รายงานการออกกำลังกายด้วยวิธีการต่างๆ และ ข้อสังเกตในการออกกำลังกายให้ลดไขมัน

เดือนนี้เป็นเดือนที่ผมออกกำลังกายน้อยกว่าสองเดือนก่อนเอามากๆ อาจจะเป็นเพราะว่าหน้าฝนทำให้การออกกำลังกายที่แจ้งโดยการวิ่งจะไม่เหมาะมากนัก ไม่ว่าตอนที่กำลังจะออกไปเช้าๆก็ฝนก็ตกแล้ว หรือว่าจะเอาเย็นๆค่ำๆ ก็ฟ้าก็คลื่นๆเคลิ้ม ทำให้มีเหตุอ้างให้ไม่ออกกำลังกายด้วยการวิ่งด้วย (ทั้งๆที่จริงๆแล้วผมก็อยากจะวิ่งด้วยลู่อยู่เหมือนกันน่ะครับ แต่ก็อีกการวิ่งลู่ตอนเย็นนี่เหมือนกับว่าต้องไปแย่งกะคนอื่นเค้ามากมายครับผม)

ตอนเย็นๆโดยมากแล้วถ้าหากว่าได้ออกกำลังกายก็จะไม่ได้ด้วยการวิ่งสักเท่าไหร่ มักจะไป Fitness center เสียมากกว่า เพราะถ้าหากว่าไปออกตามสวนสาธารณะ เมื่อคร่อมเวลาประมาณหกโมงเค้าก็จะหยุดกันหมด โดยต้องยทนตรงเคารพธงชาติ ซึ่งจริงๆผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกน่ะครับที่จะต้องยืนตรงแต่ การออกกำลังกายของผมมันจะขาดช่วง ทำให้ heart rate ที่อยาก control ไม่อยู่ในช่วง เป็นการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ หรือ ออกกำลังกายตามแผนการณ์ที่วางเอาไว้ได้อย่างไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรครับผม

อย่างไรก็ดีที่ผมอยากจะเอาเรื่องมาพิมพ์เก็บเอาไว้ที่หน้า rackmanagerpro.com ในหัวเรื่อง Fitness วันนี้จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับข้อสังเกต ในการออกกำลังกาย ที่ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นจาก graph ที่มีการบันทึกไว้ด้วยเครื่องวัดอัตราการเต้นหัวใจ POLAR FT80 ที่เป็นอุปกรณ์เดียวที่ผมใช้ในการบันทึกข้อมูลตอนที่ออกกำลังกายด้วยการเล่นที่ Fitness center และวิ่งที่สวนสารณะครับ (อ้อ สำหรับสวนสาธารณะผมยังไม่การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความเร็ว pace ระยะทางและกำหนดแผนการวิ่งด้วย Runkeeper iPhone App น่ะครับ แต่ว่าเราจะไม่ได้พูดลงลึกในพวก Tools เหล่านี้แต่อย่างใดน่ะครับไว้วันไหนมีโอกาสจะ review app และอุปกรณ์เพื่อทำการวัดการออกกำลังกายทั้งหมดที่ผมให้ฟังอีกรอบน่ะครับ อยากจะเอามาโม้ให้ฟังเหมือนกันน่ะครับแฮะๆ..)

เป้าหมายในการออกกำลังกายของผม : ลดสัดส่วนไขมัน และควบคุมน้ำหนัก

อย่างที่ทราบกันดี (หรือเปล่านะ) ว่า การออกกำลังกายของผมมี Target เพื่อลดสัดส่วนไขมันลงให้จงได้ และเพื่อควบคุมน้ำหนักเป็น indicator เสริม (แน่นอนว่า percent fat จะรู้ได้ก็ต้องมีอุปกรณ์อีกน่ะครับเรื่องเยอะเหมือนกันน่ะครับว่ามั้ย) แต่ผมก็ไม่ได้ทำให้ Fat percent ลดไปได้สักเท่าไหร่ หรือแทบมองไม่ออกว่าลดเลย แต่น้ำหนักผมลดลงอยู่ในระดับนี่น่าพอใจน่ะครับ แม้กระนั้นก็ตามน้ำหนักของผมจากน้ำหนัก 67 kg จากเมื่อหลายๆเดือนก่อนลดลงเหลือได้ประมาณ 65.5 kg หรือต่ำกว่านั้นบ้างเล็กน้อย และ มีคนทักให้หนาหูว่า "เหมือนว่าจะผอมลงนะไปทำอะไรมาเหรอเปล่า?" ซึ่งแน่นอนว่าผมก็บอกเค้าไปว่า "ทำครับออกกำลังกายอย่างเหนื่อยแต่ว่าก็ต้องออกน่ะครับ" บอกอย่างงี้ทุกรายไปเรื่อยไป เมื่อเจอใครก็บอกแบบนีประมาณว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมคนให้ออกกำลังกาย เป็นพวกเดียวกับ สสส. ก็ว่าได้แม้ว่าจะไม่ได้ค่า ads เพื่อการ present สนับสนุนให้คนออกกำลังกายก็ตามที เฮอะๆ

ข้อสังเกตการออกกำลังกายเพื่อลดไขมันด้วยวิธีที่ผมใช้อยู่

ผมออกกำลังกายด้วยวิธีน้อยแบบเอามากๆน่ะครับยังไงก็อ่านเป็นข้อๆไปได้เลยน่ะครับผม

1. การออกกำลังกายด้วยการวิ่งต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้และแต่ก่อนผมก็จะวิ่งด้วยความเร็วคงที่แล้วคงไว้ให้ได้มากกว่า 30 นาทีติดต่อกันไป แต่เพิ่งว่ารู้กันทีหลังว่าการออกกำลังกายแบบนี้ไม่ได้ให้ผลเพื่อการลด percent ไขมันสักเท่าไหร่แต่กลับเป็นการเผาพลังงานไปตรงๆ ซึ่งนั่นก็แปลว่ามันก็จะเป็นการเผาพลังงานแป้งและน้ำตาล และแย่กว่านั้นถ้าหากว่าคุณเหนื่อยจัดๆหน่อยมันก็จะไปโปรตีนกล้ามเนื้อออกว่าซะงั้น (เห็นเค้าว่ากันอย่างงั้นน่ะครับ) ซึ่งก็จะไม่ตรงกับ Goal ใหญ่ของผมคือ การลด percent ไขมัน เพื่อ ทำตัวให้ Lean กว่าที่เป็นอยู่น่ะครับ แต่เอาเถอะไม่เป็นไรน่ะครับ อย่า case ที่แสดงด้านล่างเป็นการวิ่งต่อเนื่อประมาณ ครึ่งชั่วโมงเผาไป สี่ร้อยกว่าๆ kcal แต่ percent fat ที่เผาไปเป็นแค่ 10 percent เท่านั้นน่ะครับ .. 

 running time in heart rate zones

2. การออกกำลังกายด้วยการเล่นเวท (weight) เป็น strengh training เทรนแล้วนิ่งไปเลยน่ะครับ การออกกำลังกายแบบนี้ผมออกโดยใช้ตุ้มน้ำหนักและ machine ใน Fitness ที่มีเกือบทั้งหมดโดยไม่ได้เน้นเป็นส่วนๆแต่อย่างใด เพราะว่าผมไปเล่นเป็น strengh training ผมก็จะมี routine (แผนการเล่น) ที่เหมือนเดิมเกือบจะร้อยละเก้าสิบ แค่มี variation สำหรับท่าทางบางท่าเพื่อให้ไม่เบื่อบ้างเล็กน้อยเท่านั้นน่ะครับ แล้วถ้าหากว่าดูจากกราฟ (ซึ่งผมดูมากกว่า 1 กราฟน่ะครับ) มันจะบอกผมได้ว่า การเล่นแบบนี้จะให้การเผาผลาญไขมันด้วยสัดส่วน 14% ของพลังงานทั้งหมดที่โดนเผาใน session นั้นๆน่ะครับ ซึ่งผมจะใช้พลังงานไปทั้งหมด 550-600 kcal ต่อ 1 session (ผมเรียก session เท่ห์ดีน่ะครับ จริงๆก็คือ 1 ครั้งที่ไปออกน่ะหละครับ) จากกราฟจะบอกผมว่า Heart rate จะอยู่ในช่วงสีส้ม คือ กลางๆ เหนื่อยกลางๆเป็นระยะเวลาที่นานกว่า heart rate ในช่วงต่ำ และสูงมากๆครับ case นี้ก็จะเป็นการลดไขมันออกไปได้ประมาณ 84 kcal หรือปริมาณ 10 กรัม (เท่านั้นเองน่ะครับ)

Fitness strengh training zone

3. การออกกำลังกายการด้วยการเล่น Class Boby pump เป็นการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์น้ำหนักเหมือนกับ strengh training น่ะครับแต่ว่าผมไม่ได้เป็นคนควบคุมระยะเวลาในการออกและความถี่ความเร็วในการออกแต่อย่างใด แต่เป็นเพลงและ routine ที่มีการออกแบบมาไว้แล้วล่วงหน้า เพื่อให้กับจังหวะของเพลงครับ ซึ่งผมก็มาดูกราฟอีกเหมือนเดิม ก็สังเกตได้ว่า อืม .. เหมือนว่าช่วง Heart rate ที่เป็น "ต่ำ" (แท่งฟ้า)จะมีสัดสวนเยอะเหมือนกับ แท่งกลางที่เป็นสีเขียวน่ะครับ แต่ว่าประเด็นที่น่าสนใจก็คือ Fat percentage ของ calories ที่โดนเผาใน session ด้วยเวลาที่เท่ากันนั้นกลับมี % ที่มากกว่าและมากขึ้นไปถึงระดับ 19-20% ของพลังงานที๋โดนเผาทั้งหมดหรือมันเผาไป คิดเป็นก้อนไขมันสดๆที่ติดตัวเราก็คือราวๆ 14 กรัมเห็นจะได้ครับผม มันต่างกันอยู่เกือบ 4 กรัมจากหัวข้อที่สองน่ะครับด้วยเวลาที่เท่ากันคือประมาณ 1 ชั่วโมงใน 1 session ต่อเนื่องกัน (อ่อ ใน session มีพักเดินไปเดินมาแล้วก็การบิดพักกล้ามเนื้อแล้วทั้งหมดน่ะครับ) 

Bodypump heart rate zone Good

4. การวิ่งแบบ interval running เป็นอีกการออกกำลังอีกแบบที่ผมยังไม่ได้ทำแต่กำลังจะทำและแนะนำคนอื่นต่อๆกันให้ทำน่ะครับ ด้วยเหตุผลและการเปรียบเทียบจากข้อ 2 และ 3 จะเห็นได้ว่า percent fat นั้นไม่เท่ากันเลย และก็แตกต่างกันอย่างมีนัยซะด้วยซิ และด้วยเวลาที่เท่ากันในการออกกำลังกายต่อ 1 session การออกกำลังกายเพื่อให้ได้เผา calories ที่เท่ากัน แต่ให้การเผาไขมันได้มากกว่าผมถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ตรงเป้าหมายผมมากกว่า คือ ลดสัดส่วนไขมัน (ผมจะเน้นคำว่าสัดส่วนน่ะครับเพราะว่าแท้ที่จริงแล้วการเพิ่มกล้ามเนื้อนั้นก็เป็นการลดสัดส่วนไขมันได้อีกอย่างหนึ่งเป็นการ invert กันเท่านั้นเองน่ะครับ แหม ก็ตัวเรามีอะไรบ้างล่ะครับก็ไขมัน โปรตีนกล้ามเนื้อแล้วก็น้ำเท่านั้นน่ะหละ ที่ฟอร์มตัวออกมาเป็นเราๆท่านๆน่ะครับ) ดังนั้นการวิ่งแบบ interval หรือการวิ่งแบบสลับเร็วและช้าไปๆมาๆด้วยระยะเวลาทั้งหมดที่นาน แต่ละระยะเวลสลับไปมานั้นไม่นานคือประมาณ 1 นาทีเร็ว 1 นาทีช้า น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับการวิ่งครับ ข้อดีที่ผมยังไม่ทันได้วิ่งจริงๆจังๆก็พอจะคิดออกได้ทันทีเลยก็คือ การไม่เหนื่อยแบบ exhaust คือเหนื่อยสุดๆจะไม่มีอาการอย่างงั้นน่ะครับเพราะว่า เรามีการหยุดเพื่อปรับ heart rate ของเรามาที่ระดับสีฟ้า (ต่ำ) แล้วก็เร่งมันขึ้นไปให้ให้เป็นสีเขียว (มองจาก graph training ZONE) คาดว่าน่าจะทำให้ FAT BURN ด้วยสัดส่วนที่เยอะกว่าการวิ่งแบบต่อเนื่องกัน (ซึ่งผมรู้แล้วน่ะครับว่ามันเหนื่อยแบบเหนื่อยมั่กๆน่ะครับ แล้วก็จะวิ่งได้ไม่นานซะด้วยซิ)

สรุปสักกะหน่อย ก็ดีน่ะครับ คือว่า … อยากจะบอกว่า การออกกำลังกายโดยมีเป้าหมายเพื่อการลดสัดส่วนไขมันเพื่อให้ lean กว่าเดิมนั้นเราน่าจะออกกำลังกายใน Heart rate Zone เขียวและฟ้า (กลางและต่ำ)ให้ได้สัดส่วนมากๆด้วยระยะเวลาที่ยาวสักหน่อย น่าจะทำให้การลดสัดส่วนไขมันและการควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพในการใช้เวลาเพื่อออกกำลังกายให้มากขึ้นได้ไม่ยากน่ะครับ ยังไงซะผมวิ่งด้วย interval แล้วจะมาบอกอีกรอบน่ะครับว่ามันให้ผลเป็นอย่างไรกันบ้างครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์
  • รายงานการออกกำลังกาย
  • การออกกำลังกายแบบใช้อุปกรณ์
  • app iphone ออกกําลังกาย
  • รายงาน การออกกำลังกาย
  • วิธีการออกกำลังกายแบบต่างๆ
  • รายงานการออกกําลังกาย
  • ออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์
  • การออกกําลังกายโดยใช้อุปกรณ์
  • การออกกําลังกายแบบใช้อุปกรณ์

Touchpad Blocker Freeware ดีๆป้องกันการเอาอุ้งมือไปโดน Touchpad ตอนที่พิมพ์งาน

ผมได้ computer Notebook ตัวใหม่มา เป็นเครื่องของ office แต่ว่า แป้น Touchpad ทำไมมัน sensitive กว่าเดิมเยอะเอาการอยู่ อาจจะเป็นเพราะว่า เครื่อง Notebook เครื่องเก่าผมใช้งานมานาน ทำให้มีสารเหงื่อ หรือ ขี้ไคลเคลือบฉาบเอาไว้ ทำให้ Touchpad เพื่อเผลอไปโดนมัน มันก็ไม่ได้ขยับอะไร หรือ ขยับแต่ผมไม่รับรู้ได้ เอาล่ะครับ ยังไงซะ ผมก็จะต้องอยู่กับ Notebook ตัวใหม่ ก็เลยต้องเสาะหากันนิดหน่อยว่าจะมี Freeware อะไรตอบโจทย์ เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง Touchpad ขยับได้หรือไม่ และผมก็ได้คำตอบที่ make sense สำหรับตัวผมมาแล้วก็เลยอยากจะบอกต่อให้คนอื่นๆได้รู้ไว้สักกะหน่อยว่า Touchpad Blocker นี่หละจะเป็น Freeware เพื่อแก้ปัญหานี้โดยแท้จริงน่ะครับ

touchpad blocker screenshot

Touchpad Blocker เป็น Freeware ที่จะทำการปิด (disable) และเปิด (enable) Touchpad อย่างอัตโนมัติด้วยเงื่อนไขของเวลาในการพิมพ์ครับ กล่าวคือ เมื่อเราพิมพ์ด้วยปุ่มใดๆใน keyboard ปั้บ ฟรีแวร์ตัวนี้ก็จะปิด Touchpad ให้เรากดไม่ได้ทันทีทันใด แล้วเมื่อเราไม่ได้พิมพ์อะไร (ไม่ได้กดแป้น keyboard สักปุ่ม) ผ่านไปสักพัก ซึ่งคำว่าสักพักนี้ก็แล้วแต่เราว่าจะกำหนดเท่าไหร่หน่วยเป็น millisecond ครับ ( 100 milliseconds = 1 วินาทีครับผม) มันจะทำการ enable ให้สามารถใช้ Touchpad ได้เหมือนเดิมครับผม

สำหรับการกำหนด Threhold เพื่อบอก Touchpad Blocker ว่าจะตั้งให้ touchpad กลับมาใช้งานได้กี่มิลลิวินาทีนั้น ก็แล้วแต่ว่าเราจะตั้งเท่าไหร่ แต่สำหรับ Default เริ่มแรกของมันคือ 300 milliseconds ครับ ซึ่งผมก็บอกไม่ได้ว่า คุณจะต้องเป็นเท่าไหร่ให้ลองปรับเองดูครับ หรือไม่ก็ประมาณเวลา (หน่วยเป็นมิลลิวินาทีกันเนี่ยะน่ะหละ) ว่าจะเอามือหรือนิ้วมาเขี่ย จากการวางมือที่ keyboard นั้นใช้เวลาประมาณเท่าไหร่แบบเร็วสุดๆเท่าที่เราจะทำได้ (ให้ maximum speed น่ะครับ) แล้วเราก็ตั้งให้เวลาที่จะกำหนดเข้าไปที่ Touchpad Blocker นั้นน้อยกว่านั้นสักหน่อย ก็น่าจะทำให้การใช้งานเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอาการหน่วงการขยับ Touchpad ของเราแต่ประการใดเลยน่ะครับ ผมบอกได้แค่ว่าวิธีเท่านั้นน่ะครับ ส่วนการวัดนั้นอาจจะให้เพื่อนที่ทำงานของคุณ (แต่ว่าจะดีกว่านั้นคือตัวคุณเองเพราะว่าจะเป็นการตัด response time อื่นๆออกไปด้วยนะครับ) กด start และ stop มากกว่า 5 ครั้งเพื่อจับเวลาในการขยับมือจากแป้นพิมพ์ไปยัง Touchpad แล้วเอามาเฉลี่ยก็แล้วกันน่ะครับ ฟังดูเวอร์ดีน่ะครับ ลองกันเอาเองแล้วกันน้อ

Download Touchpad Blockerได้จากที่นี่ครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธีปิด touchpad hp
  • ล็อคเมาส์ โน๊ตบุ๊ค hp
  • touchpad ล็อก hp
  • ล็อค touchpad hp
  • ปิด touchpad ยังไง HP
  • การปลดล็อค touchpad hp
  • วิธีใช้โปรแกรมTouchpad blocker
  • ล็อก touch pad HP
  • วิธีปลดล็อคแป้นเม้า hp
  • วิธีล็อก สัมผัส เมาส์ โน๊ตบุ๊ค

ใช้ BB ไม่ก็ใช้ iphone เพื่อหาประโยชน์จากเวลาส่วนเกินสั้นๆที่สมัยก่อนไม่สามารถทำอะไรได้

time-slug

อย่างที่เราๆท่านๆรู้กันว่า mobile device ที่เป็นรุ่นใหม่ๆ จะต้องต่อ internet เล่น facebook และใช้งาน email ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เรียกว่าอยากจะใช้ตอนไหนเมื่อไหร่ก็ต้องทำได้ในทันที และไม่กินเวลาเพื่อที่ เปิด program มากมายเกินไปนัก (โหลดนานมากๆก็ไม่ไหวน่ะครับ) อุปกรณ์พวกนี้จะทำให้การใช้เวลาส่วนเกิน หรือ ส่วนตัวผมจะเรียกว่าเป็น time slug โดนใช้ไปในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ และ ทำให้เกิดความคุ้มค่าของเวลา

concept ของ Time Slug หรือเวลาส่วนเกินที่ผมว่านี้ เป็นแนวคิดส่วนตัวของผมเอง ซึ่งผมก็ขออธิบายเอาไว้ให้ฟังสักหน่อย เพื่อที่จะเข้าใจว่าผมกำลังหมายถึงอะไรก็แล้วกันน่ะครับ ?

Time Slug หรือ เวลาส่วนเกินนั้นก็คือ เวลาช่วงสั้นๆที่คุณไม่ได้ใช้มันเพื่อทำอะไรให้เกิดคุณค่าได้เลยอันเนื่องมาจากเวลานั้นสั้นเกินไป หรือ อยู่ในสภาวการณ์ หรือ สถานที่ที่ไม่เหมาะสมที่จะกระทำการอะไรได้เลย ฟังแบบนี้อาจจะไม่ get ภาพว่า มันเป็นยังไง ผมเล่าเป็นตัวอย่างก็ เช่น เวลาที่คุณกำลังรอคนเพื่อเข้าห้องน้ำ เวลาที่คุณต่อคิวเพื่อซื้อตั๋วหนัง เวลาที่คุณกำลังเดินเพื่อเข้าบ้าน หรือแม้กระทั่งเวลาที่คุณกำลังนั่งถ่ายอยู่ในห้องน้ำ เป้นต้น

สังเกตได้ว่า เวลาพวกนี้ ถ้าหากว่าด้วยเครื่องมือเก่าๆ เราสามารถที่จะควักหนังสือเล่มเล็กๆออกมาได้ แต่จะใช้ได้กับสถานการณ์ที่ต้องเป็นเวลามากกว่า 1 นาที (โดยประมาณการอ่านถึงจะเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง หรือรับรู้เนื้อความได้เพิ่มเติม หรืออ่านผ่านไปอีกสักหน่อยก็ยังดี) แต่แท้ที่จริงแล้ว เวลา time slug ที่เป็นก้อนใหญ่แบบนี้ก็ไม่ได้มีเยอะมากตลอดทั้งวัน แต่ เวลาส่วนเกินที่เล้กกว่านั้น (micro time slug) จะมีอยู่ทั่ววันอย่างไม่น่าเชื่อ (ถ้าหากว่าคุณสังเกตดีๆน่ะครับ)

ด้วยอุปกรณ์และแนวคิดในการสื่อสารในโลกปัจจุบันทำให้เราใช้ time slug แบบเล็กระดับน้อยกว่า 30 วินาทีได้อย่างคุ้มค่ากว่าเดิมและเป็นไปได้ต่อการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่างห่าง เรียกว่า ตอนนี้โลกเราพร้อมแล้วที่จะทำให้เวลาส่วนเกินเหล่านี้สามารถเกิดงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ขึ้นมานั่นเอง

Twitter กับ Time slug แบบ Micro เรื่องราวการใช้เวลาส่วนเกินได้ลงตัว

เรื่องแรกอยากจะกล่าวถึงการ update ข่าวสารจากคนที่เราสนใจ หรือ เรื่องราวที่เราสนใจผ่าน Twitter ครับเพราะมันสะท้อนการ “รับข่าวสาร” เพื่อใช้เวลากับ Micro time slug ได้อย่างเหมาะสมมากที่สุดน่ะครั บ เนื่องด้วย content ที่เป็น Blog แบบ Micro Blogging ทำให้ text ที่แต่ละเนื้อความนั้นจะต้องสื่อให้เราเข้าใจและรับรุ้ได้ด้วยการอ่านเนื้อความที่เคาะแป้นพิมพ์ไม่ถึง 140 ตัวอักษรครับ ทำให้เรารับรู้เรื่องราวจากคนที่เราติดตามได้ในเวลาที่น้อยมากๆ เราไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด เราแค่รับรู้มัน แต่ถ้าหากว่าเราสนใจเรื่องไหนมันจริงๆ ก็ค่อยกลับมาอ่านอีกครั้งเมื่อเรามีเวลาเป็น time ก้อนโตก็ย่อมได้น่ะครับ โดยการทำให้มันเป็น favorite แล้วก็กลับมาได้ในภายหลัง

RSS FEED กับ Time Slug ขนาดกลาง อ่านแต่หัวเรื่องก่อนแล้วอ่านเรื่องทั้งหมดที่สนใจภายหลัง

เวลาอันน้อยนิดระดับที่มากกว่า 1 นาที เราสามารถที่จะโหลด header ของ Feed จาก Blog เรื่องที่เราได้ทำการสมัครเอาไว้แล้ว มาอ่านๆคร่าวๆก่อน แล้วก็คัดกรองเรื่องที่เราไม่สนใจออกไปจากสารระบบ และถ้าหากว่ามีเรื่องราวที่เราอยากจะรู้อ่านต่อเพิ่มเติมเหมือนกับว่ามันน่าสนใจดี เราก็จัดการใส่ดาวให้มันซะ เพื่อให้ตัวเองกลับมาดูได้ในภายหลังน่ะครับ (เมื่อมี time เวลาที่เป็นก้อนโตน่ะครับ)

Update ข่าวสารจะเพื่อนฝูงผ่าน Facebook

แน่นอนว่าถ้าหากว่าผมไม่พูดถึง facebook ก็คงไม่ครบองค์ประกอบในการใช้ time slug เพื่อติดตามเรื่องราวของเพื่อนๆกันน่ะครับ ผมก็เป็นคนใช้ time slug ไปกับเรื่อง update content ที่สร้างจากเพื่อนๆใน Facebook มากกว่าเรื่องอื่นๆครับ เพราะผมเองก็คิดว่า เวลาส่วนนี้ (เช่นนั่งอึ) คุณไม่ได้มองขอบประตู เอาเวลาไป comment เพื่อนๆให้เค้าได้มี connection กับเราไว้มันก็มีประโยชน์กว่ามหาศาลอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้อยู่แล้วน่ะครับ (หรือว่าไม่จริง หรือคุณคิดว่ามองขอบประตูแล้วนั่งคิดอะไรเหม่อไปเรื่อยคุ้มกว่าก็แล้วแต่น่ะครับอันนี้ไม่ได้บังคับ)

สั่งงานทันทีเมื่อรับรู้ผ่าน email หรือ SMS

เนื่องจากผมเป็นคนใช้ iPhone (3GS) แล้วเมื่องานใดๆที่ผมต้องบอกต่อกับคนที่เกี่ยวข้องผมจะส่ง email สั้นๆไปหาเค้าคนนั้นทันที แม้ว่า เค้าจะได้รับหรือได้อ่านเมื่อผ่านไปแล้วหนึ่งวันแต่ว่าผมก็ไม่ได้ลืมที่จะบอกเค้าแน่นอน เพราะ ถ้าหากว่าลองคิดว่า ถ้าเนื้อหาที่จะสั่งงานหรือบอกต่อเรื่องราวนั้นๆมันสั้นมากๆ คุณพิมพ์เป็น email ไปเลย มันจะดีกว่า การที่คุณพิมพ์ note เรื่องเพื่อเป็นการกันลืมแล้วบอกต่อกับคนที่เกี่ยวข้องกับคุณอีกครั้ง (มันก็กินเวลาเท่ากันแล้วใช่มั้ยล่ะครับนั่น?) นั้นแปลว่า ถ้าหากว่าคุณคิดว่า เวลาที่คุณจะ note และเวลาที่คุณพิมพ์งานเพื่อสั่งงานไปเลยมันจะเท่ากันอยู่แล้ว ก็เลือกที่จะพิมพ์สั่งงานผ่าน email ไปก็จะดีกว่าน่ะครับ คุณไม่ลืมที่จะสั่ง (เพราะสั่งไปแล้ว) และ no action required ต่อเนื่องสำหรับตัวคุณน่ะครับ แต่ ! อย่างไรก็ดี แนะนำว่า คุณต้องเข้าไปดู sent email อีกครั้งเพื่อที่จะติดตามงานหรือ Follow up เรื่องราวได้อีกครั้งเมื่อมีเวลาก้อนโตในที่ทำงาน (ไม่ใช่ที่บ้านน่ะครับงานก็ทำที่ทำงานจริงมั้ยล่ะครับ อิอิ ..)

อย่าเพิ่งแปลกใจว่า แล้วคุยกัน มันจะไม่ดีกว่าหรือ ? แน่นอนน่ะครับ คุณต้องคิดเอาเองก่อนน่ะครับว่า การสั่งงานนั้นเป็นแบบ one way หรือไม่ถ้าหากว่าเป็น one way และลูกน้องหรือคนร่วมงานคุณมีความรับผิดชอบเพียงพอ การสั่งงาน one way จะเป็นเรื่องที่กระทำได้ แต่ถ้าหากว่าเค้ามีข้อสงสัยใดๆ เค้าก็ต้องโทรกลับมาหาเพื่อทำการ confirm ความเข้าใจจากเนื้อความสั้นๆที่คุณ email หรือ SMS บอกไปน่ะครับ  การใช้ โทรศัพท์นั้นเป็นการเสียเวลากว่ามาก ถ้าหากว่าคุณสั่งงานด้วย email หรือ SMS สั้นๆไปได้น่ะครับ เพราะแค่กดโทรออกแล้วรอ … รอ … แล้วก็รอ .. และมีความเสี่ยงว่าจะไม่ได้รับสายขึ้นมาก็ ทำให้กินเวลาไปมากต่อมาก อย่างไม่ได้เกิดประโยชน์ และ task นั้นๆก็ไม่จบอีกต่างหาก ก็ลองคิดดูเองแล้วกันน่ะครับ ว่าจะโทรไป .. หรือว่า email ไป น่ะครับ

ข้อสำคัญอีกอย่างคุณต้องรู้พฤติกรรมของ user หรือลูกน้อง หรือ เพื่อนร่วมงานของคุณว่า เค้าเหล่านั้นรับ email และ SMS ของคุณและอ่านจริงทุกครั้ง ไม่มีการตกหล่นแต่อย่างใด เรื่องนี้ถ้าหากว่าจะทำให้ได้เหมือนกับที่ผมบอกก็ต้องเตี้ยมกันเอาไว้ หรือไม่ก็สอนพฤติกรรที่เหมาะสมเพื่อที่จะรับ SMS และ email คำสั่งหรือว่าการติดต่อจากเราได้อย่าง มั่นใจได้ว่าไม่หลุด เพราะว่าไม่ได้อ่าน หรือว่าไม่ได้ใส่ใจกับ SMS หรือ email ครับผม

โดยรวมแล้วไม่ว่า การใช้เวลาแบบ micro time slug หรือเวลา time slug ส่วนเกินขนาดปกติ เพื่อทำอะไรสักอยางผ่านมือถือนั้น คุณไม่ใช้ BB ก็ใช้เป็น iphone หรือ smartphone ใดๆที่คุณใช้งานได้อย่างคล่องตัวมากๆ ในการหยิบจับและใช้งานมันได้ในทันที  (เรียกว่าไม่เกิน 5 วินาทีเพื่อที่จะเอาออกจากกระเป๋าแล้วเริ่มพิมพ์อะไรสักอย่าง หรือ update เนื้อหาอะไรสักอย่าง) ก็จะเป็นการเพิ่ม productivity (เพื่อทำงานหรือว่าเพื่อ social networking ) ได้เป็นอย่างดี และ ยังไงก็คุ้มค่ากว่าการเหม่อมองฟ้าหรือเดินไปเดินมาโดยไม่ได้ใช้สมองเพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งน่ะครับ หรือว่าไม่จริง comment กันได้น่ะครับ ^^

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ทำให้ iphone ขึ้นรอสาย
  • ประโยชน์ bb
  • bb ประโยชน์
  • i want to add your birthday to mycalendar แปลว่า
  • iphone ไม่ขึ้นรอสาย
  • บีบีรอสายทำยังไง
  • ทําไม ไอโฟน ไม่ขึ้นรอสาย
  • ทําให้ bb ขึ้นรอสาย
  • ทำไงไม่ให้ขึ้นรอสายbb
  • ทำให้iphoneเห็นรอสาย

การยกเลิก Skype เหมาจ่ายรายเดือน เพื่อสมัครเป็นรายปีแทน (ประหยัดเงินเอาส่วนลดเพิ่ม 15%-20%)

อย่างที่ผมเคยบอกไปน่ะครับว่า ถ้าหากว่าเราใช้งาน skype แล้วจ่ายเป็นรายเดือนอยู่แบบเดือนต่อเดือนจะโดน charge ค่าโทรศัพท์แบบเหมาจ่ายอยู่ที่ราคาเต็มแบบไม่มีการลดราคาแต่อย่างใด แล้วปรากฏว่า เราดูพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองแล้ว ท่าทางว่าจะต้องใช้ไปอีกนานเป็นปี หรือว่ามากกว่านั้น เราก็สามารถที่ประหยัดเงินอย่างน้อยก็ 15% สำหรับช่วงที่ไม่ได้มี promotion อะไรเป็นพิเศษ (เพราะช่วงที่มีการโปรโมตเป็นพิเศษจะมีการลดขึ้นไปอีกถึง 20%ถ้าหากว่าสมัครเป็นรายปี) และเรื่องการยกเลิกเพื่อสมัครเป็นรายปีแทนก็เป็นเรื่องที่โดนถามเข้ามาผ่านทาง email หาผมมากที่สุดน่ะครับ ยังไงซะวันนี้ผมก็ว่างๆก็จะพิมพ์ทิ้งไว้ว่าการ เปลี่ยนจาก skype รายเดือนเป็นรายปีจะต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วเราจะได้จะเสียอะไรไปกันในบทความนี้ครับ

ก่อนอื่นก่อนที่คุณกำลังจะทำการลงไปต้อง check ก่อนว่า ตอนนั้น Skype ยังมีการเหมาจ่ายในประเทศที่คุณต้องการหรือไม่ !

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสุดๆน่ะครับ เช่น ถ้าหากว่าประเทศปลายทางที่คุณกำลังจะใช้ skype โทรด้วยระบบแบบเหมาจ่ายนี้ ไม่ได้อยู่ในประเทศ 40 ประเทศที่เหมาจ่ายรายเดือนตอนที่คุณกำลังจะยกเลิกรายเดือนแล้วสมัครกลับเข้าไปเป็นรายปี คุณจะพลาดอย่างแรงครับ ยกตัวอย่างดีกว่า คือ ช่วงห้าเดือนแรกของปี 2553 ที่ผ่านมา Skype มีการเอาประเทศไทยออกจากประเทศที่โทรได้ไม่อั้น (อันเนื่องจากมีปัญหากับผู้ให้บริการระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ในประเทศ เรียกว่าจ่ายเงินกันไม่คุ้ม)ทำให้ยกเลิกเอาประเทศไทยออกจากสารระบบ ถ้าหากว่าคุณยกเลิกจากความเป็นสมาชิกรายเดือน ณ เวลานั้นแล้วต่อกลับเข้ามาเป็นรายปีใหม่ ก็จะโทรเข้าไทยเป็นแบบไม่อั้นไม่ได้น่ะครับ เรียกง่ายๆว่าพลาดอย่างแรง ! ครับ

เพราะงั้นแล้ว กดที่นี่ เพื่อเข้าไป confirm ให้เห็นกับตาตัวเองเลยเสียก่อนว่า "ประเทศปลายทาง ที่กำลังจะใช้โทร skype เหมาจ่ายรายปีหรือรายเดือน ตอนนั้นๆ มันอยู่ใน List ประเทศโทรไม่อั้นครับผม"

จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการยกเลิกรายเดือนเหมาจ่ายให้คุ้มเงินสุด

ต้องบอกเอาไว้ก่อนน่ะครับว่าการยกเลิกความเป็นสมาชิกแบบรายเดือน มันจะไม่สามารถเอาออกมาเป็นเงินคืนกลับมาได้ แต่ว่าจะได้กลับมาในรูปแบบของ skype credit แทน ซึ่งมันก็คือ เงินในระบบ skype ที่เอาไว้โทรออกไปยังประเทศอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในประเทศเหมาจ่ายที่เราสมัครเอาไว้ครับ แล้วถ้าหากว่า ยังไงซะคุณก็ไม่ได้ใช้ มันก็จะเป็นเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ (แต่สำหรับผมเอง ผมมีการโทรออกไปยังประเทศอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ใน list skype โทรไม่อั้นด้วยเช่นเดียวกัน ยังไงซะผมก็ยกเลิกได้ เพราะ Skype credit ผมก็ได้ใช้อยู่ดี) นอกจากนี้ Skype credit มันก็เอาไว้เป็นเงินเพื่อใช้ในการ SMS ราคาประหยัดไปยังเบอร์ปลายทางใดๆในโลกได้เช่นเดียวกัน จะถูกกว่าการส่ง SMS จากมือถือแน่นอนน่ะครับอันนี้ confirm เช็คมาแล้วน่ะครับ

นั่นแปลว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้อยากจะได้เงินกลับมาในรูปแบบของ Skype credit แล้วล่ะก็ ! คุณต้องรอจังหวะ วันที่สมาชิกรายเดือนของคุณกำลังจะหมดอายุ แล้วให้ทำการยกเลิก ณ วันสุดที่ระบบตัดเงิน auto ของ Skype จะ charge เงินคุณเพื่อต่อสมาชิกรายเดือนของเดือนถัดไปครับ แต่ถ้าเป็นผม ผมจะยกเลิกก่อนวันสุดท้ายสักวันเพื่อความ sure ว่ายังไงเราก็ยกเลิกได้ก่อนที่ตัว skype เองจะตัดเงินเราน่ะครับ เพราะว่าผมเองก็ไม่แน่ใจเรื่อง Time Zone ในการนับครบวันของ Skype ยังไงล่ะครับ !

เราสามารถเข้าไปดูได้ว่าวันที่ก่อนที่มันจะทำการตัดเงินสำหรับเดือนถัดไปวันสุดเป็นวันที่เท่าไหร่ได้น่ะครับ โดยทำตามวิธีการยกเลิก promotion เหมาจ่ายรายเดือนด้านล่างครับผม ระหว่างกระบวนการจะมีบอกวันที่จะหมดอายุสำหรับเดือนนี้เอาไว้ครับ อ่านต่อไปเรื่อยๆแล้วกันนะครับ

วิธีการยกเลิก promotion เหมาจ่ายรายเดือนเพื่อต่อเป็นรายปีแทน

เข้าไปที่หน้า skype เพื่อทำการ Sign in ตามภาพด้านล่างนี้น่ะครับ เพื่อกดเข้าไปแล้ว เราก็กรอก Skype name และ password ของ account skype ที่เราสมัครรายเดือนเอาไว้แล้ว แล้วกดปุ่ม Sign me in ด้านขวาบนของหน้าจอครับ กดแล้วไปขั้นตอนต่อไปครับผม

skype sign in

กดเข้าไปแล้วก็จะหน้าตาประมาณภาพด้านล่างนี้น่ะครับ แล้วมันก็จะมีคำว่า Settings อยู่ใต้ Unlimited World หรือ Unlimited Country ก็สุดแล้วแต่ว่าคุณได้สมัครแบบไหนไว้ครับ ให้กด “Settings” ครับ

skype cancel 1
เมื่อกด Settings แล้วจังหวะนี้น่ะครับ ที่มันจะมีบอกว่า วันที่ที่เราจะโดน charge สำหรับครั้งต่อไปคือ วันที่เท่าไหร่ สำหรับกรณี skype account ผมเอง ผมข่ายเป็นเหมาจ่าย ผมจ่ายแบบราย 3 เดือนน่ะครับก็จะหมดอายุอีกทีก็วันที่ เก้าเดือน november ปีนี้ครับ นั่นก็หมายถึงว่าถ้าหากว่าผมจะยกเลิกความเป็นสมาชิกรายสามเดือนแล้วเอาเป็นรายปีแทนก็ให้ยกเลิกก่อนวันดังกล่าวอย่างน้อยก็สักวันเพื่อความชัวร์ในเรื่องของ time zone ครับผม

skype day

แล้วที่หน้าเดียวกันกับเมื่อตะกี้ถ้าหากว่าเรา note วันที่แล้วรู้สึกว่ามันก็ใกล้จะหมดอายุความเป็นสมาชิกรายเดือนแล้ว (หรือรายสามเดือนแล้ว) อยากยกเลิกเลย เราก็แค่กด Cancel subscription (เหมือนกับภาพต่อไปนี้น่ะครับ)

cancel skype account

เมื่อกดแล้วเราก็จะเจอหน้า website แสดงตามภาพด้านล่าง มันก็จะแค่ถามย้ำอีกครั้งเท่านั้นเองน่ะครับ ว่าเราต้องการจะ cancel จริงๆ หรือไม่ถ้าหากว่าไม่เปลี่ยนใจอะไรแล้วก็ตอบไปเลยว่า “Yes,cancel subcription” ครับ (อย่างที่บอกอย่างลืมเข้าไปดูก่อนน่ะครับว่าประเทศปลายที่เรากำลังจะเข้าไปสมัครใหม่อีกรอบเป็นรายปีนั้นอยู่ใน promotion Unlimited world หรือ unlimited countries อยู่น่ะครับ กดที่นี่เพื่อดูอีกรอบ)

skype cancel 2

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ยกเลิก skype รายเดือน
  • ยกเลิก skype
  • วิธียกเลิก skype
  • วิธียกเลิกskype
  • ยกเลิกskype
  • skype ยกเลิก
  • skype รายปี
  • skype คือ
  • การยกเลิก skype
  • วิธียกเลิก credit skype

วิธีการโฆษณาโดยใช้ Viral Marketing ที่เข้าเนื้อคนไทยโดยแท้ หลอกกันซะ ให้ Brand เสียกันไปข้าง

Note: ถ้าหากว่าคุณกด play แล้วไม่ไปแสดงว่าเค้า remove โฆษณาตัวนี้ออกไปแล้ว และไม่อยากจะแสดงตัวตนว่า "ผมเป็นคนหลอกคุณครับ”

ผมไม่ได้ดู clip ที่คุณครูเค้าเอา BB นักเรียนขว้างลงพื้น แต่ก็เห็นคน Post ไว้ที่ facebook สองครั้ง (จากเพื่อนคนละคนกันน่ะครับ) แล้วก็รับรู้อีกครั้งผ่าน TV  (จำได้คุ้นๆว่าน่าจะเป็นรายการ TV ข่าวสามร้อยหกสิบองศาตอนกลางวันมั้ง ถ้าหากว่าจำไม่ผิดน่ะครับ แต่ว่าก็มีโอกาสจำผิดได้มากครับ) และก็อีกครั้ง คือ กระทู้ หรือ post ที่อยู่ในเว็ป portal ชื่อดังของ sanook ครับ นั้นก็แปลว่า การรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ Clip นี้มีทั้งหมด สี่ ครั้งด้วยกันในระยะเวลาประมาณ 2 weeks ที่ผ่านมา

ตอนที่ผมดูที่ sanook.com นั้นก็จะมีคน comment ไปต่างๆนานา ว่าจะการที่นักศึกษาถ่ายออกมาได้แบบนี้ และ คุณครูแสดงความโกรธได้ระดับนี้ รวมทั้งการวิเคราะห์ได้ว่า นักเรียน (นักศึกษา) ชายก็ทำเกินกว่าเหตุเหมือนกับเป็นเหตุจงใจเพื่อทำให้เกิดอาการโกรธของคุณครู รวมทั้งการตั้งใจถ่ายจากคนหลังห้อง ถ้าหากว่าไม่ได้เตี้ยมกันเอาไว้ก็ต้องจะทำตัวเองให้ดัง เพื่ออะไรสักอย่างแต่ผลลัพธ์ ที่ปรากฏก็คือ นักเรียนไม่ได้ต้องการดัง ! แต่เป็นความต่อเนื่องของเรื่องราว และเนื้อหาเกี่ยวกับการ promote สินค้าแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งแม้กระทั่งตัวผม ยังต้องเอาเวลามานั่งพิมพ์บอกต่อให้กับเพื่อนๆได้รู้กันอีกทอดหนึ่ง (และแน่นอนว่าถ้าหากว่าผมเจอน้องผม ผมก็ต้องบอกเค้าอีกว่า เนี่ยะ มันเป็นเหตุการณ์ตั้งใจจริงๆด้วยน่ะครับ)

แม้ว่าเยอะคน(หรือเปล่า)จะดูออกว่าเป็นการตั้งใจ แต่ก็คิดไม่ถึงว่า จะเป็นการว่าจ้างกลุ่ม market บางกลุ่ม หรือบางคน กับ creative ในการสร้าง ads เพื่อจงใจสร้าง viral clip ขึ้นมาจริงๆ แต่ปรากฏว่า เรื่องราวการใช้ความรุนแรง เพื่อให้เกิดความสะเทือนใจ และเกิดข้อสงสัยนั้น ไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการทำ viral สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ต่อสินค้าที่ไม่ได้เกี่ยวกันมากนัก (แค่ทำ campaign ที่พยายามจะสร้างให้เกี่ยวเท่านั้น) คาดว่าผลลัพธ์ที่ได้น่าจะมีผลลบต่อ Brand ไปอีกนาน ด้วยเหตุผลที่ผมคาดเดาไม่ยากว่า สังคม น่าจะรับกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ด้วยเหตุผลมากมายหลายประการ อันได้แก่

- เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของครูอาจารย์ที่ไม่ดีเอามากๆเลย สำหรับคนที่มีวุฒิภาวะเพียงพอ อาจจะพอประเมินได้ว่า ครูที่อยู่ในภาพนั้นไม่น่าจะเป็นครูจริงๆได้เพราะถ้าหากว่าเป็นครูจริงๆแล้วการเก็บอารมณ์ได้นั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นในการสอนลูกศิษย์ แม้ว่าจะถูกกวนเอามากๆก็ตามครับ แต่แน่นอนว่า คนที่เหลือไม่ได้คิดอย่างงั้น อาจจะพาลคิดไปได้ว่า "ครูอาจารย์" ไม่ได้เป็นบุคคลที่น่าเคารพสักเท่าไหร่ เพราะมีภาพการใช้ความรุนแรงอยู่ใน class อย่างที่เห็นๆ เหมือนกับว่า เก็บอารมณ์โกรธแค้นเอาไว้ไม่อยู่เสียอย่างงั้นครับ

- ทำให้คนดูและเชื่อหรือส่งต่อบอกต่อ รู้สึกว่าตัวเองโดนหลอกเป็นเหยื่อสำหรับนักการตลาดสมัยใหม่ ผมไม่ได้บอกว่า การทำตลาดด้วย viral marketing clip แบบนี้ไม่ดีน่ะครับ แค่ว่า ถ้าหากว่าสร้างเนื้อหาออกมาเป็นลักษณะที่ดูเหมือนกับ "ความรุนแรง" หรือ "การยุยงเรื่องเพศ" (ผมเคยเห็นหลายจ้าวพยายามทำครับ) ก็จะต้องโดนเสียงวิจารณ์ออกมาอย่างไม่ดีเอามากๆครับ ถ้าหากว่า product คุณไม่ได้เกี่ยวกับ การใช้ความรุนแรง หรือ ไม่ได้เกี่ยวกับ เพศ หรืออารมณ์เพศแล้ว เมื่อ "เฉลย" ออกมา แล้วคนที่ได้ส่งต่อ หรือบอกต่อเกี่ยวกับ clip นั้นๆจะได้อารมณ์เหมือนกับโดนตีแสกหน้า แล้วเค้าจะจำ Brand คุณครับ ! แต่ไม่ได้เป็นเรื่องดีที่จะโดนจำว่า "คุณเคยให้นักการตลาดมาหลอกกัน และ ทำให้คนส่งเนื้อความต่อ หรือ clip ต่อนั้น ตกเป็นแค่เครื่องมือของการตลาดแบบ viral นี้เท่านั้น !"

อย่างน้อยผมว่าผม case นี้เป็นกรณีที่น่าสนใจอย่างยิ่งกับการใช้งาน viral content ใดๆไม่ว่าจะเป็นการสร้าง clip upload เข้า youtube.com หรือ การสร้าง Game หรือเนื้อหาใดๆที่ต้องส่งต่อ ๆ กันเพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างเกิดขึ้น แล้ว ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเอามากๆต่อ product  และ สำหรับคนบริโภคสื่อ online ผมก็จะพูดเหมือนเดิมน่ะครับ ว่าจงอย่าเชื่อทุกอย่างที่คุณเห็น เพราะ ใครๆก็สร้างเรื่องราว หรือ พิมพ์เรื่องราว ให้คุณได้รู้ได้อ่านกันได้อย่างอิสระ ได้อย่างไม่มีคนมากำกับดูแล หรือ มาบอกคุณว่าเป็นเรื่องจริง หรือไม่ ! ครับผม …

แถวท้ายด้วยภาพด้านล่าง คือ screenshot ของหน้า youtube ตอน 9:51 ของวันที่ 20 กันยายน 2553 ณ ตอนนี้มีคนดูแค่ 300 คนเท่านั้น แต่จะดูต่อไปว่าจะมีคนเข้าไปดูทั้งหมดกี่คน ..
bb youtube

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • โหลดโปรแกรมsocialbox
  • viral marketing clip
  • ขั้นตอนการทำ viral marketing
  • คนไทย viral
  • ตัวอย่างโฆษณา viral personal ประเทศไทย
  • โฆษณา viral marketing

วิธีการเอา Live MSN messager icon ออกจาก Taskbar ใน windows 7

ผมเพิ่งจะมี windows7 ใช้งานได้ตะกี้นี้น่ะครับ ก่อนอื่นคงต้องบอกไว้ก่อนว่า ผมเคยมีการทดสอบใช้งานกับเครื่องcomputer ที่เป็นของคนอื่นที่ลง windows 7 มาได้ครังหนึ่งแล้ว แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะ ok สักเท่าไหร่ แต่ว่าตอนนี้ผมต้องเอามาใช้กันจริงๆจังสักที เพราะ  computer ที่ซื้อมาตัวใหม่นั้น Driver เกี่ยวกับการ์ดจอมันจะสนับสนุนการใช้งานกับ windows 7 ซะมากกว่า Windows XP (ที่ผมใช้งานมามากกว่าสิบปี) นั้นก็แปลว่า ผมก็ต้องจำเป็นจริงๆยังไงอย่างงั้นก็เลย ได้ฤกษ์ในการทดสอบ และหัดใช้งาน windows 7 กันจริงๆกะเค้าสักกะทีนึงครับ

เรื่องที่จะต้องเจอแน่ๆเรื่องหนึ่งก็คือ การใช้ Live MSN messenger แล้วปรากฏว่า MSN มันติดคาไว้ที่ taskbar เลยครับ เรียกว่าจะกดเอาออกจาก taskbar ให้เหลือแต่ว่า icon ใน icon tray อย่างเดียวก็ไม่ได้ ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญอย่างสุดซึ้งสำหรับคนที่ serious เรื่องการใช้งานพื้นที่ หน้าจอให้ work สุดๆแบบผม แล้วก็ไม่ได้เป็นแค่ผมคนเดียวที่คิดอย่างงี้น่ะครับ ตอนที่ผมเคยนั่งเล่นอยู่ร้านของ computer Notebook ผมก็เห็นคนที่่เค้าซื้อเครื่องไปแล้วกลับเข้ามาที่ร้านเพื่อให้ช่างเอา Live MSN ที่มันเป็น icon อยู่ที่ taskbar ออกไปให้หน่อย ซึ่งตอนนั้นผมก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะว่าผมก็กะว่าจะใช้ windows XP ไปอีกนานแสนนานยังไงล่ะครับ และ แล้วอย่างไรก็ดี วันที่ผมต้องใช้ windows 7 ก็มาถึงวันยันค่ำอยู่ดีนั่นเอง

Start menu windows7

การปรับเอา MSN ให้ออกจาก taskbar ใน Windows 7 สามารถทำได้ไม่ยากด้วยวิธีการต่อไปนี้ครับผม

- ทำการปิด MSN ออกให้หมดไม่ให้เหลืออะไรไว้ที่หน้าจอเลย
- กดปุ่ม windows แล้วพิมพ์ live messenger เข้าไปครับ
- หลังจากนั้นก็ เอา mouse ไป click ขวาที่ Windows Live Messenger แล้วกดต่อไปที่ properties
- ในนั้นจะมีให้เลือก tab Compatibility แล้วให้หา checkbox ที่เขียนว่า Run this program in compatibility mode for: เราก็เลือกเป็น Windows Vista ครับผม

เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำให้ MSN Live messegner ไม่มี icon หลงเหลืออยู่ที่ taskbar อีกต่อไป (ทำให้อาการเหมือนกับการใช้งาน MSN ผ่านระบบ Windows Vista น่ะครับ)

ผมคิดว่าปัญหานี้คนจะเจอกันเยอะมากยังไงซะผมก็พิมพ์ทิ้งไว้เอาไว้ที่เว็ป rackmanagerpro.com แห่งนี้เผื่อว่าจะได้มีประโยชน์กับคนที่กำลังค้นหาวิธีการเพื่อจัดการแก้ปัญหานี้บน Windows 7 เหมือนกันผมยังไงล่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ลบ msn 2011 win7
  • วิธีลบ msn 2011 ออกให้หมด
  • วิธีลบ msn 2011 ให้หมด
  • วิธีลบmsnออกจากเครื่องwindows 7
  • วิธีเปิดกล้อง skype
  • msn windows 7 taskbar
  • วิธีลบmsnออกจากเครื่องให้หมด
  • วิธีเปิดกล้อง msn 2011
  • msn windows 7
  • msn windows7

Google Calendar กับการใช้งานในชีวิตประจำวันของผม

google-lego-calendar
ภาพโดย kesoa ภายใต้ลิขสิทธิ์แบบ CC-license

คุณเป็นคนที่ใช้งาน Google Calendar อยู่หรือเปล่าครับ? ถ้าหากว่ายังล่ะก็แนะนำว่า คุณควรจะศึกษาแล้วใช้งานมันเพราะว่ามันเป็น calendar หรือ ปฏิทินตัวที่ดีที่สุดท่าที่ตอนนี้จะได้น่ะครับ ผมก็ใช้งานเป็นประจำครับ ผมว่ามันก็ดีอยู่เยอะประเด็นเอามากๆน่ะครับ วันนี้ก็เลยอยากจะบอกให้ฟังสักกะหน่อยว่า ปกติแล้วผมใช้ Google Calendar กันยังไงมั่งครับ

Sync Google Calenadar เข้าไปที่มือถือ

ไม่ว่าตอนนี้คุณจะใช้มือถืออะไรก็ตามที่เป็น iPhone หรือว่าเป็น Andriod เครื่อง smart phone พวกนี้จะสามารถที่จะ set เพื่อให้ Google Calendar เป็นปฏิทินหลักของมือถือได้ด้วยเช่นเดียวกัน เรียกว่า เอาข้อมูล Google Calendar มาแสดงที่เครื่องกันเลยครับ นั่นก็แปลว่า คุณจะสามารถ update Canlendar ของคุณจากหน้า website Google Calendar ตรงๆก็ได้ แล้ว เนื้อความตารางนัดหมายก็จะมาแสดงที่มือถือของคุร

แม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้มือถือประเภทที่เป็น smart phone ที่ผมได้เล่าให้ฟังแท้ที่จริงแล้ว Google Calendar ก็ยัง make sense ในการใช้งานอยู่เพราะว่า Google ได้ออกแบบให้มีการตั้งระบบเตือนอัตโนมัติเป็น SMS เข้ามาที่มือถือได้ด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่ใครๆก็ไม่รู้ครับ ! นั้นแปลว่า คุณยังรับรู้ตารางนัดหมายก่อนล่วงหน้าสำหรับ Event ใดๆ ณ เวลาที่เรากำหนดไว้ก่อนล่วงหน้ายังไงซะ ผมก็ใช้ทั้ง iphone แล้วก็ใช้ SMS ที่ Google Calendar จะส่ง SMS ฟรีๆมาที่ผมเพื่อเตือน เป็นการ double remind เตือนกันเข้าไปน่ะครับ ก็ดีอยู่น่ะครับรับรองเลยว่า event หรือการนัดหมายใดๆไม่มีทางลืมได้ ถ้าหากว่าลืมล่ะก็แปลว่าลืมที่จะกรอกตารางนัดหมายนั้นใส่เข้าปฏิทันต่างหากล่ะครับ !

การขอรับการใช้บริการ SMS เพื่อเตือนการนัดหมายจาก Google Calendar

ก่อนอื่นเลยถ้าหากว่าคุณไม่ได้มี Google Account จงมีซะ ! ยังไงซะไม่ว่าคุณจะใช้บริการใดๆของทาง Google ( Youtube ก็ด้วยน่ะครับ) คุณจำเป็นต้องให้ข้อมูล Google อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ การเปิด Google account ก็ไม่ยากน่ะครับ มันก็คือการเปิด gmail account เท่านั้นเอง ไปที่ gmail.com แล้วสมัครซะครับ ต่อไปนี้ google จะยืด gmail เป็นชื่อ account หลักสำหรับการเก็บข้อมูลใดๆของคุณทั้งหมดครับ

สำหรับการ setup เพื่อใช้งานรับ SMS จาก Google ได้นั้นเพื่อเตือน หรือ remind การนัดหมายด้วย Google Calendar สามารถเข้าไปที่ Google Calendar แล้วไปที่ Calendar Settings > Mobile Setup แล้วจะมีช่องให้กรอกว่าจะส่งไปเบอร์ใคร (แน่นอนว่า ควรจะเป็นเบอร์ตัวเราเองน่ะครับอย่ากรอกเบอร์คนอื่นเค้าก็แล้วกันเนาะ) โดยเบอร์โทรศัพท์ที่กรอกเป็นเบอร์ไทยจะกรอก +66 นำหน้าด้วยครับ เช่น ถ้าหากว่าเบอร์โทรศัพท์คุณเบอร์ 0841234567 ก็กรอกเข้าไปว่า +66841234567 เท่านั้นเองครับ แค่นี้ Google ก็จะมีส่ง SMS อะไรก็สุดแล้วแต่มาถึงคุณได้ไม่ยากครับผม อ้อ จริงๆแล้วเมื่อกรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือแล้วมันก็จะต้อง verify กันนิดหน่อย เราจะได้ SMS จาก Google เป็นรหัสหกหลักครับ เป็นตัวเลข เราก็จัดแจงกรอกรหัส verify นั้นเข้าไปที่ verification code ครับ เท่านั้นก็เป็นการยืนยันแล้ว มือถือที่เรากรอกนั้นอยู่ในมือเราน่ะครับ

แสดงหน้า Google Calendar ไว้ที่ website หรือ Blog ส่วนตัว

คนที่จะทำอย่างนี้จริงๆแล้วอาจจะน้อยกว่ากรณีแรกมาก เพราะว่า เยอะคนจะไม่ได้มีตารางนัดหมายที่ Busy สุดๆ หรือ คนที่จะมานัดคุณก้ไม่ได้ใช้งาน Google Canlendar แต่อย่างใด ทำให้การอ้างอิงใช้งาน Google Calendar เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราว่างหรือไมว่างตอนไหนนั้น ตอนนี้ก็จะยังมีการใช้งานที่ไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ ผมแนะนำว่า คุณควรจะรู้ไว้ว่ามันทำได้น่ะครับ แล้วก็ถ้าจะเจ๋งกว่านั้นคือ เขียน URL เอาไว้ที่นามบัตรคุณเพื่อให้เข้าตรงมาที่หน้าตารางนัดหมายไว้ได้เลย สำหรับคนที่จะต้องนัดหมายคุณบ่อยๆเค้าก็จะได้ check จาก link บนนามบัตรคุณแทน แทนที่จะโทรมาถามว่า วันนู้นวันนี้จะขอเข้าพบได้หรือไม่ ที่ไหนอย่างไร  เมื่อไหร่ ให้เค้ากรอกผ่าน Google Canlendar มาซะเพื่อความรวดเร็ว

วิธีการเอา Embed code  ของ Google Calendar ก็ตาม slide จาก Google Docs อันนี้เลยน่ะครับ (ดีมีแบบนี้ผมก็จะไม่ต้องอธิบายให้เยิ่นเย้อมากมายอะไรน่ะครับ แฮะๆ)
หน้าตา Google calendar ตารางนัดหมายของผมก็ประมาณนี้น่ะครับ คือ มันจะบอก Details หรือไม่ก็สุดแล้วแต่ว่าเราจะกำหนดใน setting ครับ อย่างที่แสดงผมกำหนดว่า ให้แสดงแค่ว่า ว่างหรือไม่ว่างตามเวลาเท่านั้น ไม่บอกว่า เนื้อความด้านในเป็นอะไรครับ
สำหรับกรณีที่คนอื่นจะกรอก Google Calendar มาให้ผม แล้วผมแค่รับ invite หรือ reject invite ยังเป็นแค่ความฝันของผมด้วยน่ะครับ (ยังไม่ได้มีโอกาสได้ทำอย่างงั้นจริงๆ) เพราะ คนอื่นๆ เค้าก็ไม่ได้ Google Calendar กัน ทำให้ผมก็ต้องมากรอกข้อมูลเข้า มือถือ ไม่ว่าจะเป้น header ที่เป็น title ของ การนัดหมายนั้น แล้วก็ต้องมากรอกสถานที่และเวลาเอง ซึ่งจริงๆแล้วเป็นหน้าที่ของคนที่อยากจะเข้าพบผมมากกว่า ว่าต้องดูซะก่อนว่าผมเนี่ยะว่างตอนไหน แล้วก็กรอกชือ่เรื่องและรายละเอียดในการเข้าพบว่าจะ present สินค้าหรือ นัดคุยเรื่องอะไรเข้ามา แล้วก็บอกเวลาที่ตัวเค้าเองสะดวกมาในนั้นด้วย พร้อมทั้งสถานาที และ ดีกว่านั้น สถานที่ระบุเป็น GPS พิกัดมาซะก็จะเป็นการดีที่สุด เท่านั้นการรับนัดใดๆก็จะเป็นเรื่องแค่ การกดปุ่ม แค่ปุ่มเดียวเท่านั้นครับ ( อย่างว่าน่ะครับ Google Calendar รองรับการทำงานอย่างที่ผมว่าแต่ก็อีกคนอื่นซิครับไม่ได้ใช้งานอย่างที่ผมบอกนี้น่ะครับ ก็ไปบังคับกันก็ไม่ได้ด้วยแต่ว่า สิ่งที่ทำได้ก็แค่บอกไปว่าใช้อย่างงี้ผมสะดวกอะไรแบบนั้นน่ะครับ T_T )

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ตารางการใช้ชีวิตประจําวัน
  • ตารางชีวิตประจําวัน
  • ตารางการใช้ชีวิตประจำวัน
  • Verification code gmail คือ
  • ตารางใช้ชีวิตประจำวัน
  • verification code for gmail คืออะไร
  • verification code แปลว่า
  • verification code gmail ใช้ตอนไหน
  • ตารางชีวิต google calenda
  • verification code gmail คืออะไร

3 Freeware เพื่อการจัดการหน้าต่างที่เปิดไว้ได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมเข้าไปอีก

ย่อหน้าต่างแบบเร็วๆด้วย trayitเพื่อการใช้งาน computer หรือ Notebook ได้อย่างคล่องตัว ไม่ว่าจะเป็น computer ตัวไหนๆของผม ผมก็จะจัดการลง program เพื่อการควบคุมลักษณะของหน้าต่างไม่ว่าจะเป็นการย่อหดขยายหน้าจอ หรือหน้าต่างให้ได้ดั่งใจด้วยการกดที่ไม่ยุ่งยาก กัน การ Pin หรือปักหมุดหน้าต่างบางหน้าต่างให้อยู่หน้าสุดแม้ว่าเราจะเลือกหน้าอื่นๆ กับสุดท้าย คือ การย่อหน้าต่างใดๆ ให้เข้าไปที่ icon tray (หรือถาด icon ทางด้านขวาล่างของ Windows ครับ) ถ้าหากว่าคุณทำได้ทั้งสามอย่างนี้ได้อย่างคล่องแคล่วแล้วล่ะก็ การจัดการหน้าต่างใช้งานกับ Windows ก็จะชิวเอามากๆเลยน่ะครับ งั้นเดี๋ยวผมพิมพ์ออกมาเป็นเรื่องๆกันเลยดีกว่า action การจัดการหน้าต่างที่ผมใช้แต่ละอย่างใช้ software ( Freeware) อะไรกันบ้างน่ะครับ

WinMover การปรับขนาดหน้าต่าง ย่อยืดหน้าต่างที่ active อยู่  ดู post เก่าเกี่ยวกับการย่อขยายหน้าต่างด้วย WinMover ได้จาก link นี้ครับผม การย่อยืดหน้าต่างมักจะกระทำก็ต่อเมื่อเราใช้กับ หน้าต่างที่ไม่ได้ขนาดจนสุด หรือไม่เต็มจอครับ ส่วนตัวผมจะใช้กับ text editor ตัวโปรดของผมคือ Notepad เพื่อปรับขนาดให้ไม่บังอะไรก็ตามที่ผมอยากจะอ่านไปด้วยหรือดูไปด้วยเพื่อพิมพ์ข้อมูลหรือเนื้อหาใดๆครับ

Deskpins ปักหมุดให้หน้าต่างอยู่บนสุด : เมื่อคุณทำการปรับหน้าต่าง (เช่นกรณีผมปรับขนาดของ Notepad ) แล้ว เราก็ต้องทำการปักหมุด Notepad เอาไว้เพื่อให้มันอยู่กับที่ และอยู่ที่หน้าต่างบนสุดแม้ว่าเราจะกดไปเลื่อนที่หน้าต่างอื่นๆก็ตามที ทำให้เราอ่านเลื่อน browser แล้วก็พิมพ์อะไรของเราที่หน้าต่าง Notepad ไปด้วยได้สะดวกกว่าเดิมเอามากๆน่ะครับ วิธีการใช้เมื่อลงโปรแกรมแล้วถ้าอยากจะปักหมุดก็กดแค่ ปุ่ม Ctrl +ปุ่ม F12 ครับ

Trayit หุบหน้าต่างเข้าไปที่ถามไอคอน : กรณีนี้ผมจะใช้งานกับพวก program ที่ต้องเปิดเอาไว้นานๆ โดยที่ผมไม่อยากจะเสียพื้นที่ taskbar ( แถบหน้าต่างด้านล่างสุด เค้าเรียกว่า taskbar น่ะครับ) เช่นพวก program antivirus ตอนที่ กำลัง scan อยู่ ผมก็ไม่อยากจะเห็นให้รกหูรกตาครับ ก็จัดการหุบมันเข้าไปที่ icon tray ซะเลยทำให้หน้าต่างการใช้งานที่ computer คุณดูไม่รกครับ เพิ่มเติมอีกหน่อยสำหรับ ตัวย่อหน้าต่างเข้า icon tray นี้ เราจะกดโดยการกด shift + การกด mouse ซ้าย (คลิ๊กปกติน่ะหละครับผมพิมพ์ให้อ่านแล้วงงๆเนาะ) ที่ปุ่มหุบหน้าต่าง มันก็จะย่อหน้าต่างหน้านั้นไปที่ icon tray ได้ครับเรียกว่าถ้าหากว่าไม่ได้บอกนี่ก็เดากันไม่ได้หรอกครับว่ามันใช้งานกันยังไงกันแน่ครับ

ผมว่าน่ะครับแค่ทำงานกับเครื่องมือ (เสริม) ที่ผมเล่าให้ฟังนี่สามอย่างก็จะทำให้การใช้งานหน้าต่างแบบเยอะบน Windows ของคุณเองใช้งานได้เร็วกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิมเอามากๆแล้วน่ะครับนั่น แนะนำอย่างแรงเลยน่ะครับ

ดูภาพรวมวิธีการใช้งาน computer ให้เร็วขึ้นง่ายๆจากเนื้อความเก่าที่ผมพิมพ์ทิ้งเอาไว้น่ะครับ

Happy Birthday ปีนี้คนส่ง SMS หากันน้อยลงกว่าปีก่อนแน่นอน

happy-birthday-cake

แต่ไหนแต่เราถ้าหากว่าเรายังพอมีเพื่อนฝูงที่พบปะอยู่บ้าง หรือไม่ค่อยได้เจอะเจอเท่าไหร่ เรามักจะส่ง SMS หาเค้าคนนั้น เพื่อ Happy Birthday หากันทุกๆปี แต่ว่า เหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นน้อยกว่าเดิมไปมาก เพราะ มีวิธีการ HBD ที่ถูกกว่านั้น หรือแทบไม่ได้เสียเงินเลยก็ว่าได้ด้วยการใช้ Facebook Wall Post หากันครับ

วิธีการนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อ Facebook ของคนๆนั้นอนุญาตให้เพื่อน (หรือเพื่อนของเพื่อน) สามารถพิมพ์ Post ปะไว้ที่ Wall ได้น่ะครับ และ นี่เป็น Default ของการตั้งค่าใน Facebook ครับ คือคนอื่นพิมพ์อะไรเข้าไปที่หน้ากระดานข่าวของเราได้ เพื่อให้เพื่อนคนอื่นของเราได้เห็นครับ แต่นั้นไม่ได้หมายรวมถึงผมน่ะครับเพราะว่า ผมทำการตั้งค่าให้ ไม่มีคนอื่นพิมพ์ Post อะไรไปที่ Wall ของผมได้ยกเว้นตัวผมเอง (อ่านแล้วงงเหรอป่าวน้า มันก็แปลแค่ว่า ผมพิมพ์ post ใหม่เข้า wall ตัวเองได้แต่เพียงผู้เดียวยังไงล่ะครับ แหม ทำเป็นงง)

ในเมื่อตอนนี้ไทยมีทางเลือกที่จะ "ไม่จ่าย" เพื่อให้ผลลัพธ์ (คือการ happy birthday) ต่อคนหนึ่งๆได้ดีกว่า วิธีการหรือทางเลือกนั้นก็จะเป็นที่นิยมขึ้นมาทันที ทำให้โทรศัพท์มือถือจะต้องรู้และเสียเงินส่วนนี้ไปจากระบบเดิมๆ ที่เป็นๆกันน่ะครับ แต่แท้ที่จริงแล้ว ผมเดาเอาไว้ก่อนเลยว่า ค่ายโทรศัพท์ไม่ได้เสียหายหรือขาดรายได้ลงไปแต่ประการใด เมือ่เทียบเฉพาะเรื่องการ SMS เพื่อ HBD กันระหว่างผองเพื่อนครับ เพราะ แท้ที่จริงแล้ว การที่ social network paltform ใหม่ๆที่เพิ่งมีใช้กันได้ไม่นาน หรือ ฮิตกันได้ไม่นานนี้ ทำให้คนต้องยอมซื้อ package internet เพื่อเอามาเล่นบนมือถือแทนยังไงล่ะครับ เรียกว่า คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีกเพราะว่า package พวกนี้แต่ก่อนถ้าหากว่าไม่มีอุปกรณ์ และ ระบบเพื่อรองรับ (เหมือนกับยุคแรกที่มีแต่ WAP ) เราก็ไม่ได้ใช้งานข้อมูลผ่าน internet EDGE หรือ GPRS สักเท่าไหร่ แต่อย่างว่าล่ะครับ นั่นมันก็เป็นอดีตไปแล้วน่ะครับ

เอาล่ะครับผมว่าผมไม่ขอทำเหมือนกับคนอื่นแล้วที่ post HBD ผ่าน Wall ครับผมแต่ผมจะ post  ผ่าน Blog ผมนี่แล้วกันน่ะครับ Happy Birthday ครับผม ^^

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • hbd sms
  • happy birthday sms
  • sms happy birthday
  • sms hbd
  • ตัวหนังสือ hbd
  • ตัวหนังสือHBD
  • วิธี happy birthday
  • วิธี hbd
  • ไอคอนhappy birthday ลงเฟสบุ๊ค
  • วีธ๊hbd

รายงานผลการทดสอบ promote Skype กับ cj.com เดือนแรก สิงหาคม 2010

 

monthly report Cj.com ผมเห็นพวก web ฝรั่งชอบทำ monthly report เพื่อบอกว่าได้รายได้จาก Blog ของตัวเองเท่าไหร่น่ะครับ งั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากน่ะครับ เอามั่งก็แล้วกัน เพราะเงินนี้เป็นรายได้ที่ผมหามาได้จาก online ผ่าน Blog นี้ และ ผ่านสินค้า บริการเพียงตัวเดียวเท่านั้นครับ การใช้งานโทรศัพท์ Skype ครับ เข้าไปอ่านหน้าทำเงิน หรือที่พวกฝรั่งมังค่าชอบโม้ว่า มันคือ money page ครับผม

รูปแบบถ้าหากว่ากด link skype โทรทางไกลแบบเหมาจ่าย เข้าไปดูจะพบได้ว่ามันก็เป็นแค่หน้า page ของ Blog ผมแค่หน้าหนึ่งๆเท่านั้นเอง โดยที่ผมนี่ก็จริงๆแล้วเพื่อที่จะทดสอบว่า การหาเงิน online แบบไม่ต้องออกแรงทำอะไรสักเท่าไหร่นี่มันก็เป็นไปได้ในการทำครับ สำหรับวิธีการมันก็มีขั้นตอนของมันเอง แต่ว่าที่ผมทำนี่อีกเหตุผลก็ เพื่อที่จะเข้าใจและทดสอบ "ความรู้" และ ที่อื่นๆที่ได้อ่านมาเท่านั้น เพราะว่าเงินได้เปล่ามาเดือนละหมื่นบาทหรือปีละ แสนสองนั้นก็ไม่ได้มากอะไรครับ แค่เอาไปใช้กินเล่นเลี้ยงสาวได้เท่านั้นครับ ไม่สามารถที่จะอยู่จริงได้เงินจำนวนนี้ได้จริงหรอก แต่ที่เอามาทำเป็น report ก็เพื่อที่อยากจะบอกว่า มันก็ทำได้ไม่ยาก แม้ว่าคุณจะไม่มีสินค้าอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียวที่เป็นของตัวคุณเอง แล้วก็ตลกว่า คุณไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว เมื่อคุณมีหน้า money page ที่ติดตลาดแล้วจริงๆ (ยกเว้น case ที่โดนคนอื่นตีเข้าน่ะครับ)

โดยมากแล้วพวกที่จะหาเงิน online จากการสังเกตจะไม่ได้ทำการ promote สินค้าแค่ตัวเดียวเท่านั้นครับ เพราะแค่นี้มันไม่พายังชีพได้แน่นอน แค่ทำเป็นน้ำจิ้มก็พอจะทำได้อยู่บ้างแบบชิว ไม่ได้ถึงกับว่าไม่ได้อะไรซะทีเดียวกับการที่ "อยากจะบอกเรื่องราว" ต่างๆให้กับคนอื่นได้รู้ แล้ว Google ก็มาจับเนื้อความเราไป คนที่ค้นหาคำนั้นๆครับ income ของพวกที่เค้าเป็น pro. (ทำเพื่อยังชีพไม่ทำอะไรอย่างอื่นแล้ว) นั้นจะมี product และ service online ที่พวกเค้าเหล่านั้น "ใช้" และ "ชอบมัน" อยู่จริงๆเยอะแยะมากมายครับ แล้วเรื่องราวเหล่านั้นก็เป็นแบบสะสมซะด้วยซื คือ คุณไม่ต้องทำอะไรต่อแล้ว เมื่อคณ เชื่อมจุด ระหว่างคน ซื้อและคนขายของ (สินค้าหรือบริการ)ได้ในที่สุดครับ

อย่างว่า คนที่ทำหน้าที่เชื่อมจุดแบบนี้ จะเรียกว่า "Blogger" ถ้าหากว่าเค้าทำการเชื่อมจุดระหว่างคนซื้อและคนขายด้วยการให้ information อะไรบางอย่างและคนที่ติดตามก็เชื่ออย่างงั้นครับ เพราะเป็นแฟนพันธ์แท้กัน คนบอกก็ win และคนได้รับการบอกก็ win เช่นเดียวกัน เพราะได้ product หรือ service ที่ผ่านการพิสูจน์และทดสอบ และโดยชอบโดยพวกที่ชอบบอกต่อนั้นอย่างจริงจัง ไม่หมกเม็ดแต่ประการใดครับ

นั้นก็แปลว่า ถ้าหากว่า earn income แบบนี้แล้ว สินค้าหรือบริการใดๆ Blogger หรือคนที่ review แล้ว promote สินค้านั้นๆ เป็นคนที่ใช้งานจริงและชอบเพื่อบอกต่อสินค้านั้นๆได้จริงครับผม  ซึ่งแน่นอนว่า มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับกรณีของผมแต่อย่างใดครับ เพราะถึงแม้ว่า เค้าคนนั้นจะไม่ได้ค่า commission จากการบอกต่อคนอื่นเพื่อให้เกิดการซื้อขายกัน แต่เค้าเหล่านั้นชอบสินค้าหรือบริการนั้นจริงๆ เค้าก็ยังไปบอกต่อคนอื่นอยู่ดีครับ ตัวอย่างก็เห็นได้อย่างชัดเจน ทั่วไปที่สุดตัวหนึ่งก็คือ iPhone (ไม่ว่าจะเป็น version อะไรก็แล้วแต่น่ะครับ) คนที่เค้าใช้งาน เค้าใช้แล้วรู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตเค้าสะดวกขึ้นมากจริงๆ เค้าก็อยากจะบอกต่อ แม้ว่า เค้าจะไม่ได้ค่านายหน้าในการบอกต่อ เพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าประเภทนั้นๆ (iPhone) แม้แต่สตางค์แดงเดียวอยู่ดีครับผม

วิธีการ promote สินค้าหรือบริการใดๆที่ดีก็คือ “ใช้จริง แล้วบอกต่อ” ถ้าหากว่ามันดีจริงๆ การบอกต่อเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอย่างไม่ต้องให้ระบบใดๆมาบังคับแต่อย่างใด ตัวคนที่บอกต่อก็ไม่ได้คิดดว้ยว่ามันเป็นการโฆษณาให้กับสินค้าหรือบริการนั้นๆ เพราะ บอกไปเอาความดีเข้าตัวยังไงอย่างงั้นครับ

ถ้าหากว่าคุณดูยอด commission ประมาณหมื่นนิดๆบาทที่ไหลเข้า account ที่เปิดไว้ที่เมืองนอกทิ้งเอาไว้ (และไม่เคยคิดจะเบิกเอามาใช้แม้แต่ Dollar เดียว) ยอดนี้ผมกลับมา promote บริการส่วนที่ผมใช้อยู่เมืองวันที่ 12 ของเดือนที่ผ่านมาครับ แม้ว่าผมจะรู้จักสินค้านี้มานานแล้วก็ตามที แต่เนื่องจาก บริการนี้ มีการ "ปิดให้บริการ" ไปมากกว่า 5 เดือนก่อนหน้าทำให้ผมต้องแก้เนื้อหาเพื่อบอกว่า ไม่สามารถซื้อได้แล้ว (ณเวลานั้นครับ) แต่กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนทีผ่านมาอีกรอบ ผมก็เลยมาดูยอดอีกครั้งน่ะครับ ว่ามี Dollar ไหลเข้า account สักเท่าไหร่ ปรากฏว่า มันก็ได้เท่าเดิม เพราะ ก็ไม่ได้ทำอะไรเพิ่ม แล้วมันก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใดน่ะครับ

ประเด็นทีว่าแปลกนั้นอยู่ตรงนี้น่ะครับ คือ การติด ads ไว้ที่ด้านขวาของ website Blog แห่งนี้ไม่ได้ทำให้เกิดรายได้สักเท่าไหร่ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งแต่ก่อนผมทำการ track เพื่อทดสอบเป็นพิเศษว่า ถ้าหากว่ากดเห็น ads แล้วจะกดกันอย่างงั้นหรือ ผลก็คือ  … ไม่มีคนกดอะไรสักเท่าไหร่ แล้ว เพื่อความมั่นใจผมมีซื้อ ads ที่มี impression มากๆ เช่น website ที่ฝาก file ภาพ แล้วก็ให้แสดง ads นี้โดยผมจ่ายเงินต่อเดือนไม่มากนัก (เพื่อการทดสอบ) ก็ผลเป็นไปอย่างที่คาดก็คือ มันก็ไม่ได้ทำให้คนเข้ามาที่ website rackmanagerpro.com แห่งนี้มากนัก (เรียกว่าเป็นหลักสิบกันเลยดีกว่าตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ที่จ่ายเงินไป ก็หลักสิบหลักร้อยเท่านั้นน่ะครับ แหม ก็บอกแล้วว่ามันแค่ทดสอบเท่านั้นน่ะครับ จะจ่ายเยอะๆทำไมล่ะ เนาะ  .. ว่าปะครับ)

เพราะ ads แบบ Banner แบบนี้ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไหร่ ปัญหามีอยู่สองอย่างที่คาดว่ามันเป็นไปได้ก็คือ Ads มันไม่ดีไม่ได้ทำให้คนอยากกดแต่อย่างใด แม้ว่า สินค้านั้นๆจริงๆแล้ว คนทั่วไปก็ใช้ได้ และ ใครๆก็มีโอกาสเป็นคนซื้อได้ครับ หรือ อีกกรณีคือ คนที่ ads นี้ไม่ได้กลุ่มคนที่จะซื้ออยู่แล้วครับ นั้นเกือบจะทำให้ผมสรุปในทิศทางตรงกันข้ามได้ว่า การใช้ Contextual ads แบบ Google Adwords น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับสินค้าที่มีความต้องการเฉพาะ และ contextual แบบ content marketing ก็เป็นทางออกที่ดีมากๆทีเดียวสำหรับการ promote สินค้าหรือบริการใดๆครับ

แนวโน้มคือ คนที่เข้ามาแล้วอ่านเนื้อความ หรือไม่ได้อ่านเนื้อความจริงๆ แค่อ่านแบบ skimming เค้าก็จะเห็น content หรือเนื้อหาว่า ตาคนนี้มันบ้าบอ รู้อะไรเยอะในเรื่องนั้นๆ แล้วก็อย่างน้อยก็จะมีแนวโน้มเชื่อในคำบอกกล่าว หรือ review ของ Blogger นั้นๆได้มากกว่าคนอื่นๆครับ ซึ่งเป็นการตลาดแบบที่มีความคิดพื้นฐานว่า "คนที่พิมพ์เนือ้หา หรือบอกกล่าวแนะนำสินค้าหรือบริการเหล่านั้น ได้ผ่านการใช้งานสินค้าหรือบริการนั้นๆมาแล้ว และดีจริง จึงทำการบอกต่อ โดยไม่มีผลประโยน์อะไรอยู่เบื้องหลัง"  ความคิดพื้นฐานที่ว่า จะเป็น Default ความคิดเมื่อ search แล้วเจอเนื้อความที่อธิบาย how to การ review สินค้าหรือบริการ จาก website ที่ดูแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง เรียกได้ว่า จนทำให้ "เราเชื่อคนแปลกหน้า มากกว่า คนที่ทำ ads หรือโฆษณา หรือนักการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายกันแบบโจ๋งครึ่มกันเสียอีกครับ"

ความคิดพื้นฐาน ประโยคที่ว่า "… โดยไม่มีผลประโยชน์อะไรอยู่เบื้องหลัง" นั้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่อเมริกา โดยพวกคุ้มครองผู้บริโภคเค้าก็ออกกฏกันออกมาน่ะครับว่า ถ้าหากว่าเป็น link แบบกดแล้วได้ commission กันนั้นต้องบอกด้วยว่าเป็น affiliate link เพื่อให้คนที่หลงเข้ามาอ่านนั้นเข้าใจได้เลยว่า "มีผลประโยชน์ทางการเงินอยู่เบื้องหลังด้วยเช่นเดียวกัน" แต่มาถึงตอนนี้ผมก็เห็นคนที่ทำตามกฏนี้ไม่มากสักเท่าไหร่ หรือ ไม่เกินสัก 15% จาก link ที่ผมเห็นผ่านตาทั้งหมดน่ะครับ มีแค่บาง Blog เท่านั้นที่บอกว่ามันเป็น affiliate link ครับ จริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ควบคุมกันยากจริงๆน่ะครับเอาเป็นว่าถ้าหากว่าเค้ามีทางออกแล้วจริงๆ ผมก็คงจะได้มีโอกาสเอาบอกอีกรอบแล้วกันน่ะครับนั่น

อย่างไรก็ดี มี blogger หลายราย (จากการอ่าน feed ของ Blog เค้าเหล่านั้นน่ะครับ) เค้าก็บอกว่า แม้ว่าจะใส่เข้าไปว่า affiliate link บอกไปให้หมด คนที่ search เนื้อหาเข้ามาแล้วเจอ ก็ยังกดอยู่ดี เพราะ ถือได้ว่าเป็นการ fair ที่สุดว่า ถ้าหากว่ามีการแนะนำเนื้อหา (สินค้าหรือบริการ) ให้แล้ว แล้วเค้าเหล่านั้นเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์ก็ถือว่าเป็นการขอบคุณหรือขอบใจกับสิ่งที่ได้นำเสนอนั้นไปอยู่ดี คิดได้อย่างนี้จริงๆก็เป็น win-win situation ครับ ซึ่งผมก็ลองดูแล้วเหมือนกันครับ คือ มีคน add email msn ผมไว้เพื่อสอบถามว่าผมใช้ skype แล้วเสียงดีเหรอป่าว ผมก็บอกไปว่าเสียงดี ผ่าน msn น่ะครับแล้วผมก็บอกต่อไปอีกเยอะแยะน่ะครับ ( online msn ใน iphone น่ะครับระหว่างนั่งรถ) แล้วผมก็ตบท้ายด้วยว่า อืม .. จริงๆแล้วผม promote ให้เค้าเพราะว่าจะได้ค่า commission ด้วยน่ะครับ ยังไงถ้าหากว่าจะจ่ายเงินกันจริงๆ ก็กด link ผ่านหน้าเว็ปผมไปน่ะครับ และคำตอบก็คือ "ค่ะ.." แล้ววันนั้นก็มียอดการขายตามที่คนนี้เค้าบอกไว้ว่าจะซื้อจริงๆครับ

ผมว่า โดยรวมแล้ว การบอกว่ามันเป็น affiliate link ว่าได้ค่า commission ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะ คนคิดที่ว่า ถ้าหากว่าคุณให้ข้อมูลทีมีประโยชน์จริง ก็ควรจะได้รับ reward จากการแนะนำนั้นอยู่ดี (เพราะคนที่ซื้อก็ไม่ได้มีอะไรจะเสียเพิ่มอยู่แล้ว อยู่ดีน่ะครับ) อย่างน้อยก็ยืนยันได้นิดนึงว่า ที่พวก Blog ทำเงิน และ concept ที่เค้าโม้เอาไว้ที่ blog ของเค้าเหล่านั้นก็มาจากการทดสอบทดลองเรื่องจริงๆ ที่ผมก็มาพิสูจน์ได้ไม่ยากครับผม

เอาล่ะครับ หมื่นสองนี่ร่ายได้ซะยาวขนาดนี้ ดีนะไม่ต้องไปเปิดเป็น online course กันไปเลยก็อาจจะทำได้อยู่น่ะครับ ยังไงไว้จะลองดูมั่งน่ะครับ เพราะว่า การมี product เป็นของตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างหนึ่งครับ ว่าอย่างน้อย product นั้นอยู่ๆจะไม่หายไปเหมือนกับช่วงที่ skype เอา promotion ที่ผม promote ออกไปจากสารระบบครับ ..

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...