สงสัยล่ะซิว่าทำไมรถติดบนทางด่วนได้ ( Shockwave and Funnel Effect)

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://gpsobsessed.com/ ผมก็เคยสังเกตอยู่หลายครั้งว่าทำไม้ทำไมรถบนทางด่วนมันถึงได้ติดได้ทั้งๆที่เมื่อขับไปสักพักอยู่ๆมันก็วิ่งได้ฉิวๆ อันนี้ผมคงไม่หมายรวมถึง การที่มีการกั้นรถเพื่อให้นายกผ่านทางด่วนแล้วกันนะครับเพราะว่าอันนั้นมันก็ช่วยไม่ได้ กั้นแบบนั้น รถมันก็ต้องหยุดแน่แท้ครับ  แต่ว่าผมเจอเยอะครั้งเอามือถือออกมาอ่านนุ่นนี่นั่นแป้บเดียวก็ไปได้แล้วน่ะครับ แต่ที่ผมสงสัยจริงๆก็คือ ในสถาวการณ์ปกติ ทำไมอยู่รถถึงได้ติดได้ปรากฏว่า วันนี้เพิ่งจะมีคนมาอธิบายผม ผ่านภาพ infographics ให้เห็นกันจะซึ่งผมก็อ่านแล้ว get เลยว่า  .. มันก็น่าจะเป็นเหตุผลได้น่ะครับ ประการแรก : Shockwave effect เป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องอันเนื่องมาจากการที่รถคันใดคันหนึ่งลดความเร็วแล้วมีผลต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ จากตัวอย่าง เค้ายกตัวอย่างไว้ว่า ถ้าหากว่ามีคนเหลือง (A) ลดความเร็วจาก 60 มาเหลือ 50 ไมล์ต่อชั่วโมง (ความเร็วฝรั่งน่ะครับ) คันหลังเห็นก็ต้องลดให้ต่ำกว่า (เท่ากันก็ไม่ได้ครับเพราะมันเสี่ยงไปหน่อย แล้วก็การลดให้ได้เท่ากันมันจะเก่งเกินน่ะครับ) เช่นลดเหลือ 45 เพื่อรักษาระยะและเพื่อความปลอดภัย…

Google Analytics Opt-out : add on เพื่อการหยุดส่งข้อมูลไปเก็บใน Google Analytics

  ล่าสุด Google เพิ่งออก extension ของ Browser รุ่นที่ฮิตๆทั้งหลายให้สามารถที่จะทำการ Opt-Out ไม่ให้ Google Analytics ติดตามข้อมูลได้ นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่า คุณคิดมากว่า ตอนที่คุณเข้าหน้าเว็ปคนอื่นเค้า แล้วเค้ารู้ได้ว่า คุณมาจาก link หน้าเว็ปไหน หรือว่าคุณดูเนื้อหาในเว้ปไซท์นานแค่ไหน แล้วก็คุณดูไปกิ่ page กัน และอื่นๆที่อีกมากมายที่ Google Analytics จะเก็บข้อมูลได้แล้วส่งไปที่ webmaster หรือคนที่ดูแล website นั้นๆอยู่เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์การใช้งานหน้า website ของเค้าเหล่านั้นเพื่อเป็นการปรับปรุงติดตามผล (tracking) ของหน้าเว็ปไซท์ได้ หลักๆแล้ว Google Analytics จะใช้เพื่อให้คนดูแลเว็ปเห็นข้อมูลหรือผลงานในการ…

ความเป็นส่วนตัวบน Facebook ? ฝันไปเถอะไม่มีหรอกครับ ลอง Check ด้วย Privacy Scanner กันดีกว่า

Facebook ชอบมั่วนิ่มเกี่ยวกับ Privacy ที่ตัวเองเป็นคนกำหนด โดยการเอาเนื้อหาหรือข้อมูลที่ user ไม่คิดว่ามัน Public เอาไปแสดงมันให้หลาทุกทีไปน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว แนวคิดในการ post content หรือเนื้อหาอะไรก็สุดแล้วแต่ที่หน้า Facebook ผมจะคิดแบบนี้คือ "ทุกเนื้อความ ทุกถ้อยคำ ทุกรูปภาพ และ Link จะต้องบอกต่อไปยังสาธารณะได้" ต้องทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า เมื่อเราเอาภาพขึ้น Facebook ทุกภาพ ถือเป็นของ Facebook ครับไม่ใช่ของเราอีกต่อไป คุณอาจจะคิดถูกว่า คนที่เห็นก็จะเป็นแค่เพื่อนของคุณ มันก็จริงแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะว่า ถ้าหากว่าคุณแค่ตั้งว่า เพื่อนของเพื่อนคุณสามารถเห็นได้ แปลว่า คุณเอาภาพไปให้คนแปลกหน้าดูแล้วยังไงล่ะครับ (คุณคิดเหรอครับว่า เพื่อนของเพื่อนคุณจะเป็นเพื่อนคุณในทุกกรณี ไม่จริงหรอกครับ…

รู้ไว้ก่อนจะลงมือ Create เนื้อความใน Blog : Basic Blogging พื้นฐานการ Blog ที่น่าทำ

ตอนนี้น้องๆผมก็ต้อง Blog ซะอย่างงั้น แต่อยากจะ list ออกมาสักหน่อยว่า เราจะต้องคิดเรื่องอะไรบ้างเพื่อที่จะทำให้การ Blog ครั้งนั้นๆ ดูดีแล้วก็น่าจะมีประโยชน์ต่อการทำ ON Page SEO สักหน่อยน่ะครับ งั้นมาดูดีกว่าว่าถ้าหากว่าจะ Blog ให้ได้หน้า page หรือหน้า post นั้นได้ดีเนี่ยะ น่าจะทำยังไงกัน ? คิดก่อนว่าจะมุ่งเป้าคีย์เวริ์ดอะไรดีและหาว่าคนค้นคำนั้นเยอะแค่ไหน ? เรื่องของ Keyword นี้คุณต้องหาเสียก่อนว่าจะเลือกเอา Keyword อะไรน่ะครับ แล้ววิธีการได้มาซื้อ Keyword นั้นก็มีเยอะแยะหลากวิธีการครับ ถ้าหากว่าผมพูดสั้นๆก็จะได้ความว่า เราก็คิด Keyword List ออกมาเป็นกระตั้ก เป็นปึกๆ แล้วก็ทำการ…

กินอาหารร้านไหนเด็ดก็เอามาบอกกัน : ร้านกิวกิวเต้ ร้านแรกที่ review บน Rackmanagerpro

View Full Album วันนี้ผมไมได้บ่นเรื่อง iPhone app น่ะครับแม้ว่าผมจะยังจิ้มมันทุกวันแบบไม่ยั้งมือก็ตามที แต่จะพักเรื่องราวเอาแล้วก็หันมาเรื่องกินบ้างอ่ะครับ จริงๆแล้ว เว้ปนี้มันไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องกินได้ แต่ก็อีก มี Blogger เมืองนอกเมืองนาหลายคน เค้าก็เห็นตรงกับว่า Web Blog หรือ Blog ถ้าหากว่าอยากจะทำให้คนอื่นติดตามเราได้นั้น ก็อาจจะต้องมี กลิ่น ความเป็นตัวเองติดเข้าไปที่เว็ปของเราด้วยครับ วิธีการก็ไม่ยาก ก็คือ การเอาเรื่องราวใดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวบ้างเล็กน้อยถึงปานกลางเข้ามาพัวพัน นั้นก็จะทำให้เว็ปคุณแตกต่างกันจากเว็ปที่เขียนแนวๆเดียวกับคุณแล้วครับ แน่ล่ะ เพราะว่าแต่ละคนก็มี Life style ไม่เหมือนกันนี่เนาะ ว่าแล้ว ผมก็มีเรื่องอีกประเภทที่ Blog ส่วนตัวผมจะพิมพ์เอาไว้เสมอ (เอ .. แต่ว่านี่ก็ Blog…

วิธีคิด : Blog ยังไงให้มีเนื้อหาเอามา Blog กันอยู่เป็นประจำ

  ถ้าหากว่าคุณถามผมแบบนี้แสดงว่า เว็ป Blog ที่คุณกำลังเขียนอยู่นั้นไม่ได้มาจากความสนใจของคุณแม้แต่น้อยย ทำไมผมบอกได้อย่างงั้นน่ะเหรอครับ ? ไม่แปลกหรอก ลองคิดกลับทางกันดูดีกว่าว่า ถ้าหากว่า เรื่องราวเฉพาะเจาะจงใดๆ คุณชอบและสนใจมันอยู่แล้ว คุณแทบไม่ต้องออกแรง เพื่อหาข้อมูล ศึกษา หรือความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ แต่อย่างใด แล้ว สิ่งที่คุณทำ ก็จะทำอยู่ตลอดเวลา เสียด้วยซิ ไม่ว่ากำลังจะนอน หรือเพิ่งตื่นมาตอนเช้า หรือ เวลาว่างหลังจากงาน หรือ แม้กระทั่งเวลางาน เมื่อคุณว่างจากงาน (มันก็ต้องว่างหน่อยน่ะครับมันถึงจะอ่านนู้นอ่านนี้ได้จริงเหรอป่าวล่ะครับ) เพราะแท้ที่จริงแล้วการ Blogging ก็เป็นการบอกต่ออย่างหนึ่งเท่านั้น ผ่านแนวคิดและความคิดของเรา ในการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นภาพเสียงหรือตัวหนังสือ ข้อมูลคุณก็มีแล้วถ้าหากว่าคุณชอบหรือสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างว่า เรื่อง source ที่จะได้เรื่องราวมาเป็น…

กินอะไรเป็นอย่างงั้น อ่านหรือเสพสื่ออะไรแบบไหนก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

ผมเคยคิดอยู่ว่า สมองหรือความคิดคนเราไม่ได้ถูกเสกออกมาจากเนื้อแท้ความคิดภายในของเราแต่เพียงอย่างเดียว เราสามารถที่จะคิดและปรับเปลี่ยนทัศนคติ และ แนวคิด วิธีการคิดต่างๆได้จาก การที่เราผ่านประสบการณ์มาไม่เหมือนกันครับ ทำให้ถ้าหากว่าเรารับสื่อใด มากๆ แล้วมีการบอกกล่าวอย่างไรมากเข้า เราก็อาจจะคิดและเชื่อตามนั้น (เพราะเราก็คงไม่ได้คิดและเชื่อตัวเราอยู่ตลอดหรอก) หรือแม้ว่า ถ้าหากว่าเราคิดว่าเราเชื่อตัวเราเอง หรือ เชื่อแนวคิดของตัวเราเอง แต่ปรากฏแท้ที่จริงนั้น ความคิดของเราที่เราเป็นอยู่ก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราโดยแท้จริงแต่ประการใด ลองคิดแบบนี้ดีกว่า ถ้าหากว่าเราไม่ได้เรียนแบบที่เราเรียนมา ถ้าหากว่าเราไม่ได้เข้าโรงเรียนและไม่ได้เจอเพื่อนชุดเดียวกับที่เราได้เจอะเจอมา เราจะมีแนวคิดต่อ เพื่อน สังคม และโลกทัศน์แบบที่เราเป็นนี้อยู่หรือไม่ ? ถ้าให้ผมเดา ผมว่าไม่เหมือนแน่นอน แม้ว่าอาจจะไม่มีอะไรพิสูจน์ได้โดยเนื้อแท้ นั้นก็แปลว่า เราก็อาจจะพิสูจน์ไม่ได้เช่นเดียวกัน ว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ ? แต่เรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก็คือ เราเลือกที่จะเอาความคิดใดๆใส่หัวเราได้เช่นเดียวกัน ! อย่างน้อยที่สุดขอให้รู้ไว้ว่า "เราพอจะเลือกได้" เช่น…

ผลสรุปออกมาว่า iPhone application ตัวที่ผมใช้มากที่สุด ณ ตอนนี้คือ Skype !

ผมใช้ iPhone App อะไรเยอะที่สุด ก็อาจจะไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะใช้อันนั้นเยอะสุดครับ อันนี้แล้วแต่ พฤติกรรมของแต่ละคน และ ลักษณะการทำงานของแต่ละคนเช่นเดียวกันน่ะครับ เพราะด้วยผมจะปรากฏตัวอยู่แต่ตำแหน่งที่เป็น wifi zone เท่านั้น (ส่วนใหญ่ยกเว้นตอนอยู่บนถนนซึ่งผมก็ไม่ได้โทรศัพท์ตอนขับรถมากนัก ) ก็จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดของผมจะโดนรังสี wifi อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนี้ ่เอาเถอะครับ บทความนี้ไม่ได้อยากจะบอกว่า มันมีความเสี่ยง wifi ทำให้เป็นหมัน หรือว่ามันมีผลกระทบต่อสมองหรือไม่นั้น ผมไม่รู้แล้ว พวกที่เค้า research กันเค้าก็อนุญาตมันให้ใช้กันโดยทั่วไปมานานมากแล้วน่ะครับ ถ้าหากว่ามันเป็นภัย เราก็คงต้องโดนอะไรกันมามั่งแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอกันตอนนี้เท่านั้นครับ ตอนนี้ผม assume ว่า Wifi เป็นสิ่งปลอดภัยในการใช้งานแล้วกันนะครับ เพราะไม่อยากจะคุยผิดประเด็น(แต่ก็ซัดไปแล้วสามสี่ห้าบรรทัด) เอ ..…

อยากแนะนำว่าร้านอาหารหรือ Shop offline ขายของควรมี Wifi Free ไว้สร้าง WOM

เขียนหัวเรื่องแบบนี้อาจจะคิดแค่ว่า เอา Wifi มาปะไว้หน้าร้าน เพื่อให้คนเข้าร้านมาใช้ มันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองครับ ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด ผมคิดว่า ประเด็นอีกเรื่องที่คุณๆอาจจะยังไม่คิดหรือคิดไม่ถึงนั้นก็คือ โลกของเราเป็นโลกของการ share ข้อมูลผ่านอุปกรณ์มือถือกันแล้วครับ ตอนนี้อย่างที่คุณๆรู้กันว่าผมเปลี่ยนจาก Windows Mobile Phone (HTC Diamond) มาเป็น iPhone 3GS ตัว TOP สุดเท่าที่มันจะมีได้ คือ 32 GB (ไม่รู้ทำไมมันพื้นที่เยอะอย่างงั้น แล้วก็คิดไม่ออกอีกต่างหากว่าจะเอาพื้นที่เยอะๆไปทำไมเพราะเนื้อหาทั้งหมดผมอยู่บน internet อยู่แล้ว) แล้วก็มาสังเกต พฤติกรรมตัวเองว่า ผมใช้มันเพื่ออะไร ทำอะไรกับมันบ้าง มีข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือ ถ้าหากว่าผมเดินทางไปร้านอาหารหรือว่าร้านค้า ถ้าหากว่าเค้าบอกว่า Free Wifi…

เรื่องง่ายๆที่ต้องระวังและเรื่องที่พึงกระทำถ้าคุณมีร้าน offline และมี website Online

ถ้าหากว่าคุณมีหน้าร้านค้าจริงๆ แล้วอยากจะทำการ promote ผ่านหน้า web online แล้วล่ะก็สิ่งที่จะต้องระวังที่คุณอาจจะคิดไม่ถึงนั้นมีอยู่เยอะประการครับ ทีนี้ผมจะทำการสรุปเอาไว้เป็นประเด็นๆเลยดีกว่าว่า ถ้าหากว่าอยากจะทำนั้น คุณจะต้องระวังเรื่องอะไรกันมั่ง หรือ มีเรื่องอะไรที่น่าทำมั่งมั้ยน้อ .. อ่านได้จากบทความนี้เลยอ่ะครับ Domain name ไม่ได้สื่อถึงร้านของคุณ เช่นถ้าหากว่าคุณชื่อร้านกิ้กกู่คุณก็ต้องหา Domain name อะไรที่เกี่ยวข้องครับ เพื่อสื่อสารให้คนที่หลงเข้ามาที่หน้าร้านของคุณนั้น รู้แน่ชัดว่าเข้าถูกร้าน และ มันมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับร้านค้าโลกจริงของคุณครับ ไม่ใช่ว่าชือ่ domain name อย่างนึงแล้ว ชื่อหน้าร้านโลกจริงของคุณเป็นอีกชื่อนึงไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้อง หรือเหมือนกันแม้แต่น้อยก็จะทำให้เกิดความสับสนได้งวยงงได้น่ะครับ ความคิดนี้แม้ว่าจะเป็นความคิดพื้นฐาน แต่ก็มีคนงงๆ ตั้งมันคนละแบบแล้วน่ะครับ แอบเห็นพวกผู้ประกอบการบางคนทำอย่างงั้นน่ะครับ แปลกดีไม่เข้าใจเหมือนกันว่าละเมอหรือว่าไม่ระวังกันแน่ ?  แล้วก้ไม่แนะนำ ชื่อร้านแล้วต่อคำหน้าด้วย The…