<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Rackmanager personal blog note &#187; online productive</title>
	<atom:link href="http://www.rackmanagerpro.com/category/online-productive/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rackmanagerpro.com</link>
	<description>ก็แค่ ... อยากจะบอก</description>
	<lastBuildDate>Thu, 29 Jul 2010 16:23:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>เพิ่มสติในการใช้งาน internet ในที่ทำงานทำยังไง</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/internet-utility/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/internet-utility/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Jul 2010 14:00:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[thinking process]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/?p=915</guid>
		<description><![CDATA[น้องผมเค้าบอกผมมาว่า &#8220;อ่านทความนึงเค้าว่า .. คนที่ใช้ internet ทำให้ความฉลาดด้อยลงไป..&#8221; ผมฟังแล้วก็ ฟังหูไว้หูน่ะครับเพราะว่าผมไม่คิดว่าตัวผมเองที่ใช้งาน internet มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ตามสัดส่วนของ internet speed ที่มากขึ้น และอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวผมมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดซะทีเดียวว่า มันทำให้ผมโง่ลงตามเวลา Chat ทำให้ฉลาดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ? บังเอิญว่าผมก็ไม่ได้รับ link ของบทความแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าให้ผมมองในมุมของผมเองแล้วนั้น &#8220;การใช้งาน internet จะทำให้คนมีจิตที่ติดกันมากขึ้น&#8221; ที่ว่าจิตติดกันมากขึ้นมันมีเหตุผลมาตั้งแต่สมัยที่ Thaipoint ดังเพราะเป็นระบบ chat แรกๆตอนที่ผมอยู่ ม.2 แล้วล่ะครับ ต่อมาผมก็ utilize การ chat เรื่อยมาครับ จิตติดกันมากขึ้นหมายถึง &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/internet-utility/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste"><img class="aligncenter size-full wp-image-920" title="อินเตอร์เน็ต" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/07/internetworld.jpg" alt="อินเตอร์เน็ตทำให้คนฉลาดน้อย" width="252" height="200" /></div>
<div>น้องผมเค้าบอกผมมาว่า &#8220;อ่านทความนึงเค้าว่า .. คนที่ใช้ internet ทำให้ความฉลาดด้อยลงไป..&#8221; ผมฟังแล้วก็ ฟังหูไว้หูน่ะครับเพราะว่าผมไม่คิดว่าตัวผมเองที่ใช้งาน internet มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ตามสัดส่วนของ internet speed ที่มากขึ้น และอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวผมมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดซะทีเดียวว่า มันทำให้ผมโง่ลงตามเวลา</div>
<div><strong>Chat ทำให้ฉลาดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ?</strong></div>
<div id="_mcePaste">บังเอิญว่าผมก็ไม่ได้รับ link ของบทความแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าให้ผมมองในมุมของผมเองแล้วนั้น &#8220;การใช้งาน internet จะทำให้คนมีจิตที่ติดกันมากขึ้น&#8221; ที่ว่าจิตติดกันมากขึ้นมันมีเหตุผลมาตั้งแต่สมัยที่ Thaipoint ดังเพราะเป็นระบบ chat แรกๆตอนที่ผมอยู่ ม.2 แล้วล่ะครับ ต่อมาผมก็ utilize การ chat เรื่อยมาครับ</div>
<div><strong>จิตติดกันมากขึ้นหมายถึง .. อะไร ?</strong></div>
<div><strong><br />
</strong></div>
<div id="_mcePaste">ตรงประเด็นง่ายๆ คือ คนคิดถึงกันได้มากขึ้นครับ เพราะ internet ้เป็นประเภทหนึ่งของการสื่อสารเท่านั้นเอง การสื่อสารด้วย text เสียง เนื้อความ email และอื่นๆอีกมากมายที่ใช้อยู่ครับ ยกตัวอย่างชัดๆกันเลยดีกว่า คุณคงแปลกใจว่า ทำไม BB หรือเจ้าแบรคเบอร์รี่มันถึงได้ขายดีเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับ mobile phone ต๊อกต๋อยเหมือนๆกัน ผมต้องบอกว่ามือถือพวกนี้มัน low tech เมื่อเทียบกับ smart phone เอามากๆน่ะครับ เรียกว่ามันไม่ได้ฉลาดอะไรแต่ มันฉลาดที่ทำให้คนมีจิตคนต่อติดถึงกันได้มากขึ้นจาก promotion ที่จำเป็๋นต้องใช้ครับ เพราะ BB นั้นขายได้เพราะ การ online ในระบบ chat ของ BB เองที่แยกจะระบบอื่นโดยเด็ดขาด เราคุยกันได้มากขึ้นกว่าเก่าแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน คือ เมื่อคุณรถติดไฟแดง คุณก็พิมพ์ text ไว้ (เหมือนกับ SMS แต่ว่ามันยาวได้ไม่อั้นเท่านั้นเอง) แล้วอีกฝ่ายปลายทางก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเดี๋ยวนั้น เค้าอาจจะนั่งอึอยู่ในห้องน้ำ หรือปฏิบัติกิจอะไรอยู๋ก็ได้ แค่มี time delay นิดหน่อยในการตอบเท่านั้นเองครับ</div>
<div>มีคนบอกผมว่า พอใช้ BB ต่อเน็ตแล้ว online msn ตลอดแล้วแอดผมไว้ ก็จะออกอาการราวกับว่า ไปไหนมาไหนก็เหมือนผมไปด้วยเลย อย่างงั้น (เพราะว่าผมก็ทำงานหน้าคอมและก็ online เยอะน่ะครับ) ซึ่งผมก็ว่า เป็นไปได้ที่จะรู้สึกอย่างงั้นครับ เพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้จิตเชื่อมต่อกันนั่นเอง</div>
<div>ย้อนกลับมาประเด็น การ chat เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้งาน internet และแน่นอนว่ามันก็เป็นแค่การสื่อสาร ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้คนโง่ลงแต่อย่างใด งั้นไปดูประเด็นอื่นต่อว่าใช้งาน internet แล้วโง่ลงได้ด้วยประเด็นอะไรมั้ย ?</div>
<div><strong>Google ทำให้โง่ลงอย่างงั้นหรือ ?</strong></div>
<div><strong><br />
</strong></div>
<div id="_mcePaste">ประโยคแรกๆเวลามีคนถามอะไรแล้วผมไม่รู้คือ &#8220;ไม่รู้.. ถามกูเกิ้ลดู..&#8221; ทำให้คนเราฉลาดน้อยลงหรือไม่ ถ้าหากว่าองคิดกันดีๆแล้ว Google ทำให้คนฉลาดมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะต้องการรู้อะไรก็จะสามารถที่จะรู้ได้ทันควัน ถ้าหากว่ามี iPhone ต่อเน็ตตลอดแล้วไซร้อยากรู้อะไรก็จะรู้ได้ทั้งหมด ยิ่งกว่ามีสาระนุกรมติดตัวหลายเท่าตัวนัก แล้วอย่างงั้นแปลว่า ผมจะอ่านหนังสือน้อยลง หรือ สนใจเรื่องประวัติศาสตร์น้อยลงหรือ ไม่หรอกครับ เพราะคนที่สนใจเรื่องอะไรแล้ว ก็จะ Google ในสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆได้มากขึ้นกว่าการไม่มี Google เป็นอันมาก เอางี้น่ะครับถ้าหากว่าผมไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์อะไรอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับพวกนั้นอยู่ดี ไม่ว่าจะมี Google หรือไม่มี Google ก็ตามทีครับ ถ้าเปิดเจอบนทีวีก็จะเปลี่ยนช่องเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย คืดอย่างงั้นจริงๆน่ะครับ เรื่องอะไรที่ไม่สน เราก็จะไม่เอามาใส่ใจแม้แต่น้อย</div>
<div>ผมชอบคิดเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมด เพราะมันเป็นไปไม่ได้โลกเรามี information มากเกินกว่าที่เราจำเป็นต้องรู้มากนัก คุณมีสิทธิในการเลือกรับข้อมูลได้ และ Google ก็ไม่ได้ทำให้คณอ่านน้อยลงแต่อย่างใด เพียงแต่มันเปิดให้คุณอ่านข้อมูลที่เชื่อได้น้อยลง ด้วยแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นทางการได้มากขึ้น ศึกษาเรื่องราวต่างๆได้ผ่านทุกแง่มุมกว่าเก่ามากนัก ฟันธงเลยครับว่า Google ไม่ได้ทำให้คนใช้งาน Google ฉลาดน้อยลงแต่ประการใด</div>
<div><strong>Blog Feed ทำให้สมาธิ (แหล่งที่ทำให้เกิดปัญญาตามวิถีพุทธ) น้อยลงมั้ย ?</strong></div>
<div><strong><br />
</strong></div>
<div id="_mcePaste">คนอ่าน Blog พิมพ์ Blog อย่างผมก็รับ Feed มากกว่าปกติมากนัก แต่เวลาที่เอามาอ่านเป็น surplus time หรือเป็นพวกส่วนเกินที่คุณไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ด้วยครับ เช่น อ่าน Feed ใน iPhone ตามเดินทาง รอคิว หรือแม้กระทั่งเดินเล่นช้าๆ เพื่อเป็นการออกกำลังกาย แน่นอนว่าอ่านเยอะขึ้น มันเป็นการทำให้รู้รอบ รู้กว้างกว่าเดิม และเป็นเหตุทำให้ฉลาดขึ้นได้นั้นเองครับ</div>
<div id="_mcePaste">แต่ประเด็นที่มีการตีโจทย์คือ เนื่องจาก Blog content ส่วนมาก แต่ละเรื่องจะมีเนื้อหาที่ไม่ยาวมากนัก ไม่เหมือนกับหนังสือ ประเด็นนี้มีความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นครับ เพราะ หนังสือก็คือ การเอาความคิดมาเรียบเรียงเข้าเรื่อง เข้าเล่มและจัดระเบียบ หมวดหมู่ให้กับมันเท่านั้นเอง (ยกเว้นพวก fiction หรือเรื่องแต่งทั้งหลายแหล่นะครับซึ่งผมไม่อ่านครับ ไม่ใช่แนว) หรือ มองให้สุดขอบกว่านั้นได้ไม่ยาก หนังสือก็เหมือนกับการเอาเนื้อ Blog มาพิมพ์เรียบเรียงต่อกันไป หรือทางกลับกัน หนังสือสามารถแยกเป็น blog content ได้ถ้าอยากจะทำครับ</div>
<div>ผมเห็นหนังสือหลายเล่มที่แต่งโดย Blogger หรือ writer ที่พิมพ์ Blog ออกมาด้วยทั้งหมดเป็นพวกนักคิดแทบทั้งสิ้น ซึ่งไม่ว่าสื่อนั้นจะออกมาเป็นรูปแบบ Blog ผ่าน Feed ที่มีเนื้อหาสั้น (แต่จะไม่สั้นเลยถ้าเอามาต่อเรียบเรียงรวมกัน) หรือเป็นหนังสือออกมาเพื่อจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ (สำหรับฝรั่ง) ขอให้แค่อ่านได้มากที่ขึ้นบนเวลาที่คุณไม่เคยอ่านได้มาก่อนเท่านั้นก็จะเป็นการเพิ่มพลังฉลาด เพิ่มทักษะการคิดเรื่องราวที่ซับซ้อนได้มากขึ้นแล้ว เพราะงั้นแล้ว FEED ไม่ได้ทำให้คุณฉลาดน้อยลงแต่ประการใด</div>
<div>ส่วนเรื่องของสมาธินั้น มีเหตุว่า เนื่องจากเนื้อหา Feed สั้นทำให้คนอ่านเกิดสมาธิได้น้อยลงไป และความอดทนในการอ่านลดน้อยลงไป ไม่สามารถที่จะอ่านเนือความยาวๆได้เหมือนแต่ก่อน ก่อนที่จะมีระบบ Rss Feed อันนี้ก็เป็นความเห็นน่ะครับว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่ ผมก็ยังอ่านหนังสือได้ด้วยสมาธิที่จะหลับจะหลับเหมือนเดิม (อ่านก่อนนอน) แล้วก็ไม่ได้รู้สึกวอกแวกแต่อย่างใด อันนี้ถ้าหากว่าจะพิสูจน์ได้ต้องออกแบการทดสอบอย่างจริงจังว่า สมาธิที่สั้นลงจะนิยามว่าอย่างไร และ ทดสอบได้อย่างไรกันครับ</div>
<div><strong>Twitter และ Facebook เป็นตัวก่อกวนสมาธิในการทำงานมั้ย ?</strong></div>
<div><strong><br />
</strong></div>
<div id="_mcePaste">อันนี้ผมว่ามันเป็นทางเลือกมากกว่า แล้วแต่คน เพราะถ้าหากว่าเค้ารับ Twitter หรือเปิด Facebook ตอนทำงาน หรือ ตอนที่สมองกำลังแล่นอยู่ หรือ มีสมาธิกับอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างงั้นก็เป็นการทำลายสมาธิตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัยอยู่แล้วล่ะคับ แต่ก็อีก คนเราเมื่อคิดอะไรบางเรื่องอยู่ เราก็จะคิดได้แค่เรื่องเดียว ณ เวลาหนึ่งๆได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะคิดสองอย่างสองอารมณ์ได้ในเวลาเดียวกันแต่อย่างใด เน้นก็หมายถึงว่า เมื่อมีคน Twitter มาแล้วเราอยู่ในสมาธิกับงานใดอย่างหนึ่ง เราอาจจะเลือกปิด Twitter ไว้แต่แรกอยู๋แล้วก็ได้ หรือถ้าหากว่าเปิดไว้เราก็อาจจะต้อง ..มองข้ามมันไปไม่ได้ใส่ใจอะไรครับ เท่านั้นก็จะทำให้พวำทวีต มาทำอะไรเราได้น้อยลงไปอีกน่ะครับ</div>
<div><strong>การจด Note ไว้ในมือถือและ Evernote ทำให้เราจำอะไรน้อยลงอย่างงั้นหรือ ?</strong></div>
<div><strong><br />
</strong></div>
<div id="_mcePaste">ผมคิดว่ามันไมได้ทำให้เราโง่หรือว่าใช้สมองน้อยลงหรอกครับ สมองเรามันแบ่งออกเป็นส่วนของความจำระยะยาว และ ความจำระยะสั้นอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลอะไรที่มันจำสั้นๆ แบบไม่จำเป็น มันก็จะหายไปอยู่ดีนั้นแปลว่า ถ้าหากว่าเราจดเอาไว้แทนจะทำให้ความจำ หรือข้อมูลนั้นอยู่กับเราแม้ว่าเราจะลืมไปแล้วก็ตามครับ เรียกว่า เป็นการจัดการข้อมูลได้ฉลาดกว่าครับ แต่ก็อีกการจดใน Evernote แนะนำว่าต้องพิมพ์ tag หรือ keyword ที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเราจะกลับมาหาเราจะค้นหาด้วยคำว่าอะไร เพราะ ลักษณะการจดใน Evernote จะไม่ได้มีการตั้งเป็น folder ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบ เพราะเรื่องราวใดๆ มันจะเยอะมาก มากขนาดที่ว่าเราไม่สามารถที่จะใช้ระบบการตั้งชื่อ Folder เพื่อแยกเรื่องได้ทั้งหมดเพื่อให้ครอบคลุมการใช้ข้อมูล แต่ระบบการพิมพ์ tag หรือพิมพ์เนื้อหาหรือคำที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเป็นเราจะมาค้นหา เราก็จะมาค้นหาด้วยคำนี้ จะทำให้เราเจอเนื้อความหรือ Note ที่เราจดได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรครับ</div>
<div>เอาล่ะครับบนมาเสียตั้งมากมายโดยรวมแล้ว ผมมองว่าการใช้งาน internet และ Tools ใดๆที่มี เราต้องรูจักเลือกที่จะใช้และเข้าใจที่จะใช้มันได้อย่าง make sense กับตัวเราเองให้มาก ผมไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดหรอกว่า คุณควรจะใช้มันอย่างไร เพราะมันก็แล้วแต่ Life Style ที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถในการคิดใช้งาน (utilize) อุปกรณ์เหล่านี้ครับ</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/internet-utility/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หากว่าคุณใช้ iPhone หรือพวก Smart Phone เลือก pro มือถือเป็น MB คุ้มกว่าครับ</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/iphone-smart-promotion-choice/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/iphone-smart-promotion-choice/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Jul 2010 16:39:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[gadget talk]]></category>
		<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/?p=906</guid>
		<description><![CDATA[เท่าที่ผมใช้งาน iPhone มาได้พักใหญ่ๆแล้วข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้งาน internet และ application ที่มีการต่อใช้เชื่อมข้อมูล internet มากกว่าแต่ก่อนมากครับ แต่ก่อนมือถือเครื่องที่ผมใช้งานเป็น HTC ที่ run windows Mobile ธรรมดาตัวหนึ่ง หลังๆที่ผมจะใช้ก็จะเป็นเพื่อการอ่าน reader RSS อ่านเป็น feed เข้ามาเท่านั้น ผ่านทาง Google reader (ด้วยหน้า internet browser ที่มีอยู่ใน WM ครับ) เท่านั้นเอง อย่างเดียว นอกนั้นถ้าหากว่าจะ search อะไรก็จะเปิด Google อ่านดูก็จะใช้เท่านั้น ทำให้ผมเลือกที่จะใช้เป็น &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/iphone-smart-promotion-choice/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste"><img class="aligncenter size-full wp-image-907" title="iphone update" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/07/iphone-update.jpg" alt="iphone update" width="614" height="303" /></div>
<div id="_mcePaste">เท่าที่ผมใช้งาน iPhone มาได้พักใหญ่ๆแล้วข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้งาน internet และ application ที่มีการต่อใช้เชื่อมข้อมูล internet มากกว่าแต่ก่อนมากครับ แต่ก่อนมือถือเครื่องที่ผมใช้งานเป็น HTC ที่ run windows Mobile ธรรมดาตัวหนึ่ง หลังๆที่ผมจะใช้ก็จะเป็นเพื่อการอ่าน reader RSS อ่านเป็น feed เข้ามาเท่านั้น ผ่านทาง Google reader (ด้วยหน้า internet browser ที่มีอยู่ใน WM ครับ) เท่านั้นเอง อย่างเดียว นอกนั้นถ้าหากว่าจะ search อะไรก็จะเปิด Google อ่านดูก็จะใช้เท่านั้น ทำให้ผมเลือกที่จะใช้เป็น Promotion มือถือให้เป็นแบบคิดเป็นรายนาที เพราะว่าถ้าหากว่าเราไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องเปิด แล้วก็เลือกเป็นแบบ 20 hrs ก็คุ้มค่าดีอยู่ครับ</div>
<div id="_mcePaste">แต่หลังจากนั้นเมื่อผมย้ายเครื่อง migration ขึ้นใหญ่บนใช้งานบน iPhone แล้วทำให้มีการขยายการใช้งานเยอะมากกว่าไปกว่าเดิมมาก เช่น ผมใช้ app ที่บอกตำแหน่งพิกัดผมอยู่ตลอดเวลา (เพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง ซึ่งได้ข้อมูลสรุปแล้ว มันสามารถบอกได้ตลอดเวลาจริง ) หรือว่าเป็นพวกการใช้งาน Twitter เพื่อให้ alert เวลาที่มี Direct Link และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การรับข้อมูล email ผ่านระบบ PUSH (ซึ่งแต่ก่อนผมไม่รู้หรอกว่า PUSH มันคืออะไรสมัยแรกๆที่ AIS เอามือถือ BB เข้ามาขายเป็น enterprise สมัยก่อนนู้น ผมจำได้ว่าผมยังต้องเดินไปถาม pretty AIS ที่อยู่ตามงานออกบู้ทให้เค้าอธิบายมาเป็นฉากๆว่ามันคืออะไรแล้ว Pretty เหล่านั้นก็ทำงานได้ดีมากน่ะครับ คืออธิบายให้ผมฟังก็ไม่เข้าใจอยู่ดี &#8230; )</div>
<div id="_mcePaste">Application หรือการใช้งานพวกนี้จะใช้งานเรียก internet ตลอดเวลา หรือ ราวๆ ทุกๆ 10 นาทีสำหรับ app. ที่บอกตำแหน่งพิกัดของผม แล้วต่อครั้งละ 6 นาทีต่อเนื่อง ทำให้เรียกได้ว่าเกือบจะเหมือนกับการต่อ internet ตลอดเวลาอยู่ดี ทำให้ผมมีความจำเป็นต้องปรับเป็นระบบนับเม็กแทนครับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผมคิดว่า make sense และดีมากจริงๆ เพราะ จะเป็นการเปิดโลกให้กับการใช้งานเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ได้อย่างเต็มที่จริงๆ เพราะผมก็รู้ว่าการดูดหรือเชื่อมต่อเพื่อเอาข้อมูลเรียกมาจาก internet แต่ละครั้งก็ไม่ได้มากมายอะไรนักครับ</div>
<div id="_mcePaste">ถ้าหากว่าคุณมีเครื่องเป็นพวก Smart Phone ที่ดูสมัยใหม่หน่อยการเลือกใช้งาน promotion กับผู้ให้บริการ แล้วให้เหมาจ่ายเป็น MB ถือได้ว่าเป็นการเปิดโลกการใช้งานมือถือ Utilize มันได้อย่างมากโขกว่าเดิมมากทีเดียวครับ ลองดูเองแล้วกันครับผม</div>
<p>หากว่าคุณใช้ iPhone หรือพวก Smart Phone เลือก pro มือถือเป็น MB คุ้มกว่าครับ<br />
เท่าที่ผมใช้งาน iPhone มาได้พักใหญ่ๆแล้วข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้งาน internet และ application ที่มีการต่อใช้เชื่อมข้อมูล internet มากกว่าแต่ก่อนมากครับ แต่ก่อนมือถือเครื่องที่ผมใช้งานเป็น HTC ที่ run windows Mobile ธรรมดาตัวหนึ่ง หลังๆที่ผมจะใช้ก็จะเป็นเพื่อการอ่าน reader RSS อ่านเป็น feed เข้ามาเท่านั้น ผ่านทาง Google reader (ด้วยหน้า internet browser ที่มีอยู่ใน WM ครับ) เท่านั้นเอง อย่างเดียว นอกนั้นถ้าหากว่าจะ search อะไรก็จะเปิด Google อ่านดูก็จะใช้เท่านั้น ทำให้ผมเลือกที่จะใช้เป็น Promotion มือถือให้เป็นแบบคิดเป็นรายนาที เพราะว่าถ้าหากว่าเราไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องเปิด แล้วก็เลือกเป็นแบบ 20 hrs ก็คุ้มค่าดีอยู่ครับ<br />
แต่หลังจากนั้นเมื่อผมย้ายเครื่อง migration ขึ้นใหญ่บนใช้งานบน iPhone แล้วทำให้มีการขยายการใช้งานเยอะมากกว่าไปกว่าเดิมมาก เช่น ผมใช้ app ที่บอกตำแหน่งพิกัดผมอยู่ตลอดเวลา (เพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง ซึ่งได้ข้อมูลสรุปแล้ว มันสามารถบอกได้ตลอดเวลาจริง ) หรือว่าเป็นพวกการใช้งาน Twitter เพื่อให้ alert เวลาที่มี Direct Link และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การรับข้อมูล email ผ่านระบบ PUSH (ซึ่งแต่ก่อนผมไม่รู้หรอกว่า PUSH มันคืออะไรสมัยแรกๆที่ AIS เอามือถือ BB เข้ามาขายเป็น enterprise สมัยก่อนนู้น ผมจำได้ว่าผมยังต้องเดินไปถาม pretty AIS ที่อยู่ตามงานออกบู้ทให้เค้าอธิบายมาเป็นฉากๆว่ามันคืออะไรแล้ว Pretty เหล่านั้นก็ทำงานได้ดีมากน่ะครับ คืออธิบายให้ผมฟังก็ไม่เข้าใจอยู่ดี &#8230; )<br />
Application หรือการใช้งานพวกนี้จะใช้งานเรียก internet ตลอดเวลา หรือ ราวๆ ทุกๆ 10 นาทีสำหรับ app. ที่บอกตำแหน่งพิกัดของผม แล้วต่อครั้งละ 6 นาทีต่อเนื่อง ทำให้เรียกได้ว่าเกือบจะเหมือนกับการต่อ internet ตลอดเวลาอยู่ดี ทำให้ผมมีความจำเป็นต้องปรับเป็นระบบนับเม็กแทนครับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผมคิดว่า make sense และดีมากจริงๆ เพราะ จะเป็นการเปิดโลกให้กับการใช้งานเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ได้อย่างเต็มที่จริงๆ เพราะผมก็รู้ว่าการดูดหรือเชื่อมต่อเพื่อเอาข้อมูลเรียกมาจาก internet แต่ละครั้งก็ไม่ได้มากมายอะไรนักครับ<br />
ถ้าหากว่าคุณมีเครื่องเป็นพวก Smart Phone ที่ดูสมัยใหม่หน่อยการเลือกใช้งาน promotion กับผู้ให้บริการ แล้วให้เหมาจ่ายเป็น MB ถือได้ว่าเป็นการเปิดโลกการใช้งานมือถือ Utilize มันได้อย่างมากโขกว่าเดิมมากทีเดียวครับ ลองดูเองแล้วกันครับผม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/iphone-smart-promotion-choice/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โหลดภาพเพื่อนๆจาก Facebook แบบเร็วสุดๆด้วย PICK&amp;ZIP</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/download-facebook-album/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/download-facebook-album/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jun 2010 13:01:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[recommend site]]></category>
		<category><![CDATA[download facebook photo]]></category>
		<category><![CDATA[download photo]]></category>
		<category><![CDATA[download photos]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[โหลดภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โหลดภาพ facebook]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/download-facebook-album/</guid>
		<description><![CDATA[&#160; ถ้าหากว่าคุณอยากจะโหลดภาพของเพื่อนๆ หรือ album ทั้งอัลบั้มจาก Facebook ของเพื่อนๆคุณ ตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องไป save ภาพทีละภาพแล้วน่ะครับ เราสามารถโหลดภาพออกมาแบบดุ้น ทั้ง album ได้เลยเรียกว่า เป็นวิธีการโหลดภาพเพื่อนๆ (ที่อาจจะมีตัวเราเองอยู่ในนั้นด้วย) ออกมาเพื่อ save ไว้ที่เครื่องได้เร็วที่สุดเท่าที่ตอนนี้ผมรู้ครับ วิธีการก็คือ ให้เข้าไปที่ PicknZip ครับแล้วก็จัดการอนุญาตให้ picknzip เข้าถึงข้อมูลของเพื่อนของเราได้ครับ เท่านั้นก็เป็นอันเสร็จการ setup (ไม่ต้อง install อะไรเลยดีจัง ^^ ) เมื่อคุณอนุญาตแล้วเราก็จะมีหน้าจอให้เราเลือกชื่อเพื่อนของเราที่มีอัลบั้มภาพที่เราอยากจะโหลด คุณอาจจะเลือกเป็นภาพๆ หรือ select all ออกมาได้ครับ เมื่อเลือกแล้วคุณจะ export &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/download-facebook-album/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/06/pickzipfacebookphotobackup.jpg"><img title="pickzipfacebookphotobackup" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; margin-left: 0px; border-left: 0px; margin-right: 0px; border-bottom: 0px" height="557" alt="pickzipfacebookphotobackup" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/06/pickzipfacebookphotobackup_thumb.jpg" width="525" border="0" /></a>&#160; <br />ถ้าหากว่าคุณอยากจะโหลดภาพของเพื่อนๆ หรือ album ทั้งอัลบั้มจาก Facebook ของเพื่อนๆคุณ ตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องไป save ภาพทีละภาพแล้วน่ะครับ เราสามารถโหลดภาพออกมาแบบดุ้น ทั้ง album ได้เลยเรียกว่า เป็นวิธีการโหลดภาพเพื่อนๆ (ที่อาจจะมีตัวเราเองอยู่ในนั้นด้วย) ออกมาเพื่อ save ไว้ที่เครื่องได้เร็วที่สุดเท่าที่ตอนนี้ผมรู้ครับ </p>
<p>วิธีการก็คือ ให้เข้าไปที่ <a title="picknzip" href="http://picknzip.com/" target="_blank" rel="nofollow">PicknZip</a> ครับแล้วก็จัดการอนุญาตให้ picknzip เข้าถึงข้อมูลของเพื่อนของเราได้ครับ เท่านั้นก็เป็นอันเสร็จการ setup (ไม่ต้อง install อะไรเลยดีจัง ^^ ) </p>
<p>เมื่อคุณอนุญาตแล้วเราก็จะมีหน้าจอให้เราเลือกชื่อเพื่อนของเราที่มีอัลบั้มภาพที่เราอยากจะโหลด คุณอาจจะเลือกเป็นภาพๆ หรือ select all ออกมาได้ครับ </p>
<p>เมื่อเลือกแล้วคุณจะ export ออกมาได้เป็นสองแบบคือ แบบแรกเป็น file zip ที่มีภาพของเพื่อนคุณที่เลือกเอาไว้ทั้งหมด และอีกแบบคือ export ออกมาเป็น pdf file ซึ่งผมไม่แนะนำวิธีการที่ export pdf file สักเท่าไหร่เพราะว่าภาพคุณภาพตกลงไปเยอะและไม่ Make sense แม้แต่น้อยว่าทำไมอยากจะได้ภาพเพื่อนๆหรือสาวๆที่คุณหมายปองออกมาเป็น pdf file จริงเหรอป่าวล่ะครับ </p>
<p>ถ้าหากว่าผมเจอวิธีการโหลด file ภาพของเพื่อนๆที่อยู่ Facebook ออกมาจาก server Facebook ได้เร็วกว่านี้อีกผมก็จะเอามาโม้ให้ฟังอีกรอบแล้วกันนะครับ สำหรับตอนนี้ ก็คิดว่า แค่นี้ก็เร็วเอามากๆ แล้วน่ะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/download-facebook-album/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตอนที่ผมเลือก Web Hosting ผมเลือกจากอะไรบ้าง ? : วิธีการเลือก web Hosting ของผม</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/web-hosting-complete-select-method/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/web-hosting-complete-select-method/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Jun 2010 01:32:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[bluehost]]></category>
		<category><![CDATA[hosting service]]></category>
		<category><![CDATA[internet bluehost]]></category>
		<category><![CDATA[internet host]]></category>
		<category><![CDATA[internet hosting]]></category>
		<category><![CDATA[ipage]]></category>
		<category><![CDATA[ipage host]]></category>
		<category><![CDATA[web host]]></category>
		<category><![CDATA[web hosting]]></category>
		<category><![CDATA[webhost]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/web-hosting-complete-select-method/</guid>
		<description><![CDATA[คุณอาจจะเปิดมาหน้านี้แล้วสงสัยว่า ทำไมต้องพิมพ์อธิบายว่า กะการแค่เลือก Web Hosting สักที่มันมีอะไรให้คิดมากมายอย่างงั้นเลยล่ะครับ ก็เพราะว่า ผมไม่อยากจะให้คุณเจอเรื่องเจอราวอันเลวร้ายอย่างผมยังไงล่ะครับ เพราะถ้าหากว่าคุณเลือกไม่ดี แล้วเจอของดีกว่า การย้ายจะเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่เหนื่อยเอาการน่ะครับ ! ซึ่งผมก็เคยเหนื่อยมาแล้ว .. สองรอบครับ แล้วการย้ายก็ไม่สมบูรณ์อีกต่างหาก ผมก็คิดว่าถ้าหากว่ามีคนบอกผมเสียหน่อย เราควรเลือก Hosting แบบไหนยังไงดีแล้วล่ะก็จะดีเอามากๆเลย ไม่ต้องเสียเวลา หลงทาง และต้องมาทำเรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพระมันหลีกเลี่ยงได้เช่นการย้าย Host ครับ เนื้อความนี้คุณสามารถ copy แจกจ่ายได้อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆเลย ส่งต่อ email และอื่นๆได้ไม่อั้น เพราะผมไม่ได้กั้กเนื้อความไว้อยู่แล้วครับ ยิ่งคนรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับคนอื่นๆน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณรู้จักเพิ่อนๆที่เค้ากำลังจะเลือก Host อยู่ล่ะก็ ส่ง link &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/web-hosting-complete-select-method/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img title="web-hosting-recommended" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="347" alt="web-hosting-recommended" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/06/WebHostingServerRoom.jpg" width="510" border="0" /> คุณอาจจะเปิดมาหน้านี้แล้วสงสัยว่า ทำไมต้องพิมพ์อธิบายว่า กะการแค่เลือก Web Hosting สักที่มันมีอะไรให้คิดมากมายอย่างงั้นเลยล่ะครับ ก็เพราะว่า ผมไม่อยากจะให้คุณเจอเรื่องเจอราวอันเลวร้ายอย่างผมยังไงล่ะครับ เพราะถ้าหากว่าคุณเลือกไม่ดี แล้วเจอของดีกว่า การย้ายจะเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่เหนื่อยเอาการน่ะครับ ! ซึ่งผมก็เคยเหนื่อยมาแล้ว .. สองรอบครับ แล้วการย้ายก็ไม่สมบูรณ์อีกต่างหาก ผมก็คิดว่าถ้าหากว่ามีคนบอกผมเสียหน่อย เราควรเลือก Hosting แบบไหนยังไงดีแล้วล่ะก็จะดีเอามากๆเลย ไม่ต้องเสียเวลา หลงทาง และต้องมาทำเรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพระมันหลีกเลี่ยงได้เช่นการย้าย Host ครับ เนื้อความนี้คุณสามารถ copy แจกจ่ายได้อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆเลย ส่งต่อ email และอื่นๆได้ไม่อั้น เพราะผมไม่ได้กั้กเนื้อความไว้อยู่แล้วครับ ยิ่งคนรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับคนอื่นๆน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณรู้จักเพิ่อนๆที่เค้ากำลังจะเลือก Host อยู่ล่ะก็ ส่ง link นี้ไปให้เค้าเหล่านั้นก็ยังไงผมหวังว่า คุณก็จะได้ช่วยเพือ่นๆคุณประหยัดพลังงานไปได้มากโขครับ ^_^ </p>
<h2>เริ่มจากรู้เสียก่อนว่าจะทำเว็ปไซท์ประเภทไหนกัน</h2>
<p>คนที่ใช้งาน internet เพื่อการสร้างรายได้ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้จาก e-commerce หรือว่าการสร้างรายได้จากวิธีการอื่นๆตามร้านหนังสือทั่วไปจะมีให้เลือกมากมายก่ายกองว่าคุณจะสร้างด้วยวิธีอะไร จุดสำคัญจุดหนึ่งที่จะต้องเลือกคือ Web Hosting น่ะครับ เรียกได้ว่ากว่าเลือกกันได้ก็ต้องดูแล้วดูอีกว่าจะเอาอะไรยังไงดี แล้วมันต้องดูอะไรบ้าง มันเหมาะกับเราหรือไม่ แล้วมันจะทำให้ชีวิตลำบากหรือเปล่าในภายหลัง จริงๆแล้วมันก็ขึ้นอยู่ลักษณะการใช้งานทึ่คุณต้องการน่ะหละครับ บอกชัดเจนเอาไว้ได้หรอกว่าจะเลือกแบบไหน แต่ประเด็นที่ผมมีประสบการณ์ตรงๆ คือ การเลือก web hosting เพื่อ Blogging (ก็ พิมพ์ blog เหมือนกับ web นี้น่ะหละครับ) แล้วก็ การเลือก web hosting เพิ่มทำ e-commerce ครับ แค่สองอย่างนี้ก็ผมว่ามันก็เกือบทั้งหมดของคนไทยอย่างเราๆท่านๆแล้วน่ะครับ อ้อแล้วก็การเลือก Host เพื่อเอาไว้ปะแหมะ หน้าเว็ปประเภท โบรชัวร์เว็ปไซท์ครับ</p>
<h2>เลือก &quot;เว็ปโอสติ้ง&quot; เพื่อโบรชัวร์เว็ปไซท์</h2>
<p>เริ่มจากการเลือกเว็ป hosting เพื่อโบรชัวร์เว็ปไซท์ก่อนดีกว่าครับ ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจก่อนว่าโบรชัวร์เว็ปไซท์มันคืออะไร มันเป็นศัพท์ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักกันเท่าไหร่น่ะครับถ้าหากว่าคุณไม่ได้ฟังพวกมนุษย์หาเงิน online เค้าคุยกันน่ะครับ จริงๆแล้วมันก็คือเว็ปประเภทหนึ่งที่ไม่ได้ทำหน้าที่ขายของครับ มันบอกแค่ว่า บริษัทคุณทำอะไร หรือว่าบริษัทคุณรับทำอะไร มี product อยู่บ้าง มีแต่ก็ไม่ได้ครบครันเยอะแยะอะไร แล้วก็บอกว่าถ้าหากว่าคุณสนใจสินค้าหรือบริการที่เรานำเสนออยู่นั้นก็ติดต่อเราผ่านทางโทรศัพท์หรือ email นี่ๆนั่นๆ เท่านั้นเองรน่ะครับ ซึ่งเว็ปแบบนี้อาจจะเรียกว่าเป็นเว็ปหนึ่งจุดศูนย์ก็ได้น่ะครับ เพราะมัน นิ่งเอาเหลือเกินไม่ได้ต้องการความสามารถพิเศษอะไรมากมาย แล้วก็ไม่ได้มีคนทีจะไปจัดการบริการปรับเปลี่ยนมันสักเท่าไหร่ (อาจจะเป็นเพราะว่าไม่มีคนดูแล ไม่มึคนมีความรู้ในเรื่องนี้ หรือว่าไม่ใส่ใจน่ะครับ )</p>
<p>เว็ปประเภทนี้ถ้าหากว่าจะเลือกดูแค่ว่า &quot;Hosting ที่ไหนถูก&quot; เท่านั้นเองครับ เพราะ อะไรน่ะครับ เรื่องอื่นๆแทบไม่ต้องระวังกันเท่าไหร่ เนื่องจากเนื้อหาของเว็ปประ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/web-hosting-complete-select-method/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การจัดการงานให้สั้นและไว และประเภทงานที่มี Due date</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/due-date-type-inbox/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/due-date-type-inbox/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jun 2010 05:25:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[due date]]></category>
		<category><![CDATA[gtd]]></category>
		<category><![CDATA[task listing]]></category>
		<category><![CDATA[work in process]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/due-date-type-inbox/</guid>
		<description><![CDATA[พักนี้ดูเหมือนว่างานจะเข้าเยอะเป็นพิเศษทำให้ต้องมานั่งคิดอีกรอบว่า ลำดับ การคิดและการเดินงานมันเหมาะสมหรือไม่ ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีใครจะว่าอะไรหรอกถ้าหากว่างานเดินช้าหรือว่าไม่ได้เดินไปตามไปด้วยเวลาทีเหมาะสมครับ เพราะไม่ว่า Project ใดๆ คนที่กำหนด Due date หรือ Date line จะเหมือนมีแค่สองประเภทเท่านั้น คือ ประเภทที่มี Due date ที่ตายตัวแน่นอน เช่น ถ้าหากว่าคุณต้องส่งงานหรือ การบ้าน โดยเมื่อคุณส่งหรือดำเนินการช้ากว่ากำหนดไปแล้วคุณจะได้รับการลงโทษ หรือ เกิดผลเสียใดๆเกินขึ้นได้ อย่างเห็นได้ชัด เช่น การส่งรายงงานที่มีกำหนดแก่ทางราชการ การส่งงานหรือสินค้าต่อลูกค้า&#160; Due date ประเภทนี้เป็นวันกำหนด Due ที่มีความกดดันให้กับผู้ที่ต้อง “ดำเนินการ” ให้กับผู้ทึ่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นคนที่ lead project หรือคนที่ดำเนินการเองครับ สำหรับการวิธีป้องกันปัญหา &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/due-date-type-inbox/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พักนี้ดูเหมือนว่างานจะเข้าเยอะเป็นพิเศษทำให้ต้องมานั่งคิดอีกรอบว่า ลำดับ การคิดและการเดินงานมันเหมาะสมหรือไม่ ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีใครจะว่าอะไรหรอกถ้าหากว่างานเดินช้าหรือว่าไม่ได้เดินไปตามไปด้วยเวลาทีเหมาะสมครับ เพราะไม่ว่า Project ใดๆ คนที่กำหนด Due date หรือ Date line จะเหมือนมีแค่สองประเภทเท่านั้น คือ </p>
<p><strong>ประเภทที่มี Due date ที่ตายตัวแน่นอน</strong> เช่น ถ้าหากว่าคุณต้องส่งงานหรือ การบ้าน โดยเมื่อคุณส่งหรือดำเนินการช้ากว่ากำหนดไปแล้วคุณจะได้รับการลงโทษ หรือ เกิดผลเสียใดๆเกินขึ้นได้ อย่างเห็นได้ชัด เช่น การส่งรายงงานที่มีกำหนดแก่ทางราชการ การส่งงานหรือสินค้าต่อลูกค้า&#160; Due date ประเภทนี้เป็นวันกำหนด Due ที่มีความกดดันให้กับผู้ที่ต้อง “ดำเนินการ” ให้กับผู้ทึ่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นคนที่ lead project หรือคนที่ดำเนินการเองครับ </p>
<p>สำหรับการวิธีป้องกันปัญหา ผลกระทบที่ไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ผมจะเลือกใช้วิธีการ “กำหนด fake due date” คือ ไม่มีคนรู้วันส่งจริง หรือ แม้กระทั่งตัวผมเองจะรู้ว่า Due date หรือ Date line นั้นมันวันที่เท่าไหร่ก็ตาม แต่ผมก็จะลืมๆมันไปซะแล้วก็เลือก Due date ใหม่ที่มันกระชับกว่านั้น โดยอาจจะ บวกเผื่อเวลาไว้วันสองวันหรือนานกว่าแล้วแต่ว่า งานนั้นมี working period มากน้อยแค่ไหน มันจะต้องดำเนินการทั้งโครงการนานแค่ไหน ผมว่าแค่สร้างเงื่อนไขลักษณะนี้กับ team งานหรือ กำหนดให้กับตัวเอง โอกาสผิดพลาดมันก็จะมีเหมือนเดิมแต่ว่าหลุด Due date นั้นจะน้อยลงไปแล้วแต่ว่าเราจะประเมินระยะเวลาเผื่อไว้มากน้อยแค่ไหนนั่นเองครับ </p>
<p><strong>ประเภที่ไม่มี Due date แน่นอน </strong>เป็นงานส่วนใหญ่ของคนที่เกี่ยวกับการพัฒนางาน สินค้าหรือเป็นงานทั่วไป ที่ไม่ได้มีคนต้องมาบังคับอะไร หรือ ไม่สามารถประเมิน working period ได้แน่ชัด เพราะ จะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาเดินไป ผมขอยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาสินค้าจะเห็นได้ชัดว่า เราไม่สามารถคาดการผลลัพธ์ในการผลิตสินค้าใหม่ออกมาได้ ถ้าหากว่าไม่พอใจหรือว่า การทดสอบผลิต เกิดความผิดพลาดก็แปลว่า ต้อดำเนินการต่อไปเพื่อให้ผล result ที่อยากจะได้ออกมา โดยประเมินเวลาไม่ได้แน่นอน </p>
<p>วิธีการที่ผมคิดว่าน่าจะดีที่สุด ในเรื่องงานที่เป็นลักษณะนี้ คือ “ทำมันเลย” เมื่อไม่มีงานที่มี Due date ที่แน่นอนอยู่ใน task list ของเราครับ เพราะ อย่างที่ผมบอกคือ เรากำหนดวันไม่ได้แน่นอน แต่ว่า เมื่อมันเสร็จแล้ว การที่เสร็จเร็วโดยมากก็น่าจะดีกว่าเสร็จช้าครับ (แต่ไม่ทั้งหมด) ที่ผมบอกว่าไม่ทั้งหมดเพราะว่า เมื่อเวลาเดินไป เราได้ผลการทดสอบหรือ การคิดอะไรใหม่ๆออกมา อาจจะมีเรื่องอื่นๆที่มีข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่คาดคิดเข้ามาได้ (อย่างไม่น่าเชื่อีกต่างหาก) ทำให้จริงๆถ้าหากว่าเรารอเวลาในการทำอะไรออกไปสักหน่อยแล้วเราก็จะได้ข้อมูลเพิ่มที่พระเจ้าประทานมา โอ้วมายกอท.. อะไรประมาณนั้นน่ะครับ (เรียกว่ามันมาเอง เพิ่มเติมให้เรารู้ได้หรือว่าคิดเพิ่มเติมได้ ซึ่งตอนแรก หรือขณะดำเนินการจะยังไม่มี จะยังไงคิด จะยังไม่เห็น) </p>
<p>ทั้งนี้ Task ที่ไม่มี Due date เราสามารถที่จะกำหนด Due date ให้กับมันได้เพื่อเป็นการกำหนด ให้ “ทำมันเลย” เมือ่ถึงเวลา แต่อย่างไรก็ดีถ้าหากว่าคุณมีความคิดจัดการงานแบบ Do it now อยู่แล้ว และ มี sense ในการเลือกงานทำที่ดีอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ต้องระบุ Due date ก้ได้แค่ว่าให้มันอยู่ใน task list หรืออยู่ใน inbox เพื่อให้คุณรู้ว่ามันจะต้องทำนั่นเองครับ </p>
<p><strong>เน้นการเอางานออกไปให้คนที่เหมาะสมช่วยกันทำหรือส่งให้คนที่ทำได้ดีกว่าคุณทำด้วยเวลาที<br />
่น้อยกว่า</strong></p>
<p>การจัดการกับ Task ใดๆของผมส่วนมากแล้วจะต้อง assign หรือ Deligate งานให้กับคนอื่นที่เหมาะสมด้วยเวลาที่เหมาะสมและปริมาณ Load ที่เหมาะสม เพราะผมต้องการเอางานของผมออกจาก inbox หรือ task list ของผมเพื่อให้งานเดิน ครับ ผมก็คิดเหมือนกับว่า ตัวผมเป็นแค่ station เพียงแค่ station เดืยว คุณไม่สามารถที่จะทำงาน multitasking ได้จริงๆหรอกครับ (ถ้าหากว่าทำได้ก็เพราะงานอื่นๆที่คุณทำมันไม่จำเป็นต้องต้องการ focus ใดๆต่างหาก) เราไม่สามารถที่จะมีสมาธิกับสองเรื่องพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์ครับ ถ้าหากว่าคุณเห็นบางคนพิมพ์ computer แล้วฟังเรื่อยที่คุยกันไปด้วย ก็ให้คิดไว้ก่อนว่า ที่เค้าพิมพ์หรือทำอยู่กับ computer นั้นมันต้องการการ focus ที่ไม่มากนัก เช่น อาจจะสั่ง print out งาน อาจจะจัด file ที่ Desktop ให้ดูไม่รก หรือกำลังหา file เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ผมว่าน่าจะทำให้คุณเก็ตไอเดียได้ว่างานที่ไม่ต้องการ focus เป็นอย่างไรน่ะครับ </p>
<p>การ Deligate งานผมเลือกที่จะทำให้เกิดขึ้นแบบทางเดียวเสียมากกว่า เพราะ ถ้าหากว่าคุณยังต้องทำการ two way communicate อยู่แสดงว่าใบงานหรือ note ที่คุณพิมพ์เพื่อบอกงานคนอื่นเค้าทำได้ไม่ดี ไม่สมบูรณ์ และอย่าลืม comment เอาไว้ว่าถ้าหากว่าไม่เข้าใจให้โทรถามได้ทันที แปลว่าถ้าหากว่าไม่มีอะไรสงสัยคุณก็ไม่ต้องรอ Feedback ใดๆจากผู้รับงานครับ นั่นแปลว่าสิ่งที่คุณต้องทำต่อ คือ แค่กำหนด Due date เทียมเพื่อการติดตามงานเท่านั้น เมื่อถึงเวลาคุณก็โทรสอบถามงานและติดตามความคืบหน้าก็เท่านั้นเองครับ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/due-date-type-inbox/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเป็นส่วนตัวบน Facebook ? ฝันไปเถอะไม่มีหรอกครับ ลอง Check ด้วย Privacy Scanner กันดีกว่า</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/facebook-scanner-privacy/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/facebook-scanner-privacy/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 May 2010 00:08:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[facebook privacy scan]]></category>
		<category><![CDATA[facebook problem]]></category>
		<category><![CDATA[social networking]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/facebook-scanner-privacy/</guid>
		<description><![CDATA[Facebook ชอบมั่วนิ่มเกี่ยวกับ Privacy ที่ตัวเองเป็นคนกำหนด โดยการเอาเนื้อหาหรือข้อมูลที่ user ไม่คิดว่ามัน Public เอาไปแสดงมันให้หลาทุกทีไปน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว แนวคิดในการ post content หรือเนื้อหาอะไรก็สุดแล้วแต่ที่หน้า Facebook ผมจะคิดแบบนี้คือ &#34;ทุกเนื้อความ ทุกถ้อยคำ ทุกรูปภาพ และ Link จะต้องบอกต่อไปยังสาธารณะได้&#34; ต้องทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า เมื่อเราเอาภาพขึ้น Facebook ทุกภาพ ถือเป็นของ Facebook ครับไม่ใช่ของเราอีกต่อไป คุณอาจจะคิดถูกว่า คนที่เห็นก็จะเป็นแค่เพื่อนของคุณ มันก็จริงแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณแค่ตั้งว่า เพื่อนของเพื่อนคุณสามารถเห็นได้ แปลว่า คุณเอาภาพไปให้คนแปลกหน้าดูแล้วยังไงล่ะครับ (คุณคิดเหรอครับว่า เพื่อนของเพื่อนคุณจะเป็นเพื่อนคุณในทุกกรณี ไม่จริงหรอกครับ &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/facebook-scanner-privacy/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img title="facebook" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; margin-left: 0px; border-left: 0px; margin-right: 0px; border-bottom: 0px" height="240" alt="facebook" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/05/facebook1.png" width="240" align="left" border="0" />     <br />Facebook ชอบมั่วนิ่มเกี่ยวกับ Privacy ที่ตัวเองเป็นคนกำหนด โดยการเอาเนื้อหาหรือข้อมูลที่ user ไม่คิดว่ามัน Public เอาไปแสดงมันให้หลาทุกทีไปน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว แนวคิดในการ post content หรือเนื้อหาอะไรก็สุดแล้วแต่ที่หน้า Facebook ผมจะคิดแบบนี้คือ &quot;ทุกเนื้อความ ทุกถ้อยคำ ทุกรูปภาพ และ Link จะต้องบอกต่อไปยังสาธารณะได้&quot; </p>
<p>ต้องทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า เมื่อเราเอาภาพขึ้น Facebook ทุกภาพ ถือเป็นของ Facebook ครับไม่ใช่ของเราอีกต่อไป คุณอาจจะคิดถูกว่า คนที่เห็นก็จะเป็นแค่เพื่อนของคุณ มันก็จริงแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณแค่ตั้งว่า เพื่อนของเพื่อนคุณสามารถเห็นได้ แปลว่า คุณเอาภาพไปให้คนแปลกหน้าดูแล้วยังไงล่ะครับ (คุณคิดเหรอครับว่า เพื่อนของเพื่อนคุณจะเป็นเพื่อนคุณในทุกกรณี ไม่จริงหรอกครับ ผมว่าร้อยละ 99 เพื่อนของเพื่อนคุณไม่ได้เป็นเพื่อนคุณที่คุณรู้จักอยู่แล้วหรอกนะครับ คิดผิดคิดใหม่ได้น่ะครับ ) </p>
<p>โดย default แล้วถ้าหากว่าคุณไม่ได้ทำการ setting อะไรกับ privacy setting ของคุณเลย มันจะทำให้เนื้อความ หรือภาพนั้นๆ สามารถเห็นได้ด้วย เพื่อนของเพื่อน ได้ครับ เพราะ ทาง Facebook ก็ต้องการที่จะขยายคนที่เข้ามาเชื่อมต่อกันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ มีระบบ suggest friends เพื่อให้คนที่คาดว่าอาจจะรู้จักกันอยู่ สามารถที่จะ connect เป็น &quot;เพื่อน&quot; กันได้ไม่ยากครับ </p>
<p>ถ้าหากว่าคุณยังไม่มี idea ว่าจะปิด Privacy ให้เหมาะสมได้ยังไงแนะนำว่า ลองเอา <a title="facebook scanner privacy" href="http://www.reclaimprivacy.org/" target="_blank" rel="nofollow"><strong>Privacy Scanner</strong></a> ไปลองใช้ดูครับ มันจะทำหน้าที่ check Facebook settings ของคุณ โดยแนะนำ level ที่มีความปลอดภัยที่สุดที่เท่า Facebook จะให้คุณได้ (แต่ก็ไม่ได้100%อยู่ดีน่ะครับ) เพราะยังไงซะผมก็ขอให้คิดว่าไม่ว่าคุณจะ Post อะไรที่ Facebook มันจะโดน Public ออกได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ </p>
<p>ลองใช้ <a title="facebook scanner privacy" href="http://www.reclaimprivacy.org/" target="_blank" rel="nofollow">Privacy Scanner</a> ดูหน่อยแล้วกันนะครับไม่งั้นคุณได้รับการติดต่อจากคนที่ไม่ได้เป็นเพื่อนคุณได้ครับ ถ้าหากว่าคุณพอใจอย่างงั้นก็ไม่ว่ากันน่ะครับ แต่ว่าผมเคยมีคนติดต่อ มาด้วยถ้อยคำทีไม่ดีสักเท่าไหร่แล้วน่ะครับผ่าน Facebook นี่น่ะหละ จริงๆถ้าหาก่วาผม Tighten privacy กว่านี้อีกหน่อยการติดต่อนั้นก็จะทำไม่ได้น่ะครับ ลองดูเองแล้วกันน่ะครับว่า <a title="facebook scanner privacy" href="http://www.reclaimprivacy.org/" target="_blank" rel="nofollow">Privacy Scanner</a>Facebook มันจะแนะนำให้คุณทำอะไรกับการตั้งค่าของคุณกันมั่ง ?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/facebook-scanner-privacy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผลสรุปออกมาว่า iPhone application ตัวที่ผมใช้มากที่สุด ณ ตอนนี้คือ Skype !</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-iphone-application-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-iphone-application-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 May 2010 15:06:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[gadget talk]]></category>
		<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[iphone]]></category>
		<category><![CDATA[iphone app]]></category>
		<category><![CDATA[iphone application]]></category>
		<category><![CDATA[iphone skype]]></category>
		<category><![CDATA[mobile skype]]></category>
		<category><![CDATA[skype]]></category>
		<category><![CDATA[skype internet call]]></category>
		<category><![CDATA[skype iphone]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-iphone-application-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</guid>
		<description><![CDATA[ผมใช้ iPhone App อะไรเยอะที่สุด ก็อาจจะไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะใช้อันนั้นเยอะสุดครับ อันนี้แล้วแต่ พฤติกรรมของแต่ละคน และ ลักษณะการทำงานของแต่ละคนเช่นเดียวกันน่ะครับ เพราะด้วยผมจะปรากฏตัวอยู่แต่ตำแหน่งที่เป็น wifi zone เท่านั้น (ส่วนใหญ่ยกเว้นตอนอยู่บนถนนซึ่งผมก็ไม่ได้โทรศัพท์ตอนขับรถมากนัก ) ก็จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดของผมจะโดนรังสี wifi อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนี้ ่เอาเถอะครับ บทความนี้ไม่ได้อยากจะบอกว่า มันมีความเสี่ยง wifi ทำให้เป็นหมัน หรือว่ามันมีผลกระทบต่อสมองหรือไม่นั้น ผมไม่รู้แล้ว พวกที่เค้า research กันเค้าก็อนุญาตมันให้ใช้กันโดยทั่วไปมานานมากแล้วน่ะครับ ถ้าหากว่ามันเป็นภัย เราก็คงต้องโดนอะไรกันมามั่งแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอกันตอนนี้เท่านั้นครับ ตอนนี้ผม assume ว่า Wifi เป็นสิ่งปลอดภัยในการใช้งานแล้วกันนะครับ เพราะไม่อยากจะคุยผิดประเด็น(แต่ก็ซัดไปแล้วสามสี่ห้าบรรทัด) เอ .. &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-iphone-application-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/05/skypeiphone3.0.png"><img title="skype-iphone-3.0" style="border-top-width: 0px; display: inline; border-left-width: 0px; border-bottom-width: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; border-right-width: 0px" height="260" alt="skype-iphone-3.0" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/05/skypeiphone3.0_thumb.png" width="242" align="left" border="0" /></a> ผมใช้ iPhone App อะไรเยอะที่สุด ก็อาจจะไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะใช้อันนั้นเยอะสุดครับ อันนี้แล้วแต่ พฤติกรรมของแต่ละคน และ ลักษณะการทำงานของแต่ละคนเช่นเดียวกันน่ะครับ เพราะด้วยผมจะปรากฏตัวอยู่แต่ตำแหน่งที่เป็น wifi zone เท่านั้น (ส่วนใหญ่ยกเว้นตอนอยู่บนถนนซึ่งผมก็ไม่ได้โทรศัพท์ตอนขับรถมากนัก ) ก็จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดของผมจะโดนรังสี wifi อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนี้ ่เอาเถอะครับ บทความนี้ไม่ได้อยากจะบอกว่า มันมีความเสี่ยง wifi ทำให้เป็นหมัน หรือว่ามันมีผลกระทบต่อสมองหรือไม่นั้น ผมไม่รู้แล้ว พวกที่เค้า research กันเค้าก็อนุญาตมันให้ใช้กันโดยทั่วไปมานานมากแล้วน่ะครับ ถ้าหากว่ามันเป็นภัย เราก็คงต้องโดนอะไรกันมามั่งแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอกันตอนนี้เท่านั้นครับ</p>
<p>ตอนนี้ผม assume ว่า Wifi เป็นสิ่งปลอดภัยในการใช้งานแล้วกันนะครับ เพราะไม่อยากจะคุยผิดประเด็น(แต่ก็ซัดไปแล้วสามสี่ห้าบรรทัด) เอ .. เอาเถอะครับ เพราะ ผมอยู่ในเขตที่เป็น Wifi อยู่ตลอดเวลา และจะต้องโทรศัพท์เพื่อติดต่อไปยังโรงงานหรือติดต่อกับ supplier เพื่อคุยเรื่องซื้อของอะไรก็สุดแล้วแต่ และ เนื่องด้วยตอนนี้<a href="http://www.rackmanagerpro.com/got-iphone-3gs/" target="_blank">ผมใช้เป็น iPhone 3GS</a> ผมจะเปิด โหลด program (หรือที่เรียกว่า app ) กันได้เร็วมากมาย ก็ทำให้ผมเลือกที่โทรศัพท์ผ่าน <strong><a href="http://www.rackmanagerpro.com/skype-unlimited-call-plan-promotion-2/" target="_blank">Skype call (ผ่าน wifi)</a></strong> ทุกครั้งที่ผมโทรเลยก็ว่าได้ </p>
<p>ไม่ใช่ว่าผมไม่มีโทรศัพท์มือถือธรรมดาน่ะครับ แท้ที่จริงแล้ว ผมก็มี โทรศัพท์เครื่องที่ทาง office ออกค่าโทรศัพท์ให้ แต่ดูๆแล้ว มันเริ่มไม่เหมาะกับผมแล้วล่ะเพราะว่า ที่ๆผมอาศัยอยู่ไม่ว่าจะเป็นบ้าน office โรงงานและห้องนอน ก็มี wifi ทั้งนั้น ไม่มีเหตุอะไรที่ตจะต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อการ โทรศัพท์ผ่านระบบสัญญาณปกติแม้แต่น้อย </p>
<p>ที่ Skype iPhone app คุณไม่ต้องทำการใส่ชื่อ skype แล้วกรอกเบอร์โทรของคนที่อยู่ใน sim ของคุณแต่อย่างใด เพราะว่า มันจะมีปุ่มให้กด เพื่อเข้าไปเลือก ค้นหา ชื่อคนที่อยู่ใน contact list ใน iPhone ของคุณอยู่แล้ว แล้วก็มี History ที่เก็บ recent call หรือ เบอร์โทรล่าสุดเอาไว้ยังไงล่ะครับ มันก็เหมือนกับการจัดการเรื่องเบอร์โทรศัพท์ของมือถือธรรมดายังไงอย่างงั้นครับ แค่ต่างกันที่ว่า ถ้าหากว่าคุณออก program ไปแล้ว คุณก็ต้องเปิด Skype เพื่อโหลด <strong><a title="skype iphone application" href="http://www.skype.com/intl/en-us/get-skype/on-your-mobile/download/iphone-for-skype/" rel="nofollow">iPhone Skype Application</a></strong> ออกมาใหม่อีกรอบประมาณ 4 -5 วินาทีน่ะครับ เพื่อที่มันจะ sign in แล้ว พร้อมให้เราโทรออกครับผม</p>
<p>ลักษณะ promotion ที่ผมใช้เป็น account ของ office น่ะครับ คือ ปกติแล้วพวกพนักงานแผนกต่างประเทศจะใช้ <a href="http://www.rackmanagerpro.com/skype-unlimited-call-plan-promotion-2/" target="_blank"><strong>Skype account ที่จ่ายเงินเป็นแบบ unlimited World</strong></a> อยู่แล้ว (แปลว่า โทรเข้าประเทศไทยเราก็ไม่มีการ charge เงินเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทั้งเบอร์บ้านและเบอร์มือถือ ) ผมก็ sign in account นั้นน่ะครับ แล้วก็ พวก chat ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะผมก็จะใช้เพื่อการโทรออกเท่านั้นน่ะครับ </p>
<p>ทั้งนี้ถ้าหากว่าผมทำแบบนี้ไปเรื่อยๆแน่นอนว่า AIS จะต้องรู้ตัวว่า ทำไมการโทรของผมมันตกต่ำกว่าเดิมมากนัก ถ้าหากว่าเค้าใจดี อยากจะปรับให้ pro ให้เหมาะสมกับเราเค้าก็จะโทรมาหาเราน่ะครับ ว่าอยากจะปรับโปรเหรอเปล่าเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานโทรออกที่น้อยลงไปเหมือนกับไม่ได้ใช้งานกันเลยก็ว่าได้ แต่ว่า ผมว่านโยบายของค่ายมือถือ นี่ผมว่าเค้าจะไม่ทำ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-iphone-application-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อยากแนะนำว่าร้านอาหารหรือ Shop offline ขายของควรมี Wifi Free ไว้สร้าง WOM</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/wifi-free-shop/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/wifi-free-shop/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 May 2010 14:33:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[business IDO]]></category>
		<category><![CDATA[gadget talk]]></category>
		<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[marketing]]></category>
		<category><![CDATA[online marketing]]></category>
		<category><![CDATA[wifi]]></category>
		<category><![CDATA[wifi free]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/wifi-free-shop/</guid>
		<description><![CDATA[เขียนหัวเรื่องแบบนี้อาจจะคิดแค่ว่า เอา Wifi มาปะไว้หน้าร้าน เพื่อให้คนเข้าร้านมาใช้ มันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองครับ ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด ผมคิดว่า ประเด็นอีกเรื่องที่คุณๆอาจจะยังไม่คิดหรือคิดไม่ถึงนั้นก็คือ โลกของเราเป็นโลกของการ share ข้อมูลผ่านอุปกรณ์มือถือกันแล้วครับ ตอนนี้อย่างที่คุณๆรู้กันว่าผมเปลี่ยนจาก Windows Mobile Phone (HTC Diamond) มาเป็น iPhone 3GS ตัว TOP สุดเท่าที่มันจะมีได้ คือ 32 GB (ไม่รู้ทำไมมันพื้นที่เยอะอย่างงั้น แล้วก็คิดไม่ออกอีกต่างหากว่าจะเอาพื้นที่เยอะๆไปทำไมเพราะเนื้อหาทั้งหมดผมอยู่บน internet อยู่แล้ว) แล้วก็มาสังเกต พฤติกรรมตัวเองว่า ผมใช้มันเพื่ออะไร ทำอะไรกับมันบ้าง มีข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือ ถ้าหากว่าผมเดินทางไปร้านอาหารหรือว่าร้านค้า ถ้าหากว่าเค้าบอกว่า Free Wifi &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/wifi-free-shop/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/05/freewifi.jpg"><img title="free-wifi" style="border-top-width: 0px; display: inline; border-left-width: 0px; border-bottom-width: 0px; margin-left: 0px; margin-right: 0px; border-right-width: 0px" height="140" alt="free-wifi" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/05/freewifi_thumb.jpg" width="240" align="left" border="0" /></a> เขียนหัวเรื่องแบบนี้อาจจะคิดแค่ว่า เอา Wifi มาปะไว้หน้าร้าน เพื่อให้คนเข้าร้านมาใช้ มันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองครับ ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด ผมคิดว่า ประเด็นอีกเรื่องที่คุณๆอาจจะยังไม่คิดหรือคิดไม่ถึงนั้นก็คือ โลกของเราเป็นโลกของการ share ข้อมูลผ่านอุปกรณ์มือถือกันแล้วครับ </p>
<p>ตอนนี้อย่างที่คุณๆรู้กันว่าผมเปลี่ยนจาก Windows Mobile Phone (HTC Diamond) มาเป็น iPhone 3GS ตัว TOP สุดเท่าที่มันจะมีได้ คือ 32 GB (ไม่รู้ทำไมมันพื้นที่เยอะอย่างงั้น แล้วก็คิดไม่ออกอีกต่างหากว่าจะเอาพื้นที่เยอะๆไปทำไมเพราะเนื้อหาทั้งหมดผมอยู่บน internet อยู่แล้ว) แล้วก็มาสังเกต พฤติกรรมตัวเองว่า ผมใช้มันเพื่ออะไร ทำอะไรกับมันบ้าง </p>
<p>มีข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือ ถ้าหากว่าผมเดินทางไปร้านอาหารหรือว่าร้านค้า ถ้าหากว่าเค้าบอกว่า Free Wifi ก็จะควัด iPhone ออกมาแล้วถ่ายภาพ ร้านค้า ร้านอาหารไว้ แล้วก็จัดการ update Twitter + Facebook เพื่อ Share Location บอกพิกัดว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน บอกว่าร้านค้าร้านอาหารนี้อยู่ทีไหน แล้วก็ ถ่ายภาพอาหารหรือของที่คิดว่าน่าสนใจ น่ารักอยากจะบอกคนอื่นครับ </p>
<p>นั้นแปลว่า &quot; <strong>นี่เป็นโอกาสทางการตลาดอย่างแรง !</strong> &quot; ว่าคนที่จะทำหน้าที่ในการโปรโมตร้านค้า สินค้า หรือ ร้านอาหารของคุณ คือ คนที่ควัก iPhone ออกมานั่นเองครับ </p>
<p>ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือ ถ้าหากว่ามี Wifi Free กับไม่มี พฤติกรรมผมจะแตกต่างกันออกไป คือ ถ้าหากว่าไม่ Wifi ผมจะรู้อยู่แก่ใจว่า ผมต้องเปิด EDGE เสียก่อนแล้วก็อยากจะ share อาหารที่ผมกินเพื่อเอาไปอวดคนอื่นเค้า ที่เป็นเพื่อนฝูงใน Facebook หรือ Twitter เพราะว่าอาหารมันน่ากินเหลือเกินหรือว่าของหรือสินค้ามันน่ารักอยากให้คนอื่นได้ซื้อเหลือเกิน&#160; แต่ว่า มัน connect เป็น EDGE แปลว่ากระบวนการ upload file ต่อ EDGE จะเริ่มเป็นอุปสรรคกับผม หรือ เค้าเหล่านั้นที่ชอบมีอาการเหมือนกับผม (sharaholics) แล้วก็อาจจะตัดสินใจไม่กระทำการอะไรก็ได้ครับ นั้นก็แปลว่า อดที่จะ promote ร้านค้าของคุณนั่นเอง (เสียใจด้วยน่ะครับ) </p>
<p>ผมว่าเหตุผลของการได้ promote สินค้าหรือบริการด้วยคนอื่น เหมือนกับที่เป็นลักษณะการบอกต่อ ผ่าน Gadget ปัจจุบันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และ ถ้าหากว่าคุณเห็นโอกาสนี้ แน่นอนว่า อยากจะเปิด Wifi ให้กันแบบไม่ต้อง Lock password กันเลยก็่ว่าได้ลองเอาไปคิดดูเองแล้วกันน่ะครับ </p>
<p>ถ้าหากว่าคุณๆเห็นด้วยกับผมรบกวน share Twitter หรือแม้กระทั่ง Copy เนื้อความนี้ไปเผยแพร่กันได้เลยน่ะครับผมไม่หวงห่วง content แต่ประการใดครับ กะว่าเอาให้พวกร้านอาหาร ผู้ประกอบ ห้างร้านรู้เรื่องนี้ เราจะได้มี Wifi ใช้มันทุกที่ที่เราไปเลยดีกว่าน่ะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/wifi-free-shop/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เครื่องไม่ได้ลงแป้นภาษาไทย แต่ก็พิมพ์ไทยได้ครับ</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/change-eng-keyboard-thai/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/change-eng-keyboard-thai/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 May 2010 03:20:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[english]]></category>
		<category><![CDATA[font]]></category>
		<category><![CDATA[keyboard]]></category>
		<category><![CDATA[language]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/change-eng-keyboard-thai/</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าหากว่าคุณอยู่เมืองนอกเมืองนาแล้วเข้าไปร้าน internet cafe แน่นอนว่า computer ใน internet cafe นั้นจะไม่มีการ install font ไทยเพื่อให้คนใช้พิมพ์ไทยได้ครับ แต่ว่าถ้าหากว่าอยากจะพิมพ์ไทยจริงๆ คุณาอาจจะต้องใช้บริการง่ายๆของเว็ปนี้ครับ หน้าที่ของเว็ปนี้ จะทำหน้าที่ในการแปลงตัวอักษรภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทยแบบตรงๆ เช่น ถ้าหากว่าคุณพิมพ์ fu มันก็จะแปลงเป็นคำว่า &#34;ดี&#34; ครับ แล้วหลังจากนั้นคุณก็ copy แล้วเอาไป paste ใช้กับ email หรือว่า msn chat กับคนไทยได้ไม่ยากแล้วน่ะครับแม้ว่าเครื่อง computer นั้นๆมันไม่มี Font Thai ก็ตามครับ ผมยังไม่ได้มีโอกาสใช้กับสถานการณ์จริงสักเท่าไหร่เพราะว่าพักนี้ผมก็ไม่ได้เดินทางตัวเปล่าน่ะครับ เอา computer &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/change-eng-keyboard-thai/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าหากว่าคุณอยู่เมืองนอกเมืองนาแล้วเข้าไปร้าน internet cafe แน่นอนว่า computer ใน internet cafe นั้นจะไม่มีการ install font ไทยเพื่อให้คนใช้พิมพ์ไทยได้ครับ แต่ว่าถ้าหากว่าอยากจะพิมพ์ไทยจริงๆ คุณาอาจจะต้องใช้บริการง่ายๆของเว็ปนี้ครับ </p>
<p><img style="border-right-width: 0px; display: block; float: none; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; border-left-width: 0px; margin-right: auto" title="thai to Eng" border="0" alt="thai to Eng" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/05/thaitoEng.png" width="498" height="212" /> </p>
<p>หน้าที่ของเว็ปนี้ จะทำหน้าที่ในการแปลงตัวอักษรภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทยแบบตรงๆ เช่น ถ้าหากว่าคุณพิมพ์ fu มันก็จะแปลงเป็นคำว่า &quot;ดี&quot; ครับ แล้วหลังจากนั้นคุณก็ copy แล้วเอาไป paste ใช้กับ email หรือว่า msn chat กับคนไทยได้ไม่ยากแล้วน่ะครับแม้ว่าเครื่อง computer นั้นๆมันไม่มี Font Thai ก็ตามครับ </p>
<p>ผมยังไม่ได้มีโอกาสใช้กับสถานการณ์จริงสักเท่าไหร่เพราะว่าพักนี้ผมก็ไม่ได้เดินทางตัวเปล่าน่ะครับ เอา computer Netbook ส่วนตัวตัวใหม่ของผมไปด้วยทุกครั้งทำให้ไม่ต้องใช้ computer คนอื่นครับ ยังไงซะ ผมหวังว่าถ้าหากว่าคุณรู้ว่ามีเว็ปแบบนี้สักวันก็อาจจะได้ใช้ก็ได้ครับผม Bookmark ไว้ก่อนแล้วกันเนาะ </p>
<p><a title="แปลงอังกฤษเป็นไทย" href="http://www.puttipan.com/thaikeyboard/" rel="nofollow" target="_blank">โดดเข้าไปที่หน้าเว็ปที่ทำแบบนี้ได้จากที่นี่เลยแล้วกันนะครับ</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/change-eng-keyboard-thai/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Post การเมืองหรือศาสนา ใน Wall บน Facebook = Delete account</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/facebook-knowledge-gap/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/facebook-knowledge-gap/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Apr 2010 21:57:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rackmanagerpro</dc:creator>
				<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge gap]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/facebook-knowledge-gap/</guid>
		<description><![CDATA[ผมสังเกตว่าพักนี้มีคนโดนไล่ออกเพราะว่า post comment อะไรแปลกๆที่ไม่น่าจะ post เพราะไม่ฉลาดคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือ เรืองศาสนา (แต่ว่าตอนนี้เรื่องศาสนาก็ไม่ได้มีใครไป post กันหรอกครับเพราะว่ามันก็ไม่ได้เป็นประเด็นร้อนแรงอะไรเป็นพิเศษ) ซึ่ง ตั้งแต่เด็กๆ เราๆ ก็รู้อยู่แล้ว เรื่องใดบ้างไม่ควรพูดในที่สาธารณะไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็แล้ว อันได้แก่ เรื่องความคิดเห็นทางการเมือง (ในกรณีที่มีความรุนแรงมั่วมากมายเกิดขึ้นก็ยิ่งไม่ต้องพูดเข้าไปใหญ่) และ เรื่องศาสนา เพราะทั้งสองเรื่องเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ ที่ไม่สามารถจะปรับจูนกันได้ง่ายครับ สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าสองเรื่องนี้ไม่ควรพูด หรือ กล่าวถึง ก็แนะนำว่ารู้ไว้หน่อยก็ดี เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่สอนต่อๆกันมาครับ เหตุผลว่าทำไมไม่ควรพูดนั้นมันก็เพื่อการรักษาน้ำใจ และ การรักษาสถานภาพทางสังคมที่ตัวเองนั้นมีอยู่ครับ ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติที่แปลกไปถ้าหากว่า เรารู้ว่าคนๆนั้นคิดไม่เหมือนกันเรา (จริงถ้าหากว่าไม่รู้ซะ เราก็ยังคิดกับเค้าเหล่านั้นเหมือนเดิมครับ) หรือว่า เพื่อเป็นการป้องกัน อุบัติภัยอันอาจจะเกิดกับตัวเองได้ครับ เพราะ &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/facebook-knowledge-gap/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img title="facebook delete button" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="181" alt="facebook delete button" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/04/deletefacebook.png" width="240" border="0" /> </p>
<p>ผมสังเกตว่าพักนี้มีคนโดนไล่ออกเพราะว่า post comment อะไรแปลกๆที่ไม่น่าจะ post เพราะไม่ฉลาดคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือ เรืองศาสนา (แต่ว่าตอนนี้เรื่องศาสนาก็ไม่ได้มีใครไป post กันหรอกครับเพราะว่ามันก็ไม่ได้เป็นประเด็นร้อนแรงอะไรเป็นพิเศษ) ซึ่ง ตั้งแต่เด็กๆ เราๆ ก็รู้อยู่แล้ว เรื่องใดบ้างไม่ควรพูดในที่สาธารณะไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็แล้ว อันได้แก่ เรื่องความคิดเห็นทางการเมือง (ในกรณีที่มีความรุนแรงมั่วมากมายเกิดขึ้นก็ยิ่งไม่ต้องพูดเข้าไปใหญ่) และ เรื่องศาสนา เพราะทั้งสองเรื่องเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ ที่ไม่สามารถจะปรับจูนกันได้ง่ายครับ สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าสองเรื่องนี้ไม่ควรพูด หรือ กล่าวถึง ก็แนะนำว่ารู้ไว้หน่อยก็ดี เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่สอนต่อๆกันมาครับ </p>
<p>เหตุผลว่าทำไมไม่ควรพูดนั้นมันก็เพื่อการรักษาน้ำใจ และ การรักษาสถานภาพทางสังคมที่ตัวเองนั้นมีอยู่ครับ ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติที่แปลกไปถ้าหากว่า เรารู้ว่าคนๆนั้นคิดไม่เหมือนกันเรา (จริงถ้าหากว่าไม่รู้ซะ เราก็ยังคิดกับเค้าเหล่านั้นเหมือนเดิมครับ) หรือว่า เพื่อเป็นการป้องกัน อุบัติภัยอันอาจจะเกิดกับตัวเองได้ครับ เพราะ คนเมื่อมีการคุยเรื่องอะไรพวกนี้ คนจะมีอารมณ์ได้ง่ายมาก อย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะเป็นธรรมชาติของวิธีการประมวลผลทางความคิดของคนอยู่แล้วครับ เพราะ ถ้าหากว่าเราเชื่ออะไรแล้วไซร้ เราก็คิดอย่างงั้นโดยเปลี่ยนแปลงได้ยาก และหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ และตกใจ อาการนี้ สมมุติฐานนี้ อาจจะออกแนวจิตๆนิดหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่คนในวงการ การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ รับรู้กันมาได้สักพักใหญ่ๆแล้วครับ ผมไม่ได้มั่วคิดเอง มันเป็น Theory ที่ใช้ได้กับการ reseach สินค้าใหม่ หรือ การสื่อสารโฆษณาสินค้า ครับ และ มันก็เกี่ยวเนื่องกับการรับรู้สิ่งใหม่ที่ตนไม่เคยรู้มาก่อนด้วยเช่นเดียวกันครับ เราเรียกทฤษฏีนี้ว่า &quot;<a title="knowledge gap" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Knowledge_gap_hypothesis" target="_blank" rel="nofollow">Knowledge gap</a>&quot; </p>
<p>วันก่อนผมก็เพิ่งอ่านเกี่ยวกับ ความคิดสุดโต่งที่เราไม่รู้ตัวว่ามันสุดโต่ง เพราะ เราอยู่ในกลุ่มคนที่คิดเหมือนๆกัน และมีการปฏิสัมพันธ์ (contact) ติดต่อสื่อสาร ผ่านสื่อ และ การพูดคุยกับคนที่มีแนวคิดเดียวกัน แล้วเมื่อออกจากกลุ่มที่คิดเหมือนกัน และ รับฟัง หรือในทางตรงกับข้ามอธิบายเกี่ยวกับ เรื่องที่เราคิดว่ามันเป็นอย่างงั้น และ เรื่องที่เราคิดว่าเรารู้อย่างงั้น ให้กับคนที่ไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านั้น ปรากฏว่า &quot;ความคิดและสิ่งที่เรารู้กลับเป็นเรื่องสุดโต่ง&quot; ที่อีกกลุ่มฟังแล้วตกใจ คิดและรู้ ไม่เหมือนกันอย่างรุนแรง ทำให้เกิด Knowledge GAP ขนาดใหญ่ สำหรับทั้งสองฝ่ายที่รับรู้ เรื่องราว ความคิดที่ไม่เหมือนกันนั้น แน่นอนว่าการเกิด Knowleadge gap แบบใหญ่ๆนั้นทำให้คนตกใจ มีอารมณ์ โทสะ และสถาวะกลัวได้ </p>
<p><strong>ลองคิดกลับมาที่เรื่อง online แบบ rackmanager บ้าง ? แล้วมันเกี่ยวอะไร ? </strong></p>
<p>เกี่ยวอย่างแรงน่ะครับ ว่าตอนนี้เรามีปฏิสัมพันธ์กันอย่าง online ไม่ว่ากับเพื่อนจริงๆ หรือเพื่อน online ของเราผ่านเนื้อความที่พิมพ์ และ บันทึกเอาไว้อย่างเป็นระบบ สะดวกต่อการเผยแพร่มากที่สุดตั้งแต่ ประวัติศาสตร์มนุษยชาติจะกระทำได้ นั่นก็คือ การใช้ social media ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter </p>
<p>เหตุผลทางความคิดก็ต้องคิดและกระทำเกือบเหมือนกับโลกจริงนั่นน่ะหละ (ก็ online มันก็โลกจริงเหมือนกันแค่ว่าคนไม่ได้เจอกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/facebook-knowledge-gap/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
