SEO YOUTUBE CLIP ยึด Keyword ด้วย Youtube

building-keyword-lists วิธีลัดการในขึ้นอันดับการค้นหาของ Google วิธีหนึ่งที่คนไม่ค่อยจะสังเกตกันเท่าไหร่ว่าเป็นไปได้คือ การเอา vdo content ใน Youtube ขึ้นให้ตรงกับ Keyword ที่เราต้องการอยากจะได้มาเป็นของตัวเองครับ

ตอนนี้ผมยังไม่รู้หรอกว่าเงื่อนไขอะไรจะทำให้ Clip Youtube มันขึ้นใน SERP (search engine result page) แต่ก็เห็นอยู่หลายครั้งแล้ว ที่สินค้าหรือบริการจะมีการกล่างอ้างถึงใน Youtube Clip ครับ

คุณอาจจะสงสัยว่า อืม ทำไมไม่สนใจที่ image results ตอนที่ค้นหาด้วยล่ะ ก็เพราะว่า ผมคิดไม่ออกว่าจะมีคนที่อยากจะซื้อสินค้าหรือบริการที่อยากจะซื้อด้วยเหตุผลเพราะเห็นรูปเหรอป่าว ยกเว้นสินค้าที่ รูปลักษณ์จะเป็นตัวตัดสินใจให้กับคนที่ทำการค้นหาข้อมูลเหล่านั้นอยู่ครับ เช่น ถ้าหากว่าคุณรับติดตั้งแอร์ คุณอาจจะไปดัก youtube clip ด้วยวิธีการติดตั้งแอร์แบบมือไม่อาชีพทิ้งเอาไว้ แต่ว่าสุดท้ายคุณก็อาจจะบอกว่าถ้าหากว่าจะให้คนอื่นติดตั้งให้ เพราะว่ามันยุ่งยากมากมายแล้วล่ะก็เข้าไปที่ link นี้หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ มันจะตรงประเด็นมากกว่าน่ะครับ

ส่วนมากแล้ว คนที่จะทำการค้นหา Youtube ในประเทศไทยผมเดาเอาก่อนว่า จะดูพวกละครย้อนหลัง หรือไม่ก็รายการโทรทัศน์ ย้อนหลัง เพราะบ้านเมืองเราไม่มี website ที่เป็นสายตรงทางด้านนี้ครับ ไม่เหมือนกับประเทศนอกที่เค้ามีเอาไว้เป็นพิเศษเลย ซึ่งจะไม่ต้องพึ่งพา youtube ในการแสดงผลการค้นหาเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด และอีกเหตุผลคือ บ้านเมืองประเทศนอกนี่เค้าคิดมากเรื่องความเป็นลิขสิทธิ์ครับ แต่บ้านเรา เรื่องนี้ไม่ได้ค่อยใส่ใจสักเท่าไหร่ แม้ Google Youtube จะ serious เรื่องนี้อยู่ก็ตาม แต่ถ้าหาก่วาไม่มีใครมา active อะไรแล้วไซร้ ฤา Google จะออกแรงเพื่อ remove content เหล่านั้นออกไปเองอย่างงั้นเหรอ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าคุณ Google ว่า โคนัน ก็จะเจอการ์ตูนโคนันให้ดูทั้งที่เป็น Conan the Movie และที่เป็นตอนๆ ที่ภาคภาษาไทยเสร็จศัพท์ ซึ่งผมก็ชอบดูน่ะครับไม่อยากจะให้ remove ออกสักเท่าไหร่ ว่างๆผมก็เอา Conan มาดูซะห่นอยเพิ่มความโหดให้กับตัวเองเข้าไปในสายเลือดว่าอย่างงั้น (ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นการ์ตูนให้เด็กๆดูน่ะครับ แต่ถ้าหากว่าคุณผู้ใหญ่ไม่เคยดู ก็จะไม่รู้หรอกว่า มันไม่ค่อยจะเหมาะกับเด็กมากสักเท่าไหร่ ลองดูเองแล้วกันแล้วจะรู้ว่ามันไม่เหมาะน่ะครับ )

นอกจากพวกละคงละครแล้วก็จะเป็น MV เพลงต่างๆครับ พวกนี้จะค้นหาเป็นพวก Karaoke กันเลยซึ่งผมก็ชอบอีกน่ะหละ เพราะว่าจะได้เอาไปฝึกร้องได้ครับ โดยการปรับเสียงให้ออกลำโพงด้านเดียวเท่านั้นจะก็ได้ยินเฉพาะเพลงแล้วเราก็ร้องได้ไม่อั้น ได้อย่างไม่สนใจเรื่องลิขสิทธิ์อีกเหมือนเดิม (ดีเนาะบ้านเมืองเรา เฮ้อ ..)

สุดท้ายแล้ว Youtube จะเป็นแหล่งของข้อมูลพวก How to ทั้งหลายแหล่ เพราะว่า การอธิบายเรื่องราวใดทำเป็น vdo clip เพื่อบอกคนอื่น มันจะทำได้ง่ายและ เข้าใจได้ดีกว่า (แต่ว่าเสียเวลาในการดูเท่านั้นเอง ไม่เหมือนกับที่เป็น text เอาไว้ มันจะอ่านตรงไหนเมื่อไหร่ เร็วแค่ไหนก็ไม่มีคนว่าอะไรน่ะครับ)

เกริ่นมาเสียยาว ก็ผมกำลังจะบอกว่าถ้าหากว่าคุณขายของหรือคุณขายบริการใดๆที่พอจะเล่าเรื่องราวเชิง how to ได้ก็อยากจะให้ทำ content เป็น Youtube file เอาไว้น่ะครับแล้วก็ Post ขึ้นไปเลยครับ โดยวิธีการก็ไม่ยาก คุณอาจจะเลือก TOPIC ที่คุณมีความเป็นมืออาชีพมากๆ เอามาอธิบายให้คนที่ไม่ได้เป็นมืออาชีพเข้าใจ เช่น ถ้าหากว่าคุณขาย wine คุณก็บอกคนอื่นซิครับ ว่าคุณเล
ือกซื้อ wine เพราะเหตุผลอะไรและแนะนำตัวไหน แล้วก็สุดท้าย หรือ ก่อนเข้า clip ก็บอกซะหน่อยว่าคุณเป็นร้านขายไวน์อยู่ไหนอย่างไร มี link website ให้เสร็จคนดูจบก็จะได้เข้าไปดูที่เว้ปคุณยังไงล่ะครับ

เทคนิค และ TIP เล็กๆน้อยเพื่อให้ได้ Keyword ที่อยากได้ด้วย Youtube

นอกจาก content ที่คุณจะต้องคิดว่า อะไรเหมาะกับสินค้าหรือบริการของคุณแล้ว คุณต้องคิดมากเรื่อง SEO เพื่อ Youtube Clip อีกด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไรหรอกครับ ก็คือ คุณจะต้องมี Keyword ที่อยากจะเอามาเป็นพระเอก อยู่ที่ตอนแรกของ Title ของ clip คุณ แล้วก็ประมาณว่าปิดท้ายด้วย Keyword เดียวกันนั้นในเนื้อหาของ Title คุณเช่น "วิธีการเลือกไวน์ — ประโยชน์ของวิธีเลือกไวน์ง่ายๆว่าไวน์ไหนดีไม่ดี"ประมาณนี้น่ะครับแต่ว่าจริงๆแล้วผมว่าช่องมันจะให้กรอกข้อมูลน้อยกว่านี้น่ะครับก็ต้องปรับแต่งคำให้เหมาะแล้วกันแต่ว่าอยากมี Keyword อะไรก็ใส่เข้าไปเป็นคำแรก แล้วก็ในเนื้อหาของ Title มีอีกสักหน่อยซ้ำกันก็เป็นเรื่องดีครับ

ใน Tag  ก็ต้องใส่ Keyword นั้นๆด้วยครับอันนี้เป็น sense อยู่แล้วแต่ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ใส่ก็เสียโอกาสไปซะงั้นครับ

ที่แรกสุดท้าย Description ของ Youtube Clip ของคุณ ผมสังเกตมานักต่อนักแล้วว่า แม้แต่ตัวผมเอง ผมจะกด Link ทันทีที่เข้าไปที่หน้า Youtube ที่แสดง vdo ที่ผมสนใจเพื่อดูว่า เว็ปของตาคนนี้ที่สร้าง Youtube Content เนี่ยะมันหน้าตาเป็นยังไงเผื่อว่าอาจจะมีอะไรที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้อีก เพราะงั้นแล้ว สรุปคือว่า คุณต้องเอา http ลิงค์ของคุณใส่ไว้ที่ Description ไว้ตอนแรกเลยครับ เพราะถ้าหากว่าอยู่ไกลว่าตอนแรกแล้ว มันจะโดนย่อหดหายไม่เห็น link ครับ (เหตุผลก็เท่านี้เอง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ถ้าหากว่ามันย่อคนไม่เห็น link แล้วจะไปกดได้ยังไงล่ะครับ จริงเหรอป่าวอ่ะ ..)

ถ้าหากว่าคุณโชคไม่ดีที่ Keyword ของคุณดั้นมีการทำ Clip youtube ไปเยอะมากแล้ว คุณก็อาจจะตกอันดับ ในการค้นหาด้วย youtube ได้น่ะครับ เพราะงั้นแล้ววิธีการที่คุณจะไปโผล่หน้าแรกได้ก็อาจจะต้องทำการ Post ใน Comment แทนทั้งของ Clip Youtube ที่ keyword ที่คุณอยากจะได้แสดงอยู่ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีการนี้ผมว่าเป็นวิธีการรองมากกว่า เน้นพิมพ์ Title และก็บอกคำอธิบายอะไรให้ดีๆจะเป็นการดีมากกว่ามากน่ะครับเพราะผมเชื่อว่าตอนนี้ไม่มีคนทำอะไรเกี่ยวกับเรื่อง Youtube กันเลยก็ว่าได้

ถ้าหากว่าอยากจะยึดจริงจังกันเลยแบบว่าไม่ต้องให้คนอื่นเข้ามาข้องแวะอาจจะทำ file Youtube ให้มากไว้ เช่น เรื่องเดียวกันทำมัน 5 แบบเลย แล้วก็พิมพ์ title ที่แตกต่างกันก็ได้ เพื่อยึด keyword แบบทั้งหาด เอามันให้หมดว่าอย่างงั้น แต่ว่าข้อสำคัญก็คือว่า "Google รู้นะครับว่า Clip ใดเหมือนกัน" จะโดนเรื่องเป็น เนื้อหาซ้ำซ้อนได้ แต่วิธีการแก้ผมว่าตอนนี้ technology ของ Google เอายังไม่น่าจะทำการเปรียบเทียบภาพ VDO ได้หรอกครับ เค้าก็แค่ดูว่า เนื้อความมีวินาที ที่เท่าๆกันแป้ะเลยเหรอป่าวแค่นั้นเองแล้วก็ดูเวลา post ว่าเพิ่งจะ post เหมือนกันเหรอป่าว แน่นอนว่า มันป้องกัน legitimate duplicate content จริงๆน่ะครับ แต่ว่าเราจะโกงนิดหน่อยก็แค่ว่าใส่ title ให้แตกต่าง ใส่ title ตอนแรกเหมือนกับที่บอกว่า เว็ปไหนเข้าไปในตอนแรกของ vdo ด้วยวินาทีที่ไม่เท่ากันก็เป็นวิธีการแก้ไขแล้วครับ เอาเป็นว่าทำให้มันขนาด file ไม่เท่า ความยาวของ clip ไม่เท่าแค่นี้ Google จะให้หุ่นยนต์หรือ Logic ในการตรวจสอบว่ามันเหมือนกันก็ทำไม่ได้แล้วน่ะครับ (แต่ก็อีกสุดท่าย Google ก็จะพยายาทำมันน่ะครับ แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะทำยังไงได้น่ะครับถ้าไม่ให้คนมามองเองซึ่งแน่นอนว่าคนไม่ทำอยู่แล้วมันถึกเกิน) ความยาวไฟล์เวลาไม่ควรจะเกิน 3 นาที หรือว่าถ้

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • youtube seo
  • การใส่ description ของ youtube ให้ติด seo
  • อันดับในการเสิร์ช youtube
  • seo youtube
  • ใส่ keyword youtube
  • ใส่ลิ้งคีย์เวิร์ดใน youtube

product that fail : โดนตีจากสินค้าประเภทอื่นที่ทำงานแทนกันได้

มีอีกเหตุผลหนึ่งที่สินค้าใดๆที่ออกมาแล้วกลับขายไม่ได้ก็เพราะว่า "มันมีสินค้าอื่นมาทดแทนแล้วมันก็ใช้การได้เหมือนกันซะดว้ยซิ" อาการแบบนี้ผมเจอกับตัวเองเลยน่ะครับ (แต่ว่าเป็น product ของคนอื่นน่ะครับ) นั่นก็คือ กระดาน electronic 

มีอยู่พักหนึ่งที่ผมเคยเห็นสินค้าประเภทนี้วางขายคือมันเขียนขึ้นไปแล้วมันก็ทำการบันทึกเป็น file ภาพออกมาให้ด้วย มันอาจจะทำงานจากแรงกดของปากกาก็ได้อันนี้ผมไม่แน่ใจ หลักการทำงานของมันสักเท่าไหร่หรอกครับ หลักๆจะเอาไว้เขียนเพื่อ present งานกันหรือว่าเพื่อระดมสมองบนกระดาน whiteboard กันน่ะครับ ซึ่งนานๆทีผมก็จะทำน่ะครับ แต่ว่าส่วนมากผมจะใช้เขียนสรุปความและ action ที่จะกระทำมากกว่า แต่ว่าประเด็นคือ สินค้าเหล่านี้จะตายไปในทันที โดยโดนสินค้าที่อยู่คนละหมวดแบบหลุดโลกทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ นั่นก็คือ "มือถือ" ครับ

เพราะว่าตอนนี้มือถือมันถ่ายภาพได้ชัดเจนมากขึ้นครับ แล้วหน่วยความจำก็เหลือเฟือซะด้วยซิ วิธีการใช้ก็เหมือนกับที่คุณๆคิดออกนั่นน่ะหละ ก็คือ ว่าเมื่อเขียนกระดานจบก็ควักมือถือออกมาถ่ายซะงั้น แล้วก็กดส่งไฟล์ไปให้ทุกคนทันทีก็ได้ครับ หรือว่าจะกดสั่ง print ออกมาเลยก็สุดแล้วแต่ว่าคุณทำการเชื่อมต่อ wifi หรือ Bluetooth เหรอป่าวครับ แปลว่า กระดานแบบนี้ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป แล้วก็กลับไปใช้กระดานธรรมดาที่เจอที่ไหนก็ได้ หรือว่าเป็นกระดาษก็ยังได้เล้ย ไม่ต้องเป็นกระดานหรอกถ้าหากว่ากลุ่มมันเล็กมากแล้วสุมหัวกันได้น่ะครับ

เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าสินค้าใดๆ ก็จะโดนสินค้าอื่นๆ ที่อยู่คนละโลกเข้าโจมตีได้อย่างไม่น่าเชื่อเพราะว่ามันแทนการใช้งานกันได้ครับ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำสินค้าอะไรก็แล้วแต่ มันหยุดไม่ได้ครับ คุณก็ต้องหาทางปรับสินค้าของคุณให้ไปตีการใช้งานอื่นๆ ครับ ไม่ใช่มารอให้สินค้าอื่นๆ มาตีคุณซะงั้นครับผม .. ไปตีคนอื่นซะนะ ><

สิ่งที่ขาดหายไปในรถปัจจุบันเพื่อให้รถ . ทำอะไรได้มากขึ้น

ล่าสุดผมไปงาน motor show มาน่ะครับแล้วทีนี้ผมก็ไม่ได้สังเกตรูปลักษณ์หรือ pretty น่ารักๆสักเท่าไหร่ ไม่ได้เพราะว่าตายด้านแต่ประการใดน่ะครับ (เหมือนเดิมแข็งแรง fitness เป็นประจำจะมาตายอะไรตอนนี้ >< ) แต่ว่าสิ่งที่ผมสังเกตอีกเรื่องก็คือ ว่ารถบ้านเราไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้คนที่เป็น Geek ใช้งานเลยแม้แต่น้อยครับ เพราะว่า Bluetooth ถ้าหากว่ารถมีก็มันเอาไว้ใช้กับ hand free ได้อย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าหากว่าจะ install Bluetooth receiver เนี่ยะ น่าจะใช้เป็น แบบที่ transfer ข้อมูลเพลง stereo กันได้เลยไม่ดีกว่ามั้ย เพราะว่าตอนนี้ทุกๆคนก็มี เครื่อง pda หรือว่าพวก smartphone ไม่ก็เป็นพวก iPhone อยู่แล้วซึ่งบอกนี้ก็เป็นเหมือนกับอุปกรณ์ที่บันทึกเพลงเอาไว้ติดตัวไว้ตลอดเวลาครับ แผน MP3 ที่ใส่เนี่ยะถ้าหากว่าจะเลิกก็เลิกไปได้เลยน่ะครับ เพราะว่ามันใส่เพลงก็ใส่ได้น้อยแล้วก็ทำให้รถมีแผ่น CD mp3 ของ copy กองเกลื่อนรถผมว่าเกะกะน่ะครับนั่น

เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่ผมมองเพื่อให้รถมันทำอย่างที่ผมอยากจะให้เป็นก็คือ

- มันต้องนำทางได้แน่นอนว่าถ้าหากว่าผมแนะนำก็จะไม่เอาแบบที่มี GPS ติดไว้ที่รถเพราะว่านอกจากแพงแล้วมันเอาออกมาใช้คันอื่นไม่ได้ด้วย  .

- มันจะต้อง hand free bluetooth ผมได้

- มันจะต้อง Bluetooth แบบส่งผ่านข้อมูลเพลงกันได้

- มันจะต้องใส่ SDcard ได้หรือว่าใส่ Thumbdrive แล้วเอาเพลงมาไล่เปิดได้

สรุปแล้วโดย Default ของรถบางคันผมก็เริ่มเห็นน่ะครับที่มันจะเป็นแบบนี้ แต่ว่าที่ผมเห็นจะไม่ได้มีครบตาม ทีว่านี้ครับ เพราะฉะนั้นแล้วคงต้องหาอุปกรณ์เพิ่มครับ แล้วก็ได้มาแล้วด้วย อุปกรณ์ที่ว่านี้ ก็คือ อุปกรณ์ที่เสียบไฟฟ้าเข้ากับรูเสียบไฟบุหรี่ แล้วก็มันทำหน้าที่รับ Bluetooth ทั้งสองแบบไมว่าจะเป็น hand free และรับเพลงจาก HTC diamond ของผมแล้วก็มัน Transfer เสียงออกไปยังลำโพงสเตอริโอผ่าน FM ครับ โดยการปรับคลื่นของวิทยุให้ตรงกับคลื่นของเครื่องที่ว่านี้มันก็จะได้ยินเสียงจากลำโพงรถแล้วน่ะครับ >< ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอกว่าคลื่น fm เนี่ยะ เราเอามาใช้เพื่อส่งถ่ายข้อมูลเสียงกันได้แบบนี้ แต่ว่ามันทำได้จริงๆน่ะครับ ถ้าหากว่าผมได้รถใหม่มาแล้วผมเอาเครื่องนี้ไปติดตั้งทดสอบใช้แล้วผมจะเอามาโม้ให้ฟังอีกเนาะ

การคิดวางแผนระยะยาวเป็นเรื่องคาดเดา และ ลองคิดให้สั้นเข้าดีกว่าเพื่อการตัดสินใจที่ฉลาดกว่าเดิม

——————————————–
note : ปกติเนื้อความเชิงนี้จะอยู่ที่ blogspot ที่ผมพิมพ์เก็บเอาไว้น่ะครับแต่ว่าปีนี้ผมกะว่าจะยุบเนื้อหาให้เหลือเอาไว้ที่เดียวคือที่ rackmanagerpro.com นี้น่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากว่าอยากอ่านเรื่องประมาณนี้ ก็แวะเข้าไปดูได้ที่ Blogspot ของผมกันได้น่ะครับ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า ผมอยากขขาย ZONE เนื้อหาให้มีความเป็น personal มากขึ้นที่ website แห่งนี้ด้วยน่ะครับ ท่าทางว่าจะเจ๋งดีครับก็ลองอ่านดูเองแล้วกันนะครับเผื่อว่าจะถูกใจเป็นแฟนพันธ์แท้กันได้ครับ
——————————————–

วันก่อนผมมีโอกาสมานั่งคิดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการนำเสนอสินค้าให้กับคนที่มีโอกาสเป็นคู่แข่งได้ในสินค้าที่คตัวเองไม่สามารถที่จะทำตลาดได้ ปรากฏว่า ก็เริ่มคิดว่า ถ้าหากว่าเรานำเสนอและ ลูกค้าคนนี้เกิดทำตลาดได้จะเป็นอย่างไรกัน ปรากฏว่า outcome หรือผลลัพธ์ มันออกมาได้เยอะแบบมากๆ จนแทบคิดไม่ได้ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรกันแน่ ตอนนั้นผมก็คิดว่า เราอาจจะใช้ Decision tree เข้ามาใช้ได้ซึ่งแท้ที่จริงแล้วถ้าหากว่าเป็นเลือกของโลกความจริง (real world situation) ไม่สามารถที่จะใช้ Decision Tree เพื่อกำหนด outcome ได้ในทุกกรณีได้ เพราะมันไม่ได้เป็นตัวเลขยังไงล่ะครับ .. แล้วมันก็ไม่สามารถแปลงผลลัพธ์ทั้งหมออกมาเป็นตัวเลขได้อีกต่างหาก

มันอาจจะเป็นการใช้วิธีคิดที่ผิดวิธีการไปหน่อยก็อาจจะเป็นไปได้ครับ ก็เลยคิดว่า มันเป็นเรื่องของการคิดแบบ Game theory หรือเปล่าน้า แต่ก็อีก สมมุติฐานหนึ่งของ Game theory คือ เรารู้เขารู้เราและผู้เล่นทั้งสองฝ่ายมีความเป็น rational สุดๆ หรือเรียกได้ว่า Logic สุดๆเท่าที่โลกเราจะคิดได้ครับ ซึ่งแปลว่าเรื่องนี้จะผ่านกระบวนการคิดอย่างจริงจังทั้งสองฝ่าย นั่นก็แปลความได้เหมือนเดิมน่ะครับ เอาแค่ว่า ตัวผมคิดก็คิดไม่ได้ทั้งหมดแล้ว หรือว่าก็ไม่ได้มีเหตุมีผลได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนั้นครับ ก็เลยคิดเอาว่า อย่าไปคิดอะไรอย่างงั้นดีกว่าครับ

ลองกลับไปมองอีกแบบว่า เราคิดอะไรที่มันเยอะ case และผลลัพธ์ที่จะออกมามันทำนายผลไม่ได้ทั้งหมด ก็เลยต้องคิดให้ง่ายกว่าเดิมน่ะครับ คือ คิดแค่เหตุผลตรงหน้าพอ (ไม่ต้องคิดลึก) เพราะอะไรน่ะครับ เพราะถ้าหากว่าเรารู้ผลลัพธ์มากขึ้นการคิดตัดสินใจใดๆมันจะง่ายมากขึ้นดว่าเดิมยังไงล่ะครับ เหตุผลก็ง่ายๆแค่นี้น่ะหละครับ ..

ตัดสินใจเรื่องเล็กง่ายกว่าตัดสินใจในเรื่องใหญ่ เรื่องแบบนี้ผมไม่ต้องบอกใครๆก็รู้แต่ว่าคนเรามักอยากจะคิดและตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญในผลลัพธ์นั้นๆ ถ้าหากว่ามันออกมาดีครับ แต่ว่าถ้าออกมาไม่ดีก็ลืมๆไปซะ ก็ไม่ได้มีใครจะมาว่าได้กันได้อยู่แล้วล่ะครับ ใครๆก็รู้วิธีทางหนีทีไล่ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นการใช้ time delay ปล่อยมันช้าหน่อยคนอืน่ก็จะลืมไป หรือว่าจะใช้วิธีการหาเหตุผลใดๆ เพื่อให้เป็นแพะแทนก็ได้ไม่ยากน่ะครับ เรื่องแบบนี้คุณเจอเองคุณก็จะคิดออกได้ไม่ยากว่าจะต้องโบ้ยไปยังเหตุผลเรื่องใดครับ

การตัดสินใจเรื่องเล็กๆไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้คิดใหญ่แต่อย่างใด การตัดสินใจเรื่องเล็กแปลว่า มันจะตัดสินใจได้ไม่ยาก คิดไม่ยาก และ เราจะรอให้เกิดผลลัพธ์ออกมาก่อน เพื่อตัดสินใจเล็กครั้งต่อไปน่ะครับ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดไปเราก็แค่ ซอ่มมันเท่านั้นเอง ไม่จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ถอยไม่ได้หรือว่ากลับลำไม่ได้ ลองคิดดูซิครับ ว่าถ้าหากว่าเราตัดสินใจโดยเหมารวบเรื่องทั้งหมดให้เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ตัดสินใ
จไปซะ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดไป แล้วเกิดการลงทุนไปแล้ว เราจะเกิด sunk cost หรือต้นทุนจมที่ผมเคยอธิบายเอาไว้แล้วก่อนหน้า (ที่ http://rackmangaer.blogspot.com ค้นหาคำว่า sunk cost ครับ) ทำให้คนเราหลงผิดหนักไปเรื่อยน่ะครับ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า คุณโดนจิตตัวเองหลอก ทำให้ตัดสินใจต่อไปด้วยความผิดพลาดที่ตัวเองก็ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่าจะทำอะไรให้เดินหน้าด้วยเวลาอันสั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ คิดการใหญ่ ตั้งเป้าหมายเอาไว้แค่ในใจก็ได้ว่าจะทำอะไร แล้วก็ลองเดินดุ่มๆทำดู กล้าตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ โดยต้องทำเรื่องทั้งหมดให้เป็นเรื่องเล็กด้วยน่ะครับ เราก็จะตัดสินใจได้ด้วยตัวเองแบบว่า ถ้าคิดผิดก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ซ่อมมันได้ไม่ยากไม่มีทุนจมทางความคิดอีกตะหาก ตัวอย่าง ที่ผมเห็นก็ออกจะมีเยอะแยะน่ะครับ เรื่องทำการเรื่องใหญ่ให้เป้นเรื่องแล้วตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น น้องผมจะโดน assign ให้ออกแบบลายผ้าแล้วก็เอาเข้าหน้าร้านเพื่อขาย สิ่งที่พึงกระทำก็คือ ทำให้ของมันมีปริมาณไม่มาก ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเริ่มเป็นเรื่องเล็ก เราสั่งผลิตได้เองในปริมาณไม่มาก แล้วเอาไปลองขายดูหน้าร้าน ดูว่ามันอยู่นานแค่ไหนกว่าจะมีคนเห็น โดยการ promote มันให้สุดๆเท่าที่จะทำได้ (เพราะว่าตอนนี้การ promote ไม่ได้ถือเป็น Cost แต่ประการใดๆ ไม่ว่าจะเป็น Promote ่ผ่านหน้าเว็ป หรือการวางย้ายตำแหน่งสินค้าเพื่อให้เห็นได้โดดเด่นก็ได้) แล้วสิ่งที่ทำก็รอครับว่ามันขายมากแค่ไหน แค่นี้ เราก็จะได้ "ข้อมูลเพิ่ม" เพื่อเอาตัดสินใจเล็กๆต่อไปครับว่าจะทำเพิ่มมั้ย เท่านั้นเองครับ ผมยกตัวอย่างแบบนี้มันดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนที่ใครๆเค้าก็ต้องทำแบบนี้ แต่ว่าผมอยากจะบอกว่า ทุกคนไม่ได้คิดแบบนี้เหมือนกันหมดหรอกครับ ถ้าหากว่าคนที่มีอีโก้ หรือมีการทำงานแบบ aggressive แล้ว จะมีการทุ่มทุนสร้างโดยไม่สนใจแบ่งเรื่องให้มันเล็ก ก็คนมันใหญ่ก็ต้องคิดใหญ่ ตัดสินใจเรื่องให้ใหญ่ยังไงล่ะครับ ผมก็ชอบน่ะครับ มันดูเท่ห์ดี แต่ก็อีกถ้าหากว่าคิดแบบ rational หน่อยแล้ว การแบ่งเรื่องให้ tiny ๆ น่ารักๆลงเพื่อการตัดสินใจให้ง่าย และ รอให้ได้ข้อมูลเพิ่มกลับเป็นเรื่องที่ฟังดู make sense กว่ามากๆ ถ้าหากว่าไม่ได้มีคนบอกก็ไม่ได้ฉุกคิดกันได้ง่ายๆ ครับ เอาเป็นว่าถ้าหลงมาอ่านก็เตือนพี่ๆเพื่อนๆน้องๆหน่อยแล้วกันนะครับว่า เรื่องแนวคิดแบบนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องฉุกคิดขึ้นมาครับ อย่าหลงมัวเมากับความมันส์ เพื่อที่จะชนะกับข้อมูลที่แม่นขึ้น เพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นดีกว่าน่ะครับ

เรียนรู้การ Blogging เพื่อการค้า ร้านค้า หรือ โปรโมตร้านค้าทั้ง offline และ online

ร้านค้าทำไมต้อง ฺBlog  Blog เพื่อร้านค้า นี่ผมหมายถึงอะไร ผมจะเล่าให้ฟังก่อนแล้วกันนะครับ ก็คือ ตอนนี้ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า การ Blogging ด้วย WordPress เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้หน้าร้านค้าได้ถูกแสดงที่หน้า Google จากคำค้นหาใดๆ ได้ง่ายกว่าสมัยก่อนมาก เรียกได้ว่า อาจจะต้องมีความรู้มากนัก ก็สามารถที่จะใช้ WordPress เพื่อบอกได้ว่า ร้านค้าของเรามีตัวตน แวะเข้ามาที่ร้านหน่อยซิ หรือว่าอย่างน้อยที่สุด เค้าก็จะมาเจอเว็ปไซท์ของเรา ที่เราพิมพ์เนื้อความต่างๆเอาไว้ ทั้งที่มีประโยชน์และไร้สาระสำหรับเค้าเหล่านั้นครับ

เหตุผลที่ร้านค้าจะต้อง Blog

เหตุผลว่าการ Blogging จะทำให้ขึ้นอันดับด้วย Keyword ใดๆนั้นจะเป็นเรื่องที่สามารถค้นหา Google เอาเองได้ว่า จะทำได้อย่างไร เพราะ มีสื่อหรือ course สอนเอาไว้มากมาย (ก่ายกอง) แล้วถ้าหากว่ามีความเข้าใจ และศึกษามัน ผมว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้น่ะครับ เพราะ ฉะนั้นแล้ว หลักการพื้นฐานของการ Blog เพื่อร้านค้าเพื่อคาดหวังผลของคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ก็น่าจะไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นเกินไป หากว่าร้านค้าของคุณเป็นร้านที่เฉพาะเจาะจง หรือ ที่เรี่ยกว่าเป็น Niche ครับ

แล้วเหตุผลที่เหนือไปกว่านั้นอีกก็คือ เว็ปไซท์ที่คุณเข้ามานี้เป็นเว็ปที่คนหลงทางเข้ามาผ่าน Google search Engine เกือบทั้งหมด แล้วคำค้นหาที่ไหลเข้ามาที่เว็ปนี้ก็เป็นแบบจิปาถะเอามากๆ แต่มี scope ของเนื้อความที่แน่นอนครับ นั่นก็คือ เรื่องราวประมาณที่ผมพิมพ์และเล่าให้ฟังทั้งหมดที่อยู่หน้าเว็ปแห่งนี้ยังไงล่ะครับ ผมก็จะพูดเรื่อง การใช้งาน Skype เพื่อโทรไปหาเพื่อนๆ หรือโทรไปหาสาวๆผ่าน VOIP ของ Skype ได้แบบเหมาจ่าย หรือว่าอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่น ใช้ Windows Mobile เพื่อต่อ Skype ผ่าน Wifi ก็สามารถทำได้ เป็นต้น เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ผมสนใจอยู่แล้ว เพราะมีน้องผมอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องโทรไปหาบ้างบางครั้ง หรือว่าที่ Office ก็จะต้องมีพนักงานแผนกต่างประเทศ ติดต่อลูกค้าทั่วโลกอยู่เป็นประจำ

คนไหนผ่าน Keyword แบบหางว่าวเข้าเว็ป Blog

นอกจากนี้เนื้อหาที่เล่าบนหน้า rackmanagerpro.com แห่งนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องจิปาถะมากมายอะไร ก็ทำให้คนที่หลงเข้ามาจะเป็นแนวเดียวๆกัน คือ คนที่ใช้ internet เป็นประจำ เพื่อาการติดต่อ  หรือ เป็นคนที่หลงเข้ามาเพราะว่าเจอปัญหาแบบเดียวกับที่ผมเคยเจอ และผมก็พิมพ์บอกวิธีการแก้เอาไว้แล้วเก็บเอาไว้ เพราะว่า แม้ตัวผมเองก็ Google เว็ปตัวเองเพื่อดูว่าผมเคยพิมพ์เพื่อบอกตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆเอาไว้ว่าอย่างไร (ล่าสุดที่ผมก็ Google ว่า Google Chrome extension Twitter ที่ผม Google แบบนีก็เพราะว่าผมจำไม่ได้ว่าอีกเครื่องผมลง Chrome Extension อะไรเอาไว้น่ะครับ ตอนนี้มันยังไม่มีระบบ Extension Sync ก็ต้อง install by hand กันไปก่อนน่ะครับ  ..)

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเรื่องเชิงเดียวกันครับ ทำให้คนไหลผ่านการค้นหาบน Google มาเป็นแบบ หางว่าว … แต่ทั้งหมดเป็น scope แบบเดียวกันครับ  .. แปลว่า "ถ้าหากว่าคุณเป็นคนในวงการอะไรก็แล้วแต่ แล้วพิมพ์หรือ Blog เกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง หรือ เรื่องต่างๆในวงการตัวเอง หรือ เรื่องที่ตนเองสนใจแล้ว คนที่สนใจเรื่องราวคล้ายคลึงกัน ก็จะใช้คำศัพท์ แล้วค้นหาเจอเว็ปของคุณยังไงล่ะครับ"

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่า Blog เพื่อ Keyword มันเป็นยังไงกัน

ลองคิดดูดีกว่าครับ ถ้าหากว่าคุณขาย Delivery "ข้าวเหนียวผสมหมูสับ" และ จัดส่ง
ข้าวเหนียว ทั่วประเทศ ไม่จำกัดจำนวน (อ่ะ Business นี้ผม make ขึ้นมาน่ะครับ ) แน่นอนว่ามันเป็น Niche และเป็นเอามากๆด้วยเพราะว่า ไม่มีคนกิน ข้าวเหนียวใส่หมูสับ พร้อมกันเอาเข้าปากหรอกนะครับ ยกเมฆมาให้เห็นครับ ทีนี้ วันๆคุณว่างๆก็ทำการเขียนเรื่องราว "ข้าวเหนียวใส่หมูสับ" ที่คุณขายไปเรื่อยๆ ถ้าร้านคุณเริ่มมีคนสนใจบอกต่อ เค้าก็อาจจะค้นคำว่า "ข้าวเหนียวหมูสับ" ก็เป็นไปได้นะครับ เมื่อค้นหาแล้วก็จะมาเจอเว็ปคุณยังไงล่ะครับ ( แน่นอน ตอนนี้ถ้าหากว่า คุณ Google ว่า ข้าวเหนียวหมูสับ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเจอเว็ปผมแทนน่ะครับ) แต่ว่า ผมไม่ได้บอกให้คุณพูดแต่ ข้าวเหนียวหมูสับของคุณแต่เพียงอย่างเดียว คุณต้องเล่าเรื่องต่างๆ นานา ที่จะเกี่ยวข้องกับ การทำ Business ของคุณครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งสินค้า ส่งไปแล้วลูกค้าชอบมากมาย หรือ เรื่องใดๆที่อยู่ในวงการขายของแบบคุณครับ ผมบอกไม่ได้หรอก ว่ามันจะต้องมีเนื้อหาประมาณไหน เพราะคุณเท่านั้นที่จะรู้ว่า คุณรู้อะไร ? (ผมจะรู้มั้ย ) มันจะเป็นการเพิ่ม List ของคำที่คาดว่าจะเกี่ยวข้อง โดยที่คุณแทบไม่รู้ตัวเองเลยครับ และถ้าหากว่าคุณทำมันอย่างเป็นล่ำเป้นสัน ต่อเนื่อง คงที่คงเส้นคงวา ผมว่าสักวันคุณก็จะมีคนไหลผ่าน Google ด้วย Keyword ที่เกี่ยวข้อง(บ้าง)เข้ามาซึ่งอาจจะเป็น Potential Buyer ของคุณก็เป็นได้น่ะครับ

ตัวอย่างคนที่บอกว่า การรายได้ของเค้ามาจากการ Blogging เช่น คุณพัชร จาก iHear ครับจาก content ล่าสุด เค้าพิมพ์บอกเอาไว้ว่า วงดนตรีสำหรับงานแต่งงาน iHear ได้รายได้มาจากการ Blogging เป็นสัดส่วนประมาณ 70% เฉพาะ Blog ของตัวเค้าเองครับ และ ถ้าหากว่ารวมจาก Blog ของเพื่อนๆในวงเค้าอีกอีก 15% ก็แปลว่า รายได้จากการขายวงดนตรีแต่งงานได้นั้นมากถึง 85% กันเลยทีเดียว !

การประเมินว่าลูกค้าเข้ามาหาเราได้จากทางไหน

สำหรับเรื่องวงดนตรีเพื่องานแต่งงาน iHear เดาเอาว่าไม่ได้มีระบบ shopping cart อะไรเพื่อบอกตัวเลขว่าแหล่งรายได้มาจากไหนแต่ก็สามารถประเมินเป็นตัวเลข Customer ที๋โดน Lead เข้ามาเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถกระทำได้จาก "การถาม" ว่าคุณรู้จักเราได้อย่างไรครับ ผมว่าต้องถามน่ะครับถ้าหากว่าไม่ถาม เราจะไม่รู้หรอกครับ ว่าเราควรจะเน้นทางไหนและ จะบอกได้อย่างไรว่า หนทางการ promote แบบไหนเป็นหนทางที่ดีที่สุด หรือว่าถ้าหากว่าอยากจะเน้นจะต้องเน้นไปในทิศทางไหนกันแน่ครับ

สรุปเรื่องที่โม้มาให้สั้นลงหน่อย

คุณสามารถที่จะ Blog เพื่อให้คนไหลผ่านหน้าเว็ปของคุณแล้วมาเจอสินค้าหรือบริการใดๆของคุณก็ได้ การ promote จะมีคู่มือและตำรามากมายเพื่อทีจะทำให้ Blog คุณติดอันดับด้วย Keyword ใดๆก็สามารถทำได้ หรือว่าจ้างเอาก็ยังไง เพราะว่า คนที่ทำ SEO สำหรับ WordPress จะทำได้ง่ายกว่า website ประเภทอื่นๆ (โครงสร้างเค้าออกแบบเอาไว้เป็นอย่างดีแล้วน่ะคัรบ แต่ก็ต้องรู้สักหน่อยว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้นเอง )

ถ้าหากว่าคุณมีร้านค้า Online ผมไม่อยากจะให้คุณ promote แต่ link ที่เข้าไปที่ร้านค้าเพื่อทำ Hard Sell แต่เพียงอย่างเดียวครับ ( hard sell ก็คือ หน้าเว็ปที่บอกว่า สินค้าอะไร ภาพเป็นยังไง แล้วก็คุณสมบัติมันคืออะไร ) อยากจะให้ Promote ผ่านทาง Blogging มากกว่า เพราะ การที่คุณเล่าเรื่องราวของสินค้าของคุณได้ มันจะเป็น story หรือเนื้อความที่เกี่ยวข้องให้กับสินค้านั้นๆ แต่คุณเป็นคนควบคุมว่าอยากจะให้ภาพลักษณ์ของสินค้าออกมาเป็นอย่างไร ได้ด้วยตัวเอง แนะนำว่าถ้าหากว่าคุณจะ Blog การนี้อาจจะเลือก Domain คนล

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • บล๊อกเพื่อการค้า
  • เปลี่ยนคีย์บอร์ด iped2

ใช้ Gmail เป็นศูนย์ตรวจเมล์ทุกๆเมล์ของเราเองทำได้ง่ายมากเลย

( clip ด้านบนนี้ไม่มีเสียงน่ะครับ ไม่ต้องพยายามเปิด volume หรอกครับ )

คนทีใช้ Gmail ถ้าหากว่าอยากจะทำให้ Gmail เป็น Center ของทุกๆเมล์ จะได้ไม่ต้องไป check email ที่อื่นทีไหนอีกต่อไป (ยกเว้น hotmail น่ะครับเพราะว่าผมยังหาวิธีการทำไม่ได้ครับ) ก็ใช้ วิธีการที่ผม upload เอาไว้ให้ดูน่ะครับ ทำแค่นี้ก็ส่ง email ก็สามารถเลือกได้ว่าจะส่งเป็น email อันไหน แล้วก็การรับเนี่ยะ มันก็จะส่งไปที่ Gmail ที่เดียวทุกครั้งไปครับ ลองดูแล้วกันนะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ตรวจเมล์
  • automatically forward gmail ไปหลายผู้รับ
  • clip forward mail auto
  • gmail forward mail ยังงัย
  • ตั้งค่า Auto forward mail
  • ตั้งค่า auto forward mail gmail
  • ตั้งค่า fw เมลล์ gmail
  • ตั้งค่า mail auto forward

ประมวลพฤติกรรมการซื้อของ online คนไทยที่(ไม่)เหมือนกับชาวโลกประเทศอื่น

ecommerce 

e-commerce เปลี่ยนพฤติกรรมการขายและซื้อแบบไทยจากโลกจริงกันอยู่หลายประเด็นมากทีเดียว และพฤติกรรมการซื้อและขายของคนไทยก็มีเอกลักษณ์จากคนประเทศนอกอีกต่างหาก ถ้าหากว่ารู้อย่างงี้ก็ทำไปตั้งนานแล้ว แต่ผมเองก็ไม่ได้ถึงกึ๋นคนไทยสักเท่าไหร่หรอกครับ ต้องให้คนอื่นเค้ามาบอก และ ก็ต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้น่ะครับเรื่องแบบนี้ แยกเป็นประเด็นๆได้ต่อไปนี้น่ะครับ

คนไทยไม่ใช้ระบบ shopping cart : อันนี้วัดได้จากการซื้อสินค้าผ่านหน้าร้าน online ที่ผม set up เอาไว้การซื้อการขายเกิดขึ้น โดยคนซื้อไม่ได้เข้าไปกดปุ่มๆ ที่ซับซ้อน (สำหรับเค้าเหล่านั้น) ซึ่งตัวผมเองมีมุมมองว่า เป็นเรื่องจำเป็นน่ะครับ ที่จะต้องกรอกข้อมูลแล้วเลือกซื้อสินค้าจากระบบที่ทางเว็ปไซท์มี ซึ่งผมก็คิดของผมไปคนเดียวน่ะหละ คนอื่นเค้าไม่ได้คิดแบบผมน่ะครับ

คนไทยใช้โทรศัพท์คุยกันเพื่อความอุ่นใจ : เพราะประเทศเราการขายของยังคงต้องการความอุ่นใจว่าสินค้าเหล่านั้นมีผู้ขายอยู่จริง หรือ มีตัวตนอยู่จริง ต้องการการต่อรอง เหมือนกับได้คุยกันปกติ การโทรศัพท์ หรือลงเบอร์มือถือเอาไว้ที่หน้าแรกของร้านค้ากลับกลายเป็นเรื่องจำเป็น มันไม่เหมือนกับประเทศนอก ตรงนี้น่ะครับ คือ ต่างประเทศเช่น US ถ้าหากว่าโทรไปยังเบอร์ที่อยู่นอกเขตตัวเองจะโดนการ เรียกเก็บเงินสำหรับการโทรครั้งนั้นๆได้ครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ขายก็ต้องมี online chat หรือ เป็น Live chat เอาไว้คุยได้ทันที หรือไม่ก็ต้องเสียเงินเอาเบอร์ TOLL FREE มาน่ะครับ ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างแรงกับคนไทยมาก เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่การโทรศัพท์ติดต่อกันด้วยมือถือถูกที่สุดในโลกแล้ว (คนรับบางประเทศต้องเสียเงินอีกน่ะครับไม่อยากจะบอก) เพราะฉะนั้นการโทรเพื่อถามราคา หรือ เพื่อพิจารณาว่ามีตัวตนจริงเป็นเรื่องที่คนไทยจะทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับผม

ความดูดีของหน้าร้านไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญนัก : เนื่องจากพฤติกรรมสองข้อที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า shopping cart ก็ไม่มีคนใช้ โทรศัพท์คุยกันดีกว่ามั้ยง่ายดี แล้วก็รู้อีกว่ามีคัวตนเว็ปไซท์กันอยู่จริงแล้ว หน้าตาของเว็ปไซท์ ไม่ต้องแตกต่างอะไรกับคนอื่นมากนักก็ได้ เพราะยังไง้ยังไงก็ต้องได้คุยกันดูก่อนอยู่ดี แค่ว่าเอาสินค้าไปแสดงให้เห็นก็พอแล้ว คุณจะใช้เว็ปไซท์สำเร็จรูปที่เหมือนๆกับคนอื่น ก็ไม่ได้ว่าอะไร เหมือนว่าโลกนี้มีแต่เว็ปสำเร็จรูปกันทั้งหมดน่ะหละ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนเค้าทำๆกัน

คนขายไม่ update สตีอกสินค้า : ไม่ใช่เพราะว่า back office ของระบบสำเร็จรูปไม่มีให้ update แต่เป็นเพราะคนซื้อต่างหาก มีการติดต่อสั่งซื้อผ่านวิธีการอื่นๆ เช่น การโทรศัพท์ เข้าไปแล้วก็สั่งซื้อเอาสินค้าออก คนที่จัดส่งสินค้าก็ไม่ได้เป็นคนทำระบบหลังร้าน อาจจะเป็นแค่ลูกจ้างเพื่อให้จัดการเรื่องสต้อกแล้วส่งของเท่านั้น หน้าร้าน online เลยทำหน้าที่เหมือนเป็นแค่ catalogue เฉยๆ จำนวนหรือปริมาณของพร้อมขายก็จะไม่มีความแน่นอนถูกต้องแต่อย่างใด อันนี้จะเป็นทั้งเหตุและผล ทำให้คนซื้อต้องโทรมา check สินค้าก่อนทุกครั้งว่า สินค้าที่เค้าสนใจมันมีหรือไม่ (ถ้าหากว่าใช้ shopping cart ไปแล้วก็เสียเวลาเปล่า เพราะว่าของอาจจะมีหรือไม่ก็ไม่รู้) พฤติกรรมการซื้อ เลยถูก form ตัวขึ้นมาว่าต้องโทรคุยกันครับ

สินค้าที่วางขายหน้าร้านเป็นแค่ภ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อ
  • การซื้อของออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อโทรศัพท์มือถือ
  • พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์
  • พฤติกรรมคนซื้อของออนไลท์
  • พฤติกรรมการบริโภคสินค้าต่างประเทศของคนไทย
  • พฤติกรรมคนไทยกับการซื้อของ online
  • พฤติกรรมในการเลือกซื้อของออนไลน์ pdf
  • พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ ต่างประเทศ

เอา Live Messenger ปะไว้ที่หน้าเว็ปวิธีเพิ่มยอดขายของร้านค้า online ที่ทุกร้านควรมี

live chat msn messenger มีหลายเว็ปที่มี live chat ผ่าน service อะไรแปลกๆน่ะครับ เช่น มีการเก็บเงินเป็นรายนาที เมื่อมีการใช้งานหรือว่าก็จะเป็น script ที่สร้างเอาไว้เฉพาะเพื่อการนี้ แต่ผมว่ามันไม่ได้จำเป็นซะขนาดนั้นหรอกครับ เอาแค่เมื่อมีคนเข้ามาที่หน้าร้าน (ถ้าหากว่าเป็น website ขายของ) หรือ web บริษัทคุณแล้ว เห็นว่า คุณ online MSN ก็น่าจะพอแล้วน่ะครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมอยากจะเอาวิธีการทำให้หน้า webpage ของเรามี msn messenger status แสดงเอาไว้ครับ

วิธีการก็ไม่ยากน่ะครับ ก่อนอื่นต้อง sign in msn เอาไว้ก่อนน่ะครับ (หรือว่าจะ sign in Hotmail เอาไว้ที่หน้า browser กอ่อนได้เหมอืนกันน่ะครับ)  แล้วจึงเข้าไปที่ Link นี้ครับ เพื่อทำการปรับให้ใครก็ได้เห็นสถานะ online ของ msn ของเราครับ หลังจากนั้นก็ไปเอา code เพื่อมา embed เข้าไปที่หน้าเว็ปใดๆก็ได้จาก Link นี้น่ะครับเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จภาระกรรมครับผม

ผมว่าถ้าหากว่าเป็นร้านค้า online การที่อยู่ๆจะมีคนหลงทางเข้าที่หน้าร้าน (หน้าเว็ป) แล้วเค้าเกิดสงสัยอะไรขึ้นมาแล้วตอบกลับไปได้ทันทีจะมีประโยชน์มากๆนะครับ ทำให้ปิดการขายได้เร็วกว่า ถือว่าเป็นบริการให้กับลูกค้าได้ทีเดียวครับ คนพวกนี้สะดวกที่จะพิมพ์มากกว่าครับ อาจจะเป็นเพราะว่าเค้าอยู่ในตำแหน่งหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสมกับการคุยสอบถามเพื่อซื้อของไร้สาระจากเว็ปคุณ เช่น เค้าอาจจะอยู่ที่ office เค้าอาจจะอยู่ที่ห้องประชุม และอื่นๆครับ ทำให้คุยโทรศัพท์ไม่ได้ การพิมพ์ต่างหากที่จะทำให้คนพวกนี้ได้มีโอกาสถามข้อมูลสินค้าครับ เป็นการเพิ่มโอกาสขายได้สูงมากมายกันเลยทีเดียว

ส่วนตัวแล้ว ผมเองถ้าหากว่าเข้าไปที่หน้าเว้ปไหนแล้วมี Live chat ผมจะกดเพื่อเข้าไปคุยสอบถามปัญหาที่ค้างคาใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่เว็ปไซท์นั้นเสนอทันทีน่ะครับ ก็เอาเป็นว่าไม่ต้องไปหา script ประหลาดอะไรที่ไหนมาใช้หรอก ใช้ Msn messenger เพื่อเอามาปะไว้ที่หน้าเว็ปแบบนี้ได้ก็ใช้การได้แล้วน่ะครับ รับรองเห็นผลทันตาแน่นอนครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • msn ร้านค้า
  • msn แปะ หน้า web
  • มี msn live chat ไว้ติดต่อ

Google Checkout Store Gadget เอาสินค้าไปปะไว้ที่เว็ปตัวเองได้ง่ายๆ

ถ้าหากว่าคุณมีของทีอยากจะขายแล้วมีแต่หน้าเว็ปที่ไม่ได้สร้างด้วยระบบ Cart หรือ E-commerce เต็มรูปแบบตอนนี้เราสามารถที่จะใช้ Google Docs เพื่อเป็นตัวจัดการกำหนดสินค้าใน Stock และระบุเนื้อหาของสินค้าได้แล้ว เรียกว่าง่ายสุดๆ ถ้าหากว่าคุณใช้งาน excel เป็นแล้วล่ะก็ ก็แปลว่าคุณจะจัดการกับระบบสินค้าที่คุณจะขายผ่านหน้าเว็ปได้ไม่ยากเลยครับ

แล้วมันดียังไงน่ะเหรอ มันดีตรงที่ว่า ถ้าหากว่าคุณมีเว็ปแล้วไม่ได้เป็นระบบ shopping cart หรือมันอาจจะเป็นแค่หน้า weblog เหมือนกับที่ผมเอามาทำให้ดูนี่ก็ทำได้เหมือนกันน่ะครับ สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ เข้าไปที่หน้านี้

Google Checkout Store Gadget (lab)

แล้วทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆน่ะครับ สุดท้ายคุณก็จะได้ code ออกมาเพื่อ embed ไปที่ไหนก็ได้ (ก็ไม่เชิงหรอกครับก็ต้องเป็น website ที่คุณกรอกเอาไว้ว่าคุณกำลังจะเอา code ของเค้าไปแปะไว้น่ะครับ)

หน้าตามันก็จะออกมาเป็นแบบนี้น่ะครับ  (สินค้านี้ผมขายจริงๆน่ะครับเพราะว่าผมไป New Zealand แล้วก็ไม่ได้ใช้อีกเลยเหมาะสำหรับคนที่อยากจะไป New Zealand แล้วก็อยากจะมี Navigator ใช้งานครับ)

 

คนซื้อถ้าหากว่าสนใจจะซื้อเค้าก็กด add to cart ได้จากปุ่มที่แสดงนี่เลยน่ะครับแล้วก็จะต้องจ่ายเงินผ่านระบบ Google Checkout เท่านั้นเองอาจจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ขายของแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น ไม่ต้องจัดการอะไรให้มันวุ่นวายครับ เจ๋งสุดยอดครับ

อ่อ ตอนนี้มีใช้แต่เป็น USD  , EUR น่ะครับไม่มีเป็นเงินบาทครับแล้วก็ผมก็ยังไม่ได้ลองให้คนกดซื้อของผมจริงๆว่าแล้วผมจะได้ตังค์มายังไงเหมอืนกันน่ะครับ ถ้าหากว่ามีคนลองดูแล้วได้ความว่ายังไงก็ comment ผมหน่อยแล้วกันนะครับ

แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าหากว่าจะใช้งาน Google checkout Store แล้วไซร้ตอนนี้จำเป็นต้องเปิด bank ที่ America (เช่น Bank of America) เอาไว้ด้วย ไปที่ https://checkout.google.com แล้วทำการ verfify เพื่อเชื่อม Google checkout กับ bank account น่ะครับ

สำหรับงานเสียเงินค่าที่ Google จะต้องโอนเงินมาที่ bank เรานั่นจะคิดแบบนี้น่ะครับ
คือประมาณ 2.9% + 30 cent ต่อ 1 ครั้งการโอนเงินก็ประมาณเดียวกัน Paypal แล้วก็การรับเงินผ่าน credit card ทั่วไป แต่ว่าดีอย่างก็คือพวกนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนใดๆน่ะครับ (ณตอนที่ผมพิมพ์อยู่) แต่ก็เสียอีกอย่างก็คือว่าถ้าหากว่าเราเปิด Bank คนละประเทศกับประเทศที่คนส่งเงินเข้ามาจะต้องโดน fee อีก 1% (ดีมากเอาเข้าไป) ใช้งานได้สะดวกดีแต่ก็ต้องโดน charge เยอะเอาการอยุ่น่ะครับ แต่ว่าก็น่าจะเป็นการเปิดโอกาสสำหรับ website ที่จะทำเพื่อขายต่างประเทศตรงๆเลยน่ะครับ 

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • google checkout ไทย
  • วิธีการสมัครgoogle checkout
  • สมัคร รับเงิน google check out
  • สมัครรับเงิน google checkout