สงสัยล่ะซิว่าทำไมรถติดบนทางด่วนได้ ( Shockwave and Funnel Effect)

freeway-infographic-600x663 ขอบคุณภาพประกอบจาก http://gpsobsessed.com/
ผมก็เคยสังเกตอยู่หลายครั้งว่าทำไม้ทำไมรถบนทางด่วนมันถึงได้ติดได้ทั้งๆที่เมื่อขับไปสักพักอยู่ๆมันก็วิ่งได้ฉิวๆ อันนี้ผมคงไม่หมายรวมถึง การที่มีการกั้นรถเพื่อให้นายกผ่านทางด่วนแล้วกันนะครับเพราะว่าอันนั้นมันก็ช่วยไม่ได้ กั้นแบบนั้น รถมันก็ต้องหยุดแน่แท้ครับ  แต่ว่าผมเจอเยอะครั้งเอามือถือออกมาอ่านนุ่นนี่นั่นแป้บเดียวก็ไปได้แล้วน่ะครับ แต่ที่ผมสงสัยจริงๆก็คือ ในสถาวการณ์ปกติ ทำไมอยู่รถถึงได้ติดได้ปรากฏว่า วันนี้เพิ่งจะมีคนมาอธิบายผม ผ่านภาพ infographics ให้เห็นกันจะซึ่งผมก็อ่านแล้ว get เลยว่า  .. มันก็น่าจะเป็นเหตุผลได้น่ะครับ

ประการแรก : Shockwave effect

เป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องอันเนื่องมาจากการที่รถคันใดคันหนึ่งลดความเร็วแล้วมีผลต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ จากตัวอย่าง เค้ายกตัวอย่างไว้ว่า ถ้าหากว่ามีคนเหลือง (A) ลดความเร็วจาก 60 มาเหลือ 50 ไมล์ต่อชั่วโมง (ความเร็วฝรั่งน่ะครับ) คันหลังเห็นก็ต้องลดให้ต่ำกว่า (เท่ากันก็ไม่ได้ครับเพราะมันเสี่ยงไปหน่อย แล้วก็การลดให้ได้เท่ากันมันจะเก่งเกินน่ะครับ) เช่นลดเหลือ 45 เพื่อรักษาระยะและเพื่อความปลอดภัย คันต่อมาก็จะเห็นคันตะกี้ที่เพิ่งจะลดเหลือ 45 mph ก็ต้องทำเหมือนกันแค่ว่าความเร็วจะต้องลดน้อยกว่านั้นอาจจะเป็น 40 mph แทน เหตุผลต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนทำให้รถแน่นิ่งบนทางด่วนครับ

ตะกี้มันเป็นพิ้นฐานเหตุผล คือ จะต้องลดความเร็วให้ต่ำกว่าคันหน้าเพื่อให้คันต่อๆไปปลอดภัยครับ หลักการก็ไม่มีอะไรแต่ว่าอีกเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้เหตุการณ์ตะกี้เกิดขึ้นได้ด้วยก็คือ คันที่อยู่ถัดไปนั้นต้องลดความเร็วอันเนื่องมาจากระยะ ระหว่างคันมันน้อยเกินกว่าที่จะรักษาความเร็วเดิมเอาไว้ได้ครับ ปัญหานี้จะหายไปได้ถ้าหากว่า ถนนโล่ง แม้ว่าทุกคนจะวิ่งได้แค่ 1 เลน เท่านั้นก็จะไม่เกิด effect ดังกล่าวได้ เช่น ถ้าหากว่า A ลดเหลือ 50 mph แต่คันที่อยู่ถัดไปอยู่ในระยะที่ไม่จำเป็นต้องลดความเร็ว หรือว่าง่ายๆคือ B อยู่หลังคัน A มากจนไม่ต้องแตะเบรค เท่านั้น effect Showwave นี้ก็จะไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด แล้วหลังจากนั้นคัน A ก็เร่งขึ้นไปต่อเพื่อรักษาความเร็วเดิมไว้ได้

แต่อย่างว่ามัน Shockwave จะไม่เกิดก็ต่อเมื่อ รถอยู่ห่างกัน พื้นที่ถนนต่อรถ มันไม่มากทุกคนซิ่งทิ้งห่างกันได้ แต่ว่าโลกเราไม่ได้อย่างงั้นน่ะซิเนี่ยะ ถ้าหากว่าคิดต่อไป ปริมาณพื้นที่ต่อถนน คือ "ความหนาแน่นของปริมาณรถ" เป็นศัพท์ที่ จส.ร้อยบ้านเราชอบใช้ออกรายการว่า สภาพการจราจรเป็นอย่างไร เช่น ในวิทยุก็จะบอกว่า ตอนนี้มีปริมาณรถหนาแน่น เคลื่อนตัวได้ช้า  … ครับนั่นน่ะหละ เพราะว่าความหนาแน่นของปริมาณรถก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้เกิดอาการรถติดได้

ประการที่สอง : Funnel Effect

เมื่อรถหนาแน่นทำให้ Shochwave เกิดขึ้นแล้วเป็นผลทำให้รถติด และนอกจากนี้ยังมีอีกทฤษฎีที่อธิบายกันได้ไม่ยากคือ เรื่องของ "Funnel Effect" คือ ถ้าหากว่าคุณมีก๊อกน้ำ ก๊อกเดียวแล้วก็เปิดน้ำไหล มันก็จะไปผ่านไปด้วยอัตราหนึ่งได้ด้วยความเร็ว แต่ถ้าหากว่าคุณเปิดก๊อกน้ำมากกว่า 2 ก๊อก (หรือแค่เร่งก๊อกแรงให้น้ำไหลเยอะหน่อยก็ได้แล้วเหมือนกัน) ก็จะทำให้น้ำกองอยู่ในกรวยครับ

วิธีการนี้ถ้าหากว่าคิดเป็นภาพข

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ทำไมรถติด
  • ทำไมวันนี้รถติด
  • ทําไมรถติด
  • funnel effect คือ
  • รถติด ทางด่วน
  • ทำไมรถติดบนทางด่วน
  • ทำไม ทางด่วน ถึงรถติด
  • ทำไมลาดพร้าวรถติด
  • ทางด่วน ทำไมรถติด
  • shockwave รถติด

Google Analytics Opt-out : add on เพื่อการหยุดส่งข้อมูลไปเก็บใน Google Analytics

PrtScr capture_5  ล่าสุด Google เพิ่งออก extension ของ Browser รุ่นที่ฮิตๆทั้งหลายให้สามารถที่จะทำการ Opt-Out ไม่ให้ Google Analytics ติดตามข้อมูลได้ นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่า คุณคิดมากว่า ตอนที่คุณเข้าหน้าเว็ปคนอื่นเค้า แล้วเค้ารู้ได้ว่า คุณมาจาก link หน้าเว็ปไหน หรือว่าคุณดูเนื้อหาในเว้ปไซท์นานแค่ไหน แล้วก็คุณดูไปกิ่ page กัน และอื่นๆที่อีกมากมายที่ Google Analytics จะเก็บข้อมูลได้แล้วส่งไปที่ webmaster หรือคนที่ดูแล website นั้นๆอยู่เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์การใช้งานหน้า website ของเค้าเหล่านั้นเพื่อเป็นการปรับปรุงติดตามผล (tracking) ของหน้าเว็ปไซท์ได้

หลักๆแล้ว Google Analytics จะใช้เพื่อให้คนดูแลเว็ปเห็นข้อมูลหรือผลงานในการ promote หน้าเว็ปจากความอุตสาหะต่างๆนานาในการ promote ครับไม่ว่าจะเป็นการ แลกลิงค์ ปะ Banner submit site เพื่อให้ได้ขึ้นหน้าแรกๆ ของ Google ด้วย Keyword ที่อยากจะได้มาเป็นของตน (เหมือนกับว่าเป็นของได้เลยยังไงอย่างงั้น)  หรือ ยึดพื้นที่ในการ search ทั้งหมดด้วย Keyword นั้นด้วยการ post เนื้อความไปยังหน้าเว็ปที่ดังๆต่างๆครับ จะทำให้เห็นได้ว่า มีคนเข้ามามากน้อยแค่ไหนด้วยวิธีการไหน ถ้าหากว่าไม่มี Google Analytics แท้ที่จริงแล้วก็มีตัว Tracking จากสำนักอื่นๆมากมายอยู่เหมือนกันแต่ว่ามันไม่ได้ Complete สมบูรณ์และแสดงผลได้เจ๋งเหมือนกับ Google Analytics เท่านั้นเองครับ

ทั้งนี้ Google จะเก็บข้อมูล IP ของคุณเอาไว้แต่ว่าคนทั้งโลกนี้จะมีแค่ไม่กี่คนที่ทำงานที่ Google จะเข้าถึงข้อมูลนั้นได้และจะต้องได้รับอนุญาต (จากใคร) เสียก่อนเพื่อที่จะเข้าไปดูได้ครับ

จริงๆแล้วผมก็ไม่อยากให้คนทั่วไปเอา extension Google Analytics Opt-out ไปติดสักเท่าไหร่เพราะว่าผมก็เป็น webmaster คนนึง ถ้าทุกคนร่วมใจไม่ให้ข้อมูลผม แล้วผมจะเห็นมันได้ยังไงล่ะว่าผมจะต้องทำอะไรต่อ คนเข้าเยอะแค่ไหน หมดกำลังใจไปเสียอย่างงั้นก็เป็นไปได้น่ะครับ

แต่ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณเป็น webmaster แล้วคุณก็ไม่ได้ทำอะไรมาก วันๆก็เข้าแต่เว็ปตัวเองทดสอบ Keyword ที่ link เข้าหน้าตัวเองด้วย Google หน้าหลักเหมือนกับคนอื่นๆ มันก็จะเป็นเก็บข้อมูลของตัวคุณเองไปด้วยน่ะครับ นั้นก็แปลว่า ถ้าหากว่า ผมแนะนำให้คนที่เป็น webmaster เอา extension นี้ไปใส่ที่เครื่องหรือ Browser ตัวเอง แล้วก็เล่น internet ว่อนไปทั่วโดยไม่ให้ข้อมูล Google Analytics แล้วก็วอนขอให้ user ที่ไม่ได้เป็น webmaster ก็ไม่ต้อง install extension นี้น่ะครับ เพราะว่าก็สงสาร webmaster เค้าหน่อยก็แล้วกัน หรือถ้าหากว่าไม่สนอยากลองก็ไม่ว่าอะไรเพราะว่าคุณในฐานะ internet surfer โต้คลื่นท่องเว็ป เมื่อคุณ install extension ไปแล้วคุณไม่รู้สึกว่า มัน privacy ขึ้นสักเท่าไหร่หรอกมั้ง แล้วก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกแตกต่างจากเดิมแต่อย่างใดครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • google analytic ดูข้อมูล คนอื่น
  • วิธีดู ip address ใน google analytic

ความเป็นส่วนตัวบน Facebook ? ฝันไปเถอะไม่มีหรอกครับ ลอง Check ด้วย Privacy Scanner กันดีกว่า

facebook
Facebook ชอบมั่วนิ่มเกี่ยวกับ Privacy ที่ตัวเองเป็นคนกำหนด โดยการเอาเนื้อหาหรือข้อมูลที่ user ไม่คิดว่ามัน Public เอาไปแสดงมันให้หลาทุกทีไปน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว แนวคิดในการ post content หรือเนื้อหาอะไรก็สุดแล้วแต่ที่หน้า Facebook ผมจะคิดแบบนี้คือ "ทุกเนื้อความ ทุกถ้อยคำ ทุกรูปภาพ และ Link จะต้องบอกต่อไปยังสาธารณะได้"

ต้องทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า เมื่อเราเอาภาพขึ้น Facebook ทุกภาพ ถือเป็นของ Facebook ครับไม่ใช่ของเราอีกต่อไป คุณอาจจะคิดถูกว่า คนที่เห็นก็จะเป็นแค่เพื่อนของคุณ มันก็จริงแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณแค่ตั้งว่า เพื่อนของเพื่อนคุณสามารถเห็นได้ แปลว่า คุณเอาภาพไปให้คนแปลกหน้าดูแล้วยังไงล่ะครับ (คุณคิดเหรอครับว่า เพื่อนของเพื่อนคุณจะเป็นเพื่อนคุณในทุกกรณี ไม่จริงหรอกครับ ผมว่าร้อยละ 99 เพื่อนของเพื่อนคุณไม่ได้เป็นเพื่อนคุณที่คุณรู้จักอยู่แล้วหรอกนะครับ คิดผิดคิดใหม่ได้น่ะครับ )

โดย default แล้วถ้าหากว่าคุณไม่ได้ทำการ setting อะไรกับ privacy setting ของคุณเลย มันจะทำให้เนื้อความ หรือภาพนั้นๆ สามารถเห็นได้ด้วย เพื่อนของเพื่อน ได้ครับ เพราะ ทาง Facebook ก็ต้องการที่จะขยายคนที่เข้ามาเชื่อมต่อกันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ มีระบบ suggest friends เพื่อให้คนที่คาดว่าอาจจะรู้จักกันอยู่ สามารถที่จะ connect เป็น "เพื่อน" กันได้ไม่ยากครับ

ถ้าหากว่าคุณยังไม่มี idea ว่าจะปิด Privacy ให้เหมาะสมได้ยังไงแนะนำว่า ลองเอา Privacy Scanner ไปลองใช้ดูครับ มันจะทำหน้าที่ check Facebook settings ของคุณ โดยแนะนำ level ที่มีความปลอดภัยที่สุดที่เท่า Facebook จะให้คุณได้ (แต่ก็ไม่ได้100%อยู่ดีน่ะครับ) เพราะยังไงซะผมก็ขอให้คิดว่าไม่ว่าคุณจะ Post อะไรที่ Facebook มันจะโดน Public ออกได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ

ลองใช้ Privacy Scanner ดูหน่อยแล้วกันนะครับไม่งั้นคุณได้รับการติดต่อจากคนที่ไม่ได้เป็นเพื่อนคุณได้ครับ ถ้าหากว่าคุณพอใจอย่างงั้นก็ไม่ว่ากันน่ะครับ แต่ว่าผมเคยมีคนติดต่อ มาด้วยถ้อยคำทีไม่ดีสักเท่าไหร่แล้วน่ะครับผ่าน Facebook นี่น่ะหละ จริงๆถ้าหาก่วาผม Tighten privacy กว่านี้อีกหน่อยการติดต่อนั้นก็จะทำไม่ได้น่ะครับ ลองดูเองแล้วกันน่ะครับว่า Privacy ScannerFacebook มันจะแนะนำให้คุณทำอะไรกับการตั้งค่าของคุณกันมั่ง ?

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ดู facebook ที่ไม่ใช่เพื่อน
  • ความเป็นส่วนตัว facebook
  • ดู facebook ที่ไม่ได้เป็นเพื่อน
  • ดูfacebookที่ไม่ได้เป็นเพื่อน
  • facebook ความเป็นส่วนตัว
  • ดูรูป facebook ไม่ใช่เพื่อน
  • ภาพส่วนตัว facebook
  • ดู facebook ไม่ได้เป็นเพื่อน
  • facebook ไม่ส่วนตัว
  • ไม่มีเพื่อนใน facebook

รู้ไว้ก่อนจะลงมือ Create เนื้อความใน Blog : Basic Blogging พื้นฐานการ Blog ที่น่าทำ

Blogตอนนี้น้องๆผมก็ต้อง Blog ซะอย่างงั้น แต่อยากจะ list ออกมาสักหน่อยว่า เราจะต้องคิดเรื่องอะไรบ้างเพื่อที่จะทำให้การ Blog ครั้งนั้นๆ ดูดีแล้วก็น่าจะมีประโยชน์ต่อการทำ ON Page SEO สักหน่อยน่ะครับ งั้นมาดูดีกว่าว่าถ้าหากว่าจะ Blog ให้ได้หน้า page หรือหน้า post นั้นได้ดีเนี่ยะ น่าจะทำยังไงกัน ?

คิดก่อนว่าจะมุ่งเป้าคีย์เวริ์ดอะไรดีและหาว่าคนค้นคำนั้นเยอะแค่ไหน ?

เรื่องของ Keyword นี้คุณต้องหาเสียก่อนว่าจะเลือกเอา Keyword อะไรน่ะครับ แล้ววิธีการได้มาซื้อ Keyword นั้นก็มีเยอะแยะหลากวิธีการครับ ถ้าหากว่าผมพูดสั้นๆก็จะได้ความว่า เราก็คิด Keyword List ออกมาเป็นกระตั้ก เป็นปึกๆ แล้วก็ทำการ List เข้า Google adwords แน่นอนว่าในนั้นจะ estimate ประมาณการ search ด้วย Keyword นั้นๆไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าผมก็จ่ายเงินจริงเอาเลย ตั้งค่าใช้จ่ายต่อวันแล้วก็เปิดให้คนค้นหาจริง เราจะได้ impression ของ Keyword นั้นๆออกมาจริงๆอย่างไม่น่าเชื่อ พร้อมทั้งเสียเงินน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณอยากรู้เร็วก็ปรับตังค์ให้เยอะหน่อย แล้วก็เข้ามาดูถี่มากๆน่ะครับ เราจะรู้น่ะครับ คนค้นหาคำๆไหนมากสุดๆแล้วที่มัน มีความความสัมพันธ์กับ website ของเราจริงๆน่ะครับ วิธีการดูแบบนี้เราจะได้ข้อมูล impression (ปริมาณการแสดงผลที่หน้า Google Search Result page) ได้ทันทีทันใดครับ อ้อ ถ้าหากว่าไม่อยากยุ่งยากมาก และเพื่อให้ได้ stats จริง เราปรับ max Bid สำหรับ Keyword ทั้งหมดให้เยอะหน่อยแล้วกันนะครับ จะได้ไม่หลุดหน้าแรก แล้วมันก็ไม่ show เอาซะอย่างงั้น

ทำตัวหนาเป็น H1 และ H2 ให้กับ Keyword นั้นๆ

ถ้าหากว่าคุณทำอย่างข้อตะกี้ ผมว่าเราก็น่าจะได้ Keyword มาแล้ว ว่าคนค้นหาคำไหนกันเยอะแค่ไหน แล้วก็คู่แข่งมันโหดร้ายแค่ไหน (แนนอนว่ามันสะท้อนจากค่าเงิน ! ที่คุณจ่ายไปต่อ Click น่ะหละครับ >< ถาหากว่าแพงจัดๆ ก็เดาเอาไว้ได้ว่า คำๆนั้นมีการแข่งกันเย้อะแยะอย่างจริงจัง แล้วถ้าหากว่า keyword ไหนนี่ไม่เก็บตังค์เราเท่าไหร่ แสดงว่าชิวเอามากๆ แล้วก็ไม่ได้แย่งอะไรสบาย แฮ ..) ทีนี้เราก็เอา Keyword เหล่านั้น มาใส่ tag H1 , H2 เพื่อให้เหมือนกับว่ามันเป็นหัวเรื่อง หัวพารากราฟ ครับ อากู๋ ( Google ) แกก็จะมองว่า เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆน่ะครับ แล้วก็เหมือนกับว่า คนเค้าเล่าต่อกันมาว่าถ้าหากว่า อยากจะเน้น Keyword ไหนก็เอาไปไว้เป็นคำแรกๆของหัวเรื่องด้วย ยังกะ Google จะขี้เกียจอ่านให้มันยาวๆซะอย่างงั้นน่ะครับ เฮอะๆ

ในเนื้อความใส่รูปด้วยแล้วก็ใส่ Properties อื่นๆให้ครบ

รูปภาพที่ใส่ คุณอาจจะเอาภาพที่โหลดได้เร็วมาใช้งานจะดีกว่า ภาพที่ใหญ่โตโหลดได้ช้า วิธีการสร้างภาพที่โหลดเร็วก็คือ เปิด Photoshop แล้วก็ Save as web site ในนั้นก่อนที่จะทำการ save มันก็จะบอกว่า Size ของภาพมันใหญ่แค่ไหน ยิ่งเล็กยิ่งดี เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณขายเนื้อความไม่ได้เป็นเนื้อภาพ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากที่จะทำให้ภาพมันละเอียดใหญ่โตครับ นอกจากนี้ผมก็แนะนำว่าใส่ ALT ให้ครบ ด้วย Keyword ที่เรากำหนดเป็นเป้าหมาย เข้าไป แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวซะตรงๆครับ

ภาพนั้นๆ ควรจะเป็นภาพที่แสดงเต็มๆ โดยไม่มีการย่อ เพราะ อากู๋ชอบมองว่า ภาพก็ออกจะใหญ่แต่ว่าอยากจะแสดงให้เล็กๆแค่นี้ ทำไมต้องมาย่อล่ะ นอกจากหนักแล้วยังจะถึกอีกด้วย ภาพก็บี้ๆไม่สวยอีกตะหาก เพราะงั้นแล้ว ส่วนตัวผมจะไม่ย่อภาพครับ ถ้าอยากจะใส่ภาพก็แนะนำย่อจากด้านนอกมาให้ได้ขนาดพอดีมาเลยจะดีกว่าครับผม

ใส่ตารางซะบ้างในเนื้อความก็ไม่เสียหา
ยอะไร

เค้าเล่ากันว่า ถ้าหากว่าหน้าที่มีอะไรต่อมิอะไรครบ อากู๋เหมือนจะชอบมากกว่าหน้าที่ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เพราะงั้น เราใส่ตารางเข้าไปบ้าง เพื่อเป็นกั้นภาพกับ text ออกจากกันบ้างครับ ผมขอบอกอีกหน่อยว่าหน้า page ที่คนเข้าเยอะสุดใน website rackmanagerpro.com นี้ หน้านั้นมีตารางน่ะครับ แต่ก็อีก ผมบอกไม่ได้หรอกว่ามันมาจากเรื่องนี้ตรงๆเท่านั้นน่ะครับ แต่ว่าเราสร้างไว้บ้างมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรจริงเหรอป่าวล่ะครับ

สร้าง internal Link กันเองใน Blog บ้างก็ดีนะ

พอพิมพ์จบก็มาดูเสียหน่อยว่า Keyword ที่อยู่ในเนื้อความเรานั้น มันมีคำๆไหนเหรอป่าวที่อยากจะ link ไปหน้าไหนของเราเอง (ไม่ใช่ของคนอื่นน่ะครับ) แล้วก็จัดการ link ไปซะเลยน่ะครับ แต่ว่าอย่าทำให้มันมาก มันดูน่าเกลียด เอาแบบว่าให้มันอ่านรู้เรื่อง แล้วก็ link ไม่เยอะเกินไปจะดีกว่าครับ ทำให้คนที่หลงเข้ามาอ่าน อ่านรู้เรื่องครับ

link ออกนอก website ตัวเองใน NoFollow ด้วยครับ

มันไม่ได้เป็นการเห็นแก่ตัวอะไรหรอกกับการแค่ส่ง Traffic ไปแต่ว่าไม่ได้ส่งพลังลมปราชญ์ตามไปด้วย เพราะการใส่ NoFollow เป็นการตัดสายพลังที่ไหลผ่านเข้าหน้า website เรา แล้วออกไปหน้าคนอื่นครับ ยกเว้นว่าเป็นเว็ปพันมิตร หรือเว็ปตัวเองแต่ว่าเป็น URL อื่นๆครับ สั้นๆคิดแค่นี้แล้วกันนะครับว่า เป็น external link (ไปหาคนอื่น) ก็ใส่ NoFollow ด้วยล่ะครับกันนะครับอย่าลืม

ใส่ตัวหนา ตัวเอียง ใส่สีในเนื้อความบ้างก็ได้กับคำที่คุณเน้น

การใส่ตัวหนาเอียงแล้วก็ใส่สีมันเป็นการทำให้เนื้อความอ่านได้ง่ายขึ้น แล้วคนอ่าน ก็ get idea ได้เร็วกว่าเดิมว่า เราเน้นอะไร! ซึ่งเรื่องพวกนี้ผมไม่ค่อยจะทำน่ะครับ (ความขี้เกียจเข้าแทรกว่าอย่างงั้น ลมปราญไหลออก พลังชี่ลด .. โม้ไปนั่น )

กด Enter เพื่อเว้นย่อหน้า สร้าง paragraph ใหม่

อันนี้เอาไว้ดักคนอ่านน่ะครับ ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับ SEO เหรอป่าว เกี่ยวตรงว่าถ้าหากว่าคนอ่าน อ่านได้นานมันก็จะทำให้หน้า page นั้นหรือ post นั้นมันมีอะไรดี คนเข้ามาผ่านทาง อากู๋ Google แล้วก็อากู๋แกก็รับรู้ได้ว่า ส่งคนมาถูกทีเพราะว่าอ่านกันเยอะคน เหลือเกินแล้วก็นานเหลือเกินเหมือนว่า เนื้อความโดนใจน่ะครับ

ผมว่าคงต้องหยุดเพียงเท่านี้ก่อนเพราะ มันมีอีกเรื่องก็คือ คุณไม่ควรจะพิมพ์เนื้อความเป็น text ยาวเป็นกิโลๆ เหมือนกับที่ผมทำสักเท่าไหร่ แนะนำว่า อาจจะเป็นเป็น post หลายๆอันแล้วก็ ทำเหมือนเป็น POST เพื่อสรุป แล้วก็ link ไปแทน เพื่อให้เกิดจำนวน page เฉลี่ยตัวหัวต่อคนมากขึ้นนะครับ ซึ่งผมไม่ทำสักเท่าไหร่เพราะว่า ไม่มีพลัง แต่มันเป็นพฤติกรรมที่ดีในการ Blogging น่ะครับแนะนำๆ (สอนคนอื่นบอกคนอื่นแต่ว่าตัวเองไม่ทำซะงั้น ฟังดูไม่ค่อยมี credit สักเท่าไหร่เนาะ เฮอะๆ

กินอาหารร้านไหนเด็ดก็เอามาบอกกัน : ร้านกิวกิวเต้ ร้านแรกที่ review บน Rackmanagerpro

วันนี้ผมไมได้บ่นเรื่อง iPhone app น่ะครับแม้ว่าผมจะยังจิ้มมันทุกวันแบบไม่ยั้งมือก็ตามที แต่จะพักเรื่องราวเอาแล้วก็หันมาเรื่องกินบ้างอ่ะครับ จริงๆแล้ว เว้ปนี้มันไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องกินได้ แต่ก็อีก มี Blogger เมืองนอกเมืองนาหลายคน เค้าก็เห็นตรงกับว่า Web Blog หรือ Blog ถ้าหากว่าอยากจะทำให้คนอื่นติดตามเราได้นั้น ก็อาจจะต้องมี กลิ่น ความเป็นตัวเองติดเข้าไปที่เว็ปของเราด้วยครับ วิธีการก็ไม่ยาก ก็คือ การเอาเรื่องราวใดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวบ้างเล็กน้อยถึงปานกลางเข้ามาพัวพัน นั้นก็จะทำให้เว็ปคุณแตกต่างกันจากเว็ปที่เขียนแนวๆเดียวกับคุณแล้วครับ แน่ล่ะ เพราะว่าแต่ละคนก็มี Life style ไม่เหมือนกันนี่เนาะ

ว่าแล้ว ผมก็มีเรื่องอีกประเภทที่ Blog ส่วนตัวผมจะพิมพ์เอาไว้เสมอ (เอ .. แต่ว่านี่ก็ Blog ส่วนตัวอยู่เหมือนกันนี่หน่า แต่ว่าผมก็เปิดน่ะครับ ถ้าหากว่าใครอยากจะเป็น Guest Post ในนี้ก็ไม่ว่าอะไรครับ อยากจะให้มีคนอื่นพิมพ์เขียนเอาไว้ที่ Blog แห่งนี้ด้วยซ้ำไป แต่ว่า .. ผมก็พิมพ์อยู่คนเดียวเนี่ยะล่ะ ) ใน Blog ส่วนตัวผม จะชอบเล่าเรื่องเกี่ยวกับที่กินเข้าไป ด้วยครับเพราะ ผมจะได้นึกออกว่า เคยไปกินทีไหนมาแล้วมั่ง แล้วอาหารรสชาติเป็นยังไง กินแล้วมันแพงมากน้อยแค่ไหน แล้วก็แนะนำเพื่อนๆต่อได้อีกที ถ้าหาก่วาอยากแนะนำร้านไหนให้เพื่อนก็มา Google เว็ปตัวเอง แล้วก็โยน Link ให้เพื่อนไป ให้เค้ามาอ่านเองก็จบ น่ะครับเป็นการประหยัดเวลาที่จะแนะนำร้านอาหารน่ะครับ เหตุผล ก็เป็นอย่างงี้น่ะครับ เพราะงั้นแล้ว แปลว่าถ้าหากว่าร้านไหนห่วยๆ อาหารไม่อร่อยหรือว่ามีอะไรให้ติ เนี่ยะ ผมก็จะไม่ได้พูดถึงเลยน่ะครับ เพราะผมก็จะไม่ได้เอาร้านไป LInk ส่งต่อให้เพื่อนๆแต่อย่างใดน่ะครับ

กลับมาเรื่องกินกันมั่ง ร้านแรกที่ผมประเดิม เปิด content ที่เกี่ยวกับร้านอาหารหรือของกินของเล่น กินเที่ยว ร้านแรกก็คือ ร้าน GYUGYU เต้ ครับ เป็นร้านทีขายเนื้อย่าง ชำนาญพิเศษ ครับ เหมาะสำหรับคนที่กินเนื้อเอามากๆ แต่ว่าถ้าหากว่าคุณกินเนื้อไม่ได้เค้าก็มีหมูให้คุณกินน่ะครับ แต่ก็อีก ร้านเค้าก็ไม่ได้เน้นเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ผมไม่ได้หมูเข้าปากสักคำน่ะครับ แล้วก็หากว่าคุณจะกินหมูแล้วล่ะก็ ผมว่าแนะนำไปกินร้านอะไรธรรมดาๆก็ได้น่ะครับไม่ต้องเป็นกิวกิวเต้นี่ก็ได้ครับ

ร้านนี้อยู่ติดริมแม่น้ำน่ะครับ ผมก็ไม่รู้จักด้วยซิว่าผมจะบอกว่าร้านนี้อยู่ที่ไหนได้ยังไง เอาเป็นว่าคุณก็ลอง Google ดูเอาเองก็ได้น่ะครับ หรือว่าดูที fourquare เอาก็น่าจะมีคนที่แวะมาบ้างแล้วก็เป็นไปได้น่ะครับ(จริงๆผมก็กรอกพิกัดใน Fourquare แล้วล่ะครับแต่ว่าผมก็ดันพิมพ์ชื่อ Location นี้ไปว่า GUEGUE ประมาณว่าเมาพิมพ์ผิดอย่างแรงน่ะคับ)

เนื้อซุปเปอร์กิวกิวเต้ 

สำหรับเมนูที่ผมกินแล้วแนะนำก็น่าจะเป็นเมนูนี้น่ะครับ ซูเปอร์กิวกิวเต้ (แสดงที่ภาพนี้ครับ) แล้วก็อีกส่วนที่ผมไม่ได้ถ่ายมาด้วยก็คือ โจคะรูบิ ผมก็ถามเค้าว่าส่วนนี้มันคืออะไร เค้าก็บอกผมว่า มันคือ "แป้นขาน้องวัว" อืมก็ง

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • กิวกิวเต้ รีวิว
  • รีวิว กิว กิว เต้
  • รีวิวร้าน กิว กิว เต้

วิธีคิด : Blog ยังไงให้มีเนื้อหาเอามา Blog กันอยู่เป็นประจำ

blog board 
ถ้าหากว่าคุณถามผมแบบนี้แสดงว่า เว็ป Blog ที่คุณกำลังเขียนอยู่นั้นไม่ได้มาจากความสนใจของคุณแม้แต่น้อยย ทำไมผมบอกได้อย่างงั้นน่ะเหรอครับ ? ไม่แปลกหรอก ลองคิดกลับทางกันดูดีกว่าว่า ถ้าหากว่า เรื่องราวเฉพาะเจาะจงใดๆ คุณชอบและสนใจมันอยู่แล้ว คุณแทบไม่ต้องออกแรง เพื่อหาข้อมูล ศึกษา หรือความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ แต่อย่างใด แล้ว สิ่งที่คุณทำ ก็จะทำอยู่ตลอดเวลา เสียด้วยซิ ไม่ว่ากำลังจะนอน หรือเพิ่งตื่นมาตอนเช้า หรือ เวลาว่างหลังจากงาน หรือ แม้กระทั่งเวลางาน เมื่อคุณว่างจากงาน (มันก็ต้องว่างหน่อยน่ะครับมันถึงจะอ่านนู้นอ่านนี้ได้จริงเหรอป่าวล่ะครับ)

เพราะแท้ที่จริงแล้วการ Blogging ก็เป็นการบอกต่ออย่างหนึ่งเท่านั้น ผ่านแนวคิดและความคิดของเรา ในการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นภาพเสียงหรือตัวหนังสือ ข้อมูลคุณก็มีแล้วถ้าหากว่าคุณชอบหรือสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างว่า เรื่อง source ที่จะได้เรื่องราวมาเป็น unlimited แน่นอน และอีกเรื่องที่อาจจะต้องคิดต่อก็คือ คุณจะทำอย่างไรเพื่อให้เนื้อหาของคุณมีคุณค่าต่อคนอื่น

วิธีคิดต่อนั้นก็ไม่ยากเย็นอะไรมากมายนักหรอกครับ วิธีการคิดของผมเพื่อให้ผมพิมพ์เนื้อหาออกมาให้คุณๆได้อ่านกันก็คิดแค่ว่า "มีคนมาบอกคุณแบบนี้ซะแต่แรกมันก็น่าจะดีเนาะ"  มันแปลว่าอะไร วิธีการคิดแบบนี้จะทำให้คนอื่นที่ชอบเนื้อหาแบบเดียวกันกับคุณหรือ ค้นหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรื่องใดๆที่คุณเขียนได้เจอ "เนื้อหา" ของคุณแล้วมันก็เป็นการประหยัดเวลาในการ research ข้อมูลเหล่านั้น เพราะมันได้ผ่านการย่อยทางความคิด และกลั่นออกมาเป็น content ที่มีการบันทึกเอาไว้ และ อ่านได้ด้วยความเร็วในการรับรู้และเรียนรู้ของตนเองครับ  ผมไม่อยากให้คุณคิดมาก ว่าถ้าหากว่าคนอื่นเข้ามาอ่านแล้วจะได้อะไรจากมัน คิดแบบว่า ถ้าหากว่าผมรู้แบบนี้ก่อนมันก็น่าจะดี เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้คุณบอกคนอื่นต่อเอาไว้ก่อนล่วงหน้า แม้ว่าเค้าเหล่านั้นจะไม่ได้คิดสงสัยในประเด็นต่างๆเหล่านั้นมาก่อนก็ตามที

ยิ่งถ้าหากว่าเนื้อหาของคุณใน blog ของคุณมี theme เรื่องราวที่น่าสนใจเฉพาะเจาะจงได้ชัดเจน มันจะทำให้คนที่คิดแบบคุณ และสนใจแบบคุณๆจะกลับเข้ามาอ่านหรือก็สมัคร feed เพื่อรับ content ใหม่ที่พิมพ์ออกมาครับ

อีกวิธีการหนึ่งที่ผมเห็นว่าดีไม่ใช่น้อยก็คือ เนื้อหาเชิงที่คนเห็นด้วยได้ง่าย ใครๆก็ชอบอ่านเรื่องราวที่คิดว่า เหมือนกับที่ตัวเองคิดเอาไว้หรือว่าเป็นเนื้อหาที่มีความคิดในแบบเดียวกับตน ถ้าหากว่าอ่านแล้วกินใจ แบบประมาณว่า ใช่เล้ย >< อะไรแบบนั้น ก็จะเกิดการ share ต่อไปได้ดีกว่า เนื้อหาที่ขัดกับความคิดของคนอ่านเป็นแน่แท้ครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่าคิดอะไรไม่ออกก็ลอง พูดถึงเรื่องที่คนอื่น (ใน theme คนอ่านเดียวกันกับคุณ) จะเห็นด้วยได้ง่าย หรือว่าโดนใจครับ case นี้รู้ไว้ใช่ว่าเพราะเราก็ไม่สามารถประเมินได้จริงๆหรือว่า คนอื่นเค้าจะคิดเหมือนกับเราหรือไม่ แต่ก็อีก เราก็ออกแรงเดาเท่าที่เราจะทำได้น่ะหละครับ

และวิธีการสุดท้ายที่เป็นต้นกำเนิดของการ Blogging ที่ rackmanagerpro.com นี้ก็ว่าได้ก็คือ การบันทึกเพื่อให้ตัวเอง search กลับมาได้น่ะครับ เนื้อหานี้จะเหมาะกับเนื้อหาแนว how to หรือ บอกกล่าววิธีการแก้ปัญหาใดๆ ครับ เช่น ถ้าหากว่าผมมี เคร

กินอะไรเป็นอย่างงั้น อ่านหรือเสพสื่ออะไรแบบไหนก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

anything

ผมเคยคิดอยู่ว่า สมองหรือความคิดคนเราไม่ได้ถูกเสกออกมาจากเนื้อแท้ความคิดภายในของเราแต่เพียงอย่างเดียว เราสามารถที่จะคิดและปรับเปลี่ยนทัศนคติ และ แนวคิด วิธีการคิดต่างๆได้จาก การที่เราผ่านประสบการณ์มาไม่เหมือนกันครับ ทำให้ถ้าหากว่าเรารับสื่อใด มากๆ แล้วมีการบอกกล่าวอย่างไรมากเข้า เราก็อาจจะคิดและเชื่อตามนั้น (เพราะเราก็คงไม่ได้คิดและเชื่อตัวเราอยู่ตลอดหรอก) หรือแม้ว่า ถ้าหากว่าเราคิดว่าเราเชื่อตัวเราเอง หรือ เชื่อแนวคิดของตัวเราเอง แต่ปรากฏแท้ที่จริงนั้น ความคิดของเราที่เราเป็นอยู่ก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราโดยแท้จริงแต่ประการใด

ลองคิดแบบนี้ดีกว่า ถ้าหากว่าเราไม่ได้เรียนแบบที่เราเรียนมา ถ้าหากว่าเราไม่ได้เข้าโรงเรียนและไม่ได้เจอเพื่อนชุดเดียวกับที่เราได้เจอะเจอมา เราจะมีแนวคิดต่อ เพื่อน สังคม และโลกทัศน์แบบที่เราเป็นนี้อยู่หรือไม่ ? ถ้าให้ผมเดา ผมว่าไม่เหมือนแน่นอน แม้ว่าอาจจะไม่มีอะไรพิสูจน์ได้โดยเนื้อแท้ นั้นก็แปลว่า เราก็อาจจะพิสูจน์ไม่ได้เช่นเดียวกัน ว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ ?

แต่เรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก็คือ เราเลือกที่จะเอาความคิดใดๆใส่หัวเราได้เช่นเดียวกัน ! อย่างน้อยที่สุดขอให้รู้ไว้ว่า "เราพอจะเลือกได้" เช่น ถ้าหากว่าคุณอยากเป็นคนหัวศิลป์ art ตัวแม่ หรือตัวพ่อก็สุดแล้วแต่ คุณเลือกที่จะรับสื่อแนวนั้นได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่คุณจะอ่าน คณะที่คุณจะเรียนหรือแม้แต่งานอดิเรก ที่คุณพอจะมีแนวคิดที่จะได้เลือกเองบ้างว่าคุณสนใจอะไร ทำให้คุณเปิดเผยต่อ สื่อ และ ความคิดผ่านสื่อ เหล่านั้นในเรื่องที่คุณเลือกได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงแม้กระทั่งเป็น expert ทางด้านนั้นทีเดียว (ที่เป็น expert ก็เพราะว่าคนอื่นเค้าไม่ได้อ่าน เรียนรู้ และผ่านประสบการณ์เฉพาะด้านเดียวกันคุณยังไงล่ะครับ)

เมื่อคุณรู้แบบนี้แล้ว ขอให้คิดแค่ว่า ถ้าหากว่าคุณอยากจะชำนาญ เรื่องอะไรเป็นพิเศษของให้คิดเอาไว้แค่ว่า "เราชำนาญและสนใจทางด้านนั้น" เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ที่เราจะเริ่ม "รับ" สื่อไม่ว่าจะเป็น หนังสือ หรือ Blog content การค้นหาข้อมูลอ่านเล่นในเรื่องราวเหล่านั้นใน internet การแสดงออกความคิดเห็นและ พบปะแลกความคิดเห็นกับคนที่สนใจในเรื่องราวคราวเดียวกัน  ทำให้คุณมี insight เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆเพิ่มขึ้นได้ไม่ยากนั่นเอง และ มันจะให้ตัวคุณ"แตกต่าง"ออกไปจากคนอื่นๆยังไงล่ะครับ

ผลสรุปออกมาว่า iPhone application ตัวที่ผมใช้มากที่สุด ณ ตอนนี้คือ Skype !

skype-iphone-3.0 ผมใช้ iPhone App อะไรเยอะที่สุด ก็อาจจะไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะใช้อันนั้นเยอะสุดครับ อันนี้แล้วแต่ พฤติกรรมของแต่ละคน และ ลักษณะการทำงานของแต่ละคนเช่นเดียวกันน่ะครับ เพราะด้วยผมจะปรากฏตัวอยู่แต่ตำแหน่งที่เป็น wifi zone เท่านั้น (ส่วนใหญ่ยกเว้นตอนอยู่บนถนนซึ่งผมก็ไม่ได้โทรศัพท์ตอนขับรถมากนัก ) ก็จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดของผมจะโดนรังสี wifi อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนี้ ่เอาเถอะครับ บทความนี้ไม่ได้อยากจะบอกว่า มันมีความเสี่ยง wifi ทำให้เป็นหมัน หรือว่ามันมีผลกระทบต่อสมองหรือไม่นั้น ผมไม่รู้แล้ว พวกที่เค้า research กันเค้าก็อนุญาตมันให้ใช้กันโดยทั่วไปมานานมากแล้วน่ะครับ ถ้าหากว่ามันเป็นภัย เราก็คงต้องโดนอะไรกันมามั่งแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอกันตอนนี้เท่านั้นครับ

ตอนนี้ผม assume ว่า Wifi เป็นสิ่งปลอดภัยในการใช้งานแล้วกันนะครับ เพราะไม่อยากจะคุยผิดประเด็น(แต่ก็ซัดไปแล้วสามสี่ห้าบรรทัด) เอ .. เอาเถอะครับ เพราะ ผมอยู่ในเขตที่เป็น Wifi อยู่ตลอดเวลา และจะต้องโทรศัพท์เพื่อติดต่อไปยังโรงงานหรือติดต่อกับ supplier เพื่อคุยเรื่องซื้อของอะไรก็สุดแล้วแต่ และ เนื่องด้วยตอนนี้ผมใช้เป็น iPhone 3GS ผมจะเปิด โหลด program (หรือที่เรียกว่า app ) กันได้เร็วมากมาย ก็ทำให้ผมเลือกที่โทรศัพท์ผ่าน Skype call (ผ่าน wifi) ทุกครั้งที่ผมโทรเลยก็ว่าได้

ไม่ใช่ว่าผมไม่มีโทรศัพท์มือถือธรรมดาน่ะครับ แท้ที่จริงแล้ว ผมก็มี โทรศัพท์เครื่องที่ทาง office ออกค่าโทรศัพท์ให้ แต่ดูๆแล้ว มันเริ่มไม่เหมาะกับผมแล้วล่ะเพราะว่า ที่ๆผมอาศัยอยู่ไม่ว่าจะเป็นบ้าน office โรงงานและห้องนอน ก็มี wifi ทั้งนั้น ไม่มีเหตุอะไรที่ตจะต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อการ โทรศัพท์ผ่านระบบสัญญาณปกติแม้แต่น้อย

ที่ Skype iPhone app คุณไม่ต้องทำการใส่ชื่อ skype แล้วกรอกเบอร์โทรของคนที่อยู่ใน sim ของคุณแต่อย่างใด เพราะว่า มันจะมีปุ่มให้กด เพื่อเข้าไปเลือก ค้นหา ชื่อคนที่อยู่ใน contact list ใน iPhone ของคุณอยู่แล้ว แล้วก็มี History ที่เก็บ recent call หรือ เบอร์โทรล่าสุดเอาไว้ยังไงล่ะครับ มันก็เหมือนกับการจัดการเรื่องเบอร์โทรศัพท์ของมือถือธรรมดายังไงอย่างงั้นครับ แค่ต่างกันที่ว่า ถ้าหากว่าคุณออก program ไปแล้ว คุณก็ต้องเปิด Skype เพื่อโหลด iPhone Skype Application ออกมาใหม่อีกรอบประมาณ 4 -5 วินาทีน่ะครับ เพื่อที่มันจะ sign in แล้ว พร้อมให้เราโทรออกครับผม

ลักษณะ promotion ที่ผมใช้เป็น account ของ office น่ะครับ คือ ปกติแล้วพวกพนักงานแผนกต่างประเทศจะใช้ Skype account ที่จ่ายเงินเป็นแบบ unlimited World อยู่แล้ว (แปลว่า โทรเข้าประเทศไทยเราก็ไม่มีการ charge เงินเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทั้งเบอร์บ้านและเบอร์มือถือ ) ผมก็ sign in account นั้นน่ะครับ แล้วก็ พวก chat ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะผมก็จะใช้เพื่อการโทรออกเท่านั้นน่ะครับ

ทั้งนี้ถ้าหากว่าผมทำแบบนี้ไปเรื่อยๆแน่นอนว่า AIS จะต้องรู้ตัวว่า ทำไมการโทรของผมมันตกต่ำกว่าเดิมมากนัก ถ้าหากว่าเค้าใจดี อยากจะปรับให้ pro ให้เหมาะสมกับเราเค้าก็จะโทรมาหาเราน่ะครับ ว่าอยากจะปรับโปรเหรอเปล่าเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานโทรออกที่น้อยลงไปเหมือนกับไม่ได้ใช้งานกันเลยก็ว่าได้ แต่ว่า ผมว่านโยบายของค่ายมือถือ นี่ผมว่าเค้าจะไม่ทำ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • app iphone แนะนำ
  • app iphone ที่ควรมี
  • app iphone เช็คเบอร์โทร ค่ายไหน
  • app ไอโฟน ฟรี
  • www socialbox com สำหรับไอโฟน
  • app iphone เบอร์โทร ฉุกเฉิน
  • iphone app เบอร์โทรฉุกเฉิน
  • iphone app แนะนำ
  • iPhone คุย socialbox กับ notebook

อยากแนะนำว่าร้านอาหารหรือ Shop offline ขายของควรมี Wifi Free ไว้สร้าง WOM

free-wifi เขียนหัวเรื่องแบบนี้อาจจะคิดแค่ว่า เอา Wifi มาปะไว้หน้าร้าน เพื่อให้คนเข้าร้านมาใช้ มันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองครับ ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด ผมคิดว่า ประเด็นอีกเรื่องที่คุณๆอาจจะยังไม่คิดหรือคิดไม่ถึงนั้นก็คือ โลกของเราเป็นโลกของการ share ข้อมูลผ่านอุปกรณ์มือถือกันแล้วครับ

ตอนนี้อย่างที่คุณๆรู้กันว่าผมเปลี่ยนจาก Windows Mobile Phone (HTC Diamond) มาเป็น iPhone 3GS ตัว TOP สุดเท่าที่มันจะมีได้ คือ 32 GB (ไม่รู้ทำไมมันพื้นที่เยอะอย่างงั้น แล้วก็คิดไม่ออกอีกต่างหากว่าจะเอาพื้นที่เยอะๆไปทำไมเพราะเนื้อหาทั้งหมดผมอยู่บน internet อยู่แล้ว) แล้วก็มาสังเกต พฤติกรรมตัวเองว่า ผมใช้มันเพื่ออะไร ทำอะไรกับมันบ้าง

มีข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือ ถ้าหากว่าผมเดินทางไปร้านอาหารหรือว่าร้านค้า ถ้าหากว่าเค้าบอกว่า Free Wifi ก็จะควัด iPhone ออกมาแล้วถ่ายภาพ ร้านค้า ร้านอาหารไว้ แล้วก็จัดการ update Twitter + Facebook เพื่อ Share Location บอกพิกัดว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน บอกว่าร้านค้าร้านอาหารนี้อยู่ทีไหน แล้วก็ ถ่ายภาพอาหารหรือของที่คิดว่าน่าสนใจ น่ารักอยากจะบอกคนอื่นครับ

นั้นแปลว่า " นี่เป็นโอกาสทางการตลาดอย่างแรง ! " ว่าคนที่จะทำหน้าที่ในการโปรโมตร้านค้า สินค้า หรือ ร้านอาหารของคุณ คือ คนที่ควัก iPhone ออกมานั่นเองครับ

ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือ ถ้าหากว่ามี Wifi Free กับไม่มี พฤติกรรมผมจะแตกต่างกันออกไป คือ ถ้าหากว่าไม่ Wifi ผมจะรู้อยู่แก่ใจว่า ผมต้องเปิด EDGE เสียก่อนแล้วก็อยากจะ share อาหารที่ผมกินเพื่อเอาไปอวดคนอื่นเค้า ที่เป็นเพื่อนฝูงใน Facebook หรือ Twitter เพราะว่าอาหารมันน่ากินเหลือเกินหรือว่าของหรือสินค้ามันน่ารักอยากให้คนอื่นได้ซื้อเหลือเกิน  แต่ว่า มัน connect เป็น EDGE แปลว่ากระบวนการ upload file ต่อ EDGE จะเริ่มเป็นอุปสรรคกับผม หรือ เค้าเหล่านั้นที่ชอบมีอาการเหมือนกับผม (sharaholics) แล้วก็อาจจะตัดสินใจไม่กระทำการอะไรก็ได้ครับ นั้นก็แปลว่า อดที่จะ promote ร้านค้าของคุณนั่นเอง (เสียใจด้วยน่ะครับ)

ผมว่าเหตุผลของการได้ promote สินค้าหรือบริการด้วยคนอื่น เหมือนกับที่เป็นลักษณะการบอกต่อ ผ่าน Gadget ปัจจุบันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และ ถ้าหากว่าคุณเห็นโอกาสนี้ แน่นอนว่า อยากจะเปิด Wifi ให้กันแบบไม่ต้อง Lock password กันเลยก็่ว่าได้ลองเอาไปคิดดูเองแล้วกันน่ะครับ

ถ้าหากว่าคุณๆเห็นด้วยกับผมรบกวน share Twitter หรือแม้กระทั่ง Copy เนื้อความนี้ไปเผยแพร่กันได้เลยน่ะครับผมไม่หวงห่วง content แต่ประการใดครับ กะว่าเอาให้พวกร้านอาหาร ผู้ประกอบ ห้างร้านรู้เรื่องนี้ เราจะได้มี Wifi ใช้มันทุกที่ที่เราไปเลยดีกว่าน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ร้านอาหารมีไวไฟ
  • ร้านนั่งเล่น wifi

เรื่องง่ายๆที่ต้องระวังและเรื่องที่พึงกระทำถ้าคุณมีร้าน offline และมี website Online

ถ้าหากว่าคุณมีหน้าร้านค้าจริงๆ แล้วอยากจะทำการ promote ผ่านหน้า web online แล้วล่ะก็สิ่งที่จะต้องระวังที่คุณอาจจะคิดไม่ถึงนั้นมีอยู่เยอะประการครับ ทีนี้ผมจะทำการสรุปเอาไว้เป็นประเด็นๆเลยดีกว่าว่า ถ้าหากว่าอยากจะทำนั้น คุณจะต้องระวังเรื่องอะไรกันมั่ง หรือ มีเรื่องอะไรที่น่าทำมั่งมั้ยน้อ .. อ่านได้จากบทความนี้เลยอ่ะครับ

Domain name ไม่ได้สื่อถึงร้านของคุณ

เช่นถ้าหากว่าคุณชื่อร้านกิ้กกู่คุณก็ต้องหา Domain name อะไรที่เกี่ยวข้องครับ เพื่อสื่อสารให้คนที่หลงเข้ามาที่หน้าร้านของคุณนั้น รู้แน่ชัดว่าเข้าถูกร้าน และ มันมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับร้านค้าโลกจริงของคุณครับ ไม่ใช่ว่าชือ่ domain name อย่างนึงแล้ว ชื่อหน้าร้านโลกจริงของคุณเป็นอีกชื่อนึงไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้อง หรือเหมือนกันแม้แต่น้อยก็จะทำให้เกิดความสับสนได้งวยงงได้น่ะครับ ความคิดนี้แม้ว่าจะเป็นความคิดพื้นฐาน แต่ก็มีคนงงๆ ตั้งมันคนละแบบแล้วน่ะครับ แอบเห็นพวกผู้ประกอบการบางคนทำอย่างงั้นน่ะครับ แปลกดีไม่เข้าใจเหมือนกันว่าละเมอหรือว่าไม่ระวังกันแน่ ?  แล้วก้ไม่แนะนำ ชื่อร้านแล้วต่อคำหน้าด้วย The หรือ Siteตามหลังน่ะครับ เพราะมันทำให้ดูเว็ปเป็นเว็ปรองๆกว่าเว็ปที่ไม่มีคำเหล่านั้นครับ ถ้าหากว่าเป็นไปได้ แนะนำในทางกลับกันคือว่าให้เลือก Domain name เสียก่อนแล้ว ค่อยตั้งชื่อร้านจะดีกว่าครับ 

1273063625_ktip TIP : ถ้าหากว่า domain name ของคุณมีเจ้าของแล้ว ไม่ว่าจะเป็น dot com หรือว่า dot net แนะนำว่าถ้าลูกค้าคุณเป็นคนไทยและคุณเป็นคนไทยแล้ว จะมีอีกทางเลือกที่ดีไม่ใช่น้อยก็คือ การใช้ สกุล ดอทไอเอ็นดอททีเอชครับผม (.in.th) มันจะอ่านได้ อินไทย หรือสื่อความได้ว่า มันอยู่ในประเทศไทยน่ะครับ เพราะว่า ถ้าอยากจะใช้ dot นี้คุณต้องเป็นคนไทยเท่านั้นน่ะครับ

Continue reading

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...