เรียนรู้การ Blogging เพื่อการค้า ร้านค้า หรือ โปรโมตร้านค้าทั้ง offline และ online

ร้านค้าทำไมต้อง ฺBlog  Blog เพื่อร้านค้า นี่ผมหมายถึงอะไร ผมจะเล่าให้ฟังก่อนแล้วกันนะครับ ก็คือ ตอนนี้ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า การ Blogging ด้วย WordPress เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้หน้าร้านค้าได้ถูกแสดงที่หน้า Google จากคำค้นหาใดๆ ได้ง่ายกว่าสมัยก่อนมาก เรียกได้ว่า อาจจะต้องมีความรู้มากนัก ก็สามารถที่จะใช้ WordPress เพื่อบอกได้ว่า ร้านค้าของเรามีตัวตน แวะเข้ามาที่ร้านหน่อยซิ หรือว่าอย่างน้อยที่สุด เค้าก็จะมาเจอเว็ปไซท์ของเรา ที่เราพิมพ์เนื้อความต่างๆเอาไว้ ทั้งที่มีประโยชน์และไร้สาระสำหรับเค้าเหล่านั้นครับ

เหตุผลที่ร้านค้าจะต้อง Blog

เหตุผลว่าการ Blogging จะทำให้ขึ้นอันดับด้วย Keyword ใดๆนั้นจะเป็นเรื่องที่สามารถค้นหา Google เอาเองได้ว่า จะทำได้อย่างไร เพราะ มีสื่อหรือ course สอนเอาไว้มากมาย (ก่ายกอง) แล้วถ้าหากว่ามีความเข้าใจ และศึกษามัน ผมว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้น่ะครับ เพราะ ฉะนั้นแล้ว หลักการพื้นฐานของการ Blog เพื่อร้านค้าเพื่อคาดหวังผลของคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ก็น่าจะไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นเกินไป หากว่าร้านค้าของคุณเป็นร้านที่เฉพาะเจาะจง หรือ ที่เรี่ยกว่าเป็น Niche ครับ

แล้วเหตุผลที่เหนือไปกว่านั้นอีกก็คือ เว็ปไซท์ที่คุณเข้ามานี้เป็นเว็ปที่คนหลงทางเข้ามาผ่าน Google search Engine เกือบทั้งหมด แล้วคำค้นหาที่ไหลเข้ามาที่เว็ปนี้ก็เป็นแบบจิปาถะเอามากๆ แต่มี scope ของเนื้อความที่แน่นอนครับ นั่นก็คือ เรื่องราวประมาณที่ผมพิมพ์และเล่าให้ฟังทั้งหมดที่อยู่หน้าเว็ปแห่งนี้ยังไงล่ะครับ ผมก็จะพูดเรื่อง การใช้งาน Skype เพื่อโทรไปหาเพื่อนๆ หรือโทรไปหาสาวๆผ่าน VOIP ของ Skype ได้แบบเหมาจ่าย หรือว่าอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่น ใช้ Windows Mobile เพื่อต่อ Skype ผ่าน Wifi ก็สามารถทำได้ เป็นต้น เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ผมสนใจอยู่แล้ว เพราะมีน้องผมอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องโทรไปหาบ้างบางครั้ง หรือว่าที่ Office ก็จะต้องมีพนักงานแผนกต่างประเทศ ติดต่อลูกค้าทั่วโลกอยู่เป็นประจำ

คนไหนผ่าน Keyword แบบหางว่าวเข้าเว็ป Blog

นอกจากนี้เนื้อหาที่เล่าบนหน้า rackmanagerpro.com แห่งนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องจิปาถะมากมายอะไร ก็ทำให้คนที่หลงเข้ามาจะเป็นแนวเดียวๆกัน คือ คนที่ใช้ internet เป็นประจำ เพื่อาการติดต่อ  หรือ เป็นคนที่หลงเข้ามาเพราะว่าเจอปัญหาแบบเดียวกับที่ผมเคยเจอ และผมก็พิมพ์บอกวิธีการแก้เอาไว้แล้วเก็บเอาไว้ เพราะว่า แม้ตัวผมเองก็ Google เว็ปตัวเองเพื่อดูว่าผมเคยพิมพ์เพื่อบอกตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆเอาไว้ว่าอย่างไร (ล่าสุดที่ผมก็ Google ว่า Google Chrome extension Twitter ที่ผม Google แบบนีก็เพราะว่าผมจำไม่ได้ว่าอีกเครื่องผมลง Chrome Extension อะไรเอาไว้น่ะครับ ตอนนี้มันยังไม่มีระบบ Extension Sync ก็ต้อง install by hand กันไปก่อนน่ะครับ  ..)

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเรื่องเชิงเดียวกันครับ ทำให้คนไหลผ่านการค้นหาบน Google มาเป็นแบบ หางว่าว … แต่ทั้งหมดเป็น scope แบบเดียวกันครับ  .. แปลว่า "ถ้าหากว่าคุณเป็นคนในวงการอะไรก็แล้วแต่ แล้วพิมพ์หรือ Blog เกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง หรือ เรื่องต่างๆในวงการตัวเอง หรือ เรื่องที่ตนเองสนใจแล้ว คนที่สนใจเรื่องราวคล้ายคลึงกัน ก็จะใช้คำศัพท์ แล้วค้นหาเจอเว็ปของคุณยังไงล่ะครับ"

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่า Blog เพื่อ Keyword มันเป็นยังไงกัน

ลองคิดดูดีกว่าครับ ถ้าหากว่าคุณขาย Delivery "ข้าวเหนียวผสมหมูสับ" และ จัดส่ง
ข้าวเหนียว ทั่วประเทศ ไม่จำกัดจำนวน (อ่ะ Business นี้ผม make ขึ้นมาน่ะครับ ) แน่นอนว่ามันเป็น Niche และเป็นเอามากๆด้วยเพราะว่า ไม่มีคนกิน ข้าวเหนียวใส่หมูสับ พร้อมกันเอาเข้าปากหรอกนะครับ ยกเมฆมาให้เห็นครับ ทีนี้ วันๆคุณว่างๆก็ทำการเขียนเรื่องราว "ข้าวเหนียวใส่หมูสับ" ที่คุณขายไปเรื่อยๆ ถ้าร้านคุณเริ่มมีคนสนใจบอกต่อ เค้าก็อาจจะค้นคำว่า "ข้าวเหนียวหมูสับ" ก็เป็นไปได้นะครับ เมื่อค้นหาแล้วก็จะมาเจอเว็ปคุณยังไงล่ะครับ ( แน่นอน ตอนนี้ถ้าหากว่า คุณ Google ว่า ข้าวเหนียวหมูสับ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเจอเว็ปผมแทนน่ะครับ) แต่ว่า ผมไม่ได้บอกให้คุณพูดแต่ ข้าวเหนียวหมูสับของคุณแต่เพียงอย่างเดียว คุณต้องเล่าเรื่องต่างๆ นานา ที่จะเกี่ยวข้องกับ การทำ Business ของคุณครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งสินค้า ส่งไปแล้วลูกค้าชอบมากมาย หรือ เรื่องใดๆที่อยู่ในวงการขายของแบบคุณครับ ผมบอกไม่ได้หรอก ว่ามันจะต้องมีเนื้อหาประมาณไหน เพราะคุณเท่านั้นที่จะรู้ว่า คุณรู้อะไร ? (ผมจะรู้มั้ย ) มันจะเป็นการเพิ่ม List ของคำที่คาดว่าจะเกี่ยวข้อง โดยที่คุณแทบไม่รู้ตัวเองเลยครับ และถ้าหากว่าคุณทำมันอย่างเป็นล่ำเป้นสัน ต่อเนื่อง คงที่คงเส้นคงวา ผมว่าสักวันคุณก็จะมีคนไหลผ่าน Google ด้วย Keyword ที่เกี่ยวข้อง(บ้าง)เข้ามาซึ่งอาจจะเป็น Potential Buyer ของคุณก็เป็นได้น่ะครับ

ตัวอย่างคนที่บอกว่า การรายได้ของเค้ามาจากการ Blogging เช่น คุณพัชร จาก iHear ครับจาก content ล่าสุด เค้าพิมพ์บอกเอาไว้ว่า วงดนตรีสำหรับงานแต่งงาน iHear ได้รายได้มาจากการ Blogging เป็นสัดส่วนประมาณ 70% เฉพาะ Blog ของตัวเค้าเองครับ และ ถ้าหากว่ารวมจาก Blog ของเพื่อนๆในวงเค้าอีกอีก 15% ก็แปลว่า รายได้จากการขายวงดนตรีแต่งงานได้นั้นมากถึง 85% กันเลยทีเดียว !

การประเมินว่าลูกค้าเข้ามาหาเราได้จากทางไหน

สำหรับเรื่องวงดนตรีเพื่องานแต่งงาน iHear เดาเอาว่าไม่ได้มีระบบ shopping cart อะไรเพื่อบอกตัวเลขว่าแหล่งรายได้มาจากไหนแต่ก็สามารถประเมินเป็นตัวเลข Customer ที๋โดน Lead เข้ามาเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถกระทำได้จาก "การถาม" ว่าคุณรู้จักเราได้อย่างไรครับ ผมว่าต้องถามน่ะครับถ้าหากว่าไม่ถาม เราจะไม่รู้หรอกครับ ว่าเราควรจะเน้นทางไหนและ จะบอกได้อย่างไรว่า หนทางการ promote แบบไหนเป็นหนทางที่ดีที่สุด หรือว่าถ้าหากว่าอยากจะเน้นจะต้องเน้นไปในทิศทางไหนกันแน่ครับ

สรุปเรื่องที่โม้มาให้สั้นลงหน่อย

คุณสามารถที่จะ Blog เพื่อให้คนไหลผ่านหน้าเว็ปของคุณแล้วมาเจอสินค้าหรือบริการใดๆของคุณก็ได้ การ promote จะมีคู่มือและตำรามากมายเพื่อทีจะทำให้ Blog คุณติดอันดับด้วย Keyword ใดๆก็สามารถทำได้ หรือว่าจ้างเอาก็ยังไง เพราะว่า คนที่ทำ SEO สำหรับ WordPress จะทำได้ง่ายกว่า website ประเภทอื่นๆ (โครงสร้างเค้าออกแบบเอาไว้เป็นอย่างดีแล้วน่ะคัรบ แต่ก็ต้องรู้สักหน่อยว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้นเอง )

ถ้าหากว่าคุณมีร้านค้า Online ผมไม่อยากจะให้คุณ promote แต่ link ที่เข้าไปที่ร้านค้าเพื่อทำ Hard Sell แต่เพียงอย่างเดียวครับ ( hard sell ก็คือ หน้าเว็ปที่บอกว่า สินค้าอะไร ภาพเป็นยังไง แล้วก็คุณสมบัติมันคืออะไร ) อยากจะให้ Promote ผ่านทาง Blogging มากกว่า เพราะ การที่คุณเล่าเรื่องราวของสินค้าของคุณได้ มันจะเป็น story หรือเนื้อความที่เกี่ยวข้องให้กับสินค้านั้นๆ แต่คุณเป็นคนควบคุมว่าอยากจะให้ภาพลักษณ์ของสินค้าออกมาเป็นอย่างไร ได้ด้วยตัวเอง แนะนำว่าถ้าหากว่าคุณจะ Blog การนี้อาจจะเลือก Domain คนล

คิดลดน้ำหนัก และออกแบบการลดน้ำหนักให้กับตัวเอง (ลองดูว่าจะทำได้เหรอเปล่า?)

fitness การออกกำลังกายเป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับคนที่มีชีวิตแบบ Productive ครับ เพราะมันทำให้คุณมีอายุที่ยืนกว่าเดิม แม้ว่าคุณจะไม่มีอะไรเทียบก็ตามที (อย่างน้อยคุณก็เทียบกับเพื่อนคุณก็ได้ถ้าหากว่าคุณเริ่มอายุเข้ายี่สิบปลายๆ เพื่อนบางคนคุณจะเริ่มอ้วนอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน) และ ตอนนี้ผมรู้เพิ่มว่าถ้าหากว่าคุณมีการเผาพลังงานตอนพัก เช่น นั่ง นอน ยืนเดินที่มากกว่า ก็จะได้เปรียบคนอื่นเค้า ร่างกายคุณจะฟิตกว่าคนอื่นที่ไม่ได้ออกกำลังกาย และ คุณจะกินของกินได้มากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้ทำให้อ้วนแต่อย่างใดครับ (ซึ่งผมยังไม่ถึงระดับหรอกครับ)

นอกจากนี้มันจะทำให้ working hours ที่ effective หรือมีประสิทธิภาพได้นานมากขึ้น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนง่าย ไม่ทำหน้าตาเซ็งแล้วก็รู้สึกมีพลังตลอดเวลาด้วย แล้วก็ มันป้องกันการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้อีกถ้าหากว่าคุณทำงาน computer แล้วการขยับแข้งขาเป็นเรื่องที่จำเป็นครับ ผมไม่ชอบที่จะปวดกล้ามเนื้อสักเท่าไหร่ ก็ต้องมาทำ preventive ร่างกายเอาไว้เป็นดีน่ะครับผม ..

ตอนนี้น้ำหนักผมขึ้นกว่าเมื่อประมาณ 3 -4 เดือนก่อนมาก ตอนนั้นผมเคยน้ำหนักแค่ 64.50 kg เท่านั้นครับ ทำให้แปลกใจว่าเอาทำไมน้ำหนักเราขึ้นได้ถึงเพียงนี้ แต่ก็อีก อาจจะโม้ได้ว่า เป็นเพราะว่าน้ำหนักส่วนที่เป็นไขมันมันเท่าเดิมแล้วก็น้ำหนักมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น  ก็คิดไปคิดมาก็เป็นไปได้อยู่เหมือนกันน่ะครับ แต่ว่า ผมว่ายังไงก็สุดแล้วแต่ Fat ผมมันก็ยังมากถึง 20% อยู่ดี โดยการชั่งน้ำหนักที่ตาชั่งตัวเดิมที่ห้องนอนน่ะครับ

แสดงน้ำหนักทั้งหมดที่เพิ่มขึ้นมาไม่ได้เป็นอะไรหรอนอกจากไขมันทั้งนั้นครับ (ถึงแม้ว่าไม่แน่ใจแต่ก็อยากจะคิดแบบนี้แล้วกันครับ) เพราะทั้งนี้ทั้งนันผมอยากจะให้น้ำหนักตัวผมมันมี % ไขมันที่ต่ำกว่านี้ครับ ไม่อยากเห็นเลข 20% สักเท่าไหร่กะว่ายังไงซะ ถ้าทำได้ก็อยากจะให้มันมีค่านี้ต่ำลงไปครับ

ตอนนี้ Fit แล้วทำอะไร ?

ตอนนี้ผม Fitness ที่ Fitness Center แถวบ้าน การเดินทางก็แค่ 5 นาทีขับรถ เรียกว่าไม่ไกลเลยครับ ก็ถ้าหากว่าไปก็จะไม่ BodyPump (คือ Class การออกกำลังกายแบบใช้น้ำหนัก BarBell ประกอบเพลง แล้วก็ทำท่าพวกออกกำลังกายพื้นฐานครับ เพื่อเป็นการเผาพลังงาน และ เสริมสร้างกล้ามเนื้อครับผม ) แล้วก็อีกส่วนหนึ่งผมก็จะ [วิ่ง+เล่น machine และ Free weight] เป็น combo น่ะครับ วิ่งก็วิ่งแค่ 15 นาที แล้วเวลาที่เหลือก็จะ Machine และ Free Weight น่ะครับ (ประมาณ 45 นาที รวมอู้) การออกแบบนี้จะไปวันเว้นวันน่ะครับ

fitness-center

แล้วจะทำยังไงให้มันลดล่ะ ?

ตอนนี้ผมเดาเอาเองว่า ถ้าหากว่าอยากจะลด percent ของไขมันออก ก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก ก็แค่ Burn ให้มาก ด้วยความถี่ที่มากกว่าเดิม (เดิมวันเว้นวัน) ก็ต้องประมาเป็น 2 เว้น 1 หรือ ถ้าจะให้ดีก็ต้อง Burn ได้ทุกวันครับ เป็นไปได้ที่จะทำเหมือนกันถ้าหากว่ามีวินัยแรงๆเหมือนแต่ก่อนที่ผมไปวิ่งกับคนอื่นๆที่บ้านทุกวันครับ

ที่สำคัญอีกประการก็คือ ต้องลดการบริโภคลงครับ intake จะต้องน้อยลงเพื่อให้เป็นการลดปริมาณ calories ขาเข้าด้วยอีกทางหนึ่ง แต่ว่าผมก็ไม่ได้คิดว่าจะลดอะไรมากน่ะคัรบก็แค่ ลดปริมาณ "ข้าว" ที่ตักมากินเป็นมื้อเย็นให้เหลือน้อยกว่าเดิม (เหมือนที่เคยทำ) เท่านั้นก็คิดว่าน่าจะช่วยได้อีกส่วนหนึ่ง

ประเมินสถานการณ์ แล้วจะตั้งเป้า

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • target weight คือ
  • fitness กับการลดน้ำหนัก
  • skype for windows mobile 6 5 download
  • รีวิว การลดน้ำหนักด้วยตัวเอง

Virus ติดได้จากการค้นหา Keyword “Screensaver” (สำหรับมือใหม่มักจะโดนครับ)

virus computer จาก screensaver จากบทความของ afterDawn.com ที่ผมเพิ่งจะอ่านมาเมื่อตะกี้สดๆร้อนๆ เค้าจะบอกว่า คนที่โดน virus จากการค้นหาผ่าน Google search นั้นจะโดนคำว่า Bearshare และ คำว่า ScreenSaver ซึ่งถ้าหากว่าเป็นคนไทยแล้วผมว่า Bearshare นี่ไม่มีคนรู้จักสักเท่าไหร่หรอกครับ ผมเองก็ไม่รู้จักมาก่อนก็เพิ่งจะได้ยินก็วันนี้วันแรกน่ะหละครับ แต่สำหรับ ScreenSaver แล้ว ผมก็เคยโดนเอา virus ลงเครื่องแล้วน่ะครับ แต่ว่าตอนผมเป็นเด็กๆเท่านั้นน่ะหละครับ เรื่องแบบนี้ถ้าหากว่าผ่านมาแล้วเราก็รู้ว่า อะไรควรไม่ควรน่ะครับ ในเนื้อหาเค้าจะบอกว่า โดยการโดน virus นี่จะสูงมากๆ จาก Keyword พวกนี้ เพราะ พวกที่ทำ virus ก็ท SEO เหมือนกันน่ะครับ แต่ก็เพื่อที่จะทำให้ program virus ตัวเล็กจี้ดเข้าไปเครื่องของเหยื่อให้เยอะยังไงล่ะครับ ซึ่งผมอ่านแล้วก็เอามาคิดว่า อืม ทำ virus นี่ต้อง ทำ SEO ให้กับ website ตัวเองอีกน่ะครับ ไม่อย่างงั้น virus ตัวเองก็ไม่ดังสักเท่าไหร่ (คิดไปนั่น) แต่ว่าผมไม่อยากจะพิมพ์ว่าทำไมเค้าต้องอยากจะให้ virus ตัวเองดังใน content นี้น่ะครับ ถ้าหากว่ามีโอกาสอาจจะโม้เก็บเอาไว้แล้วกันนะครับ แต่ประเด็นวันนี้ผมอยากจะบอกเกี่ยวกับว่า ทำไมต้องเป็น ScreenSaver ถึงจะมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของ virus ได้แล้วกันนะครับ

Screensaver เป็นเรื่องของคนที่ basic ที่สุด ในการ customize Windows  หรือ OS ใดๆที่ user ใช้งานน่ะครับ เรียกว่าถ้าหากว่าคุณสอนคุณแม่หรือว่าคุณพ่อคุณเล่น computer ความคิดแรกๆ ที่เค้าอยากจะทำได้ก็น่าจะเป็นจะเปลี่ยน wallpaper ได้อย่างไร แล้วต่อมาถ้าหากว่าสอนเรื่อง Screensaver เค้าเหล่านั้นก็อยากจะเปลี่ยน Screensaver ไปกะเค้าด้วยเหมือนกันน่ะครับ

คนเหล่านี้เป็นเหยื่อได้ง่ายกว่าคนกลุ่มอื่นๆน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกเชี่ยวๆแล้ว ผมไม่คิดว่าคุณอยากจะเปลี่ยน screensaver สักเท่าไหร่ เพราะ คุณไม่ได้เป็นคนเห็น ถ้าหากว่าเปลี่ยนแล้ว คุณก็เปลี่ยนเลยไม่ได้ทำการเปลี่ยนบ่อยๆสักเท่าไหร่ หรือ แย่ไปกว่านั้น สำหรับผม ไม่มี Screensaver ขึ้นแต่อย่างใดเลยน่ะครับ เพราะถ้าหากว่าเป็น computer Notebook ผมจะปิดหน้าจอมันด้วย โปรแกรมเล็กสำหรับปิดหน้าจอ Notebook ครับ หรือไม่ก็ Lock off ไปเลยจะดีกว่าถ้าหากว่าคุณจะไม่อยู่กับหน้าคอมคุณเองไปนานหน่อย ปิดไปเลยดีกว่า แสดงภาพ Screensaver แน่นอนน่ะครับ ทำอย่างงี้ให้เป็นนิสัยก็จะเป็นการประหยัดพลังงานได้น่ะครับ (ฟังเหมือนกะว่าคุณจ่ายเงินค่าไฟฟ้าให้ office ด้วยเนาะ) อีกประเด็นก็คือ คอมคุณก็จะไม่พัง หรือพังน้อยลงครับ เพราะมันไม่ได้แสดงจุดสีค้างเอาไว้น่ะครับ

ก็เอาเป็นว่า คนที่อยากจะเปลี่ยนที่พักหน้าจอจะเป็นมือใหม่ขับใช้ computer ซะมากซึ่งแต่ก่อนผมก็มีความคิดอยากเปลี่ยน (ตอนเด็กๆที่ผมเพิ่งใช้ computer น่ะหละครับ ) แต่ตอนนี้ไม่อยากยุ่งอะไรกะมันแล้ว เหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระซะอย่างงั้นน่ะครับ ทำให้เหตุและผลดูลงตัวเป็นพิเศษว่า ทำไมคนที่อยากจะเอา virus แพร่กระจาย ก็วางเป้าหมายกับคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้น่ะครับ คนกลุ่มนี้ยังคิดด้วยว่า จะต้อง double click หรือลงโปรแกรม เพื่อให้ได้ screensaver ใช้ที่เครื่องซึ่งแน่นอน อาจจะได้ screensaver ,ใช้จริง แต่ก็โดนไวรัสไปเต็มดอกแล้วยังไงล่ะครับ เล่าเรื่องประมาณแค่นี้ก่อนแล้วกันเพราะว่าปฏิญาณกะตัวเองไว้ว่าจะไม่พิมพ์ให้ยาวเ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ไวรัส screensaver
  • virus screensaver
  • แก้ไวรัส screensaver
  • virus screen saver
  • ไวรัส screen saver
  • screen saver ไวรัส
  • screensaverไวรัส
  • virus screensever
  • ไวรัสscreensaver

วิธีการพิมพ์ email address ให้แตกต่างกันแต่ gmail รับรู้ว่าเป็น email address เดียวกัน

ทำไมต้องทำอย่างงี้ด้วยผมก็ไม่แน่ใจแต่ว่า ผมเดาเอาก่อนว่า Google เอาอย่างจะทำให้ error อันเนื่องมาจากการสื่อสารเกิดขึ้นน้อยที่สุด ถ้าหากว่าเทียบกับการโทรศัพท์ก็อยากจะให้เกิดการโทรผิดให้น้อยที่สุดน่ะครับ ทำให้ Gmail รองรับวิธีการพิมพ์ email address มากแบบครับ โดยเฉพาะ จุด นี่น่าจะเป็นปัญหาในการสื่อสารมากที่สุดน่ะครับ ลองคิดดูเอาเองแล้วกันน่ะครับถ้าหากว่า email มี จุดให้เห็นที่นามบัตร มันจะต้องเล็กมากแค่ไหน คนจะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าหากว่าคุณใช้ gmail แล้วไม่ว่าคนส่งจะใส่จุดหรือไม่ใส่มันก็จะส่งถึงที่หมายสบายผิดกันยังไงอย่างงั้นเลยน่ะครับ

rackmanager-Google-mail

จากตัวอย่างภาพนี่ผม list ออกมาเป็นหัวข้อดีกว่า Gmail เห็นอะไรเหมือนกันบ้างน่ะครับ

ใส่จุดมันไปเรื่อย : Email ของ Gmail หรือ Google mail นี้จะไม่ใส่ใจว่าเราจะใส่ . (dot) ไว้ที่หน้าเครื่องหมาย @ ไว้ที่ไหนหรือว่าจำนวนเท่าไหร่น่ะครับ ทำให้ ไม่ว่าผมจะส่ง email ไปหาตัวผมเองแบบที่ใส่จุดตามที่ต่างๆ มันก็จะออกมาว่าเป็น email ทีส่งถึงผมอยู่ดี (อ่านแล้วอย่าเพิ่งงงไปน่ะครับ)

ใช้ Googlemail แทน Gmail : เราสามารถที่จะพิมพ์ Gmail เป็น Googlemail แทนได้อย่างสมบูรณ์ครับ แล้วมันก็จะมาถึงตัวผมเองเหมือนกันน่ะครับ

ใส่บวกแล้วต่อด้วยคำอะไรก็ได้ : มันก็ส่งมาที่ email ที่เหมือนกับว่า gmail มองไม่เห็น text ใดๆหลังบวกน่ะครับ

ทีนี้เราก็รู้แล้วน่ะครับว่า Gmail จะเห็น email address แบบไหนเหมือนกันครับ ประโยชน์ที่ใช้ก็น่าจะเป็นว่า คุณสามารถพิมพ์ email ของคุณไปสมัครอะไรต่อมิอะไรได้ โดยที่ทั้งหมดจะเข้าไปที่ email ของคุณ แต่ website เหล่านั้นจะเห็น email ของคุณแตกต่างกันน่ะครับ (ยกเว้นบางเว็ปที่ฉลาดจัดไม่เอาจุดและไม่เอาเครื่องหมายบวกรับเข้าไปที่ช่องกรอกข้อมูล email น่ะครับ)  เช่น ถ้าหากว่าคุณอยากสมัคร Twitter มากกว่า 1 account มันก็ต้องเอา email ไป verify มากกว่า 1 email ด้วยเหมอืนกัน แต่ทว่า Twitter ไม่ได้มี Logic ในการมองเห็น email address เหมือนกับที่ Gmail เป็นทำให้ Twitter แยกไม่ออกว่า จริงๆแล้ว มันคือที่เดียวกันทั้งหมดน่ะครับ คุณก็จัดแจงเอา email เติมด้วยจุดเนี่ยะ create Twitter account กันให้สนั่นหวั่นไหวกันไปเลยก้ได้น่ะครับ อันนี้ผมแค่ยกตัวอย่างแล้วกันน่ะครับไม่อยากให้ใครเป็น spam หรอกเพราะว่าผมก็เกลียดพวก spam เหมือนกันน่ะครับ

เสริมอีกนิดหน่อย สังเกตว่า ภาพที่เอามา show ผมพิมพ์ subject หรือหัวเรื่องว่า fatal accident แค่อยากจะพิสูจน์ว่า ถ้าหากว่าเป็นข่าวร้ายที่พิมพ์เป็น email มา Gmail จะไม่แสดง ads ใดๆที่ด้านขวา ซึ่งเป็นจริงน่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากว่าอยากส่งไปหา gmail คนอื่นเค้าแล้วไม่อยากให้มี ads show ก็อาจจะพิมพ์คำพวกนี้ไว้ต่อท้ายก็ได้แล้วก็ปรับสี font มีสีขาวซะนะ มันก็จะไม่มี ads แล้วน่ะครับ (แต่ก็อีกไม่รู้ว่าจะทำไปทำไมเหมือนกันมันก็แค่ ads เล็กๆเนาะ บางทีผมก็ว่ามันก็น่ากดเข้าไปดูอีกตะหาก ..) อันนี้แล้วแต่จะคิดน่ะครับ ลองดูเองแล้วกันแล้วคุณจะประหลาดใจว่า Google คิดเล็กคิดน้อยจริงจังนะเนี่ยะ .. ><

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การพิมพ์อีเมล์
  • วิธีพิมพ์อีเมล์
  • วิธีการพิมพ์ อีเมล์
  • วิธีการพิมพ์อีเมล
  • วิธีพิมพ์ อีเมล์แอดเดรส
  • วิธี print mail
  • การพิมพ์e mail
  • วิธีพิมพ์อีเมล์แอดเดส
  • วิธีพิมอีเมล
  • วิธีพิม อีเมล

ใช้ Gmail เป็นศูนย์ตรวจเมล์ทุกๆเมล์ของเราเองทำได้ง่ายมากเลย

( clip ด้านบนนี้ไม่มีเสียงน่ะครับ ไม่ต้องพยายามเปิด volume หรอกครับ )

คนทีใช้ Gmail ถ้าหากว่าอยากจะทำให้ Gmail เป็น Center ของทุกๆเมล์ จะได้ไม่ต้องไป check email ที่อื่นทีไหนอีกต่อไป (ยกเว้น hotmail น่ะครับเพราะว่าผมยังหาวิธีการทำไม่ได้ครับ) ก็ใช้ วิธีการที่ผม upload เอาไว้ให้ดูน่ะครับ ทำแค่นี้ก็ส่ง email ก็สามารถเลือกได้ว่าจะส่งเป็น email อันไหน แล้วก็การรับเนี่ยะ มันก็จะส่งไปที่ Gmail ที่เดียวทุกครั้งไปครับ ลองดูแล้วกันนะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ตรวจเมล์
  • fw ตั้ง gmail
  • สมัค gmail
  • ตั้งค่าให้ gmail auto forward mail
  • ตั้งค่า gmail Fw ไปอีกเมล
  • จะ set auto forward จาก gmail ยังไง
  • gmail fw ยังไง
  • gmail foward เมลยังไง
  • gmail forward ยังไง
  • gmail forward mail ยังไง

ใช้ Gmail ให้เร็วขั้นเทพ productive สุดๆ มันต้องทำอะไรยังไงกันบ้าง ?

Gmail เป็น Google product ที่ถูกออกแบบเพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่าง productive สุดๆเท่าที่จะทำได้เพราะว่า มีอะไรซ่อนให้ใช้งานมันให้ได้ไวมากขึ้นอยู่มากมายหลายขุม และเป็น Web mail เพียงเจ้าเดียวครับ ที่มีการปรับเปลี่ยน function การใช้งาน (เรียกว่าเพิ่ม function การใช้งาน น่าจะเหมาะกว่าน่ะครับ เพราะว่าอะไรที่เค้ามีมาแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรสักเท่าไหร่ ) แต่ว่าประเด็นสำคัญ ก็คือ ถ้าหากว่าคุณไม่รู้ว่าจะใช้อะไรยังไง เค้าสร้างเอาไว้ก็ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับคุณแต่ประการใดน่ะครับ สำหรับ entry นี้ผมจะเล่าคร่าวๆเท่าที่นึกออกให้ฟังว่าผมใช้ Gmail ให้มัน productive สุดๆได้ยังไง ?

 

ใช้ Gmail Lab ที่เกี่ยวกับความเร็วในการทำงาน

Gmail lab ที่เกี่ยวข้องกับความเร็วในการทำงานนั้นจะมีแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นน่ะครับ ได้แก่

 

mark as read

Mark as Read Button : เป็นการบอก Gmail ให้เอาปุ่ม mark as read มาแสดงน่ะครับ เพราะว่าปกติแล้วมันจะซ่อนอยู่ครับ ซึ่งสำหรับผม ผมว่ามันไม่ make sense ที่จะเอาไปซ่อนเอามาโชว์หราๆเนี่ยะกดง่ายกว่าเยอะน่ะครับ ผมจะเลือก email หลาย mail พร้มอๆกันแล้วก็กด Mark as read ครับ เพื่อบอกว่า email พวกนี้อ่านแล้วแม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปอ่านเนื้อหาก็ตามที แต่อยากจะเก็บ email เหล่านี้เอาไว้โดยการ archive เอาไว้ครับ ถ้าหากว่าไม่ได้กด Mark as read แล้วเนี่ยะ แม้ว่าเราจะกดเก็บไปแล้ว มันก็จะขึ้นว่ายังไม่ได้อ่านครับ

 

send and archive 1 

Send and  Archive : ใช้เมื่อเราจัดการกับงานหรือ email ที่อยู่ใน inbox จบแล้วที่คนอื่นส่งมาหาเราแล้วเรา reply ไปหาคนอื่นต่อไปถ้าหากว่าไม่ได้กดปุ่มนี้ เราจะมีแค่ปุ่ม send เฉยๆ ก็แปลว่า เราก็จะต้องมากดปุ่ม archive อีกรอบครับ โดยมาแล้ว action ทั้งสองตัวนี้จะอยู่ด้วยกัน ถ้าหากว่าคุณ reply แล้วปิด job จบงานไปเลยน่ะครับ ซึ่งเยอะครั้งมากๆ จะเป็นแบบนี้ครับ Concept จะเหมือนเดิมก็คือ “จะไม่ทิ้ง email ที่เสร็จงานแล้วไว้ใน inbox” ครับ

หลายครั้งผมจะทิ้ง email เอาไว้ใน inbox เพระว่าผมยังทำงานกับ email นั้นๆยังไม่จบงานน่ะครับก็เลยทิ้งเอาไว้ ถ้าหากว่าจบงานแล้วผมก็จะเก็บไว้ไปจาก inbox ครับเพราะฉะนั้นแลว การทิ้ง email ใน inbox ของผมมีความหมายครับ !

 

hide read labels 

Hide raed labels : ผมจะแบ่ง email ออกมาเป็นพวกๆ หรือเป็นกลุ่มๆ โดยใช้ label น่ะครับ มันก็จะทำให้ผมมี label มากกว่า 30 ตัวด้วยกันไม่ว่าจะเป็น จดหมายจาก Yahoo เวลาที่ผมตอบแล้วได้เลือกเป็นคำตอบที่ดีที่สุด หรือ การติดต่อจากเว็ปใดๆที่ผมสมัครรับข่าวสารผ่านทาง email ครับ พวกนี้ผมจะไม่ให้เข้า inbox ผมน่ะครับ เพราะว่ามันไม่ได้เป็นงานอะไรที่ผมจะต้องทำ หรือ มี action อะไรที่จะต้องกระทำครับ มันก็แค่อ่านไม่ใช่เหรอครับ? เพราะงั้นผมก็สร้าง label เพื่อกรอง email เหล่านี้ซะไหล skip inbox ไปแล้วก็ไป show เป็นตัวเลขใน label ครับ แต่เนื่องด้วยผมทำแบบนี้แล้วก็แบ่งอะไรต่อมิอะไรเอาไว้เยอะน่ะครับทำให้มี label มากกว่า 30 labelsแล้ว มันก็แสดงที่หน้าแรกไม่ไหว (ถ้าแสดงมันก็โหดเกินเยอะเกินครับ) เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องซ่อนมันครับ แล้วทีนี้ มันจะแสดงก็ต่อเมื่อมี email ที่ยังไม่ได้ไหล skip inbox ไปตกที่ label นั้นๆ มันก็จะโผล่ชื่อ label แล้วก็จำนวน email ที่ยังไม่ได้อ่านออกมาหลาที่หน้าแรกของ Gmail ครับ

 

inbox preview
Inbox Preview : ก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ Gmail lab ตัวนี้ถ้าหากว่าปรับเป็น enable แล้วแทนที่หน้าโหลดก่อนที่เข้า Gmail จะเขียนแค่ว่า loading… ก็ให้มันแสดง ชื่อคนส่ง เนื้อความ email คร่าวๆมาไว้เลยเหมือนกับที่มันจะแสดงที่หน้า inbox น่ะหละครับ แบบนี้เราก็อ่านหัวเรื่องไปพลางๆก่อนที่จะเข้าหน้า inbox เรียกว่า save เวลาไปได้อีกประมาณ 10 – 20 วินาทีแล้วน่ะครับ ไม่มีอะไรจะเสียน่ะครับ ก็เปิดใช้ดูน่าจะดีกว่าน่ะครับ

 

ใช้ Chrome Gmail Checker Plus

gmail checker plus

ตัวนี้เป็น extension ที่เกี่ยวกับ Gmail ตรงๆ คือ มันจะทำการ check inbox (หรืออื่นๆ แล้วแต่ว่าเราจะตั้งว่าจะให้มันแสดงเหรอป่าวครับ แต่สำหรับ case ผมเนี่ยะอยากจะให้ show แค่ unread inbox เท่านั้นครับ เพราะว่าที่อื่นๆเป็น email ที่ไม่ได้ต้องการอ่านในทันที หรือ ว่ามันเป็น email ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรครับ ไม่ต้องอ่านเดี๋ยวนั้นครับ )  ถ้าหากว่าคุณใข้ Chrome อยู่แล้ว ลง extension หรือ addon ตัวนี้ไปไม่ผิดหวังแน่นอนน่ะครับ เพราะมันไม่ได้ show แค่ตัวเลขเพื่อบอกว่า inbox ของคุณมี email ที่ยังไม่ได้อ่านใหม่อยู่กี่ email แต่มันกดได้ด้วยน่ะครับ เพื่อให้แสดงเนื้อความด้านใน พร้อมทั้งมันมีปุ่ม archive , delete  และอื่นๆ ทำได้เหมือนกับอยู่หน้า Gmail ยังไงอย่างงั้นน่ะครับ เรียกได้ว่า ลดขั้นตอนที่จะต้องเข้าหน้า Gmail ไปได้เยอะเลยน่ะครับ ลดเวลาสุดๆ อันนี้ Highly recommend ครับผม (ด้านล่างเป็นตัวอย่างหน้าจอตอนที่มีคนส่ง email มาน่ะครับ)

เข้าไป install Googl Mail Checker Plus ได้จากที่นี่ครับ

sample

ใช้ HOTKEY GMAIL เพื่อลดการใช้ Mouse

hotkey การใช้ mouse มันก็ไมได้เป็นบาปหรือว่าผิดอะไรสักเท่าไหร่หรอกครับแต่ว่า ขั้นตอนในการทำงานของมัน จะเป็นการเพิ่มกระบวนการแบบไม่จำเป็นหลายขั้นตอนเหมือนกันครับ ผมเล่าให้ฟังคร่าวๆได้เช่น ถ้าหากว่าจะกดปุ่ม archive เพื่อเก็บอีกเมล์ สายตาคุณๆต้อง detect ว่า mouse ตอนนี้อยู่ทีไหน ปุ่ม archive อยู่ที่ไหน แล้วก็ทำการขยับ mouse ไปยังปุ่ม archive แล้วก็กด click ซ้ายอีกซะที เป็นอันเสร็จพิธีการ Archive ผมพิมพ์แบบอาจจะฟังดูเริ่มเยอะขึ้นมาบ้างแล้วเหรอป่าวล่ะครับ ถ้าหากว่า เทียบกับแค่ กดปุ่ม Y เท่านั้น มันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ถ้าหากว่าคุณต้องทำแบบนี้ทุกวันเป็นประจำครับ การกดปุ่ม y แค่เพียงปุ่มเดียวเพื่อ archive มันจะลดขั้นตอนไปอย่างมากมาย เพราะว่า นิ้วคุณก็วางอยู่ที่ keyboard โดยที่ไม่ต้องมองแป้น (ถ้าหากว่าคุณยังต้องมองอยู่แสดงว่าคุณต้องไปหัดไม่มองให้ได้ก่อนน่ะครับไปฝึกมาซะนะ ..) สายตาคุณแทบไม่ต้องละจาก text ใน email ของคุณและกดได้ทันทีครับ !

ผมศรัทธาคลั่งไคล้การใข้ hotkey เอามากๆน่ะครับถ้าหาก่วา program ไหนที่ใช้บ่อยๆแล้วมันมี hotkey นี่ก็จะศึกษาเพื่อใช้มันให้คล่องไว้ก็จะทำให้ลดเวลาการใช้งานได้มากโขเอาการครับผม

หลักๆแล้ว hotkey ที่ผมได้ใช้มันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรหรอกครับ สรุปได้แค่นี้เอง

y  : archive email ตอนที่กดเข้าไปอ่านแล้วรู้สึกว่าอยากจะเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก (นะ..^_^) อาจจะใช้ e ก็ได้น่ะครับ แต่ว่าผมถนัด y มากกว่า ( y จะใช้ได้เฉพาะใน inbox น่ะครับ แต่ผมมีเมล์ที่ต้องจัดการกับมันแค่ใน in
box อยู่แล้วครับ )

j  : บอกว่าดู email ถัดไป (เก่ากว่าทั้งที่อ่านแล้วหรือยังไม่ได้อ่านมันก็แสดงเหมือนกันหมด) ปุ่มนี้จะกดเมื่อผมอยู่ที่หน้าที่แสดงเนื้อหาใน email แล้วไม่ต้องกลับไปที่หน้า inbox ครับ

# : ปุ่มนี้ต้องกด shift ด้วยน่ะครับแปลกดี แต่สำหรับผมแล้วผมว่ามันก็ make sense หน่อยเพราะว่า การลบ gmail ไม่อยากให้ทำเท่าไหร่แต่ว่า email มันไร้สาระ รู้แล้วไม่ต้องเก็บก็ลบมันไปดีกว่าน่ะครับ ถ้าหากว่ากดปุ่มนี้แล้วมันลบ แล้วก็จะไปโผล่ที่หน้า inbox ครับ ซึ่งถ้าหากว่าอยากจะให้ดีกว่า Gmail ควรจะทำปุ่มลบแล้วไปหน้าเนื้อหาใน email ถัดไปจะเข้าท่ากว่าน่ะครับ (ไว้รออนาคตครับผม)

c : เอาไว้เปิดหน้าใหม่ เหมือนกับเป็นการกด new mail หรือกด compose mail ยังไงล่ะครับ

g แล้วตามด้วย c : เพื่อดู contact list ครับ ผมใช้เพราะว่าผม sync email และเบอร์โทรศัพท์ทั้งหมดกับ Windows Mobile ของผมครับ แล้วที่ผมจะดูข้อมูลใน contact list จาก Gmail ก็เพราะว่า ผมอาจจะโทรศัพท์ผ่าน Skype (อ่านเรื่อง โทรเข้ามือถือไม่อั้นผ่าน skype ในประเทศ และต่างประเทศได้จาก link นี้ครับ) แล้วก็ไม่ต้องพิมพ์เบอร์ยาวๆเข้าไปเองก็เล่น copy paste จะง่ายกว่ามั้ยครับ หรือไม่ก็เป็นแค่การหา email คนที่จะติดต่อด้วยเท่านั้นครับ ซึ่งหลายคนถ้าหากว่าไม่ได้เข้าเงื่อนไขผมแบบนี้แล้ว ก็จะไม่ได้ใช้สักเท่าไหร่ครับ แต่แนะนำว่าควรจะ sync เอาไว้เครื่องเป็นอะไรจะได้ไม่ต้องเสียดายข้อมูลน้ำตาตกในน่ะครับ

สรุปเป็นว่าถ้าหากว่าคุณทำตามผมได้หมดเนี่ยะ จะทำให้การใช้งาน Gmail คล่องอย่างไม่รู้สึกมาก่อนกันเลยน่ะครับ ลองดูเองแล้วกันน่ะครับของแบบนี้ไม่ลองไม่รู้น้าจะบอกให้ .. ( ^_^ )

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • archive gmail คือ
  • gmail archive คือ
  • วิธีการใช้ gmail ขั้นเทพ
  • gmail ทําอะไรได้บ้าง
  • gmail ทำอะไรได้บ้าง
  • gmail inbox
  • gmail ทำไรได้บ้าง
  • ใช้ gmail ยังไง
  • gmail กด archive แล้ว mail อยู่ที่ไหน
  • archive mail gmail อยู่ไหน

Undo send email : ใน Gmail lab เปิด Enable เอาไว้ไม่เสียหลายจริงๆครับ

undo send email ผมเป็นคนใช้ Gmail แล้วก็ทดสอบใช้งาน Gmail lab เกือบทุก product แต่ว่ามี function นึงที่ไม่ได้ค่อยได้ใช้งานแต่ว่าตอนได้ใช้นี่ รู้สึกว่ามันคุ้มค่ามากจริงๆน่ะครับ คือ การ UNDO SEND email ที่เราเพิ่งจะส่งไปครับ

เหตุการณ์ก็คือ ตะกี้นี้ผมส่ง email แล้วก็เพิ่งคิดได้ว่าน่าส่งไปหาอีกคนด้วยน่าจะดีกว่าน่ะครับ แต่ว่าพลาดกดส่งไปแล้วน่ะครับ อย่างไรก็ดีน่ะครับ ผมเห็นปุ่ม undo ผมก็กดเลย ปรากฏว่า มัน UNDO การส่ง email ได้ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับ Email จ้าวอื่นๆน่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นการส่งด้วย OutLook หรือ web mail อื่นๆ Function นี้ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วก็มีแค่ Gmail เท่านั้นที่ทำได้น่ะครับ

ผมว่าวิธีการที่ Gmail ทำก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไรเดาเอาน่ะครับ เพราะว่าผมก็ไม่รู้พื้นเพด้านหลังหรอกครับ ว่าเค้าทำยังไง เดาเอาว่า เค้าก็แค่ delay การส่งไปหน่อย (เหมือนกับว่ายังไม่ได้ส่งไปจริงๆ) แล้วถ้าหากว่ากด Undo ปั้บก็ส่งคำสั่งไปยกเลิก email ที่อยู่ outbox เท่านั้นเองครับ แค่นี้ก็ไม่เห็นจายากเย็นอะไรน่ะครับ

ลองคิดดูน่ะครับถ้าหากว่า email เป็น email ที่มีความสำคัญยิ่งยวด ถ้าหากว่าส่งผิดพลาด หรือผิดคนขึ้นมาแล้วอาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย (ทางการค้า ถ้าหากว่าคุณเป็นคนค้าขายน่ะครับ )หรือว่าอาจจะมีผลต่อภาพลักษณ์ได้ถ้าหากว่าเนื้อความไม่เหมาะสม หรือ มี after thought ขึ้นมาครับ ปุ่มนี้จะช่วยคุณได้มากมายแค่ไหนกันน่ะครับ

ยังไงซะผมก็แนะนำว่า ให้ "Enable" Gmail Lab ในส่วนของ Undo Send เอาไว้เป็นดีน่ะครับไม่ได้ใช้งานตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย แต่ว่าถ้าหากว่าได้ใช้ปั้บ มันจะรู้สึกว่าคุ้มค่าเสียเหลือเกินน่ะครับ ลองดูเอาเองแล้วกันนะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • lab gmail แนะนำ
  • วิธี outlook undo

เพิ่งรู้ว่าเราโดย Logo และ Brand ฝังอยู่ในหัวเราเยอะมากมายขนาดนี้ !?

Logorama from Marc Altshuler – Human Music on Vimeo.

ไม่น่าเชื่อว่า เราโดน Brand ต่างๆแทบทุกประเภทยัดเข้าใส่สมองเราจน แบบไม่รู้ตัวว่า เรารู้จัก Logo และ Brand สินค้าได้มากมายถึงขนาดนี้น่ะครับ  ใน clip นี้เค้าเอา Logo เยอะสุดเยอะเอามาทำเป็นเรื่องราว แล้วก็เล่าเรื่องได้น่าติดตามมากเลยครับ ลองดูกันเองแล้วกันนะครับ ^_^

Shrink Pic ลดขนาดภาพตอนที่จำเป็นต้องลดแบบ auto

shrink pic freeware Shrink Pic เป็น Freeware ที่น่าสนใจมากๆตัวหนึ่ง หน้าที่ของมันจะทำการปรับขนาดภาพตอนที่มัน make sense ว่าภาพควรจะเล็ก เช่น การ attach file ภาพเข้าไปที่ email  การเอาภาพ post BLog หรือพวก webboard โดยมากแล้วปกติผมจะถ่ายภาพมาที่ resolution ที่ไม่ได้สูงมาก เรียกว่าไม่เคยปรับเกิน 2 ล้านพิกเซล เพราะว่า เอาเยอะๆไปก็ไม่ได้ใช้ทำอะไรแค่อัดภาพยังไม่ได้อัดอะไรกับเค้าเลย ถ่ายใหญ่ๆ ก็หนักเครื่องอีกต่างหาก เราดูความละเอียดก็แค่หน้าจอเราเนี่ยะหละไม่ได้กะว่าจะเอาให้เห็นรูขุมขนกันแต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบต้นตอมาเลยเพราะว่า source ภาพก็ไม่ได้ใหญ่มากนักครับ ไม่รู้ว่าจะเอาใหญ่มากๆไปเพื่ออะไร มันได้ใช้ความใหญ่อย่างงั้นเหรอ ผมถ่ายภาพเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกเฉยๆไม่ได้เอาไปขายหรือว่าประมูลภาพขายที่ไหนครับ เอาเป็นว่าวิธีการแก้ปัญหาผมอาจจะผิดก็ได้น่ะคัรบ ยังไงคนที่อยากจะถ่ายภาพ size มหึมาด้วยกล้อง SLR สุดอลังการงานสร้างแล้วจำเป็นต้องส่ง file ต่อๆไปให้คนอื่น (ที่ไม่ใช่โรงพิมพ์เพื่อเอาไปทำ poster) ก็ install Shrink Pic แล้วกันครับ แนะนำอย่างแรง

แต่อย่างไรก็ดีถ้าหากว่าคุณต้องการจะส่ง file ภาพใหญ่ๆแนะนำว่า download imageshack uploader ไปซะครับแล้วก็ upload file ไปไว้ที่นั่นเสียก่อนแล้วเราก็จะได้แค่ Link มาครับ แล้วทีนี้ส่งผ่าน email มันก็จะไม่กินพื้นที่ใดๆแม้แต่น้อย่นะครับ

อีกกรณีที่เป็นไปได้ก็คือ การ upload มันทั้ง album เพื่อเอาไป show เพื่อนๆว่าเราไปเที่ยวไหนมา ทำอะไรยังไงที่ไหน แบบไม่อั้นนี่ผมแนะนำว่าใช้ Picasa upload ทั้ง album ภาพไปเลยดีกว่าครับ เพราะมันก็ไม่ต้องส่ง file ไปให้เพื่อนๆผ่านทาง email แน่นอนว่า case นี้ถ้าหากว่าเพื่อนคุณได้รับไฟล์ผ่าน email นี่เค้าอยากจะตีหัวคุณซะให้เข็ดเพราะว่าไปทำเมล์เค้าระเบิด (ใหญ่เกิน)

ยังไงซะการส่งภาพเราควรทำให้ภาพเล็กที่สุดหรือเหมาะที่สุดสำหรับวัตถุประสงค์ หรือพยายาม upload file ไปที่อื่นๆที่ไม่ได้เป็นการ attached to email แบบตรงๆจะดีกว่าน่ะครับ

โดดไปโหลด file Shrink Pic กันได้ที่นี่เลยน่ะครับ 1.11 Mb

(โปรแกรมนี้อ่านเจอจาก Freeware.in.th ครับขอบคุณสำหรับ Freeware ที่แนะนำมาครับผม)

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • วิธีใช้ shrink pic
  • โปรแกรม Shrink Pic

Google Don’t be EVIL :Google จะทำได้อย่างงั้นเหรอ ?

ผมก็ไม่ได้สังเกตอะไรมากมายแต่ว่าพอผมดู clip นี้แล้วก็มานึกว่า ผมโดน Google ติดตาม บันทึก เพื่อให้ Google รู้ว่าผมเป็นใคร ทำอะไรทีไหนอย่างไร เกือบเรียกได้ว่าหนีไปไม่ได้อยู่แล้วน่ะครับ แต่ก็อีก ผมก็ไม่ได้ทำการยกเลิกหรือเปิดการบันทึกข้อมูลเหล่าที่ Google เก็บเอาไว้เพราะมันก็มีประโยชน์กับตัวผมเองด้วย เช่น ผมกรอกข้อมูลแผนที่ร้านอาหารที่ผมอยากจะกินเอาไว้ใน My Maps แน่นอนว่าข้อมูลอยู่กับ Google ถ้าหากว่าเค้าแปลภาษาไทย(เก่งกว่านี้)อ่านออกว่าที่ผมพิมพ์หรือบันทึกเอาไว้เนี่ยะมันแปลว่าอะไร มันก็อาจจะทำให้ Google ส่ง ads ที่เหมาะสมมาให้ผลได้ไม่ยากครับ

หนทางที่ Google จะเอา ads ที่นำเสนอให้ถูกต้องแม่นยำมากที่สุด ก็คือ การค้นหาว่าคนที่ใช้ Google product ไม่ว่ารูปแบบไหนก็ตาม "เป็นใคร"  Google จะรู้ได้ทุกอย่างถ้าหากว่าคุณใช้ทุก Product ของ Google เค้ารู้เบอร์โทรศัพท์ของคุณ เค้าส่ง sms หาคุณได้ทุกเมื่อจากระบบส่วนกลาง ถ้าหากว่าคุณใช้ Android มันก็จะออกแบบมาเพื่อให้ Google ออกแบบอะไรตามเพิ่มเติมเข้าไปอีก เพื่อให้รู้ขัอมูลของคุณมากขึ้น อาจจะมากถึงระดับที่ว่า แฟนคุณยังรู้ไม่เท่านี้เลย คือ คุณโทรหาใครเมื่อไหร่เวลาใด นานแค่ไหน และ คุยกันว่าอะไรบ้าง (Google voice recognition ตอนนี้ทำได้แล้วเป็นภาษาอังกฤษ เพราะมันแปลง คำพูดอังกฤษๆ เป็น text เพื่อส่งเข้า email หรือ sms ได้แล้วน่ะครับ ซึ่งผมยังไม่โอกาสได้ใช้งานครับ)

ผมเคยแวะๆเข้าไปดู Google health อยู่พักนึงแต่ว่า Concept มันก็ดีก็คือว่ามันให้เรากรอกข้อมูลทางการแพทย์ของเราไม่ว่าอาการที่เราเป็นหรือว่ายาที่เคยได้รับ เพราะว่า แบบนี้ ถ้าคุณไปหาหมอที่ไหน ก็ได้ข้อมูลเหมือนกันทั้งหมด ไม่ต้องแยกว่า โรงพยาบาลนี้มีแฟ้มเรา มีประวัติ เราถ้าหากว่าอยากจะย้ายโรงพยาบาลก็ต้องไปแฟ้มมา (ซึ่งไม่รู้ว่าขอ copy มาได้เหรอป่าวน่ะครับ น่าจะได้ล่ะก็ข้อมูลของเรานี่หน่า ) ประวัติตรวจสุขภาพ ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ทำการบันทึกเอาไว้ใน evernote อยู่แล้วแต่ว่าไม่ได้จัดการเป็นระบบเท่านั้นเองน่ะครับ นั้นก็แปลว่าอะไรน่ะครับ ถ้าหากว่า Google มีข้อมูลนี้ เค้าจะรู้ว่าคุณเป็น เอดส์มั้ย คุณเป็นอะไรมาก่อน ซึ่งข้อมูลพวกนี้มันจะสำคัญมากหากว่าคุณต้องการแต่งงานกับใครสักคนเพื่อออกลูกออกหลาน ถ้าหากว่าลองคิดดูน่ะครับ ข้อมูลที่ Google มีเป็นข้อมูล DNA เลยแล้วก็ผนวกกับข้อมูลที่ Google Health มันจะทำให้การ Matching คนเพื่อให้โลกนี้มีพันธ์มนุษย์ที่แข็งแรงขึ้น และ ลดโอกาสเด็กที่ออกมาแล้วพิกลพิการลงไปได้มันจะเป็นเรื่องขนาดไหน

ล่าสุด Google Buzz ก็ออกมาเป็น product ที่เกี่ยวกับ social network แต่ว่าผมก็ทำการปิดมันนะครับ เพราะว่า มันเอา contact list ผมมาเล่น โดยเชื่อมกับข้อมูลใน Twitter และ Buzz network อื่นๆที่ผมไม่อยากให้คนที่อยู่ใน Contact List ผมมารู้ได้ มันแยกกันน่ะครับ Google ก็ออก product มาก่อนแล้วก็ค่อยๆปรับตามความต้องการของคนใช้ไปเรื่อยๆ แต่ว่าผมว่าอีกพักใหญ่ๆ นู้น กว่าผมจะกลับเข้าไป ทดลองใช้งานอีกครั้งน่ะครับ แปลว่า Google เค้าก็อยากจะมีส่วน "รู้เห็น" ในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบของ Gmail user ยังไงอย่างงั้นเลยครับ

เอาเป็นเรื่องนี้ผมเคยเล่าให้ฟังหนนึงแล้วว่า Google กำลังจะครองโลกซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะ เค้าสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นเสียก่อน เพื่อ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...