วิธีการโฆษณาโดยใช้ Viral Marketing ที่เข้าเนื้อคนไทยโดยแท้ หลอกกันซะ ให้ Brand เสียกันไปข้าง

Note: ถ้าหากว่าคุณกด play แล้วไม่ไปแสดงว่าเค้า remove โฆษณาตัวนี้ออกไปแล้ว และไม่อยากจะแสดงตัวตนว่า "ผมเป็นคนหลอกคุณครับ”

ผมไม่ได้ดู clip ที่คุณครูเค้าเอา BB นักเรียนขว้างลงพื้น แต่ก็เห็นคน Post ไว้ที่ facebook สองครั้ง (จากเพื่อนคนละคนกันน่ะครับ) แล้วก็รับรู้อีกครั้งผ่าน TV  (จำได้คุ้นๆว่าน่าจะเป็นรายการ TV ข่าวสามร้อยหกสิบองศาตอนกลางวันมั้ง ถ้าหากว่าจำไม่ผิดน่ะครับ แต่ว่าก็มีโอกาสจำผิดได้มากครับ) และก็อีกครั้ง คือ กระทู้ หรือ post ที่อยู่ในเว็ป portal ชื่อดังของ sanook ครับ นั้นก็แปลว่า การรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ Clip นี้มีทั้งหมด สี่ ครั้งด้วยกันในระยะเวลาประมาณ 2 weeks ที่ผ่านมา

ตอนที่ผมดูที่ sanook.com นั้นก็จะมีคน comment ไปต่างๆนานา ว่าจะการที่นักศึกษาถ่ายออกมาได้แบบนี้ และ คุณครูแสดงความโกรธได้ระดับนี้ รวมทั้งการวิเคราะห์ได้ว่า นักเรียน (นักศึกษา) ชายก็ทำเกินกว่าเหตุเหมือนกับเป็นเหตุจงใจเพื่อทำให้เกิดอาการโกรธของคุณครู รวมทั้งการตั้งใจถ่ายจากคนหลังห้อง ถ้าหากว่าไม่ได้เตี้ยมกันเอาไว้ก็ต้องจะทำตัวเองให้ดัง เพื่ออะไรสักอย่างแต่ผลลัพธ์ ที่ปรากฏก็คือ นักเรียนไม่ได้ต้องการดัง ! แต่เป็นความต่อเนื่องของเรื่องราว และเนื้อหาเกี่ยวกับการ promote สินค้าแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งแม้กระทั่งตัวผม ยังต้องเอาเวลามานั่งพิมพ์บอกต่อให้กับเพื่อนๆได้รู้กันอีกทอดหนึ่ง (และแน่นอนว่าถ้าหากว่าผมเจอน้องผม ผมก็ต้องบอกเค้าอีกว่า เนี่ยะ มันเป็นเหตุการณ์ตั้งใจจริงๆด้วยน่ะครับ)

แม้ว่าเยอะคน(หรือเปล่า)จะดูออกว่าเป็นการตั้งใจ แต่ก็คิดไม่ถึงว่า จะเป็นการว่าจ้างกลุ่ม market บางกลุ่ม หรือบางคน กับ creative ในการสร้าง ads เพื่อจงใจสร้าง viral clip ขึ้นมาจริงๆ แต่ปรากฏว่า เรื่องราวการใช้ความรุนแรง เพื่อให้เกิดความสะเทือนใจ และเกิดข้อสงสัยนั้น ไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการทำ viral สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ต่อสินค้าที่ไม่ได้เกี่ยวกันมากนัก (แค่ทำ campaign ที่พยายามจะสร้างให้เกี่ยวเท่านั้น) คาดว่าผลลัพธ์ที่ได้น่าจะมีผลลบต่อ Brand ไปอีกนาน ด้วยเหตุผลที่ผมคาดเดาไม่ยากว่า สังคม น่าจะรับกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ด้วยเหตุผลมากมายหลายประการ อันได้แก่

- เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของครูอาจารย์ที่ไม่ดีเอามากๆเลย สำหรับคนที่มีวุฒิภาวะเพียงพอ อาจจะพอประเมินได้ว่า ครูที่อยู่ในภาพนั้นไม่น่าจะเป็นครูจริงๆได้เพราะถ้าหากว่าเป็นครูจริงๆแล้วการเก็บอารมณ์ได้นั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นในการสอนลูกศิษย์ แม้ว่าจะถูกกวนเอามากๆก็ตามครับ แต่แน่นอนว่า คนที่เหลือไม่ได้คิดอย่างงั้น อาจจะพาลคิดไปได้ว่า "ครูอาจารย์" ไม่ได้เป็นบุคคลที่น่าเคารพสักเท่าไหร่ เพราะมีภาพการใช้ความรุนแรงอยู่ใน class อย่างที่เห็นๆ เหมือนกับว่า เก็บอารมณ์โกรธแค้นเอาไว้ไม่อยู่เสียอย่างงั้นครับ

- ทำให้คนดูและเชื่อหรือส่งต่อบอกต่อ รู้สึกว่าตัวเองโดนหลอกเป็นเหยื่อสำหรับนักการตลาดสมัยใหม่ ผมไม่ได้บอกว่า การทำตลาดด้วย viral marketing clip แบบนี้ไม่ดีน่ะครับ แค่ว่า ถ้าหากว่าสร้างเนื้อหาออกมาเป็นลักษณะที่ดูเหมือนกับ "ความรุนแรง" หรือ "การยุยงเรื่องเพศ" (ผมเคยเห็นหลายจ้าวพยายามทำครับ) ก็จะต้องโดนเสียงวิจารณ์ออกมาอย่างไม่ดีเอามากๆครับ ถ้าหากว่า product คุณไม่ได้เกี่ยวกับ การใช้ความรุนแรง หรือ ไม่ได้เกี่ยวกับ เพศ หรืออารมณ์เพศแล้ว เมื่อ "เฉลย" ออกมา แล้วคนที่ได้ส่งต่อ หรือบอกต่อเกี่ยวกับ clip นั้นๆจะได้อารมณ์เหมือนกับโดนตีแสกหน้า แล้วเค้าจะจำ Brand คุณครับ ! แต่ไม่ได้เป็นเรื่องดีที่จะโดนจำว่า "คุณเคยให้นักการตลาดมาหลอกกัน และ ทำให้คนส่งเนื้อความต่อ หรือ clip ต่อนั้น ตกเป็นแค่เครื่องมือของการตลาดแบบ viral นี้เท่านั้น !"

อย่างน้อยผมว่าผม case นี้เป็นกรณีที่น่าสนใจอย่างยิ่งกับการใช้งาน viral content ใดๆไม่ว่าจะเป็นการสร้าง clip upload เข้า youtube.com หรือ การสร้าง Game หรือเนื้อหาใดๆที่ต้องส่งต่อ ๆ กันเพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างเกิดขึ้น แล้ว ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเอามากๆต่อ product  และ สำหรับคนบริโภคสื่อ online ผมก็จะพูดเหมือนเดิมน่ะครับ ว่าจงอย่าเชื่อทุกอย่างที่คุณเห็น เพราะ ใครๆก็สร้างเรื่องราว หรือ พิมพ์เรื่องราว ให้คุณได้รู้ได้อ่านกันได้อย่างอิสระ ได้อย่างไม่มีคนมากำกับดูแล หรือ มาบอกคุณว่าเป็นเรื่องจริง หรือไม่ ! ครับผม …

แถวท้ายด้วยภาพด้านล่าง คือ screenshot ของหน้า youtube ตอน 9:51 ของวันที่ 20 กันยายน 2553 ณ ตอนนี้มีคนดูแค่ 300 คนเท่านั้น แต่จะดูต่อไปว่าจะมีคนเข้าไปดูทั้งหมดกี่คน ..
bb youtube

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • โหลดโปรแกรมsocialbox
  • viral marketing clip
  • ขั้นตอนการทำ viral marketing
  • คนไทย viral
  • ตัวอย่างโฆษณา viral personal ประเทศไทย
  • โฆษณา viral marketing

รายงานผลการทดสอบ promote Skype กับ cj.com เดือนแรก สิงหาคม 2010

 

monthly report Cj.com ผมเห็นพวก web ฝรั่งชอบทำ monthly report เพื่อบอกว่าได้รายได้จาก Blog ของตัวเองเท่าไหร่น่ะครับ งั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากน่ะครับ เอามั่งก็แล้วกัน เพราะเงินนี้เป็นรายได้ที่ผมหามาได้จาก online ผ่าน Blog นี้ และ ผ่านสินค้า บริการเพียงตัวเดียวเท่านั้นครับ การใช้งานโทรศัพท์ Skype ครับ เข้าไปอ่านหน้าทำเงิน หรือที่พวกฝรั่งมังค่าชอบโม้ว่า มันคือ money page ครับผม

รูปแบบถ้าหากว่ากด link skype โทรทางไกลแบบเหมาจ่าย เข้าไปดูจะพบได้ว่ามันก็เป็นแค่หน้า page ของ Blog ผมแค่หน้าหนึ่งๆเท่านั้นเอง โดยที่ผมนี่ก็จริงๆแล้วเพื่อที่จะทดสอบว่า การหาเงิน online แบบไม่ต้องออกแรงทำอะไรสักเท่าไหร่นี่มันก็เป็นไปได้ในการทำครับ สำหรับวิธีการมันก็มีขั้นตอนของมันเอง แต่ว่าที่ผมทำนี่อีกเหตุผลก็ เพื่อที่จะเข้าใจและทดสอบ "ความรู้" และ ที่อื่นๆที่ได้อ่านมาเท่านั้น เพราะว่าเงินได้เปล่ามาเดือนละหมื่นบาทหรือปีละ แสนสองนั้นก็ไม่ได้มากอะไรครับ แค่เอาไปใช้กินเล่นเลี้ยงสาวได้เท่านั้นครับ ไม่สามารถที่จะอยู่จริงได้เงินจำนวนนี้ได้จริงหรอก แต่ที่เอามาทำเป็น report ก็เพื่อที่อยากจะบอกว่า มันก็ทำได้ไม่ยาก แม้ว่าคุณจะไม่มีสินค้าอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียวที่เป็นของตัวคุณเอง แล้วก็ตลกว่า คุณไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว เมื่อคุณมีหน้า money page ที่ติดตลาดแล้วจริงๆ (ยกเว้น case ที่โดนคนอื่นตีเข้าน่ะครับ)

โดยมากแล้วพวกที่จะหาเงิน online จากการสังเกตจะไม่ได้ทำการ promote สินค้าแค่ตัวเดียวเท่านั้นครับ เพราะแค่นี้มันไม่พายังชีพได้แน่นอน แค่ทำเป็นน้ำจิ้มก็พอจะทำได้อยู่บ้างแบบชิว ไม่ได้ถึงกับว่าไม่ได้อะไรซะทีเดียวกับการที่ "อยากจะบอกเรื่องราว" ต่างๆให้กับคนอื่นได้รู้ แล้ว Google ก็มาจับเนื้อความเราไป คนที่ค้นหาคำนั้นๆครับ income ของพวกที่เค้าเป็น pro. (ทำเพื่อยังชีพไม่ทำอะไรอย่างอื่นแล้ว) นั้นจะมี product และ service online ที่พวกเค้าเหล่านั้น "ใช้" และ "ชอบมัน" อยู่จริงๆเยอะแยะมากมายครับ แล้วเรื่องราวเหล่านั้นก็เป็นแบบสะสมซะด้วยซื คือ คุณไม่ต้องทำอะไรต่อแล้ว เมื่อคณ เชื่อมจุด ระหว่างคน ซื้อและคนขายของ (สินค้าหรือบริการ)ได้ในที่สุดครับ

อย่างว่า คนที่ทำหน้าที่เชื่อมจุดแบบนี้ จะเรียกว่า "Blogger" ถ้าหากว่าเค้าทำการเชื่อมจุดระหว่างคนซื้อและคนขายด้วยการให้ information อะไรบางอย่างและคนที่ติดตามก็เชื่ออย่างงั้นครับ เพราะเป็นแฟนพันธ์แท้กัน คนบอกก็ win และคนได้รับการบอกก็ win เช่นเดียวกัน เพราะได้ product หรือ service ที่ผ่านการพิสูจน์และทดสอบ และโดยชอบโดยพวกที่ชอบบอกต่อนั้นอย่างจริงจัง ไม่หมกเม็ดแต่ประการใดครับ

นั้นก็แปลว่า ถ้าหากว่า earn income แบบนี้แล้ว สินค้าหรือบริการใดๆ Blogger หรือคนที่ review แล้ว promote สินค้านั้นๆ เป็นคนที่ใช้งานจริงและชอบเพื่อบอกต่อสินค้านั้นๆได้จริงครับผม  ซึ่งแน่นอนว่า มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับกรณีของผมแต่อย่างใดครับ เพราะถึงแม้ว่า เค้าคนนั้นจะไม่ได้ค่า commission จากการบอกต่อคนอื่นเพื่อให้เกิดการซื้อขายกัน แต่เค้าเหล่านั้นชอบสินค้าหรือบริการนั้นจริงๆ เค้าก็ยังไปบอกต่อคนอื่นอยู่ดีครับ ตัวอย่างก็เห็นได้อย่างชัดเจน ทั่วไปที่สุดตัวหนึ่งก็คือ iPhone (ไม่ว่าจะเป็น version อะไรก็แล้วแต่น่ะครับ) คนที่เค้าใช้งาน เค้าใช้แล้วรู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตเค้าสะดวกขึ้นมากจริงๆ เค้าก็อยากจะบอกต่อ แม้ว่า เค้าจะไม่ได้ค่านายหน้าในการบอกต่อ เพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าประเภทนั้นๆ (iPhone) แม้แต่สตางค์แดงเดียวอยู่ดีครับผม

วิธีการ promote สินค้าหรือบริการใดๆที่ดีก็คือ “ใช้จริง แล้วบอกต่อ” ถ้าหากว่ามันดีจริงๆ การบอกต่อเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอย่างไม่ต้องให้ระบบใดๆมาบังคับแต่อย่างใด ตัวคนที่บอกต่อก็ไม่ได้คิดดว้ยว่ามันเป็นการโฆษณาให้กับสินค้าหรือบริการนั้นๆ เพราะ บอกไปเอาความดีเข้าตัวยังไงอย่างงั้นครับ

ถ้าหากว่าคุณดูยอด commission ประมาณหมื่นนิดๆบาทที่ไหลเข้า account ที่เปิดไว้ที่เมืองนอกทิ้งเอาไว้ (และไม่เคยคิดจะเบิกเอามาใช้แม้แต่ Dollar เดียว) ยอดนี้ผมกลับมา promote บริการส่วนที่ผมใช้อยู่เมืองวันที่ 12 ของเดือนที่ผ่านมาครับ แม้ว่าผมจะรู้จักสินค้านี้มานานแล้วก็ตามที แต่เนื่องจาก บริการนี้ มีการ "ปิดให้บริการ" ไปมากกว่า 5 เดือนก่อนหน้าทำให้ผมต้องแก้เนื้อหาเพื่อบอกว่า ไม่สามารถซื้อได้แล้ว (ณเวลานั้นครับ) แต่กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนทีผ่านมาอีกรอบ ผมก็เลยมาดูยอดอีกครั้งน่ะครับ ว่ามี Dollar ไหลเข้า account สักเท่าไหร่ ปรากฏว่า มันก็ได้เท่าเดิม เพราะ ก็ไม่ได้ทำอะไรเพิ่ม แล้วมันก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใดน่ะครับ

ประเด็นทีว่าแปลกนั้นอยู่ตรงนี้น่ะครับ คือ การติด ads ไว้ที่ด้านขวาของ website Blog แห่งนี้ไม่ได้ทำให้เกิดรายได้สักเท่าไหร่ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งแต่ก่อนผมทำการ track เพื่อทดสอบเป็นพิเศษว่า ถ้าหากว่ากดเห็น ads แล้วจะกดกันอย่างงั้นหรือ ผลก็คือ  … ไม่มีคนกดอะไรสักเท่าไหร่ แล้ว เพื่อความมั่นใจผมมีซื้อ ads ที่มี impression มากๆ เช่น website ที่ฝาก file ภาพ แล้วก็ให้แสดง ads นี้โดยผมจ่ายเงินต่อเดือนไม่มากนัก (เพื่อการทดสอบ) ก็ผลเป็นไปอย่างที่คาดก็คือ มันก็ไม่ได้ทำให้คนเข้ามาที่ website rackmanagerpro.com แห่งนี้มากนัก (เรียกว่าเป็นหลักสิบกันเลยดีกว่าตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ที่จ่ายเงินไป ก็หลักสิบหลักร้อยเท่านั้นน่ะครับ แหม ก็บอกแล้วว่ามันแค่ทดสอบเท่านั้นน่ะครับ จะจ่ายเยอะๆทำไมล่ะ เนาะ  .. ว่าปะครับ)

เพราะ ads แบบ Banner แบบนี้ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไหร่ ปัญหามีอยู่สองอย่างที่คาดว่ามันเป็นไปได้ก็คือ Ads มันไม่ดีไม่ได้ทำให้คนอยากกดแต่อย่างใด แม้ว่า สินค้านั้นๆจริงๆแล้ว คนทั่วไปก็ใช้ได้ และ ใครๆก็มีโอกาสเป็นคนซื้อได้ครับ หรือ อีกกรณีคือ คนที่ ads นี้ไม่ได้กลุ่มคนที่จะซื้ออยู่แล้วครับ นั้นเกือบจะทำให้ผมสรุปในทิศทางตรงกันข้ามได้ว่า การใช้ Contextual ads แบบ Google Adwords น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับสินค้าที่มีความต้องการเฉพาะ และ contextual แบบ content marketing ก็เป็นทางออกที่ดีมากๆทีเดียวสำหรับการ promote สินค้าหรือบริการใดๆครับ

แนวโน้มคือ คนที่เข้ามาแล้วอ่านเนื้อความ หรือไม่ได้อ่านเนื้อความจริงๆ แค่อ่านแบบ skimming เค้าก็จะเห็น content หรือเนื้อหาว่า ตาคนนี้มันบ้าบอ รู้อะไรเยอะในเรื่องนั้นๆ แล้วก็อย่างน้อยก็จะมีแนวโน้มเชื่อในคำบอกกล่าว หรือ review ของ Blogger นั้นๆได้มากกว่าคนอื่นๆครับ ซึ่งเป็นการตลาดแบบที่มีความคิดพื้นฐานว่า "คนที่พิมพ์เนือ้หา หรือบอกกล่าวแนะนำสินค้าหรือบริการเหล่านั้น ได้ผ่านการใช้งานสินค้าหรือบริการนั้นๆมาแล้ว และดีจริง จึงทำการบอกต่อ โดยไม่มีผลประโยน์อะไรอยู่เบื้องหลัง"  ความคิดพื้นฐานที่ว่า จะเป็น Default ความคิดเมื่อ search แล้วเจอเนื้อความที่อธิบาย how to การ review สินค้าหรือบริการ จาก website ที่ดูแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง เรียกได้ว่า จนทำให้ "เราเชื่อคนแปลกหน้า มากกว่า คนที่ทำ ads หรือโฆษณา หรือนักการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายกันแบบโจ๋งครึ่มกันเสียอีกครับ"

ความคิดพื้นฐาน ประโยคที่ว่า "… โดยไม่มีผลประโยชน์อะไรอยู่เบื้องหลัง" นั้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่อเมริกา โดยพวกคุ้มครองผู้บริโภคเค้าก็ออกกฏกันออกมาน่ะครับว่า ถ้าหากว่าเป็น link แบบกดแล้วได้ commission กันนั้นต้องบอกด้วยว่าเป็น affiliate link เพื่อให้คนที่หลงเข้ามาอ่านนั้นเข้าใจได้เลยว่า "มีผลประโยชน์ทางการเงินอยู่เบื้องหลังด้วยเช่นเดียวกัน" แต่มาถึงตอนนี้ผมก็เห็นคนที่ทำตามกฏนี้ไม่มากสักเท่าไหร่ หรือ ไม่เกินสัก 15% จาก link ที่ผมเห็นผ่านตาทั้งหมดน่ะครับ มีแค่บาง Blog เท่านั้นที่บอกว่ามันเป็น affiliate link ครับ จริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ควบคุมกันยากจริงๆน่ะครับเอาเป็นว่าถ้าหากว่าเค้ามีทางออกแล้วจริงๆ ผมก็คงจะได้มีโอกาสเอาบอกอีกรอบแล้วกันน่ะครับนั่น

อย่างไรก็ดี มี blogger หลายราย (จากการอ่าน feed ของ Blog เค้าเหล่านั้นน่ะครับ) เค้าก็บอกว่า แม้ว่าจะใส่เข้าไปว่า affiliate link บอกไปให้หมด คนที่ search เนื้อหาเข้ามาแล้วเจอ ก็ยังกดอยู่ดี เพราะ ถือได้ว่าเป็นการ fair ที่สุดว่า ถ้าหากว่ามีการแนะนำเนื้อหา (สินค้าหรือบริการ) ให้แล้ว แล้วเค้าเหล่านั้นเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์ก็ถือว่าเป็นการขอบคุณหรือขอบใจกับสิ่งที่ได้นำเสนอนั้นไปอยู่ดี คิดได้อย่างนี้จริงๆก็เป็น win-win situation ครับ ซึ่งผมก็ลองดูแล้วเหมือนกันครับ คือ มีคน add email msn ผมไว้เพื่อสอบถามว่าผมใช้ skype แล้วเสียงดีเหรอป่าว ผมก็บอกไปว่าเสียงดี ผ่าน msn น่ะครับแล้วผมก็บอกต่อไปอีกเยอะแยะน่ะครับ ( online msn ใน iphone น่ะครับระหว่างนั่งรถ) แล้วผมก็ตบท้ายด้วยว่า อืม .. จริงๆแล้วผม promote ให้เค้าเพราะว่าจะได้ค่า commission ด้วยน่ะครับ ยังไงถ้าหากว่าจะจ่ายเงินกันจริงๆ ก็กด link ผ่านหน้าเว็ปผมไปน่ะครับ และคำตอบก็คือ "ค่ะ.." แล้ววันนั้นก็มียอดการขายตามที่คนนี้เค้าบอกไว้ว่าจะซื้อจริงๆครับ

ผมว่า โดยรวมแล้ว การบอกว่ามันเป็น affiliate link ว่าได้ค่า commission ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะ คนคิดที่ว่า ถ้าหากว่าคุณให้ข้อมูลทีมีประโยชน์จริง ก็ควรจะได้รับ reward จากการแนะนำนั้นอยู่ดี (เพราะคนที่ซื้อก็ไม่ได้มีอะไรจะเสียเพิ่มอยู่แล้ว อยู่ดีน่ะครับ) อย่างน้อยก็ยืนยันได้นิดนึงว่า ที่พวก Blog ทำเงิน และ concept ที่เค้าโม้เอาไว้ที่ blog ของเค้าเหล่านั้นก็มาจากการทดสอบทดลองเรื่องจริงๆ ที่ผมก็มาพิสูจน์ได้ไม่ยากครับผม

เอาล่ะครับ หมื่นสองนี่ร่ายได้ซะยาวขนาดนี้ ดีนะไม่ต้องไปเปิดเป็น online course กันไปเลยก็อาจจะทำได้อยู่น่ะครับ ยังไงไว้จะลองดูมั่งน่ะครับ เพราะว่า การมี product เป็นของตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างหนึ่งครับ ว่าอย่างน้อย product นั้นอยู่ๆจะไม่หายไปเหมือนกับช่วงที่ skype เอา promotion ที่ผม promote ออกไปจากสารระบบครับ ..

ทำไมเลือกเล่น Etoro ค้าเงิน online ด้วยเิงินจริงหรือทดลองเล่นไปนานๆด้วยเงินจำลอง

Etoro ค้าเงิน online  Forex trading platform

เมื่อประมาณปีที่แล้วผมได้แนะนำ Etoro ว่าเป็น Platform หรือถ้าหากว่าแปลเป็นไทยก็ความหมายประมาณว่า อุปกรณ์ วิธีการ หรือรูปแบบของเครื่องมือประเภทหนึ่งเพื่อใช้สำหรับการ “เล่นค้าเงิน” โดยเงินทั้งหมดอยู่ต่างประเทศทั้งหมด ไม่ได้มีเงินไหลอยู่ในระบบไทยๆเราแม้แต่บาทเดียว แต่ประเด็นที่ผมแนะนำไปนั้นคือ ใช้เชิงของการฝึกหัดที่เป็น game หรือ practice mode เพื่อให้คนที่ไม่เคยเข้าอยู่ในสนามหัวกระทิงที่เกี่ยวกับการค้าสกุลเงินได้ทดสอบ ทดลองความรู้ความคิดและวิธีการที่คิดว่าน่าจะ works สำหรับตัวเองก่อนที่จะวางเงินจริงๆในระบบของ ETORO ครับ เวลาผ่านไปหนึ่งไปจาก content ที่ผมได้แนะนำกันไปนั้น ผมไม่ได้แค่แนะนำเฉยๆแต่ผมได้ลอง ทดสอบ เหมือนกับที่ผมบอกคุณๆนั่นน่ะหละครับ เพราะมันก็เป็นแค่เกมส์ (ถ้าหากว่าคุณไม่ได้วางเงินจริงๆไว้ครับ) ก็จะประเมินวิธีการต่างๆ ที่คุณเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จริงๆได้แต่จะได้ประสบการณ์เรื่องอารมณ์จริงๆถ้าหากว่ามันเป็นเงินจริงๆขึ้นมาครับผม

เหตุผลว่าทำไมคุณต้องเล่น Forex กับ Etoro

เหตุผลรวมๆสำหรับคนทั่วไปคือ การเล่นค้าเงิน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อที่จะทำกำไรสำหรับตอนนี้ครับ เพราะ ถ้าหากว่าคุณยังเป็นคนหนุ่มคนสาวที่ไม่ได้มีเงินทองเก็บไว้มากมายอะไร ความผันผวนของ Forex หรือตลาดเงินนั้นทำให้คุณอาจจะรู้สึกว่ามันเสี่ยงเสียเหลือเกิน แต่อย่างไรก็ดี เมื่อสุดท้าย คุณมีเงินเป็นถุงเป็นถังแล้ว คุณก็จะต้องเอาเงินไปลงทุน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทอง หรือ หุ้น หรือการลงทุนในรูปแบบอื่นที่มีรูปแบบที่มีความเสี่ยงน้อยลงไปอีกที่ผมจะไม่ได้กล่าวถึง นั้นก็แปลว่า อย่างไรก็ดี คุณจะมีเงินส่วนหนึ่ง ปะเอาไว้กับ “การเล่นกราฟ” อยู่ดี เหมือนเป็นกฏเกณฑ์มาตราฐานว่ากันบนโลกเราเลยว่า ถ้าหากว่าคุณมีเงิน คุณก็ต้องให้เงินทำงาน ไม่ให้มันทำงานด้วยการลงทุนในหุ้น (เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของ Business แต่ว่าเป็นเจ้าของด้วยความเป็นหุ้น) หรือ ลงทุนด้วยทองและสินค้า commodity สักอย่างนั้น ทั้งหมด จำเป็นต้องใช้ ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน ของธรรมชาติของความผันผวนของราคาหรือเส้นกราฟของแต่ละประเภทครับ เช่น ถ้าหากว่าหุ้นก็ต้องไปรู้จักว่ามีการปันผลอะไรอย่างไร มีข่าวประเภทไหนที่จะกระทบ และอื่นๆ เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ช่วยในการตัดสินใจคิด หรือ เป็นตัวสรุปข่าว และทิศทางความเป็นไปได้อื่นๆที่คุณคิดว่า “ใช่” ก็คือ ข้อมูลทางสถิติ แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นเทคนิคให้เรียนรู้ได้ตามหนังสือ หนังหาที่มีขายกันโดยทั่วไป

ข้อมูลทางเทคนิค ถือเป็น “ข้อตกลงนอกรอบ” ของคนที่หากินกับกราฟ

ถ้าหากว่าคุณมองการเล่นกับกราฟ เช่น การเล่นค่าเงิน ค้าเงินพวกนี้เป็นแค่เกมส์ จะมีคนที่เล่นเก่งและไม่เก่งปะปนกัน พวกที่ไม่เก่งมักจะโดนมองว่าเป็น แมงเม่า แล้ว ก็จะบินเข้ากองไฟอยู่ร่ำไป เพราะไม่ได้รู้ข้อตกลงกันว่า เกมส์เค้าเล่นกันอย่างไร ทิศทางของกราฟ ไม่ว่าเรื่องใดๆจะเป็นผลมาจาก ความต้องการซื้อ และ ความต้องการขาย ของตลาดต่อสินค้าตัวนั้นๆเท่านั้น นั่นแปลว่า ถ้าหากว่าทุกคนกำลังคิดว่า ของมันจะขึ้น ก็ต้องซื้อเก็บไว้เป็นปกติ ราคาของสิ่งนั้นก็ขึ้นได้จริงๆขึ้นมาเหมือนกับที่ “จิตใจมวลรวม” คิดไม่ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด เพียงแค่ว่า ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีใครรู้ก่อนล่วงหน้าเท่านั้นเองว่า จิตใจของคนมวลรวม จะคิดต่อราคาของกราฟประเภทนั้นๆว่าอย่างไร อย่างถูกต้อง 100% แน่นอน แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ “คนเหล่านี้ได้ทำการตกลงกันเอาไว้แล้ว ว่ามันจะขึ้นหรือจะลง” ด้วยเหตุผลใดสักอย่าง ซึ่งสิ่งที่เป็นข้อตกลงนั้นก็คือ “สัญญาณขาขึ้น” หรือ “สัญญาณขาลง” ที่แมงเม่าไม่รู้ แต่คนที่เหลือทั้งหมด นัดแนะกันเอาไว้ด้วยโอกาสเดิมๆตามสถิติ

ในเมื่อ “ข้อมูลทางเทคนิค” จะเป็น สัญญาณที่บอกให้คนทั้งโลกหรือทั้งสนามแข่งขันได้รู้ว่า ราคามันกำลังจะเป็นไปในทิศทางใด แต่เมื่อคุณไม่รู้ มันแปลว่าอะไรล่ะครับ ? คำตอบผมคงไม่บอกอะไรน่ะครับว่า คนที่เล่นเกมส์ โดยรู้กติกาพื้นฐานได้อย่างไม่สมบูรณ์ ย่อมมีโอกาสพ่ายเยอะกว่าในเกมส์เสมอ ถ้าหากว่าคุณเตะบอลคุณไม่รู้หรอกว่าถ้าหากว่าคุณไปยืนรอหน้า goal แบบนั้น เป็นการล้ำหน้า คุณก็ไปยืนซิ เหมือนจะเป็นวิธีการที่ฉลาด แต่เมื่อมีบอลมาเข้าใกล้หน้าประตู คุณทำให้ทีมเสียโอกาสทำประตูไปยังไงอย่างงั้น แต่เสียใจที่ว่า เกมส์นี้เป็น Single Player Game ที่กำหนดด้วยเงื่อนไขว่า เงินใครก็เงินมัน ต้องไปว่ากันเอาเอง เป็นโลกที่โหดร้ายไม่ได้มีเพื่อนมาเตือนว่าคุณกำลังล้ำหน้า แล้วจะทำให้ตัวเค้าเสียตามไปด้วยอย่างงั้นเป็นแน่

ถ้าธุรกิจคุณพึ่งมีกราฟใดๆให้เห็นคุณก็อาจจะใช้ “ความรู้เชิงเทคนิค” เพื่อมองกราฟได้

ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ดีกว่าครับว่า ถ้าหากว่าคุณอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ต้องเอาฝ้ายมาทำการผลิตออกมาเป็นอะไรอย่าง หรือ คุณต้องซื้อข้าวสารเพื่อมาผลิตเป็นสินค้าอะไรต่อไปสักอย่าง แล้ว ต้นทุนของคุณส่วนมากเกิดจากต้นทุนวัตถุดิบที่มีความผันแปรตาม ความต้องการซื้อและขายในตลาดโลกแล้วล่ะก็ นั้นก็แปลว่า ถ้าคุณรู้ข้อมูลแค่เชิงข่าวสาร และความรู้สึกนึกคิดแค่เพียงอย่างเดียวแล้วล่ะก็ มันก็แปลว่า คุณจะขาดข้อมูลอีกส่วนที่คนที่เค้าไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่คุณต้องทำอย่างแท้จริง แต่เพื่อเล่นเพื่อทำกำไร(หรือขาดทุน) ด้วยตัวเลขกันเท่านั้น (พร้อมความเสี่ยงของเงินจำนวนหนึ่ง) เหตุผลก็ยังเหมือนกับย่อหน้าทีแล้วอยู่ดี แต่ สำหรับกรณีแบบนี้ก็จะตกในกรณีของผม คือ เรื่องเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าหากว่าคุณมีสนามจำลองที่ย่อ บีบอัดเวลา และได้ทดสอบ ความไม่รู้ (และรู้) ของคุณเกี่ยวกับเรื่องกราฟก็จะเป็นการเติมเต็มความสามารถในการตัดสินใจเข้าซื้อวัตถุดิบประเภทนั้นๆได้อย่างฉลาดมากขึ้นได้ด้วยเช่นเดียวกัน

เหตุผลที่ผมเลือก Platform ของ Etoro ในการเล่นกับกราฟค่าเงิน หรือ เล่นค้าเงิน ตอนนี้

ถ้าหากว่าเมื่อประมาณปีก่อน พอผมได้ลองเล่น Etoro เพื่อเป็นเกมส์ค้าเงิน (เพื่อเอาความรู้ทดสอบในเรื่องการดูกราฟ) ก็ปรากฏว่า เยอะเรื่องมากๆที่เราจะทำไม่ได้เพราะ Etoro ขาดคุณสมบัติที่ว่า “ไม่สามารถตั้งซื้อหรือขายเอาไว้ได้ล่วงหน้า” แต่อย่างไรก็ดี มีการร้องขอ Feature นี้เค้าไปกับทาง Etoro อย่างมากทำให้ เมื่อเดือนก่อนที่ผ่านมา (หรือนานกว่านี้แล้วผมก็จำไม่ได้สักเท่าไหร่) เค้าก็เพิ่มความสามารถนี้เข้าไป Platform แบบ Pro เพื่อให้เราตั้งคำสั่งซื้อ หรือ คำสั่งขายได้อย่างจริงๆกันเสียที แบบล่วงหน้า และนั่นก็ทำให้ Etoro เป็น Platform ที่ดูสะอาดตากว่า แต่ความสามารถเหมือนกับ Platform อื่นๆที่มีอยู่ในโลกเช่นเดียวกัน (แต่อย่างอื่นมันสับสนมากมายครับ ถ้าหากว่าเคยใช้จะรู้ดี)

ทำให้เกมส์เล่นค่าเงินด้วย Etoro เป็นเรื่องที่เหมือนจริงมากอย่างเต็มรูปแบบและ สามารถใช้เทคนิคการตั้งซื้อและขาย ตามวิธีการต่างๆที่พวกตำราได้พิมพ์บอกต่อๆกันเอาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แล้ว ณ เวลานี้ ทำให้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Etoro ได้รับรางวัล platform เพื่อการซื้อขายที่เป็น innovative จากการโหวดจากผู้ชมทางบ้าน ไม่ซิจากคนใช้มากที่สุดแห่งหนึ่งประจำปี 2010 ครับ แต่ผมก็ไม่ได้แปลกใจอะไรหรอกที่เค้าจะได้รางวัลอะไรพวกนี้ เพราะ policy ของ Platform Etoro เพื่อที่จะเล่น Forex นั้นบอกเอาไว้ชัดแจ้งอยู่แล้วแต่แรกว่า อยากจะให้การเล่นค้าเงิน เป็นเรื่องที่ดูชิวๆ ใครๆก็ทำได้ไม่ยาก และทั้งหมดเป็นไปแบบ electronic อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดยังไงล่ะครับ

แต่ก็มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง ในเรื่องของการใช้งานสำหรับคนที่เป็น pro

เนื่องจาก Etoro จะแสดงข้อมูลทาง technic ได้เกือบทุกประเภท (เท่าที่ผมอ่านๆมาแล้วมันดูดีน่ะครับว่าน่าใช้) เมื่อวาดกราฟเพิ่มเติมเข้าไปแล้ว มันจะ save ออกมาเป็นภาพได้หรือเป็นข้อมูล static (นิ่งๆ) ได้เท่านั้นครับ มันไม่ได้ save ชุดเทคนิคที่เรากรอกเข้าไปว่าเราต้องการเห็น เส้นอะไรแบบไหน หรือการคำนวณแบบไหนค้างเอาไว้ได้ เรียกว่าถ้าหากว่าจะวิเคราะห์กราฟกันใหม่ก็ต้องกดๆชุดกราฟเพื่อให้แสดงเส้นสัญญาณใดๆที่เราใช้งานอยู่ออกมาซ้ำไปทุกครั้งที่เราจะดูครับ แต่ก็อีกถ้าหากว่าคุณไม่ได้ดูเป็นประจำทุกวี่วัน เพื่อดูสัญญาณแบบเข้าเร็วออกเร็ว เป็น intra-day trader (พวกที่นั่งจ๋องเฝ้าทั้งวันไม่ได้ต้องเป็นอันกินอันนอนทำอย่างอื่น .) ก็ผมว่าความถี่ที่คุณดูเป็นรายวัน น่าจะยัง ok อยู่น่ะครับ แต่สุดท้ายถ้าหากว่าคุณผันตัวเองมาเป็น intra-day trader ได้จริงๆคุณก็คงต้องย้ายข่ายกันนิดหน่อยน่ะครับ เท่านั้นเอง แต่ว่าถ้าหากว่าคุณได้อย่างงั้นหรือมีความมั่นใจมากอย่างงั้นแล้วล่ะก็ที่จะทำ intra-day trading ตลอดวัน ก็เปิดที่อื่นอีกเพิ่มเติมก็ยังได้น่ะครับ เพราะ วัตถุประสงค์ที่ผมอยากให้ใช้กับ Etoro เพื่อการเรียนรู้กับเงินปลอม (เงินที่เป็นแค่แต้มหรือคะแนน) หรือ เอามาเล่นกับเงินจริงที่เป็นการฝึกหัดไปก่อน ไม่มีใครเก่งขึ้นมาได้ทันทีกันหรอกครับ ต้องเรียนรู้กันไปแต่ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ก็เท่านั้นเองน่ะครับ

นอกจากนี้ Etoro ยังมีเรื่องราวแปลกๆที่ไม่น่าเชื่อว่าเค้าจะทำออกมาให้เกิดขึ้นได้แต่ผมจะยังไม่ได้เล่าเอาไว้ ณ ที่นี้แล้วกันนะครับ เช่น การแสดงสัดส่วนคนซื้อและขายเฉพาะคนที่ใช้ Etoro ทั้งหมด หรือการติดตาม copy รูปแบบการซื้อและขายเหมือนกับการติดตามกันแบบ Twitter ว่าอย่างงั้น แต่เฉพาะคนที่ใช้ Platform Etoro ดูกันเองเท่านั้น (และ copy ซื้อๆขายๆตามกัน) ซึ่งเป็นวิธีการวิเคราะห์อีกเชิงที่ ไม่เคยมีมาก่อน และจะยังไม่มีใครที่ไหนออกมาเป็นตำราว่าจะดูอย่างไร และ มีผลต่อจิตวิทยากันอย่างไร หรือ platform ใหม่ๆเหล่านี้จะทำให้เรื่องเดิมๆใช้ไม่ได้อีกต่อไป ก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ผมก็อยากจะบอกว่า … ยังไงซะเข้าไปเรียนรู้ก่อนดีกว่าว่าที่ Etoro เค้าทำอะไรกันด้านหลัง เค้าเล่นอะไรกันและมีอะไรให้กดดูได้บ้าง เพื่ออย่างน้อยที่สุด ขอเติมเต็มข้อมูลที่ขาดหายไป ในเรื่องของการดู technic graph ที่บอกสัญญาณแบบดั้งเดิมกันก่อนก็แล้วกันน่ะครับ ถ้าหากว่าผมมองเห็นอะไรจาก สิ่งใหม่ๆที่เพิ่งมีของ Etoro แล้วผมจะมา พิมพ์ up ไว้ที่ blog แห่งนี้อีกครั้งครับผม ขอให้โชคดีแล้วกัน (อะไรก็แล้วแต่ก็ใช้โชคอยู่เยอะเหมือนกันน่ะครับ ผมว่า …)

ว่าแล้วก็โดดไปเล่นเกมส์ค้าค่าเงินด้วย platform ที่เจ๋งที่สุดเท่าที่ตอนนี้จะมีที่ Etoro กันเลยดีกว่าครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • etoro
  • etoro คือ
  • วิธีเล่น etoro
  • การเล่น etoro
  • เล่น etoro
  • การใช้งาน etoro
  • การสมัคร etoro
  • etoro ขายเงิน
  • etoro ดีมัย
  • วิธีใช้ etoro

ตัดภาพให้กว้างเท่าพื้นที่เนื้อหา Blog ทำให้ Blog ดูสวยขึ้นเป็นกอง

ภาพตัวอย่าง blog ที่เอาภาพแสดงให้เท่ากับพื้นที่พิมพ์ตัวอักษร

เมื่อไม่นานมานี้ผมก็เพิ่งสังเกตว่า ถ้าหากว่าเราจะ Blog เรียงหน้าให้ได้สวยๆ โดยมีภาพเข้ามาเป็นองค์ประกอบของเนื้อหาด้วยนั้น การจัดวางตำแหน่งภาพ หรือ การเลือกภาพ เพื่อเอามาใช้ show ใน Blog นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยทีเดียว ถ้าคุณต้องการให้ Blog ของคุณออกมาดูดีโดยองค์รวมครับ ประเด็นสำคัญที่ผมเจอแน่ๆก็คือ การเลือกภาพแล้ว crop มาจะต้องทำให้ได้มีขนาดกว้างหรือสูงอย่างดูดีที่สุด โดยการยืดระยะขอบ และเว้นชอบไฟ ให้เท่าๆกัน ฟังแล้วก็อาจจะงงๆนิดหน่อย คืออย่างนี้น่ะครับ ภาพสำหรับ เนื้อ content จะสังเกตว่า ผมจะทำให้มันมีขนาดกว้าง เท่ากับ พื้นที่ ที่เราแสดงตัวหนังสือครับ มันจะทำให้ดูแล้วออกเป็น Grid ที่จัดวางเอาไว้อย่างลงตัว ทำให้ภาพรวมของพื้นที่ Blog เรานั้นดูดี มี Design ขึ้นมาทันที ทั้งๆที่เท่าไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างออกไปจากเดิมมากนัก ซึ่งก็แปลกดีน่ะครับก็เลยอยากจะบอกน่ะครับ สำหรับคนที่ Blog Tip ในการกำหนดขนาดความกว้างของ ภาพ จะทำให้ Blog ดูดีขึ้นได้มากทีเดียวครับ

แต่สำหรับวิธีการที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้น จะเหมาะสำหรับ Theme ที่ไม่กว้างมากเกินไปนักครับ เพราะว่าถ้าหากว่าเป็น Theme ที่มีพื้นที่เนื้อหาเพื่อการพิมพ์ กว้างมากๆ จะทำให้เราหาภาพที่กว้างขนาดนั้นเพื่อเอามาแสดงได้ยาก (แต่ถ้าหากว่าทำเองจะเอาเท่าไหร่ก็ทำได้อยู่แล้วจริงมั้ยล่ะครับ) เพราะฉะนั้น มันจะต้องขึ้นกับตอนแรกสุดเลยก็ื คือ การเลือก Free Theme หรือ Premium Theme ก็สุดแล้วแต่ว่า เราเป็นพวกพิมพ์มากพิมพ์น้อยแค่ไหน (ถ้าหากว่าพิมพ์มากก็เลือกกว้างหน่อยได้ แต่ว่าถ้าหากว่าพิมพ์น้อยเลือก Theme ที่มีความกว้างของช่องตัวหนังสือต่อบรรทัดให้แคบลงได้) แล้วหลังจากนั้นก็จะยึด theme นั้นๆในการทำมาหา blog ต่อไปครับ เวลาที่เรา Blog ๆ ก็จัดการหาภาพตัดกว้างให้เหลือให้เท่ากับความกว้างพื้นที่ตัวหนังสือเท่านั้นก็เป็นเสร็จพิธีการเพื่อทำให้ blog มันดูดีแล้วน่ะครับ ง่ายนิดเดียวเอง แต่เป็นการ upgrade อารมณ์ art ของ Blog ขึ้นมาได้มากอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียวครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธี ทำให้เนื้อหามันกว้างขึ้น blogger

ไว้อาลัยให้กับเนื้อหาและรูปที่หายไปจาก website rackmanagerpro.com

ผมเพิ่งจะสังเกตว่า เนื้อหาเก่าๆที่ผมพิมพ์เอาไว้นอกจากจะไม่มีภาพแล้ว (เพราะว่า download จากของเก่ามาใหม่หมด) แล้วมันก็ยังเนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือเอามาไม่ครบอีกต่างหาก เหมือนกับว่ามันโดนตัดคำให้เหลือประมาณ ครึ่งหนึ่งของเนื้อหาทั้งหมด

ปกติผมจะพิมพ์ content หรือเนื้อหาเอาไว้ได้ยาวเอามากๆเพื่อเป็นการอธิบายให้คนที่หลงเข้ามาอ่านแต่และ content อ่านได้นานๆครับ อธิบายกันละเอียดยิบ แต่นี่พอผมผ่านประสบการณ์โดนไวรัสเข้าเว็ปแล้วก็ต้องทำการ backup ข้อมูล วิธีการที่ผมทำ คือ การเข้าไป export XML file หลังบ้านใน WordPress Admin นั้นไม่น่าเชื่อว่า text เนื้อหาจะเอาออกมาได้ไม่ทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นความผิดพลาดครั้งร้ายแรง และเป็นสูญเสียเนื้อหาอย่างไม่สามารถเอากลับมาได้ครับ

แต่ต่อจากนี้ผมจะทำการ back up files และเนื้อหาอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดซ้ำ อีก และเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับเนื้อหาที่ผมกำลังจะพิมพ์ไว้ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าด้วย สำหรับข้อมูล content ที่ผ่านมาสามปีย้อนหลังถือได้ว่า เสียแล้วก็เสียไป (ไม่มีอะไรเอากลับมาได้ทั้งเวลาและเนื้อหาที่ไม่สามารถเรียกกลับมาได้) แต่มันก็ทำให้เรารู้ว่า เราต้องระวังเรื่องอะไรบ้างในการ Blogging การ Back up กลับเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เรียกได้ว่า ต้องทำ ไม่มีทางเลือกอื่น และที่สำคัญนอกจาก back up แล้วคุณต้องลองดูด้วยว่าข้อมูลที่ back up นั้นมันสามารถเอากลับออกมาได้ทั้งหมดโดยไม่สูญเสียอะไรไปหรือไม่ ไม่อย่างงั้นแล้วจะเจอกรณีแบบนี้ แบบที่ผมเจออยู่นี้ แต่อย่างไรก็ดีผมไม่ได้เสียดายแต่อย่างใด เพราะ เรื่องที่ผ่านมาแล้ว รู้ๆอยู่ว่าแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เอามาเป็นบทเรียน ให้เราได้รู้ ให้เราได้เข้าใจ และ ให้รู้ว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญ เป็น “ประสบการณ์” ในการ Blogging ต่อไปครับผม

ขอไว้อาลัยให้กับ text เนื้อหา entries เก่าๆที่โดนตัดตอนไปเนื่องจากการ Export และ backup เนื้อหาได้อย่างไม่สมบูรณ์ครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • picknzip เปลี่ยนไม่ได้

เพิ่มสติในการใช้งาน internet ในที่ทำงานทำยังไง

ใช้ internet ทำให้คนเราโง่อย่างงั้นหรือ?
น้องผมเค้าบอกผมมาว่า “อ่านทความนึงเค้าว่า .. คนที่ใช้ internet ทำให้ความฉลาดด้อยลงไป..” ผมฟังแล้วก็ ฟังหูไว้หูน่ะครับเพราะว่าผมไม่คิดว่าตัวผมเองที่ใช้งาน internet มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ตามสัดส่วนของ internet speed ที่มากขึ้น และอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวผมมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดซะทีเดียวว่า มันทำให้ผมโง่ลงตามเวลา


Chat ทำให้ฉลาดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ?

บังเอิญว่าผมก็ไม่ได้รับ link ของบทความแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าให้ผมมองในมุมของผมเองแล้วนั้น “การใช้งาน internet จะทำให้คนมีจิตที่ติดกันมากขึ้น” ที่ว่าจิตติดกันมากขึ้นมันมีเหตุผลมาตั้งแต่สมัยที่ Thaipoint ดังเพราะเป็นระบบ chat แรกๆตอนที่ผมอยู่ ม.2 แล้วล่ะครับ ต่อมาผมก็ utilize การ chat เรื่อยมาครับ


จิตติดกันมากขึ้นหมายถึง .. อะไร ?

ตรงประเด็นง่ายๆ คือ คนคิดถึงกันได้มากขึ้นครับ เพราะ internet ้เป็นประเภทหนึ่งของการสื่อสารเท่านั้นเอง การสื่อสารด้วย text เสียง เนื้อความ email และอื่นๆอีกมากมายที่ใช้อยู่ครับ ยกตัวอย่างชัดๆกันเลยดีกว่า คุณคงแปลกใจว่า ทำไม BB หรือเจ้าแบรคเบอร์รี่มันถึงได้ขายดีเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับ mobile phone ต๊อกต๋อยเหมือนๆกัน ผมต้องบอกว่ามือถือพวกนี้มัน low tech เมื่อเทียบกับ smart phone เอามากๆน่ะครับ เรียกว่ามันไม่ได้ฉลาดอะไรแต่ มันฉลาดที่ทำให้คนมีจิตคนต่อติดถึงกันได้มากขึ้นจาก promotion ที่จำเป็๋นต้องใช้ครับ เพราะ BB นั้นขายได้เพราะ การ online ในระบบ chat ของ BB เองที่แยกจะระบบอื่นโดยเด็ดขาด เราคุยกันได้มากขึ้นกว่าเก่าแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน คือ เมื่อคุณรถติดไฟแดง คุณก็พิมพ์ text ไว้ (เหมือนกับ SMS แต่ว่ามันยาวได้ไม่อั้นเท่านั้นเอง) แล้วอีกฝ่ายปลายทางก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเดี๋ยวนั้น เค้าอาจจะนั่งอึอยู่ในห้องน้ำ หรือปฏิบัติกิจอะไรอยู๋ก็ได้ แค่มี time delay นิดหน่อยในการตอบเท่านั้นเองครับ
มีคนบอกผมว่า พอใช้ BB ต่อเน็ตแล้ว online msn ตลอดแล้วแอดผมไว้ ก็จะออกอาการราวกับว่า ไปไหนมาไหนก็เหมือนผมไปด้วยเลย อย่างงั้น (เพราะว่าผมก็ทำงานหน้าคอมและก็ online เยอะน่ะครับ) ซึ่งผมก็ว่า เป็นไปได้ที่จะรู้สึกอย่างงั้นครับ เพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้จิตเชื่อมต่อกันนั่นเอง
ย้อนกลับมาประเด็น การ chat เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้งาน internet และแน่นอนว่ามันก็เป็นแค่การสื่อสาร ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้คนโง่ลงแต่อย่างใด งั้นไปดูประเด็นอื่นต่อว่าใช้งาน internet แล้วโง่ลงได้ด้วยประเด็นอะไรมั้ย ?


Google ทำให้โง่ลงอย่างงั้นหรือ ?

ประโยคแรกๆเวลามีคนถามอะไรแล้วผมไม่รู้คือ “ไม่รู้.. ถามกูเกิ้ลดู..” ทำให้คนเราฉลาดน้อยลงหรือไม่ ถ้าหากว่าองคิดกันดีๆแล้ว Google ทำให้คนฉลาดมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะต้องการรู้อะไรก็จะสามารถที่จะรู้ได้ทันควัน ถ้าหากว่ามี iPhone ต่อเน็ตตลอดแล้วไซร้อยากรู้อะไรก็จะรู้ได้ทั้งหมด ยิ่งกว่ามีสาระนุกรมติดตัวหลายเท่าตัวนัก แล้วอย่างงั้นแปลว่า ผมจะอ่านหนังสือน้อยลง หรือ สนใจเรื่องประวัติศาสตร์น้อยลงหรือ ไม่หรอกครับ เพราะคนที่สนใจเรื่องอะไรแล้ว ก็จะ Google ในสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆได้มากขึ้นกว่าการไม่มี Google เป็นอันมาก เอางี้น่ะครับถ้าหากว่าผมไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์อะไรอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับพวกนั้นอยู่ดี ไม่ว่าจะมี Google หรือไม่มี Google ก็ตามทีครับ ถ้าเปิดเจอบนทีวีก็จะเปลี่ยนช่องเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย คืดอย่างงั้นจริงๆน่ะครับ เรื่องอะไรที่ไม่สน เราก็จะไม่เอามาใส่ใจแม้แต่น้อย
ผมชอบคิดเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมด เพราะมันเป็นไปไม่ได้โลกเรามี information มากเกินกว่าที่เราจำเป็นต้องรู้มากนัก คุณมีสิทธิในการเลือกรับข้อมูลได้ และ Google ก็ไม่ได้ทำให้คณอ่านน้อยลงแต่อย่างใด เพียงแต่มันเปิดให้คุณอ่านข้อมูลที่เชื่อได้น้อยลง ด้วยแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นทางการได้มากขึ้น ศึกษาเรื่องราวต่างๆได้ผ่านทุกแง่มุมกว่าเก่ามากนัก ฟันธงเลยครับว่า Google ไม่ได้ทำให้คนใช้งาน Google ฉลดน้อยลงแต่ประการใด


Blog Feed ทำให้สมาธิ (แหล่งที่ทำให้เกิดปัญญาตามวิถีพุทธ) น้อยลงมั้ย ?

คนอ่าน Blog พิมพ์ Blog อย่างผมก็รับ Feed มากกว่าปกติมากนัก แต่เวลาที่เอามาอ่านเป็น surplus time หรือเป็นพวกส่วนเกินที่คุณไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ด้วยครับ เช่น อ่าน Feed ใน iPhone ตามเดินทาง รอคิว หรือแม้กระทั่งเดินเล่นช้าๆ เพื่อเป็นการออกกำลังกาย แน่นอนว่าอ่านเยอะขึ้น มันเป็นการทำให้รู้รอบ รู้กว้างกว่าเดิม และเป็นเหตุทำให้ฉลาดขึ้นได้นั้นเองครับ
แต่ประเด็นที่มีการตีโจทย์คือ เนื่องจาก Blog content ส่วนมาก แต่ละเรื่องจะมีเนื้อหาที่ไม่ยาวมากนัก ไม่เหมือนกับหนังสือ ประเด็นนี้มีความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นครับ เพราะ หนังสือก็คือ การเอาความคิดมาเรียบเรียงเข้าเรื่อง เข้าเล่มและจัดระเบียบ หมวดหมู่ให้กับมันเท่านั้นเอง (ยกเว้นพวก fiction หรือเรื่องแต่งทั้งหลายแหล่นะครับซึ่งผมไม่อ่านครับ ไม่ใช่แนว) หรือ มองให้สุดขอบกว่านั้นได้ไม่ยาก หนังสือก็เหมือนกับการเอาเนื้อ Blog มาพิมพ์เรียบเรียงต่อกันไป หรือทางกลับกัน หนังสือสามารถแยกเป็น blog content ได้ถ้าอยากจะทำครับ
ผมเห็นหนังสือหลายเล่มที่แต่งโดย Blogger หรือ writer ที่พิมพ์ Blog ออกมาด้วยทั้งหมดเป็นพวกนักคิดแทบทั้งสิ้น ซึ่งไม่ว่าสื่อนั้นจะออกมาเป็นรูปแบบ Blog ผ่าน Feed ที่มีเนื้อหาสั้น (แต่จะไม่สั้นเลยถ้าเอามาต่อเรียบเรียงรวมกัน) หรือเป็นหนังสือออกมาเพื่อจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ (สำหรับฝรั่ง) ขอให้แค่อ่านได้มากที่ขึ้นบนเวลาที่คุณไม่เคยอ่านได้มาก่อนเท่านั้นก็จะเป็นการเพิ่มพลังฉลาด เพิ่มทักษะการคิดเรื่องราวที่ซับซ้อนได้มากขึ้นแล้ว เพราะงั้นแล้ว FEED ไม่ได้ทำให้คุณฉลาดน้อยลงแต่ประการใด
ส่วนเรื่องของสมาธินั้น มีเหตุว่า เนื่องจากเนื้อหา Feed สั้นทำให้คนอ่านเกิดสมาธิได้น้อยลงไป และความอดทนในการอ่านลดน้อยลงไป ไม่สามารถที่จะอ่านเนือความยาวๆได้เหมือนแต่ก่อน ก่อนที่จะมีระบบ Rss Feed อันนี้ก็เป็นความเห็นน่ะครับว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่ ผมก็ยังอ่านหนังสือได้ด้วยสมาธิที่จะหลับจะหลับเหมือนเดิม (อ่านก่อนนอน) แล้วก็ไม่ได้รู้สึกวอกแวกแต่อย่างใด อันนี้ถ้าหากว่าจะพิสูจน์ได้ต้องออกแบการทดสอบอย่างจริงจังว่า สมาธิที่สั้นลงจะนิยามว่าอย่างไร และ ทดสอบได้อย่างไรกันครับ


Twitter และ Facebook เป็นตัวก่อกวนสมาธิในการทำงานมั้ย ?

อันนี้ผมว่ามันเป็นทางเลือกมากกว่า แล้วแต่คน เพราะถ้าหากว่าเค้ารับ Twitter หรือเปิด Facebook ตอนทำงาน หรือ ตอนที่สมองกำลังแล่นอยู่ หรือ มีสมาธิกับอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างงั้นก็เป็นการทำลายสมาธิตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัยอยู่แล้วล่ะคับ แต่ก็อีก คนเราเมื่อคิดอะไรบางเรื่องอยู่ เราก็จะคิดได้แค่เรื่องเดียว ณ เวลาหนึ่งๆได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะคิดสองอย่างสองอารมณ์ได้ในเวลาเดียวกันแต่อย่างใด เน้นก็หมายถึงว่า เมื่อมีคน Twitter มาแล้วเราอยู่ในสมาธิกับงานใดอย่างหนึ่ง เราอาจจะเลือกปิด Twitter ไว้แต่แรกอยู๋แล้วก็ได้ หรือถ้าหากว่าเปิดไว้เราก็อาจจะต้อง ..มองข้ามมันไปไม่ได้ใส่ใจอะไรครับ เท่านั้นก็จะทำให้พวำทวีต มาทำอะไรเราได้น้อยลงไปอีกน่ะครับ


การจด Note ไว้ในมือถือและ Evernote ทำให้เราจำอะไรน้อยลงอย่างงั้นหรือ ?

ผมคิดว่ามันไมได้ทำให้เราโง่หรือว่าใช้สมองน้อยลงหรอกครับ สมองเรามันแบ่งออกเป็นส่วนของความจำระยะยาว และ ความจำระยะสั้นอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลอะไรที่มันจำสั้นๆ แบบไม่จำเป็น มันก็จะหายไปอยู่ดีนั้นแปลว่า ถ้าหากว่าเราจดเอาไว้แทนจะทำให้ความจำ หรือข้อมูลนั้นอยู่กับเราแม้ว่าเราจะลืมไปแล้วก็ตามครับ เรียกว่า เป็นการจัดการข้อมูลได้ฉลาดกว่าครับ แต่ก็อีกการจดใน Evernote แนะนำว่าต้องพิมพ์ tag หรือ keyword ที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเราจะกลับมาหาเราจะค้นหาด้วยคำว่าอะไร เพราะ ลักษณะการจดใน Evernote จะไม่ได้มีการตั้งเป็น folder ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบ เพราะเรื่องราวใดๆ มันจะเยอะมาก มากขนาดที่ว่าเราไม่สามารถที่จะใช้ระบบการตั้งชื่อ Folder เพื่อแยกเรื่องได้ทั้งหมดเพื่อให้ครอบคลุมการใช้ข้อมูล แต่ระบบการพิมพ์ tag หรือพิมพ์เนื้อหาหรือคำที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเป็นเราจะมาค้นหา เราก็จะมาค้นหาด้วยคำนี้ จะทำให้เราเจอเนื้อความหรือ Note ที่เราจดได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรครับ
เอาล่ะครับบนมาเสียตั้งมากมายโดยรวมแล้ว ผมมองว่าการใช้งาน internet และ Tools ใดๆที่มี เราต้องรูจักเลือกที่จะใช้และเข้าใจที่จะใช้มันได้อย่าง make sense กับตัวเราเองให้มาก ผมไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดหรอกว่า คุณควรจะใช้มันอย่างไร เพราะมันก็แล้วแต่ Life Style ที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถในการคิดใช้งาน (utilize) อุปกรณ์เหล่านี้ครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้อินเตอร์เน็ตในที่ทำงาน

ทดสอบ Default Theme ของ WordPress 3.0

Twenty Ten Theme wordpress
ผมกำลังคิดว่าอยากจะหา Theme WordPress ใหม่มาใช้งานกับ rackmangerpro.com จากเมื่อก่อนดูอาการแล้ว มันจะโหลดช้ามาก แม้ว่าจะไม่ได้มีเนื้อหาที่เป็นภาพอะไรให้เห็นหรือให้โหลดมากมายที่หน้าแรกครับ มีช่วงนึงที่คนบอกใน internet กันหนาหูเอามากๆ ว่า วิธีการประเมินคิดที่จะให้ Google Bot เข้ามาเก็บเนื้อหา และ เข้ามาให้อันดับ website เพื่อให้ได้ PR ที่ดี มันจะมีการพิจารณาถึงความเร็วในการเปิดหน้า website ด้วย หลักการนี้ผมว่า  .. Google เค้าก็คิดอย่างงั้นมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วอย่างไม่ต้องบอกกันให้จะๆก็ได้ ครับ ก็สังเกตดูซิครับว่าหน้าแรกของ Google มีอะไรกะเค้าซะที่ไหนกันล่ะครับ
นั้นแปลว่า ถ้าหากว่าคุณจะเลือก Theme สัก Theme เพื่อเอามาทำ Blog คุณก็อาจจะดูๆซะหน่อยว่าเมื่อ เอา Theme ครอบ WordPress ของคุณแล้วมันจะไม่ได้ทำให้หน้าแรกของคุณโหลดช้ามากนัก
นอกจากนี้เรื่องความช้าในการโหลดหน้าแรกอาจจะเป็นเรื่องของการใช้ Plug in ที่ใส่เข้าไปเยอะๆ แต่ก็ไม่ได้ใช้มันเท่าไหร่ครับ ผมสังเกตว่าตอนนี้ผมทำการทดสอบ Theme ใหม่ เป็น Default ของ WordPress verion 3.0+ ขึ้นไป มันจะไม่มีอะไรเลย หรือ แทบไม่มีอะไรเลย มีแค่ภาพ Header ด้านบนเท่านั้นเองนอกนั้นก็จะเป็นเนื้อหาของเราแล้วทั้งหมดครับ Column เป็นแบบ Two Column ครับที่ใส่ Widget เข้าไปได้ (แต่ผมก็ไม่ได้เอาอะไรไปใส่เพิ่มน่ะครับ) เพื่อดูอาการว่ามันจะโหลดเร็วกี่มากน้อย
สรุปผลคือ เพราะผมไม่ได้มี install Plug in อะไรเลย (เรียกว่าล้างบาง) แล้วก็ใช้ Default Theme WordPress ที่ชื่อ “Twenty Ten” มันก็เร็วดีครับ
เอาเป็นแค่อยากจะย้ำไว้เฉยๆว่า ตอนที่เลือก Theme พยายามเลือกอันที่คาดว่าจะโหลดได้เร็ว เพราะ ความเร็วเป็นประเด็น Google สนใจเพื่อจัดอันดับให้กับ webpage หรือ web Blog ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ก็แล้วกันครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • wordpress แก้ default theme

update content กันหน่อยหลังจากไม่ได้ up เสียนาน ..

Blog post update

พักนี้เป็นช่วงไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม ไม่ได้อ่าน Blog content ของคนอื่นเพิ่ม มี feed เข้า Google reader ตั้งมากมายแต่ก็ไม่ได้แม้กระทั่งเอาออกมาอ่านทั้งๆที่ ตอนนี้ผมใช้งาน iPhone ทำให้สามารถอ่านได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ แล้วก็ยังปรับเป็นการใช้งานแบบเหมาจ่ายเป็น 250 MB ต่อเดือนอีก ซึ่งเฉลี่ยผมก็ใช้แค่วันๆละได้ไม่เกินประมาณ 8 MB ซึ่งผมเองก็ใช้ไม่เกินสักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันถ้าหากว่าเอา app ลงเยอะๆ เป็นพวก app ที่ require การดูดข้อมูลเรียกตัวเองเป็นประจำก็อาจจะทำให้เกินได้ครับ)
และนี่ก็จะเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะ Blog เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดความอ่าน และ เนื้อหาเกือบทั้งหมด จะเกิดจากการนึกคิด จากเนื้อความที่ได้อ่านได้เจอมา หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็เอามาเทียบกับความคิดความอ่านที่เคยรู้เคยเจอมาครับ
นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณอยากจะ Blog แล้วมีเนื้อหาให้กับ Blog ของคุณอยู่เป็นประจำ คุณต้องออกแรงอ่าน และ รับสื่อที่คุณสนใจหรือเกี่ยวข้องกันเนื้อหาของคุณเอง ซึ่งเรื่องความสนใจและเนื้อหาที่คุณจะเอามาบ่นพร่ำใน Blog ส่วนตัวของคุณนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกันครับ ผมไม่คิดหรอกว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้สนใจเรื่องนั้นๆ แล้วคุณจะต้องไปหาอ่านมาเพื่อมาบอกคนอื่น เรียกได้ว่า action ลักษณะดังกล่าวนี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยถ้าหากว่าคุณถูกว่าจ้างมาให้ทำการ ฺBlog โดยการสร้าง content หรือเนื้อหาจริงๆ แล้ว คุณก็ต้องเริ่มที่จะคิดที่จะรักและสนใจเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างจริงจังและนั่นก็จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้เนื้อหาคุณภาพที่ไม่ได้เป็นการ copy คนอื่นมาปะไว้ที่หน้าเว็ปบล๊อคตัวเองครับ

พักนี้เป็นช่วงไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม ไม่ได้อ่าน Blog content ของคนอื่นเพิ่ม มี feed เข้า Google reader ตั้งมากมายแต่ก็ไม่ได้แม้กระทั่งเอาออกมาอ่านทั้งๆที่ ตอนนี้ผมใช้งาน iPhone ทำให้สามารถอ่านได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ แล้วก็ยังปรับเป็นการใช้งานแบบเหมาจ่ายเป็น 250 MB ต่อเดือนอีก ซึ่งเฉลี่ยผมก็ใช้แค่วันๆละได้ไม่เกินประมาณ 8 MB ซึ่งผมเองก็ใช้ไม่เกินสักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันถ้าหากว่าเอา app ลงเยอะๆ เป็นพวก app ที่ require การดูดข้อมูลเรียกตัวเองเป็นประจำก็อาจจะทำให้เกินได้ครับ)
และนี่ก็จะเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะ Blog เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดความอ่าน และ เนื้อหาเกือบทั้งหมด จะเกิดจากการนึกคิด จากเนื้อความที่ได้อ่านได้เจอมา หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็เอามาเทียบกับความคิดความอ่านที่เคยรู้เคยเจอมาครับ
นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณอยากจะ Blog แล้วมีเนื้อหาให้กับ Blog ของคุณอยู่เป็นประจำ คุณต้องออกแรงอ่าน และ รับสื่อที่คุณสนใจหรือเกี่ยวข้องกันเนื้อหาของคุณเอง ซึ่งเรื่องความสนใจและเนื้อหาที่คุณจะเอามาบ่นพร่ำใน Blog ส่วนตัวของคุณนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกันครับ ผมไม่คิดหรอกว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้สนใจเรื่องนั้นๆ แล้วคุณจะต้องไปหาอ่านมาเพื่อมาบอกคนอื่น เรียกได้ว่า action ลักษณะดังกล่าวนี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยถ้าหากว่าคุณถูกว่าจ้างมาให้ทำการ ฺBlog โดยการสร้าง content หรือเนื้อหาจริงๆ แล้ว คุณก็ต้องเริ่มที่จะคิดที่จะรักและสนใจเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างจริงจังและนั่นก็จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้เนื้อหาคุณภาพที่ไม่ได้เป็นการ copy คนอื่นมาปะไว้ที่หน้าเว็ปบล๊อคตัวเองครับ

ตอนที่ผมเลือก Web Hosting ผมเลือกจากอะไรบ้าง ? : วิธีการเลือก web Hosting ของผม

web-hosting-recommended คุณอาจจะเปิดมาหน้านี้แล้วสงสัยว่า ทำไมต้องพิมพ์อธิบายว่า กะการแค่เลือก Web Hosting สักที่มันมีอะไรให้คิดมากมายอย่างงั้นเลยล่ะครับ ก็เพราะว่า ผมไม่อยากจะให้คุณเจอเรื่องเจอราวอันเลวร้ายอย่างผมยังไงล่ะครับ เพราะถ้าหากว่าคุณเลือกไม่ดี แล้วเจอของดีกว่า การย้ายจะเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่เหนื่อยเอาการน่ะครับ ! ซึ่งผมก็เคยเหนื่อยมาแล้ว .. สองรอบครับ แล้วการย้ายก็ไม่สมบูรณ์อีกต่างหาก ผมก็คิดว่าถ้าหากว่ามีคนบอกผมเสียหน่อย เราควรเลือก Hosting แบบไหนยังไงดีแล้วล่ะก็จะดีเอามากๆเลย ไม่ต้องเสียเวลา หลงทาง และต้องมาทำเรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพระมันหลีกเลี่ยงได้เช่นการย้าย Host ครับ เนื้อความนี้คุณสามารถ copy แจกจ่ายได้อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆเลย ส่งต่อ email และอื่นๆได้ไม่อั้น เพราะผมไม่ได้กั้กเนื้อความไว้อยู่แล้วครับ ยิ่งคนรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับคนอื่นๆน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณรู้จักเพิ่อนๆที่เค้ากำลังจะเลือก Host อยู่ล่ะก็ ส่ง link นี้ไปให้เค้าเหล่านั้นก็ยังไงผมหวังว่า คุณก็จะได้ช่วยเพือ่นๆคุณประหยัดพลังงานไปได้มากโขครับ ^_^

เริ่มจากรู้เสียก่อนว่าจะทำเว็ปไซท์ประเภทไหนกัน

คนที่ใช้งาน internet เพื่อการสร้างรายได้ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้จาก e-commerce หรือว่าการสร้างรายได้จากวิธีการอื่นๆตามร้านหนังสือทั่วไปจะมีให้เลือกมากมายก่ายกองว่าคุณจะสร้างด้วยวิธีอะไร จุดสำคัญจุดหนึ่งที่จะต้องเลือกคือ Web Hosting น่ะครับ เรียกได้ว่ากว่าเลือกกันได้ก็ต้องดูแล้วดูอีกว่าจะเอาอะไรยังไงดี แล้วมันต้องดูอะไรบ้าง มันเหมาะกับเราหรือไม่ แล้วมันจะทำให้ชีวิตลำบากหรือเปล่าในภายหลัง จริงๆแล้วมันก็ขึ้นอยู่ลักษณะการใช้งานทึ่คุณต้องการน่ะหละครับ บอกชัดเจนเอาไว้ได้หรอกว่าจะเลือกแบบไหน แต่ประเด็นที่ผมมีประสบการณ์ตรงๆ คือ การเลือก web hosting เพื่อ Blogging (ก็ พิมพ์ blog เหมือนกับ web นี้น่ะหละครับ) แล้วก็ การเลือก web hosting เพิ่มทำ e-commerce ครับ แค่สองอย่างนี้ก็ผมว่ามันก็เกือบทั้งหมดของคนไทยอย่างเราๆท่านๆแล้วน่ะครับ อ้อแล้วก็การเลือก Host เพื่อเอาไว้ปะแหมะ หน้าเว็ปประเภท โบรชัวร์เว็ปไซท์ครับ

เลือก "เว็ปโอสติ้ง" เพื่อโบรชัวร์เว็ปไซท์

เริ่มจากการเลือกเว็ป hosting เพื่อโบรชัวร์เว็ปไซท์ก่อนดีกว่าครับ ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจก่อนว่าโบรชัวร์เว็ปไซท์มันคืออะไร มันเป็นศัพท์ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักกันเท่าไหร่น่ะครับถ้าหากว่าคุณไม่ได้ฟังพวกมนุษย์หาเงิน online เค้าคุยกันน่ะครับ จริงๆแล้วมันก็คือเว็ปประเภทหนึ่งที่ไม่ได้ทำหน้าที่ขายของครับ มันบอกแค่ว่า บริษัทคุณทำอะไร หรือว่าบริษัทคุณรับทำอะไร มี product อยู่บ้าง มีแต่ก็ไม่ได้ครบครันเยอะแยะอะไร แล้วก็บอกว่าถ้าหากว่าคุณสนใจสินค้าหรือบริการที่เรานำเสนออยู่นั้นก็ติดต่อเราผ่านทางโทรศัพท์หรือ email นี่ๆนั่นๆ เท่านั้นเองรน่ะครับ ซึ่งเว็ปแบบนี้อาจจะเรียกว่าเป็นเว็ปหนึ่งจุดศูนย์ก็ได้น่ะครับ เพราะมัน นิ่งเอาเหลือเกินไม่ได้ต้องการความสามารถพิเศษอะไรมากมาย แล้วก็ไม่ได้มีคนทีจะไปจัดการบริการปรับเปลี่ยนมันสักเท่าไหร่ (อาจจะเป็นเพราะว่าไม่มีคนดูแล ไม่มึคนมีความรู้ในเรื่องนี้ หรือว่าไม่ใส่ใจน่ะครับ )

เว็ปประเภทนี้ถ้าหากว่าจะเลือกดูแค่ว่า "Hosting ที่ไหนถูก" เท่านั้นเองครับ เพราะ อะไรน่ะครับ เรื่องอื่นๆแทบไม่ต้องระวังกันเท่าไหร่ เนื่องจากเนื้อหาของเว็ปประ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • host อะไรดี
  • ควรเลือก host แบบไหนดี
  • วิธีการเลือก web hosting

ทดสอบ การใช้งาน iPage Web Hosting นอกที่คนไทยชอบแนะนำกัน

Web Hosting หนึ่งที่ผมแนะนำเพราะว่าผ่านเงื่อนไขทีผมใช้ในการเลือกซื้อ (เช่า) hosting เกือบทั้งหมดตัวนึงก็คือ iPage (เข้าไปดู promotion ตอนนี้ได้จาก link นี้ครับ) สำหรับ Content นี้ผมอยากจะพิมพ์เนื้อหาเก็บเอาไว้ว่า หลังจากที่เข้าไปที Control Panel (มันก็คือตัวควบคุมการใช้งาน web hosting ของ iPage ทั้งหมด) แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง แล้ว มันทำอะไรยังไง และ สะดวกมากแค่ไหนครับ ไปดูเป็นหัวข้อๆกันเลยดีกว่าน่ะครับ

เมื่อคุณ Login แล้วเราก็จะเห็น WiZard แต่ว่าผมไม่เลือกที่จะใช้มันครับ งั้นเราก็ปิดแล้วก้ไปดูกันเลยดีกว่าน่ะครับ ว่าหน้า Control Panel เป็นยังไงกันครับ

screen shot iPage

จากภาพด้านบนนี้จะเห็นได้ว่า Control Panel ก็จะเหมือนๆกับของที่อื่นๆ (เพราะว่ามันเป็นแบบที่เราดูแล้วเข้าใจกันง่ายมากที่สุดแล้วล่ะครับ จะกดมั่วๆที่ด้านบนเอาหรือว่าจะกดมั่วๆที่ด้านข้างซ้ายเอาก็ได้ เพราะมันก็เรียงตัวแสดงหน้า user interface ได้ดีอยู่แล้วครับ เรียกได้ว่าจะกดไปไหนเพื่อทำอะไรก็ไม่งงเลยครับผม งั้นเราจะเริ่มจากสร้าง email กันใหม่ก่อนแล้วกันครับ สำหรับ Domain name ตัวอย่างที่ผม register ไว้ (เพราะว่าอาจจะใช้ในอนาคตอีกไม่เกินหนึ่งปีข้างหน้าก็คือ palmyarn ครับผม)

Create Email address  : เริ่มสร้าง Email กันในนี้กันเลยครับผม

ผมเคยบอกอยู่หลายครั้งน่ะครับ ว่าถ้าหากว่าเรามี website เป็นของตัวเอง และมี Domain name เป็นของตัวเองก็เพราะมันสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเราได้ค่อนข้างมาก เมื่อเราคิดจะติดต่ออะไรกับใครเพื่อการค้า เพื่อแลก link และ .. อื่นๆอีกมากมาย ถ้าหากว่าเราใช้ Gmail หรือว่า Hotmail มันจะดูกะหรั่วรุนแรงสุดๆ จนถึงขั้นอาจจะไม่มีการตอบกลับมาเลยก็ว่าได้ หรือว่า ถ้าหากว่าคุณจะเอาไปสมัคร affiliate program ใดๆแล้ว คุณจะโดน rejected โดยทันที จากระบบ auto น่ะครับ เพราะเค้าถือได้ว่าพวกนี้ไม่ได้มีหน้าเว็ปเป็นของตัวเอง แค่ email ก็ยังจะไม่มี domain name เป็นของตัวเองเลยแล้วนี่น่ะหรือ จะทำ Business ด้วยชิๆ  ..

ว่าแล้วที่ด้านบนเราจะเห็นปุ่ม Create email ครับ หน้าตาก็ประมาณนี้น่ะครับ

create email 
กดแล้ว เราก็สามารถที่จะพิมพ์ email แล้วก็ใส่ password เข้าไปได้ทันทีน่ะครับ อ้อ เรื่องของ password ผมสังเกตมาตั้งแต่ตอนแรกที่เข้าแล้วน่ะครับว่า เค้าต้องการ password ที่มีความแข็งของ password มากเอาการถ้าหากว่าเป็นไปได้ แนะนำว่า ใช้ website ที่ Generate password มาใช้จะดีกว่า และมันก็ดีกว่าการที่เรามาพิมพ์เองด้วยน่ะครับ มันไม่ควรจะเป็นคำใดเลยที่คนจะเดาได้ สำหรับผมแล้วผมใช้ ที่นี่ครับ freepasswordgenerator.com Email แรกสุดที่คุณควร create ขึ้นมาก็คือ “webmaster” ครับผม เพราะ มันแสดงพลังว่าคุณเป็นเจ้าของ domain name นั้นๆจริงๆและเป็นคนที่ดูแลเว็ปอีกต่างหาก เพราะงั้นแล้ว ใครจะติดต่อเพื่อแลก  Banner กับคุณเค้าก็ติดต่อผ่าน webmaster ยังไงล่ะครับ

create new inbox
แค่นี้เราก็ได้ email มาใช้งานกันแล้วน่ะครับ สร้างง่ายนิดเดียวเอง แต่ว่าถ้าหากว่าผมไล่หาดู (แล้วผมก็ลองถาม Live chat ของ iPage เค้าน่ะครับ) ว่าจะปรับเปลี่ยน default ของ mailbox size ได้หรือไม่ก็พบว่า “ไม่ได้ครับ” และนี่ก็เป็นตัวนึงที่ไม่ผ่านเกณฑ์อย่างโหดของผมสำหรับการเลือก Web hosting ครับ อย่างไรก็ดีค่

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้งาน ipage
  • ipage hosting ดีไหม
  • ipage hosting ดีมั้ย
  • webhosting แนะนำ
  • ipage โฮสติ้ง
  • ใครใช้ ipage
  • ipage การตั้งค่า domain
  • ใครเคยใช้ host ipage
  • host ipage ดีมั้ย
  • ใครเคยใช้ ipage