นั่งคิดเรื่อยเปื่อย : iPad จะแทรกเข้ามาในการชีวิตผมได้เหรอป่าวน้า ?

ผมเห็นคนพูดถึง iPad เยอะมากๆพักนี้เพราะว่า มันเพิ่งได้รับการ promote และ present อย่างเป็นทางการจาก Website Apple ซึ่งผมก็เริ่มเอามาคิดน่ะครับว่าถ้าหากว่าผมมี iPad เนี่ยะมันจะโดนใช้กับสถานการณ์อะไรในชีวิตผมมั่ง ลองอ่านที่ผมคิดๆออกมาเป็นประเด็นไปต่อไปเลยน่ะครับ

Notebook หรือ Computer Desktop ชนะ iPad ตอนที่คุณอยู่บ้าน

ตอนนี้ถ้าหากว่าคุณจะใช้งาน internet แบบอยู่บ้าน แน่นอนว่าตอนนี้บ้านคุณจำเป็นต้องมี wifi เพราะว่าถ้าหากว่าคุณจะใช้ iPad ได้มันต้องท่องโลก internet ด้วย Wifi เท่านั้นครับ ต่อสายไม่น่าจะได้ (ไม่เห็นมีที่ต่อสาย lan เข้าไปเลยแม้แต่รูเดียว) คุณก็จะมี Notebook หรือว่า Desktop ตั้งเอาไว้แล้วที่บ้านครับ ถ้าหากว่าคุณจะเปิด computer แล้วใช้ Mouse และ Keyboard เพื่อการพิมพ์ comment เพื่อนๆของคุณทาง Facebook หรืออ่านข่าวเรื่อยเปื่อย Notebook น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอยู่ครับ  ถ้าหากว่าคุณจะใช้ iPad มันก็จะต้องกระทำด้วยเหตุผลคือ มันเปิดออกมาแล้วเล่นได้ทันทีครับ ซึงจะแตกต่างกับ Notebook หรือ computer แน่นอนที่ต้องการเวลา Boot (มันไม่ได้เปิดเอาไว้ตลอดเหมือนอย่างมือถือหรือว่าอุปกรณ์ iPad นี่หน่า) แน่ใจแล้วเหรอป่าวครับว่าเหตุผลแค่นี้จะทำให้คุณเลือกใช้ iPad มากกว่า Notebook ที่ตั้งไว้ด้วยกัน

Notebook ชนะตอนที่คุณทำงาน

ผมแทบคิดไม่ออกเลยว่า iPad คุณจะเอาไปทำงานอะไรได้ คุณเขียนก็ไม่ได้ คุณพิมพ์ก็ไม่ได้สะดวกเหมือนกับการพิมพ์ keyboard อย่างแน่นอน หรือว่าคุณเอาไว้ดูหนังเหรอ ก็ไม่ใช่อีกเพราะว่าคุณมาทำงานนะครับไม่ได้มาเปิดเว็ปดู youtube ดูหนังแผ่นที่โหลดมาหรือเอามาฟังเพลง

iPad ชนะตอนที่คุณเดินทางด้วยรถหรือเครื่องบิน

ตอนเดินทางผมให้ iPad เข้ากับพฤติกรรมการใช้งานมากกว่า เพราะคุณจะไม่อ่านหนังสือผ่าน Notebook สักเท่าไหร่เพราะว่ามันร้อน เมื่อวางบนตักของคุณเอง แล้วอีกอย่าง Notebook เมื่อไม่มี Mouse มันก็ navigate ได้ลำบากกว่าปกติมาก การใช้ iPad มันมีขนาดที่บางเบากว่า เหมาะสำหรับการขนย้ายเคลื่อนที่ การอ่านหนังสือบนรถในตอนกลางคืนสามารถจะกระทำได้เพราะ iPad มีแสงส่องออกมาในตัวเองก็เหมือนกับหน้าจอทั่วไป แล้วมันก็มี bat. ที่อยู่ได้นานซะด้วยซิไม่เหมือนกับ Notebook ครับ มันอาจจะสู้ Netbook ได้ในระดับสูสี แต่ว่าเนื่องจากการควบคุมที่ทำได้ลำบากของ Netbook เมื่ออยู่บนยานพาหนะ iPad ก็จะชนะไปเต็มๆ

สำหรับ case นี้มันก็แล้วแต่คนไปน่ะครับเพราะว่าถ้าเป็นผมเนี่ยะผมเดินทางไปก็ทำงานทำการ จะมี Notebook อยู่แล้ว แล้วก็การเดินทางก็ไม่ได้นานเกินกว่าถ่าน Notebook จะหมดไปได้ครับ ก็ถ้า case เหมือนผมเป้ะ Notebook ก็ยังชนะอยู่ดี iPad ไม่ได้เกิดน่ะครับ

Kindle ชนะเมื่อคุณกะว่าจะอ่านหนังสือสำหรับการเดินทางไกล

iPad เป็นจอส่องแสง จะให้ความสว่างของแสงได้ระดับหนึ่งแต่ว่าแน่นอนว่ามันก็ไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือบน Kindle ที่เป็น e-ink ครับเมื่อคุณเอาหนังสือติดตัวคุณไปเพื่อการเดินทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถทัวร์หรือการนั่งเครื่องบิน ระยะเวลามันจะเริ่มยาวนานมากขึ้น นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณเอา iPad ไปก็ต้องเอาที่ charge ไปด้วยครับซึ่งไม่ใช่เรื่อง ถ้าหากว่าคุณไปทำงานคุณก็ต้องเอา Notebook หรือ Netbook ไปอยู่แล้วเพื่อเอาไว้ check email หรือพิมพ์งาน ทำให้ iPad ก็จะไม่ได้โดนใช้ function เหล่านี้อยู่ดีครับ

iPad ชนะ ถ้าหากว่าคุณจะอ่าน website จิปาถะ หรือ Feed ก่อนนอนบนเตียง

เหตุผลคือ Notebook ไม่อาจจะอย

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ipad ต่อ lan
  • ipad อ่านหนังสือ
  • gantt chart ล่าช้า
  • ใช้ ipad ต่อ lan
  • ทำไมติดตั้ง socialbox ไม่ได้
  • สัญลักษณ์ gantt chart ธุรกิจขนาดเล็ก
  • ipad2 ต่อกับสายเน็ต
  • notebook ที่เหมือน ipad
  • gantt chart สัญลักษณ์งาน ต่อไปเรื่อยๆ
  • จัดการ project ให้เรื่องมันเดินด้วย Project Management Online ClockingIt com

ปรับขนาดภาพแบบเป็น Batch ปรับทีเดียวพร้อมกันเป็น folder เลยเร็วดีครับ

ล่าสุดผมเจอ Freeware ที่ทำหน้าที่ในการ resize ภาพเป็น Batch อีกโปรแกรมที่น่าสนใจ เพราะว่ามันใช้งานได้ง่ายกว่า Freeware ตัวก่อนที่ผมแนะนำมาแล้วเมื่อประมาณเดือนก่อนๆนู้นครับ แต่ว่าผมจะไม่แนะนำมันอีกต่อไปครับ ตัวไหนดีกว่าผมก็แนะนำอันนั้นว่าง่ายๆ

Software ตัวเล็กนี้ชื่อว่า Local Market Imaging โดดไปโหลดเอาไปใช้กันเลยดีกว่าครับ

วิธีให้ก็ไม่ยากน่ะครับ แค่เลือก Folder ที่มีภาพที่อยากจะทำการแก้ไขขนาด FILES แค่นี้ก็เสร็จแล้วน่ะครับ

สำหรับคนที่คิดไม่ออกว่าเราจะทำการ resize ภาพทีเดียวเยอะๆไปทำไม ผมก็อยากจะเล่าให้ฟังซักเล็กน้อยน่ะครับว่า เอาไว้ทำอะไรได้บ้าง แล้วรอบตัวผมเนี่ยะ มีคนต้องใช้ Software แบบนี้จริงๆครับผม คือ พวกที่จำเป็นต้องทำ website ประเภทของขาย Ecommerce ครับ

ปกติแล้วถ้าหากว่าเป็นสินค้าที่มีอยู่จริงแล้วเราต้องถ่ายภาพออกมาเอง (ไม่ได้ไป copy หรือเอามาจากไหน) ก็จะต้องถ่ายภาพสินค้านั้นใน studio ย่อมๆเท่าที่ประสบการณ์หรือสถานที่และเครื่องมืออำนวย แต่กล้องที่เอามาถ่ายจะเป็นกล้องที่ให้ความละเอียดได้มากกว่าที่เราจำเป็นเอาไป post ขึ้น website ครับ เช่นมันอาจจะถ่ายมาเป็นแบบ 6 ล้าน pixels หรือมากกว่านั้น เพื่อเก็บเอาไว้เป็น raw file ถ้าหากว่าจะเอาภาพเหล่านั้นไปทำการตกแต่งหรือเพื่อทำเป็น ads โฆษณาต่อในภายหลังก็สามารถทำได้ หรือถ้าหากว่าอยากจะปรับแต่งภาพให้สวยกว่านั้นก็ทำได้เนียนกว่า เพราะ file ตั้งต้นของเรามันเป็นภาพที่มีความละเอียดเยอะสักหน่อย

แต่ว่าพอจะทำเอาภาพสินค้าเหล่านั้นปะไว้ที่ website แล้ว มันไม่จำเป็นจะต้องใหญ่เอามากๆเหมือนกับที่เราถ่ายภาพเก็บเอาไว้แต่แรกน่ะครับ เพราะ ถ้าหากว่ามันใหญ่เกินไป คนที่กดโหลดดูมันจะกินเวลานาน ลองคิดดูแล้วกันนะครับถ้าหากว่า file มันใหญ่จัดๆ ใหญ่กว่า wallpaper ของ computer ที่เค้าใช้งานอยู่อีก แสดงว่ามันก็ต้องล้นจอแล้วล้นจออีก แทบจะมองไม่ออกว่ามันเป็นสินค้าอะไรกันเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นการที่เอา file ใหญ่ upload ขึ้นมันก็กินเวลานาน (มันก็นานทั้ง up และก็ download น่ะหละครับ)  มันก็จะทำให้กินพื้นที่ hosting ที่เราเช่าด้วยอีกส่วนหนึ่งครับ

ผมคิดได้แบบนี้เมื่อผมเจอใครต่อใครที่ถามเกี่ยวกับเรื่องภาพก็จะคอยบอกอยู่เสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องเอาภาพที่มีความละเอียดสูงจัดเอาปะไว้ที่ website ครับยกเว้นถ้าหากว่าคุณจะขายงานศิลปะ หรืออะไรก็ตามที่อยากจะให้ดูแบบรูขุนขนกันเลยก็สุดแล้วแต่ความเหมาะสมของสินค้านั้นครับ ซึ่งส่วนมากสินค้าใดๆก็ไม่ได้ต้องการให้เห็นภาพใหญ่มากๆอยู่แล้ว เช่น ถ้าหากว่าคุณขาย USB flash drive ก็จะ show ภาพใหญ่ไปเพื่ออะไรกันล่ะครับ คิดออกกันเหรอป่าวเนี่ยะ เพราะ ใหญ่ไปมันก็ไม่ได้ทำให้สินค้าน่าซื้อกว่าเดิมแต่ประการใด เอาแค่ว่าลูกค้าเค้าดูออกได้ว่า มันหน้าตาเป็นยังไงก็พอแล้วกระมัง .. ถ้าหากว่าคุณหลงมาอ่านเนื้อความส่วนล่างนี้โดยไม่ได้เข้าไปโหลด file Freeware ทันทีแสดงว่า คุณยังไม่ได้ขายของอะไรอย่างแน่นอนครับ เอาเถอะครับอ่านเป็นความรู้ความคิดเอาไว้ เพราะไม่แน่สักวันคุณอาจจะต้องเอาสินค้าอะไรมาขาย online ก็เป็นได้น่ะครับ เมื่อนั้นค่อยเข้ามาโหลดค้นหาผ่านหน้าเว็ปผมก็ไม่มีปัญหาอะไรน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • www socialbox com คือ
  • gantt chart ร้านเช่าหนังสือ
  • ตัวอย่าง gantt chart exhibition
  • chat on facebook using socialbok
  • การปรับขนาดทีเดียวทั้งภาพ
  • socialboxคือ
  • to www socialbox com
  • วิธีออกsocialbox
  • วิธีปรับขนาดภาพ Skype
  • วิธีการตั้งค่า socialbox

Google Chrome Extensions : ที่ผมใช้งานอยู่เพื่อประหยัดเวลาตอนใช้งาน Chrome

ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้งาน Google Chrome ได้มากกว่า 4 เดือนแล้วน่ะครับ (น่าจะน่ะครับไม่แน่ใจแต่ว่ารู้สึกว่าน่าจะนานเอาการอยู่) จริงๆผมก็แค่อยากลองเท่านั้นเองครับ แต่ว่าพอลองแล้วติดใจไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือการแสดงหน้าจอที่ Zen กว่า Firefox มากๆ ทำให้ Firefox ตัวใหม่ที่กำลังจะออกก็จะต้องเลียนแบบ Chrome เช่นเดียวกันครับ เลียนกันไปกันมาอันนี้ดูเหมือนกะว่าไม่มีใครว่าอะไรกันได้เลยน่ะครับ

Google Chrome Extension ที่ผมใช้งานก็ไม่ได้เยอะแยะเหมือนกับสมัยที่ผมใช้เป็น Firefox ครับ ทำไมน่ะเหรอครับ เพราะว่าผมแค่รู้สึกไปเองว่า ตอนที่ผมใช้งาน Firefox แล้วผมลง Extension มากๆตอนเปิด program ขึ้นมามันจะเริ่มช้าๆนิดหน่อย ผมรู้สึกได้กับเรื่องพวกนี้น่ะครับ (เป็นพวก sensitive ต่อเวลาอะไรที่ computer มัน run อะไรก็ตามได้ช้าลงแม้ว่ามันจะเป็นระดับมิลลิ second ก็ตาม เวอร์ไปหน่อยน่ะครับ โม้ไม่มีคนว่าด้วยเฮอะๆ) ก็เลยตัดสินใจว่าถ้าหากว่าย้ายมาใช้งานเป็นกู้เกิ้ลโครมตัวนี้แล้วล่ะก็จะไม่ลง Extension อะไรให้มากนัก แล้วผมก็ทำอย่างที่คิดจริงๆ เพราะตัวหลักๆที่คิดว่าจะใช้ก็มีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นเองครับ มันอาจจะเป็นเพราะอีกเหตุผลด้วยว่า ผมก็ลอง Extension บน Google Chrome อยู่หลายๆตัวมันก็ไม่ได้ลงตัวอะไรกับการใช้งานของผมสักเท่าไหร่ เพราะไม่อยากจะให้มี status bar ที่ด้านล่างแล้วน่ะครับมันกินพื้นที่หน้าจอไปอีกหน่อย แค่นั้นก็ไม่เอาแล้วอ่ะครับ ทำให้เกณฑ์ในการเลือก Extension มาใช้งานก็โหดและหินกว่าตอนที่ใช้ Firefox เอามากๆนะครับ

และนี่ก็คือโฉมหน้าผู้ผ่านการประกวดและได้ใช้งานกันจริงๆ ดังต่อไปนี้ครับผม
(ขอเรียงตามการใช้งานด้วยแล้วกันนะครับ)

Extensions - Google Chrome2
 Kuber PageRank Checker: เป็นตัวบอกว่า PR Rank ของเว็ปที่เข้าอยู่เนี่ยะมันมี rank ที่ได้รับจากทาง Google อยู่ระดับไหน (สำหรับคนที่ไม่รู้จัก อธิบายสั้นๆได้ว่า ถ้าหากว่าเว็ปคุณเจ๋งสุดๆเท่า Google คุณจะได้ 10 คะแนนครับ แล้วก็ถ้าหากว่าเป็นเว็ปใหม่สุดจะได้แค่ 0 เท่านั้น) คุณจะแยกแยะออกสั้นเลยว่าเว็ปที่คุณเข้ามาเนี่ยะมันคุณภาพดีหรือแย่มากน้อยแค่ไหนกันน่ะครับ

Gmail Checker : ผมใช้ Gmail ก็ต้องอยากรู้ว่าเมื่อไหร่จะมีเมล์เข้ามาก็ให้แสดงเป็นตัวเลขเอาไว้ที่ด้านบนเลยแล้วก็กดอีกทีก็จะรู้ด้วยว่าหัวเรื่อง (subject) ของ email นั้นเป็นอะไรครับ อันนี้มันจะแสดงเฉพาะ email ที่เข้า inbox เท่านั้นถ้าหากว่าคุณตั้ง filter ไว้แล้วบอกว่า email ให้ข้าม inbox ไปได้เลย(skip inbox) ก็จะไม่เห็นว่ามี email นั้นเข้าน่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากว่าคุณตั้งแบบนั้นไว้ email พวกนั้นก็ไม่ได้ email ที่สำคัญแต่ประการใดเข้าไปดูตอนไหนวันไหนก็ได้ครับ

Smooth Scroll : เอาไว้ทำให้ตอนที่เลื่อน page ของ website ที่มันยาวๆ ไม่ว่าจะเป็นพวก ซาหนุก กาปุกดอมคอมทั้งหลายแหล่มันเลื่อนได้ไหลลื่นดูดีมีชาติตระกูลครับ ไม่ได้ไหลแบบเหมือนกะหุ่นยนต์ที่เป็นล๊อคๆแก้คๆ เหมือนกับค่าตั้งต้นที่ Google Chrome ตั้งค่ามาน่ะครับ

Bit.ly: เป็น extension ง่ายๆของ Bitly เองนั่นน่ะหละครับเอาไว้ทำอย่างนี้ครับ คือ เมื่อคุณเปิดให้เว็ปไหนอยู่แล้วอยากจะย่อ url แล้วก็ส่งผ่านต่อเข้า Twitter ก็แค่กดเปิดนั้นเว็ปนั้นๆไว้แล้วก็กดปุ่มเจ้า Bit.ly นี้เท่านั้นเองน่ะครับ url ก็จะสั้นจุ้ด แล้วก็มี option ให้เลือกว่าจะ Twitt ออกไปเหร

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • gantt chart ของวันทูคอล
  • sms gv extension คือ
  • ใช้ google chrome แล้วเครื่องช้า
  • google chrome ทำให้เครื่องช้า
  • google chrome เครื่องช้า
  • icon บน bar google chrome
  • inbox msn chrome
  • status bar in chrome

กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว

กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว
แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร
Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้
Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ
เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. ><)
นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน
มีคนเมล์มาถามผมเกี่ยวกับ Kindle สงสัยอีกว่า Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?
อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก

อ่านบทความครั้งก่อนที่โม้ไปเกี่ยวกับ Kindle ที่ซื้อได้จากประเทศไทย ได้จากที่นี่น่ะครับ
(อ่านเนื้อความนี้ตรงๆอาจจะไม่ Get มากนัก)

แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร

Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้

Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ

เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. ><)

นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน

Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?

อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • gantt chart ระบบร้านเช่าหนังสือ
  • การใช้เวลาให้productive
  • gantt chart ระบบจัดซื้อ
  • ระยะเวลาการก่อสร้าง gantt chart
  • gantt chart เวลาทำงาน
  • ประโยชน์เทคโนโลยี e-reader คืออะไร

การประยุกต์ใช้ Gmail กับ Get Things Done. GTD

คงจะเป็นเรื่องแปลกมากๆถ้าหากว่าคนที่อ่าน web ผมเป็นประจำแล้วยังไม่ได้งาน Google mail หรือว่า Gmail ครับ เพราะว่า มันมี function การใช้งานที่ เรื่ยกว่า ฉลาด กว่า web mail จ้าวอื่นๆมากโขครับ หลักๆที่ผมเห็นว่ามันมีประโยชน์มากจริงๆก็จะเป็นพวก basic concept ที่มีมาตั้งแต่แรกของ Gmail แล้วน่ะล่ะครับ ก็คือพวก filter แล้วก็ label ทีเอาไว้แตกต่างว่า mail ไหนเข้าหมวดไหน ล่าสุด Gmail ก็ออกมาประกาศอีกครั้งว่า ถ้าหากว่าคนทีใช้ Gmail อยู่แล้วยังไม่รู้ว่า Gmail มีอะไรน่าใช้บ้าง ก็เข้าไปดูได้จาก

http://www.google.com/mail/help/tips.html#white

เค้าแบ่งความเชี่ยวชาญออกมาเป็นสายๆเหมือนกับยูโด หรือพวกนินจาว่าถ้าหากว่าโปรมากๆก็จะเป็นสายดำเป็นต้น ผมเข้าไปอ่านแล้วก็เพิ่งจะสังเกตว่าผมก็ยังไม่รู้อยู่บางประเด็นครับ หรือเพิ่งรู้ไม่นานมานี้ ก็เช่น ถ้าหากว่าคุณอยากจะ attach files มากกว่า 1 file คุณก็สามารถกด ctrl แล้วเลือก ไฟล์นั้นๆได้เลย ไม่เหมือนกับ จ้าวอื่นๆที่ต้องเลือก Browse ทีละ file แล้วก็กด attach ทีละครั้ง (อันนี้น้องผมเป็นคนบอกผมครับ แอบเห็นเค้าทำ ไม่ได้บอกผมตรงๆด้วยเน่ยะถ้าหากว่าไม่ได้แอบเห็นนี่ก็คงจะกดทีละไฟล์ไปเรื่อยๆต่อไป) แล้วก็อีกตัวที่เพิ่งรู้ว่าแต่ว่ายังไม่เคยใช้ก็คือ การ search super star คือ เราบอกว่าได้ให้ค้นหาเฉพาะพวกที่ติดดาวสีแดง สีเหลือง อะไรก็สุดแล้วแต่น่ะครับ นั่นก็แปลว่า ก่อนที่คุณจะใช้งานได้จริงๆ คุณก็ต้องกำหนดกับตัวเองอยู่เหมอืนกันน่ะครับว่า ความหมายของดาวหรือสัญลักษณ์แต่ละแบบมันหมายความว่าอย่างไร ของผมจะมีความหมายโดยเอาแบบ Get things done เป็นตัวกำหนดน่ะครับ ก็เช่น ถ้าหากว่าเป็นลูกศรไปทางขวาแปลว่า delegate to others แปลว่าให้คนอื่นทำ หรือว่า ถ้าหากว่าอยากรอไว้ก่อน ไม่ได้ทำตอนนี้ Defer เอาไว้ ก็จะเป็นอีกรูปนึง ส่วนงานที่ไม่ทำแน่ๆเพราะว่าไม่ worth doing ไม่คุ้มกับการออกแรงออกเวลาไปทำมันก็ delete มันซะก็จะไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ไม่ลบไปก็ archive ไปน่ะครับ

ถ้าหากว่าคนที่ไม่เคยรู้เรื่อง GTD  มาก่อนผมเล่าให้ฟังคร่าวๆได้น่ะครับ ก็คือ

งานใดๆ (task) เราสามารถที่จะมี action กับมันได้แค่สี่อย่างเท่านั้นเอง คือ

1. ทำมันซะ (do it)

2. ไม่ทำมันลบมันไปเลย (ไม่คุ้มกับเวลาที่จะทำ)

3. เอาไปให้คนอื่นทำ (Delegate to others)

4. รอไปก่อนแต่ว่าจะกลับมาคิดใหม่ว่าจะทำ 1 หรือ 2 หรือ 3 (Defer งานครับ)

ผมก็คิดๆดูแล้ว มันก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้จริงๆน่ะหละ ไมว่าคุณจะขยันหรือขี้เกียจมากเพียงใด คุณก็ต้องกระทำกับงานใดๆภายในสี่อย่างนี้เท่านั้นครับ

เพราะฉะนั้นแล้ว Gmail Super star  เป็นอีก function หนึ่งสำหรับคนที่อยากจัดการกับงานที่ไหลเข้ามาทาง inbox  Gmail อย่างเป็นระบบจริงๆอาจจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้แบบที่ผมเล่าให้ฟังนี่ก็ได้น่ะครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • gtd คือ
  • getting things done thai
  • getting things done ฉบับแปลไทย
  • gtd แปลไทย
  • GTDหมายถึง
  • การใช้ gtd

Kindle ประเทศไทยซื้อได้แล้ว โหลด ebook โลดจาก Amazon Kindle DX Global

  ไม่น่าเชื่อ Kindle กำลังจะทำตลาดทั้งโลกแล้วตอนนี้เพราะว่าล่าสุดเข้าไปเห็นที่เว็ป mcot.net เริ่มมีคนบอกว่า Kindle กำลังจะเปิดตัวเพื่อให้คนทั่วโลกได้ใช้งานกัน ซึ่งแต่ก่อนมันจะกั้กเอาไว้แค่ประเทศ US ใช้งานได้เท่านั้น ความแตกต่างที่ว่านี้ ก็คือ "การที่เราสามารถโหลดหนังสือเข้า Kindle ได้จากทีไหนก็ได้ทีมีสัญญาณ GPSR/EDGE ครอบคลุมครับ"

Kindle ก็จะมีขายในประเทศไทยก็เป็นหนึ่งใน 100 ประเทศที่จะทำการโหลดหนังสือใดๆผ่าน Kindle จากอากาศกันเลยก็ว่าได้ครับ โชคดีอยู่เหมือนกันทำให้ผมอยากจะซื้อ Kindle ขึ้นมาทันทีทันใดเลยก็ว่าได้

หลายคงอาจจะสงสัยว่าแล้ว ทำไมไม่อ่านหนังสือบน computer หรือว่า print out ออกมาแล้วอ่านกันล่ะ ทำไมต้องเป็น Kindle ด้วย แล้วเป็น ebook reader ของยี่ห้ออื่นไม่ได้เหรอ แล้วๆๆ ..ทำไมไม่ซื้อมาเป็นหนังสือจริงๆเลยล่ะ ?

เอางี้ผมว่าผมมองปัญหาหรือคำถามออกมาเป็นข้อๆอย่างงี้ดีกว่าน่ะครับคือ

ทำไมไม่อ่านบน computer หรือว่า Notebook ล่ะนั่นโอ้วซื้อทำไมให้มันเปลืองเงินไปอีกเนี่ยะ?

แสดงว่าคุณไม่ค่อยได้อ่านหนังสือบน computer เท่าไหร่น่ะครับถ้าหากว่าคุณถามแบบนี้เพราะว่าถ้าคุณอ่านแล้วคุณจะรู้สึกได้ทันทีหลังจากที่อ่านได้ระยะเวลาหนึ่งก็คือ อาการเมื่อยตาที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะตาเรารับแสงจากจอกันตรงๆเลยครับ แม้ว่าคุณปรับแสงให้ต่ำแล้วก็ตาม มันก็จะทำให้ตาคุณไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เพราะว่าแสงมันอ่อนเกินกว่าที่คุณจะอ่านได้สะดวก หรือว่าถ้าหากว่ามันเข้มหน่อย คุณก็จะอ่านได้ไม่นาน มันไม่มีอะไรดีไปกว่าแสดงสะท้อนจากภายนอกแล้วกระทบเข้าสู่ตาเราเหมือนกับการอ่านหนังสือแบบกระดาษน้ำตาล (เพื่อถนอมดวงตา) ยังไงอย่างงั้นน่ะครับ

Kindle เป็นอุปกรณ์ เพื่อเอาไว้อ่านหนังสือที่ทำให้ digital file ไม่ว่าจะเป็น pdf หรือว่าเป็น file ของ  Kindle เองที่ซื้อได้จาก Amazon นั้นอ่านแล้วเหมือนกับว่าเห็นเหมือนกับหนังสือจริง มันจะเหมือนมากน้อยแค่ไหนน่ะเหรอครับ ก็อาจจะอุปนัยแถลงความได้ประมาณว่า คุณเคยเห็น mock up ของมือถือเหรอป่าว(ที่มันเป็นมือถือปลอมให้เราจับลูบคลำโยนดูน้ำหนักที่ร้านมือถือน่ะครับ) ก็จะมีหน้าจอที่เป็นสติ้กเกอร์กระดาษประมาณนั้น ภาพที่ออกมาจากหน้าจอ Kindle มันก็จะเหมือนอะไรแบบนั้นน่ะหละครับ ไม่ได้ผิดแปลกแตกต่างออกไปเลย คุณจะอ่านไม่ได้ถ้าหากว่าคุณอยู่ในที่มืด หรือว่าแสดงไม่พอ หรือในทางกลับกันคุณจะอ่านหนังสือได้ถ้าหากว่าคุณอยู่ในโล่งแจ้ง (แดดไม่จัดเกินเพราะว่าถ้าหากแดดจัดเกินมันก็แรงเกินไปสำหรับการอ่านหนังสือเพื่อพักผ่อนแล้วน่ะครับ)

สำห
รับเรื่องเปลืองเงินนั้นคุณอาจจะไม่ get ภาพเท่าไหร่ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกอ่านหนังสือเยอะๆสักหน่อยคุณจะรู้ว่า คุณอยากจะเอาหนังสือติดตัวไปด้วยทุกทีทุกทางไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ หรือว่าไปต่างจังหวัด เพราะมันก็จะมีเวลาสำหรับอ่านอะไรไม่ค้างคา ไม่มีเวลาอ่านในภาวะปกติ หรือว่าอ่านแล้วมันติดพันน่ะครับ มันจะเปลืองก็ต่อเมื่อคุณอ่านหนังสือน้อยกว่าจุดคุ้มทุนครับ มันไม่คุ้มทันทีเลยถ้าหากว่าไม่ใช่เป็นพวกอ่านหนังสือเยอะ แต่ว่าตอนนี้ผมยังไม่ได้ประมาณจุดคุ้มทุนให้เห็นๆกันว่า มันคุ้มเมื่อคุณซื้อหนังสือทั้งหมดกี่เล่มน่ะคัรบ ถ้าหากว่ามีโอกาสแล้วจะแอบคำนวณมาให้ดูกัน แต่ที่แน่ๆคือ พวกร้านหนังสือใหญ่ๆตอนนี้กำลังโดน Kindle แย่งลูกค้าไปครับ เพราะว่าพวกที่เป็น avid reader หรือพวกอ่านหนังสือหนักๆซื้อเป็นประจำ กลุ่มคนพวกนี้การซื้อหนังสือจริงลดหายไปกับตาเห็นจะได้ ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับเค้าซื้อเป็น Kindle อ่านแทนยังไงล่ะครับ

ไม่ต้องคิดไปไกลมากมายน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกอ่านหนังสือภาษาปะกิตเป็นประจำ คุณจะไปร้านหนังสือได้แค่ไม่กี่ร้านในประเทศไทยเท่านั้น แล้วโอกาสที่คุณจะได้อ่านหนังสือที่คุณอยากจะอ่านมันก็แทบจะมีไม่มากเพราะว่าเค้าไม่ได้เอาหนังสือเยอะแยะมากมายอะไรมาตั้งเอาไว้ที่หน้าร้านเพื่อให้คุณเลือกซื้อ สิ่งที่คุณจะทำได้ก็คือ การสั่งซื้อผ่านเค้าอีกต่อหนึ่ง เพราะคุณเองก็ไม่ได้มี network (เพื่อนฝูง) เพื่อให้เค้าเหล่านั้นส่งหนังสือตัวเป็นๆมาหาคุณอีกต่อหนึ่งยังไงล่ะครับ ลองคิดดูหนังสือที่ผ่านการส่งทางกายภาพแบบนี้จาก America หรือที่ไหนก็สุดแล้วแต่จะต้องเสียค่าส่งเท่าไหร่ จะต้องรอนานเท่าไหร่ และจะต้องออกแรงเพื่อเดินเรื่องอีกไปเท่าไหร่ ? แล้วคุณคิดเหรอครับว่าการซื้อหนังสือที่หน้าร้านประเทศไทยแบบนี้เค้าจะขายคุณได้ในราคาที่ถูกเหมือนกับซื้อที่ประเทศนอก ก็ไม่อีก เค้าก็ต้องฟันกำไรคุณเยอะหน่อยกับการ stock หนังสือที่ไม่รู้ว่าจะมีคนซื้อมากน้อยแค่ไหนและยังต้องมาเสียค่าเช่าพื้นที่ห้างร้านอีก แล้วต้องมาจัดการเรื่องการส่งของ สั่งซื้ออีก เรียกได้ว่ามีโสหุ้ยที่ทำให้หนังสือหน้าร้านค้าโลกจริงที่คุณยืนอ่านอยู่นั้นมันจำเป็นต้องแพง และแพงกว่าที่ซื้อที่ประเทศอเมริกาอยู่หลายขุมยังไงล่ะครับ

ทำไมไม่อ่านเป็น Ebook Reader ธรรมดาด้วยล่ะ มันก็เป็น e-ink เหมือนกันน่าจะใช้แทนกันได้นี่หน่า ?

มันใช้แทนกันได้ก็ต่อเมื่อคุณอ่านพวก pdf file ครับคุณจะโหลดหนังสือกลางอากาศแบบที่ Kindle ทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเหรอป่าวครับ ก็ไม่เชิงหรอกครับเพราะคุณจะหมดโอกาสการเข้าซื้อหนังสือจากร้านหนังสือ online Amazon ที่จะทำให้หนังสือปกติถูกลงเหลือ 9.99 USD หรือต่ำกว่า (หรือแพงกว่าก็แล้วแต่เค้าตั้งเอาไว้) แต่ว่าที่แน่ๆมันตำกว่าหนังสือจริงๆครับ ซึ่งหนังสือพวกนี้เยอะเล่มมากมายเลยน่ะครับ คุณจะหาอ่านเป็น pdf file ไม่ได้ซิด้วยซิ (อาการจะเหมือนกับ Kindle จะผูกขาดซะอย่างงั้นถ้าหากว่าคุณจะอ่านเป็น electronic book น่ะครับ) มันก็พูดยากน่ะครับว่าทำไมเค้าต้องทำกันแบบนี้ โหดร้ายกับคนทำเครื่อง ebook reader อื่นๆกันเหรอป่าว ก็ช่วยไม่ได้น่ะครับเพราะ Amazon เค้าเป็นจ้าวตลาดจริงๆน่ะหละ สำหรับการขายหนังสือที่สหรัฐ (และกำลังจะเป็นจ้าวตลาดการขายหนังสือภาษาต่างประเทศในประเทศไทยอีกด้

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • Kindle
  • Kindle thai
  • kindle thailand
  • amazon kindle
  • kindle ราคา
  • KindleThai
  • amazon kindle ราคา
  • Amazon Kindle Thailand
  • kindle amazon
  • ซื้อ kindle

จัดการ project ให้เรื่องมันเดินด้วย Project Management Online ClockingIt.com

ไม่นานมานี้มี request มาถามว่าอยากจะได้ software ใดเพื่อที่จะเอาไว้ใช้งาน เพื่อติดตามงานตามแผนงานที่ได้สั่งเอาไว้ได้ง่ายๆ ดูว่าใครทำอะไรเมื่อไหร่แล้วก็เสร็จแล้วหรือยัง ? ตอนแรกผมก็จะนึก software as service ของทาง 34Signal ที่เรียกว่า Basecamp ครับแต่ว่าพอเข้าไปดูแล้วก็พบว่าเดี๋ยวนี้เค้าคิดเงินเป็นรายหัวสำหรับการใช้งานครับ แต่ถ้าหากว่าจะใช้แค่ project เดียวก็มีให้ใช้ฟรีอยู่เหมือนเดิม แต่ก็อีกใครจะใช้งานแค่ project เดียวล่ะครับ มันเหมือนกับเป็นการลองซะมากกว่า แน่นอนพบเห็นราคาแบบนี้ผมก็เริ่มคำนวณแล้วก็ส่ายหัวบอกว่า "ไม่เอาดีกว่า" หาอะไรที่มันเป็นของฟรีใช้ดีกว่ามั้ย ตอน concept ของเว็ปนี้น่ะครับ

ผมก็ไปนั่งขุดๆคุ้ยๆเรื่องเก่าๆที่เคยดูๆว่า (ประมาณว่าเรื่องผมพยายามที่จะเอามาทำครั้งหนึ่ง เพื่อติดตามงานคนในองค์กรแต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะว่า คนอื่นๆไม่อยากเล่นด้วยเท่าไหร่ มันอยู่หน้าคอมซะเยอะน่ะครับ) สุดท้ายแล้วก็ไปเจอเว็ปของเก่าที่เคยใช้มาแล้วก็คือ "CLOCKINGIT.com" ครับ

Clockingit.com เป็นบริการฟรีโดยไม่คิดตังค์อะไรแอบแฝงอีกแล้ว (มีปุ่ม Donate ด้วยที่ด้านล่างของ website ถ้าหากว่าอยากสงเคราะห์ก็ซะหน่อยแล้วกันนะครับ) แล้วก็ถ้าหากว่าจะใช้ผ่าน internet ก็ไม่ต้องไปมี Host อะไรเป็นของตัวเอง เพราะข้อมูลต่างๆจะ Host เอาไว้ที่ Sever ของ Clockingit เองเลยน่ะครับ (แปลว่าไม่ต้องทำอะไรอีกแล้วให้เหนี่อยยังไงล่ะครับ)

การงานแบบ ClockingIt วัตถุประสงค์หลักจะเป็นการติดตามงานคนอื่น รวมทั้งตัวเอง โดยอาจจะ create ให้ลูกค้าเข้ามาดูได้ด้วยว่า งานที่ตัวลูกค้าได้สั่งเอาไว้ มีงานย่อยอะไรแล้ว ใครดำเนินการไปถึงไหนแล้วก็ได้เช่นกัน มันไม่ได้เอาไว้ดูกันเองเฉพาะกลุ่มทีมงานตัวเอง แต่ว่าจะให้หัวหน้าขั้นพระเจ้า (ก็คือลูกค้าน่ะหละ) มีโอกาสได้เข้ามาติดตามเห็นผลงานหรือการดำเนินการของทีมงานที่ว่าจ้างก็ได้เช่นเดียวกัน ก็แค่ create account ให้ลูกค้าไปแล้วก็ set ให้เค้า edit ไม่ได้เท่านั้นเองครับ เห็นอย่างเดียวก็พอจะได้ไม่ต้องวุ่นวายกะงานเรามากเกินครับ

Feature ที่ project management ตัวนี้มีก็คือ มันแสดงการติดตามงานเป็น Gantt Chart ได้ หรือว่ามันดูงานต่างๆและ due date ในรูปแบบของ calendar ก็ได้ดว้ย มันดูเป็นภาพรวมได้ไม่ยากน่ะครับสำหรับการแสดงผลทั้งสองแบบ ทั้งนี้ของย้ำว่า เป็นแบบ Online ทั้งหมดไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียวเพื่อที่จะใช้งาน Feature เหล่านี้ครับ

 

 

ลักษณะของงานที่เหมาะกับการใช้งาน Clockingit ก็คือ

- คุณไม่ได้ทำงานคนเดียว เพราะ ถ้าหากว่าคุณทำคนเดียวคุณไปใช้ Todo List ส่วนตัวของคุณเองก็ทำได้แล้วน่ะครับไม่ต้องมาลำบากใช้แบบ online ก็ยังได้
- นั้นก็แปลว่าคุณต้องทำงานเป็นทีมงาน (ทำงานแบบ collaborate กัน) เพื่อติดตาม assign งานหากันแล้วก็ดูว่างานมันเดินไปได้มากน้อยแค่ไหนแล้วแบบ online
- ทีมงานของคุณทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดจะต้อง access internet ได้ทุกทีหรือเป็นส่วนใหญ่ของเวลาในการทำงาน ก็อีกน่ะครับ เพราะว่าระบบนี้มันอยู่ใน internet online ถ้าหากว่าอยู่บ้านแล้วไม่มี net แล้วก็จะ update task อะไรยังไงน่ะครับ
- ทีมงานของคุณต้องเป็นพวกอยู่หน้าคอมทั้งหมดตอนทำงาน เพราะถ้าหากว่าคุณจะทำการ tracking time ในการทำงานแต่ละ task ได้จริงๆ จะต้องมีการกดปุ่ม start / pause ในแต่ละ task เพื่อจับเวลา (เอาขนาดนั้นเลยน่ะครับ) เวลาในที่นี่ก็จะเป็นเวลา Operation time ของคนๆนั้นบนงานนั้นจริงๆได้น่ะครับ

ส่วนตัวแล้วผมอยากจะให้ทีมงานที่ผ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • project management online
  • gantt chart ตัวอย่าง
  • online project management
  • ตัวอย่าง gantt chart
  • project management ตัวอย่าง
  • Gantt Chart spa
  • gantt chart ตัวอย่าง Website
  • project management online freeware
  • gantt chartแบบละเอียด
  • project manager online

เอา Live Messenger ปะไว้ที่หน้าเว็ปวิธีเพิ่มยอดขายของร้านค้า online ที่ทุกร้านควรมี

live chat msn messenger มีหลายเว็ปที่มี live chat ผ่าน service อะไรแปลกๆน่ะครับ เช่น มีการเก็บเงินเป็นรายนาที เมื่อมีการใช้งานหรือว่าก็จะเป็น script ที่สร้างเอาไว้เฉพาะเพื่อการนี้ แต่ผมว่ามันไม่ได้จำเป็นซะขนาดนั้นหรอกครับ เอาแค่เมื่อมีคนเข้ามาที่หน้าร้าน (ถ้าหากว่าเป็น website ขายของ) หรือ web บริษัทคุณแล้ว เห็นว่า คุณ online MSN ก็น่าจะพอแล้วน่ะครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมอยากจะเอาวิธีการทำให้หน้า webpage ของเรามี msn messenger status แสดงเอาไว้ครับ

วิธีการก็ไม่ยากน่ะครับ ก่อนอื่นต้อง sign in msn เอาไว้ก่อนน่ะครับ (หรือว่าจะ sign in Hotmail เอาไว้ที่หน้า browser กอ่อนได้เหมอืนกันน่ะครับ)  แล้วจึงเข้าไปที่ Link นี้ครับ เพื่อทำการปรับให้ใครก็ได้เห็นสถานะ online ของ msn ของเราครับ หลังจากนั้นก็ไปเอา code เพื่อมา embed เข้าไปที่หน้าเว็ปใดๆก็ได้จาก Link นี้น่ะครับเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จภาระกรรมครับผม

ผมว่าถ้าหากว่าเป็นร้านค้า online การที่อยู่ๆจะมีคนหลงทางเข้าที่หน้าร้าน (หน้าเว็ป) แล้วเค้าเกิดสงสัยอะไรขึ้นมาแล้วตอบกลับไปได้ทันทีจะมีประโยชน์มากๆนะครับ ทำให้ปิดการขายได้เร็วกว่า ถือว่าเป็นบริการให้กับลูกค้าได้ทีเดียวครับ คนพวกนี้สะดวกที่จะพิมพ์มากกว่าครับ อาจจะเป็นเพราะว่าเค้าอยู่ในตำแหน่งหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสมกับการคุยสอบถามเพื่อซื้อของไร้สาระจากเว็ปคุณ เช่น เค้าอาจจะอยู่ที่ office เค้าอาจจะอยู่ที่ห้องประชุม และอื่นๆครับ ทำให้คุยโทรศัพท์ไม่ได้ การพิมพ์ต่างหากที่จะทำให้คนพวกนี้ได้มีโอกาสถามข้อมูลสินค้าครับ เป็นการเพิ่มโอกาสขายได้สูงมากมายกันเลยทีเดียว

ส่วนตัวแล้ว ผมเองถ้าหากว่าเข้าไปที่หน้าเว้ปไหนแล้วมี Live chat ผมจะกดเพื่อเข้าไปคุยสอบถามปัญหาที่ค้างคาใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่เว็ปไซท์นั้นเสนอทันทีน่ะครับ ก็เอาเป็นว่าไม่ต้องไปหา script ประหลาดอะไรที่ไหนมาใช้หรอก ใช้ Msn messenger เพื่อเอามาปะไว้ที่หน้าเว็ปแบบนี้ได้ก็ใช้การได้แล้วน่ะครับ รับรองเห็นผลทันตาแน่นอนครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • การจายสัญญานไวไฟ
  • ตัวกระจายสัญญาณ wireless
  • ลง msn หน้าร้านค้า

ใช้ GPS บอกตำแหน่ง POI สำหรับการเที่ยวด้วยการเดินในต่างประเทศ


เมื่อเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นโดยใช้ GPS Garmin ที่มีอยู่ในเครื่อง HTC DIAMOND ของผมเพื่อบอกว่าอะไรมันอยู่ที่ไหนด้วยน่ะครับ วิธีการก็ไม่ยากน่ะครับ เริ่มจากการค้นหาสถานที่จาก Google maps เสียก่อนว่า ที่ๆอยากจะไปเนี่ยะมันอยู่อะไรทีไหน แล้วก็ convert ตำแหน่งเป็นพิกัดแล้วกรอกเข้าไปที่มือถือครับ ลืมไปน่ะครับว่าก่อนอื่นจำเป็นต้องติดตั้งแผนที่ของประเทศที่กำลังจะไปเสียก่อนครับ อันนี้ก็สุดแล้วแต่จะหามากันครับ ย้อนกลับไปเมื่อกรอกตำแหน่งทั้งหมดเป็น favorite แล้วก็ลอง check ดูหน่อยว่าตำแหน่งทั้งหมดนั้นมันเหมือนกับที่แสดงอยู่ใน Google maps หรือไม่ เพราะว่าถ้าหากมันไม่เหมือนกันแปลว่ากรอกผิด แล้วถ้าหากว่ากรอกผิดแล้วเราเชื่อว่ามันถูกแล้วเนี่ยะเมื่อเดินทางไปแล้ว เราหาตำแหน่งนั้นๆมันก็จะไม่เห็นอะไรน่ะครับ ซึ่งเป็นการเดินทางผิดอย่างใหญ่หลวงเพราะว่าแค่การพิมพ์ผิดเท่านั้น มันเป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัยสักเท่าไหร่ครับ
การที่เราใช้แผนที่จาก Garmin Street map ที่เค้าเอาไว้เพื่อการนำทางรถแล้วมาใช้เพื่อบอกว่าตำแหน่งที่เที่ยวอยู่ที่ไหนนั้น เราจะใช้ไม่เหมือนกันซะทีเดียวน่ะครับ เพราะว่าเราไม่ต้องการให้ระบบนำทางครับ คุณไม่จำเป็นต้องเดินวิธีการเดียวกับขับรถน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว วิธีใช้ก็แค่ว่า "ดูว่าตัวเราอยู่ที่ไหนในแผนที่" แล้วก็ "ดูว่าตำแหน่งที่เราจะไปมันอยู่ที่ไหน" แล้วก็เดินไปให้ถูกทิศเท่านั้นเองครับ

เราจะดูได้ว่ามันอยู่ไกลมากน้อยแค่ไหน เราจำเป็นจะต้องนั่งรถหรือไม่ ถ้าหากว่ามันไกลจัดๆ หรือว่ามันแค่ใกล้ๆเราก็เดินไป โดยรู้ระยะที่แน่นอนว่ามันไกลจากตำแหน่งของเราแค่ไหนกันครับ ลักษณะการใช้จะเหมือนกับการใช้แผนที่ธรรมดาๆนี่น่ะหละ แต่ว่าเรารู้เพิ่มอีกหน่อยว่าเราอยู่ที่ไหนก็เท่านั้นเองอ่ะครับ

ตอนที่ผมใช้งานแผนที่เพื่อการ"เดิน"ไปหาตำแหน่งเป้าหมายที่ต้องการนั้น สิ่งที่ขาดหายไปคือ "เข็มทิศ" ครับ เพราะ เมื่อเราออกจากรถไฟฟ้าหรือตัวตึกเพื่อมายังที่โล่งแจ้งนั้น มันจะบอกตำแหน่งได้อยู่แต่ว่าถ้าหากว่าเราไม่ได้เดินไปไหนแล้วมันจะไม่รู้ทิศว่า เรากำลังจะไปทางไหน หรือว่าหัวแผนที่ควรจะหันไปทางไหน ดังนั้น อุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างเพื่อให้การเดินไปยังตำแหน่งเป้าหมายได้เร็วกว่าเดิม ก็คือ "เข็มทิศ" แนะนำว่าแผนที่ควรดูเป็นแบบ N อยู่ด้านบนตลอดเวลาไม่ควรให้มันหมุนไปหมุนมาแล้วก็ไม่ต้องดูเป็นแบบสามมิติด้วยเพราะมันเห็นระยะได้ไม่ไกลเท่าไหร่ครับ  เมื่อเราออกนอกตึกไปยังที่โล่งแล้วก็เอาเข็มทิศออกมาก่อนน่ะครับ เพื่อบอกให้ว่า N อยู่ที่ทิศไหน เพื่อให้เราเดินไปให้ถูกทิศทางในทันทีจากก้าวแรก จะได้ไม่ต้องเสียแรงเหนื่อยกันน่ะครับผม 

สำหรับการใช้ Garmin maps เพื่อการเดินหาตำแหน่งท่องเที่ยวในเมืองยังมีปัญหาอื่นๆอีกก็คือว่า เราอาจจะต้องเสียพลังงานถ่านที่อยู่ในเครื่องไปมาก แล้วถ้าหากว่ามันสำคัญมากๆ แล้วถ่านมันหมดขึ้นมาเนี่ยะก็หน้าซีดเอาการอยู่น่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้นครับ เราใช้ตลอดเวลาไม่ได้ด้วย ถ่านเมื่ออยู่เมืองหนาวแล้วมันจะอ่อนกว่าปกติมาก (ซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะถ่านบางประเภทแต่ว่าผมก็ไม่รู้น่ะครับว่าประเภทไหน)

ยังไงซะถ้าหากว่าเดินทางต่างประเทศต้องทำการบ้านเอาไว้ให้ดีๆแล้วก็พึ่ง GPS เป็นเรื่องสุดท้ายจริงๆน่ะครับ เหมือนกับเป็นการ play safe หรือเอาไว้เป็นไม้ตา

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • gps garmin ราคา
  • ขยายสัญญาณwifiเอง
  • garmin เที่ยวญี่ปุ่น
  • จะไปญี่ปุ่น gps ใช้ได้
  • พิกัด gps แหล่งท่องเที่ยว ต่างประเทศ ญี่ปุ่น
  • วิธีทำกระดาษเพิ่มสัญญาณไวเลส
  • หาสถานที่ท่องเที่ยวใน garmin ยังใง
  • เดินเที่ยว gps
  • เที่ยวญี่ปุ่น gps
  • เอา gps garminไปใช้japan