สรุปข้อมูล Browser ที่ใช้และ Screen Resolution ของคนที่เข้ามาที่เว็ป rackmanagerpro.com

Browser-rackmanagerpro

ตอนนี้ผมกำลังจะทำเว็ปใหม่ให้กับที่ office ทำให้ต้องรู้เสียหน่อยว่าคนปกติแล้วเข้ามาที่เว็ปเราจะใช้ Browser ตัวใดๆ และ ใช้หน้าจอ resolution ขนาดไหน ทั้งนี้เพื่อให้การแสดงผลตอนแรกสุดที่ visitor คนนั้นหลงเข้ามาที่หน้าเว็ปเราเห็นอะไรที่เราต้องการมากที่สุด (แต่ว่าเว็ปนี้ผมไม่ได้คิดมากแบบนั้นหรอกครับ)

จากข้อมูลด้านบนเป็นข้อมูลที่เก็บมาจาก Google Analytics ที่ฝังไว้ที่ rackmanagerpro.com แห่งนี้ครับ สังเกตได้ว่า คน(ไทย)ส่วนใหญ่จะใช้ Internet Explorer ผมก็เลยกดดูต่ออีกหน่อยว่า IE ที่คนอื่นเค้าใช้เข้ามาชมหน้าเว็ปผมเนี่ยะมันเป็น version อะไรดูได้จากภาพด้านล่างนี้เลยครับ

Browser-IE 
Internet Explorer version 6.0 จะถือได้ว่าเป็น version เก่าและการแสดงผลในหลายๆเว็ปจะออกอาการไม่ปกติกันแล้ว แต่บ้านเราก็ยังใช้กับอยู่เยอะมากถึง 27% จากคนเข้าเว็ป rackmaangerpro.com ครับ อาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยเราใช้ Windows ของ copy กันหมด ก็ไม่มีคนอยากจะ update version Browser สักเท่าไหร่เพราะอาจจะโดน validate Windows ได้ว่าเป็นของแท้หรือว่าของเทียมน่ะครับ (อันนี้เดาเอาสาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบแน่ชัดหรอกครับ) นอกนั้นเกือบทั้งหมดจะเป็น internet explorer version 7+ ครับ

screen-resolution 

อีกสิ่งที่ต้องดูก็คือ Screen Resolution ครับ เพราะว่าจะเป็นตัวบอกว่า ถ้าหากว่าคนที่หลงเข้ามาหน้าแรกทันทีไม่กี่วินาที (ถ้าหากว่าโหลดเร็ว) เค้าจะเห็นหน้าจอเรามากน้อยแค่ไหน สิ่งที่เห็นจะเป็นอะไรครับ สรุปว่า บ้านเมืองเราหน้าจอนี่ก็ไม่ได้แย่ออะไรน่ะครับ ส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะมีหน้าเจอ 1024 x 768 หรือสูงกว่าแทบทั้งนั้น ดีเลย แสดงว่าจะเห็นหน้าจอเราได้ค่อนข้างกว้างครับ ส่วนความสูงของเนื้อหาที่หน้าแรก ก็แล้วแต่ว่า internet browswer ที่เค้าใช้งานกันเนียะมันมีขยะ tab ความหนาของอุปกรณ์ปุ่มและอื่นๆ ที่ด้านบนของ Browswer กี่มากน้อยกัน ถ้าหากว่ามีน้อยโหลดมาหน้าแรกเว็ปเราก็จะเห็นอะไรที่ต่ำลงไปได้มากกว่าครับ อันนี้บอกกันยากอยู่เหมือนกันครับ แต่ที่ใช้ได้แน่นอนก็คือ ความกว้างนั่นน่ะหละ ..

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ข้อมูลbrowser
  • resolution ส่วนใหญ่
  • screen resolution ที่คนใช้กันส่วนใหญ่
  • screen resolution เท่าไหร่
  • วิธีสมัคร gmail ไม่ verify
  • หน้าจอ imac screen resolution เท่าไหร่ สูงสุด

เรียนรู้การ Blogging เพื่อการค้า ร้านค้า หรือ โปรโมตร้านค้าทั้ง offline และ online

ร้านค้าทำไมต้อง ฺBlog  Blog เพื่อร้านค้า นี่ผมหมายถึงอะไร ผมจะเล่าให้ฟังก่อนแล้วกันนะครับ ก็คือ ตอนนี้ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า การ Blogging ด้วย WordPress เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้หน้าร้านค้าได้ถูกแสดงที่หน้า Google จากคำค้นหาใดๆ ได้ง่ายกว่าสมัยก่อนมาก เรียกได้ว่า อาจจะต้องมีความรู้มากนัก ก็สามารถที่จะใช้ WordPress เพื่อบอกได้ว่า ร้านค้าของเรามีตัวตน แวะเข้ามาที่ร้านหน่อยซิ หรือว่าอย่างน้อยที่สุด เค้าก็จะมาเจอเว็ปไซท์ของเรา ที่เราพิมพ์เนื้อความต่างๆเอาไว้ ทั้งที่มีประโยชน์และไร้สาระสำหรับเค้าเหล่านั้นครับ

เหตุผลที่ร้านค้าจะต้อง Blog

เหตุผลว่าการ Blogging จะทำให้ขึ้นอันดับด้วย Keyword ใดๆนั้นจะเป็นเรื่องที่สามารถค้นหา Google เอาเองได้ว่า จะทำได้อย่างไร เพราะ มีสื่อหรือ course สอนเอาไว้มากมาย (ก่ายกอง) แล้วถ้าหากว่ามีความเข้าใจ และศึกษามัน ผมว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้น่ะครับ เพราะ ฉะนั้นแล้ว หลักการพื้นฐานของการ Blog เพื่อร้านค้าเพื่อคาดหวังผลของคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ก็น่าจะไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นเกินไป หากว่าร้านค้าของคุณเป็นร้านที่เฉพาะเจาะจง หรือ ที่เรี่ยกว่าเป็น Niche ครับ

แล้วเหตุผลที่เหนือไปกว่านั้นอีกก็คือ เว็ปไซท์ที่คุณเข้ามานี้เป็นเว็ปที่คนหลงทางเข้ามาผ่าน Google search Engine เกือบทั้งหมด แล้วคำค้นหาที่ไหลเข้ามาที่เว็ปนี้ก็เป็นแบบจิปาถะเอามากๆ แต่มี scope ของเนื้อความที่แน่นอนครับ นั่นก็คือ เรื่องราวประมาณที่ผมพิมพ์และเล่าให้ฟังทั้งหมดที่อยู่หน้าเว็ปแห่งนี้ยังไงล่ะครับ ผมก็จะพูดเรื่อง การใช้งาน Skype เพื่อโทรไปหาเพื่อนๆ หรือโทรไปหาสาวๆผ่าน VOIP ของ Skype ได้แบบเหมาจ่าย หรือว่าอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่น ใช้ Windows Mobile เพื่อต่อ Skype ผ่าน Wifi ก็สามารถทำได้ เป็นต้น เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ผมสนใจอยู่แล้ว เพราะมีน้องผมอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องโทรไปหาบ้างบางครั้ง หรือว่าที่ Office ก็จะต้องมีพนักงานแผนกต่างประเทศ ติดต่อลูกค้าทั่วโลกอยู่เป็นประจำ

คนไหนผ่าน Keyword แบบหางว่าวเข้าเว็ป Blog

นอกจากนี้เนื้อหาที่เล่าบนหน้า rackmanagerpro.com แห่งนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องจิปาถะมากมายอะไร ก็ทำให้คนที่หลงเข้ามาจะเป็นแนวเดียวๆกัน คือ คนที่ใช้ internet เป็นประจำ เพื่อาการติดต่อ  หรือ เป็นคนที่หลงเข้ามาเพราะว่าเจอปัญหาแบบเดียวกับที่ผมเคยเจอ และผมก็พิมพ์บอกวิธีการแก้เอาไว้แล้วเก็บเอาไว้ เพราะว่า แม้ตัวผมเองก็ Google เว็ปตัวเองเพื่อดูว่าผมเคยพิมพ์เพื่อบอกตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆเอาไว้ว่าอย่างไร (ล่าสุดที่ผมก็ Google ว่า Google Chrome extension Twitter ที่ผม Google แบบนีก็เพราะว่าผมจำไม่ได้ว่าอีกเครื่องผมลง Chrome Extension อะไรเอาไว้น่ะครับ ตอนนี้มันยังไม่มีระบบ Extension Sync ก็ต้อง install by hand กันไปก่อนน่ะครับ  ..)

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเรื่องเชิงเดียวกันครับ ทำให้คนไหลผ่านการค้นหาบน Google มาเป็นแบบ หางว่าว … แต่ทั้งหมดเป็น scope แบบเดียวกันครับ  .. แปลว่า "ถ้าหากว่าคุณเป็นคนในวงการอะไรก็แล้วแต่ แล้วพิมพ์หรือ Blog เกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง หรือ เรื่องต่างๆในวงการตัวเอง หรือ เรื่องที่ตนเองสนใจแล้ว คนที่สนใจเรื่องราวคล้ายคลึงกัน ก็จะใช้คำศัพท์ แล้วค้นหาเจอเว็ปของคุณยังไงล่ะครับ"

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่า Blog เพื่อ Keyword มันเป็นยังไงกัน

ลองคิดดูดีกว่าครับ ถ้าหากว่าคุณขาย Delivery "ข้าวเหนียวผสมหมูสับ" และ จัดส่ง
ข้าวเหนียว ทั่วประเทศ ไม่จำกัดจำนวน (อ่ะ Business นี้ผม make ขึ้นมาน่ะครับ ) แน่นอนว่ามันเป็น Niche และเป็นเอามากๆด้วยเพราะว่า ไม่มีคนกิน ข้าวเหนียวใส่หมูสับ พร้อมกันเอาเข้าปากหรอกนะครับ ยกเมฆมาให้เห็นครับ ทีนี้ วันๆคุณว่างๆก็ทำการเขียนเรื่องราว "ข้าวเหนียวใส่หมูสับ" ที่คุณขายไปเรื่อยๆ ถ้าร้านคุณเริ่มมีคนสนใจบอกต่อ เค้าก็อาจจะค้นคำว่า "ข้าวเหนียวหมูสับ" ก็เป็นไปได้นะครับ เมื่อค้นหาแล้วก็จะมาเจอเว็ปคุณยังไงล่ะครับ ( แน่นอน ตอนนี้ถ้าหากว่า คุณ Google ว่า ข้าวเหนียวหมูสับ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเจอเว็ปผมแทนน่ะครับ) แต่ว่า ผมไม่ได้บอกให้คุณพูดแต่ ข้าวเหนียวหมูสับของคุณแต่เพียงอย่างเดียว คุณต้องเล่าเรื่องต่างๆ นานา ที่จะเกี่ยวข้องกับ การทำ Business ของคุณครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งสินค้า ส่งไปแล้วลูกค้าชอบมากมาย หรือ เรื่องใดๆที่อยู่ในวงการขายของแบบคุณครับ ผมบอกไม่ได้หรอก ว่ามันจะต้องมีเนื้อหาประมาณไหน เพราะคุณเท่านั้นที่จะรู้ว่า คุณรู้อะไร ? (ผมจะรู้มั้ย ) มันจะเป็นการเพิ่ม List ของคำที่คาดว่าจะเกี่ยวข้อง โดยที่คุณแทบไม่รู้ตัวเองเลยครับ และถ้าหากว่าคุณทำมันอย่างเป็นล่ำเป้นสัน ต่อเนื่อง คงที่คงเส้นคงวา ผมว่าสักวันคุณก็จะมีคนไหลผ่าน Google ด้วย Keyword ที่เกี่ยวข้อง(บ้าง)เข้ามาซึ่งอาจจะเป็น Potential Buyer ของคุณก็เป็นได้น่ะครับ

ตัวอย่างคนที่บอกว่า การรายได้ของเค้ามาจากการ Blogging เช่น คุณพัชร จาก iHear ครับจาก content ล่าสุด เค้าพิมพ์บอกเอาไว้ว่า วงดนตรีสำหรับงานแต่งงาน iHear ได้รายได้มาจากการ Blogging เป็นสัดส่วนประมาณ 70% เฉพาะ Blog ของตัวเค้าเองครับ และ ถ้าหากว่ารวมจาก Blog ของเพื่อนๆในวงเค้าอีกอีก 15% ก็แปลว่า รายได้จากการขายวงดนตรีแต่งงานได้นั้นมากถึง 85% กันเลยทีเดียว !

การประเมินว่าลูกค้าเข้ามาหาเราได้จากทางไหน

สำหรับเรื่องวงดนตรีเพื่องานแต่งงาน iHear เดาเอาว่าไม่ได้มีระบบ shopping cart อะไรเพื่อบอกตัวเลขว่าแหล่งรายได้มาจากไหนแต่ก็สามารถประเมินเป็นตัวเลข Customer ที๋โดน Lead เข้ามาเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถกระทำได้จาก "การถาม" ว่าคุณรู้จักเราได้อย่างไรครับ ผมว่าต้องถามน่ะครับถ้าหากว่าไม่ถาม เราจะไม่รู้หรอกครับ ว่าเราควรจะเน้นทางไหนและ จะบอกได้อย่างไรว่า หนทางการ promote แบบไหนเป็นหนทางที่ดีที่สุด หรือว่าถ้าหากว่าอยากจะเน้นจะต้องเน้นไปในทิศทางไหนกันแน่ครับ

สรุปเรื่องที่โม้มาให้สั้นลงหน่อย

คุณสามารถที่จะ Blog เพื่อให้คนไหลผ่านหน้าเว็ปของคุณแล้วมาเจอสินค้าหรือบริการใดๆของคุณก็ได้ การ promote จะมีคู่มือและตำรามากมายเพื่อทีจะทำให้ Blog คุณติดอันดับด้วย Keyword ใดๆก็สามารถทำได้ หรือว่าจ้างเอาก็ยังไง เพราะว่า คนที่ทำ SEO สำหรับ WordPress จะทำได้ง่ายกว่า website ประเภทอื่นๆ (โครงสร้างเค้าออกแบบเอาไว้เป็นอย่างดีแล้วน่ะคัรบ แต่ก็ต้องรู้สักหน่อยว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้นเอง )

ถ้าหากว่าคุณมีร้านค้า Online ผมไม่อยากจะให้คุณ promote แต่ link ที่เข้าไปที่ร้านค้าเพื่อทำ Hard Sell แต่เพียงอย่างเดียวครับ ( hard sell ก็คือ หน้าเว็ปที่บอกว่า สินค้าอะไร ภาพเป็นยังไง แล้วก็คุณสมบัติมันคืออะไร ) อยากจะให้ Promote ผ่านทาง Blogging มากกว่า เพราะ การที่คุณเล่าเรื่องราวของสินค้าของคุณได้ มันจะเป็น story หรือเนื้อความที่เกี่ยวข้องให้กับสินค้านั้นๆ แต่คุณเป็นคนควบคุมว่าอยากจะให้ภาพลักษณ์ของสินค้าออกมาเป็นอย่างไร ได้ด้วยตัวเอง แนะนำว่าถ้าหากว่าคุณจะ Blog การนี้อาจจะเลือก Domain คนล

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • บล๊อกเพื่อการค้า
  • เปลี่ยนคีย์บอร์ด iped2

แปลงค่าเงินต่างชาติเป็นค่าเงินบาทด้วย Chrome Currency Converter

หลายต่อหลายคนถ้าหากว่าอยากจะซื้อของต่างประเทศ มักจะอยากเห็นเงินที่ตัวเองจะเสียไปเป็นเงินไทย เพื่อมาเปรียบเทียบว่า ถ้าหากว่าซื้อแล้วขนมาจากเมืองนอกจะถูกกว่าเท่าไหร่ (ส่วนใหญ่จะถูกกว่าถ้าหากว่าฝากเพื่อนหรือญาติพี่อู๋ขนมือเข้าประเทศครับ แต่มันจะแพงกว่าก็ต่อเมื่อ คุณเอาสินค้านั้นส่งมาทางเครื่องบิน แล้วของนั้นๆมันไม่ได้เป็นของเบาหรือเล็กครับ)  หลักๆแล้วเราต้องการจะเปรียบเงินเป็นเงินไทย เพราะ เข้าใจว่าถ้าหากว่าเท่านี้หรือเท่านั้นบาทแปลว่า มันมีมูลค่าแค่ไหนได้ไม่ยากครับ

amazon price นอกจากนี้คนที่หาเงินทาง Net แบบพวกที่เกาะกินกับพวก commission ไม่ว่าจะเป็นพวกที่ขายของ Amazon หรือว่าขายสินค้าหรือบริการใดผ่านทาง cj.com แล้วนั้น คนไทยเหล่านี้ส่วนมากจะอยู่ประเทศไทยและก็ใช้จ่ายเป็นเงินไทย แน่นอนอีกเหมือนกันว่า อยากจะรู้ว่าวันนี้ตัวเองได้เงินผ่านการหาเงินแบบนี้ได้มูลค่าเท่าไหร่เป็นเงินบาทไทยครับ

cj_commission สรุปแล้วไม่ว่าทั้งตอนจ่ายและตอนซื้อ คนไทย อยากเห็นเงินตัวเองเป็นเงินไทยเพื่อทำให้การเปรียบเทียบมูลค่าทำได้ง่ายครับ โชคดีที่ว่า วันนี้ผมใช้ Google Chrome แล้วก็มีตัว convert ค่าเงินแบบอัตโนมัติมาแสดง โดยการเอา rate การแปลงมาจาก website Pathfinder Stocks (ไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่) มาใช้ในการอ้างอิงเพื่อการ convert ครับ มันแสดงผลที่หน้าเว็ปออกมาได้ดีมากน่ะครับ

ประเด็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัว convert ค่าเงินตัวนี้บน Google Chrome

- ผมลองทดสอบกับ cj.com แล้วก็ amazon.com แล้วว่ามันแสดงค่าเงินเป็นไทยได้  นอกจากนี้ผมว่า เว็ปใดๆถ้าหากว่ามีเงินแสดงขึ้นมามันก็จะแปลงให้ได้ทั้งหมดน่ะหละครับ แค่ผมยังไม่ได้ลองเยอะ website กว่านี้เท่านั้นเอง
- สามารถเลือก option ได้ว่าอยากจะให้แสดงแต่สกุลเงินที่เราต้องการเท่านั้นหรือว่าอยากให้แสดงคู่กับค่าเงินที่เป็น original ด้วยก็ได้ (ผมว่าเลือกให้มันแสดงสองอย่างจะดีกว่าน่ะครับ)
- สามารถที่จะกด clt+shift+alt+c เพื่อที่จะแสดง mini convertor หรือตัวแปลงค่าเงินแบบเล็กๆขึ้นมาได้ (ผมว่าอันนี้ไม่ได้ใช้เท่าไหร่ แต่อาจจะมีประโยชน์อย่างอื่นที่ผมคิดไม่ถึงก็เป็นไปได้น่ะครับ)

เอาล่ะครับถ้าหากว่าคุณยังไม่ได้ใช้ Google Chrome ก็ไปโหลดได้จากที่นี่ครับ
แล้วก็ถ้าหากว่าคุณใช้ Chrome อยู่แล้วก็ไป download extension ตัวนี้ได้ที่นี่เลยครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • แปลงค่าเงิน
  • แปลงค่าเงินบาท
  • เปรียบเงิน
  • แปลค่าเงินบาท
  • การเปรียบเทียบเงินไทยกับต่างประเทศ
  • ตัวแปลงค่าเงิน
  • ตัวแปลค่าเงิน
  • แปลค่าเงิน
  • การเทียบสกุลเงินไทยกับต่างประเทศ
  • แปลงเป็นเงินไทย

เอาเสียง mp3 แสดงที่หน้า Blog ด้วย Plugin audio-player

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

 

การใส่ audio file ไว้ที่หน้า wordpress จะทำได้โดยการโหลด plug in ชื่อ audio-player เมื่อลงแล้วก็ activate (เรื่องเก่าๆเดิมๆไม่ต้องพูดถึง) แล้วทีนี้การใข้งานก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ ก็แค่เอา code นี้ไปลงครับ

 
หน้าตาก็จะได้เหมือนกับที่ด้านล่างนี้ยังไงลองเอาไปเล่นดูน่ะครับถ้าหากว่า อยากจะ share เนื้อหาอะไรที่เป็นเสียง (หรือว่าขีเกียจพิมพ์) แต่ข้อเสียของการ share นี้หาแบบนี้จะทำให้ Google index ไม่ได้เลยน่ะครับ ก็มีข้อดีข้อเสียครับ ยังไงซะถ้าหากว่าอยาก post ก็แนะนำว่าต้องพิมพ์เนื้อความที่เกี่ยวข้องเอาไว้เสียหน่อย เพื่อให้ Google เค้ารู้ว่าเราจะพูดเกี่ยวกับอะไรหรือเนื้อด้านใน mp3 เนี่ยะมันเกี่ยวกับอะไรน่ะครับ

โดดไปโหลด Plug-in ได้จากที่นี่เลยน่ะครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ปลักอินการใส่เสียง mp3 ในwordpress
  • เอา mp3 แปะ wordpress

ประมวลพฤติกรรมการซื้อของ online คนไทยที่(ไม่)เหมือนกับชาวโลกประเทศอื่น

ecommerce 

e-commerce เปลี่ยนพฤติกรรมการขายและซื้อแบบไทยจากโลกจริงกันอยู่หลายประเด็นมากทีเดียว และพฤติกรรมการซื้อและขายของคนไทยก็มีเอกลักษณ์จากคนประเทศนอกอีกต่างหาก ถ้าหากว่ารู้อย่างงี้ก็ทำไปตั้งนานแล้ว แต่ผมเองก็ไม่ได้ถึงกึ๋นคนไทยสักเท่าไหร่หรอกครับ ต้องให้คนอื่นเค้ามาบอก และ ก็ต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้น่ะครับเรื่องแบบนี้ แยกเป็นประเด็นๆได้ต่อไปนี้น่ะครับ

คนไทยไม่ใช้ระบบ shopping cart : อันนี้วัดได้จากการซื้อสินค้าผ่านหน้าร้าน online ที่ผม set up เอาไว้การซื้อการขายเกิดขึ้น โดยคนซื้อไม่ได้เข้าไปกดปุ่มๆ ที่ซับซ้อน (สำหรับเค้าเหล่านั้น) ซึ่งตัวผมเองมีมุมมองว่า เป็นเรื่องจำเป็นน่ะครับ ที่จะต้องกรอกข้อมูลแล้วเลือกซื้อสินค้าจากระบบที่ทางเว็ปไซท์มี ซึ่งผมก็คิดของผมไปคนเดียวน่ะหละ คนอื่นเค้าไม่ได้คิดแบบผมน่ะครับ

คนไทยใช้โทรศัพท์คุยกันเพื่อความอุ่นใจ : เพราะประเทศเราการขายของยังคงต้องการความอุ่นใจว่าสินค้าเหล่านั้นมีผู้ขายอยู่จริง หรือ มีตัวตนอยู่จริง ต้องการการต่อรอง เหมือนกับได้คุยกันปกติ การโทรศัพท์ หรือลงเบอร์มือถือเอาไว้ที่หน้าแรกของร้านค้ากลับกลายเป็นเรื่องจำเป็น มันไม่เหมือนกับประเทศนอก ตรงนี้น่ะครับ คือ ต่างประเทศเช่น US ถ้าหากว่าโทรไปยังเบอร์ที่อยู่นอกเขตตัวเองจะโดนการ เรียกเก็บเงินสำหรับการโทรครั้งนั้นๆได้ครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ขายก็ต้องมี online chat หรือ เป็น Live chat เอาไว้คุยได้ทันที หรือไม่ก็ต้องเสียเงินเอาเบอร์ TOLL FREE มาน่ะครับ ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างแรงกับคนไทยมาก เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่การโทรศัพท์ติดต่อกันด้วยมือถือถูกที่สุดในโลกแล้ว (คนรับบางประเทศต้องเสียเงินอีกน่ะครับไม่อยากจะบอก) เพราะฉะนั้นการโทรเพื่อถามราคา หรือ เพื่อพิจารณาว่ามีตัวตนจริงเป็นเรื่องที่คนไทยจะทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับผม

ความดูดีของหน้าร้านไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญนัก : เนื่องจากพฤติกรรมสองข้อที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า shopping cart ก็ไม่มีคนใช้ โทรศัพท์คุยกันดีกว่ามั้ยง่ายดี แล้วก็รู้อีกว่ามีคัวตนเว็ปไซท์กันอยู่จริงแล้ว หน้าตาของเว็ปไซท์ ไม่ต้องแตกต่างอะไรกับคนอื่นมากนักก็ได้ เพราะยังไง้ยังไงก็ต้องได้คุยกันดูก่อนอยู่ดี แค่ว่าเอาสินค้าไปแสดงให้เห็นก็พอแล้ว คุณจะใช้เว็ปไซท์สำเร็จรูปที่เหมือนๆกับคนอื่น ก็ไม่ได้ว่าอะไร เหมือนว่าโลกนี้มีแต่เว็ปสำเร็จรูปกันทั้งหมดน่ะหละ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนเค้าทำๆกัน

คนขายไม่ update สตีอกสินค้า : ไม่ใช่เพราะว่า back office ของระบบสำเร็จรูปไม่มีให้ update แต่เป็นเพราะคนซื้อต่างหาก มีการติดต่อสั่งซื้อผ่านวิธีการอื่นๆ เช่น การโทรศัพท์ เข้าไปแล้วก็สั่งซื้อเอาสินค้าออก คนที่จัดส่งสินค้าก็ไม่ได้เป็นคนทำระบบหลังร้าน อาจจะเป็นแค่ลูกจ้างเพื่อให้จัดการเรื่องสต้อกแล้วส่งของเท่านั้น หน้าร้าน online เลยทำหน้าที่เหมือนเป็นแค่ catalogue เฉยๆ จำนวนหรือปริมาณของพร้อมขายก็จะไม่มีความแน่นอนถูกต้องแต่อย่างใด อันนี้จะเป็นทั้งเหตุและผล ทำให้คนซื้อต้องโทรมา check สินค้าก่อนทุกครั้งว่า สินค้าที่เค้าสนใจมันมีหรือไม่ (ถ้าหากว่าใช้ shopping cart ไปแล้วก็เสียเวลาเปล่า เพราะว่าของอาจจะมีหรือไม่ก็ไม่รู้) พฤติกรรมการซื้อ เลยถูก form ตัวขึ้นมาว่าต้องโทรคุยกันครับ

สินค้าที่วางขายหน้าร้านเป็นแค่ภ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อ
  • การซื้อของออนไลน์
  • พฤติกรรมการซื้อโทรศัพท์มือถือ
  • พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์
  • พฤติกรรมคนซื้อของออนไลท์
  • พฤติกรรมการบริโภคสินค้าต่างประเทศของคนไทย
  • พฤติกรรมคนไทยกับการซื้อของ online
  • พฤติกรรมในการเลือกซื้อของออนไลน์ pdf
  • พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ ต่างประเทศ

update เรื่องราวทั้ง Twitter และ Facebook พร้อมกัน

facebook-vs-twitter

คนที่ใช้ Twitter โดยมากแล้วจะมีอุปกรณ์ที่เป็นมือถือที่สามารถลง application ของ Twitter ได้ส่วนตัวผมเองนั้นเนื่องจากไม่ได้ติดตามการใช้มือถือรุ่นอื่นๆมากนัก ก็มีอยู๋ในมือแค่เครื่องเดียวคือ เครื่อง HTC DIAMOND แบบเก่าครับ ที่ซื้อเอาไว้มาได้สักเป็นปีแล้วน่ะครับ (หมดอายุประกันไปแล้วครับผม)

โปรแกรมเพื่อการ upload เนื้อหาเข้า Twitter นั้นผมจะใช้ application ที่ชื่อว่า Pocket Twit ซึ่งมันใช้งานได้เหมาะเจาะกับความสามารถของเครื่องดีน่ะครับ สิ่งที่ทำได้ก็คือ ดูว่าเพื่อนๆเขียนอะไรใน Twitter หรือว่าทำการ POST ภาพและ text โดยมันจะ upload เข้า Twitpic.com ให้เองเลย ทั้งนี้อาจจะเป็นการใส่ภาพโดยการถ่ายภาพเข้าไปใหม่ หรือว่าการใส่ภาพจากคลังภาพที่เราถ่ายเอาไว้แล้วก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ถ้าหากว่ามือถือของคุณเป็นรุ่นที่มี GPS ในตัว (พวกรุ่นที่บอกพิกัดได้) คุณยังจะสามารถแสดงพิกัด ณ เวลาที่กำลัง Tweet ได้ครับผม (เครื่องผมมี GPS ครับทำได้ทั้งหมดอย่างที่ว่ามาครับผม)

นอกจากนี้ผมยังเชื่อม Twitter กับ Facebook เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นแบบ one way ครับ คือ เมื่อทำการ  update ใดๆก็แล้วแต่ที่ Twitter ให้เอาเนื้อความพร้อม Link นั้นไปแสดงที่ Facebook ด้วยก็จะทำให้ไม่ต้อง update อะไรให้มากมาย ก็ up มันซะแค่ที่เดียวก็โอเคแล้วน่ะครับ ซึ่ง Twitter จะให้ความถี่ในการ update ได้เยอะกว่ามากๆ (เพราะว่าเนื้อความมันน้อยกว่าครับ มันเป็นแค่คัวหนังสือไม่เกิน 140 characters เท่านั้นเอง) อย่างไรก็ดีสำหรับการ update แบบนี้จะเหมาะกับแค่บางคนนั้นครับ เพราะ หลายคน update Twitter บ่อยอย่างบ้าระห่ำ ก็อาจจะมองว่ามันอาจจะทำให้รกเนื้อหาใน wall ของ Facebook ของคุณได้ แต่สำหรับตัวผมนั้นไม่ได้ทำการ update Twitter เยอะเท่าไหร่นัก เรียกว่า วันๆก็แค่ไม่กี่ข้อความเท่านั้น ในใจผมรู้ว่าผมอยากจะ update เพื่อให้เนื้อความเหล่านั้นเข้าไปที่ Facebook อยู๋แล้ว แล้วก็อยากจะ share กับ user ใน Twitter ด้วยก็เลยต้อง update ่ผ่าน Twitter ยังไงล่ะครับ ก็อย่างน่ะหละ ข้อมูลมันไหลได้ทางเดียวคือ จาก Twitter ไป Facebook เท่านั้น จะให้เนื้อความมันไหลจาก Facebook แล้วออกไปที่ Twitter ณ เวลานี้ผมยังไม่เห็นว่าจะมีทางทำได้น่ะครับ (ถ้าหากว่ามีทางทำได้ยังไงก็บอกผมใน comment ด้วยแล้วกันนะครับ)

ถ้าหากว่าคุณทำตามที่ผมว่านี้ คือ มี account Twitter และ Facebook แล้วทำการเชื่อมต่อกันแล้วแบบ one way จาก Twitter ไป Facebook เป้าหมายของคุณอาจจะเป็นการ update เรื่องราวต่างๆให้กับเพื่อนๆของคุณที่อยู่ใน Facebook ก็ได้ครับ แล้วมันก็เริ่มเป็นการสร้าง Tweet ใน Twitter account ของคุณได้อีกทางหนึ่ง ทีนี้คุณก็อาจจะเริ่มมีคนติดตามคุณผ่านทาง Twitter เป็นของแถมก็เป็นได้น่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • twitter facebook พร้อมกัน
  • อัพเดทข้อความใน Wall ของ Facebook จาก Twitter
  • อัพเดท Twitter จาก Facebook

คนไทยอยากอะไรกันมาก Google Suggestion บอกคุณได้น่ะครับ

ถ้าหากว่าคุณทำหน้าที่ promote website วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือ การใช้ Keyword Tools ของ Google เพื่อให้เราประเมินได้ว่า keyword อะไรน่าจะเกี่ยวข้องกับ website ของเรา หรือว่า keyword อะไรน่าจะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับสินค้าหรือบริการของเราที่อยากจะ promote แล้วก็ยังบอกได้ด้วยว่า มันมีการแข่งขันกันมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากว่า เป็น keyword ที่มีการแข่งกันเยอะก็จะมีแนวโน้มว่า ถ้าหากว่าคุณลง ads จาก keyword คำนั้นก็อาจจะแพงขึ้นเป็นเงานตามตัว

มีอีกวิธีการหนึ่งที่ดูว่าคนไทยพูดถึงอะไรใน internet กันมากด้วยวิธีการง่ายๆคือสังเกตเอาจาก Google suggestion น่ะหละครับ พิมพ์ไปไม่กี่ตัวอักษรมันจะแนะนำหรือว่าคาดเดาเอาว่าเราอยากพิมพ์คำว่าอะไร เข้าใจว่าน่าจะ base on ความถี่ในการค้นหา หรือ ความเยอะของปริมาณค้นหา หรือความเยอะของ คำๆนั้นที่มีอยู่ website ทั้งหมดที่ทาง Google ไปค้นหามาได้น่ะครับ (อันนี้ผไม่แน่ใจเพราะว่าไม่มีคนรู้แน่ชัดหรอกว่าหลักการเป็นอย่างไร ยกเว้น Google เอง)

ผมก็ลองพิมพ์มั่วๆไปแต่ว่าได้ข้อสังเกตที่แปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อครับ

ผมพิมพ์ว่า “อยาก” เพราะว่าผมอยากรู้ว่าคนไทย “อยาก” อะไรกันมากที่สุดที่ต้องพิมพ์ post ถามหรือตอบกันใน internet ปรากฏว่าผลเป็นอย่างนี้ครับ
 
สังเกตได้ว่า “คนไทยอยากขาว” ครับ ไม่น่าเชื่อว่าเพราะการตลาด TV และจากสื่ออื่นๆมากมายทำให้ผู้ชายมีค่านิยมที่อยากจะเห็นผู้หญิงขาว แล้วก็คิดว่ามันดูสวยดี (ผมก็เป็นอีกคนที่คิดว่าผู้หญิงขาวๆ ดูดีน่ะครับ) ทำให้ตัวผู้หญิงอยากจะขาวตามความต้องการของมุมมองของผู้ชายยังไงอย่างงั้น เยอะมากจริงๆกับจำนวหน้า webpage ที่มีเนื้อความว่า “อยากขาว” เอาไป 14ล้านหน้าครับผม

นอกนั้นคนไทยก็ “อยาก” อะไรประหลาดๆ

  • อยากมีแฟน (อันนี้ไม่ประหลาดมากน่ะครับเข้าใจว่าอยากกันถ้วนทั่วทุกตัวคนถ้าหากว่ายังไม่ผ่านเรื่องอะไรที่ไม่ดีมาน่ะครับ)
  • อยากโชว์ ? โชว์อะไรน่ะครับ คิดไม่ออก ผมก็ไม่ได้มีอะไรให้โชว์สักเท่าไหร่
  • อยากผอม แสดงว่าคนที่คิดว่าตัวเองอ้วนมีเยอะอยู่ระดับนึง หรือว่าสินค้าหรือบริการที่อยากจะทำให้คนอื่นผอมก็น่าจะเยอะน่ะครับ
  • อยากอื่นๆ … ส่วนมากจะเป็นเพลงหรือชื่อเพลง ท่าทางว่าคนไทยเราอยากจะหาที่โหลดเพลงมาฟังกัน online เป็นกิจกรรมหลักๆของสังคม online กันนะครับ (ผมก็เคยสังเกตอยู่น่ะครับ ถ้าหากว่าเป็นเว็ปที่ให้ฟังเพลง หรือพิมพ์เนื้อเพลงเอาไว้เยอะๆเป็น song center hub อะไรก็แล้วแต่ UIP จะมีเยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อครับ)

เอาล่ะพอคิดได้อย่างงี้แล้วผมก็เล่นต่อไปน่ะครับว่า คนไทยพูดถึงเรื่องกิน กันว่าอย่างไรบ้าง ผมก็จัดแจงพิมพ์คำว่า “กิน” เข้าไปที่ Google search box เพื่อให้ Google แนะนำหน่อยน่ะครับว่า คนที่พูดเรื่องกินเยอะๆมันกินอะไรกัน? ปรากฏว่า ..

 
อาการยังเหมือนเดิมน่ะคัรบก็คือ “กินแล้วขาว” ก็มาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ (แอ้ะมันสำเร็จตรงไหนเนี่ยะ) ทำให้คิดต่อได้ว่า คนไทยเรามันบ้าขาวเอามากๆจริง นอกจากจะอยากขาวแล้ว ไม่ได้อยากจะได้ครีมทากันหรอกเหรอ เล่นเอาแบบ กิน เข้าไปเลยคิดว่ากินอะไรแล้วมันจะทำให้ผิวขาวได้ด้วยเหรอ ? นอกนั้น “กิน” ที่สะท้อนความกังวลของคนที่ใช้ internet อีกอย่างก็คือ การยาคุมแล้วจะท้องไหม ? อืม..

สังเกตได้ว่า เรื่อง “ขาว” และ เรื่อง “อ้วน” จะยังคงวนเวียนกับการกินอย่างไม่น่าเชื่อครับ

ลองดูอย่างอื่นดูดีกว่าว่า เราๆท่านๆอยากให้แฟน ทำอะไร ?
 
case นี้

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • คนไทยอยากได้อะไร
  • google suggest คือ
  • อยากขาว
  • myfreecam
  • suggestions คือ google
  • keyword suggestion online
  • google suggest ใช้ยังไง
  • คนไทยอยากอะไรมากที่สุด
  • google suggest คืออะไร
  • พิมพ์ใน google มั่วๆ

Google Chrome Extensions : ที่ผมใช้งานอยู่เพื่อประหยัดเวลาตอนใช้งาน Chrome

ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้งาน Google Chrome ได้มากกว่า 4 เดือนแล้วน่ะครับ (น่าจะน่ะครับไม่แน่ใจแต่ว่ารู้สึกว่าน่าจะนานเอาการอยู่) จริงๆผมก็แค่อยากลองเท่านั้นเองครับ แต่ว่าพอลองแล้วติดใจไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือการแสดงหน้าจอที่ Zen กว่า Firefox มากๆ ทำให้ Firefox ตัวใหม่ที่กำลังจะออกก็จะต้องเลียนแบบ Chrome เช่นเดียวกันครับ เลียนกันไปกันมาอันนี้ดูเหมือนกะว่าไม่มีใครว่าอะไรกันได้เลยน่ะครับ

Google Chrome Extension ที่ผมใช้งานก็ไม่ได้เยอะแยะเหมือนกับสมัยที่ผมใช้เป็น Firefox ครับ ทำไมน่ะเหรอครับ เพราะว่าผมแค่รู้สึกไปเองว่า ตอนที่ผมใช้งาน Firefox แล้วผมลง Extension มากๆตอนเปิด program ขึ้นมามันจะเริ่มช้าๆนิดหน่อย ผมรู้สึกได้กับเรื่องพวกนี้น่ะครับ (เป็นพวก sensitive ต่อเวลาอะไรที่ computer มัน run อะไรก็ตามได้ช้าลงแม้ว่ามันจะเป็นระดับมิลลิ second ก็ตาม เวอร์ไปหน่อยน่ะครับ โม้ไม่มีคนว่าด้วยเฮอะๆ) ก็เลยตัดสินใจว่าถ้าหากว่าย้ายมาใช้งานเป็นกู้เกิ้ลโครมตัวนี้แล้วล่ะก็จะไม่ลง Extension อะไรให้มากนัก แล้วผมก็ทำอย่างที่คิดจริงๆ เพราะตัวหลักๆที่คิดว่าจะใช้ก็มีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นเองครับ มันอาจจะเป็นเพราะอีกเหตุผลด้วยว่า ผมก็ลอง Extension บน Google Chrome อยู่หลายๆตัวมันก็ไม่ได้ลงตัวอะไรกับการใช้งานของผมสักเท่าไหร่ เพราะไม่อยากจะให้มี status bar ที่ด้านล่างแล้วน่ะครับมันกินพื้นที่หน้าจอไปอีกหน่อย แค่นั้นก็ไม่เอาแล้วอ่ะครับ ทำให้เกณฑ์ในการเลือก Extension มาใช้งานก็โหดและหินกว่าตอนที่ใช้ Firefox เอามากๆนะครับ

และนี่ก็คือโฉมหน้าผู้ผ่านการประกวดและได้ใช้งานกันจริงๆ ดังต่อไปนี้ครับผม
(ขอเรียงตามการใช้งานด้วยแล้วกันนะครับ)

Extensions - Google Chrome2
 Kuber PageRank Checker: เป็นตัวบอกว่า PR Rank ของเว็ปที่เข้าอยู่เนี่ยะมันมี rank ที่ได้รับจากทาง Google อยู่ระดับไหน (สำหรับคนที่ไม่รู้จัก อธิบายสั้นๆได้ว่า ถ้าหากว่าเว็ปคุณเจ๋งสุดๆเท่า Google คุณจะได้ 10 คะแนนครับ แล้วก็ถ้าหากว่าเป็นเว็ปใหม่สุดจะได้แค่ 0 เท่านั้น) คุณจะแยกแยะออกสั้นเลยว่าเว็ปที่คุณเข้ามาเนี่ยะมันคุณภาพดีหรือแย่มากน้อยแค่ไหนกันน่ะครับ

Gmail Checker : ผมใช้ Gmail ก็ต้องอยากรู้ว่าเมื่อไหร่จะมีเมล์เข้ามาก็ให้แสดงเป็นตัวเลขเอาไว้ที่ด้านบนเลยแล้วก็กดอีกทีก็จะรู้ด้วยว่าหัวเรื่อง (subject) ของ email นั้นเป็นอะไรครับ อันนี้มันจะแสดงเฉพาะ email ที่เข้า inbox เท่านั้นถ้าหากว่าคุณตั้ง filter ไว้แล้วบอกว่า email ให้ข้าม inbox ไปได้เลย(skip inbox) ก็จะไม่เห็นว่ามี email นั้นเข้าน่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากว่าคุณตั้งแบบนั้นไว้ email พวกนั้นก็ไม่ได้ email ที่สำคัญแต่ประการใดเข้าไปดูตอนไหนวันไหนก็ได้ครับ

Smooth Scroll : เอาไว้ทำให้ตอนที่เลื่อน page ของ website ที่มันยาวๆ ไม่ว่าจะเป็นพวก ซาหนุก กาปุกดอมคอมทั้งหลายแหล่มันเลื่อนได้ไหลลื่นดูดีมีชาติตระกูลครับ ไม่ได้ไหลแบบเหมือนกะหุ่นยนต์ที่เป็นล๊อคๆแก้คๆ เหมือนกับค่าตั้งต้นที่ Google Chrome ตั้งค่ามาน่ะครับ

Bit.ly: เป็น extension ง่ายๆของ Bitly เองนั่นน่ะหละครับเอาไว้ทำอย่างนี้ครับ คือ เมื่อคุณเปิดให้เว็ปไหนอยู่แล้วอยากจะย่อ url แล้วก็ส่งผ่านต่อเข้า Twitter ก็แค่กดเปิดนั้นเว็ปนั้นๆไว้แล้วก็กดปุ่มเจ้า Bit.ly นี้เท่านั้นเองน่ะครับ url ก็จะสั้นจุ้ด แล้วก็มี option ให้เลือกว่าจะ Twitt ออกไปเหร

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ใช้ google chrome แล้วเครื่องช้า
  • google chrome ช้าลง
  • google chromeทำไมช้าลง
  • แก้ติดตั้ง กูเกิ้ลโครมแล้วเครื่องช้า

การประยุกต์ใช้ Gmail กับ Get Things Done. GTD

คงจะเป็นเรื่องแปลกมากๆถ้าหากว่าคนที่อ่าน web ผมเป็นประจำแล้วยังไม่ได้งาน Google mail หรือว่า Gmail ครับ เพราะว่า มันมี function การใช้งานที่ เรื่ยกว่า ฉลาด กว่า web mail จ้าวอื่นๆมากโขครับ หลักๆที่ผมเห็นว่ามันมีประโยชน์มากจริงๆก็จะเป็นพวก basic concept ที่มีมาตั้งแต่แรกของ Gmail แล้วน่ะล่ะครับ ก็คือพวก filter แล้วก็ label ทีเอาไว้แตกต่างว่า mail ไหนเข้าหมวดไหน ล่าสุด Gmail ก็ออกมาประกาศอีกครั้งว่า ถ้าหากว่าคนทีใช้ Gmail อยู่แล้วยังไม่รู้ว่า Gmail มีอะไรน่าใช้บ้าง ก็เข้าไปดูได้จาก

http://www.google.com/mail/help/tips.html#white

เค้าแบ่งความเชี่ยวชาญออกมาเป็นสายๆเหมือนกับยูโด หรือพวกนินจาว่าถ้าหากว่าโปรมากๆก็จะเป็นสายดำเป็นต้น ผมเข้าไปอ่านแล้วก็เพิ่งจะสังเกตว่าผมก็ยังไม่รู้อยู่บางประเด็นครับ หรือเพิ่งรู้ไม่นานมานี้ ก็เช่น ถ้าหากว่าคุณอยากจะ attach files มากกว่า 1 file คุณก็สามารถกด ctrl แล้วเลือก ไฟล์นั้นๆได้เลย ไม่เหมือนกับ จ้าวอื่นๆที่ต้องเลือก Browse ทีละ file แล้วก็กด attach ทีละครั้ง (อันนี้น้องผมเป็นคนบอกผมครับ แอบเห็นเค้าทำ ไม่ได้บอกผมตรงๆด้วยเน่ยะถ้าหากว่าไม่ได้แอบเห็นนี่ก็คงจะกดทีละไฟล์ไปเรื่อยๆต่อไป) แล้วก็อีกตัวที่เพิ่งรู้ว่าแต่ว่ายังไม่เคยใช้ก็คือ การ search super star คือ เราบอกว่าได้ให้ค้นหาเฉพาะพวกที่ติดดาวสีแดง สีเหลือง อะไรก็สุดแล้วแต่น่ะครับ นั่นก็แปลว่า ก่อนที่คุณจะใช้งานได้จริงๆ คุณก็ต้องกำหนดกับตัวเองอยู่เหมอืนกันน่ะครับว่า ความหมายของดาวหรือสัญลักษณ์แต่ละแบบมันหมายความว่าอย่างไร ของผมจะมีความหมายโดยเอาแบบ Get things done เป็นตัวกำหนดน่ะครับ ก็เช่น ถ้าหากว่าเป็นลูกศรไปทางขวาแปลว่า delegate to others แปลว่าให้คนอื่นทำ หรือว่า ถ้าหากว่าอยากรอไว้ก่อน ไม่ได้ทำตอนนี้ Defer เอาไว้ ก็จะเป็นอีกรูปนึง ส่วนงานที่ไม่ทำแน่ๆเพราะว่าไม่ worth doing ไม่คุ้มกับการออกแรงออกเวลาไปทำมันก็ delete มันซะก็จะไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ไม่ลบไปก็ archive ไปน่ะครับ

ถ้าหากว่าคนที่ไม่เคยรู้เรื่อง GTD  มาก่อนผมเล่าให้ฟังคร่าวๆได้น่ะครับ ก็คือ

งานใดๆ (task) เราสามารถที่จะมี action กับมันได้แค่สี่อย่างเท่านั้นเอง คือ

1. ทำมันซะ (do it)

2. ไม่ทำมันลบมันไปเลย (ไม่คุ้มกับเวลาที่จะทำ)

3. เอาไปให้คนอื่นทำ (Delegate to others)

4. รอไปก่อนแต่ว่าจะกลับมาคิดใหม่ว่าจะทำ 1 หรือ 2 หรือ 3 (Defer งานครับ)

ผมก็คิดๆดูแล้ว มันก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้จริงๆน่ะหละ ไมว่าคุณจะขยันหรือขี้เกียจมากเพียงใด คุณก็ต้องกระทำกับงานใดๆภายในสี่อย่างนี้เท่านั้นครับ

เพราะฉะนั้นแล้ว Gmail Super star  เป็นอีก function หนึ่งสำหรับคนที่อยากจัดการกับงานที่ไหลเข้ามาทาง inbox  Gmail อย่างเป็นระบบจริงๆอาจจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้แบบที่ผมเล่าให้ฟังนี่ก็ได้น่ะครับผม

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • gtd คือ
  • gtd ประยุกต์
  • attach file meno ใน gmail click ไม่ได้ ทำอย่างไร
  • get thing done คือ
  • getting thing done ไทย
  • gmail ใน iphone attach file
  • gtd getting things done
  • I am getting things หมายถึง
  • การใช้ gtd