ออกแบบกระบวนการแบบนี้:ทายผลบอลเมื่อไหร่จะได้รู้สักทีว่าใครจะได้เป็นคนที่ถูกรางวัลกันล่ะครับ !

ไม่นานมานี้เราก็ผ่านช่วงเป็น World Cup fever กันไปแล้ว และแต่ละที่ก็มี campaign เพื่อให้ส่ง postcard เพื่อทายผลบอล แต่ป่านนี้ก็ยังไม่ได้ประกาศผลแต่อย่างใด ไม่รู้ว่ามันจะต้องรอนานแค่ไหน (ผมไม่ได้รออะไรหรอกครับ แต่ว่าผม่วาคนอื่นๆก็เยอะคนที่เค้ารอๆผลกันอยู่ครับ) ที่ช้ามากๆก็ไม่ได้เป็นเพราะเหตุผลอะไรที่สลับซับซ้อนมากสักเท่าไหร่  เพราะ จดหมายแต่ละใบนั้นถูกส่งเข้าไปกองรวมกัน โดยจะต้องให้คนทำการแยกแยะว่า postcard ทำนายผลบอลอันนั้น มันทำนายประเทศใดเป็นประเทศที่ชนะเลิศครับ วิธีการก็ไม่ยาก เป็นไปตามที่คนเราจะคิดออกก็คือ เมื่อได้ postcard มาเราก็หยิบ postcard แผ่นนั้นๆขึ้นมา แล้วก็หาดูว่าคนนั้นพิมพ์หรือเขียนอะไรไว้บนนั้นครับ อ่าน และแยกไปไว้ตามกอง ถ้าหากว่าเป็น “สเปน” ที่เป็นประเทศที่เป็นที่หนึ่งของการแข่งขันแล้วล่ะก็ ก็จะได้อยู่ในกองที่จะได้เข้าไปจับรางวัลกันอีกครั้ง ต่อไป ส่วนที่ทำนายผลเป็นประเทศอื่นๆ ก็เอาไปกองทิ้งรวมกันโดยจะต้องเอากระดาษเหล่านั้นไปทำการ recycle ต่อไป

กระดาษทั้งหมดหรือ postcard ที่ส่งเข้าเป็นมีเป็นปริมาณล้านใบหรือมากกว่านั้นมาก เพราะ ผมฟังข่าวแล้วเค้าบอกว่ารายได้จากการขาย post card เพื่อทำนายผลบอลนั้นมีมูลค่ายอดรวมที่สูงมากครับ แน่นอนว่า ถ้าหากว่ากระบวนการเป็นไปอย่างที่ผมเล่าให้ฟังจะต้องใช้แรงงานคนมากเท่าไหร่เพื่อทำการ อ่าน แยกแยะเพื่อให้ได้กองที่เป็น Spain แล้วเอาไปทำการจับรางวัลอีกครั้ง

กระบวนการนี้เป็นวิธีการที่ … สร้างงานให้กับน้องๆเยาวชน และคนว่างงานทั้งหลายเพื่อให้มีงานทำ (แยกขยะกระดาษ postcard ) แล้ว น่าจะประเมินปริมาณจำนวนแผ่น Post card ที่ส่งมาบอกว่า ทำนายผลเป็นสเปนว่ามีจำนวนทั้งหมดเท่าไหร่ (หรือจะทำให้เยอะกว่านั้นก็คือ ทำเป็น stats ไปเลยว่า คนส่งทายผลบอลแต่ละประเทศเท่าไหร่  .. ) ฟังดูเป็นเรื่องดีแท้ครับ ทุกคนมีเงิน ทุกคนมีงานทำ มีการกระจายรายได้เพื่อว่าจ้างแรงงานว่างงานเหล่านี้มาทำ part time กัน

แต่ก็อีกถ้าหากว่าผู้ที่จัด campaign นี้ไม่ได้ต้องการเสียเงินเพื่อสร้างงาน ไม่ได้ต้องการรู้ว่า มีคนส่งเพื่อทายผลแต่ละประเทศเป็นปริมาณเท่าไหร่ แล้วล่ะก็ กระบวนการดังกล่าวถือได้ว่าเป็น “ความสูญเสียอย่างยิ่งยวด” ครับ ลองคิดดูแล้วกันน่ะครับ ถ้าหากว่าเราต้องการที่จะจับรางวัลแค่ทั้งหมด 10 รางวัลและให้รางวัลเฉพาะคนที่เลือกประเทศสเปนมาเท่านั้นแล้วล่ะก็  .. จะมีวิธีการออกแบบกระบวนการทำงานแบบอื่นเพื่อให้ได้ผลนี้เหมือนกัน แค่ว่าภาพลักษณ์อาจจะดูไม่ดีเท่านั้นเอง ไม่ได้มีรูปกองขยะ post card ให้เห็นว่าคนที่ทายสเปนมีกี่มากน้อยกัน

วิธีการที่น่าจะทำก็คือ ถ้าหากว่าแผ่น post card ทั้งหมดมีการปนกันแล้ว (มันก็มีอีกวิธีที่แยกไว้แต่แรกเลยซึ่งก็ทำได้เช่นเดียวกัน เป็น concept เดียวกับการแยกประเภทขยะ จะทำให้ไม่มี work load ที่โหดร้าย ณ node การทำงานที่เดียวกันแบบรวบยอด) เมื่อมันปนกันหมดแล้ว เราก็ทำการจับรางวัลมันขึ้นมาเลยน่ะครับ ถ้าหากว่าจับแล้วบอกว่า มันไม่ได้เป็นสเปน ก็ให้จับต่อไปจนกว่าจะเป็นสเปน และคนๆนั้นก็จะได้รางวัล ก็เท่านั้นเองครับ จะสังเกตได้ว่าวิธีการนี้ จะลด word load ในการแยกไปทั้งหมด เพราะว่า เราต้องการคนที่เลือกประเทศสเปนทั้งหมด 10 คนเท่านั้น ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะไม่เกิน 5 นาที (ถ้าหากว่าหยิบอ้อยอิ่ง และ ประกาศชื่อแบบอ้อยอิ่งด้วยเช่นเดียวกัน)

โดยรวมแล้ว ถ้าหากว่าเราต้องการออกแบบกระบวนการใดๆ ลองนึกๆดูเสียหน่อยว่า ข้อมูลใดๆที่เราต้องการ หรือผลใดที่เราต้องการให้เกิดการบรรลุ ข้อมูลที่มากกว่านั้นมีความจำเป็นหรือไม่ แล้วลองดูว่าจะมีวิธีการลดงานได้อีกหรือไม่ครับ จะได้ไม่เกิดงานที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ให้คุณๆได้ทำกันครับผม

ว่าด้วยเรื่อง IKEA EFFECT และการลงแรงกับการรอคอยที่ทำให้มูลค่าสินค้าเพิ่ม

ikea effect building box

วันก่อนน้องผมเค้าคุยกันเรื่องของกิน ก็มีอ้างอิงไปถึงร้าน … ยาโยอิ (มั้ง) ผมจำชื่อแน่นอนไม่ได้แต่ว่าเป็นร้านอาหารที่คนที่ตระกูล MK เข้ามารุกตลาดอาหารญี่ปุ่นแบบเหมือนกับที่นายตันกำลังทำอยู่ แต่เอาล่ะครับประเด็นที่ผมจะมาว่าให้ฟังมันไม่ได้เกี่ยวกะว่าใครเป็นเจ้าของอะไรหรือว่าใครทำอะไรอร่อยไม่อร่อยหรอกครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ร้านยาโยอิ เป็นร้านที่เน้นความเร็วในการเสริ์ฟอาหาร เป็นพิเศษ ถ้าหากว่าฟังสโลแกนเค้าก็จะรู้อยู่แล้วว่า  .. ประมาณว่า “เสริ์ฟร้อน อร่อยเร็ว” ซึ่งเรื่องความเร็วไม่ได้เป็นสิ่งที่โดนเอามาโชว์หลามากขนาดนี้มาก่อน แต่ก็ ..ยาโยอิก็เป็นจ้าวแรกน่ะหละเท่าที่ผมรู้ที่คิดว่า ความเร็ว ! เป็นสิ่งที่เอามาเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารญี่ปุ่นได้ (ซะงั้น)

ลองคิดกันให้ดีว่า เราไปกินอาหารญี่ปุนไม่ได้คาดหวังความเร็วในการได้มาซึ่งอาหารสักเท่าไหร่ ถ้าหากว่าคาดแบบนั้น อาจจะต้องวางฟอร์มให้เป็นแบบอาหาร Fast Food เสียมากกว่า เห็นอาหารที่พร้อมสำเร็จแล้ว แล้วเราก็เลือกว่าอยากจะกินอะไร ถ้าหากว่าเลือกแล้ว ก็แค่ไปหยิบมาใส่ถาดเอาให้เท่านั้นเอง หรือว่าแค่หยิบๆ ตักๆ เล็กๆน้อยๆ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว จะกินอาหารแบบนี้ผมก็ไม่ได้คาดหวังถึงความเร็วสักเท่าไหร่ แต่คนที่คาดหวังความเร็วกลับเป็น เจ้าของร้านอาหาร หรือเจ้าของธุรกิจร้านอาหารเองเสียมากกว่าครับ

ถ้าหากว่าเราคิดแบบอุตสาหกรรม การที่คนเข้าและออกร้านได้มากขึ้น ต่อเวลา หรือมีคิวต่อแถวเพื่อรอสั่งอาหารให้น้อยที่สุดเอาไว้จะเป็นการดีที่สุดเพื่อให้ร้านอาหารทำกำไรต่อเวลา หรือต่อวันได้มากขึ้น แต่ว่านั่นมันเป็นคณิตศาสตร์ครับ ซึ่งโลกแห่งความเป็นจริงจะมีความซับซ้อนกว่านั้นอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจได้ไม่ยากเช่นเดียวกัน ลองคิดดูน่ะครับถ้าหากว่าร้านคุณไม่มีคนต่อคิวเลย คิดแบบสุดโต่ง ทุกคนกินแล้วนั่งโต๊ะอาหารแล้วกรอกเข้าปากหมดทันทีเมื่อถึงโต๊ะ แปลว่า ภาพร้านอาหารร้านนั้น ถ้าหากว่าโต็ะไม่ได้น้อยจริงๆ ก็จะทำให้ร้านอาหารดูบางตาไปถนัดตาทั้งๆที่คนเข้าร้านต่อเวลาเยอะ แต่แท้ที่จริงแล้ว มันจะคิดได้สองทางคือ ถ้าหากว่าคิวน้อยคนที่ร้านน้อยแปลว่า Lead ก็มีโอกาสน้อยลงได้ด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าร้านคุณไม่ได้เป็นร้านที่เป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่หรือว่าคนที่ไม่เคยกินมันเยอะ หรือในทางกลับกันก็คือ คนที่กินเป็นขาประจำมันน้อย (อยู่) เรื่องที่คนอยู่ในร้านน้อยจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ เพราะ จะเสียโอกาสที่คนเดินผ่านแล้วเข้ามากินที่ร้านเพราะว่าคิดว่าคนอื่นไม่กินเราก็ไม่น่าจะต้องไปกิน ดูเหมือนว่าร้านนั้นคนจะรู้กันว่ามันไม่อร่อยทำให้ไม่กล้าเข้าไปกิน และนี่ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งสำหรับคนปกติที่เค้ามองว่าร้านไหนน่ากินหรือไม่น่ากินครับ (ผมก็คิดประมาณนี้เหมือนกันเวลาเลือกร้านอาหารที่มีให้เลือกร้านมากๆอยู่ในย่านเดียวกัน)

คนที่คิดแบบอุตสาหกรรมก็จะต้องคิดว่าถ้าหากว่าคิวยาว จะเสียลูกค้าอีกประเภทก็คือ คนที่คิดว่าคิวยาวจะไม่ไปต่อ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้คุ้มค่าในการรอสักเท่าไหร่ คนเหล่านี้จะเป็นคนที่เคยกินแล้วครับ เค้าถึงได้รู้ว่ามันคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าในการรอ

เพราะฉะนั้นคุณต้องคิดเสียก่อนว่า คุณเป็นร้านค้าหรือร้านอาหารที่อยู่ในสภาวการณ์แบบใด เป็นร้านที่คนกินส่วนมากเป็นคนที่กินเป็นขาประจำแล้ว หรือว่าเป็นร้านที่เปิดใหม่เป็น Brand ใหม่คนส่วนมากไม่ได้เคยกินมาก่อน หรือว่าเปิด ณ ย่านอาหารใหม่ๆที่ไม่ค่อยมีคนที่รู้จักร้านเราสักเท่าไหร่ แล้วจึงเลือกเงื่อนไขว่า .. ร้านควรจะมีคนอยู่ในคิวเพื่อให้ได้อาหารมากน้อยแค่ไหนกันครับ อาจจะฟังดูแปลกๆแต่ว่า การรอก็มีมูลค่าในตัวเหมือนกันน่ะครับ อ่านต่อไปแล้วผมจะโม้ให้ฟังว่าทำไมการรอมันมีมูลค่า

การรอมีคุณค่า เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการอย่างงั้นหรือ ?

concept นี้ไม่ได้เป็นแนวคิดอะไรใหม่แต่อย่างใดครับ ทีว่าการรอเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการบางประเภท (แต่ยาโยอิก็จะลดมันน่ะครับอาจจะมองไม่เห็นว่ามันมีค่าครับ) กลับมาที่ยาโยอิอีกครั้งดีกว่าว่ามันเกี่ยวกันยังไง นอกจากยาโยอิ เอาเรื่องความเร็วมาเป็นแนวคิดในการโปรโมตแล้ว ( ไม่รู้ว่าได้ผลเหรอป่าว เพราะว่าไม่ได้ข้อมูลว่าคนรู้สึกว่าเร็ว ..ดีอย่างงั้นเหรอป่าวน่ะครับผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ) แต่การสำเนียงรู้จากตัวอย่าง (คือน้องผมเอง) เค้าบอกผมว่า อืม .. มันเร็วเหมือนกับเป็นการเอาเนื้อที่กึ่งสุกหรือทำสุกมาแล้วแค่เข้าไปใส่ใน microwave แล้วก็เอามาใส่จานร้อนให้เรากินก็เท่านั้น ประมาณว่า ทำไมต้องเป็นจานนั้น ก็เพื่อที่จะได้ทำการกลบเกลื่อนสภาพของการทำสำเร็จรูปมาแล้ว ให้ดูเจือจางลงได้บ้าง แต่ก็อีกคุณไม่อาจจะกลบมันได้ถ้าหากว่าคุณยังเสริ์ฟได้เร็วเป็นหลักสามนาทีแบบนี้ครับผม

โดยรวมแล้วคุณอาจจะต้องเห็นภาพสักหน่อยว่า ความเร็ว เป็นมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหรือบริการของคุณหรือไม่ครับ เช่น ลองจินตนาการดูซิครับว่า ถ้าหากว่าโปรแกรมหมอดูที่เลือกๆไพ่ยิปซี (หรือเป็นแบบตัวเลขใดๆก็สุดแล้วแต่) แค่กดๆแล้วเมื่อกดขอผลการทำนายแล้วมันโหลดแสดงเนื้อหาคำทำนายออกมาทันที กับอีกกรณีที่เอาคนมาเปิดตำราที่มีตรรกะในการแสดงผลคำทำนายที่เหมือนกัน (software ที่ทำนายผลพวกนี้ก็เอามาจากตรรกะเหล่านี้จริงๆน่ะหละเค้าก็ไม่ได้มั่วมาหรอกน่ะครับ) ทั้งสองจะทำนายให้ผลที่เหมือนกันในทุกๆกรณี แต่ถ้าหากว่าเป็นคุณ คุณก็จะเริ่มเห็นแล้วว่า “มูลค่า” ระหว่างที่เราต้องมารอให้หมอแกเปิดตำราแล้วเขียนเลขบวกลบคุณหารนั้นเพื่อให้ผลทำนายนั้นมัน มากกว่า แบบที่กรอกข้อมูลเข้า computer แล้วเมื่อกด submit แล้วแสดงผลออกมาทันทีไม่ถึงเสี้ยววินาที

ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกที่ทำ program หรือว่า coding website เพื่อบริการอะไรสักอย่าง คนที่เป็น user จะรู้สึกว่าการประมวลผลครั้งนั้นๆมันมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อ user จะต้องรอสักหน่อย แล้วมีคำอะไรที่สื่อว่า “ระบบได้มีการลงแรง หรือออกแรง” ให้คุณ user ได้เห็นผลนั้นจะดูมีมูลค่าขึ้นเป็นกองมันเทียบกับการที่กดปั้มแล้วผลออกมาทันทีครับ

จากกรณีตัวอย่างที่ผมเปรียบให้เห็นว่า “การรอ เป็น มูลค่า” ที่ลูกค้ารับรู้ได้ไม่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอะไรเพราะว่าคุณก็รับรู้ได้  เราๆท่านๆก็รู้สึกได้ แต่จะเอามาประยุกต์คิดในการ design ประสบการณ์ลูกค้าอย่างไรมากกว่าที่เป็นประเด็นที่ต้องคิด ขอให้รู้ว่า “เร็วไม่ได้แปลว่าดี” ในทุกๆกรณีไปน่ะครับ

ผมอยากจะพูดกว้างออกไปกว่าเรื่องการรอว่าเป็นมูลค่าครับ เพราะแท้ที่จริงแล้ว มูลค่าถูกรับรู้ได้จากแรงงานที่ระบบ หรือ คนที่ได้ใส่ลงไปเพื่อให้ได้ผลงานอย่างใดอย่างหนึ่งครับ เวลาที่ต้องรอ นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเรื่องทั้งหมดที่ผมกำลังพูดถึงครับ สิ่งนี้ได้ถูกตีแผ่ผ่านบริษัท IKEA ที่คุณอาจจะรู้หรือเคยได้ยินมาบ้าง นั้นคือ “IKEA EFFECT” กลไกของความรู้จักทางจิตที่สะท้อนถึงคุณค่านั้นถูกใช้ในการตลาดแบบเต็มๆ และเป็นการเพิ่มกำไรให้กับบริษัทอีกต่างหาก (อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้) สินค้าพวกนี้เป็นสินค้าที่ต้องมาให้คนซื้อประกอบเอง วัฒนธรรมฝรั่งจะชอบทำอะไรเองอยู่แล้วเป็นลักษณะของ DIY เพราะเค้าเหล่านั้นมองแรงงานของคนอื่น และตนเองนั้นมีมูลค่าครับ (ไม่ใช่เฉพาะแค่เวลาครับ) ผมว่าคุณน่าจะพอทราบว่า ที่อเมริกานั้น แรงงานฝรั่งแท้ๆถือว่าเป็นแรงงานชั้นแพง แค่จ้างไปทำความสะอาดบ้านหรือว่าจ้างไปเป็นเด็กเสริ์ฟก็แพงแค่ไหนแล้ว ทำให้แรงงานจากประเทศที่มองเรื่องแรงงานเป็นเรื่องที่คุณค่านั้นน้อยกว่าเข้าไปทำงานแทนทีเพื่อให้เจ้าของร้านจ่ายเงินน้อยหน่อย หรือว่า ต้นทุนในการดำเนินการผลิตหรือให้บริการนั้นถูกหน่อยครับ ถ้าหากว่าคนเค้าคิดแบบนี้แปลว่า ถ้าหากว่าสินค้าเฟอร์นิเจอร์เอามาแล้วก็ต้องประกอบเอง มันจะเป็นเรื่องที่ว่า .. ประกอบแล้วก็ต้องภูมิใจเอารูป upload facebook กันให้เพื่อนๆได้เห็น แล้วรู้สึกได้ว่า สินค้านั้นๆมันมีมูลค่ามากขึ้นกว่าความเป็นจริงมากนัก ทั้งๆที่ต้นทุนของ seller นั้นน้อยลงไปมากมายเพราะตัดเรื่องการประกอบออกไปแล้วให้ Buyer หรือ Consumer เอาไปจัดการเองก็แล้วกันนะ เรียกได้ว่า ต้นทุนลด มูลค่าเพิ่ม ทำให้กำไรเพิ่มได้อย่างไม่ต้องคิดมากครับ

การที่ลูกค้าได้ customize หรือ Design อะไรบางอย่างเข้าไปก็เป็นการเพิ่ม load งานให้กับลูกค้าเพื่อผลิตสินค้านั้นๆ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ทำให้มูลค่าดูมากขึ้น (ในสายตาของลูกค้าเอง) ถ้าหากว่าคุณฉลาดพอที่จะออกแบบให้ลูกค้ามีโหลดงานมากขึ้นแล้วมูลค่าที่รับรู้เพิ่มแต่โหลดงานของคุณไม่ได้เพิ่มแค่อย่างใดได้นับเป็นเป็นแนวทางที่ฉลาดสุดๆครับ เช่น ถ้าหากว่าคุณขายรองเท้า คุณอาจจะให้ลูกค้าเลือกได้ว่าตัวที่ติดด้านหน้าจะเอาอะไรติด สีจะเป็นสีอะไร แล้วจะเอาส้นสูงเท่าไหร่ แต่จริงๆคุณก็มีสินค้าเท่านั้นประเภทอยู่แล้ว แต่เหมือนกับแค่ว่าลูกค้าต้องมานั่ง customize มันครับ ทั้งๆที่จริงๆเป็นแค่การเลือก Final product เท่านั้นเองก็เป็นไปได้ครับ ส่วนมูลค่ามันจะเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน ก็แล้วแต่ว่าสินค้าเป็นสินค้าอะไรเสียมากกว่าครับ

โดยสรุป ผมอยากจะบอกว่า มูลค่าที่เพิ่มขึ้นนั้น คุณอาจจะต้องเพิ่มหรือลดแรงหรือเวลาที่คนซื้อกระทำกับสินค้าหรือบริการนั้น ให้เหมาะสม วิธีคิดก็ไม่ยากเท่าไหร่ คือ คิดซะว่าถ้าหากว่าคุณเป็นคนออกแบบการไหลของประสบการณ์ลูกค้า หรือพวก contact point ที่ลูกค้าจะต้องรับรู้ แล้วดูซิว่า ลูกค้าต้องทำอะไรบ้าง แล้วลองคิดว่าถ้าหากว่าเพิ่มเวลารอ หรือลดเวลารอ หรือลดแรงงาน หรือเพิ่มแรงงานเข้าไป มันจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการของคุณหรือไม่ ก็เท่านั้นเอง ขอให้รู้ไว้ว่า เรื่องแบบนี้แนวคิดแบบนี้ ก็มีอยู่ในโลกก็แล้วกันครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • สโลแกน ikea
  • ยาโยอิ ISO ที่ได้รับ

เพิ่มสติในการใช้งาน internet ในที่ทำงานทำยังไง

ใช้ internet ทำให้คนเราโง่อย่างงั้นหรือ?
น้องผมเค้าบอกผมมาว่า “อ่านทความนึงเค้าว่า .. คนที่ใช้ internet ทำให้ความฉลาดด้อยลงไป..” ผมฟังแล้วก็ ฟังหูไว้หูน่ะครับเพราะว่าผมไม่คิดว่าตัวผมเองที่ใช้งาน internet มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ตามสัดส่วนของ internet speed ที่มากขึ้น และอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวผมมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดซะทีเดียวว่า มันทำให้ผมโง่ลงตามเวลา


Chat ทำให้ฉลาดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ?

บังเอิญว่าผมก็ไม่ได้รับ link ของบทความแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าให้ผมมองในมุมของผมเองแล้วนั้น “การใช้งาน internet จะทำให้คนมีจิตที่ติดกันมากขึ้น” ที่ว่าจิตติดกันมากขึ้นมันมีเหตุผลมาตั้งแต่สมัยที่ Thaipoint ดังเพราะเป็นระบบ chat แรกๆตอนที่ผมอยู่ ม.2 แล้วล่ะครับ ต่อมาผมก็ utilize การ chat เรื่อยมาครับ


จิตติดกันมากขึ้นหมายถึง .. อะไร ?

ตรงประเด็นง่ายๆ คือ คนคิดถึงกันได้มากขึ้นครับ เพราะ internet ้เป็นประเภทหนึ่งของการสื่อสารเท่านั้นเอง การสื่อสารด้วย text เสียง เนื้อความ email และอื่นๆอีกมากมายที่ใช้อยู่ครับ ยกตัวอย่างชัดๆกันเลยดีกว่า คุณคงแปลกใจว่า ทำไม BB หรือเจ้าแบรคเบอร์รี่มันถึงได้ขายดีเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับ mobile phone ต๊อกต๋อยเหมือนๆกัน ผมต้องบอกว่ามือถือพวกนี้มัน low tech เมื่อเทียบกับ smart phone เอามากๆน่ะครับ เรียกว่ามันไม่ได้ฉลาดอะไรแต่ มันฉลาดที่ทำให้คนมีจิตคนต่อติดถึงกันได้มากขึ้นจาก promotion ที่จำเป็๋นต้องใช้ครับ เพราะ BB นั้นขายได้เพราะ การ online ในระบบ chat ของ BB เองที่แยกจะระบบอื่นโดยเด็ดขาด เราคุยกันได้มากขึ้นกว่าเก่าแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน คือ เมื่อคุณรถติดไฟแดง คุณก็พิมพ์ text ไว้ (เหมือนกับ SMS แต่ว่ามันยาวได้ไม่อั้นเท่านั้นเอง) แล้วอีกฝ่ายปลายทางก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเดี๋ยวนั้น เค้าอาจจะนั่งอึอยู่ในห้องน้ำ หรือปฏิบัติกิจอะไรอยู๋ก็ได้ แค่มี time delay นิดหน่อยในการตอบเท่านั้นเองครับ
มีคนบอกผมว่า พอใช้ BB ต่อเน็ตแล้ว online msn ตลอดแล้วแอดผมไว้ ก็จะออกอาการราวกับว่า ไปไหนมาไหนก็เหมือนผมไปด้วยเลย อย่างงั้น (เพราะว่าผมก็ทำงานหน้าคอมและก็ online เยอะน่ะครับ) ซึ่งผมก็ว่า เป็นไปได้ที่จะรู้สึกอย่างงั้นครับ เพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้จิตเชื่อมต่อกันนั่นเอง
ย้อนกลับมาประเด็น การ chat เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้งาน internet และแน่นอนว่ามันก็เป็นแค่การสื่อสาร ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้คนโง่ลงแต่อย่างใด งั้นไปดูประเด็นอื่นต่อว่าใช้งาน internet แล้วโง่ลงได้ด้วยประเด็นอะไรมั้ย ?


Google ทำให้โง่ลงอย่างงั้นหรือ ?

ประโยคแรกๆเวลามีคนถามอะไรแล้วผมไม่รู้คือ “ไม่รู้.. ถามกูเกิ้ลดู..” ทำให้คนเราฉลาดน้อยลงหรือไม่ ถ้าหากว่าองคิดกันดีๆแล้ว Google ทำให้คนฉลาดมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะต้องการรู้อะไรก็จะสามารถที่จะรู้ได้ทันควัน ถ้าหากว่ามี iPhone ต่อเน็ตตลอดแล้วไซร้อยากรู้อะไรก็จะรู้ได้ทั้งหมด ยิ่งกว่ามีสาระนุกรมติดตัวหลายเท่าตัวนัก แล้วอย่างงั้นแปลว่า ผมจะอ่านหนังสือน้อยลง หรือ สนใจเรื่องประวัติศาสตร์น้อยลงหรือ ไม่หรอกครับ เพราะคนที่สนใจเรื่องอะไรแล้ว ก็จะ Google ในสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆได้มากขึ้นกว่าการไม่มี Google เป็นอันมาก เอางี้น่ะครับถ้าหากว่าผมไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์อะไรอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับพวกนั้นอยู่ดี ไม่ว่าจะมี Google หรือไม่มี Google ก็ตามทีครับ ถ้าเปิดเจอบนทีวีก็จะเปลี่ยนช่องเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย คืดอย่างงั้นจริงๆน่ะครับ เรื่องอะไรที่ไม่สน เราก็จะไม่เอามาใส่ใจแม้แต่น้อย
ผมชอบคิดเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมด เพราะมันเป็นไปไม่ได้โลกเรามี information มากเกินกว่าที่เราจำเป็นต้องรู้มากนัก คุณมีสิทธิในการเลือกรับข้อมูลได้ และ Google ก็ไม่ได้ทำให้คณอ่านน้อยลงแต่อย่างใด เพียงแต่มันเปิดให้คุณอ่านข้อมูลที่เชื่อได้น้อยลง ด้วยแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นทางการได้มากขึ้น ศึกษาเรื่องราวต่างๆได้ผ่านทุกแง่มุมกว่าเก่ามากนัก ฟันธงเลยครับว่า Google ไม่ได้ทำให้คนใช้งาน Google ฉลดน้อยลงแต่ประการใด


Blog Feed ทำให้สมาธิ (แหล่งที่ทำให้เกิดปัญญาตามวิถีพุทธ) น้อยลงมั้ย ?

คนอ่าน Blog พิมพ์ Blog อย่างผมก็รับ Feed มากกว่าปกติมากนัก แต่เวลาที่เอามาอ่านเป็น surplus time หรือเป็นพวกส่วนเกินที่คุณไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ด้วยครับ เช่น อ่าน Feed ใน iPhone ตามเดินทาง รอคิว หรือแม้กระทั่งเดินเล่นช้าๆ เพื่อเป็นการออกกำลังกาย แน่นอนว่าอ่านเยอะขึ้น มันเป็นการทำให้รู้รอบ รู้กว้างกว่าเดิม และเป็นเหตุทำให้ฉลาดขึ้นได้นั้นเองครับ
แต่ประเด็นที่มีการตีโจทย์คือ เนื่องจาก Blog content ส่วนมาก แต่ละเรื่องจะมีเนื้อหาที่ไม่ยาวมากนัก ไม่เหมือนกับหนังสือ ประเด็นนี้มีความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นครับ เพราะ หนังสือก็คือ การเอาความคิดมาเรียบเรียงเข้าเรื่อง เข้าเล่มและจัดระเบียบ หมวดหมู่ให้กับมันเท่านั้นเอง (ยกเว้นพวก fiction หรือเรื่องแต่งทั้งหลายแหล่นะครับซึ่งผมไม่อ่านครับ ไม่ใช่แนว) หรือ มองให้สุดขอบกว่านั้นได้ไม่ยาก หนังสือก็เหมือนกับการเอาเนื้อ Blog มาพิมพ์เรียบเรียงต่อกันไป หรือทางกลับกัน หนังสือสามารถแยกเป็น blog content ได้ถ้าอยากจะทำครับ
ผมเห็นหนังสือหลายเล่มที่แต่งโดย Blogger หรือ writer ที่พิมพ์ Blog ออกมาด้วยทั้งหมดเป็นพวกนักคิดแทบทั้งสิ้น ซึ่งไม่ว่าสื่อนั้นจะออกมาเป็นรูปแบบ Blog ผ่าน Feed ที่มีเนื้อหาสั้น (แต่จะไม่สั้นเลยถ้าเอามาต่อเรียบเรียงรวมกัน) หรือเป็นหนังสือออกมาเพื่อจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ (สำหรับฝรั่ง) ขอให้แค่อ่านได้มากที่ขึ้นบนเวลาที่คุณไม่เคยอ่านได้มาก่อนเท่านั้นก็จะเป็นการเพิ่มพลังฉลาด เพิ่มทักษะการคิดเรื่องราวที่ซับซ้อนได้มากขึ้นแล้ว เพราะงั้นแล้ว FEED ไม่ได้ทำให้คุณฉลาดน้อยลงแต่ประการใด
ส่วนเรื่องของสมาธินั้น มีเหตุว่า เนื่องจากเนื้อหา Feed สั้นทำให้คนอ่านเกิดสมาธิได้น้อยลงไป และความอดทนในการอ่านลดน้อยลงไป ไม่สามารถที่จะอ่านเนือความยาวๆได้เหมือนแต่ก่อน ก่อนที่จะมีระบบ Rss Feed อันนี้ก็เป็นความเห็นน่ะครับว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่ ผมก็ยังอ่านหนังสือได้ด้วยสมาธิที่จะหลับจะหลับเหมือนเดิม (อ่านก่อนนอน) แล้วก็ไม่ได้รู้สึกวอกแวกแต่อย่างใด อันนี้ถ้าหากว่าจะพิสูจน์ได้ต้องออกแบการทดสอบอย่างจริงจังว่า สมาธิที่สั้นลงจะนิยามว่าอย่างไร และ ทดสอบได้อย่างไรกันครับ


Twitter และ Facebook เป็นตัวก่อกวนสมาธิในการทำงานมั้ย ?

อันนี้ผมว่ามันเป็นทางเลือกมากกว่า แล้วแต่คน เพราะถ้าหากว่าเค้ารับ Twitter หรือเปิด Facebook ตอนทำงาน หรือ ตอนที่สมองกำลังแล่นอยู่ หรือ มีสมาธิกับอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างงั้นก็เป็นการทำลายสมาธิตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัยอยู่แล้วล่ะคับ แต่ก็อีก คนเราเมื่อคิดอะไรบางเรื่องอยู่ เราก็จะคิดได้แค่เรื่องเดียว ณ เวลาหนึ่งๆได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะคิดสองอย่างสองอารมณ์ได้ในเวลาเดียวกันแต่อย่างใด เน้นก็หมายถึงว่า เมื่อมีคน Twitter มาแล้วเราอยู่ในสมาธิกับงานใดอย่างหนึ่ง เราอาจจะเลือกปิด Twitter ไว้แต่แรกอยู๋แล้วก็ได้ หรือถ้าหากว่าเปิดไว้เราก็อาจจะต้อง ..มองข้ามมันไปไม่ได้ใส่ใจอะไรครับ เท่านั้นก็จะทำให้พวำทวีต มาทำอะไรเราได้น้อยลงไปอีกน่ะครับ


การจด Note ไว้ในมือถือและ Evernote ทำให้เราจำอะไรน้อยลงอย่างงั้นหรือ ?

ผมคิดว่ามันไมได้ทำให้เราโง่หรือว่าใช้สมองน้อยลงหรอกครับ สมองเรามันแบ่งออกเป็นส่วนของความจำระยะยาว และ ความจำระยะสั้นอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลอะไรที่มันจำสั้นๆ แบบไม่จำเป็น มันก็จะหายไปอยู่ดีนั้นแปลว่า ถ้าหากว่าเราจดเอาไว้แทนจะทำให้ความจำ หรือข้อมูลนั้นอยู่กับเราแม้ว่าเราจะลืมไปแล้วก็ตามครับ เรียกว่า เป็นการจัดการข้อมูลได้ฉลาดกว่าครับ แต่ก็อีกการจดใน Evernote แนะนำว่าต้องพิมพ์ tag หรือ keyword ที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเราจะกลับมาหาเราจะค้นหาด้วยคำว่าอะไร เพราะ ลักษณะการจดใน Evernote จะไม่ได้มีการตั้งเป็น folder ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบ เพราะเรื่องราวใดๆ มันจะเยอะมาก มากขนาดที่ว่าเราไม่สามารถที่จะใช้ระบบการตั้งชื่อ Folder เพื่อแยกเรื่องได้ทั้งหมดเพื่อให้ครอบคลุมการใช้ข้อมูล แต่ระบบการพิมพ์ tag หรือพิมพ์เนื้อหาหรือคำที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเป็นเราจะมาค้นหา เราก็จะมาค้นหาด้วยคำนี้ จะทำให้เราเจอเนื้อความหรือ Note ที่เราจดได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรครับ
เอาล่ะครับบนมาเสียตั้งมากมายโดยรวมแล้ว ผมมองว่าการใช้งาน internet และ Tools ใดๆที่มี เราต้องรูจักเลือกที่จะใช้และเข้าใจที่จะใช้มันได้อย่าง make sense กับตัวเราเองให้มาก ผมไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดหรอกว่า คุณควรจะใช้มันอย่างไร เพราะมันก็แล้วแต่ Life Style ที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถในการคิดใช้งาน (utilize) อุปกรณ์เหล่านี้ครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้อินเตอร์เน็ตในที่ทำงาน

ทดสอบ Default Theme ของ WordPress 3.0

Twenty Ten Theme wordpress
ผมกำลังคิดว่าอยากจะหา Theme WordPress ใหม่มาใช้งานกับ rackmangerpro.com จากเมื่อก่อนดูอาการแล้ว มันจะโหลดช้ามาก แม้ว่าจะไม่ได้มีเนื้อหาที่เป็นภาพอะไรให้เห็นหรือให้โหลดมากมายที่หน้าแรกครับ มีช่วงนึงที่คนบอกใน internet กันหนาหูเอามากๆ ว่า วิธีการประเมินคิดที่จะให้ Google Bot เข้ามาเก็บเนื้อหา และ เข้ามาให้อันดับ website เพื่อให้ได้ PR ที่ดี มันจะมีการพิจารณาถึงความเร็วในการเปิดหน้า website ด้วย หลักการนี้ผมว่า  .. Google เค้าก็คิดอย่างงั้นมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วอย่างไม่ต้องบอกกันให้จะๆก็ได้ ครับ ก็สังเกตดูซิครับว่าหน้าแรกของ Google มีอะไรกะเค้าซะที่ไหนกันล่ะครับ
นั้นแปลว่า ถ้าหากว่าคุณจะเลือก Theme สัก Theme เพื่อเอามาทำ Blog คุณก็อาจจะดูๆซะหน่อยว่าเมื่อ เอา Theme ครอบ WordPress ของคุณแล้วมันจะไม่ได้ทำให้หน้าแรกของคุณโหลดช้ามากนัก
นอกจากนี้เรื่องความช้าในการโหลดหน้าแรกอาจจะเป็นเรื่องของการใช้ Plug in ที่ใส่เข้าไปเยอะๆ แต่ก็ไม่ได้ใช้มันเท่าไหร่ครับ ผมสังเกตว่าตอนนี้ผมทำการทดสอบ Theme ใหม่ เป็น Default ของ WordPress verion 3.0+ ขึ้นไป มันจะไม่มีอะไรเลย หรือ แทบไม่มีอะไรเลย มีแค่ภาพ Header ด้านบนเท่านั้นเองนอกนั้นก็จะเป็นเนื้อหาของเราแล้วทั้งหมดครับ Column เป็นแบบ Two Column ครับที่ใส่ Widget เข้าไปได้ (แต่ผมก็ไม่ได้เอาอะไรไปใส่เพิ่มน่ะครับ) เพื่อดูอาการว่ามันจะโหลดเร็วกี่มากน้อย
สรุปผลคือ เพราะผมไม่ได้มี install Plug in อะไรเลย (เรียกว่าล้างบาง) แล้วก็ใช้ Default Theme WordPress ที่ชื่อ “Twenty Ten” มันก็เร็วดีครับ
เอาเป็นแค่อยากจะย้ำไว้เฉยๆว่า ตอนที่เลือก Theme พยายามเลือกอันที่คาดว่าจะโหลดได้เร็ว เพราะ ความเร็วเป็นประเด็น Google สนใจเพื่อจัดอันดับให้กับ webpage หรือ web Blog ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ก็แล้วกันครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • wordpress แก้ default theme

บอกพิกัด GPS จาก Google Maps แล้วไปกรอกใส่เครื่อง GPS

Google Maps GPS location decimal

ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ใช้ GPS เพื่อเดินทางไปไหนมาไหนแล้วคุณจะรู้เลยว่า point of interest (POI) หรือตำแหน่งที่ GPS ให้มามันจะใช้ไม่ได้อย่ครอบคลุมตามใจนึกสักเท่าไหร่ สิ่งที่ผมทำก็คือ ต้องทำการค้นหาตำแหน่งใน Google maps อีกครั้ง หรือ ถ้าหากว่าคุณจะไปต่างจังหวัดเยอะที่คุณก็ต้องทำการบ้านเอาไว้ก่อนอยู่แล้ว ตำแหน่งที่จะไปมันอยู่ที่ไหนแล้วก็จดออกมา หรือ export ออกมาเป็นพิกัดแล้ว ก็ค่อยกรอกเข้าไปที่แผนที่อีกครั้งก็ได้

โดยมากแล้วระแบบแผนที่ทุกเครื่องจะมีให้กรอกเป็นระบบพิกัดที่เรียกว่า decimal ซึ่งผมว่าเป็นระบบพิกัดที่อ่านแล้ว Get ภาพมากที่สุด และ เป็นระบบที่กรอกข้อมูลได้ง่ายและเข้าใจสื่อสารได้ตรงกันมากที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับระบบพิกัดในรูปแบบอื่นๆ

ดังนั้นแล้วเราก็ต้องอยากรู้ว่าจะเอาตัวเลขพิกัดแบบ decimal นี้ออกมาจากตำแหน่งในแผนที่ Google maps ได้อย่างไรกัน วิธีการมันก็ไม่ไำด้ยากเย็นอะไร (แต่ว่ามันก็เพิ่งจะมีครับวิธีการนี้) คือ ให้เข้าไปที่ หน้า Google maps แล้วก็ที่ด้านซ้ายบนจะมี new ! ให้กด กดเข้าไปแล้วก็เลือก LatLng Tooltip เหมือนกับภาพด้านบนให้เป็น enable หรือทดสอบการใช้งานนี้ครับ เมื่อเราเอา mouse over ไว้ที่แผนที่ ณ ตำแหน่งไหนๆมันก็จะแสดงพิกัดเป็นตัวเลขทศนิยมให้เห็นครับ

ถ้าหากว่าเครื่องของคุณเป็นระบบที่ต้องกรอกตำแหน่งหลังทศนิยมมากกว่าสามหลัก (Google maps จะบอกแค่สามหลักเท่านั้น) คุณก็ต้องกรอกเข้าไปให้ครบอยู่ดีน่ะครับโดยตำแหน่งหลักที่เหลือทั้งหมดให้กรอกเป็น 0 ไปครับ เท่านั้นก็เป็นอันเข้าใจตรงกัน

note แผนท้ายไว้นิดหน่อยว่า เนื่องจาก แผนที่ใน Google maps มันกว้างมาก แนะนำว่าคุณควรจะ zoom in เข้าไปยังตำแหน่งที่ต้องการให้ลึกที่สุดเพื่อใ้ห้ได้เลขพิกัดมา ณ ตำแหน่งที่แน่นอน คุณไม่อยากจะได้ตำแหน่งโดยประมาณที่ห่างออกไปจากตำแหน่งที่คุณอยากไปเป็น 300 m หรอกครับ อ่ะๆ ถ้าหากว่าแค่ 50 m จากเป้าหมายนี่ถ้าหากว่าคนแถวนั้นอยู่ใซอยเดินทางไปในซอยมันจะทำให้หลงเป็นคนซอยได้ แล้วก็ไม่รู้จะถามใครด้วยซิ อันนี้ผมเคยโดนแล้วน่ะครับก็เลยพิมพ์บอกกันเอาไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องไปหลงทางเสียเวลาเหมือนกับผมน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • พิกัด gps
  • การใส่พิกัด gps
  • พิกัดgps
  • การบอกพิกัด gps
  • ใส่พิกัด gps
  • google map บอกพิกัด
  • gps google maps
  • บอกพิกัด gps
  • gps พิกัด
  • บอกพิกัด

หากว่าคุณใช้ iPhone หรือพวก Smart Phone เลือก pro มือถือเป็น MB คุ้มกว่าครับ

smart plan for iphone connect all time
เท่าที่ผมใช้งาน iPhone มาได้พักใหญ่ๆแล้วข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้งาน internet และ application ที่มีการต่อใช้เชื่อมข้อมูล internet มากกว่าแต่ก่อนมากครับ แต่ก่อนมือถือเครื่องที่ผมใช้งานเป็น HTC ที่ run windows Mobile ธรรมดาตัวหนึ่ง หลังๆที่ผมจะใช้ก็จะเป็นเพื่อการอ่าน reader RSS อ่านเป็น feed เข้ามาเท่านั้น ผ่านทาง Google reader (ด้วยหน้า internet browser ที่มีอยู่ใน WM ครับ) เท่านั้นเอง อย่างเดียว นอกนั้นถ้าหากว่าจะ search อะไรก็จะเปิด Google อ่านดูก็จะใช้เท่านั้น ทำให้ผมเลือกที่จะใช้เป็น Promotion มือถือให้เป็นแบบคิดเป็นรายนาที เพราะว่าถ้าหากว่าเราไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องเปิด แล้วก็เลือกเป็นแบบ 20 hrs ก็คุ้มค่าดีอยู่ครับ
แต่หลังจากนั้นเมื่อผมย้ายเครื่อง migration ขึ้นใหญ่บนใช้งานบน iPhone แล้วทำให้มีการขยายการใช้งานเยอะมากกว่าไปกว่าเดิมมาก เช่น ผมใช้ app ที่บอกตำแหน่งพิกัดผมอยู่ตลอดเวลา (เพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง ซึ่งได้ข้อมูลสรุปแล้ว มันสามารถบอกได้ตลอดเวลาจริง ) หรือว่าเป็นพวกการใช้งาน Twitter เพื่อให้ alert เวลาที่มี Direct Link และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การรับข้อมูล email ผ่านระบบ PUSH (ซึ่งแต่ก่อนผมไม่รู้หรอกว่า PUSH มันคืออะไรสมัยแรกๆที่ AIS เอามือถือ BB เข้ามาขายเป็น enterprise สมัยก่อนนู้น ผมจำได้ว่าผมยังต้องเดินไปถาม pretty AIS ที่อยู่ตามงานออกบู้ทให้เค้าอธิบายมาเป็นฉากๆว่ามันคืออะไรแล้ว Pretty เหล่านั้นก็ทำงานได้ดีมากน่ะครับ คืออธิบายให้ผมฟังก็ไม่เข้าใจอยู่ดี … )
Application หรือการใช้งานพวกนี้จะใช้งานเรียก internet ตลอดเวลา หรือ ราวๆ ทุกๆ 10 นาทีสำหรับ app. ที่บอกตำแหน่งพิกัดของผม แล้วต่อครั้งละ 6 นาทีต่อเนื่อง ทำให้เรียกได้ว่าเกือบจะเหมือนกับการต่อ internet ตลอดเวลาอยู่ดี ทำให้ผมมีความจำเป็นต้องปรับเป็นระบบนับเม็กแทนครับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผมคิดว่า make sense และดีมากจริงๆ เพราะ จะเป็นการเปิดโลกให้กับการใช้งานเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ได้อย่างเต็มที่จริงๆ เพราะผมก็รู้ว่าการดูดหรือเชื่อมต่อเพื่อเอาข้อมูลเรียกมาจาก internet แต่ละครั้งก็ไม่ได้มากมายอะไรนักครับ
ถ้าหากว่าคุณมีเครื่องเป็นพวก Smart Phone ที่ดูสมัยใหม่หน่อยการเลือกใช้งาน promotion กับผู้ให้บริการ แล้วให้เหมาจ่ายเป็น MB ถือได้ว่าเป็นการเปิดโลกการใช้งานมือถือ Utilize มันได้อย่างมากโขกว่าเดิมมากทีเดียวครับ ลองดูเองแล้วกันครับผม

หากว่าคุณใช้ iPhone หรือพวก Smart Phone เลือก pro มือถือเป็น MB คุ้มกว่าครับ
เท่าที่ผมใช้งาน iPhone มาได้พักใหญ่ๆแล้วข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้งาน internet และ application ที่มีการต่อใช้เชื่อมข้อมูล internet มากกว่าแต่ก่อนมากครับ แต่ก่อนมือถือเครื่องที่ผมใช้งานเป็น HTC ที่ run windows Mobile ธรรมดาตัวหนึ่ง หลังๆที่ผมจะใช้ก็จะเป็นเพื่อการอ่าน reader RSS อ่านเป็น feed เข้ามาเท่านั้น ผ่านทาง Google reader (ด้วยหน้า internet browser ที่มีอยู่ใน WM ครับ) เท่านั้นเอง อย่างเดียว นอกนั้นถ้าหากว่าจะ search อะไรก็จะเปิด Google อ่านดูก็จะใช้เท่านั้น ทำให้ผมเลือกที่จะใช้เป็น Promotion มือถือให้เป็นแบบคิดเป็นรายนาที เพราะว่าถ้าหากว่าเราไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องเปิด แล้วก็เลือกเป็นแบบ 20 hrs ก็คุ้มค่าดีอยู่ครับ
แต่หลังจากนั้นเมื่อผมย้ายเครื่อง migration ขึ้นใหญ่บนใช้งานบน iPhone แล้วทำให้มีการขยายการใช้งานเยอะมากกว่าไปกว่าเดิมมาก เช่น ผมใช้ app ที่บอกตำแหน่งพิกัดผมอยู่ตลอดเวลา (เพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง ซึ่งได้ข้อมูลสรุปแล้ว มันสามารถบอกได้ตลอดเวลาจริง ) หรือว่าเป็นพวกการใช้งาน Twitter เพื่อให้ alert เวลาที่มี Direct Link และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การรับข้อมูล email ผ่านระบบ PUSH (ซึ่งแต่ก่อนผมไม่รู้หรอกว่า PUSH มันคืออะไรสมัยแรกๆที่ AIS เอามือถือ BB เข้ามาขายเป็น enterprise สมัยก่อนนู้น ผมจำได้ว่าผมยังต้องเดินไปถาม pretty AIS ที่อยู่ตามงานออกบู้ทให้เค้าอธิบายมาเป็นฉากๆว่ามันคืออะไรแล้ว Pretty เหล่านั้นก็ทำงานได้ดีมากน่ะครับ คืออธิบายให้ผมฟังก็ไม่เข้าใจอยู่ดี … )
Application หรือการใช้งานพวกนี้จะใช้งานเรียก internet ตลอดเวลา หรือ ราวๆ ทุกๆ 10 นาทีสำหรับ app. ที่บอกตำแหน่งพิกัดของผม แล้วต่อครั้งละ 6 นาทีต่อเนื่อง ทำให้เรียกได้ว่าเกือบจะเหมือนกับการต่อ internet ตลอดเวลาอยู่ดี ทำให้ผมมีความจำเป็นต้องปรับเป็นระบบนับเม็กแทนครับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผมคิดว่า make sense และดีมากจริงๆ เพราะ จะเป็นการเปิดโลกให้กับการใช้งานเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ได้อย่างเต็มที่จริงๆ เพราะผมก็รู้ว่าการดูดหรือเชื่อมต่อเพื่อเอาข้อมูลเรียกมาจาก internet แต่ละครั้งก็ไม่ได้มากมายอะไรนักครับ
ถ้าหากว่าคุณมีเครื่องเป็นพวก Smart Phone ที่ดูสมัยใหม่หน่อยการเลือกใช้งาน promotion กับผู้ให้บริการ แล้วให้เหมาจ่ายเป็น MB ถือได้ว่าเป็นการเปิดโลกการใช้งานมือถือ Utilize มันได้อย่างมากโขกว่าเดิมมากทีเดียวครับ ลองดูเองแล้วกันครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • หาตําแหน่งมือถือ iphone
  • หาตําแหน่ง iphone
  • app ค้นหาตําแหน่ง มือถือ
  • วิธีหาตําแหน่ง iphone
  • เช็คตําแหน่งมือถือ iphone
  • app iphone หาตําแหน่ง
  • app หาตําแหน่งมือถือ
  • หาตําแหน่งมือถือiPhone
  • หาตําแหน่งมือถือ bb
  • วิธีหาตําแหน่งมือถือiphone

update content กันหน่อยหลังจากไม่ได้ up เสียนาน ..

Blog post update

พักนี้เป็นช่วงไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม ไม่ได้อ่าน Blog content ของคนอื่นเพิ่ม มี feed เข้า Google reader ตั้งมากมายแต่ก็ไม่ได้แม้กระทั่งเอาออกมาอ่านทั้งๆที่ ตอนนี้ผมใช้งาน iPhone ทำให้สามารถอ่านได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ แล้วก็ยังปรับเป็นการใช้งานแบบเหมาจ่ายเป็น 250 MB ต่อเดือนอีก ซึ่งเฉลี่ยผมก็ใช้แค่วันๆละได้ไม่เกินประมาณ 8 MB ซึ่งผมเองก็ใช้ไม่เกินสักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันถ้าหากว่าเอา app ลงเยอะๆ เป็นพวก app ที่ require การดูดข้อมูลเรียกตัวเองเป็นประจำก็อาจจะทำให้เกินได้ครับ)
และนี่ก็จะเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะ Blog เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดความอ่าน และ เนื้อหาเกือบทั้งหมด จะเกิดจากการนึกคิด จากเนื้อความที่ได้อ่านได้เจอมา หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็เอามาเทียบกับความคิดความอ่านที่เคยรู้เคยเจอมาครับ
นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณอยากจะ Blog แล้วมีเนื้อหาให้กับ Blog ของคุณอยู่เป็นประจำ คุณต้องออกแรงอ่าน และ รับสื่อที่คุณสนใจหรือเกี่ยวข้องกันเนื้อหาของคุณเอง ซึ่งเรื่องความสนใจและเนื้อหาที่คุณจะเอามาบ่นพร่ำใน Blog ส่วนตัวของคุณนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกันครับ ผมไม่คิดหรอกว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้สนใจเรื่องนั้นๆ แล้วคุณจะต้องไปหาอ่านมาเพื่อมาบอกคนอื่น เรียกได้ว่า action ลักษณะดังกล่าวนี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยถ้าหากว่าคุณถูกว่าจ้างมาให้ทำการ ฺBlog โดยการสร้าง content หรือเนื้อหาจริงๆ แล้ว คุณก็ต้องเริ่มที่จะคิดที่จะรักและสนใจเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างจริงจังและนั่นก็จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้เนื้อหาคุณภาพที่ไม่ได้เป็นการ copy คนอื่นมาปะไว้ที่หน้าเว็ปบล๊อคตัวเองครับ

พักนี้เป็นช่วงไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม ไม่ได้อ่าน Blog content ของคนอื่นเพิ่ม มี feed เข้า Google reader ตั้งมากมายแต่ก็ไม่ได้แม้กระทั่งเอาออกมาอ่านทั้งๆที่ ตอนนี้ผมใช้งาน iPhone ทำให้สามารถอ่านได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ แล้วก็ยังปรับเป็นการใช้งานแบบเหมาจ่ายเป็น 250 MB ต่อเดือนอีก ซึ่งเฉลี่ยผมก็ใช้แค่วันๆละได้ไม่เกินประมาณ 8 MB ซึ่งผมเองก็ใช้ไม่เกินสักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันถ้าหากว่าเอา app ลงเยอะๆ เป็นพวก app ที่ require การดูดข้อมูลเรียกตัวเองเป็นประจำก็อาจจะทำให้เกินได้ครับ)
และนี่ก็จะเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะ Blog เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดความอ่าน และ เนื้อหาเกือบทั้งหมด จะเกิดจากการนึกคิด จากเนื้อความที่ได้อ่านได้เจอมา หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็เอามาเทียบกับความคิดความอ่านที่เคยรู้เคยเจอมาครับ
นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณอยากจะ Blog แล้วมีเนื้อหาให้กับ Blog ของคุณอยู่เป็นประจำ คุณต้องออกแรงอ่าน และ รับสื่อที่คุณสนใจหรือเกี่ยวข้องกันเนื้อหาของคุณเอง ซึ่งเรื่องความสนใจและเนื้อหาที่คุณจะเอามาบ่นพร่ำใน Blog ส่วนตัวของคุณนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกันครับ ผมไม่คิดหรอกว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ได้สนใจเรื่องนั้นๆ แล้วคุณจะต้องไปหาอ่านมาเพื่อมาบอกคนอื่น เรียกได้ว่า action ลักษณะดังกล่าวนี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยถ้าหากว่าคุณถูกว่าจ้างมาให้ทำการ ฺBlog โดยการสร้าง content หรือเนื้อหาจริงๆ แล้ว คุณก็ต้องเริ่มที่จะคิดที่จะรักและสนใจเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างจริงจังและนั่นก็จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้เนื้อหาคุณภาพที่ไม่ได้เป็นการ copy คนอื่นมาปะไว้ที่หน้าเว็ปบล๊อคตัวเองครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...