<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โทรต่างประเทศราคาถูก ผ่านการสมัคร Skype สอนโดย Rackmanager &#187; Bloging life</title>
	<atom:link href="http://www.rackmanagerpro.com/category/bloging-life/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rackmanagerpro.com</link>
	<description>ก็แค่ ... อยากจะบอก</description>
	<lastBuildDate>Sat, 04 Feb 2012 00:24:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>ถ่ายรูปถ่าย 1 นิ้วหรือ 2 นิ้วด้วยตัวเองแล้วเอาภาพไปล้างแค่แผ่นละไม่กี่บาทประหยัดเงินได้เยอะเลย</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/photo-booth-do-it-yourself/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/photo-booth-do-it-yourself/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 Jul 2011 13:19:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[gadget talk]]></category>
		<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[photobooth]]></category>
		<category><![CDATA[take photo yourself]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าย 2 นิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[รูปถ่าย 1 นิ้วทำเอง]]></category>
		<category><![CDATA[รูปถ่าย 2 นิ้ว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/photo-booth-do-it-yourself/</guid>
		<description><![CDATA[Tweet&#160; อีกสองเดือนหน้า ผมจะต้องเดินทางไปประเทศสเปน สิ่งแรกๆ ที่จะต้องทำก็คือ การขอวีซ่า ผมก็ต้องจัดเตรียมเอกสารและภาพถ่ายสำหรับการขอ VISA เพื่อเดินทางครับ แต่ว่า ผมจำได้ว่าครั้งก่อนนี้ กว่าผมจะทำเรื่องถ่ายภาพอะไรเสร็จก็กินเวลาสองสามวันแล้วล่ะครับ เพราะ ผมต้องหาเวลาเพื่อเดินทางไปที่ร้านถ่ายภาพเพื่อให้ช่างภาพมืออาชีพ ประจำร้านถ่ายภาพ ภ่ายภาพผมบนพื้นหลังสีอ่อน หรือสีอะไรก็สุดแล้วว่าประเทศนั้นๆต้องการ (แต่ว่าจากการสังเกตโดยมากแล้ว ตอนนี้ประเทศทางยุโรป และ อเมริกา เค้าอยากจะใช้เป็นพื้นหลังสีขาวหรือสีอ่อนที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ภาพหน้าตาเราชัดที่สุดเท่าที่จะชัดได้ยังไงอย่างงั้นน่ะครับ) นอกจากเดินทางไปที่ร้าน เสียเวลารอกว่าจะได้ถ่าย แล้วก็ต้องรอภาพไปล้างอีกสองสามวันครับ เพราะว่างานที่ร้านเค้าคิวเยอะมากอะไรทำนองนี้ ร่วมๆก็กินเวลาไปเยอะ ง่ายๆคือ &#34;มันเสียเวลามากสำหรับการเดินทางไปถ่ายภาพครับ&#34; นอกจากเสียเวลาแล้ว อีกประเด็นหลักก็คือ &#34;เสียเงิน&#34; แพงกว่าการล้างภาพธรรมดา ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องแพงกว่ามากๆ หรือว่าอาจจะเป็นเพราะว่าคิดค่า อุปกรณ์ถ่ายภาพทั้งดุ้นแล้วก็ต้องจ้างคนมาจัดการตัดภาพด้วยเครื่องตัดอีก ทั้งหมดก็คือคุณก็ต้องจ่ายให้กับร้านกล้องซึ่งดูเหมือนว่าเค้าก็จะฟันกำไรได้จากตรงนี้ไม่ยากครับ แต่ว่าถ้าหากว่าคุณทำภาพไปเสร็จแล้วก็เหมือนกับเป็นแค่การล้างภาพปกติเท่านั้นเองแล้วก็มาตัดเอาเองครับ ประหยัดเงินเพื่อการล้างภาพถ่ายภาพแบบจะๆเห็นๆกันน่ะครับ คงไม่ต้องบอกว่า &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/photo-booth-do-it-yourself/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1590" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fphoto-booth-do-it-yourself%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%201%20%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%202...%20&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fphoto-booth-do-it-yourself%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div><p><img title="photo-shop" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="261" alt="photo-shop" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/07/photoshop.jpg" width="570" border="0" />&#160; <br /><strong>อีกสองเดือนหน้า </strong>ผมจะต้องเดินทางไปประเทศสเปน สิ่งแรกๆ ที่จะต้องทำก็คือ การขอวีซ่า ผมก็ต้องจัดเตรียมเอกสารและภาพถ่ายสำหรับการขอ VISA เพื่อเดินทางครับ แต่ว่า ผมจำได้ว่าครั้งก่อนนี้ กว่าผมจะทำเรื่องถ่ายภาพอะไรเสร็จก็กินเวลาสองสามวันแล้วล่ะครับ เพราะ ผมต้องหาเวลาเพื่อเดินทางไปที่ร้านถ่ายภาพเพื่อให้ช่างภาพมืออาชีพ ประจำร้านถ่ายภาพ ภ่ายภาพผมบนพื้นหลังสีอ่อน หรือสีอะไรก็สุดแล้วว่าประเทศนั้นๆต้องการ (แต่ว่าจากการสังเกตโดยมากแล้ว ตอนนี้ประเทศทางยุโรป และ อเมริกา เค้าอยากจะใช้เป็นพื้นหลังสีขาวหรือสีอ่อนที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ภาพหน้าตาเราชัดที่สุดเท่าที่จะชัดได้ยังไงอย่างงั้นน่ะครับ) นอกจากเดินทางไปที่ร้าน เสียเวลารอกว่าจะได้ถ่าย แล้วก็ต้องรอภาพไปล้างอีกสองสามวันครับ เพราะว่างานที่ร้านเค้าคิวเยอะมากอะไรทำนองนี้ ร่วมๆก็กินเวลาไปเยอะ ง่ายๆคือ &quot;<strong>มันเสียเวลามากสำหรับการเดินทางไปถ่ายภาพครับ</strong>&quot;</p>
<p>นอกจากเสียเวลาแล้ว อีกประเด็นหลักก็คือ <strong>&quot;เสียเงิน&quot;</strong> แพงกว่าการล้างภาพธรรมดา ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องแพงกว่ามากๆ หรือว่าอาจจะเป็นเพราะว่าคิดค่า อุปกรณ์ถ่ายภาพทั้งดุ้นแล้วก็ต้องจ้างคนมาจัดการตัดภาพด้วยเครื่องตัดอีก ทั้งหมดก็คือคุณก็ต้องจ่ายให้กับร้านกล้องซึ่งดูเหมือนว่าเค้าก็จะฟันกำไรได้จากตรงนี้ไม่ยากครับ แต่ว่าถ้าหากว่าคุณทำภาพไปเสร็จแล้วก็เหมือนกับเป็นแค่การล้างภาพปกติเท่านั้นเองแล้วก็มาตัดเอาเองครับ ประหยัดเงินเพื่อการล้างภาพถ่ายภาพแบบจะๆเห็นๆกันน่ะครับ คงไม่ต้องบอกว่า ตอนนี้ล้างภาพ 4 x 6 นิ้วแผ่นละแค่ไม่กี่บาทเท่านั้นไม่เหมือนกับการสั่งภาพถ่าย 1 นิ้ว 2 นิ้วที่เค้ายังคิดเงินเราเป็นโหลอยู่เลยน่ะครับ </p>
<p><span id="more-1590"></span>
<p>เพราะงั้นแล้ว วันนี้ผมจะลำดับวิธีการทำอย่างไรเพื่อให้ได้ภาพจากเครื่องล้างภาพตามร้าน โดยที่คุณไม่ต้องเดินทางไปถ่ายภาพที่ร้านเลย โดย &quot;คุณ&quot; เองนั้นน่ะหละที่ถ่ายภาพด้วยกล้องมือถือ แล้วก็ค่อยเอาภาพสำเร็จนั้นใส่ Flash Drive ไปล้างภาพที่ร้านค้าครับ (หรือว่าถ้าหากว่า คุณคิดว่ามีร้านรับล้างภาพผ่านการ uploading หรือ email files ก็ยิ่งดีใหญ่แต่ว่าสำหรับบทความนี้จะไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นน่ะครับ การเอาภาพไปที่ร้านผมยังให้คนอื่นที่เดินทางผ่านร้าน เอา file ไปให้ที่ร้านเองกับมืออยู่ดีครับ) </p>
<h2>สำหรับ Project ภ่ายภาพเพื่อให้ได้ภาพสำเร็จสิ่งที่คุณต้องมีเพื่อทำให้เรื่องนี้จบสำเร็จก็คือ </h2>
<p>- computer / Notebook ที่ติดตั้ง Photoshop (เพราะว่าผมอธิบายด้วย TOOLS PHOTOSHOP ครับ)   <br />- กล้องถ่ายรูป จะเป็นมือถือ smartphone หรือว่าจะเป็น iPhone หรือกล้อง Digital จริงๆก็ได้ไม่ว่ากัน    <br />- กำแพงบ้านสีขาว หรือสีที่คุณอยากจะให้พื้นหลังเป็นสีอะไร (แนะนำสีขาวดีที่สุด ดูมาตราฐานและหาง่าย)    <br />- แสงแดดธรรมชาติ ตอนเย็น 5 โมง หรือว่าแดดเช้าตอน 10 โมงเช้าก็ได้เช่นเดียวกัน เลือกเอาว่าสะดวกตอนไหน    <br />- กรรไกร หรือที่ตัดกระดาษ (ถ้าหากว่าประหยัดก็ไปตัดได้ที่ office สำนักงานเพราะว่า ต้องมีอยู่แล้วล่ะของแบบนี้) </p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ถ่ายภาพด้วยกล้อง : </strong></p>
<p>สำหรับ project นี้ผมทดสอบด้วยการเอากล้อง Samsung Galaxy S 1 ถ่ายภาพผมเอง โดยเลือกกำแพงหน้าสำนักงานถ่ายตอนเย็นสี่โมงครึ่ง โดยแดดจะไม่ได้สาดเข้ากำแพงหรือหน้าเราโดยตรงเพราะว่า ไม่ต้องไปนั่งลบเงาให้เสียแรง แดดที่ต้องการนั้นเราต้องการแค่ความสว่างแบบฟุ้งแสงมาเท่านั้น เราไม่อยากจะให้เกิดเงาน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว กำแพงจะต้องไม่อยู่ตรงกับแดด แค่ว่าสว่างเพียงพอด้วยแสงธรรมชาติเท่านั้นเองครับ </p>
<p>เมื่อคุณยืนที่กำแพงให้ให้เพื่อนพ่อแม่พี่น้องกดกล้องให้ โดยไม่ต้องคิดมากครับกดๆไป เยอะภาพหน่อยแล้วเราก็ไปเลือกภาพที่เหมือนว่าเราจะดูดีกว่าปกติ แล้วก็เงาไม่มีมากนัก </p>
<p><strong><u>TIPS : </u></strong>แนะนำว่าปัดผมให้เรียบไปกับหัวเราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพราะว่าถ้าหากว่าคุณจะทำให้ภาพเนี้ยบที่สุดคุณต้องไปเครียร์ลบเงาซึ่งจะทำได้ยากสำหรับมือสมัครเล่นแบบผมครับ เพราะงั้นผมแนะนำให้แก้ที่ต้นเหตุไปเลยก็คืออยากให้ผมมันชี้ฟูมากนัก ทำหน้าทำตาให้เรียบร้อยแล้วก็ไม่ต้องคิดว่าจะลบสิวริ้วรอยใดๆครับ ผมว่าภาพพวกที่ไปทำ VISA ต่างประเทศนี่ถ้าหากว่าคุณถ่ายออกมาแล้วหน้าตาแย่มากแค่ไหนหรือว่าเห็นหัวสิวมากๆไว้แสดงว่า ภาพนั้นไม่ได้ผ่านการตกแต่งและเหมือนกับตัวคุณเองมากที่สุด ก็จะทำให้โอกาสได้รับ VISA มากขึ้นได้น่ะครับ (อันนี้ผมเดาเอาเองน่ะครับ) </p>
<p><strong>ทำการจัดการภาพด้วย Photoshop : </strong></p>
<p>- เอาภาพจากกล้องเข้าไปยังเครื่อง computer หรือ Notebok ที่มี Photoshop ครับเพื่อทำการปรับแสง โดยลักษณะการปรับเพื่อที่จะทำให้ contrast ของแสงมากขึ้น และปรับความเข้มภาพให้สว่างเหมาะสม โดยถ้าหากว่าคุณปรับไม่เป็น (เหมือนผมมีวิธีการก็คือ ) เปิด file ภาพนั้นขึ้นมาใน Photoshop แล้วกด ctrl + m ทันทีก็จะเห็น curve ของแสง แล้วเราก็ปรับกราฟนั้นให้เป็นตัว S เหมือนกับภาพด้านล่างนี้ครับ </p>
<p><img title="ปรับภาพความเข้มแสงและสีภาพ" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="383" alt="ปรับภาพความเข้มแสงและสีภาพ" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/07/curvephotoshop.jpg" width="474" border="0" /> </p>
<p>- เมื่อปรับความเข้มภาพให้เหมาะดูดีเหมือนกับหน้าตาเราแล้ว ให้เรากดที่ <em>Image &gt; Image size</em> แล้วเราก็ปรับแค่ resolution ให้ได้เป็น <strong>200</strong> <strong>pixels/inch</strong> ครับ สำหรับความกว้างยาวของภาพเราไม่ต้องทำอะไรมันก็ได้แล้วก็ savae file เอาไว้เป็นชื่อนึงครับ </p>
<p>- ทีนี้เราก็เปิดอีก file <strong>photoshop</strong> แบบเปล่าๆออกมาครับ โดยกด <em>file &gt; New</em> เลือกขนาดเป็น Width 4 x Height 6 นิ้ว เพราะว่าเราจะให้ร้านพิมพ์ภาพขนาดนี้เท่านั้นน่ะครับ แล้วก็เลือก Resolution เป็น 200 pixels/inch เพื่อความชัดของภาพและเป็นความละเอียดที่เราจะทำงานกันครับผม (เหมือนภาพด้านล่างนี้) </p>
<p><img title="new photoshop file" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="320" alt="new photoshop file" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/07/newphotoshopfile.jpg" width="537" border="0" /> </p>
<p>- แล้วต่อจากนี้เราก็กลับไปที่ file ภาพของเราน่ะครับ (ที่มีตัวเราอยู่) แล้วก็จัดการ crop ภาพกันเลยครับ กดที่ <strong>crop tools</strong> แล้วก็กรอกข้อมูลเหมือนกับภาพครับ คือเป็นการกำหนดขนาดภาพที่เราจะใช้งาน โดย <strong><font color="#ff0000">รูปถ่าย 1 นิ้ว ขนาดที่ต้องกำหนด คือ 30 x 35 mm รูปถ่าย 2 นิ้ว ขนาดที่่ต้องกำหนด คือ 35 x 45 mm </font></strong></p>
<p><strong><font color="#ff0000"><img title="crop tools" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="35" alt="crop tools" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/07/croptools.jpg" width="485" border="0" /> </font></strong></p>
<p>- สำหรับตัวอย่างนี้ผมกรอก 30 mm และ 35 mm และเหมือนเดิมคือกรอก 200 pixels/inch ด้วยน่ะครับ เพราะว่าผมจะทำเป็นภาพถ่าย 1 นิ้วครับผม</p>
<p>- หลังจากนั้นเราก็ย้ายหน้าเราโดยการลากแล้วไปปล่อย file ที่เราเปิดไว้ที่เป็น 4&#215;6 นิ้วนั้นน่ะหละครับ ทีนี้เราก็จัดหน้าให้เหมาะสม คุณอาจจะเรียงให้มันเต็มหน้าไปเลยก้ได้ สำหรับ size ภาพถ่าย 1 นิ้วแบบนี้ จะใส่ได้ทั้งหมด 9 ภาพต่อการแผ่น <strong>4&#215;6</strong> นิ้ว 1 แผ่นครับ&#160; โดยคุณก็ copy layout ไปเรื่อยๆ หรือกดลาก layer โดยการกด alt แล้วก็ลากภาพเราก็จะได้ภาพเราซ้ำๆไปเรื่อยๆแล้วล่ะครับ</p>
<p>- <strong>สุดท้าย save file ออกเป็น jpg</strong> เพื่อให้ร้านพิมพ์ภาพเอาภาพเราไปใช้งานได้สะดวก โดยการกด save as แล้วเราก็เลือกให้ file ที่จะบันทึกเป็น file JPG ครับ โดยพยายามเลือกเป็น save แบบ high quality เพราะว่า Flashdrive เราเหลือพื้นที่เยอะเหลือเกินไม่ต้องประหยัดก็ได้ และ เราอยากจะเน้นว่าให้ภาพหน้าเราชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ในพื้นที่เล็กๆเท่านั้นครับ</p>
<p><strong>ทีนี้เราก็ส่งภาพนั้นไปพิมพ์ที่ร้านถ่ายภาพได้เลยครับ</strong> คุณอาจจะให้คนเดินไปส่งให้หรือว่าจะส่งผ่าน email ก็คิดว่าน่าจะได้ โดยมีถ้าหากว่าคุณไม่รู้สึกผิดคุณก็สั่งล้างประมาณให้น้อยๆเข้าไว้ เพราะว่า คุณอาจจะถ่ายใหม่อีกเพื่อให้ภาพคุณupdate ตอนที่คุณไปต่างประเทศอีกรอบก็ได้ ภาพเก่าๆนี่ผมว่าอยากจะให้ใช้เท่าไหร่เพราะว่าถ้าหากว่าเค้าเรียกสัมภาทย์แล้วหน้าคุณไม่เหมือนกับหน้าในภาพสักเท่าไหร่ก็จะทำให้ปัญหาได้ไม่ยาก อีกตอนนี้จะผ่านเข้า US หรือ Europe ก็จะยากแล้วล่ะครับ (พวกก่อการร้ายก่อเรื่องราวเอาไว้เยอะทำให้ต้องมีการคุมเข้มไปหมดครับ .. ) </p>
<p>ผมว่าแค่นี้ก็เสร็จแล้วล่ะครับ ไมต้องเสียเงินมากเป็นพิเศษเพื่อจ่ายคนที่ร้านถ่ายภาพให้มาถ่ายภาพเรา หรือว่าไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านถ่ายภาพ เพื่อเอาหน้าไปให้เค้าถ่ายครับ ประหยัดไปได้เปราะนึงกันเลยทีเดียว เอาเป็นว่า&#160; project นี้สำหรับคนที่เคยทำ Photoshop มาแล้วผมว่าพิมพ์เท่าที่ผมพิมพ์นี่ต้องรุ้เรื่องแล้วล่ะครับ และ มันก็กินเวลาไม่เยอะเท่าไหร่ก็แค่ 15 นาทีเท่านั้น (ก็เหมือนกับเดินทางไปที่ร้านน่ะครับ เวลาพอๆกัน) ลองดูเองแล้วกันนะครับ</p>
<h4>คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:</h4><ul><li>รูปถ่าย 1 นิ้ว</li><li>1 นิ้ว ใน โฟโต้ชอป</li><li>ถ่ายรูป 2 น้ิว</li><li>layout รูปถ่าย 1 นิ้ว</li><li>ล้างรูป 1 นิ้ว</li><li>ร้านถ่ายรูปใช้สีอะไร</li><li>ถ่ายรูปตัวเองพื้นหลัง ใน facebook</li><li>วิธีเลือกมะพร้าวเผา</li><li>วิธีทำเคิฟ photoshop</li><li>จำหน่ายเครื่องตัดรูปถ่าย 1 นิ้ว</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/photo-booth-do-it-yourself/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จะทำการย้าย Theme WordPress สำหรับ website ที่มีเนื้อหาแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง ?</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/change-wordpress-theme-version-twenty-eleven/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/change-wordpress-theme-version-twenty-eleven/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Jul 2011 00:16:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[blogging]]></category>
		<category><![CDATA[change theme version]]></category>
		<category><![CDATA[move theme wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[theme twenty eleven]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress page]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress theme]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress theme version change]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/change-wordpress-theme-version-twenty-eleven/</guid>
		<description><![CDATA[Tweet สำหรับคนที่ใช้ WordPress อยู่แล้ว และมีการ config อะไรต่อมิอะไรแล้วแน่นอนว่าเกิดอยากจะย้าย Theme ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จะเริ่มมีปัญหาว่า จะวางแผนการย้ายอะไรบ้าง ตอนนี้ผมก็เลยทำเป็น List ออกมาเพื่อที่เราจะได้เห็นภาพกัน ว่าเราจะไม่ลืมประเด็นต่างๆเหล่านี้ตอนที่ย้ายครับ HEADER.php ต้องเอา meta name ทั้งหลายย้ายไปด้วย ในส่วนของ header.php เรามีการใส่ coding พวก Google Analytics หรือว่าพวก meta name ที่เรามีการปรับเพื่อ SEO ไปแล้ว ดังนั้น ให้เรา copy ส่วนหัวแถวๆ head ไปใส่เอาไว้ใน Notepad ไว้ทั้งหมดเพื่อเราจะได้ดูเทียบได้ว่าอะไรใหม่อะไรเก่า &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/change-wordpress-theme-version-twenty-eleven/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1571" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fchange-wordpress-theme-version-twenty-eleven%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20Theme%20WordPress%20%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%20website...%20&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fchange-wordpress-theme-version-twenty-eleven%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div><p><img title="wordpress-theme-การเปลี่ยน theme version" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="237" alt="wordpress-theme-การเปลี่ยน theme version" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/07/wordpresstheme.jpg" width="632" border="0" /> </p>
<p>สำหรับคนที่ใช้ WordPress อยู่แล้ว และมีการ config อะไรต่อมิอะไรแล้วแน่นอนว่าเกิดอยากจะย้าย Theme ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จะเริ่มมีปัญหาว่า จะวางแผนการย้ายอะไรบ้าง ตอนนี้ผมก็เลยทำเป็น List ออกมาเพื่อที่เราจะได้เห็นภาพกัน ว่าเราจะไม่ลืมประเด็นต่างๆเหล่านี้ตอนที่ย้ายครับ </p>
<p><strong>HEADER.php ต้องเอา meta name ทั้งหลายย้ายไปด้วย </strong></p>
<p>ในส่วนของ header.php เรามีการใส่ coding พวก Google Analytics หรือว่าพวก meta name ที่เรามีการปรับเพื่อ SEO ไปแล้ว ดังนั้น ให้เรา copy ส่วนหัวแถวๆ head ไปใส่เอาไว้ใน Notepad ไว้ทั้งหมดเพื่อเราจะได้ดูเทียบได้ว่าอะไรใหม่อะไรเก่า และ file header.php เก่าและใหม่แตกต่างกันอย่างไร code อะไรยังไงไม่ได้ใส่เข้าไปครับ </p>
<p><strong>CODING ใดๆที่อยู่ใน Widget ก็ต้อง copy ออกมาด้วย </strong></p>
<p>ย้าย coding ใน widget ทั้งหมดเรียงตามลำดับต้อง copy ไปด้วย เพราะว่า ตอนที่เราทำการย้าย theme เนื้อหาต่างๆในส่วนของ widget นั้นดันไม่ได้โดนย้ายตาม Theme ไปด้วย ถ้าหากว่า activate Theme ใหม่เราจะไม่มีเนื้อในส่วนของ Widget ใดๆแสดงอยู่เลยครับ จุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่ต้องทำการ config. ปรับแต่งหน้า website กันใหม่ </p>
<p><span id="more-1571"></span>
<p>แค่สองอย่างเท่านั้นน่ะครับสำหรับกรณีทั่วไปแต่สำหรับคนที่ย้ายจาก Theme ใดๆจะมาใช้เป็น Default Theme ใหม่ของ WordPress 3.2.1 (หรือ update กว่า) แล้วล่ะก็ &#8230;&#160; ปัญหาจะมีตามมานั่นก็คือ page และ post จะไม่แสดง sidebar Widget เล้ย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าทำไมคนคิด Theme จะคิดว่า คนส่วนมากไม่อยากแสดง widget กันก็ไม่รู้ แต่ว่าสำหรับ website ผมแล้ว การแสดง widget นี่ต้องแสดงทุกหน้าเพราะว่า ผมมีโฆษณาไว้ที่ widget และคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาก็จะเข้ามาประมาณหน้าเดียว คือ ได้อ่านเนื้อความที่เค้าต้องการ จากการค้นหาผ่าน Google แล้ว อ่านไม่ถึงนาทีก็ปิดออกไปแล้ว เพราะว่าเค้าได้ รู้ในสิ่งที่เค้าต้องการแล้วก็เท่านั้นครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ทางเดียวที่ผมจะเรียกคนอื่นให้เข้าไปที่หน้าแรกของผมอย่างน้อยก็เพื่อที่จะได้เห็นเนื้อความที่ผมพิมพ์ใหม่ๆ ที่แปะเอาไว้ที่หน้าแรกเนี่ยะ ก็ต้องมีการโฆษณากันบ้างอะไรบ้างครับ จำเป็น widget มีความจำเป็นสำหรับ website ผมอย่างมาก ผมว่า ทุกๆ website ที่เป็นมือใหม่ระดับเริ่มต้น หรือว่าเป็นคนที่ blogging ไปเรื่อยๆนั้น การที่จะทำให้คนอื่นสมัครเพื่อรับ feed หรือจะติดตาม website ตัวเองอย่างเป็นประจำก็ทำได้ผ่านการเอาเนื้อหาอื่นๆ (นอกจากที่เค้า Google เจอ) มาให้เค้าเหล่านั้นอ่านด้วย เพื่อที่จะได้เห็นว่า อืม เนื้อความเป็นมีประโยชน์นะ ก็ควรจะสมัคร feed ไว้เป็นต้น </p>
<p>อ้อมไปเสียยาวไกลประเด็นก็คือถ้าหากว่าอยากจะแก้ปัญหา widget ไม่แสดงใน WordPress Twenty Eleven ที่เป็น Default Theme ของ WordPress version ใหม่ๆ ตั้งแต่ version 3.2 ขึ้นไปแล้ว ให้เข้าไปโหลด child Theme กันที่นี่ครับ </p>
<p><a href="http://webstutorial.com/wordpress-twenty-eleven-theme-sidebar-pages-posts/content-management-system-cms">http://webstutorial.com/wordpress-twenty-eleven-theme-sidebar-pages-posts/content-management-system-cms</a></p>
<p>เมื่อโหลดเสร็จแล้ว ก็จัดการ install Theme กันได้เป็นปกติ คือ Appearance <em>&gt; Theme &gt; install Themes &gt; upload</em> แล้วก็ Browse file zip ที่เราเพิ่งโหลดมาเมื่อตะกี้นี้ครับ เท่านั้น แล้วก็ activate มันเสีย เราก็จะได้ Theme Eleven มาใช้งานแบบที่มี widget ทั้ง post และ page ทุกหน้าแล้วล่ะครับ </p>
<p>สำหรับการใช้ wordpress theme Twenty eleven 1.2 อะไรพวกนี้ผมยังไม่ค่อยจะคล่องมากนักเพราะว่าเพิ่งลงสดเมื่อตะกี้แล้วก็เจอปัญหาอย่างที่ว่าไปทำให้ ผมก็เลยมา blog เอาไว้หน่อยเผื่อว่าคนอื่นจะเจอปัญหาแบบเดียวกันแล้วก็ Google มาเจอครับ ยังไงถ้าหากว่าผมลองปรับ website rackmanagerpro.com ด้วย Theme ใหม่แล้วได้ผลอะไรอย่างไร ก็จะมา blog ให้ฟังอีกรอบแล้วกันนะครับ สำหรับ รอบนี้ขอตัวไปเที่ยวเล่นก่อนน่ะครับ </p>
<h4>คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:</h4><ul><li>โหลดธีมwordpress มีปัญหา</li><li>ย้าย wordpress รูปไม่ขึ้น</li><li>วิีธีเปลี่ยน id</li><li>วิธีใช้งานtheme wordpress 3 2 1</li><li>วิธีย้ายธีมwordpree</li><li>ลง theme wordpress รูปไม่แสดง</li><li>ย้ายwidgetsของเวิร์ดเพรสไปทางซ้าย</li><li>ปัญหาย้าย wordpress</li><li>ดาวน์โหลด themplate wordpress 3 2 1</li><li>การย้าย theme wordpress ไปอีกเว็บ</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/change-wordpress-theme-version-twenty-eleven/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แปลงหน้า WordPress blog ของคุณให้ดูดีบน iPad ด้วย Plug-in OnSwipe</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-blog-display-on-ipad/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-blog-display-on-ipad/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Mar 2011 13:44:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[blog technic]]></category>
		<category><![CDATA[blog tips]]></category>
		<category><![CDATA[blogging]]></category>
		<category><![CDATA[blogging tips]]></category>
		<category><![CDATA[content blog]]></category>
		<category><![CDATA[ipad plug-in]]></category>
		<category><![CDATA[plug in ipad]]></category>
		<category><![CDATA[plugin]]></category>
		<category><![CDATA[web blog]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress plugin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-blog-display-on-ipad/</guid>
		<description><![CDATA[Tweetบทความนี้เฉพาะคนทีใช้งาน WordPress เท่านั้นและอยากจะประทับใจคนเข้าเว็ปที่เข้าผ่านเครื่อง ipad และ Touch Screen Tablet เท่านั้น อยากรู้ว่าดูดีแค่ไหน งัดเอา iPad ออกมาแล้วพิมพ์ url&#160; rackmanagerpro.com เข้าไปเล้ยครับ วันนี้อยากจะแนะนำ Plug in ตัวหนึ่งที่น่าทึ่งมากสำหรับคนที่ใช้ WordPress เป็น blog เหมือนกับ website rackmanagerpro.com แห่งนี้นะครับ นั่นก็คือ Plug in ที่ชื่อว่า &#34;Onswipe&#34; โดยเจ้า Plug in ตัวนี้จะทำหน้าที่แปลงหน้า Blog ของคุณเมื่อคนอ่านเข้ามาที่เว็ปของคุณด้วยเครื่อง iPad หรืออุปกรณ์อื่นๆ &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-blog-display-on-ipad/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1328" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fwordpress-blog-display-on-ipad%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%20WordPress%20blog%20%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%99%20iPad%20%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2...%20&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fwordpress-blog-display-on-ipad%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div><p><em>บทความนี้เฉพาะคนทีใช้งาน WordPress เท่านั้นและอยากจะประทับใจคนเข้าเว็ปที่เข้าผ่านเครื่อง ipad และ Touch Screen Tablet เท่านั้น อยากรู้ว่าดูดีแค่ไหน งัดเอา iPad ออกมาแล้วพิมพ์ url&#160; rackmanagerpro.com เข้าไปเล้ยครับ </em><img title="ipad-preview" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="336" alt="ipad-preview" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/03/ipadpreview.jpg" width="629" border="0" /> วันนี้อยากจะแนะนำ Plug in ตัวหนึ่งที่น่าทึ่งมากสำหรับคนที่ใช้ WordPress เป็น blog เหมือนกับ website rackmanagerpro.com แห่งนี้นะครับ นั่นก็คือ Plug in ที่ชื่อว่า &quot;<a title="wordpress plug in สุดเจ๋ง onSwipe เปลี่ยนการแสดงผลในหน้าจอ ipad" href="http://wordpress.org/extend/plugins/onswipe/" target="_blank" rel="nofollow">Onswipe</a>&quot; โดยเจ้า Plug in ตัวนี้จะทำหน้าที่แปลงหน้า Blog ของคุณเมื่อคนอ่านเข้ามาที่เว็ปของคุณด้วยเครื่อง iPad หรืออุปกรณ์อื่นๆ ประเภท Touch Screen ครับ มันจะทำให้การเรียงเนื้อหาของ Web Blog ธรรมดาของคุณ แสดงผลที่หน้า iPad ออกมาได้อย่างหรูหรา (มาก! ขอบอก) หากว่าคุณอยากจะประทับใจ คนอ่านเว็ปของคุณที่ใช้เครื่องมือพวกนี้แล้วล่ะก็ พลาด Plug in ตัวนี้ไม่ได้จริงๆครับ</p>
<p><strong>Settings เบื้องหลังเมื่อลง WordPress Plugin ตัวนี้ที่ชื่อ Onswipe แล้วเป็นอย่างไร ? </strong></p>
<p> การติดตั้งก็จะเหมือนกับ Plug-in ตัวอื่นๆทั่วไปครับ (ผมไม่บอกแล้วกันนะครับว่าทำอย่างไรเพราะว่าหาอ่านได้ทั่วไปครับ) เมื่อติดตั้งแล้วให้ไป Apperence &gt; <a title="wordpress plug in สุดเจ๋ง onSwipe เปลี่ยนการแสดงผลในหน้าจอ ipad" href="http://wordpress.org/extend/plugins/onswipe/" target="_blank" rel="nofollow">Onswipe</a> จะมี options ให้กดอีกเล็กน้อย คือจะมีให้เลือกว่า จะให้แสดง Special Theme สำหรับ iPad users หรือไม่ ถ้าหากว่า ติ๊กก็แปลว่าเอาน่ะครับ (ถ้าหากว่าลงแล้วไม่ติ๊กนี่ก็แปลกมากแล้วล่ะครับเพราะว่าเราอยากจะให้คนที่ใช้ iPad เข้าเว็ปเราตื่นตาตื่นใจกับหน้าเว็ปไม่ใช่หรอกหรือ ? ) นอกนั้นก็เรา upload Cover Logo ที่เป็น png ขนาด 200&#215;200 เข้าไปครับ มันจะไปแสดงเป็น logo ตอนที่คนเข้าหน้าแรกผ่าน iPad ครับ โดยพื้นหลังจะต้องเป็นแบบโปร่งใสเท่านั้นเพื่อความสวยงาม แต่ว่าถ้าหากว่าคุณ logo เป็นแบบสีเหลี่ยม<img title="preview-ipad-blog-2" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; margin: 5px 5px 15px 0px; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="469" alt="preview-ipad-blog-2" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/03/previewipadblog2.jpg" width="352" align="left" border="0" />จตุรัสอยู่แล้วก็ไมต้องโปร่งแสงก็ได้ แต่ต้องเป็น png เท่านั้นเหมือนเดิมครับผม ส่วนจะมีอีกส่วนหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจแล้ว Google หาดูแล้วก็ยังหาคำตอบไม่ได้ก็คือ Launch Screen Image ที่จะต้องกำหนดให้ใช้เป็น image ขนาด 768 x 1004 px เท่านั้น ซึ่งผมลอง upload file ภาพแล้วทั้งที่เป็น png และ jpg ก็ไม่เห็นว่ามันจะไปปรากฏว่าอะไรที่ไหนน่ะครับ ถ้าหากว่า คุณๆลองดูแล้ว แล้วรุ้ว่ามันไปโผล่ที่ไหน ก็ comment ทิ้งเอาไว้หน่อยนะครับผมจะได้ลองเข้าไปดูว่ามันทำออกมาแล้ว หน้าตามันเป็นอย่างไรกันน่ะครับ </p>
<p>นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นเว็ปไทยๆเหมือนผม ก็จะมีตัวอักษรไทยเป็น header หรือหัวเรื่อง (subject) ของทุก entries คุณจำเป็นต้องเลือก Font ที่เป็น Font Thai ครับ ใน settings ของ Onswipe เองก็จะมี Font ให้เลือกเหมือนกันนะครับ โดยผมทำการเลือก Font Thonburi-Bold (เพราะว่าผมอ่านดูแล้วน่าจะเป็นไทยแท้แต่โบราณแน่นอน เป็น Font ของภาษาอื่นไปไม่ได้เป็นแน่แท้ครับ) เพียงเท่านี้ก็ จะทำให้การแสดงผลของ web blog WordPress ของคุณแสดง หัวเรื่อง เนื้อเรื่องและ ภาพใน Blog ของคุณบน iPad ได้อยู่หรูหราสวยงาม หรูเริด อลังการดาวล้านดวงแล้วล่ะครับ </p>
<p>เอาเป็นว่าลองใช้กันดูเลยแล้วกันนะครับ สำหรับ Plug-in สุดเจ๋งที่ผมแนะนำสำหรับคนที่แอบมี iPad เพื่อที่ตัวเองจะได้ชื่นชม web Blog ของตัวเองครับผม โดดไปที่โหลด <a title="download Plugin wordpress onswipe" href="http://wordpress.org/extend/plugins/onswipe/" target="_blank" rel="nofollow">Plug-in Onswipe</a> กันได้เลยครับ !</p>
<h4>คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:</h4><ul><li>wordpress ipad</li><li>ฟอร์น บัตรสนเท่ห์</li><li>wordpress ใน ipad plugin</li><li>wordpress plugin support ipad</li><li>wordpress ipad plugin</li><li>font thonburi หน้าตาเป็นอย่างไร</li><li>plugin วัดคนเข้า blog</li><li>plugin wordpress สำหรับ ipad</li><li>plugin wordpress on ipad</li><li>plugin font wordpress แนะนำ</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-blog-display-on-ipad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรับ Logo ในหน้า Login page บน CMS WordPress ให้เป็น Logo ตามใจคุณ !</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/change-login-logo-plug-in/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/change-login-logo-plug-in/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Mar 2011 07:30:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[business IDO]]></category>
		<category><![CDATA[blog content]]></category>
		<category><![CDATA[blogging]]></category>
		<category><![CDATA[change logo login page]]></category>
		<category><![CDATA[login page]]></category>
		<category><![CDATA[logo bloging]]></category>
		<category><![CDATA[webmaster content]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress plug in]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress plugin]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress recommend plugin]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/change-login-logo-plug-in/</guid>
		<description><![CDATA[Tweet&#160; บทความนี้ สำหรับคนที่ใช้ WordPress ทำ Blog เท่านั้นครับ  (อีกแล้ว) ถ้าหากว่าคุณอยากจะเปลี่ยนหรือว่าทำ website ด้วย wordpress ให้คนอื่นเค้า ที่หน้า Login page ที่เป็น /admin ผมว่าคุณก็อยากจะเปลี่ยนจาก WordPress Logo ให้เป็น Logo อะไรก็สุดแล้วแต่ที่คุณอยากจะให้เป็น ไม่ว่าจะเป็น logo ของลูกค้าคุณ หรือว่า Logo ของ Brand ของคุณก็ได้ครับ แล้วแต่ว่าคุณอยากจะ Branding ตัวคุณเองหรือไม่ครับ ผมลอง Plugin ประเภทนี้อยู่สองสามตัวน่ะครับ แต่ว่า ผมก็ได้ข้อสรุปว่าตัวที่ใช้งานแล้วง่ายดีไม่มีปัญหาอะไร &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/change-login-logo-plug-in/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1264" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fchange-login-logo-plug-in%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%20Logo%20%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%20Login%20page%20%E0%B8%9A%E0%B8%99%20CMS%20WordPress%20%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%20Logo...%20&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fchange-login-logo-plug-in%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div><p>&nbsp;</p>
<p><img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto; border: 0px;" title="rackmanager login page logo new" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/03/rackmanagerloginpagelogonew_thumb.jpg" border="0" alt="rackmanager login page logo new" width="383" height="368" /></p>
<p><em>บทความนี้ สำหรับคนที่ใช้ WordPress ทำ Blog เท่านั้นครับ  (อีกแล้ว) </em></p>
<p>ถ้าหากว่าคุณอยากจะเปลี่ยนหรือว่าทำ website ด้วย wordpress ให้คนอื่นเค้า ที่หน้า Login page ที่เป็น /admin ผมว่าคุณก็อยากจะเปลี่ยนจาก WordPress Logo ให้เป็น Logo อะไรก็สุดแล้วแต่ที่คุณอยากจะให้เป็น ไม่ว่าจะเป็น logo ของลูกค้าคุณ หรือว่า Logo ของ Brand ของคุณก็ได้ครับ แล้วแต่ว่าคุณอยากจะ Branding ตัวคุณเองหรือไม่ครับ</p>
<p>ผมลอง Plugin ประเภทนี้อยู่สองสามตัวน่ะครับ แต่ว่า ผมก็ได้ข้อสรุปว่าตัวที่ใช้งานแล้วง่ายดีไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็แสดง Logo ได้แบบง่ายๆก็คือ การใช้ Login Logo Plug-in ตัวนี้ครับ</p>
<p>เข้าไป <a title="logo login plug in changing" rel="nofollow" href="http://wordpress.org/extend/plugins/login-logo/screenshots/" target="_blank">download plug in Login Logo</a> แล้วก็ upload หรือ add plug in แล้วจัดการ activate มันซะ เหมือนกับที่ทำกับ Plug in ตัวอื่นๆนั่นน่ะหละครับ ไม่แตกต่างแต่ประการใด</p>
<p>แล้วต่อจากนั้นก็ให้เข้าไปที่ /wp-content/ แล้วก็เอาสร้าง file ที่ชื่อว่า login-logo.png (ต้องเป็น png ด้วยน่ะครับ และต้องชื่อไฟล์นี้เป้ะๆ เท่านั้นน่ะครับ) file png ตัวนี้จะเป็น Logo ที่คุณอยากให้มันแสดงอยู่ที่หน้า Login page ของ WordPress ครับ และ file png ตัวนี้แนะนำว่าน่าจะมีขนาดน้อยกว่า 326 pixels ที่ความกว้าง ส่วนเรื่องของความยาวคิดว่าเท่าไหร่ก็ได้ไม่ serious อะไรกับมันมากนักหรอกครับ</p>
<p>เพียงแค่นี้เมื่อคุณเข้าหน้า login page ของ wordpress เว็ปคุณแล้ว ก็จะมี Logo ที่เพิ่งจะ upload ใหม่แสดงแทนรูปตัว W ตัวใหญ่ที่เขียนว่า WordPress แล้วล่ะครับ เท่านี้เป็นอันเสร็จพิธีในการปรับแต่ง Logo สำหรับหน้า Login page ครับผม</p>
<h4>คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:</h4><ul><li>login page</li><li>logo login</li><li>วิีธีเปลี่ยน logo ใน wordpress</li><li>เปลี่ยนโลโก้ ใน wordpress</li><li>wordpress หน้า login</li><li>เปลี่ยนโลโก้wordpress login</li><li>เปลี่ยนโลโก้หน้าล็อกอิน wordpress ของสมาชิก</li><li>เปลี่ยนโลโก้ login เข้า wordpress</li><li>โปรแกรมเปลี่ยน logo login</li><li>เปลี่ยนโลโก้ login wordpress</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/change-login-logo-plug-in/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการทำให้มี relate post หรือ เนื้อความที่น่าจะเกี่ยวข้อง หรือน่าสนใจใน wordpress ด้วย LinkWithin</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/linkwithin-relate-post-with-thumbnail/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/linkwithin-relate-post-with-thumbnail/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Feb 2011 15:48:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[plugin recommend]]></category>
		<category><![CDATA[relate post]]></category>
		<category><![CDATA[related post]]></category>
		<category><![CDATA[related post and page]]></category>
		<category><![CDATA[thumbnail wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress plugin]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress tips]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/linkwithin-relate-post-with-thumbnail/</guid>
		<description><![CDATA[Tweet บทความนี้เฉพาะคนที่ใช้ blog WordPress แบบ host เองเท่านั้นครับ การที่เอา link บทความที่เกี่ยวข้องพร้อมเอาภาพ Thumbnail มาแสดงที่ท้ายบทความ ทำให้คนอ่าน หรือคนที่หลงเข้ามาผ่านทาง Google search แล้วอาจจะอ่านอะไรต่อเพิ่มเติมไปยังหน้า Post อื่นๆ ได้ครับ ทำให้ค่าเฉลี่ย page / visit เยอะขึ้นได้ ถ้าหากว่าเนื้อความนั้นๆ มีการแสดงแล้ว คนอ่านรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าจะอ่านต่อไป วันนี้เลยอยากแนะนำว่าถ้าหากว่าคุณใช้ WordPress เหมือนกับ rackmanagerpro.com หน้า blog ของผมนี้ ตอนนี้จะเห็นได้ว่ามี link ที่บอกว่า &#8220;แนะนำบทความที่เกี่ยวข้อง&#8221;  แสดงไว้ท้ายบทความครับ &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/linkwithin-relate-post-with-thumbnail/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1259" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Flinkwithin-relate-post-with-thumbnail%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%20relate%20post%20%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD...%20&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Flinkwithin-relate-post-with-thumbnail%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div><p><img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto; border: 0px;" title="linkwithin wordpress plug in " src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/02/linkwithin.png" border="0" alt="linkwithin wordpress plug in " width="622" height="163" /></p>
<p><em><strong>บทความนี้เฉพาะคนที่ใช้ blog WordPress แบบ host เองเท่านั้นครับ </strong></em></p>
<p>การที่เอา link บทความที่เกี่ยวข้องพร้อมเอาภาพ Thumbnail มาแสดงที่ท้ายบทความ ทำให้คนอ่าน หรือคนที่หลงเข้ามาผ่านทาง Google search แล้วอาจจะอ่านอะไรต่อเพิ่มเติมไปยังหน้า Post อื่นๆ ได้ครับ ทำให้ค่าเฉลี่ย page / visit เยอะขึ้นได้ ถ้าหากว่าเนื้อความนั้นๆ มีการแสดงแล้ว คนอ่านรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าจะอ่านต่อไป</p>
<p>วันนี้เลยอยากแนะนำว่าถ้าหากว่าคุณใช้ WordPress เหมือนกับ rackmanagerpro.com หน้า blog ของผมนี้ ตอนนี้จะเห็นได้ว่ามี link ที่บอกว่า &#8220;แนะนำบทความที่เกี่ยวข้อง&#8221;  แสดงไว้ท้ายบทความครับ</p>
<p>วิธีการผมว่าก็ง่ายๆครับ เข้าไปที่ Linkwithin แล้วก็กรอกข้อมูลทั้งหมดที่หน้าที่เว็ปของ Linkwithin ครับ ประเด็นที่ต้องระวังก็คือ คุณต้องคิดก่อนว่าจะกำหนด Width ให้มี content เป็นภาพ Thumbnail อยู่สัก 3 หรือ 5 ภาพครับ โดยให้พิจารณาจากสัดส่วนของ width ของเนื้อความของ Theme ของคุณครับ สำหรับ Theme ผมเป็น default theme ของ WordPress ผมก็เลือกอัดเข้าไปได้ 5 บทความครับ แล้ว มันก็จะให้โหลด plug in เป็น file zip ออกมาครับ เราก็ไปแตกเพื่อใส่เข้าไปที่ plug in เหมือนกับการใส่ plug in wordpress อื่นๆปกติแล้วก็ activate มันครับ</p>
<p>อย่างไรก็ดีมันก็มีข้อดีข้อเสียของการที่ผมทำแบบนี้เหมือนกันครับ คือ เมื่อกดแล้วจะเป็น redirect link ผ่านทางหน้าเว็ปของ linkwithin อีกทีครับ แล้วก็กลับเข้ามาที่หน้า website เราทำให้พลัง PR ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นอกจากนี้ การโหลด content นั้น ถ้าหากว่าเอามาใส่เหมือนกับหน้าเว็ปผม คือ ใส่มันที่หน้า homepage ด้วย มันก็จะเป็นการทำให้ website โหลดช้าออกไปอีกหน่อย (ทั้งๆที่มันก็โหลดช้าอยู่แล้ว) เพราะว่าผมเล่นเอา content แต่ละเนื้อความมาแสดงกันให้เห็นจะๆกันเลยน่ะครับ ซึ่งแบบนี้ Google เค้าก็ไม่ชอบสักเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่ว่าผมก็จะทำน่ะครับไม่รู้ว่าทำไม เพราะว่า ผมคงคิดว่า ถ้าหากว่าเอาเนื้อความมาแสดงเลยก็จะทำให้ user หรือ reader อ่านเนื้อความที่หน้าแรกในทันทีได้เลยครับ  &#8230; แล้วแต่น่ะครับ ต่างคนต่างความคิดครับผม  แต่อย่างทีบอกล่ะครับว่า Google น่ะ เค้าชอบ website ที่ โหลดได้เร็วมากกว่า เพราะต้องการให้ internet user มีประสบการณ์กับการใช้ internet และผลของการค้นหาได้ดีที่สุด เท่าที่จะดีได้ครับ</p>
<p>นอกจากนี้ เนื้อความที่เกี่ยวข้อง ผมดูแล้วอาจจะไม่เกี่ยวข้องซะทีเดียวสักเท่าไหร่ครับ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรจะ show ครับเพราะว่า ผมลองเอา relate post plug in ตัวอื่นมาใส่แล้วมันก็ไม่ได้ให้ผลการแสดงเนื้อความที่เกี่ยวข้องได้ดีกว่ากันมากนัก ผมก็เลยเลือกเอาตัวนี้ เพราะ มันก็สะดวกดีครับ เราไม่สามารถที่จะบังคับอะไรมันได้ว่าจะให้ show relate post ไหน เพราะ ระบบของ Linkwithin ทำงานของมันเองครับ เข้าใจว่าน่าจะต้อง</p>
<p>Tips เล็กสำหรับการปรับแต่ถ้าหากว่าคุณเลือกที่จะใช้ Linkwithin เพื่อการ show ภาพ Thumbnail และหัวเรื่องของเนื้อความที่เกี่ยวข้อง จะมีอยู่ประเด็นเดียวที่ผมว่า สำคัญที่สุด ก็คือ การปรับแต่งเนื้อความคำว่า &#8220;you might also like :&#8221; ให้เป็นอย่างอื่น คำว่าอย่างอื่นของผมก็จะเป็นภาษาไทยครับ ผมก็จะเปลี่ยนเป็นคำว่า &#8220;เนื้อความที่เกี่ยวข้อง:&#8221; อะไรประมาณนี้ครับ ทำได้ไม่ยาก โดยการเข้าไปใส่</p>
<p>&lt;script&gt;linkwithin_text=&#8217;บทความอื่นที่น่าสนใจอยากให้อ่านครับ&#8217;&lt;/script&gt;</p>
<p>ไปยัง header.php ของ Theme ที่เราใช้งานอยู่ครับ โดย your custom text นี่เราก็พิมพ์อะไรใส่เข้าไปแทนก็ได้ครับ ถ้าหากว่าจะพิมพ์ไทยใส่เข้าไปก็เปิด file php นี้ด้วย notepad++ แล้วก็เลือก Encoding ให้เป็น Encode UTF-8 without BOM ซึ่งผมเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไรครับ แต่ มันเป็นวิธีการเพื่อทำให้เนื้อความภาษาไทยที่เราแก้ไขใน code มันแสดงเป็นภาษาไทยแท้ไม่ใช่ภาษาไทยต่างด้าว เมื่อแสดงผลที่หน้าเว็ปครับ</p>
<p>ตำแหน่งที่วางก็คือ ให้วางบรรทัดหลัง โค้ดที่เปิด &lt;Body&gt; ครับเท่านั้นแล้วก็ upload file นี้กลับเข้าไปที่เก่า แค่นี้ คำที่คุณแก้เอาไว้ก็จะแสดงที่หน้า post ของคุณแล้วล่ะครับ ยังไงลองทำดูน่ะครับ คิดว่าไม่ยากเกินความสามารถเพื่อที่จะปรับแต่งให้หน้า web blog ของคุณมี Thumbnail เนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อให้คนอ่านได้กดดูเนื้อหาเพิ่มเติมในหน้า post ของคุณต่อไปครับผม</p>
<p>สรุปให้สั้นกว่านี้ดีกว่าน่ะครับเพราะว่าผมได้มีโอกาสกลับเข้ามาอ่านของตัวเองอีกรอบแล้วรู้สีกว่ามันอ่านแล้วลำดับไม่ถูกต้องยังไงกันแน่ และ นี่ก็คือ step by step ครับผม</p>
<p>1. เข้าไปที่ wp-content &gt; theme &gt; header.php<br />
2. download header.php มาแก้ด้วย Notepad++ โดยเพิ่มบรรทัด  &lt;script&gt;linkwithin_text=&#8217;บทความอื่นที่น่าสนใจอยากให้อ่านครับ&#8217;&lt;/script&gt;<br />
เข้าไปที่บรรทัดหลัง body ทันที<br />
3. update file header.php นี้เข้าไป แล้วก็ลองดูว่ามันต้องเปลี่ยนเป็นคำที่ต้องการแล้วครับ</p>
<h4>คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:</h4><ul><li>วิธีปิด auto recharge skype</li><li>วิธีทำ related post wordpress</li><li>วิธีถ่ายภาพเสื้อผ้า</li><li>ทำ thumbnails ใน wordpress ให้อยู่บรรทัดเดียวกัน เนื้อหา</li><li>ทำ Related post แบบมีภาพ Thumbnail ให้ WordPress โดยไม่ง้อ Plug-in</li><li>related posts thumbnails wordpress</li><li>linkwithin วิธีใช้</li><li>linkwithin wordpress วิธีใช้</li><li>linkwithin wordpress</li><li>linkwithin</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/linkwithin-relate-post-with-thumbnail/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Chrome extension สำหรับคนที่ใช้งาน Google Calendar เป็นประจำให้มาแสดงที่หัวของ Chrome กันเลยทีเดียว</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/google-chrome-calendar-extension/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/google-chrome-calendar-extension/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Feb 2011 00:08:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[calendar extension]]></category>
		<category><![CDATA[chrome extension]]></category>
		<category><![CDATA[Google calendar]]></category>
		<category><![CDATA[google calendar chrome extension]]></category>
		<category><![CDATA[google calendars]]></category>
		<category><![CDATA[google extension]]></category>
		<category><![CDATA[google product]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/google-chrome-calendar-extension/</guid>
		<description><![CDATA[Tweet Google Chrome เป็น Browser ที่ทำงานกับ Google production อื่นๆได้อย่างลงตัวเอามากๆน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ใช้ Google product เยอะๆ เหมือนกับผมล่ะก็แนะนำ ใช้เป็น Google chrome ครับ ตอนนี้ชีวิตผมเกือบทั้งหมดขึ้นอยู่กับ Google product แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น email ( gmail ) , contact list (ก็เป็น contact list ที่ sync กับ Gmail ‘s contact list) &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/google-chrome-calendar-extension/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1255" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fgoogle-chrome-calendar-extension%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=Chrome%20extension%20%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%20Google%20Calendar...%20&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fgoogle-chrome-calendar-extension%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div></p>
<p> <img title="calendar chrome extension recommend" style="border-top-width: 0px; display: block; border-left-width: 0px; float: none; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; margin-right: auto; border-right-width: 0px" height="433" alt="calendar chrome extension recommend" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/02/calendarchromeextensionrecommend.jpg" width="378" border="0" />
<p>Google Chrome เป็น Browser ที่ทำงานกับ Google production อื่นๆได้อย่างลงตัวเอามากๆน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ใช้ Google product เยอะๆ เหมือนกับผมล่ะก็แนะนำ ใช้เป็น Google chrome ครับ ตอนนี้ชีวิตผมเกือบทั้งหมดขึ้นอยู่กับ Google product แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น email ( gmail ) , contact list (ก็เป็น contact list ที่ sync กับ Gmail ‘s contact list) และที่สำคัญอีกอย่างคือ<a title="การนัดหมายคนอื่นผ่านทาง Google calendar" href="http://www.rackmanagerpro.com/tag/google-calendar/" target="_blank">การการนัดหมายหรือตารางนัดหมาย calendar</a> (ที่ผมเคยพูดถึงไว้หลายทีแล้ว) </p>
<p>สำหรับวันนี้ผมเพิ่งเจอว่ามี <a title="chrome extension calendar" href="https://chrome.google.com/extensions/detail/gmbgaklkmjakoegficnlkhebmhkjfich" target="_blank" rel="nofollow">Google calendar Chrome extension</a> ที่เป็น add-on สำหรับคนที่ใช้ Google chrome และ ใช้ Google calendar อยู่เป็นประจำ เมื่อ install หน้า Google Calendar (by Google) เข้าไปแล้วจะทำให้มีปุ่มที่ tab ด้านบนของ Google chrome โผล่ออกมาอีกปุ่มหนึ่ง ในนั้นเมื่อคุณกดแล้วจะแสดง รายการนัดหมายล่วงหน้าของคุณ หรือ ถ้าหากว่าเลื่อน scroll bar ไปด้านล่างๆจะมี options ให้กดเพื่อ checkmark ให้มันแสดง mini calander ได้ด้วย</p>
<p>ปกติแล้ว จะมีคนโทรมาถามว่าวันนั้นวันนี้ว่างหรือไม่ ผมจะต้องเข้าไปที่ Google calendar แบบตัวเต็มๆผ่านทางหน้าเว็ปนี่น่ะหละ แต่ว่าก็จะกินเวลาสักพักหนึ่ง คนที่จะรอนัดผมก็ต้องรอสายกันแป้บนึง จะชวนคุยเรื่องอื่นๆก็ไม่มีสมาธิธิเท่าไหร่ทำให้เหมือนกับเป็นเวลาโหวงๆ สำหรับการสนทนาครั้งนั้นๆ สักหน่อย ทำให้ถ้าหากว่าเอา extension ตัวนี้ไปใช้จะทำให้ การนัดหมาย เป็นไปด้วยตวามรวดเร็วมากขึ้น </p>
<p><strong>Tips เล็กๆ เกี่ยวกับการใช้งานGoogle Calender Chrome extension ตัวนี้ : </strong></p>
<p>- เมื่อคุณกดปุ่มเพื่อให้ extension นี้เอา calendar ของคุณมาแสดง mini calander จะไม่แสดงทันทีต้องเลื่อนไปกดปุ่ม options &gt; mini calendar </p>
<p>- เมื่อเปิด mini calendar ออกมาแล้ว แล้วเราเลื่อน scroll bar ไปเรื่อยๆ สังเกตใน mini calendar จะมีสีฟ้า high light วันที่ที่อยู่บรรทัดบนสุด (ที่เราเห็น) เช่นจากตัวอย่างก็จะเป็น Monday March 28 แบบนี้จะทำให้เราดูได้ว่าวันนั้นๆมีกิจกรรมอะไรที่ต้องทำหรือไม่ </p>
<p>- จำนวน week ที่เห็นอยู่นั้นของคุณอาจจะไม่แสดงเพราะว่า โดย Default แล้ว คุณจะไม่ได้ add Week number เพื่อเปิดใช้งานใน Google calendar ครับ (ผมว่าส่วนใหญ่ week number ก็ไม่ได้มีประโยชน์สักเท่าไหร่นักหรอกครับ ) </p>
<p>เข้าไปโหลด <a title="chrome extension Google calendar" href="https://chrome.google.com/extensions/detail/gmbgaklkmjakoegficnlkhebmhkjfich" target="_blank" rel="nofollow">Google Calendar chrome extension By Google</a> ได้จากที่นี่ครับผม </p>
<h4>คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:</h4><ul><li>Skype Extension คือ</li><li>skype plugin for chrome คือ</li><li>เลื่อนหน้า chrome addon</li><li>ใช้ skype โทรเข้ามือถือเพื่อน รู้ได้ไหมว่าปลายทางอยู่จังหวัดใด</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/google-chrome-calendar-extension/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Plug in เพื่อเอา page ออกจาก Navigation bar หน้าแรกใน WordPress</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-exclude-page-plug-in/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-exclude-page-plug-in/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Feb 2011 23:11:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[exclude page]]></category>
		<category><![CDATA[menu]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress page management]]></category>
		<category><![CDATA[wordpress page plugin]]></category>
		<category><![CDATA[เอา page ออกจาก naviagtion bar]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-exclude-page-plug-in/</guid>
		<description><![CDATA[Tweetเรื่องหนึ่งในการใช้งาน wordpress คือ การ create page แบบไม่ให้มันแสดง link ใดๆที่ navigation bar (ก็คือ tab link ด้านบนสุดของ website หรือ blog น่ะครับ) เพื่อที่จะเอา page link ไปซ่อนไม่ให้แสดง หรือเพื่อเป็นหน้า page ลับเฉพาะเอาไว้คนที่มี link เท่านั้นที่จะเข้าไปได้ โดยไม่ผ่านทาง homepage ครับ มันจะมี Plug-in WordPress เพื่อการนี้โดยเฉพาะอยู่แล้วครับนั้นก็คือ WordPress Plugin ที่ชื่อว่า &#34;Exclude Pages &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-exclude-page-plug-in/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1205" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fwordpress-exclude-page-plug-in%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=Plug%20in%20%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%20page%20%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%20Navigation%20bar%20%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%20WordPress&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fwordpress-exclude-page-plug-in%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div><p>เรื่องหนึ่งในการใช้งาน wordpress คือ การ create page แบบไม่ให้มันแสดง link ใดๆที่ navigation bar (ก็คือ tab link ด้านบนสุดของ website หรือ blog น่ะครับ) เพื่อที่จะเอา page link ไปซ่อนไม่ให้แสดง หรือเพื่อเป็นหน้า page ลับเฉพาะเอาไว้คนที่มี link เท่านั้นที่จะเข้าไปได้ โดยไม่ผ่านทาง homepage ครับ </p>
<p>มันจะมี Plug-in WordPress เพื่อการนี้โดยเฉพาะอยู่แล้วครับนั้นก็คือ WordPress Plugin ที่ชื่อว่า &quot;<a title="exclude page plugin" href="http://wordpress.org/extend/plugins/exclude-pages/" target="_blank" rel="nofollow">Exclude Pages From Navigation</a>&quot; ครับ วิธีการลงคงไม่ต้องบอกกันแล้วเพราะว่า มันมีวิธีการลง Plug in ที่หน้าเว็ป (คนอื่นพิมพ์เอาไว้เพียบเลยครับ)</p>
<p>เมื่อใช้แล้ว ตอนที่คุณ create page ใน wordpress หลังบ้านของคุณมีปุ่มหน้าตาประมาณนี้แสดงอยู่ด้วยทางด้านขวาล่างครับ</p>
<p><img title="exclude page wordpress plugin" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; border-left: 0px; margin-right: auto; border-bottom: 0px" height="87" alt="exclude page wordpress plugin" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2011/02/excludepagewordpressplugin.jpg" width="292" border="0" /> </p>
<p>ถ้าหากว่าคุณจะเอาหน้า page นั้นไม่ให้แสดงที่หน้าแรก ในแถบ Navigation bar แล้วก็ให้ check mark ปุ่มนี้ออกซะ ! เท่านั้นเองก็จะไ่ม่มี link ใดๆจาก Navigation bar มาที่ page นี้ของคุณแล้ว แต่ อย่างไรก็ดีคุณสามารถที่จะ share หน้านั้นๆ หรือทำเป็น link แบบ manual ได้เพราะว่า page นั้น active และ online อยู่ครับ url ที่สร้างเอาไว้ส่งต่อให้คนอื่นผ่านทาง email ทำ direct link ตรงๆเข้าไปไ้ด้ครับ (มันไม่ได้ลับแบบว่าคุณดูได้คนเดียวหรอกนะครับ)&#160; </p>
<p>นอกจากนี้ คุณอาจจะไม่อยากจะให้ Google มา index หน้านั้นอีกน่ะครับ เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณไม่อยากจะให้คนที่เข้าหน้า homepage คุณเข้ามาแบบชิวๆแล้วล่ะก็ ผมว่าคุณเองก็คงไม่อยากจะให้หน้านั้นๆโดย index แล้วคนกดเข้ามาอ่านเนื้อความแบบตรงๆ จาก Google search หรอกนะครับ เพราะงั้น ให้คุณเอาไปกำหนดที่ robot.txt ด้วยว่า </p>
<p><em>Disallow: /หน้าลับของคุณ/</em>&#160; เช่น <em>Disallow:/mysecretpage/</em></p>
<p>ในกรณีนี้หน้าลับของผม URL คือ <em>http://rackmanagerpro.com/mysecretpage/ </em></p>
<p>ถ้าหากว่าคุณไม่เรื่องมากอยู่แล้ว คนที่เค้าจะได้เข้าหน้าลับ ที่คุณคิดว่าก็ไม่ได้ลับอะไรมากนักก็ไม่ต้องไปยุ่งยากที่จะป้องกันการ index ของ Google ก็ได้น่ะครับก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะว่าผมเองก็ไม่ได้ตั้งเหมือนกัน เพราะ คิดเอาไว้ว่ายังไงซะถ้าหากว่าคนไม่ได้มาจากหน้าแรกแล้ว Google index มันก็ไม่ได้ขึ้น rank หรอกครับ เนื้อหามันจะไม่ได้เฉพาะเจาะจง keyword อะไรอยู่แล้วทำให้คิดว่าไม่น่าจะมีคนหลงเข้ามาที่หน้า page ลับ(กึ่งๆ) ของผมได้นะครับ</p>
<h4>คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:</h4><ul><li>ซ่อน page wordpress</li><li>วิธีเอา plug in facebook ออก</li><li>ซ่อนหน้า update wordpress</li><li>exclude pages wordpress</li><li>wp navigation plugin ใช้ไม่ได้</li><li>การสร้าง navigation bar tab wordpress</li><li>การเอาpageอื่นมาไว้ในหน้าindexของwordpress</li><li>ซ่อน page หัวข้อ wordpres</li><li>ซ่อนหน้า page wordpress</li><li>หน้า page wordpress ไม่ index</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/wordpress-exclude-page-plug-in/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฉุกคิดสักนิดปรับปรุงความเข้ากันได้ของหน้าร้านจริงและหน้าร้าน online ให้ไปทางเดียวกัน</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/online-equal-to-online-store/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/online-equal-to-online-store/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Nov 2010 15:10:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[business IDO]]></category>
		<category><![CDATA[online life]]></category>
		<category><![CDATA[thinking process]]></category>
		<category><![CDATA[ecommerce]]></category>
		<category><![CDATA[offline shop]]></category>
		<category><![CDATA[online shopping]]></category>
		<category><![CDATA[online store]]></category>
		<category><![CDATA[shopping experience]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/online-equal-to-online-store/</guid>
		<description><![CDATA[Tweet&#160; เนื่องจากผมมีดูแลเว็ปอยู่แห่งหนึ่งที่โดยมีวัตถุประสงค์ของ website เพื่อทำให้เกิดโอกาสการขายผ่านทาง online หรือผ่านทางหน้าร้านจริงให้มากที่สุด โดยการทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าที่หลงเข้ามาผ่านการ promote ผ่านทาง website แล้วสุดท้ายมีการเดินทางแวะเวียนมาที่ร้านค้า offline (หรือร้านค้าจริงๆ) ทั้งนี้วัตถุประสงค์ที่ว่า &#34;เพื่อให้คนมาหน้าร้านนั้น มี assumption อยู่อย่างหนึ่งว่า สิ่งของนั้นๆน่าจะต้องเห็นด้วยตา หรือ ต้องมีการสัมผัสถึงจะมีการสั่งซื้อได้อย่างมีจำนวน&#34; อย่างว่าที่ผมบอกว่าเป็นสมมุติฐานแบบนี้ไว้ก่อนเพราะว่ายังไม่ได้ออกแรงเพื่อที่จะแกะหรือทดสอบแก้ปมว่าสินค้านั้นๆต้องให้คนมาที่ร้านเพื่อสัมผัสจริงๆหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้ว จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรถ้าหากว่าการสัมผัส หรือเห็นด้วยตาจริงๆนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งก็มีแนวทางที่ผมเห็นเป็นตัวอย่างแล้ว เช่น ร้านค้าที่ขายรองเท้า จำเป็นต้องส่งรองเท้าให้มากคู่ไปยังลูกค้าแทนที่จะให้ลูกค้าเดินทางมาหาที่ร้านค้า โดยมีการ promote การขายในลักษณะของการส่ง shipping Free แบบสองทาง คือ ค่าส่งกลับนั้นก็ถือว่า ฟรีด้วยเพราะว่า ถ้าหากว่าคุณเป็นร้านรองเท้าแล้วมีหน้าร้านไกลออกไป โดยไม่อยากจะต้องให้ลูกค้าคุณเดินทางมาแล้วต้องลองใส่ดูอีกตะหาก &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/online-equal-to-online-store/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1130" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fonline-equal-to-online-store%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=%E0%B8%89%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99...%20&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fonline-equal-to-online-store%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div><p><img title="store" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="200" alt="store" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/11/store1.jpg" width="640" border="0" />&#160; <br />เนื่องจากผมมีดูแลเว็ปอยู่แห่งหนึ่งที่โดยมีวัตถุประสงค์ของ website เพื่อทำให้เกิดโอกาสการขายผ่านทาง online หรือผ่านทางหน้าร้านจริงให้มากที่สุด โดยการทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าที่หลงเข้ามาผ่านการ promote ผ่านทาง website แล้วสุดท้ายมีการเดินทางแวะเวียนมาที่ร้านค้า offline (หรือร้านค้าจริงๆ) ทั้งนี้วัตถุประสงค์ที่ว่า &quot;เพื่อให้คนมาหน้าร้านนั้น มี assumption อยู่อย่างหนึ่งว่า สิ่งของนั้นๆน่าจะต้องเห็นด้วยตา หรือ ต้องมีการสัมผัสถึงจะมีการสั่งซื้อได้อย่างมีจำนวน&quot;</p>
<p>อย่างว่าที่ผมบอกว่าเป็นสมมุติฐานแบบนี้ไว้ก่อนเพราะว่ายังไม่ได้ออกแรงเพื่อที่จะแกะหรือทดสอบแก้ปมว่าสินค้านั้นๆต้องให้คนมาที่ร้านเพื่อสัมผัสจริงๆหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้ว จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรถ้าหากว่าการสัมผัส หรือเห็นด้วยตาจริงๆนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งก็มีแนวทางที่ผมเห็นเป็นตัวอย่างแล้ว เช่น ร้านค้าที่ขายรองเท้า จำเป็นต้องส่งรองเท้าให้มากคู่ไปยังลูกค้าแทนที่จะให้ลูกค้าเดินทางมาหาที่ร้านค้า โดยมีการ promote การขายในลักษณะของการส่ง shipping Free แบบสองทาง คือ ค่าส่งกลับนั้นก็ถือว่า ฟรีด้วยเพราะว่า ถ้าหากว่าคุณเป็นร้านรองเท้าแล้วมีหน้าร้านไกลออกไป โดยไม่อยากจะต้องให้ลูกค้าคุณเดินทางมาแล้วต้องลองใส่ดูอีกตะหาก การส่งสินค้าไปโดยอาจจะมีการเผื่อ size ข้างเคียงด้วยน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้อยู่ครับ การส่งนั้นอาจจะเป็นลักษณะของบวกเผื่อค่า shipping ไปและกลับเข้าไปแล้วกับราคาของสินค้าถือได้ว่าเป็นต้นทุนค่าหนึ่งๆก็ได้ และ จะต้องออกแรงคิดว่า flow การคืนเงินจะเป็นอย่างไร เช่น อาจจะเกิดเอาไว้เป็น credit ก็ได้ (นั้นก็ต้องแปลว่าจะต้องทำระบบ account สำหรับจัดเก็บข้อมูลลูกค้าแต่ละรายซึงก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรน่ะครับ โดยลูกค้าก็ต้องเห็นว่าตอนนั้นมี credit ตัวเองสักเท่าไหร่ ) หรือว่าหากว่าอยากได้เป็น cash กลับมาแล้วก็ทำได้เช่นเดียวกัน เรื่องพวกนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ผมยังไม่เห็นคนไทยคนไหนทำน่ะครับ สำหรับการส่งสินค้า Free แบบสองทาง แค่ประเด็นแค่ว่า ถ้าหากว่าสินค้าไม่พอใจยินดีคืนเงิน ก็ไม่เห็นกันเท่าไหร่แล้วล่ะครับ (อาจจะเป็นเอกลักษณ์ความเอาเปรียบกับระหว่างคนขายและคนซื้อก็ได้ ถ้าหากว่ามี policy การขายว่า ถ้าหากว่าไม่พอใจก็ยินดีคืนเงินกันน่ะครับ) </p>
<p>ทั้งนี้ทั้งนั้นการถ้าหากว่าคุณต้องเจอเงื่อนไขเหมือนกับผม คือ การทำให้ร้านค้าหรือ website online แล้วต้องทำให้ลูกค้ามาติดต่อกับร้านค้าจริงแล้วล่ะก็ประเด็นหนึ่งที่สำคัญและตกไม่ได้คือ &quot;การ Sync กันของภาพลักษณ์ของ website และหน้าร้านจริง&quot; ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่อาจจะตกไปหรือไม่ได้ไปใส่ใจมันก็เป็นไปได้น่ะครับ แต่เรื่องนี้ผมเริ่มเห็นว่ามันสำคัญขึ้นมาอย่างโดดเด่นด้วยเหตุผลหลายๆประการที่เจอะเจอครับ </p>
<blockquote><p>ความเข้ากันได้ หรือ การ Sync กันของภาพ online หรือ website และหน้าร้านจริงนั้น ผมจะพิจารณาได้เป็นหลายเรื่องด้วยกัน และแต่ละจุดก็มีความสำคัญแทบทั้งสิ้นโดยทั้งนี้ผมจะพิจารณามาจากมุมมองของลูกค้าเป็นหลัก </p>
</blockquote>
<p> &#8211; <strong>ถ้าหากว่าหน้าร้าน online คุณมีสินค้าอะไรที่หน้าร้าน offline ก็น่าจะมีอย่างงั้น</strong> การที่ประกาศว่าหน้าร้าน online คุณมีสินค้าอย่างงู้นอย่างงี้ แต่ว่าถ้าหากว่าติดต่อเข้ามาแล้ว หรือแม้กระทั่ง case ที่แรงที่สุดคือ เมื่อเดินทางมาโดยไม่ได้ติดต่อไว้ก่อน แล้วเข้ามาที่ร้านค้า แล้วพบว่าที่ร้านค้า offline ไม่มีของก็จะทำให้ลูกค้าเสียอารมณ์และ ความรู้สึกอย่างมาก เมื่อเทียบกับของมูลที่เป็น statics อยู่บน website ครับ </p>
<p>- <strong>อารมณ์ Theme ร้านค้าน่าจะต้องใกล้เคียงกับ online</strong> website หรือร้านค้า online สำหรับกรณีส่วนใหญ่แล้ว ถ้าหากว่าร้านค้าคุณมีจุดแข็งที่การ promote ผ่านทาง website มากกว่า Location (ที่ดีที่จะทำให้เจอคนได้เยอะๆและเป็นตำแหน่งที่ลูกค้าคุณจะเดินผ่าน) การเจอ website ก่อนที่มาเจอหน้าร้าน่จะต้องมีความเชื่อมโยงกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเนื้อหาของสินค้า ( เหมือนกับข้อเมื่อตะกี้ว่าถ้าหากว่าเอาสินค้าอะไรแสดง ที่หน้าร้านก็น่าจะมีขายเหมือนกันไม่ใช่ขายกันคนละอย่างกันเลย) หรือแม้กระทั่ง Theme หรืออารมณ์ของร้านด้วย ถ้าหากว่า website ทำออกมาเป็นเด็กแนว หรือวัยรุ่นจ๋าแต่ว่า เมื่อมาเจอที่ร้านค้า offline กลับเปิดเพลงหมอรำ แล้วก็คนขายพูดติดสุพรรณไม่ฮิปเป็นเด็กแนวในเมือง ก็จะทำให้อารมณ์ของร้านขาดจากกัน แน่นอนว่า ลูกค้ามี &quot;ความคาดหวัง&quot; เอาไว้ล่วงหน้าว่าร้านค้าน่าจะเป็นลักษณะไหนเอาไว้แล้ว แล้วมาเจอหน้าร้านที่ไม่เหมือนกับที่คาดไว้ ก็จะทำให้เกิดความผิดหวังเอาได้ง่ายๆพาลเสียใจ (ลึกๆ) แล้วก็ไปดูร้านอื่นดีกว่า เป็นผลต่อเนื่องทำให้เสียโอกาสการขายได้น่ะครับ </p>
<p>- <strong> โทนสีของร้านควรจะเป็นไปในทางเดียวกัน</strong> คือ ไม่ว่าจะเป็น offline และ online การแต่งร้านถ้าหากว่าทำได้ยากอย่างน้อยทีสุดโทนสีของร้านโดนทั่วไป น่าจะปรับให้เหมือนกันได้ ถ้าหากว่าคุณปรับที่หน้าร้านไม่ได้ก็แปลว่าคุณก็ต้องมาปรับเอาที่ website แทนก็ได้เช่นเดียวกัน การใช้สีเพื่อสื่อสารหรือแสดงความเชื่อมโยงกันเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดแล้ว เพราะ ชุดสีเป็นเรื่องที่คนจดจำได้ดีมากๆ และสร้างความโดดเด่นให้กับตัวร้านค้าหรือสินค้าได้โดยตรง (ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูน่ะครับ ว่า ทำไมธนาคารเค้าเอาสีประจำ bank ตัวเองให้แตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนหรือคล้ายกันเลย แล้วก็ Theme bank ทั้งหมดรวมทั้งชุดของพนักงาน bank ทั้งหมด จะใช้สีเพื่อแสดงความเชื่อมโยง เรื่องราวเข้าด้วยกัน )</p>
<p>โดยรวมแล้วผมไม่ได้เป็นคนที่ทำเรื่องตกแต่งภายในแต่อย่างใด แต่ประเด็นที่อยากจะ note เก็บหรือบอกต่อๆกันไปก็คือ ร้านค้า และ website จำเป็นต้องมีความเชื่อมโยง ถ้าหากว่าลูกค้าจำเป็นต้องเจอทั้งหน้าร้าน และ เจอทั้ง website ไม่ใช่แยกกันทำ แยกกันคิด และแยกกัน Design ก็จะทำให้เหมือนกับว่า มันอยู่กันคนละโลกกัน และ ลูกค้าเจอสิ่งใดก่อนก็จะคาดหวังสะท้อนต่อไปยังอีกสิ่งหนึ่งได้ (ถ้าเจอ online ก่อนก็จะคาดหวังว่า offline ก็จะอารมณ์เดียวกัน หรือถ้าหากว่าเจอ offline ก่อนก็จะคาดหวังว่า website online นั้นก็น่าจะมีลักษณะที่เหมือนกับร้านค้า offline เช่นเดียวกัน) และ แน่นอนอย่างที่ผมบอกไป คือ เรื่องของสีจะเป็นตัวเชื่อมเรื่องที่ง่ายสุดแล้ว ถ้าหากว่าคุณไม่ได้คิดอย่างอื่น หรือ ไม่รู้ว่าจะทำให้เรื่องราวมันเชื่อมต่อกันได้อย่างไรให้เลือกชุดสีออกมาชุดหนึ่งแล้วตกแต่งทาสีร้านและปรับแต่งหน้า website ให้สีออกมาเป็นชุดเดียวกันเท่านั้นก็จะเกิดความต่อเนื่องได้เกินครึ่งแล้วครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/online-equal-to-online-store/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้ BB ไม่ก็ใช้ iphone เพื่อหาประโยชน์จากเวลาส่วนเกินสั้นๆที่สมัยก่อนไม่สามารถทำอะไรได้</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/get-time-slug-for-work/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/get-time-slug-for-work/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Sep 2010 16:03:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[online productive]]></category>
		<category><![CDATA[thinking process]]></category>
		<category><![CDATA[online productivity]]></category>
		<category><![CDATA[time management]]></category>
		<category><![CDATA[time manipulate]]></category>
		<category><![CDATA[time slug]]></category>
		<category><![CDATA[working time]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/get-time-slug-for-work/</guid>
		<description><![CDATA[Tweet อย่างที่เราๆท่านๆรู้กันว่า mobile device ที่เป็นรุ่นใหม่ๆ จะต้องต่อ internet เล่น facebook และใช้งาน email ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เรียกว่าอยากจะใช้ตอนไหนเมื่อไหร่ก็ต้องทำได้ในทันที และไม่กินเวลาเพื่อที่ เปิด program มากมายเกินไปนัก (โหลดนานมากๆก็ไม่ไหวน่ะครับ) อุปกรณ์พวกนี้จะทำให้การใช้เวลาส่วนเกิน หรือ ส่วนตัวผมจะเรียกว่าเป็น time slug โดนใช้ไปในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ และ ทำให้เกิดความคุ้มค่าของเวลา concept ของ Time Slug หรือเวลาส่วนเกินที่ผมว่านี้ เป็นแนวคิดส่วนตัวของผมเอง ซึ่งผมก็ขออธิบายเอาไว้ให้ฟังสักหน่อย เพื่อที่จะเข้าใจว่าผมกำลังหมายถึงอะไรก็แล้วกันน่ะครับ ? Time Slug หรือ เวลาส่วนเกินนั้นก็คือ เวลาช่วงสั้นๆที่คุณไม่ได้ใช้มันเพื่อทำอะไรให้เกิดคุณค่าได้เลยอันเนื่องมาจากเวลานั้นสั้นเกินไป &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/get-time-slug-for-work/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1076" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fget-time-slug-for-work%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%20BB%20%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%20iphone...%20&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fget-time-slug-for-work%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div><p><img style="display: inline; border: 0px;" title="time-slug" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/09/timeslug.jpg" border="0" alt="time-slug" width="600" height="200" /></p>
<p>อย่างที่เราๆท่านๆรู้กันว่า mobile device ที่เป็นรุ่นใหม่ๆ จะต้องต่อ internet เล่น facebook และใช้งาน email ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เรียกว่าอยากจะใช้ตอนไหนเมื่อไหร่ก็ต้องทำได้ในทันที และไม่กินเวลาเพื่อที่ เปิด program มากมายเกินไปนัก (โหลดนานมากๆก็ไม่ไหวน่ะครับ) อุปกรณ์พวกนี้จะทำให้การใช้เวลาส่วนเกิน หรือ ส่วนตัวผมจะเรียกว่าเป็น time slug โดนใช้ไปในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ และ ทำให้เกิดความคุ้มค่าของเวลา</p>
<p><strong>concept ของ Time Slug หรือเวลาส่วนเกินที่ผมว่านี้ เป็นแนวคิดส่วนตัวของผมเอง ซึ่งผมก็ขออธิบายเอาไว้ให้ฟังสักหน่อย เพื่อที่จะเข้าใจว่าผมกำลังหมายถึงอะไรก็แล้วกันน่ะครับ ?</strong></p>
<p>Time Slug หรือ เวลาส่วนเกินนั้นก็คือ เวลาช่วงสั้นๆที่คุณไม่ได้ใช้มันเพื่อทำอะไรให้เกิดคุณค่าได้เลยอันเนื่องมาจากเวลานั้นสั้นเกินไป หรือ อยู่ในสภาวการณ์ หรือ สถานที่ที่ไม่เหมาะสมที่จะกระทำการอะไรได้เลย ฟังแบบนี้อาจจะไม่ get ภาพว่า มันเป็นยังไง ผมเล่าเป็นตัวอย่างก็ เช่น เวลาที่คุณกำลังรอคนเพื่อเข้าห้องน้ำ เวลาที่คุณต่อคิวเพื่อซื้อตั๋วหนัง เวลาที่คุณกำลังเดินเพื่อเข้าบ้าน หรือแม้กระทั่งเวลาที่คุณกำลังนั่งถ่ายอยู่ในห้องน้ำ เป้นต้น</p>
<p>สังเกตได้ว่า เวลาพวกนี้ ถ้าหากว่าด้วยเครื่องมือเก่าๆ เราสามารถที่จะควักหนังสือเล่มเล็กๆออกมาได้ แต่จะใช้ได้กับสถานการณ์ที่ต้องเป็นเวลามากกว่า 1 นาที (โดยประมาณการอ่านถึงจะเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง หรือรับรู้เนื้อความได้เพิ่มเติม หรืออ่านผ่านไปอีกสักหน่อยก็ยังดี) แต่แท้ที่จริงแล้ว เวลา time slug ที่เป็นก้อนใหญ่แบบนี้ก็ไม่ได้มีเยอะมากตลอดทั้งวัน แต่ เวลาส่วนเกินที่เล้กกว่านั้น (micro time slug) จะมีอยู่ทั่ววันอย่างไม่น่าเชื่อ (ถ้าหากว่าคุณสังเกตดีๆน่ะครับ)</p>
<p>ด้วยอุปกรณ์และแนวคิดในการสื่อสารในโลกปัจจุบันทำให้เราใช้ time slug แบบเล็กระดับน้อยกว่า 30 วินาทีได้อย่างคุ้มค่ากว่าเดิมและเป็นไปได้ต่อการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่างห่าง เรียกว่า ตอนนี้โลกเราพร้อมแล้วที่จะทำให้เวลาส่วนเกินเหล่านี้สามารถเกิดงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ขึ้นมานั่นเอง</p>
<h2>Twitter กับ Time slug แบบ Micro เรื่องราวการใช้เวลาส่วนเกินได้ลงตัว</h2>
<p>เรื่องแรกอยากจะกล่าวถึงการ update ข่าวสารจากคนที่เราสนใจ หรือ เรื่องราวที่เราสนใจผ่าน Twitter ครับเพราะมันสะท้อนการ &#8220;รับข่าวสาร&#8221; เพื่อใช้เวลากับ Micro time slug ได้อย่างเหมาะสมมากที่สุดน่ะครั บ เนื่องด้วย content ที่เป็น Blog แบบ Micro Blogging ทำให้ text ที่แต่ละเนื้อความนั้นจะต้องสื่อให้เราเข้าใจและรับรุ้ได้ด้วยการอ่านเนื้อความที่เคาะแป้นพิมพ์ไม่ถึง 140 ตัวอักษรครับ ทำให้เรารับรู้เรื่องราวจากคนที่เราติดตามได้ในเวลาที่น้อยมากๆ เราไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด เราแค่รับรู้มัน แต่ถ้าหากว่าเราสนใจเรื่องไหนมันจริงๆ ก็ค่อยกลับมาอ่านอีกครั้งเมื่อเรามีเวลาเป็น time ก้อนโตก็ย่อมได้น่ะครับ โดยการทำให้มันเป็น favorite แล้วก็กลับมาได้ในภายหลัง</p>
<h2>RSS FEED กับ Time Slug ขนาดกลาง อ่านแต่หัวเรื่องก่อนแล้วอ่านเรื่องทั้งหมดที่สนใจภายหลัง</h2>
<p>เวลาอันน้อยนิดระดับที่มากกว่า 1 นาที เราสามารถที่จะโหลด header ของ Feed จาก Blog เรื่องที่เราได้ทำการสมัครเอาไว้แล้ว มาอ่านๆคร่าวๆก่อน แล้วก็คัดกรองเรื่องที่เราไม่สนใจออกไปจากสารระบบ และถ้าหากว่ามีเรื่องราวที่เราอยากจะรู้อ่านต่อเพิ่มเติมเหมือนกับว่ามันน่าสนใจดี เราก็จัดการใส่ดาวให้มันซะ เพื่อให้ตัวเองกลับมาดูได้ในภายหลังน่ะครับ (เมื่อมี time เวลาที่เป็นก้อนโตน่ะครับ)</p>
<h2>Update ข่าวสารจะเพื่อนฝูงผ่าน Facebook</h2>
<p>แน่นอนว่าถ้าหากว่าผมไม่พูดถึง facebook ก็คงไม่ครบองค์ประกอบในการใช้ time slug เพื่อติดตามเรื่องราวของเพื่อนๆกันน่ะครับ ผมก็เป็นคนใช้ time slug ไปกับเรื่อง update content ที่สร้างจากเพื่อนๆใน Facebook มากกว่าเรื่องอื่นๆครับ เพราะผมเองก็คิดว่า เวลาส่วนนี้ (เช่นนั่งอึ) คุณไม่ได้มองขอบประตู เอาเวลาไป comment เพื่อนๆให้เค้าได้มี connection กับเราไว้มันก็มีประโยชน์กว่ามหาศาลอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้อยู่แล้วน่ะครับ (หรือว่าไม่จริง หรือคุณคิดว่ามองขอบประตูแล้วนั่งคิดอะไรเหม่อไปเรื่อยคุ้มกว่าก็แล้วแต่น่ะครับอันนี้ไม่ได้บังคับ)</p>
<h2>สั่งงานทันทีเมื่อรับรู้ผ่าน email หรือ SMS</h2>
<p>เนื่องจากผมเป็นคนใช้ iPhone (3GS) แล้วเมื่องานใดๆที่ผมต้องบอกต่อกับคนที่เกี่ยวข้องผมจะส่ง email สั้นๆไปหาเค้าคนนั้นทันที แม้ว่า เค้าจะได้รับหรือได้อ่านเมื่อผ่านไปแล้วหนึ่งวันแต่ว่าผมก็ไม่ได้ลืมที่จะบอกเค้าแน่นอน เพราะ ถ้าหากว่าลองคิดว่า ถ้าเนื้อหาที่จะสั่งงานหรือบอกต่อเรื่องราวนั้นๆมันสั้นมากๆ คุณพิมพ์เป็น email ไปเลย มันจะดีกว่า การที่คุณพิมพ์ note เรื่องเพื่อเป็นการกันลืมแล้วบอกต่อกับคนที่เกี่ยวข้องกับคุณอีกครั้ง (มันก็กินเวลาเท่ากันแล้วใช่มั้ยล่ะครับนั่น?) นั้นแปลว่า ถ้าหากว่าคุณคิดว่า เวลาที่คุณจะ note และเวลาที่คุณพิมพ์งานเพื่อสั่งงานไปเลยมันจะเท่ากันอยู่แล้ว ก็เลือกที่จะพิมพ์สั่งงานผ่าน email ไปก็จะดีกว่าน่ะครับ คุณไม่ลืมที่จะสั่ง (เพราะสั่งไปแล้ว) และ no action required ต่อเนื่องสำหรับตัวคุณน่ะครับ แต่ ! อย่างไรก็ดี แนะนำว่า คุณต้องเข้าไปดู sent email อีกครั้งเพื่อที่จะติดตามงานหรือ Follow up เรื่องราวได้อีกครั้งเมื่อมีเวลาก้อนโตในที่ทำงาน (ไม่ใช่ที่บ้านน่ะครับงานก็ทำที่ทำงานจริงมั้ยล่ะครับ อิอิ ..)</p>
<p>อย่าเพิ่งแปลกใจว่า แล้วคุยกัน มันจะไม่ดีกว่าหรือ ? แน่นอนน่ะครับ คุณต้องคิดเอาเองก่อนน่ะครับว่า การสั่งงานนั้นเป็นแบบ one way หรือไม่ถ้าหากว่าเป็น one way และลูกน้องหรือคนร่วมงานคุณมีความรับผิดชอบเพียงพอ การสั่งงาน one way จะเป็นเรื่องที่กระทำได้ แต่ถ้าหากว่าเค้ามีข้อสงสัยใดๆ เค้าก็ต้องโทรกลับมาหาเพื่อทำการ confirm ความเข้าใจจากเนื้อความสั้นๆที่คุณ email หรือ SMS บอกไปน่ะครับ  การใช้ โทรศัพท์นั้นเป็นการเสียเวลากว่ามาก ถ้าหากว่าคุณสั่งงานด้วย email หรือ SMS สั้นๆไปได้น่ะครับ เพราะแค่กดโทรออกแล้วรอ &#8230; รอ &#8230; แล้วก็รอ .. และมีความเสี่ยงว่าจะไม่ได้รับสายขึ้นมาก็ ทำให้กินเวลาไปมากต่อมาก อย่างไม่ได้เกิดประโยชน์ และ task นั้นๆก็ไม่จบอีกต่างหาก ก็ลองคิดดูเองแล้วกันน่ะครับ ว่าจะโทรไป .. หรือว่า email ไป น่ะครับ</p>
<p>ข้อสำคัญอีกอย่างคุณต้องรู้พฤติกรรมของ user หรือลูกน้อง หรือ เพื่อนร่วมงานของคุณว่า เค้าเหล่านั้นรับ email และ SMS ของคุณและอ่านจริงทุกครั้ง ไม่มีการตกหล่นแต่อย่างใด เรื่องนี้ถ้าหากว่าจะทำให้ได้เหมือนกับที่ผมบอกก็ต้องเตี้ยมกันเอาไว้ หรือไม่ก็สอนพฤติกรรที่เหมาะสมเพื่อที่จะรับ SMS และ email คำสั่งหรือว่าการติดต่อจากเราได้อย่าง มั่นใจได้ว่าไม่หลุด เพราะว่าไม่ได้อ่าน หรือว่าไม่ได้ใส่ใจกับ SMS หรือ email ครับผม</p>
<p>โดยรวมแล้วไม่ว่า การใช้เวลาแบบ micro time slug หรือเวลา time slug ส่วนเกินขนาดปกติ เพื่อทำอะไรสักอยางผ่านมือถือนั้น คุณไม่ใช้ BB ก็ใช้เป็น iphone หรือ smartphone ใดๆที่คุณใช้งานได้อย่างคล่องตัวมากๆ ในการหยิบจับและใช้งานมันได้ในทันที  (เรียกว่าไม่เกิน 5 วินาทีเพื่อที่จะเอาออกจากกระเป๋าแล้วเริ่มพิมพ์อะไรสักอย่าง หรือ update เนื้อหาอะไรสักอย่าง) ก็จะเป็นการเพิ่ม productivity (เพื่อทำงานหรือว่าเพื่อ social networking ) ได้เป็นอย่างดี และ ยังไงก็คุ้มค่ากว่าการเหม่อมองฟ้าหรือเดินไปเดินมาโดยไม่ได้ใช้สมองเพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งน่ะครับ หรือว่าไม่จริง comment กันได้น่ะครับ ^^</p>
<h4>คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:</h4><ul><li>ทำให้ iphone ขึ้นรอสาย</li><li>ประโยชน์ bb</li><li>bb ประโยชน์</li><li>i want to add your birthday to mycalendar แปลว่า</li><li>iphone ไม่ขึ้นรอสาย</li><li>บีบีรอสายทำยังไง</li><li>ทําไม ไอโฟน ไม่ขึ้นรอสาย</li><li>ทําให้ bb ขึ้นรอสาย</li><li>ทำไงไม่ให้ขึ้นรอสายbb</li><li>ทำให้iphoneเห็นรอสาย</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/get-time-slug-for-work/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การยกเลิก Skype เหมาจ่ายรายเดือน เพื่อสมัครเป็นรายปีแทน (ประหยัดเงินเอาส่วนลดเพิ่ม 15%-20%)</title>
		<link>http://www.rackmanagerpro.com/cancel-skype-subcription-full-step/</link>
		<comments>http://www.rackmanagerpro.com/cancel-skype-subcription-full-step/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Sep 2010 20:17:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rackmanager</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bloging life]]></category>
		<category><![CDATA[recommend site]]></category>
		<category><![CDATA[tutorial]]></category>
		<category><![CDATA[การยกเลิก skype รายเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[ยกเลิก skype เหมาจ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ยกเลิกสมาชิก skype]]></category>
		<category><![CDATA[ยกเลิกเหมาจ่ายรายเดือน skype]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rackmanagerpro.com/cancel-skype-subcription-full-step/</guid>
		<description><![CDATA[Tweetอย่างที่ผมเคยบอกไปน่ะครับว่า ถ้าหากว่าเราใช้งาน skype แล้วจ่ายเป็นรายเดือนอยู่แบบเดือนต่อเดือนจะโดน charge ค่าโทรศัพท์แบบเหมาจ่ายอยู่ที่ราคาเต็มแบบไม่มีการลดราคาแต่อย่างใด แล้วปรากฏว่า เราดูพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองแล้ว ท่าทางว่าจะต้องใช้ไปอีกนานเป็นปี หรือว่ามากกว่านั้น เราก็สามารถที่ประหยัดเงินอย่างน้อยก็ 15% สำหรับช่วงที่ไม่ได้มี promotion อะไรเป็นพิเศษ (เพราะช่วงที่มีการโปรโมตเป็นพิเศษจะมีการลดขึ้นไปอีกถึง 20%ถ้าหากว่าสมัครเป็นรายปี) และเรื่องการยกเลิกเพื่อสมัครเป็นรายปีแทนก็เป็นเรื่องที่โดนถามเข้ามาผ่านทาง email หาผมมากที่สุดน่ะครับ ยังไงซะวันนี้ผมก็ว่างๆก็จะพิมพ์ทิ้งไว้ว่าการ เปลี่ยนจาก skype รายเดือนเป็นรายปีจะต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วเราจะได้จะเสียอะไรไปกันในบทความนี้ครับ ก่อนอื่นก่อนที่คุณกำลังจะทำการลงไปต้อง check ก่อนว่า ตอนนั้น Skype ยังมีการเหมาจ่ายในประเทศที่คุณต้องการหรือไม่ ! เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสุดๆน่ะครับ เช่น ถ้าหากว่าประเทศปลายทางที่คุณกำลังจะใช้ skype โทรด้วยระบบแบบเหมาจ่ายนี้ ไม่ได้อยู่ในประเทศ 40 ประเทศที่เหมาจ่ายรายเดือนตอนที่คุณกำลังจะยกเลิกรายเดือนแล้วสมัครกลับเข้าไปเป็นรายปี &#8230; <a href="http://www.rackmanagerpro.com/cancel-skype-subcription-full-step/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="tweetbutton1071" class="tw_button" style="float:left;margin-right:10px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fcancel-skype-subcription-full-step%2F%3FV_hWE1SCe2n6tkyowC1jIiQA0SzzRTTL-_KkYjuyOwI&amp;via=rackmanager&amp;text=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%20Skype%20%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99...%20&amp;related=&amp;lang=en&amp;count=horizontal&amp;counturl=http%3A%2F%2Fwww.rackmanagerpro.com%2Fcancel-skype-subcription-full-step%2F" class="twitter-share-button"  style="width:55px;height:22px;background:transparent url('http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/plugins/wp-tweet-button/tweetn.png') no-repeat  0 0;text-align:left;text-indent:-9999px;display:block;">Tweet</a></div><p>อย่างที่ผมเคยบอกไปน่ะครับว่า ถ้าหากว่าเราใช้งาน skype แล้วจ่ายเป็นรายเดือนอยู่แบบเดือนต่อเดือนจะโดน charge ค่าโทรศัพท์แบบเหมาจ่ายอยู่ที่ราคาเต็มแบบไม่มีการลดราคาแต่อย่างใด แล้วปรากฏว่า เราดูพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองแล้ว ท่าทางว่าจะต้องใช้ไปอีกนานเป็นปี หรือว่ามากกว่านั้น เราก็สามารถที่ประหยัดเงินอย่างน้อยก็ 15% สำหรับช่วงที่ไม่ได้มี promotion อะไรเป็นพิเศษ (เพราะช่วงที่มีการโปรโมตเป็นพิเศษจะมีการลดขึ้นไปอีกถึง 20%ถ้าหากว่าสมัครเป็นรายปี) และเรื่องการยกเลิกเพื่อสมัครเป็นรายปีแทนก็เป็นเรื่องที่โดนถามเข้ามาผ่านทาง email หาผมมากที่สุดน่ะครับ ยังไงซะวันนี้ผมก็ว่างๆก็จะพิมพ์ทิ้งไว้ว่าการ เปลี่ยนจาก skype รายเดือนเป็นรายปีจะต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วเราจะได้จะเสียอะไรไปกันในบทความนี้ครับ </p>
<h2>ก่อนอื่นก่อนที่คุณกำลังจะทำการลงไปต้อง check ก่อนว่า ตอนนั้น Skype ยังมีการเหมาจ่ายในประเทศที่คุณต้องการหรือไม่ ! </h2>
<p>เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสุดๆน่ะครับ เช่น ถ้าหากว่าประเทศปลายทางที่คุณกำลังจะใช้ skype โทรด้วยระบบแบบเหมาจ่ายนี้ ไม่ได้อยู่ใน<a title="ประเทศ skype เหมาจ่ายรายเดือนได้ check เสียก่อนครับ" href="http://www.rackmanagerpro.com/go/skype.php" target="_blank">ประเทศ 40 ประเทศที่เหมาจ่ายรายเดือน</a>ตอนที่คุณกำลังจะยกเลิกรายเดือนแล้วสมัครกลับเข้าไปเป็นรายปี คุณจะพลาดอย่างแรงครับ ยกตัวอย่างดีกว่า คือ ช่วงห้าเดือนแรกของปี 2553 ที่ผ่านมา Skype มีการเอาประเทศไทยออกจากประเทศที่โทรได้ไม่อั้น (อันเนื่องจากมีปัญหากับผู้ให้บริการระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ในประเทศ เรียกว่าจ่ายเงินกันไม่คุ้ม)ทำให้ยกเลิกเอาประเทศไทยออกจากสารระบบ ถ้าหากว่าคุณยกเลิกจากความเป็นสมาชิกรายเดือน ณ เวลานั้นแล้วต่อกลับเข้ามาเป็นรายปีใหม่ ก็จะโทรเข้าไทยเป็นแบบไม่อั้นไม่ได้น่ะครับ เรียกง่ายๆว่าพลาดอย่างแรง ! ครับ </p>
<p>เพราะงั้นแล้ว <a title="check ประเทศ skype เหมาจ่ายรายเดือนได้" href="http://www.rackmanagerpro.com/go/skype.php" target="_blank">กดที่นี่ เพื่อเข้าไป confirm</a> ให้เห็นกับตาตัวเองเลยเสียก่อนว่า &quot;ประเทศปลายทาง ที่กำลังจะใช้โทร skype เหมาจ่ายรายปีหรือรายเดือน ตอนนั้นๆ มันอยู่ใน List ประเทศโทรไม่อั้นครับผม&quot; </p>
<h2>จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการยกเลิกรายเดือนเหมาจ่ายให้คุ้มเงินสุด</h2>
<p>ต้องบอกเอาไว้ก่อนน่ะครับว่าการยกเลิกความเป็นสมาชิกแบบรายเดือน มันจะไม่สามารถเอาออกมาเป็นเงินคืนกลับมาได้ แต่ว่าจะได้กลับมาในรูปแบบของ <a href="http://www.rackmanagerpro.com/go/skype.php">skype</a> credit แทน ซึ่งมันก็คือ เงินในระบบ skype ที่เอาไว้โทรออกไปยังประเทศอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในประเทศเหมาจ่ายที่เราสมัครเอาไว้ครับ แล้วถ้าหากว่า ยังไงซะคุณก็ไม่ได้ใช้ มันก็จะเป็นเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ (แต่สำหรับผมเอง ผมมีการโทรออกไปยังประเทศอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ใน list skype โทรไม่อั้นด้วยเช่นเดียวกัน ยังไงซะผมก็ยกเลิกได้ เพราะ Skype credit ผมก็ได้ใช้อยู่ดี) นอกจากนี้ Skype credit มันก็เอาไว้เป็นเงินเพื่อใช้ในการ SMS ราคาประหยัดไปยังเบอร์ปลายทางใดๆในโลกได้เช่นเดียวกัน จะถูกกว่าการส่ง SMS จากมือถือแน่นอนน่ะครับอันนี้ confirm เช็คมาแล้วน่ะครับ</p>
<p>นั่นแปลว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้อยากจะได้เงินกลับมาในรูปแบบของ Skype credit แล้วล่ะก็ ! คุณต้องรอจังหวะ วันที่สมาชิกรายเดือนของคุณกำลังจะหมดอายุ แล้วให้ทำการยกเลิก ณ วันสุดที่ระบบตัดเงิน auto ของ Skype จะ charge เงินคุณเพื่อต่อสมาชิกรายเดือนของเดือนถัดไปครับ แต่ถ้าเป็นผม ผมจะยกเลิกก่อนวันสุดท้ายสักวันเพื่อความ sure ว่ายังไงเราก็ยกเลิกได้ก่อนที่ตัว skype เองจะตัดเงินเราน่ะครับ เพราะว่าผมเองก็ไม่แน่ใจเรื่อง Time Zone ในการนับครบวันของ Skype ยังไงล่ะครับ ! </p>
<p>เราสามารถเข้าไปดูได้ว่าวันที่ก่อนที่มันจะทำการตัดเงินสำหรับเดือนถัดไปวันสุดเป็นวันที่เท่าไหร่ได้น่ะครับ โดยทำตามวิธีการยกเลิก promotion เหมาจ่ายรายเดือนด้านล่างครับผม ระหว่างกระบวนการจะมีบอกวันที่จะหมดอายุสำหรับเดือนนี้เอาไว้ครับ อ่านต่อไปเรื่อยๆแล้วกันนะครับ</p>
<h2>วิธีการยกเลิก promotion เหมาจ่ายรายเดือนเพื่อต่อเป็นรายปีแทน </h2>
<p>เข้าไปที่หน้า <a title="skype sign in log in" href="http://www.rackmanagerpro.com/go/skype.php" target="_blank">skype เพื่อทำการ Sign in</a> ตามภาพด้านล่างนี้น่ะครับ เพื่อกดเข้าไปแล้ว เราก็กรอก Skype name และ password ของ account skype ที่เราสมัครรายเดือนเอาไว้แล้ว แล้วกดปุ่ม Sign me in ด้านขวาบนของหน้าจอครับ กดแล้วไปขั้นตอนต่อไปครับผม</p>
<p><a title="skype sign in" href="http://www.rackmanagerpro.com/go/skype.php" target="_blank"><img title="skype sign in" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="385" alt="skype sign in" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/09/skypesignin1.jpg" width="509" border="0" /></a> </p>
<p>กดเข้าไปแล้วก็จะหน้าตาประมาณภาพด้านล่างนี้น่ะครับ แล้วมันก็จะมีคำว่า Settings อยู่ใต้ Unlimited World หรือ Unlimited Country ก็สุดแล้วแต่ว่าคุณได้สมัครแบบไหนไว้ครับ ให้กด “Settings” ครับ</p>
<p><img title="skype cancel 1" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="354" alt="skype cancel 1" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/09/skypecancel1.jpg" width="602" border="0" />     <br />เมื่อกด Settings แล้วจังหวะนี้น่ะครับ ที่มันจะมีบอกว่า วันที่ที่เราจะโดน charge สำหรับครั้งต่อไปคือ วันที่เท่าไหร่ สำหรับกรณี skype account ผมเอง ผมข่ายเป็นเหมาจ่าย ผมจ่ายแบบราย 3 เดือนน่ะครับก็จะหมดอายุอีกทีก็วันที่ เก้าเดือน november ปีนี้ครับ นั่นก็หมายถึงว่าถ้าหากว่าผมจะยกเลิกความเป็นสมาชิกรายสามเดือนแล้วเอาเป็นรายปีแทนก็ให้ยกเลิกก่อนวันดังกล่าวอย่างน้อยก็สักวันเพื่อความชัวร์ในเรื่องของ time zone ครับผม</p>
<p><img title="skype day" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="222" alt="skype day" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/09/skypeday.jpg" width="602" border="0" /> </p>
<p>แล้วที่หน้าเดียวกันกับเมื่อตะกี้ถ้าหากว่าเรา note วันที่แล้วรู้สึกว่ามันก็ใกล้จะหมดอายุความเป็นสมาชิกรายเดือนแล้ว (หรือรายสามเดือนแล้ว) อยากยกเลิกเลย เราก็แค่กด Cancel subscription (เหมือนกับภาพต่อไปนี้น่ะครับ)</p>
<p><img title="cancel skype account" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="363" alt="cancel skype account" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/09/cancelskypeaccount.jpg" width="495" border="0" /> </p>
<p>เมื่อกดแล้วเราก็จะเจอหน้า website แสดงตามภาพด้านล่าง มันก็จะแค่ถามย้ำอีกครั้งเท่านั้นเองน่ะครับ ว่าเราต้องการจะ cancel จริงๆ หรือไม่ถ้าหากว่าไม่เปลี่ยนใจอะไรแล้วก็ตอบไปเลยว่า “Yes,cancel subcription” ครับ (อย่างที่บอกอย่างลืมเข้าไปดูก่อนน่ะครับว่าประเทศปลายที่เรากำลังจะเข้าไปสมัครใหม่อีกรอบเป็นรายปีนั้นอยู่ใน promotion Unlimited world หรือ unlimited countries อยู่น่ะครับ <a title="unlimited world countries" href="http://www.rackmanagerpro.com/go/skype.php" target="_blank">กดที่นี่เพื่อดูอีกรอบ</a>)</p>
<p><img title="skype cancel 2" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="244" alt="skype cancel 2" src="http://www.rackmanagerpro.com/wp-content/uploads/2010/09/skypecancel2.jpg" width="545" border="0" /></p>
<h4>คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:</h4><ul><li>ยกเลิก skype รายเดือน</li><li>ยกเลิก skype</li><li>วิธียกเลิก skype</li><li>วิธียกเลิกskype</li><li>ยกเลิกskype</li><li>skype ยกเลิก</li><li>skype รายปี</li><li>skype คือ</li><li>การยกเลิก skype</li><li>วิธียกเลิก credit skype</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rackmanagerpro.com/cancel-skype-subcription-full-step/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

