปได้มากทีเดียวโดยเฉพาะสำหรับคนที่คุณไม่ต้องการให้รู้ไปหมดแบบนั้น (แต่ช่วยไม่ได้เพราะมันห้ามกันไม่ได้นี่หน่า)

เพราะฉะนั้นแล้วเกมส์มันก็จะเป็นแบบนี้ครับ คือ ฝ่ายเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานหรือสามีก็สุดแล้วแต่น่าจะมีแนวโน้มความคิดที่จะหลีกเลี่ยงคนที่รู้จักบนโลกจริงๆ(ที่ไม่อยากให้รู้ข้อมูลใดๆ)เข้ามาติดตามผ่าน social network รูปแบบต่างๆ เด็กเองจะต้องคัดกรองคน รู้จักปฏิเสธเสียบ้างบน facebook ถ้าหากว่าพอจะดูออกมาบ้างว่าใครเป็นใคร ผมถึงว่าฝ่ายนี้เป็นแนวรับซึ่งเสียเปรียบกว่ามาก เพราะเราไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายจะปลอมตัวเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าหากว่าขยันจริงๆ หรือว่าต้องการจะ connect เป็นเพื่อนให้ได้จริงๆ การปลอมตัวนั้นย่อมเกิดขึ้นได้อยู่แล้วน่ะครับ ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับฝ่ายนี้ก็คือ คุณไม่ควรจะ post อะไรที่คุณคิดว่า เพื่อน(ที่เป็นแม่คุณเอง) ไม่น่าจะได้เห็น พยายามใช้เป็น private message ส่งข้อความส่วนตัวอะไรไปแทนการเขียนแบบ wall-to-wall ใน facebook แล้วถ่ายรูปตาม party ไม่ว่ากล้องใดๆก็ต้องระวังให้มาก แล้วแต่ว่าผู้ปกครองคุณๆนั้นเข้มงวดมากแค่ไหนครับ เอาเถอะครับผมมองว่า ฝ่ายตั้งรับเสียเปรียบมากจริงๆน่ะครับ

สำหรับฝ่ายผู้ปกครองแล้วถ้าอยากรู้ว่าผู้อยู่ภายใต้การปกครอง (สามี ลูกๆ หรือใครก็สุดแล้วแต่) ทำอะไรที่ไหนอย่างไร แล้วรู้ด้วยอีกว่าเป็นพวกบ้า update ผ่าน social network ทั้งหลาย แนะนำว่าไป register แล้วก็ add ลูกคุณเองเป็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • social box เล่นยังไง
  • social box ใช้ยังไง
  • วิธีสมัคร mail skype
  • สมัครsocialbox
  • เข้า skype แล้วเด้ง
  • การใช้ socialbox บนเฟสบุ๊ก
  • การใช้ socialbox
  • โหลด socialbox ไม่ได้
  • ใช้ socialbox ไม่ได้
  • เข้าsocial boxไม่ได้