iPhone ข้อเสียที่คุณอาจจะมองไม่เห็น ?

iPHone เสีย

ตอนนี้ผมใช้ iPhone มาได้ประมาณมากกว่าสองเดือนแล้ว แล้วก็เจอเรื่องอะไรต่อมิอะไรมาพักใหญ่ๆครับ เรื่องดีๆก็มีเยอะแต่เรื่องไม่ดีก็มีอยู่เหมือนกันน่ะครับ วันนี้ผมอยากเน้นหนักไปที่เรื่องไม่ดีของ iPhone ที่คนไทยอย่างเราใช้กันดีกว่าครับ ว่าถ้าหากว่าคุณจะหันมาใช้ iPhone แล้วล่ะก็คุณกำลังจะเจอเรื่องอะไรกันมั่ง ?

เริ่มต้นต้องบอกเอาไว้ก่อนว่าคนไทยอย่างเราๆ จะไม่ได้ใช้งาน iPhone กันอย่างตรงไปตรงมากันสักเท่าไหร่ เพราะถ้าหากว่าคุณอยากจะใช้มันเพื่อโหลด Application เสียเงินแบบไม่อยากเสียเงิน หรือคุณอยากจะใช้ Application ที่ทาง iPhone Apple ไม่ได้อนุมัติให้ผ่านเกณฑ์แล้วล่ะก็ คุณต้อง "แหกกฏ" กันเห็นๆเท่านั้นน่ะครับ หรือที่เราๆท่านๆเรียกกันว่า Jail Break หรือแหกคุก กันเลยก็ว่าได้ (ประมาณว่าเอาขาเข้าคุกแล้วก็แหกออกมาว่าอย่างงั้นน่ะครับ) ผมก็ว่า Application เยอะแยะที่เจ๋งมากๆ มันมีการปรับแต่งการใช้งานของระบบ iPhone มากกว่าที่ทาง Apple จะรับได้ครับ เช่น การเอา calendar ไปไว้ที่หน้า locked ของเครื่อง การเอาเครื่อง iPhone ให้เป็นเครื่อง iPhone เอาสัญญาณ GPRS กระจาย Wifi ออกมาผ่านเครื่องให้คนอื่นเค้าร่วมใช้ได้ ซึ่ง application พวกนี้มันเจ๋งเอามากๆเสียด้วยซิครับ เจ๋งพอที่จะทำให้คนที่อยู่ในระบอบ ก็พร้อมที่จะแหกคุกออกมากันก็ว่าได้ (ถ้าหากว่าเหล่านั้นรู้ว่ามันทำได้น่ะครับ) แล้วก็อีกเรื่องก็คือ ถ้าหากว่าเป็นพวก Geek ๆ แล้วล่ะก็ การที่ไม่ได้ Tweak เครื่องให้ได้ดั่งใจ มันเหมือนกับว่าขาดอะไรในชีวิตไปสักอย่างก็ว่าได้ครับ

เอาล่ะครับ เอาเป็นว่ามันมีเหตุผลต่างๆนาๆ ว่าอยากใช้ App ที่จ่ายเงินแต่อยากเอามาใช้กันฟรีๆ หรืออยากใช้ App ที่ไม่สามารถใช้กันได้ผ่าน App Store official กัน ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ทำให้เราต้องข้ามไปอยู่ฝาก iPhone สายดำยังไงอย่างงั้นครับผม มุดดิน แหกคุก และโหลดใช้ app กันอย่างเถื่อนสุดๆไปเลยก็ว่าได้ ไม่กลัวเครื่องหรือ Software จะพังแต่อย่างใดครับ

เมื่อคุณสมัครเลือกใช้ iPhone แล้วเหตุการณ์ที่ตามมาอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อคุณโหลด App มาใช้แบบพร่ำเพรือไม่รู้ไม่ได้คุมอะไรคือ

- คุณจะมี App ที่อยู่ๆก็ต่อ internet ผ่าน EDGE เองซะงั้น : แม้ว่าคุณจะกันมันแล้วก็ตาม คุณก็ไม่สามารถที่จะกันมันได้ตลอดไป ถ้าหาก่วาคุณให้ผู้ให้บริการมือถือคุณคิดเป็นนาที คุณก็ต้องมาคอยระแวงเรื่องพวกนี้เหมือนกับว่าเป็นพวกจิตหลอน ต้องดูว่าเปิดปิด EDGE GPRS ไว้แล้วหรือไม่ หรือว่าต้องคอยดูว่า minute มันขึ้นเหรอป่าว แม้ว่าคุณจะรู้สึกว่าปิดไปแล้วก็ตามที มันก็ไม่ได้มั่นใจได้อย่างงั้นเสียทีเดียว ดังนั้นถ้าหากว่าคุณใช้ iPhone แล้วอยากจะซัดให้ได้คุณค่ามันออกมาจากทุกเนื้อของโทรศัพท์และ Application ที๋โหลดกันกระหน่ำนั้นแล้วล่ะก็ ก็ต้องปรับเลือกมาใช้เป็น Unlimited แทนกันไปครับ แล้วก็ถ้าหากว่าอยากจะลด costing ก็ดูว่าเดือนที่คุณใช้ Unlimited เนี่ยะมันใช้ไปกี่เม็ก แล้ว มันมี promote ที่คุ้มค่ารองลงมาหรือไม่ น่ะครับก็อาจจะประหยัดตังค์ไปได้บ้าง เพราะงั้นแล้ว ถ้าหากว่าคุณไม่เคยใช้โทรศัพท์ตระกูลมือถือฉลาด หรือ Smart Phone แล้วล่ะก็ค่าใช้จ่ายที่คุณไม่เคยจ่ายมาก่อนคือ internet edge ผ่านมือถือมันจะเริ่มงอกออกมาครับ

- คุณจะใช้ iTune Version ใหม่ๆไม่ได้เพราะ เมื่อทาง Apple เค้ารู้ตัวว่ามีการ break อะไรของเค้าออกไปแล้ว เค้าก็จะทำการแก้ไขหรือป้องกันด้วยการหลอกให้โหลด iTune version ใหม่ๆแทนแล้วก็มันก็แอบไ
ปมองๆว่ามือถือคุณเป็นอะไรยังไง จะแอบ upgrade version ให้เครื่องนอกระบบของคุณใช้ไม่ได้เสีย มันจะได้กลับมาใช้เป็นของในระบบ หรือไม่ก็จองล้างจองผลาญกันไปเรื่อยๆ ครับให้คุณอยู่ได้ไม่เป็นสุขนัก แต่ว่าจริงๆแล้ว เราสามารถป้องกันตัวเองได้เหมือนกันคือ ไม่ update อะไรทั้งนั้นครับ ! เท่านั้นเอง มีอะไรถามว่าอยาก upgrade version มั้ยก็ตอบว่า NO ! เท่านั้นเองเป็นคำตอบสุดท้าย และ ท้ายสุดกันเลยก็ว่าได้

- Application ที่โหลดมาจะไม่ได้รับการ support ให้เป็น version ใหม่แต่อย่างใดครับ เพราะว่า Application ทุก Application จะมีการแก้ปรับปรุงอะไรก็สุดแล้วแต่ถ้าหากว่ามันยังเจอปัญหามันก็จะปรับไปเรื่อยๆ แต่ว่าถ้าหากว่าคุณโหลดมาเถื่อนๆแบบนี้แน่นอนว่า อย่าหวังว่าจะได้รับการ upgrade แบบ Auto ผ่าน App store ได้น่ะครับ ถ้าหาก่าอยากจะ update ก็ต้องรอ คน Crack และโหลดใส่ใหม่เข้าไปเองน่ะครับ แน่นอนว่าปัญหานี้อาจจะไม่รุนแรงอะไรมากแต่นั่นก็เป็นข้อเสียเปรียบจากคนจ่ายเงินปกติอยู่ดีน่ะครับ

- เอาไปซ่อมที่ศูนย์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าหากว่าคุณอยากแก้ปัญหาต้องทำการ reset เครื่องใหม่ทั้งหมด แปลว่า application ใดๆที่อยู่ในนั้นถ้าหากว่าไม่ได้ Sync ไว้แล้วมันก็จะหายไปในที่สุดเหมือนได้เครื่องใหม่ทุกครั้งที่เราทำผิดและพลาดไป แต่ว่านะ อยากใช้อะไรฟรีๆก็ต้องลำบากบ้างเรื่องแค่นี้ไม่ได้คณามือแม้แต่น้อย (ว่าอย่างงั้นเหรอป่าวล่ะครับ )

- คนที่ใช้ iPhone แบบบ้าระห่ำ จะประสบพบเจออาการ lack of energy หรืออาการขาดแคลนแหล่งพลังงานเป็นที่สุด เหมือนกับผมน่ะครับไม่ได้ทำอะไรมาก อาจจะเพราะว่ามีตัว run application อื่นๆอยู่เบื้องหลังทำให้มันกินพลังงานเพื่อแอบจำว่าตอนนี้ run application อะไรอยู่แบบไม่ได้ปิดลงไป ทำให้ต้องใช้พลังงานเพื่อการชะนี้กันเยอะ หรือว่าแค่โทรศัพท์ ใช้งานนู้นนี่นั่นแป้บๆถ่านมันก็อ่อนก็เลยต้องหาเรื่องซื้อ battery external ต่อเข้าไปอีกทีทำให้มันอยู่ได้อย่างน้อยก็ครบวัน ไม่ใช่อยู่ได้แค่ครึ่งค่อนวันแล้วก็หมดแบบนี้น่ะครับ วิธีแก้อีกวิธีก็คือ ต้องมานั่ง charge ไปซะทุกทีอย่างบ้าระห่ำ ว่าเป็น charge อยู่หน้าคอมก็เอามาเสียบ charge อยู่ในรถก็ charge เหมือนกัน ทำไปเรื่อยอาการนี้อาจจะชินได้แต่ว่า นั่นเป็นอาการของคนที่ใช้ iPhone ที่คุณถ้าหากว่าไม่เคยใช้แล้ว คุณอาจจะไม่ต้องมาเจอเรื่องราวเหล่านี้น่ะครับ

- ตอนไปต่างประเทศคุณไม่กล้าที่จะเปิดใช้ iPhone เพื่อ Roaming แต่อย่างใด แทนที่คุณจะรู้สึกว่าอาจจะมีคนส่ง SMS หรือโทรเข้ามาได้เข้าเครื่องโทรศัพท์ของคุณ แต่เมื่อคุณเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัยของทรัพย์สินที่อาจจะเจือจางได้เพราะมีการใช้ roaming GPRS ขึ้นมา แล้วอาการเหมือนโดนปอกลอกไปเป็นรายนาทีแบบไม่รู้ตัวนั้น ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่นอน ถ้าหากว่าคุณไม่มั่นใจที่จะใช้ iPhone ตอนอยู่ต่างประเทศแนะนำว่าเอาโทรศัพท์ธรรมดาอีกเครื่องไปแล้วเอา SIM เราปกติเนี่ยะ ใส่ในนั้นแทนที่จะใช้กะ iPhone แล้วกันน่ะครับ น่าจะช่วยได้ระดับนึงครับผม หรือไม่ก็ไม่ต้องเปิด iPhone หรือโทรศัพท์มันเลยเป็น flight mode เที่ยวเล่นอย่างเดัยวก็อาจจะพอแล้วอยู่เหมือนกันน่ะครับ

เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ใช้ iPhone คุณยังไม่รู้หรอกว่า นี่คือเรื่องที่จะต้องเจอแน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จนกว่าจะได้เจอกันตัวเองเท่านั้นเพราะไม่มีคนบอกสักเท่าไหร่หรอกครับ ว่ามันไม่ดียังไง มีแต่คนบอกว่า มันดีอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ผมอ่ะอยากจะบอกไว้ก่อนที่หันมาใช้เครื่องนี้ คุณจะต้องคอยระวังเรื่องเหล่านี้ให้มากๆน่ะครับ และนี่ก็เป็นข้อเสียอีกข้อก็คือ "คุณต้อง

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • iphone เสีย
  • iphone ข้อเสีย
  • เอาไอโฟนไปใช้ต่างประเทศ
  • iphone เสียเงิน
  • pantip เอา i phone 4 ไปใช้ต่างประเทศ
  • imassage ipodเสียเงิน
  • เอาไอโฟนไปซ่อม
  • อยากใช้ iphone ต้องจ่ายรายเดือนเท่าไหร่
  • web hosting อะไรดี
  • iphone*ข้อเสีย

มีคนถามว่าทำยังไงถึงจะรวย ? จริงๆคุณๆก็รู้แต่ว่าไม่ทำหรอกเหนื่อย .. เฮอะๆ

รวยของเค้าคืออะไร ?

มักจะเป็นคำถามแรกๆที่จะต้องนิยามกันก่อนว่า อะไรคือความรวยที่เค้าต้องการ โดยมากแล้ว ผมว่าคนส่วนมากจะคิดว่า ความรวยนิยามดังต่อไปนี้ครับ

- สามารถที่จะหาเงินต่อเวลา (เช่นต่อเดือน) ได้ด้วยอัตราที่เยอะพอต่อการจ่ายออก
- การจ่ายเงินออกมาทั้งหมด(total expense)จะไม่เกินอัตราการไหลของเงินเข้า(income) เหมือนจะพูดกลับทางจากเมื่อกี้นี้
- แหล่งรายได้ (income source) เป็นแบบ passive หรือกี่ง passive เพื่อที่จะไม่ต้องทำอะไรมากมายนัก
- ใช้เวลาไปกับการเพิ่ม passive income source ได้หรือจะเอาเวลาไปพักผ่อนแบบไม่ต้องกังวลใดๆ ที่เค้าเรียกกันว่า “อิสระทางการเงิน”

ถ้าหากว่าสามสี่ประเด็นที่ว่ามารวมกันเรียกว่า “wealth” หรือ “ความมั่งคั่ง” หรือ “รวย” แล้วล่ะก็ สิ่งที่ต้องทำก็ตรงตัวตามที่ต้องการครับ คือ มีรายจ่ายที่ต่ำกว่ารายได้ แหล่งที่มาของรายได้เป็นแบบ passive หรืออย่างน้อยก็ต้องกึ่ง passive หลักๆก็มีเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ยังไม่คนที่นิยามความรวยด้วยกายภาพเชิงวัตถุด้วย ก็จะมีเงื่อนไขเหล่านี้เพิ่มเข้ามาอีกครับ คือ

- จะต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเช่นบ้าน หรือ ที่ดิน
- ต้องมีรถหลากแบบหลากสไตล์เพื่อขับให้คนอื่นได้รับรู้ว่า เราเป็นคนรวย
- ต้องมีเครื่องแต่ง หรือ ของตกแต่งกายที่เป็นภาพลักษณ์สะท้อนว่า เป็นสินค้าราคาแพง และเป็นของตน

สามข้อหลังนี้มักจะเป็นนิยามความรวยอีกแบบที่คนมองเห็น หรือคนที่บอกว่าอยากรวยมองคนอื่นว่า คนนั้นรวยคนนี้รวยครับ เพราะมันมองเห็นได้ง่ายกว่าประเด็นแรกๆมากมายนัก (เรียกว่า เห็นได้ในทันทีก็ว่าได้) แต่ว่าอย่าเพิ่งเอาเป็นสารณะจะดีกว่าเพราะว่าคนที่มีเครื่องเคราเยอะไม่ได้แปลว่า เค้าจะรวยเสมอไป แต่เค้าดิวเรื่องกะเงินก้อนใหญ่เสียมากกว่าครับ และแน่นอนว่าคนรวยสามารถที่จะมีเครื่องเคราอย่างงั้นได้ ก็ไม่ได้แปลกอะไร แต่ในทางกลับกันไม่ได้แปลว่าคนที่มีเครื่องเคราจะรวยเสมอไปชุดนิยามแรกๆที่บอกไปครับ

งั้นมาดูทีละเรื่องดีกว่ามั้ย ? เรื่องแรกเงินที่จ่ายออก

ถ้าหากว่าคุณมีความต้องการใช้จ่ายเงินได้อย่างอิสระแบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง ผมต้องบอกก่อนว่ามันเป็นไม่ได้เลยที่จะไม่คิดหน้าคิดหลังแม้แต่น้อยครับ ลองคิดดูก่อนว่าถ้าหากว่าคุณต้องการรถทุกแบบทุกยี่ห้อมาไว้ที่บ้านของคุณเมื่อคุณได้รถมาแล้วคุณก็ต้องหาที่ดินเพื่อที่จะจอดมันอีกและถ้าหากว่าพอจะนึกออกมา รถเป็นสินทรัพย์ด้อยค่าลงทุกวัน เรียกว่าจอดเฉยๆมูลค่าก็ลดลง ไม่เหมือนกับที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีขึ้นและลงได้แล้วแต่เวลา และเหตุการณ์รอบตัว แปลว่า ตอนที่คุณจ่ายเงินออก ต้องคิดอยู่ดีน่ะครับ ไม่ว่าคุณจะมีเงินเยอะ หรือ คุณไม่มีตังค์สักเท่าไหร่ หรือไม่รวยนัก การซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ เป็นเรื่องที่จะต้องคิดอยู่แล้ว แต่คุณกำลังจะคิดเทียบกับ income ต่อเวลาที่คุณได้มากต่างหาก เช่น ถ้าหากว่าคุณซื้อรถแปลว่าต้องจ่ายผ่อนเดือนละ 30000 บาท แต่ว่าคุณมีรายได้ต่อเดือน สามแสนบาท แปลว่าคุณผ่อนรถสูงสุดได้แค่ 10 คัน (ถ้าหากว่าทุกคนราคาเท่ากันเปลี่ยนสี เพื่ออะไรสักอย่าง) ไว้จะพิมพ์ต่อคราวหน้าน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ทำยังไงถึงจะรวย
  • ทำยังไงถึงรวย
  • ทำยังไงจะรวย
  • ทำยังไงรวย
  • ทํายังไงถึงจะรวย
  • ทํายังไงจะรวย
  • เรียกว่ารวย
  • อยากจะรวยต้องทำยังไง
  • ทํายังไงถึงจะมีเงินเยอะๆ
  • ทํายังไงถึงจะมีเงิน

ตอนที่ผมเลือก Web Hosting ผมเลือกจากอะไรบ้าง ? : วิธีการเลือก web Hosting ของผม

web-hosting-recommended คุณอาจจะเปิดมาหน้านี้แล้วสงสัยว่า ทำไมต้องพิมพ์อธิบายว่า กะการแค่เลือก Web Hosting สักที่มันมีอะไรให้คิดมากมายอย่างงั้นเลยล่ะครับ ก็เพราะว่า ผมไม่อยากจะให้คุณเจอเรื่องเจอราวอันเลวร้ายอย่างผมยังไงล่ะครับ เพราะถ้าหากว่าคุณเลือกไม่ดี แล้วเจอของดีกว่า การย้ายจะเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่เหนื่อยเอาการน่ะครับ ! ซึ่งผมก็เคยเหนื่อยมาแล้ว .. สองรอบครับ แล้วการย้ายก็ไม่สมบูรณ์อีกต่างหาก ผมก็คิดว่าถ้าหากว่ามีคนบอกผมเสียหน่อย เราควรเลือก Hosting แบบไหนยังไงดีแล้วล่ะก็จะดีเอามากๆเลย ไม่ต้องเสียเวลา หลงทาง และต้องมาทำเรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพระมันหลีกเลี่ยงได้เช่นการย้าย Host ครับ เนื้อความนี้คุณสามารถ copy แจกจ่ายได้อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆเลย ส่งต่อ email และอื่นๆได้ไม่อั้น เพราะผมไม่ได้กั้กเนื้อความไว้อยู่แล้วครับ ยิ่งคนรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับคนอื่นๆน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณรู้จักเพิ่อนๆที่เค้ากำลังจะเลือก Host อยู่ล่ะก็ ส่ง link นี้ไปให้เค้าเหล่านั้นก็ยังไงผมหวังว่า คุณก็จะได้ช่วยเพือ่นๆคุณประหยัดพลังงานไปได้มากโขครับ ^_^

เริ่มจากรู้เสียก่อนว่าจะทำเว็ปไซท์ประเภทไหนกัน

คนที่ใช้งาน internet เพื่อการสร้างรายได้ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้จาก e-commerce หรือว่าการสร้างรายได้จากวิธีการอื่นๆตามร้านหนังสือทั่วไปจะมีให้เลือกมากมายก่ายกองว่าคุณจะสร้างด้วยวิธีอะไร จุดสำคัญจุดหนึ่งที่จะต้องเลือกคือ Web Hosting น่ะครับ เรียกได้ว่ากว่าเลือกกันได้ก็ต้องดูแล้วดูอีกว่าจะเอาอะไรยังไงดี แล้วมันต้องดูอะไรบ้าง มันเหมาะกับเราหรือไม่ แล้วมันจะทำให้ชีวิตลำบากหรือเปล่าในภายหลัง จริงๆแล้วมันก็ขึ้นอยู่ลักษณะการใช้งานทึ่คุณต้องการน่ะหละครับ บอกชัดเจนเอาไว้ได้หรอกว่าจะเลือกแบบไหน แต่ประเด็นที่ผมมีประสบการณ์ตรงๆ คือ การเลือก web hosting เพื่อ Blogging (ก็ พิมพ์ blog เหมือนกับ web นี้น่ะหละครับ) แล้วก็ การเลือก web hosting เพิ่มทำ e-commerce ครับ แค่สองอย่างนี้ก็ผมว่ามันก็เกือบทั้งหมดของคนไทยอย่างเราๆท่านๆแล้วน่ะครับ อ้อแล้วก็การเลือก Host เพื่อเอาไว้ปะแหมะ หน้าเว็ปประเภท โบรชัวร์เว็ปไซท์ครับ

เลือก "เว็ปโอสติ้ง" เพื่อโบรชัวร์เว็ปไซท์

เริ่มจากการเลือกเว็ป hosting เพื่อโบรชัวร์เว็ปไซท์ก่อนดีกว่าครับ ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจก่อนว่าโบรชัวร์เว็ปไซท์มันคืออะไร มันเป็นศัพท์ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักกันเท่าไหร่น่ะครับถ้าหากว่าคุณไม่ได้ฟังพวกมนุษย์หาเงิน online เค้าคุยกันน่ะครับ จริงๆแล้วมันก็คือเว็ปประเภทหนึ่งที่ไม่ได้ทำหน้าที่ขายของครับ มันบอกแค่ว่า บริษัทคุณทำอะไร หรือว่าบริษัทคุณรับทำอะไร มี product อยู่บ้าง มีแต่ก็ไม่ได้ครบครันเยอะแยะอะไร แล้วก็บอกว่าถ้าหากว่าคุณสนใจสินค้าหรือบริการที่เรานำเสนออยู่นั้นก็ติดต่อเราผ่านทางโทรศัพท์หรือ email นี่ๆนั่นๆ เท่านั้นเองรน่ะครับ ซึ่งเว็ปแบบนี้อาจจะเรียกว่าเป็นเว็ปหนึ่งจุดศูนย์ก็ได้น่ะครับ เพราะมัน นิ่งเอาเหลือเกินไม่ได้ต้องการความสามารถพิเศษอะไรมากมาย แล้วก็ไม่ได้มีคนทีจะไปจัดการบริการปรับเปลี่ยนมันสักเท่าไหร่ (อาจจะเป็นเพราะว่าไม่มีคนดูแล ไม่มึคนมีความรู้ในเรื่องนี้ หรือว่าไม่ใส่ใจน่ะครับ )

เว็ปประเภทนี้ถ้าหากว่าจะเลือกดูแค่ว่า "Hosting ที่ไหนถูก" เท่านั้นเองครับ เพราะ อะไรน่ะครับ เรื่องอื่นๆแทบไม่ต้องระวังกันเท่าไหร่ เนื่องจากเนื้อหาของเว็ปประ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • host อะไรดี
  • ควรเลือก host แบบไหนดี
  • วิธีการเลือก web hosting

ทดสอบ การใช้งาน iPage Web Hosting นอกที่คนไทยชอบแนะนำกัน

Web Hosting หนึ่งที่ผมแนะนำเพราะว่าผ่านเงื่อนไขทีผมใช้ในการเลือกซื้อ (เช่า) hosting เกือบทั้งหมดตัวนึงก็คือ iPage (เข้าไปดู promotion ตอนนี้ได้จาก link นี้ครับ) สำหรับ Content นี้ผมอยากจะพิมพ์เนื้อหาเก็บเอาไว้ว่า หลังจากที่เข้าไปที Control Panel (มันก็คือตัวควบคุมการใช้งาน web hosting ของ iPage ทั้งหมด) แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง แล้ว มันทำอะไรยังไง และ สะดวกมากแค่ไหนครับ ไปดูเป็นหัวข้อๆกันเลยดีกว่าน่ะครับ

เมื่อคุณ Login แล้วเราก็จะเห็น WiZard แต่ว่าผมไม่เลือกที่จะใช้มันครับ งั้นเราก็ปิดแล้วก้ไปดูกันเลยดีกว่าน่ะครับ ว่าหน้า Control Panel เป็นยังไงกันครับ

screen shot iPage

จากภาพด้านบนนี้จะเห็นได้ว่า Control Panel ก็จะเหมือนๆกับของที่อื่นๆ (เพราะว่ามันเป็นแบบที่เราดูแล้วเข้าใจกันง่ายมากที่สุดแล้วล่ะครับ จะกดมั่วๆที่ด้านบนเอาหรือว่าจะกดมั่วๆที่ด้านข้างซ้ายเอาก็ได้ เพราะมันก็เรียงตัวแสดงหน้า user interface ได้ดีอยู่แล้วครับ เรียกได้ว่าจะกดไปไหนเพื่อทำอะไรก็ไม่งงเลยครับผม งั้นเราจะเริ่มจากสร้าง email กันใหม่ก่อนแล้วกันครับ สำหรับ Domain name ตัวอย่างที่ผม register ไว้ (เพราะว่าอาจจะใช้ในอนาคตอีกไม่เกินหนึ่งปีข้างหน้าก็คือ palmyarn ครับผม)

Create Email address  : เริ่มสร้าง Email กันในนี้กันเลยครับผม

ผมเคยบอกอยู่หลายครั้งน่ะครับ ว่าถ้าหากว่าเรามี website เป็นของตัวเอง และมี Domain name เป็นของตัวเองก็เพราะมันสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเราได้ค่อนข้างมาก เมื่อเราคิดจะติดต่ออะไรกับใครเพื่อการค้า เพื่อแลก link และ .. อื่นๆอีกมากมาย ถ้าหากว่าเราใช้ Gmail หรือว่า Hotmail มันจะดูกะหรั่วรุนแรงสุดๆ จนถึงขั้นอาจจะไม่มีการตอบกลับมาเลยก็ว่าได้ หรือว่า ถ้าหากว่าคุณจะเอาไปสมัคร affiliate program ใดๆแล้ว คุณจะโดน rejected โดยทันที จากระบบ auto น่ะครับ เพราะเค้าถือได้ว่าพวกนี้ไม่ได้มีหน้าเว็ปเป็นของตัวเอง แค่ email ก็ยังจะไม่มี domain name เป็นของตัวเองเลยแล้วนี่น่ะหรือ จะทำ Business ด้วยชิๆ  ..

ว่าแล้วที่ด้านบนเราจะเห็นปุ่ม Create email ครับ หน้าตาก็ประมาณนี้น่ะครับ

create email 
กดแล้ว เราก็สามารถที่จะพิมพ์ email แล้วก็ใส่ password เข้าไปได้ทันทีน่ะครับ อ้อ เรื่องของ password ผมสังเกตมาตั้งแต่ตอนแรกที่เข้าแล้วน่ะครับว่า เค้าต้องการ password ที่มีความแข็งของ password มากเอาการถ้าหากว่าเป็นไปได้ แนะนำว่า ใช้ website ที่ Generate password มาใช้จะดีกว่า และมันก็ดีกว่าการที่เรามาพิมพ์เองด้วยน่ะครับ มันไม่ควรจะเป็นคำใดเลยที่คนจะเดาได้ สำหรับผมแล้วผมใช้ ที่นี่ครับ freepasswordgenerator.com Email แรกสุดที่คุณควร create ขึ้นมาก็คือ “webmaster” ครับผม เพราะ มันแสดงพลังว่าคุณเป็นเจ้าของ domain name นั้นๆจริงๆและเป็นคนที่ดูแลเว็ปอีกต่างหาก เพราะงั้นแล้ว ใครจะติดต่อเพื่อแลก  Banner กับคุณเค้าก็ติดต่อผ่าน webmaster ยังไงล่ะครับ

create new inbox
แค่นี้เราก็ได้ email มาใช้งานกันแล้วน่ะครับ สร้างง่ายนิดเดียวเอง แต่ว่าถ้าหากว่าผมไล่หาดู (แล้วผมก็ลองถาม Live chat ของ iPage เค้าน่ะครับ) ว่าจะปรับเปลี่ยน default ของ mailbox size ได้หรือไม่ก็พบว่า “ไม่ได้ครับ” และนี่ก็เป็นตัวนึงที่ไม่ผ่านเกณฑ์อย่างโหดของผมสำหรับการเลือก Web hosting ครับ อย่างไรก็ดีค่

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การใช้งาน ipage
  • ipage hosting ดีไหม
  • ipage hosting ดีมั้ย
  • webhosting แนะนำ
  • ipage โฮสติ้ง
  • ใครใช้ ipage
  • ipage การตั้งค่า domain
  • ใครเคยใช้ host ipage
  • host ipage ดีมั้ย
  • ใครเคยใช้ ipage

รวมเรื่อง Sync ๆ ไว้ทีเดียวกัน : Sync ข้อมูลมากมายผ่าน iPhone App

หลังจากที่ใช้ iPhone น่าจะได้ประมาณเดือนนึงแล้ว ก็ยังไม่ได้ review app อะไรเลยแม้แต่น้อยเพราะว่าอาจจะด้วยเหตุผลคือไม่ได้มีเวลา review สักเท่าไหร่แต่ว่าหาเวลามาพิมพ์ Blog content ธรรมดาก็จะหาไม่ได้อยู่แล้วแล้วก็มา review เหรอ ก็ต้องชิวๆระดับนึงถึงจะทำได้น่ะครับ แต่ว่าอยากจะทำมานานแล้วอยู่เหมือนกัน วันนี้ได้ฤกษ์ดีก็ review ซะหน่อยครับ

ตอนที่กำลังจะซื้อ iPhone มาใช้นั้นสิ่งแรกๆที่เราจะต้องทำคือ เลือกรุ่นว่าเราจะเอารุ่นอะไรมาใช้งานดี ถ้าหาก่วาผมแนะนำแล้วล่ะก็ ผมต้องบอกเอารุ่นตั้งแต่ 3G ขึ้นไปจะดีกว่าไม่ได้เพราะว่าอยากจะได้ใช้ 3G อะไรหรอกนะ เพราะว่ามันไม่ได้ใช้สักทีน่ะครับไม่มีโอกาสครับ แต่ว่าอยากจะได้ก็คือ ความเป็น GPS ครับผมเพราะว่ามันจะใช้อะไรต่อมิอะไรได้เพิ่มเติมจากรุ่นที่ไม่มีได้เยอะประเด็นเอามากๆ แต่ว่าก็ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาวันนี้สักเท่าไหร่ครับ แค่อยากจะบอกเอาไว้ก่อนเท่านั้นเองครับ แล้วก็เรื่องหน่วยความจำหรือ hard disk ที่ฝังอยู่ในเครื่องถ้าหากว่าคุณไม่ได้เป็นพวกเก็บเพลงเอาไว้ที่เครื่องอยู่แล้วก็คิดว่า Gig ต่ำๆก็ไม่ได้เป็นปัญหาแก่การใช้แต่ประการใดครับ มันไม่เต็มเอาง่ายๆน่ะครับ เครื่องคุณจะพังซะก่อน ก่อนที่ความจำคุณจะเต็มซะด้วยซะ แล้วผมก็ไม่อยากจะให้เก็บข้อมูลอะไรในเครื่องเอาไว้มากหรอกครับ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรตาม คุณจำเป็นต้อง sync file หรือ note ทั้งหมด อยู่ที่ใดๆ ที่ให้บริการ online ครับ มีอะไรกันมั่งแล้วผมจะเล่าให้ฟังเป็นเรื่องไปน่ะครับ

ทำไมต้อง Sync เก็บข้อมูล ?

เหตุผลส่วนตัวของผมนั้นก็ไม่ยากครับเพราะว่าข้อมูลแม่ของผมหายเนื่องจากการมีข้อมูลไว้ทีเดียวแล้วเมื่อเกิดอาการ data lose สูญหายอันเนื่องมาจากการเครื่องปัญหาอ่อนขึ้นมา หรือว่าน้องสาวผมไปกดอะไรให้มันพังไป (ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำให้พัง) หรือแม้แต่ว่าตัวผมเอง ข้อมูลก็หายเหมือนกันน่ะครับ เพราะ เราก็ไม่เคยใช้ iPhone มาแบบ expert ซะด้วยซิ ก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรทำได้อะไรทำได้ ยิ่งถ้าหากว่าเป็นพวกที่ใช้ jail break แล้วด้วยเนี่ยะ เงื่อนไขเยอะครับ ไม่ใช้ iPhone ได้แบบชิวๆกันหรอกครับ ต้อง update ไม่ได้หรือว่าต้องระวังเยอะเรื่องมากมาย แต่ผมไม่ขอเอามาเกริ่นไว้ ณ ที่นี่ก็แล้วกันน่ะครับ ทีนี้ถ้าหากว่าข้อมูลหาย ก็แปลว่าเราไม่สามารถกู้ข้อมูลนั้นได้อีกต่อไปครับ เท่านั้นจบแล้ว และมันเป็นเหตุผลที่พอเพียงและเพียงพอต่อการ backup หรือ ดีกว่านั้นก็คือ syncronize ข้อมูลไปที่อื่นๆอีกเยอะๆที่ครับ เพราะว่า เชื่อว่า ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคุณจะมีโอกาสสูญสลายได้มากกว่าข้อมูลที่อยู่ใน internet ที่ทุกคนฝากความหวังเอาไว้กับการให้บริการของ service provider เหล่านั้นยังไงล่ะครับ

งั้นเราไปดูกันดีกว่าผมเลือก sync ข้อมูลประเภทไหนกับอะไรบ้าง?

Google Sync Gmail
Contact List,Calendar sync กับ Gmail  :
 

ผมไม่ได้เป็นคนใช้ outlook ครับเพราะงั้นแล้วผม Sync กับ Gmail ซึ่งก็ดีน่ะครับข้อมูลก็ไม่ได้ผูกติดกับเครื่องใดเครื่องหนึ่งที่ลง outLook เอาไว้คัรบ การ Sync contact list นั้นสำคัญมากๆสำหรับ เครื่องมือสมัยใหม่ แนะนำว่า คุณอย่าคิดน่ะครับ ว่า คุณใช้แค่บันทึกชื่อลงใน SIM ได้ก็พอเพียง ผมอยากจะบอกว่า ถ้าหากว่าคุณคิดแบบนั้นแปลว่าคุณเลือกที่ไม่บันทึกรายละเอียดของ contact ของคุณอื่นๆเข้าไปน่ะครับ เพราะว่า SIM ไม่สามารถบันทึก email address หรือว่าที่อยู่บ้านเลยแม้แต่น้อย มันทำได้แค่จำเบอร์โทรศัพท์แล้วก็ชื่อภาษาอังกฤษอีก

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • sync iphone
  • sync app iphone
  • sync app คือ
  • sync app หาย
  • ทําไม sync iphone ไม่ได้
  • sync iphone คือ
  • sync app ไม่ได้
  • sync iphone ไม่ได้
  • sync iphone app
  • iphone sync

การจัดการงานให้สั้นและไว และประเภทงานที่มี Due date

พักนี้ดูเหมือนว่างานจะเข้าเยอะเป็นพิเศษทำให้ต้องมานั่งคิดอีกรอบว่า ลำดับ การคิดและการเดินงานมันเหมาะสมหรือไม่ ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีใครจะว่าอะไรหรอกถ้าหากว่างานเดินช้าหรือว่าไม่ได้เดินไปตามไปด้วยเวลาทีเหมาะสมครับ เพราะไม่ว่า Project ใดๆ คนที่กำหนด Due date หรือ Date line จะเหมือนมีแค่สองประเภทเท่านั้น คือ

ประเภทที่มี Due date ที่ตายตัวแน่นอน เช่น ถ้าหากว่าคุณต้องส่งงานหรือ การบ้าน โดยเมื่อคุณส่งหรือดำเนินการช้ากว่ากำหนดไปแล้วคุณจะได้รับการลงโทษ หรือ เกิดผลเสียใดๆเกินขึ้นได้ อย่างเห็นได้ชัด เช่น การส่งรายงงานที่มีกำหนดแก่ทางราชการ การส่งงานหรือสินค้าต่อลูกค้า  Due date ประเภทนี้เป็นวันกำหนด Due ที่มีความกดดันให้กับผู้ที่ต้อง “ดำเนินการ” ให้กับผู้ทึ่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นคนที่ lead project หรือคนที่ดำเนินการเองครับ

สำหรับการวิธีป้องกันปัญหา ผลกระทบที่ไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ผมจะเลือกใช้วิธีการ “กำหนด fake due date” คือ ไม่มีคนรู้วันส่งจริง หรือ แม้กระทั่งตัวผมเองจะรู้ว่า Due date หรือ Date line นั้นมันวันที่เท่าไหร่ก็ตาม แต่ผมก็จะลืมๆมันไปซะแล้วก็เลือก Due date ใหม่ที่มันกระชับกว่านั้น โดยอาจจะ บวกเผื่อเวลาไว้วันสองวันหรือนานกว่าแล้วแต่ว่า งานนั้นมี working period มากน้อยแค่ไหน มันจะต้องดำเนินการทั้งโครงการนานแค่ไหน ผมว่าแค่สร้างเงื่อนไขลักษณะนี้กับ team งานหรือ กำหนดให้กับตัวเอง โอกาสผิดพลาดมันก็จะมีเหมือนเดิมแต่ว่าหลุด Due date นั้นจะน้อยลงไปแล้วแต่ว่าเราจะประเมินระยะเวลาเผื่อไว้มากน้อยแค่ไหนนั่นเองครับ

ประเภที่ไม่มี Due date แน่นอน เป็นงานส่วนใหญ่ของคนที่เกี่ยวกับการพัฒนางาน สินค้าหรือเป็นงานทั่วไป ที่ไม่ได้มีคนต้องมาบังคับอะไร หรือ ไม่สามารถประเมิน working period ได้แน่ชัด เพราะ จะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาเดินไป ผมขอยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาสินค้าจะเห็นได้ชัดว่า เราไม่สามารถคาดการผลลัพธ์ในการผลิตสินค้าใหม่ออกมาได้ ถ้าหากว่าไม่พอใจหรือว่า การทดสอบผลิต เกิดความผิดพลาดก็แปลว่า ต้อดำเนินการต่อไปเพื่อให้ผล result ที่อยากจะได้ออกมา โดยประเมินเวลาไม่ได้แน่นอน

วิธีการที่ผมคิดว่าน่าจะดีที่สุด ในเรื่องงานที่เป็นลักษณะนี้ คือ “ทำมันเลย” เมื่อไม่มีงานที่มี Due date ที่แน่นอนอยู่ใน task list ของเราครับ เพราะ อย่างที่ผมบอกคือ เรากำหนดวันไม่ได้แน่นอน แต่ว่า เมื่อมันเสร็จแล้ว การที่เสร็จเร็วโดยมากก็น่าจะดีกว่าเสร็จช้าครับ (แต่ไม่ทั้งหมด) ที่ผมบอกว่าไม่ทั้งหมดเพราะว่า เมื่อเวลาเดินไป เราได้ผลการทดสอบหรือ การคิดอะไรใหม่ๆออกมา อาจจะมีเรื่องอื่นๆที่มีข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่คาดคิดเข้ามาได้ (อย่างไม่น่าเชื่อีกต่างหาก) ทำให้จริงๆถ้าหากว่าเรารอเวลาในการทำอะไรออกไปสักหน่อยแล้วเราก็จะได้ข้อมูลเพิ่มที่พระเจ้าประทานมา โอ้วมายกอท.. อะไรประมาณนั้นน่ะครับ (เรียกว่ามันมาเอง เพิ่มเติมให้เรารู้ได้หรือว่าคิดเพิ่มเติมได้ ซึ่งตอนแรก หรือขณะดำเนินการจะยังไม่มี จะยังไงคิด จะยังไม่เห็น)

ทั้งนี้ Task ที่ไม่มี Due date เราสามารถที่จะกำหนด Due date ให้กับมันได้เพื่อเป็นการกำหนด ให้ “ทำมันเลย” เมือ่ถึงเวลา แต่อย่างไรก็ดีถ้าหากว่าคุณมีความคิดจัดการงานแบบ Do it now อยู่แล้ว และ มี sense ในการเลือกงานทำที่ดีอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ต้องระบุ Due date ก้ได้แค่ว่าให้มันอยู่ใน task list หรืออยู่ใน inbox เพื่อให้คุณรู้ว่ามันจะต้องทำนั่นเองครับ

เน้นการเอางานออกไปให้คนที่เหมาะสมช่วยกันทำหรือส่งให้คนที่ทำได้ดีกว่าคุณทำด้วยเวลาที
่น้อยกว่า

การจัดการกับ Task ใดๆของผมส่วนมากแล้วจะต้อง assign หรือ Deligate งานให้กับคนอื่นที่เหมาะสมด้วยเวลาที่เหมาะสมและปริมาณ Load ที่เหมาะสม เพราะผมต้องการเอางานของผมออกจาก inbox หรือ task list ของผมเพื่อให้งานเดิน ครับ ผมก็คิดเหมือนกับว่า ตัวผมเป็นแค่ station เพียงแค่ station เดืยว คุณไม่สามารถที่จะทำงาน multitasking ได้จริงๆหรอกครับ (ถ้าหากว่าทำได้ก็เพราะงานอื่นๆที่คุณทำมันไม่จำเป็นต้องต้องการ focus ใดๆต่างหาก) เราไม่สามารถที่จะมีสมาธิกับสองเรื่องพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์ครับ ถ้าหากว่าคุณเห็นบางคนพิมพ์ computer แล้วฟังเรื่อยที่คุยกันไปด้วย ก็ให้คิดไว้ก่อนว่า ที่เค้าพิมพ์หรือทำอยู่กับ computer นั้นมันต้องการการ focus ที่ไม่มากนัก เช่น อาจจะสั่ง print out งาน อาจจะจัด file ที่ Desktop ให้ดูไม่รก หรือกำลังหา file เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ผมว่าน่าจะทำให้คุณเก็ตไอเดียได้ว่างานที่ไม่ต้องการ focus เป็นอย่างไรน่ะครับ

การ Deligate งานผมเลือกที่จะทำให้เกิดขึ้นแบบทางเดียวเสียมากกว่า เพราะ ถ้าหากว่าคุณยังต้องทำการ two way communicate อยู่แสดงว่าใบงานหรือ note ที่คุณพิมพ์เพื่อบอกงานคนอื่นเค้าทำได้ไม่ดี ไม่สมบูรณ์ และอย่าลืม comment เอาไว้ว่าถ้าหากว่าไม่เข้าใจให้โทรถามได้ทันที แปลว่าถ้าหากว่าไม่มีอะไรสงสัยคุณก็ไม่ต้องรอ Feedback ใดๆจากผู้รับงานครับ นั่นแปลว่าสิ่งที่คุณต้องทำต่อ คือ แค่กำหนด Due date เทียมเพื่อการติดตามงานเท่านั้น เมื่อถึงเวลาคุณก็โทรสอบถามงานและติดตามความคืบหน้าก็เท่านั้นเองครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • due date แปลว่า
  • due date แปล
  • dateline แปลว่า
  • due ส่งงาน
  • กำหนดส่ง date line เพราะกว่า due date
  • วันกำหนดส่ง date line