<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Rackmanager personal blog note &#187; Uncategorized</title>
	<atom:link href="http://www.rackmanagerpro.com/category/uncategorized/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rackmanagerpro.com</link>
	<description>ก็แค่ ... อยากจะบอก</description>
	<lastBuildDate>Thu, 29 Jul 2010 16:23:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>update content กันหน่อยหลังจากไม่ได้ up เสียนาน ..</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/blog-content-update/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/blog-content-update/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Jul 2010 16:19:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[กินเที่ยวเรื่อยเปื่อย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/?p=902</guid>
		<description><![CDATA[พักนี้เป็นช่วงไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม ไม่ได้อ่าน Blog content ของคนอื่นเพิ่ม มี feed เข้า Google reader ตั้งมากมายแต่ก็ไม่ได้แม้กระทั่งเอาออกมาอ่านทั้งๆที่ ตอนนี้ผมใช้งาน iPhone ทำให้สามารถอ่านได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ แล้วก็ยังปรับเป็นการใช้งานแบบเหมาจ่ายเป็น 250 MB ต่อเดือนอีก ซึ่งเฉลี่ยผมก็ใช้แค่วันๆละได้ไม่เกินประมาณ 8 MB ซึ่งผมเองก็ใช้ไม่เกินสักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันถ้าหากว่าเอา app ลงเยอะๆ เป็นพวก app ที่ require การดูดข้อมูลเรียกตัวเองเป็นประจำก็อาจจะทำให้เกินได้ครับ) และนี่ก็จะเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะ Blog เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดความอ่าน และ เนื้อหาเกือบทั้งหมด จะเกิดจากการนึกคิด จากเนื้อความที่ได้อ่านได้เจอมา หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็เอามาเทียบกับความคิดความอ่านที่เคยรู้เคยเจอมาครับ &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/blog-content-update/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/07/newpaper-blog-reader.jpg"><img class="size-full wp-image-903 aligncenter" title="newpaper blog reader" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/07/newpaper-blog-reader.jpg" alt="newspaper blog reader อ่านเพื่อให้มีข้อมูลมาเขียนๆ" width="606" height="237" /></a></p>
<div id="_mcePaste">พักนี้เป็นช่วงไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม ไม่ได้อ่าน Blog content ของคนอื่นเพิ่ม มี feed เข้า Google reader ตั้งมากมายแต่ก็ไม่ได้แม้กระทั่งเอาออกมาอ่านทั้งๆที่ ตอนนี้ผมใช้งาน iPhone ทำให้สามารถอ่านได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ แล้วก็ยังปรับเป็นการใช้งานแบบเหมาจ่ายเป็น 250 MB ต่อเดือนอีก ซึ่งเฉลี่ยผมก็ใช้แค่วันๆละได้ไม่เกินประมาณ 8 MB ซึ่งผมเองก็ใช้ไม่เกินสักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันถ้าหากว่าเอา app ลงเยอะๆ เป็นพวก app ที่ require การดูดข้อมูลเรียกตัวเองเป็นประจำก็อาจจะทำให้เกินได้ครับ)</div>
<div id="_mcePaste">และนี่ก็จะเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะ Blog เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดความอ่าน และ เนื้อหาเกือบทั้งหมด จะเกิดจากการนึกคิด จากเนื้อความที่ได้อ่านได้เจอมา หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็เอามาเทียบกับความคิดความอ่านที่เคยรู้เคยเจอมาครับ</div>
<div id="_mcePaste">นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณอยากจะ Blog แล้วมีเนื้อหาให้กับ Blog ของคุณอยู่เป็นประจำ คุณต้องออกแรงอ่าน และ รับสื่อที่คุณสนใจหรือเกี่ยวข้องกันเนื้อหาของคุณเอง ซึ่งเรื่องความสนใจและเนื้อหาที่คุณจะเอามาบ่นพร่ำใน Blog ส่วนตัวของคุณนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกันครับ ผมไม่คิดหรอกว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้สนใจเรื่องนั้นๆ แล้วคุณจะต้องไปหาอ่านมาเพื่อมาบอกคนอื่น เรียกได้ว่า action ลักษณะดังกล่าวนี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยถ้าหากว่าคุณถูกว่าจ้างมาให้ทำการ ฺBlog โดยการสร้าง content หรือเนื้อหาจริงๆ แล้ว คุณก็ต้องเริ่มที่จะคิดที่จะรักและสนใจเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างจริงจังและนั่นก็จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้เนื้อหาคุณภาพที่ไม่ได้เป็นการ copy คนอื่นมาปะไว้ที่หน้าเว็ปบล๊อคตัวเองครับ</div>
<p>พักนี้เป็นช่วงไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม ไม่ได้อ่าน Blog content ของคนอื่นเพิ่ม มี feed เข้า Google reader ตั้งมากมายแต่ก็ไม่ได้แม้กระทั่งเอาออกมาอ่านทั้งๆที่ ตอนนี้ผมใช้งาน iPhone ทำให้สามารถอ่านได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ แล้วก็ยังปรับเป็นการใช้งานแบบเหมาจ่ายเป็น 250 MB ต่อเดือนอีก ซึ่งเฉลี่ยผมก็ใช้แค่วันๆละได้ไม่เกินประมาณ 8 MB ซึ่งผมเองก็ใช้ไม่เกินสักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันถ้าหากว่าเอา app ลงเยอะๆ เป็นพวก app ที่ require การดูดข้อมูลเรียกตัวเองเป็นประจำก็อาจจะทำให้เกินได้ครับ)<br />
และนี่ก็จะเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะ Blog เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดความอ่าน และ เนื้อหาเกือบทั้งหมด จะเกิดจากการนึกคิด จากเนื้อความที่ได้อ่านได้เจอมา หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็เอามาเทียบกับความคิดความอ่านที่เคยรู้เคยเจอมาครับ<br />
นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณอยากจะ Blog แล้วมีเนื้อหาให้กับ Blog ของคุณอยู่เป็นประจำ คุณต้องออกแรงอ่าน และ รับสื่อที่คุณสนใจหรือเกี่ยวข้องกันเนื้อหาของคุณเอง ซึ่งเรื่องความสนใจและเนื้อหาที่คุณจะเอามาบ่นพร่ำใน Blog ส่วนตัวของคุณนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกันครับ ผมไม่คิดหรอกว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้สนใจเรื่องนั้นๆ แล้วคุณจะต้องไปหาอ่านมาเพื่อมาบอกคนอื่น เรียกได้ว่า action ลักษณะดังกล่าวนี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยถ้าหากว่าคุณถูกว่าจ้างมาให้ทำการ ฺBlog โดยการสร้าง content หรือเนื้อหาจริงๆ แล้ว คุณก็ต้องเริ่มที่จะคิดที่จะรักและสนใจเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างจริงจังและนั่นก็จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้เนื้อหาคุณภาพที่ไม่ได้เป็นการ copy คนอื่นมาปะไว้ที่หน้าเว็ปบล๊อคตัวเองครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/blog-content-update/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพิ่งรู้ว่าเราโดย Logo และ Brand ฝังอยู่ในหัวเราเยอะมากมายขนาดนี้ !?</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-logo-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-brand/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-logo-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-brand/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Mar 2010 15:04:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-logo-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-brand/</guid>
		<description><![CDATA[Logorama from Marc Altshuler &#8211; Human Music on Vimeo. ไม่น่าเชื่อว่า เราโดน Brand ต่างๆแทบทุกประเภทยัดเข้าใส่สมองเราจน แบบไม่รู้ตัวว่า เรารู้จัก Logo และ Brand สินค้าได้มากมายถึงขนาดนี้น่ะครับ&#160; ใน clip นี้เค้าเอา Logo เยอะสุดเยอะเอามาทำเป็นเรื่องราว แล้วก็เล่าเรื่องได้น่าติดตามมากเลยครับ ลองดูกันเองแล้วกันนะครับ ^_^]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><object width="400" height="265"><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="movie" value="http://vimeo.com/moogaloop.swf?clip_id=10149605&amp;server=vimeo.com&amp;show_title=1&amp;show_byline=1&amp;show_portrait=0&amp;color=&amp;fullscreen=1" /><embed src="http://vimeo.com/moogaloop.swf?clip_id=10149605&amp;server=vimeo.com&amp;show_title=1&amp;show_byline=1&amp;show_portrait=0&amp;color=&amp;fullscreen=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" width="400" height="265"></embed></object></p>
<p align="center"><a href="http://vimeo.com/10149605">Logorama</a> from <a href="http://vimeo.com/user3365583">Marc Altshuler &#8211; Human Music</a> on <a href="http://vimeo.com">Vimeo</a>.</p>
<p>ไม่น่าเชื่อว่า เราโดน Brand ต่างๆแทบทุกประเภทยัดเข้าใส่สมองเราจน แบบไม่รู้ตัวว่า เรารู้จัก Logo และ Brand สินค้าได้มากมายถึงขนาดนี้น่ะครับ&#160; ใน clip นี้เค้าเอา Logo เยอะสุดเยอะเอามาทำเป็นเรื่องราว แล้วก็เล่าเรื่องได้น่าติดตามมากเลยครับ ลองดูกันเองแล้วกันนะครับ ^_^</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-logo-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-brand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/kindle-global-wireless-ereader-device-productive/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/kindle-global-wireless-ereader-device-productive/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2010 22:30:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[dead time]]></category>
		<category><![CDATA[ebook reader]]></category>
		<category><![CDATA[kindle]]></category>
		<category><![CDATA[kindle thai]]></category>
		<category><![CDATA[kindlethai]]></category>
		<category><![CDATA[online ebook]]></category>
		<category><![CDATA[productive]]></category>
		<category><![CDATA[reader]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าแนะนำ]]></category>
		<category><![CDATA[เวลาตาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/?p=427</guid>
		<description><![CDATA[กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/kindle-global-wireless-ereader-device-productive/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. &gt;&lt;)</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">มีคนเมล์มาถามผมเกี่ยวกับ Kindle สงสัยอีกว่า Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?</div>
<div id="_mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก</div>
<p><a title="kindle thailand" href="http://www.rackmanagerpro.com/kindlethai_ebook_reader/">อ่านบทความครั้งก่อนที่โม้ไปเกี่ยวกับ Kindle ที่ซื้อได้จากประเทศไทย ได้จากที่นี่น่ะครับ</a><br />
<em>(อ่านเนื้อความนี้ตรงๆอาจจะไม่ Get มากนัก)</em></p>
<p><img class="alignleft" title="kindle reader thailand" src="http://img682.imageshack.us/img682/7086/readingkindleproduct.jpg" alt="" width="300" height="390" />แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร</p>
<p><strong>Dead time หรือ เวลาตาย</strong> นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้</p>
<p><a title="kindle ebook reader" href="http://www.amazon.com/gp/product/B0015T963C?ie=UTF8&amp;tag=rackmanagerpr-20&amp;linkCode=as2&amp;camp=1789&amp;creative=9325&amp;creativeASIN=B0015T963C" target="_blank">Kindle </a>เป็น <a title="kindle ebook reader" href="http://www.amazon.com/gp/product/B0015T963C?ie=UTF8&amp;tag=rackmanagerpr-20&amp;linkCode=as2&amp;camp=1789&amp;creative=9325&amp;creativeASIN=B0015T963C" target="_blank">eBook reader</a> ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน <a href="http://www.amazon.com/gp/product/B0015T963C?ie=UTF8&amp;tag=rackmanagerpr-20&amp;linkCode=as2&amp;camp=1789&amp;creative=9325&amp;creativeASIN=B0015T963C" target="_blank">Kindle </a>คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ <a href="http://www.amazon.com/gp/product/B0015T963C?ie=UTF8&amp;tag=rackmanagerpr-20&amp;linkCode=as2&amp;camp=1789&amp;creative=9325&amp;creativeASIN=B0015T963C" target="_blank">Kindle</a> เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ</p>
<p>เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. &gt;&lt;)</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน</p>
<blockquote><p><a href="http://www.amazon.com/gp/product/B0015T963C?ie=UTF8&amp;tag=rackmanagerpr-20&amp;linkCode=as2&amp;camp=1789&amp;creative=9325&amp;creativeASIN=B0015T963C" target="_blank">Kindle </a>เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?</p></blockquote>
<p>อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ <a href="http://www.amazon.com/gp/product/B0015T963C?ie=UTF8&amp;tag=rackmanagerpr-20&amp;linkCode=as2&amp;camp=1789&amp;creative=9325&amp;creativeASIN=B0015T963C" target="_blank">Kindle </a>ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/kindle-global-wireless-ereader-device-productive/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหตุที่ว่า &quot;ทำไมผมต้อง blog&quot; ? และ การค้นหาคำเฉพาะในเว็ปใดเว็ปหนึ่งเท่านั้น</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/why-blogs-version2/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/why-blogs-version2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Dec 2009 14:24:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Google search engine]]></category>
		<category><![CDATA[ค้นหา]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการ Google]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการค้นหาเฉพาะเว้ป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/?p=378</guid>
		<description><![CDATA[&#160; สาเหตุตอนแรกผมก็คิดเอาไว้แค่ว่าถ้าหากว่าเราจด note เอาไว้ทีไหนสักแห่งที่นั่นน่าจะทำการค้นหาด้วย Search Engine ของ Google ได้ครับ นั่นก็แปลว่า เนื้อความที่ผมอยากจะจดบันทึกไว้ก็ต้องขึ้นเอาไว้เป็น website หรือว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็น weblog เหมือนกับอย่างที่คุณๆได้เห็นกันอยู่น่ะครับ ถ้าหากว่าคุณเขียนอะไรไปแล้วเนื้อความเหล่านั้นมันต้องเป็นเรื่องราวที่คุณอยากจะอ้างอิงถึงมันอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุผลมากมายเช่น เพราะว่าคุณรู้ว่าคุณจะ set up Google maps ให้แสดงพิกัดได้อย่างไร คุณจำทุกขั้นตอนไม่ได้หรอกครับ คุณก็ต้องจด note เอาไว้แล้วก็ทำกาค้นหาเมื่อคุณต้องการข้อมูลแบบนั้นอีกครั้ง อ่อ แล้วก็อย่าเพิ่งคิดว่าคุณจะค้นหาข้อมูลจาก Google ตรงๆแล้วมันจะได้เรื่องเดิมอย่างที่คุณอยากจะได้ทุกครั้งไปน่ะครับ มันจะได้ไม่ตรงประเด็นมากๆเหมือนกับที่คุณได้ทำการจดบันทึกเอาไว้เองหรอกครับ วิธีการค้นหาเนื้อความที่ตัวผมเองจดเอาไว้ที่ rackmanagerpro.com ก็คือ ให้เข้าไปที่ Google แล้วพิมพ์ไปว่า site:rackmanagerpro.com ตามด้วย &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/why-blogs-version2/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#160;<img style="display: inline; margin-left: 0px; margin-right: 0px" height="165" src="http://img25.imageshack.us/img25/6564/onesearchglass.jpg" width="160" align="left" /> </p>
<p>สาเหตุตอนแรกผมก็คิดเอาไว้แค่ว่าถ้าหากว่าเราจด note เอาไว้ทีไหนสักแห่งที่นั่นน่าจะทำการค้นหาด้วย Search Engine ของ Google ได้ครับ นั่นก็แปลว่า เนื้อความที่ผมอยากจะจดบันทึกไว้ก็ต้องขึ้นเอาไว้เป็น website หรือว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็น weblog เหมือนกับอย่างที่คุณๆได้เห็นกันอยู่น่ะครับ </p>
<p>ถ้าหากว่าคุณเขียนอะไรไปแล้วเนื้อความเหล่านั้นมันต้องเป็นเรื่องราวที่คุณอยากจะอ้างอิงถึงมันอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุผลมากมายเช่น เพราะว่าคุณรู้ว่าคุณจะ set up Google maps ให้แสดงพิกัดได้อย่างไร คุณจำทุกขั้นตอนไม่ได้หรอกครับ คุณก็ต้องจด note เอาไว้แล้วก็ทำกาค้นหาเมื่อคุณต้องการข้อมูลแบบนั้นอีกครั้ง อ่อ แล้วก็อย่าเพิ่งคิดว่าคุณจะค้นหาข้อมูลจาก Google ตรงๆแล้วมันจะได้เรื่องเดิมอย่างที่คุณอยากจะได้ทุกครั้งไปน่ะครับ มันจะได้ไม่ตรงประเด็นมากๆเหมือนกับที่คุณได้ทำการจดบันทึกเอาไว้เองหรอกครับ </p>
<p>วิธีการค้นหาเนื้อความที่ตัวผมเองจดเอาไว้ที่ rackmanagerpro.com ก็คือ ให้เข้าไปที่ Google แล้วพิมพ์ไปว่า site:rackmanagerpro.com ตามด้วย keyword ที่คุณเคยพิมพ์เอาไว้ เช่น ถ้าหากว่าผมอยากจกค้นหาว่า ประเทศไหนบ้างที่ Skype โทรศัพท์ไปได้ฟรีเป็นระบบเหมาจ่ายรายเดือน( เรื่องนี้ผมเคยพิมพ์เก็บเอาไว้แล้วก็มี link เอาไว้ตรงๆด้วยน่ะครับทำให้ไม่ต้องไปควานหาเอาจาก Skype.com หรือว่าเล่นค้นหาเอาสดๆจาก Google) ผมก็จะพิมพ์ว่า &quot;site:rackmanagerpro.com skype&quot; เท่านั้นเองเนื้อความที่พิมพ์เก็บเอาไว้ก็จะแสดงออกมาแล้วก็ใช้เวลาอีกไม่กี่วินาทีเพื่อที่จะกดเพื่อไปดูประเทศที่โทรศัพท์ Skype เหมาจ่ายได้ไม่อั้นได้ทันที </p>
<p>สรุปแล้วถ้าหากว่าคุณคุ้นๆว่าเรื่องราวใดๆที่คุณเคยอ่านหรือว่าเคยเจอมามันน่าจะอยู่ใน website ไหนแล้วคุณอยากจะทำการค้นหาเฉพาะ website นั้นแม้ว่า website นั้นๆจะไม่มี seach box ให้คุณพิมพ์ก็ตาม คุณสามารถพิมพ์ด้วยใช้ คำว่า site:xxxx.com keyword ได้เลยครับ เช่นถ้าหากว่าอยากจะหาข่าวที่เคยอ่านใน mthai.com เกี่ยวกับเรื่องหมีแพนด้า คุณก็พิมพ์ไปว่า    <br />site:mthai.com หมีแพนด้า&#160;&#160; </p>
<p>จะสังเกตได้ว่าผมจะไม่มี &quot;www&quot; นำหน้า mthai น่ะครับ เหตุผลก็ไม่ยากน่ะครับเพราะว่าถ้าหากว่าคุณค้นหาด้วย site:www.mthai.com หมีแพนด้า แล้วมันจะให้ผลการค้นหาที่น้อยกว่าน่ะครับแล้วมันก็ไม่ได้ถูกโครงสร้างการค้นหาที่ Google ออกแบบเอาไว้แต่แรกยังไงอย่างงั้นน่ะครับ </p>
<p>คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ก็บอกต่อกันไปครับผม </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/why-blogs-version2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Google กำลังจะครองโลก ?</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/google-concur-world/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/google-concur-world/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Nov 2009 01:05:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[Google voice]]></category>
		<category><![CDATA[Google ครองโลก]]></category>
		<category><![CDATA[location base]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/?p=360</guid>
		<description><![CDATA[&#160; ล่าสุดผมเปิด Youtube ตามสถาบันการศึกษาต่างๆจะมีเนื้อความที่เป็นภาษาอังกฤษพิมพ์เอาไว้ด้านล่างบอกได้เลยว่า เนื้อความเหล่านั้นไม่ได้มาจากการที่มีคนพิมพ์เพิ่มเข้าไปแต่ประการใด แต่เป็นการจับเสียงจากวิดีโอแล้วแปลงออกมาเป็น text แสดงทันทีที่หน้า clip นั้นครับ นั้นแปลว่า Google ใช้เทคโนโลยีเดียวกับ Google Voice (ซึ่งคนไทยไม่ได้ใช้หรอกเพราะว่ามันจับแต่คนที่พูดภาษาอังกฤษครับ) ทีนี้ถ้าหากว่า Google ทำแบบนี้ได้เสถียรแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็เริ่มคิดไม่ยากแล้วน่ะครับ นั้นก็คือ Youtube ทำเงินให้กับ Google ไม่ได้มากตามทึ่เค้าคิดไว้แต่แรก (ซื้อมาแพงเอามากๆ ) แต่สิ่งที่เค้าต้องทำก็คือ แปลงคำพูดเหล่านั้นออกมาเป็น text ให้ได้ โดยได้พัฒนาทดสอบทดลองกับคนจริงๆ โดยใช้ Google Voice นั้นเอง ทุกคนจะในโลกนี้จะช่วยกันปรับปรุง Google Voice ทำให้ระบบการเรียนรู้เสียงของ Google &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/google-concur-world/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#160;<img style="display: inline; margin-left: 0px; margin-right: 0px" height="198" src="http://www.topnews.in/files/google-earth_2.jpg" width="289" align="left" /> </p>
<p>ล่าสุดผมเปิด Youtube ตามสถาบันการศึกษาต่างๆจะมีเนื้อความที่เป็นภาษาอังกฤษพิมพ์เอาไว้ด้านล่างบอกได้เลยว่า เนื้อความเหล่านั้นไม่ได้มาจากการที่มีคนพิมพ์เพิ่มเข้าไปแต่ประการใด แต่เป็นการจับเสียงจากวิดีโอแล้วแปลงออกมาเป็น text แสดงทันทีที่หน้า clip นั้นครับ นั้นแปลว่า Google ใช้เทคโนโลยีเดียวกับ Google Voice (ซึ่งคนไทยไม่ได้ใช้หรอกเพราะว่ามันจับแต่คนที่พูดภาษาอังกฤษครับ) ทีนี้ถ้าหากว่า Google ทำแบบนี้ได้เสถียรแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็เริ่มคิดไม่ยากแล้วน่ะครับ นั้นก็คือ Youtube ทำเงินให้กับ Google ไม่ได้มากตามทึ่เค้าคิดไว้แต่แรก (ซื้อมาแพงเอามากๆ ) แต่สิ่งที่เค้าต้องทำก็คือ แปลงคำพูดเหล่านั้นออกมาเป็น text ให้ได้ โดยได้พัฒนาทดสอบทดลองกับคนจริงๆ โดยใช้ Google Voice นั้นเอง ทุกคนจะในโลกนี้จะช่วยกันปรับปรุง Google Voice ทำให้ระบบการเรียนรู้เสียงของ Google Voice ทำงานได้ดีมากๆ แล้วก็เอามาใช้กับ Youtube ครับ&#160; </p>
<p>เมื่อ Google แปลงคำพูดใดๆเป็น text ภาษาอังกฤษได้แล้วก็จะเอา ads มาแสดงให้เหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ VDO Clip ได้ไม่ยาก ด้วยแนวคิดของระบบเดียวกับที่ Google อ่าน text ในเนื้อความตามเว็ปที่เราๆท่านๆเห็นกันอยู่นี่น่ะหละครับ แล้วถ้าหากว่า Google เอาเรื่อง Google Translate เข้ามาผูกกับเรื่องนี้ (ซึ่งตอนนี้ก็ทำอยู่แล้วน่ะครับเพราะตอนที่ทำ Google Adwords ผมก็จะเห็นได้ว่า การคิดเนื้อความต่างๆ เหมือนเป็นการแยกคำศัพท์ไทยออกมาเป็นตัวๆ เหมือนกับรูปแบบเนื้อความในภาษาอังกฤษ) จากเมื่อปีก่อนที่ Google Translate แปลเนื้อความได้ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ตอนนี้กลับเข้าไปใช้อีกครั้ง การแปลเนื้อความเหล่านั้นเริ่มอ่านแล้ว Get เหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น (แต่ยังไม่เหมือนซะทีเดียวน่ะครับ) </p>
<p>นั้นก็แปลว่า เมื่อ Google แปลเนื้อความเป็น text อังกฤษได้แล้วถ้าหากว่าจะเอา ads ไทยที่เกี่ยวข้องมาแสดงก็สามารถทำได้ไม่ยากผ่านวิธีคิดและพัฒนาของ Google Translate ยังไงอย่างงั้นครับ </p>
<p>นอกจากเรื่องการเอา ads แสดงจาก clip file ไฟล์ภาพไฟล์เสียงต่างๆที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยุ่ตอนนี้ของ Google แล้ว มันไม่ได้จบอยู่เท่านั้นถ้าหากว่าจะ &quot;แปลงประโยชน์เป็นเงิน&quot; จะเห็นได้ว่าจะมีช่องทางอีกมากมากก่ายกอง เช่น ถ้าหากว่าคนใช้ Google Voice แล้วแปลงเป็น text ได้สามารถที่จะเอา ads แสดงให้เหมาะสมได้ หรือพูดเพิ่มเข้าไปภายหลังได้ (มันก็แค่เป็น text ที่ทาง Publisher พิมพ์เอาไว้ แล้วก็แปลงเป็นเสียงภาษาอังกฤษต่อท้ายไว้หน้าหรือหลังข้อความก็ได้ ) และอื่นๆที่ผมไม่อยากจะคิดว่ามันเป็นการเปิดโอกาสตลาดใหม่ที่โลกนี้ไม่เคยมีมาก่อนได้มากแค่ไหน แล้วอาจจะเรียกได้ว่า Google จะทำอยู่คนเดียวในท้ายที่สุดเพราะคนอื่นๆไม่ได้สร้างหรือผนวกเทคโนโลยีเหล่านี้รองรับเอาไว้ได้ทันครับ </p>
<p>ยังมีอีกประเด็นที่ Google เอาจริงเอาจังคือการขาย ads ผ่าน Location base (แปลว่าเอาโฆษณาแสดงเมื่อคุณอยู่ ณ ตำแหน่งหนึ่งๆในโลกด้วยระบบพิกัดดาวเทียม) เรื่องนี้ก็เป็นอีกความฝันหนึ่งของ marketer ทั้งหลายแหล่ (รายย่อยและรายใหญ่) เช่นเมื่อคุณอยู่หน้าร้านไอติม ก็โดน sms หรือรูปแบบข้อความใดๆก็สุดแล้วแต่ push รับเข้ามาที่มือถือครับนั่นน่ะหละที่ Google กำลังต้องการ </p>
<p>ตอนนี้ Google กำลัง form พฤติกรรมมนุษย์โลกให้เป็นไปในทิศทางเหล่านั้นอยู่ด้วยการออก product Google Phone หรือ Android ที่รองรับการใช้งาน GPS เพื่อบอกพิกัดที่ตัวเองมีอำนาจรับรู้ได้เต็มพิกัด โดยการออกบริการ Google Latitude ที่ต้องการหล่อหลอมความคิดและพฤติกรรมคนที่มีเครื่องมือ GPS มือถือเหล่านี้บอกพิกัดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา (ถึ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/google-concur-world/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แปลง notebook ให้เป็น wifi hotspot (กระจายสัญญาณ internet ให้กับเพื่อนๆผ่าน computer ของคุณ)</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/notebook-wifi-hotspot/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/notebook-wifi-hotspot/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Nov 2009 22:38:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[computer labtop wifi]]></category>
		<category><![CDATA[hotspot]]></category>
		<category><![CDATA[internet connection]]></category>
		<category><![CDATA[wifi]]></category>
		<category><![CDATA[wifi hotspot]]></category>
		<category><![CDATA[wireless internet connection]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[แปลง computer เป็น wifi]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/?p=359</guid>
		<description><![CDATA[ผมกำลังจะไปเที่ยวต่างประเทศซึ่งโรงแรมที่จะไปเนี่ยะมันมีการให้บริการ internet ผ่านสายแลนเท่านั้นแต่กะว่าจะมีคนเอา computer ไปมากกว่า 1 เครื่องทำให้มีความจำเป็นจะต้องทำการแบ่ง internet กันเล่นครับ โดยทำให้เล่นพร้อมกันทั้งสองเครื่องให้ได้ วิธีการก็ไม่ยากครับ แค่ทำให้ computer ที่ต่อเข้ากับ internet ด้วยสายแลนนั้นทำตัวเป็น router กระจายสัญญาณ wifi แทนซะเลยก็จะทำให้เพื่อนคุณที่อยู่ห้องเดียวกันใช้ internet ผ่าน wifi ชั่วคราวนี้ได้น่ะครับ ลองทำตาม vdo clip ด้านล่างนี้ได้เลยครับสำหรับการ setup เครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็น wifi hotspot บน OS ต่างๆ (ยกเว้น Linux ครับ)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมกำลังจะไปเที่ยวต่างประเทศซึ่งโรงแรมที่จะไปเนี่ยะมันมีการให้บริการ internet ผ่านสายแลนเท่านั้นแต่กะว่าจะมีคนเอา computer ไปมากกว่า 1 เครื่องทำให้มีความจำเป็นจะต้องทำการแบ่ง internet กันเล่นครับ โดยทำให้เล่นพร้อมกันทั้งสองเครื่องให้ได้ </p>
<p>วิธีการก็ไม่ยากครับ แค่ทำให้ computer ที่ต่อเข้ากับ internet ด้วยสายแลนนั้นทำตัวเป็น router กระจายสัญญาณ wifi แทนซะเลยก็จะทำให้เพื่อนคุณที่อยู่ห้องเดียวกันใช้ internet ผ่าน wifi ชั่วคราวนี้ได้น่ะครับ ลองทำตาม vdo clip ด้านล่างนี้ได้เลยครับสำหรับการ setup เครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็น wifi hotspot บน OS ต่างๆ (ยกเว้น Linux ครับ)    </p>
<p> <object width="364" height="280"><param name="movie" value="http://www.cnet.com/av/video/flv/universalPlayer/universalSmall.swf" /><param name="wmode" value="transparent" /><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="FlashVars" value="playerType=embedded&amp;type=id&amp;value=28619" /><embed src="http://www.cnet.com/av/video/flv/universalPlayer/universalSmall.swf" type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" width="364" height="280" allowFullScreen="true" FlashVars="playerType=embedded&#038;type=id&#038;value=28619" /></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/notebook-wifi-hotspot/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แล้วคุณจะรู้ว่าถ้าแม่คุณเข้ามาในวง social network ด้วยแล้วจะเป็นยังไง !</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/social-network-your-mother/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/social-network-your-mother/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Sep 2009 11:23:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[noknok]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[ติดตามลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปกครอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/?p=317</guid>
		<description><![CDATA[Facebook, Twitter Revolutionizing How Parents Stalk Their College-Aged Kids ผมแปลกใจอยู่อย่างที่ว่าทำไมน้องสาวผมไม่ add ผมเข้าไปที่ facebook เพื่อเป็นเพื่อนกัน นั่นน่ะซิครับเพราะว่า ผมไม่ได้เป็นเพื่อนน้องผมเหรอ หรือว่าเค้าเห็นผมเป็นพี่ แล้วเป็นพี่มันต่างอะไรกะเป็นเพื่อนเหรอป่าวน้า&#160; อันนี้ผมว่าไม่ต้องคิดมากมายอะไรน่ะครับ แต่ว่ามันจะเห็นภาพได้ชัดกว่านั้นถ้าหากว่า ผู้ปกครอง หรือ คุณแม่ ใช้ Tools พวก social network เป็นอย่างชำชอง ! ประหนึ่งว่า แม่คุณ คือ เพื่อนคุณ ยังไงอย่างงั้นเลย สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ฉลาดพอก็คือ ถ้าหากว่าเค้ารู้ว่าคนที่กำลังจะแอดเพื่อ connect เป็นเพื่อนกันนั้นเป็นแม่หรือว่าเป็นพ่อตัวเองแล้วล่ะก็ ถ้าเค้าไม่ได้รู้สึกว่าพ่อหรือว่าแม่เป็น &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/social-network-your-mother/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object width="480" height="430"><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="movie" value="http://www.theonion.com/content/themes/common/assets/onn_embed/embedded_player.swf?image=http%3A%2F%2Fwww.theonion.com%2Fcontent%2Ffiles%2Fimages%2FE-Mom_article.jpg&amp;videoid=97699&amp;title=Facebook%2C%20Twitter%20Revolutionizing%20How%20Parents%20Stalk%20Their%20College-Aged%20Kids" /><param name="wmode" value="transparent" /><embed src="http://www.theonion.com/content/themes/common/assets/onn_embed/embedded_player.swf" type="application/x-shockwave-flash" allowScriptAccess="always" allowFullScreen="true" wmode="transparent" width="480" height="430" flashvars="image=http%3A%2F%2Fwww.theonion.com%2Fcontent%2Ffiles%2Fimages%2FE-Mom_article.jpg&#038;videoid=97699&#038;title=Facebook%2C%20Twitter%20Revolutionizing%20How%20Parents%20Stalk%20Their%20College-Aged%20Kids"></embed></object>  <br /><a href="http://www.theonion.com/content/video/facebook_twitter_revolutionizing?utm_source=videoembed">Facebook, Twitter Revolutionizing How Parents Stalk Their College-Aged Kids</a>
<p>ผมแปลกใจอยู่อย่างที่ว่าทำไมน้องสาวผมไม่ add ผมเข้าไปที่ facebook เพื่อเป็นเพื่อนกัน นั่นน่ะซิครับเพราะว่า ผมไม่ได้เป็นเพื่อนน้องผมเหรอ หรือว่าเค้าเห็นผมเป็นพี่ แล้วเป็นพี่มันต่างอะไรกะเป็นเพื่อนเหรอป่าวน้า&#160; อันนี้ผมว่าไม่ต้องคิดมากมายอะไรน่ะครับ แต่ว่ามันจะเห็นภาพได้ชัดกว่านั้นถ้าหากว่า ผู้ปกครอง หรือ คุณแม่ ใช้ Tools พวก social network เป็นอย่างชำชอง ! ประหนึ่งว่า แม่คุณ คือ เพื่อนคุณ ยังไงอย่างงั้นเลย </p>
<p>สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ฉลาดพอก็คือ ถ้าหากว่าเค้ารู้ว่าคนที่กำลังจะแอดเพื่อ connect เป็นเพื่อนกันนั้นเป็นแม่หรือว่าเป็นพ่อตัวเองแล้วล่ะก็ ถ้าเค้าไม่ได้รู้สึกว่าพ่อหรือว่าแม่เป็น &quot;เพื่อน&quot; กันได้จริงๆที่จะบอกได้ทุกอย่างแล้วล่ะก็ เด็กคนนั้นจะ ignore (ปฏิเสธ) การตอบรับไปใน Facebook น่ะครับ แต่สำหรับ Twitter หรือ NokNok (สำหรับของไทยที่นิยมประมาณนึง) นั่นการติดตามโดยคนอื่นจะปฏิเสธการติดตามนั้นไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นแล้วเด็กเองซะยังไงแล้วระบบแบบ Twitter เนี่ยะถ้าหากว่าเค้าใช้ post ความคิดกิจกรรม ด่าเพื่อน หรือว่านัดพ้องเพื่อนไปที่ไหน ทำอะไรแล้วมา update บ่อยๆ แน่นอนว่าผู้ปกครองจะรู้อย่างเห็นไส้เห็นพุงเหมือนกับที่คนอื่นๆเห็นน่ะครับ จริงๆแล้วความรู้สึกมันต่างกันน่ะครับ ระหว่างคนที่รู้จักตัวคุณจริงๆ เช่น พ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหาย กับ &quot;คนอื่นๆ&quot; ที่ไม่ได้รู้จักกันบนโลกจริง (เป็นพวก รู้จัก online อย่างเดียว) เพราะถ้าเป็นคนที่เจอคุณอยู่ทุกวี่วันรู้ว่าคุณทำอะไรทีไหนอย่างไร มันก็ทำให้รู้สึกแปลกๆไปได้มากทีเดียวโดยเฉพาะสำหรับคนที่คุณไม่ต้องการให้รู้ไปหมดแบบนั้น (แต่ช่วยไม่ได้เพราะมันห้ามกันไม่ได้นี่หน่า) </p>
<p>เพราะฉะนั้นแล้วเกมส์มันก็จะเป็นแบบนี้ครับ คือ ฝ่ายเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานหรือสามีก็สุดแล้วแต่น่าจะมีแนวโน้มความคิดที่จะหลีกเลี่ยงคนที่รู้จักบนโลกจริงๆ(ที่ไม่อยากให้รู้ข้อมูลใดๆ)เข้ามาติดตามผ่าน social network รูปแบบต่างๆ เด็กเองจะต้องคัดกรองคน รู้จักปฏิเสธเสียบ้างบน facebook ถ้าหากว่าพอจะดูออกมาบ้างว่าใครเป็นใคร ผมถึงว่าฝ่ายนี้เป็นแนวรับซึ่งเสียเปรียบกว่ามาก เพราะเราไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายจะปลอมตัวเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าหากว่าขยันจริงๆ หรือว่าต้องการจะ connect เป็นเพื่อนให้ได้จริงๆ การปลอมตัวนั้นย่อมเกิดขึ้นได้อยู่แล้วน่ะครับ ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับฝ่ายนี้ก็คือ คุณไม่ควรจะ post อะไรที่คุณคิดว่า เพื่อน(ที่เป็นแม่คุณเอง) ไม่น่าจะได้เห็น พยายามใช้เป็น private message ส่งข้อความส่วนตัวอะไรไปแทนการเขียนแบบ wall-to-wall ใน facebook แล้วถ่ายรูปตาม party ไม่ว่ากล้องใดๆก็ต้องระวังให้มาก แล้วแต่ว่าผู้ปกครองคุณๆนั้นเข้มงวดมากแค่ไหนครับ เอาเถอะครับผมมองว่า ฝ่ายตั้งรับเสียเปรียบมากจริงๆน่ะครับ </p>
<p>สำหรับฝ่ายผู้ปกครองแล้วถ้าอยากรู้ว่าผู้อยู่ภายใต้การปกครอง (สามี ลูกๆ หรือใครก็สุดแล้วแต่) ทำอะไรที่ไหนอย่างไร แล้วรู้ด้วยอีกว่าเป็นพวกบ้า update ผ่าน social network ทั้งหลาย แนะนำว่าไป register แล้วก็ add ลูกคุณเองเป็น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/social-network-your-mother/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การ์ดงานเข้าทดสอบระบบการติดตามงานแบบ offline ให้กับคนในองค์กรที่ไม่มีคอมพิวเตอร์คอยติดตามงานได้</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/offline-card-in-work/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/offline-card-in-work/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Jun 2009 09:50:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rackmanagerpro.com/?p=285</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าหากว่าคุณต้องทำตัวเป็นหัวหน้างานที่ดีที่ต้องคอยติดตามงานจะเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ แล้วก็เพื่อนๆร่วมงาน หรือแม้กระทั่งลูกน้อง สิ่งหนึ่งที่เราๆท่านๆพึงกระทำก็คือ การติดตามงานว่า เรื่องที่ได้แจ้งสั่งการ หรือสั่งงานไปแล้วนั้น มีการดำเนินการไปแล้วถึงไหนอย่างไรบ้างครับ ถ้าหากว่าองค์กรของคุณๆทำงานแล้วมีคน IT ซะเป็นส่วนมากหรือว่าเกือบทุกคนจะมี computer เพื่อใช้งานก็สบายไปอย่างเพราะว่า ถ้าหากว่าเป็นกรณีนี้แล้วจะมี Tools ให้ใช้งานมากมายก่ายกอง เพื่อที่จะทำให้ทุกคนที่อยู่ใน project งานเดียวกันติงิดตามผลงาน และติดตามความคืบหน้าของงานได้ไม่ยากเย็นนักครับ แต่ว่าสำหรับเนื้อความนี้จะยังไม่ได้กล่าวภึง online Tools เพื่อการติดตามงานอย่างงั้นหรอกครับ แต่จะเน้นไปที่คนที่จำเป็นต้อง work งานแบบไร้ computer เสียมากกว่าครับ คนส่วนใหญ่ถ้าหากว่าทำงานที่โรงงานหรือว่าทำที่บริษัทจะมี computer อยู่อย่างจำกัดทำให้ต้องแบ่งกันใช้ ทำให้ solution แบบ computer 100% จะไม่ได้สามารถทำงานได้อย่างดีสำหรับกรณีนี้ครับ ก็เลยต้องมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เราและตัวคนที่รับงานเราไปนั้นทำงานแล้ว ไม่บอกว่า &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/offline-card-in-work/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter" title="การ์ดงานเข้าภาคแรก" height="293" alt="" src="http://i135.photobucket.com/albums/q127/rackmanager/copy.jpg" width="514" />ถ้าหากว่าคุณต้องทำตัวเป็นหัวหน้างานที่ดีที่ต้องคอยติดตามงานจะเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ แล้วก็เพื่อนๆร่วมงาน หรือแม้กระทั่งลูกน้อง สิ่งหนึ่งที่เราๆท่านๆพึงกระทำก็คือ การติดตามงานว่า เรื่องที่ได้แจ้งสั่งการ หรือสั่งงานไปแล้วนั้น มีการดำเนินการไปแล้วถึงไหนอย่างไรบ้างครับ ถ้าหากว่าองค์กรของคุณๆทำงานแล้วมีคน IT ซะเป็นส่วนมากหรือว่าเกือบทุกคนจะมี computer เพื่อใช้งานก็สบายไปอย่างเพราะว่า ถ้าหากว่าเป็นกรณีนี้แล้วจะมี Tools ให้ใช้งานมากมายก่ายกอง เพื่อที่จะทำให้ทุกคนที่อยู่ใน project งานเดียวกันติงิดตามผลงาน และติดตามความคืบหน้าของงานได้ไม่ยากเย็นนักครับ แต่ว่าสำหรับเนื้อความนี้จะยังไม่ได้กล่าวภึง online Tools เพื่อการติดตามงานอย่างงั้นหรอกครับ แต่จะเน้นไปที่คนที่จำเป็นต้อง work งานแบบไร้ computer เสียมากกว่าครับ คนส่วนใหญ่ถ้าหากว่าทำงานที่โรงงานหรือว่าทำที่บริษัทจะมี computer อยู่อย่างจำกัดทำให้ต้องแบ่งกันใช้ ทำให้ solution แบบ computer 100% จะไม่ได้สามารถทำงานได้อย่างดีสำหรับกรณีนี้ครับ</p>
<p>ก็เลยต้องมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เราและตัวคนที่รับงานเราไปนั้นทำงานแล้ว ไม่บอกว่า ลืมทำไปได้ วิธีแรกๆที่พอจะคิดออกเลยก็คือ บังคับให้จด Note เอาไว้ แต่ก็อีกเราไม่รู้อยู่ดีว่าเค้าจะเปิดอ่านหรือว่าจดอะไรเอาไว้แล้วมีความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่ แล้วมีบันทึกเรื่อง due date หรือว่า dateline เอาไว้หรือไม่ ก็เอาอย่างงั้นแล้วกัน ผมก็ว่า ทดสอบออกแบบ card แข็งเพื่อใช้กับกิจนี้โดยเฉพาะกันเลยดีกว่า เรียกเท่ห์ว่า &quot;การ์ดงานเข้า&quot; (work-in card)</p>
<p>หน้าตาก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับก็แค่เหมือนกับ นามบัตรใบหนึ่งเท่านั้นที่ในนั้นจะระบุเอาไว้เป็นวันนี้วันที่สั่งงานวันที่เท่าไหร่ วันที่ต้องการกำหนดติดตามงานคือวันที่เท่าไหร่ และ งานนั้นๆคืองานอะไรครับ เนื้อหาไม่เยอะเลยครับเท่านั้นเอง อ้อ ..อีกประเด็นก็คือ แสดงถึงความต้องการด่วนมากแค่ไหน เรียกว่า ด่วนอย่างเดียวก็ไม่ถูกเพราะว่า มันบ่งบอกถึงว่าความสำคัญ หรือ ให้พิจารณาว่าต้องแซงซ้ายมาด้วยความเร็วเท่าไหร่ต่างหาก</p>
<p>card นี้วิธีการใช้เป็นอย่างไร ?   <br />ไม่ยากเลยครับก็คือว่า ให้ print out การ์ดนี้ออกมาแล้วก็เก็บเอาไว้หรือพกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาใส่ในกระเป๋าตังค์ก็ได้ แล้วก็ให้คนอื่นๆที่อยู่หรือว่าทำงานด้วยมีซองใส่นามบัครเอาไว้ครับ หรือว่าแค่กล่องก็ได้แล้ว ให้ผลเหมือนกันครับ ทีนี้พออยากจะสั่งงานอะไรใคร เราก็กรอกข้อมูลสั้นๆเอาไว้ที่ work-in card ใบเปล่าใบใหม่แล้วก็ยื่นให้กับคนที่อยู่หน้างานด้วยกัน แต่ว่าถ้าหากว่าไม่ได้อยู่หน้างานด้วยกันอาจจะฝากคนอื่นยื่นไปให้ถึงโต้ะทำงานเลยก็ได้ครับ แล้วเมื่อคนรับงานได้รับก็จัดเก็บเอาไว้กับตัวเองที๋โต้ะทำงาน เพื่อให้เกิดการ review เป็นประจำอย่างน้อยที่สุดก็เป็นรายวันครับ งานนั้นควรมีเนื้อหาที่ไม่มากเรียกว่า อ่านแค่ 1 นาทีบนหน้า card ต้องรู้ว่านี่มันเรื่องอะไรครับ</p>
<p>สำหรับคนที่แจกงานคนอื่นเค้าก็ต้องเขียน card นี้เก็บเอาไว้กับตัวแล้วก็ขึ้นต้นด้วยคำว่า &quot;ติดตาม&quot; แทนครับเพราะว่า action ที่จะต้องหรืองานที่จะต้องทำก็คือติดตาม แล้วก็ติดตาม ณ วันที่ที่ได้ระบุเอาไว้ครับ อาจจะหาปฏิทินแขวนไว้แล้วก็ปักหมุดไปที่วันที่ที่เป็น duedate ครับ อาจจะไม่จำเป็นต้องกรอกข้อมูล duedate เพื่อากรติดตามก็ได้ แต่ว่าเอาไปปักหมุดที่ปฏิทินจริงๆแทนก็ได้เหมือนกัน เพราะถ้าหากว่ามีการเลือนไปอีกก็แค่เอาออกแล้วก็ป</p>
<p>ัก ณ วันที่ไกลกว่าออกไปเท่านั้นเองครับ</p>
<p>แต่สำหรับคนที่แจกงานแล้วรู้ตัวว่าคัวเองเป็นคนหน้าคอมและมี internet คุณจะมีทางเลือกที่จะ track งานคนอื่นๆได้เยอะวิธีมากๆเลย ใช้ Google Calendar หรือว่าใช้ ToDolist ต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็น pda หรือว่าจะเป็น softwareที่อยู่ใน computer เลยก็ได้เช่นเดียวกันครับ แค่นี้ฝากของคนทีติดตามงานก็จะไม่ลืม เรื่องราวแต่ประการใด ครับ</p>
<p>สำหรับคนที่รับงานไปนั้นจะต้องถูก train เพื่อให้เปิดดูงานค้างเป็นประจำ และระบบนี้จะต้องดำเนินไปในลักษณะของการ review เพื่อให้รางวัลพิเศษ เพราะ card ทุกใบเมื่อ done เสร็จแล้วให้คนที่รับงานนั้นเก็บเอาไว้ครับ เมื่อครบปีก็มาดูกันว่า done งานไหนไปแล้วมั่งและมันเป็นงานที่สำคัญมากน้อยแค่ไหนเป็น profile สำหรับคนหน้างานทีทำงานแล้ว ไม่มีการลืมครับเพราะว่า ถือว่าเป็นการ์ดนั้นอยู่แล้ว เมื่อจะประเมินผลงานกันไม่ยากเลยครับก็ขอ work-in card ทั้งหมดเข้ามาดูประกอบด้วยก็เท่านั้นเอง และแน่นอนว่า การกระทำแบบนี้จะทำให้ระบบของ work-in card นั้นแข็งแกร่งมาขึ้นต่อไป และโดยรวมแล้วการจัดการเรื่องของ task สำหรับคนอื่นที่อยู่หน้างานแต่ไม่ได้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นั้น โดนติดตามและรู้ว่าต้องทำอะไรได้อย่างไม่มีวันลืมครับ (ยกเว้นแค่ว่าลืมออก work-in card เท่านั้นเองครับผม)</p>
<p><a href="http://cli.gs/workincard" target="_blank">โดดไปโหลด card งานเข้าทั้งที่เป็นแบบ Photoshop file และเป็นแบบ file สำเร็จแล้วได้ที่นี่เลยครับผม</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/offline-card-in-work/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ReOpen เพิ่งปิดไปก็เปิดใหม่ได้ง่ายดายจริงๆ เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินครับผม</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/reopen/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/reopen/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 May 2009 09:44:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rackmanagerpro.com/?p=264</guid>
		<description><![CDATA[หลายต่อหลายครั้งเลยทีเดียวที่ผม เปิด folder ที่มันอยู่ซับซ้อนเหลือเกิน เรียกว่ามันอยู่ลึกเอามากๆ เพื่อทำอะไรกับมันสักอย่าง แล้วนึกขึ้นได้ว่า เอ้อ.. เข้ากลับเข้าไปที่ folder นั้นอีกครั้ง ก็ต้อง double click folder ซ้อนกันหลายๆชั้นฝ่าดงชื่อและ file ต่างๆมากมายอีกรอบเพื่อไปถึงเส้นชัย เอ.. มันน่าจะดีกว่ามั้ยถ้าหากว่าเรา recovery หน้าต่างใดๆที่เราเพิ่งจะปิดไปได้ แหงล่ะครับ มีก็ดีกว่าไม่มีน่ะครับ โปรแกรมที่ทำงานอย่างว่านี้เฉพาะเลยก็คือ &#8220;ReOpen&#8221; เป็น freeware ขนาดเล็กมากเหมือนเดิมซึ่งเรามักจะจำเป็นต้องเปิดทุกครั้ง(ให้มัน auto เปิดตัวเอง)เพื่อเอาไว้ใช้กับสถานะการณ์อย่างที่ผมเล่าเอาไว้แล้วครับ ก็แน่อีกล่ะครับว่าถ้าหากว่าไม่ได้เปิดไว้แล้วมันจะแอบจำเอาไว้ได้ยังไงกันล่ะครับ วิธีการใช้งานก็ไม่ยาก หลังจากที่เราลง program เข้าไปแล้วก็จะมี icon อยู่ที่ icon tray &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/reopen/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายต่อหลายครั้งเลยทีเดียวที่ผม เปิด folder ที่มันอยู่ซับซ้อนเหลือเกิน เรียกว่ามันอยู่ลึกเอามากๆ เพื่อทำอะไรกับมันสักอย่าง แล้วนึกขึ้นได้ว่า เอ้อ.. เข้ากลับเข้าไปที่ folder นั้นอีกครั้ง ก็ต้อง double click folder ซ้อนกันหลายๆชั้นฝ่าดงชื่อและ file ต่างๆมากมายอีกรอบเพื่อไปถึงเส้นชัย เอ.. มันน่าจะดีกว่ามั้ยถ้าหากว่าเรา recovery หน้าต่างใดๆที่เราเพิ่งจะปิดไปได้ แหงล่ะครับ มีก็ดีกว่าไม่มีน่ะครับ โปรแกรมที่ทำงานอย่างว่านี้เฉพาะเลยก็คือ &#8220;ReOpen&#8221; เป็น freeware ขนาดเล็กมากเหมือนเดิมซึ่งเรามักจะจำเป็นต้องเปิดทุกครั้ง(ให้มัน auto เปิดตัวเอง)เพื่อเอาไว้ใช้กับสถานะการณ์อย่างที่ผมเล่าเอาไว้แล้วครับ ก็แน่อีกล่ะครับว่าถ้าหากว่าไม่ได้เปิดไว้แล้วมันจะแอบจำเอาไว้ได้ยังไงกันล่ะครับ</p>
<p>วิธีการใช้งานก็ไม่ยาก หลังจากที่เราลง program เข้าไปแล้วก็จะมี icon อยู่ที่ icon tray ทางด้านขวาล่างของหน้าจอครับ ที่หน้าจอนั้นจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนบนจะเป็น path (ใช้กับกรณีที่ผมเล่าไปเมื่อตะกี้) และอีกส่วนคืออื่นๆที่เป็นการ run program ขึ้นมา หรือเอาไว้ใช้เรียก program ที่เราเพิ่งจะปิดไปยังไงล่ะครับ แยกกันอย่างงี้ก็โอเคน่ะครับเพราะว่าเราก็รู้อยู่แล้วล่ะครับว่าเราเนี่ยะจะทำการเปิดเรียกซ้ำมันเป็น path หรือว่ามันเป็น program กันแน่ครับ แยกจะได้ดูง่ายๆครับ</p>
<p>ถ้าต้องการที่จะเปิด path หรือ program ใดๆ(ที่เพิ่งปิดไป)แล้วให้ right click (คลิ้กขวา) บรรทัดที่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราเพิ่งจะปิดไปครับ การใช้งานก็มีเท่านี้</p>
<p>สำหรับ shortcut ที่สำคัญสำหรับโปรแกรม ReOpen นี้ก็คือ &#8220;shift + pageUp&#8221; ผมว่ามันเป็น hotkey ที่แปลกใช้ได้เลยน่ะครับ ปกติถ้าหากว่าลองกดดูมันจะเป็นการเลือก icon ที่หน้า Desktop ทั้งหมด (ถ้าหากว่าหน้า Desktop เรา active อยู่ ) ผมว่านะเอามาใช้กับเรื่องนี้จะดีกว่าครับผม</p>
<p><a href="http://cid-7800cec3b0fe778c.skydrive.live.com/self.aspx/Public/ReOpen.zip" target="_blank">โดดไปโหลด ReOpen กันได้จากที่นี่เลยดีกว่าครับ </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/reopen/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HTC TOUCH DIAMOND review : ซื้อมาแล้วได้อะไร?</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/htc-touch-diamond-review/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/htc-touch-diamond-review/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Mar 2009 11:15:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[gadget talk]]></category>
		<category><![CDATA[htc review]]></category>
		<category><![CDATA[htc touch]]></category>
		<category><![CDATA[htc touch diamond]]></category>
		<category><![CDATA[htc touch diamond review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rackmanagerpro.com/?p=235</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องนี้เป็นเครื่องใหม่ upgrade จาก HTC TOUCH ที่ผมมีน่ะครับ คำว่า upgrade มันอาจจะฟังดูดีมีสกุลเกินไปหน่อยแต่ว่าจริงแล้วผมเอาของเก่าไป Turn มากกว่าเพราะว่าเครื่องเก่าผมมันเหมือนกะว่าเล่นอะไรไม่ได้เท่าไหร่แล้ว แล้วก็ program อะไรต่อมิอะไรในนั้นมันไม่เยอะแต่ว่ามันเต็มไปแล้ว (แปลว่า มันใส่อะไรไม่ได้มากน่ะครับ) ตอนแรกที่ซื้อเป็น HTC TOUCH ธรรมดารุ่นพระเจ้าเหามา เค้าก็บอกผมอยู่เหมือนกันน่ะครับว่า ความจำอะไรมันน้อยแต่ว่า ก็ไม่คิดอะไรมาก ผมก็ซื้อมาเพราะว่าอยากลองของว่า อืม .. เราก็อาจจะใช้เฉพาะเท่าที่มีนี้ก็ได้ แต่ว่าพอใช้ไปนานๆแล้วมันเกิดปัญหาน่ะครับ ปัญหาก็คือถ้าหากว่าเครื่องมันเหมือนจะเต็มๆจะเอาเนียะ&#160; .. ทำให้พอเราเปิด software อะไรก็ตามที่อยู่ด้านในมันก็จะร้องเตือนว่า โอย.. เครื่องไม่ไหวแล้วเหนื่อยเหลือเกิน ต้องปิด software อะไรอื่นๆออกไปเพื่อให้มันเดิน software ตัวที่เราอยากจะให้มันเดินได้น่ะครับ &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/htc-touch-diamond-review/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><![CDATA[
<p><img height="711" src="http://i135.photobucket.com/albums/q127/rackmanager/IMAGE_017.jpg" width="522" /> </p>
<p>เครื่องนี้เป็นเครื่องใหม่ upgrade จาก HTC TOUCH ที่ผมมีน่ะครับ คำว่า upgrade มันอาจจะฟังดูดีมีสกุลเกินไปหน่อยแต่ว่าจริงแล้วผมเอาของเก่าไป Turn มากกว่าเพราะว่าเครื่องเก่าผมมันเหมือนกะว่าเล่นอะไรไม่ได้เท่าไหร่แล้ว แล้วก็ program อะไรต่อมิอะไรในนั้นมันไม่เยอะแต่ว่ามันเต็มไปแล้ว (แปลว่า มันใส่อะไรไม่ได้มากน่ะครับ) ตอนแรกที่ซื้อเป็น HTC TOUCH ธรรมดารุ่นพระเจ้าเหามา เค้าก็บอกผมอยู่เหมือนกันน่ะครับว่า ความจำอะไรมันน้อยแต่ว่า ก็ไม่คิดอะไรมาก ผมก็ซื้อมาเพราะว่าอยากลองของว่า อืม .. เราก็อาจจะใช้เฉพาะเท่าที่มีนี้ก็ได้ แต่ว่าพอใช้ไปนานๆแล้วมันเกิดปัญหาน่ะครับ ปัญหาก็คือถ้าหากว่าเครื่องมันเหมือนจะเต็มๆจะเอาเนียะ&#160; .. ทำให้พอเราเปิด software อะไรก็ตามที่อยู่ด้านในมันก็จะร้องเตือนว่า โอย.. เครื่องไม่ไหวแล้วเหนื่อยเหลือเกิน ต้องปิด software อะไรอื่นๆออกไปเพื่อให้มันเดิน software ตัวที่เราอยากจะให้มันเดินได้น่ะครับ นั้นหละครับที่เป็นปัญหาสำหรับเครื่องที่มี RAM&#160; และ ROM น้อยๆ (บนมือถือฉลาด smartphone ) </p>
<p>ทีนี้ที่ผมเอาเป็นเครื่องแบบนี้ก็เพราะว่า &quot;มันมี GPS&quot; แล้วก็เข้าใจต่อไปด้วยว่า มันมี A-GPS ครับ มันต่างยังไงกัน GPS ธรรมดาน่ะเหรอครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันต่างยังไง พอได้ลองใช้แล้วจะรู้ว่ามันต่างกันตรงที่ &#8230; มันหาสัญญาณตำแหน่งดาวเทียมได้เร็วมากน่ะครับ (ไม่เกิน 30 วินาทีหรือไม่เกินประมาณ 1 นาทีก็หาเจอ) หาเจอแล้วยังไงน่ะเหรอครับก็ .. มันก็จะแสดงข้อมูลได้ว่า ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนได้เร็วมากน่ะครับ มันก็จะพร้อมนำทางได้เร็วมากว่าระบบปกติมากน่ะครับ ที่ผมรู้ว่าระบบปกติเป็นยังไงก็เพราะว่าผมมี Garmin C320 ที่เอาไว้ติดรถอยู่แล้วหนึ่งตัวน่ะครับ มันค้นหาดาวเทียมด้วยเวลาที่นานพอควรบางครั้งขับรถออกไปได้ไกลแล้ว แต่ว่าเส้นทางเดินทางยังไม่ได้ปรากฏให้ผมเห็นก็ผมก็ต้องขับมั่วไปก่อนน่ะครับ&#160; สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นนะครับเพราะอะไรน่ะเหรอ ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าหากว่าผมอยู่ในตึกแล้วอยากกลับบ้าน ถ้าหากว่าผมออกมาแล้ว ณ ที่โล่งแจ้งเพื่อให้ได้รับสัญญาณดาวเทียมอันอบอุ่น ฉายจากฟากฟ้าพร้อมกันแดดเปรี้ยงๆ อาบเครื่อง garmin GPS สักพักแล้วผมก็ยังไม่ตำแหน่งตัวเอง เครื่องมันก็จะนำทางผมไม่ได้ แต่ว่าผมก็ขับไปแล้ว เรื่อยไป&#160; .. เรื่อยไป .. เรื่อยไป .. ไม่รู้ว่ามันไปเหนือหรือใต้ นั้นก็มีโอกาสประมาณ 50/50 ที่ผมจะขับไปผิดทิศแบบตรงกันข้ามน่ะครับ แต่ว่าถ้ารู้เร็วออกจากอาคารปุ้บบอกผมได้ทันทีว่ากลับรถหรือว่าเลี้ยวซ้ายหรือขวา มันก็ save เวลาและน้ำมันของการหลงใหลเส้นทางไปได้น่ะครับผม .. </p>
<p>ในเครื่องจะมี software program เล็กๆที่ชื่อว่า &quot;Quick GPS&quot; (แหม ชื่อมันก็บอกเนาะ ) มันก็ให้เราโหลดตำแหน่งดาวเทียมจากข้อมูลใน internet ผ่านตอนที่เราเอา HTC ไปเสียบกับ computer เพื่อ Sync ก็ได้หรือว่า เราอาจจะกด download ตำแหน่งเองก็ได้ตอนที่เราต่อกับ Wireless network ที่บ้าน หรือว่ายอมเสียเงินไม่นานเพื่อโหลดข้อมูลผ่าน GPRS ก็ได้เช่นเดียวกันน่ะครับ มันจะโหลดตำแหน่งแล้วคาดว่าจะใช้การได้ประมาณ 1 week พอดี หากว่านานกว่านัน้ผมเข้าใจว่าดาวเทียมมันเคลื่อนทำให้ต้องโหลดใหม่น่ะครับ </p>
<p>หลักๆที่ผมอยากได้ใช้มันก็คือ การใช้งาน GPS บนมือถือนี่น่ะหละครับ เพราะมันสะดวกแล้วก็เอาไปกะตัวเราไม่ได้ตลอดเวลาไม่ได้ต้องยกเครื่อง garmin ตัวยักษ์ไปๆมาๆน่ะครับ แล้วก็ลองคิดดูน่ะครับ ESRI มีแผนที่อยู่ในเครื่องเรา แล้วก็มันไม่ได้แสดงแค่ตำแหน่งเท่านั้นน่ะครับ มันแสดงเบอร์โทรศัพท์ขององค์กรด้วย หากว่ามั]<br />
]></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/htc-touch-diamond-review/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
