webshot จับหน้าเว็ปเต็มๆหน้าออกมาเป็นไฟล์ภาพ

หากว่าคุณจำเป็นต้องติดต่อกับ web designer หรือคนพัฒนาเว็ปอาจจะจำเป็นต้องมีการอ้างอิงภาพหน้าเว็ปที่กำลัง online อยู๋ เราสามารถที่จะ capture web ใดๆออกมาเป็นภาพได้ไม่ยากครับ ใช้ webshot โหลดได้ที่น่ะครับ  software นี้เป็น Freeware ที่ทำหน้าอย่างว่านี้เลยน่ะครับ แล้วมันก็จะทำออกมาเป็นภาพเพื่อสุดท้ายแล้วเราสามารถ edit ต่อด้วย software edit ภาพใดๆที่มี หรือว่าถนัดใชกันอยู่แล้วอะไรก็ได้ทั้งนัน้น่ะครับผม

โดดไปโหลดมาลองใช้กันดูเลยดีกว่าครับผม

ตัวชี้วัดที่ร้านแบบ offline โดยใช้ concept ของ online มาประยุกต์วัด

(วันนี้อาจจะมาแปลกนิดหน่อยเพราะว่เนือ้หาเกือบทั้งหมดจะเป็นเรื่อง offline เกี่ยวกับร้านค้า แต่ก็หาเรื่องเอามาเทียบร้านค้าแบบ online น่ะหละครับ)

แน่นอนว่าถ้าหากว่าคนที่เปิดร้านค้าแบบ offline เรียกว่าจะเป้นร้านค้าจริงๆที่มีคนเดิมผ่านไปผ่านมาเราสามารถที่จะกำหนดตัวชี้วัดได้เช่นเดียวกัน คล้ายหรือเหมือนกับโลก online โดยอาจจะใช้ศัพท์แสงแบบเดียวกันมาประยุกต์ใช้ได้เหมือนกันแต่ แน่นอนว่าวิธีการเก็บข้อมูลจะไม่ได้ทำได้ง่ายๆเหมือนกับที่หน้าร้าน online ทำได้

หน้าร้าน offline หรือร้านค้าจริงบนโลกเรานั้นจะมีพนักงานอยู่เพื่อที่จะทำการพูดคุยกับลูกค้าและตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วทันที เป็นการใช้ข้อมูลลูกค้าทางตรงแต่ทางตรงกันข้ามแล้ว การเก็บข้อมูลของลูกค้านั้นกลับทำได้ยากกว่า จะต้องออกแรงคิดเพื่อที่จะประเมินให้ได้ว่า หน้าร้านนั้นดี หรือไม่ดีในปัจจัยใด เพื่อจะมาประเมินต่อไปได้ว่า จะต้องทำการปรับเปลี่ยน factor ใดๆ เพื่อให้มีการซื้อขายที่มากขึ้นมาได้อย่างเป็นระบบ

แนวคิดนี้ผมอาจจะเอามานึกๆเพื่อเทียบกันได้ระหว่าง offline และ online ดังต่อไปนี้ครับ
- ปริมาณคนเข้าร้านที่เดินเข้ามา (new visitor)
แน่นอนว่าถ้าหากว่าคนเข้าร้านมาได้ไม่เยอะมากก็เป็นตัวสะท้อนหนึ่งได้ว่า "ตำแหน่งของพื้นที่ไม่ดี" เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ อันนี้จะไม่มีผลต่ออัตราการซื้อเพราะเราอยากจะวัดคนที่เข้ามาในร้านจริงๆ โดยสิ่งที่จะมีผลต่ออัตราคนเข้าร้านต่อเวลา หรือ ปริมาณคนเข้าร้านต่อวัน อาจจะมีผลมาจาก
    เวลา : วันหยุด หรือ วันทำการ และเวลาทำการ
    ปริมาณคนที่เดินผ่านหน้าร้าน : แน่นอนว่าเป็นสิ่งสะท้อนมาจากเวลา
    ความน่าสนใจในทันทีของสภาพร้าน : ไม่ว่าจะเป็นสินค้า การวางสินค้าให้เห็น หรือแม้กระทั่ง ปริมาณคนที่อยู่ในร้านอยู่แล้ว (ยิ่งเยอะยิ่งน่าสนใจเยอะ)
    ทำเลร้าน : ปัจจัยใหญ่ที่มีผลต่อปริมาณที่เดินผ่านหน้าร้าน
นิยามของปริมาณคนที่เข้าร้านคือ จะต้องกำหนดเอาไว้อย่างแน่นอนนั่นก็หมายความว่า หากว่าคนก้าวเท้าเข้ามาที่ร้านแล้วถือเป็นหนึ่งหน่วยคนที่เดิมเข้ามาที่รัาน ทำการนับได้ทันที

- ปริมาณคนเดินผ่านหน้าร้าน (pass by visitor) จะผลสะท้อนมาจากทำเลที่ตั้งเสียเป็นส่วนใหญ่และสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดราคาค่าเช่าร้านต่อเวลา (โดยมากจะเป็นต่อเดือน เพื่อให้การบริหารคิดต้นทุนทำได้ไม่ยาก) สำหรับร้านค้าแล้วต้นทุนนี้น่าจะเป็นต้นทุนต่อเวลาใหญ่ที่สุดสำหรับร้านค้าปลีกที่มี turn over ของสินค้าเร็ว(แปลว่าสินค้ามันราคาไม่แพงแล้วก็ขายได้ง่ายไม่ต้องดองของนาน)

วิธีการนับ : นับหัวคนที่เดินผ่านหน้าร้านรัศมีจากร้าน 2-3 เมตร หรือถ้าหากว่าร้านเป็นซอยอยู่แล้วก็ทำการนับทั้งหมดที่ผ่าน ไม่ต้องกลัวว่าจะนับซ้ำไม่ซ้ำเพราะจะไม่มีผลมากเท่าไหร่ แต่ว่างานนี้จะเหนื่อยคนนับอย่างแน่นอน  (การนับแบบนี้นับเป็นวันๆไป ไม่ต้องทำตลอดเวลาเพราะว่าเป็นงานและเหนื่อยมากสำหรับคนนับ โดยอาจจะกำหนดนับเพื่อการ calibrate ข้อมูลสองเดือนครั้ง ครั้งละ 1 week และเพื่อให้ดีกว่านั้นอาจจะนับวันหยุดพิเศษเพื่อให้ได้ข้อมูลของวันหยุดพิเศษเพิ่มเติมได้อีก)

- อัตราการออกจากร้านโดยไม่ได้ทำการซื้อขายใดๆ (bounce rate) คิดจากปริมาณคนที่เข้าร้านทั้งหมดเป็นตัวหาร และตัวตั้งคือ คนที่ไม่ได้ทำการซื้อขายใดๆ ได้ผลออกมาเป็น percent ค่าค่านี้จะเป้นตัวสะท้อนถึงความน่าสนใจต่อคนเข้าร้าน แปลว่า เมื่อคนเข้าร้านแล้วเค้าไม่ซื้อของอะไรเลยมากน้อยแค่ไหน หากว่าค

นเล่นไม่ซื้อ

- อัตราที่ลูกค้าเก่าเข้ามาร้านซ้ำ หรือ เกิดการซื้อซ้ำ วิธีการนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลของคนซื้อครั้งก่อนแล้วมีการอ้างอิงถึงข้อมูลนั้นในครั้งถัดมาที่กลับมาซื้อ โดยทั่วไปแล้วถ้าหากเป็นร้านปกติไม่ได้ทำการเก็บข้อมูลเจ้าของร้านจะทำการบันทึกข้อมูลนั้นเอาไว้ในหัวโดยอาศัยความสามารถตามธรรมชาติของมนุษย์ คือ "การจำหน้าได้หรือการระลึกหน้าตาได้" (facial recognition) ที่ไม่ได้เป็นต้นทุนเพิ่มสำหรับการติดตั้งระบบนี้เลย แต่ว่า ณเวลานี้หากว่าจะให้อุปกรณ์ใดๆทำการเปรียบเทียบหน้าตากลับภาพเก่าหรือหน้าตาเก่าๆที่จำไว้ในระบบฐานข้อมูลจะทำได้ยากอยู่ (แต่ว่า Google Picasa จะทำได้แล้วบ้าง หรือ Tools อื่นๆในโลก online เริ่มมีเหตุการจับรับรู้ได้ของหน้าตาได้แล้วบ้าง) ย้อนกลับมาประเด็นที่ร้านค้าธรรมดาจะทำได้ เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นก็คือ การใช้ card ใดๆหรือตัวเลขข้อมูลอ้างอิงใดๆก็ได้ เพื่อดูกับฐานข้อมูลเก่า เช่น BigC ก็จะมี card เพื่อบังคับให้ลดราคา หากว่าไม่ได้บอกร้าน ร้านก็จะไม่ลดราคา นั่นก็เรียกได้ว่าเป็นการบังคับเพื่อให้ระบบการเก็บข้อมูลเกิดขึ้นนั่นเอง ฟังดูแล้วก็เหมือนจะยุ่งยากสักหน่อยหากว่าไม่ไดทำระบบการลดราคาเอาไว้เหมือนอย่าง BigC ตอนนี้ผมก็ยังไม่ภาพการเก็บข้อมูลนี้ไม่ออกว่าจะทำได้อย่างไร ที่ไม่ต้องเสียสละราคาเพื่อที่จะลดได้ ( ยกเว้นว่าจะบวกราคาเอาไว้ก่อน แต่นั่นก็จะใช้ได้สำหรับร้านค้าประเภทที่ไม่มีการต่อรองอีกนั่นเอง เพราะการต่อรองแล้วจะยังคงไว้ซึ่งระบบได้นั่นก็จำเป็นต้องตั้งระบบการต่อรองเข้ามาอีกว่าจะมี step เป็นอย่างไร) เพราะฉะนั้นตอนนี้แนะนำว่าอาจจะใช้เป็นเบอร์โทรศัพท์ก็น่าจะดี เพราะมันเป็นตัวบอก identity (ไม่เคยเห็นว่าคนไหนจะใช้มือถือร่วมกันเท่าไหร่ เคยเห็นแค่ว่าคนหนึ่งๆจะมี โทรศัพท์มากกว่าหนึ่งเครื่องเสียมากกว่า) ถ้าหากว่าอ้างอิงเบอร์โทรศัพท์เดิมก็จะทำการ "ลดราคา on top" ให้อีก เพราะคนนี้ คนลูกค้าตัวจริง! ที่มีการซื้อซ้ำเกิดขึ้นแล้ว (ลูกค้าจะอ้างอิงโทรศัพท์เลขหมายเดิมเพื่อให้การลดราคาพิเศษต่อไป แน่นอนว่าเราอยากจะลดราคาหรือให้อะไรพิเศษๆแก่ลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยเช่นเดียวกัน) สำหรับโลก online แล้วจะเป็น coupon รหัสพิเศษเพื่อให้ตอนที่จะทำการ checkout จ่ายเงิน แล้วก็กรอกรหัสนั้นๆไปก็จะทำการลดเพิ่มเติมเข้าไปอีก แต่แน่นอนอีกว่า สำหรับ online แล้วเหตุผลไม่ได้อยู่ที่ว่าเราต้องการฐานข้อมูลแต่อย่างใดเพราะโดยมากจะมีอยู่แล้วตั้งแต่การซื้อขายครั้งแกรนั่นเอง) ปัญหาคิดย้อนกลับมาที่ว่า ลูกค้าจะบอกเบอร์โทรศัพท์หรือไม่ และจะบอกด้วยเหตุผลเรื่องการซื้อซ้ำนั้นน่าจะทำให้ลูกค้าที่ซื้อของกับร้านค้าหน้าร้านจริงบอกด้วยอัตราที่ร้อยละ 95% ขึ้นไปแล้วหรือไม่ อันนี้ยังเป็นคำถามและเป็นโจทย์ที่ต้องคิดอยู่ว่าจะทำได้อย่างไร หรือว่าจะใช้ตัวบันทึกตัวอื่นจะดีกว่านี้หรือไม่

ถ้าหากว่าอ่านมาทั้งหมดจะพบได้ว่าร้านค้า online จะสะดวกต่อการเก็บข้อมูลเป็นอย่างมาก และเมื่อเทียบกับร้าน offline หรือ ร้านค้าโลกจริง จะทำให้รู้สึกว่าเรื่องเก็บข้อมูลเป็๋นเรื่องทำได้ยากกว่ามากไปเลยได้ (แต่ว่ายังอยู่ในวิสัยที่จะทำได้) สำหรับข้อมูลการนับนั้นสามารถกระทำได้ด้วยเวลาที่เร็วขึ้นได้หากว่ามีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดเอาไว้ที่ร้านแล้วใช้ fast forward เอาเพื่อทำการนับจำนวนคนตามกรณีต่างๆ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาเพื่อคิดวิเคราะห์ตัดสินใจอะไรต่อไปได้  อย่างไรก็ตาม"ยอดขาย" จะ

เป็นตัวสรุปตัวสุดท้ายว่า การดำเนินการของร้านค้านั้นทำได้ดีมากน้อยแค่ไหนต่างหาก แต่ตัวข้อมูลอื่นๆจะเป็นจะเป็นตัวที่บ่งบอกเพื่อให้คนวิเคราะห์ได้ต่อว่าเหตุอะไรกันทำไมกิจกรรมร้านค้านี้ถึงได้ยอดที่ดีหรือไม่ดีต่อไป ไม่ใช่แค่รู้ว่ายอดขายเท่านี้เท่านั้นแล้ว .. ยังไง? ทำไมเดาเอาเองแบบไร้ข้อมูล มันก็จะได้แค่เดาเท่านั้นวันยันค่ำ

NOTE: ยังเหลือการเก็บข้อมูลหลักๆอีกส่วนคือ ตลาด (คนเข้าร้านว่าหน้าตาหรือข้อมูลเป้นอย่างไรเพศอะไร เป็นต้น) ซึ่งแน่นอนอีกว่า online จะเห็นได้น้อยกว่าครับอันนี้ เราสามารถเก็บได้จากกล้องวงจรปิดอีกเหมือนเดิมครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • ร้านค้าแบบ offline

motion sensor software "MOTION DETECTION" บันทึกภาพหรือ clip ทันทีเมื่อมีอะไรขยับ

 
เวอร์ชั่นที่ให้โหลดกันนี้จะเป็น beta version นั่นก็หมายความว่าผู้ที่ผลิต software นี้ต้องการให้ทดสอบการใช้งานดูว่ามันใช้งานได้ดีไม่เกิดปัญหาอะไร หรือว่าเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ ก็แจ้งเค้าไปน่ะครับถ้าหากว่าเจอปัญหา อย่างไรก็ตามผมก็ใช้มาได้สักสองครั้งและตะกี้ เป็นลักษณะทดลองส่วนที่จะใช้จริงยังคิดไม่ออกว่าจะใช้อะไรมากมายน่ะครับ อาจจะเป็นไปได้ว่า ตอนที่ผมเปิดเครื่อง computer ค้างเอาไว้ผมก็อาจจะลองเปิด software ตัวนี้เอาไว้แล้วก็ถ้าหากว่าแม่บ้านมาก็จะทำให้ software ตัวนี้ทำการบันทึกภาพเอาไว้ครับ ก็น่าจะทำได้อย่างงั้นอย่างเดียวครับ หรือว่าถ้าหากว่ามีช่างแอร์มาก็บันทึกภาพเอาไว้ได้ด้วยเหมือนกัน แต่ก็อีกถ้าหากว่ากลัวว่าจะหยิบของๆเรามันก็อยู่ตามเก้ะ ก็บันทึกภาพไม่ได้อยู่ดีน่ะหละครับ เพราะกล้องนี้ไม่ได้วางไว้ในมุมเหมือนกับกล้องที่ติดตั้งเพื่อทำการบันทึกเพื่อความปลอดภัยแต่อย่างใด เอาเถอะครับ แน่นอนว่าห้องนอนตัวเองเราคงไม่ติดตั้งกล้องอะไรแบบนี้หรอกครับ อย่างมากก็ใช้เจ้า webcam นี่หละครับใช้งานไปพรางๆกันก่อนก็ได้น่ะครับ เรียกว่า รู้ไว้ว่ามันมีแบบนี้ก็แล้วกันส่วนว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรนั้นก็แล้วแต่คนแต่ละคนจะคิดๆกันไปครับผม

เมื่อติดตั้งแล้วเพื่อที่จะให้ software ทำงานได้ก็เลือกกล้องครับ แล้วก็ไปที่หน้า option เลือกว่าจะให้มันทำการบันทึกเป็น picture หรือว่าจะให้เป็น movie (มันก็ทำการบันทึกเป็นภาพน่ะครับแต่ว่ามันก็เอาต่อกันเป็นวิดีโอว่าอย่างงั้น) แล้วก็กด configure.. ระบุให้มันซะหน่อยน่ะครับว่า file ที่สร้างมานั่นจะให้เอาไปเก็บไว้ที่ไหนแนะนำว่า สร้าง folder ใหม่ออกมาน่ะครับ ใช้งานเสร็จจะได้ลบไปได้ไม่ยากน่ะครับ เพราะว่า file ภาพ (สำหรับกรณีที่เลือกเป็นภาพ) มันจะสร้างออกมาเยอะมากๆ ครับ แล้วก็กลับไปที่หน้า detection แล้วก็เลือก sensitivity สักกะหน่อยเท่านั้นก็เป็นอันจบกระบวนการ กด apply หรือว่ากด start เพื่อเริ่มใช้งาน แค่เราโบกมือมันก็ทำการบันทึกแล้วน่ะครับ เท่านั้นเอง

โดดไปโหลดกันได้ที่นี่เลยครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • motion detection คือ
  • motion sensor คือ
  • motion detect คืออะไร
  • motion detection การทำงาน
  • motion sensor software
  • motion sensor ทำอะไร ได้บ้าง
  • Sensitivity For motion คืออะไร
  • software motion detection
  • webcam ที่มี motion sensor

ผมใช้ Smart Phone ทำอะไรมั่งวันๆถึงได้มองแต่มันล่ะเนี่ยะ ?

เคยคิดดูเหรอไม่ครับว่าถ้าหากว่าเราใช้เป็น Windows Mobiile หรือว่าพวก Smart Phone แล้วจะเอาไปทำอะไรได้มั่ง ? ว่างๆผมก็มานั่งคิดอยู่เหมือนกันน่ะครับ เพราะว่าพ่อผมบอกว่าอ้อ ..เจ้าเครื่องมือถือที่ซื้อมาใหม่เนี่ยะถ้าหากว่ารู้จักใช้ก็จะมีประโยชน์จริงๆ แล้วอีกคำบอกหนึ่งคือ คำที่บอกมาจากน้องสาวผมเองว่า “เอถ้าหากว่าไม่มีมือถือนี่แล้วจะอยู่ยังไง ? (หมายความว่าเค้าเห็นผมใช้แค่มือถืออันนี้นะครับ วันๆไม่ได้หันไปมองอะไรอย่างอื่นสักเท่าไหร่หรือว่าถ้าว่างๆก็กดๆ ดูๆเจ้ามือถือเครื่อง HTC DIAMOND ของผมน่ะครับ)”

เอาเป็นว่าผมจะเริ่มคิดแล้วน่ะครับว่าผมใช้มือถือเครื่องนี้ทำอะไรได้อีก นอกจากเรื่องเก่าๆปกติที่ผมอาจจะเคยบอกไปแล้วในเนื้อความเก่าน่ะครับ

-  เอาเป็นกล้องถ่ายรูป บันทึกภาพที่เห็น (เพราะว่าเก็บไฟล์ได้เยอะมาก)

- เอาเป็น mp3 player ตอนที่วิ่งออกกำลังกาย หรือว่า ตอนที่เดินทาง

- เอาเป็นอุปกรณ์เพื่อเล่นเน็ตไร้สาย (แบบ GPRS )

- เอาเป็นเครื่อง upload NokNok.in.th และ Twitter

- เป็น note เพื่อเก็บข้อมูลอื่นๆ เช่นชื่อร้านอาหาร เพลงที่ชอบไปร้องเพลงตาม karaoke

- เอาเป็นที่บันทึกวิดีโอคลิป (ฮั่นแน่ แต่ว่าผมไม่ถ่ายอะไรแปลกๆหรอกนะครับ)

- เอาเป็นเครื่องนำทาง Garmin Moblie XT (เวลาเดินทาง)

- เอาเป็นแผนที่ แล้วก็ mark ตำแหน่งบนแผนที่

- เอาเป็นเครื่องเล่น FLV หรือหนังแบบ youtube หรือว่าหนัง AVI ก็ได้เหมือนกันน่ะครับ เวลาเดินทางไกล

- เอาเป็นที่เล่นเกมส์เล็กๆแก้เบื่อ (แต่ว่าส่วนมากผมจะโหลดอะไรอ่านมากกว่า)

- เอาเป็นตัวจดจำตำแหน่งที่เราอยู่ ตอนนี้( เก็บเอาไว้เผื่อว่าจะมาอีกหรือว่าจะได้ upload แผนที่)

- เอาเป็นเหมือนกะ modem ไร้สายให้กับ computer ได้ด้วย ( ตอนที่เดินทางก็เอาคอมเสียบมือถือแล้วเล่นเน็ต)

- เอาเป็นที่ check ราคาเวลาซื้อของอะไรสักอย่าง (ก็แค่ search ใน internet เท่านั้นเอง)

- เอาเป็นที่บันทึกเสียงตอนสัมนาตามทีต่างๆ

- เอาเป็นที่บอกตำแหน่ง หรือ วัดความเร็วและระยะทาง ตอนที่วิ่ง (ออกกำลังกาย แหม แต่ว่ามันบอก heart rateไมได้น่ะครับ ไม่อย่างงั้นจะเจ๋งกว่านี้น่ะครับผม)

- เป็นนาฬิกาจับเวลา

- เอาเป็นที่เก็บ audio book เอาไว้ฟังตอนวิ่งก็เหมือนกับว่ามันเป็นเพลงน่ะหละครับ

- เอาไว้เล่น msn , skype online แบบไม่ได้อยู่ในเขต wifi

- เอาไว้ access กับ Evernote ที่ผมบันทึกทุกอย่างเอาไว้ ( จำอะไรไม่ได้ก็มา search หาดูได้น่ะครับ)

- เอาไว้คุยโทรศัพท์กะสาวๆ .. (อืม ..)

- เอาไว้เป็น Memory Stick (แต่ว่าแย่หน่อยที่มันไม่ได้มีรูออกมาจากตัวเครื่องเป็น USB )

- เอาไว้บันทึกค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้รู้ว่าเดือนๆใช้เงินไปทำอะไรบ้าง (ถึงแม้ว่าจะไม่มากก็ตาม ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงครับ ต้องรู้ว่าเราใช้จ่ายอะไรไปเท่าไหร่มันต้องจดน่ะครับ )

- เอาไว้เป็นเลขาส่วนตัว เตือนเมือ่ถึงนัดหมาย และ เตือนว่ามีงานอะไรต่อทำ TodoList

- เอาเป็น Offline Dictiionary

- เอาไว้ฟังวิทยุ

- เอาไว้ดูโรงงานผ่านมือถือ ตอนอยู่เขต wifi (มี software กับพวกกล้อง CCTV นะครับ)

- เอาไว้คุย online ต่างประเทศผ่าน Skype

- เอาไว้เป็นไฟฉาย (หรือไฟแช็ค แต่ว่ามันจุดไฟไมได้จริงๆหรอกน่ะครับ)

- เอาไว้เป็นนาฬิกาปลุก

เอาเท่านี้ก่อนน่ะครับผมว่าถ้าใช้ให้เป็นมันก็จะทำได้เยอะคุ้มค่ากับราคาครับ แต่ว่าถ้าหากว่าจะใช้เพื่อโทรเข้ารับออกก็แนะนำว่าโทรศัพท์ธรรมดาๆก็ใช้ได้แล้วล่ะครับ ไม่จำเป็นต้องใช้ Smart Phone ครับเพราะว่ามันดูวุ่นวายอยู่เหมือนกันแล้วก็ต้องเข้าใจด้วยว่ามันใช้ยังไงให้ได้ประสิทธิภาพ และ ตรงกับชีวิตปกติงาน หรือ วิธีการใช้ชีวิตของเราน่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • smartphone ทำอะไรได้บ้าง
  • smartphone คือ
  • smartphone ทําอะไรได้บ้าง
  • smartphone บันทึกค่าใช้จ่าย

Get things done : แนวคิดกับการประยุกต์ใช้งานจริง ถึงเวลายกโลกออกจากหัวแล้ว

Get things done : แนวคิดกับการประยุกต์ใช้งานจริง

Get Things done (โดย David Allen) เป็น concept เพื่อการบริหารงาน (task) เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาเป็น project จนสำเร็จได้อย่างเป็นระบบ (systematic approach) ผมเคยอ่านหนังสือเล่มนี่เอาไว้นานแล้วเมื่อปีกลาย (แปลว่าปีที่แล้วน่ะครับสำหรับคนที่ไม่รู้ศัพท์โบราณหน่อย) โดยหนังสือที่ว่านี่ผมได้สั่งซื้อมาจาก amazon.com แล้วก็ ณ เวลานี้ก็ไม่มีคนแปลมันอยู่ดี (หรือว่ามีแล้วไม่รู้ แอ้ะชักไม่แน่ใจแต่ว่าผมก็เดินตามแผงหนังสือออกจากบ่อยอยู่เหมือนกันน่ะครับ ก็ไม่เห็นนะ) วิธีการเพื่อการเอามาประยุกต์ใช้ก็ไม่ยากอะไรแต่ที่พิมพ์ออกมาได้เป็นเล่มเลยก็เพราะว่าเค้าอธิบายให้ละเอียด แล้วก็ประยุกค์ใช้ในระดับ "การดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมาย" กันเลยก็ว่าได้ แต่ผมจะไม่พูดอะไรถึงตรงนั้นน่ะครับ เพราะว่า น้อยคนนักที่จะดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมาย หรือ แค่ออกตัวก็ไม่คิดกันแล้วเพราะซะนั้นพิมพ์ไปก็ได้แค่อ่านเท่านั้นครับ (ฟังดูน่าเศร้าเนาะ แต่ว่าไม่อยากจะโม้เยอะเก็บเอาไว้โม้วันหลังจะดีกว่าน่ะครับ)

ผมคงเล่าให้ฟังประมาณนี้ก่อนดีกว่าว่า แนวคิดนั้นเริ่มต้นด้วยการที่ คนอยากทำงานหรือเดินเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ (produtivity สูงกว่าคนปกติ หรือ ตัวเองที่ไม่ได้จัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้) แน่นอนว่าเราต้องรู้ตัวซะก่อนว่าเราจะทำอะไรแล้วอยากทำอะไรหรือว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วกลั่นออกมาทั้งหมด จากหัว มาเป็น text หรือข้อความพิมพ์เก็บเอาไว้ครับ เพื่ออะไรเพื่อที่จะไม่ทำให้หัวเรา "รก" คนที่คิดว่าเรางานเยอะทำอะไรก็ดูเหมือนกะเหนื่อยหน่ายทำแล้วไม่มีที่สิ้นสุดหรือว่าทำอะไรไม่จบสักที ไม่ done สักทีแล้วรู้สึกว่า "มันเยอะ!" ก็เพราะว่าไม่มีอออกมาจากหัวเราไงล่ะครับ หัวเราก็เหมือนกะคอมพิวเตอร์น่ะหละ ถ้าหากว่าจำไว้ชั่วคราวแบบนี้มันกิน ram ครับเพราะเรื่องพวกนี้เราอยากจะจำได้นึกได้เมื่อถึงเวลาและมันก็สำคัญซะด้วยทำให้เราจำเป็นต้องจำให้ได้ นึกให้ออกแต่กลับไม่จดออกมา ผมคิดไม่ออกจริงๆถ้าหากว่าผมไม่จดออกมาผมคงหัวโตไปแล้วน่ะครับ เพราะมีช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกหนักหัวเพราะมันต้องประมวล ram เก็บเรื่องเอาไว้ แต่ผมผ่านเรื่องแบบนั้นมาแล้ว และตอนนี้ก็มีแนวคิดในการจัดการกับ task และ project และ note ได้อย่างเป็นระบบจนทำให้เหมือนกะว่าไม่ต้องทำอะไรเลยวันๆ เบาๆ ไม่หนักหัว เอาหัวไปคิดเรื่องที่มันมีประโยชน์กะตัวเองและคนอื่นๆทั้งโลกจะดีกว่าครับ ไม่ต้องเอาคลุกกะเรื่องเล็กๆแต่เยอะๆเหมือนที่เคยเป็นมา

รวมๆแล้วเรื่องที่เราอยากจะทำหรืออยากจะจำมันมีอยู่ สอง แบบคือ เรื่องที่เป็น project และเรื่องที่เตือนเมื่อถึงเวลา (แต่จริงๆแล้วยังมีอีกแบบก็คือ เรื่องที่อยากจะโดนเตือนเมื่อถึงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งบนโลก)

ผมขอพูดเรื่องที่สองก่อนแล้วกันนะครับคือเรื่องงานเมื่อถึงเวลา เพราะว่ามันอธิบายได้ง่ายและจัดการมันได้ง่ายๆด้วยครับ งานหรือสิ่งที่ต้องจำแบบนี้ หรือเป็นพวกนัดหมาย tools หลักเพื่อการจดบันทึกเรื่องนี้ก็คือ calendar หรือ ปฏิทินธรรมดานี่เองครับ (หรือถ้าหากว่าคุณเป็นคนใช้ชีวิต online หรือเปิดคอมมากกว่า 80% ของเวลาที่คุณลืมตาตื่นแล้วล่ะก็ .. Google Calendar น่าจะเหมาะกว่าน่ะครับ)  วิธีการก็คือ ให้เราจดเนื้อความว่าจะทำอะไรไว้ที่ปฏิทินก็เท่านั้นเอง เมื่อถึงเวลาใดเวลาหนึ่งเราก็ดูเนื้อความนัน้เพื่อเตือนความจำว่า นี่หละคือ action ที่เราจะกระทำหรือกำลังจะต้องทำ ณ เวลานั้นๆครับ ผ]]
>

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • get it done แปลว่า
  • get done แปลว่า
  • getting thing done คือ
  • getting done แปลว่า
  • gtd (get things done) concept
  • getting things done แปลไทย
  • getting things done ไทยGetting Things Done (GTD) by David Allen
  • have something past participleหมายถึง
  • it get shit done แปลวา
  • the things that get rewarded get done หมายถึง

กำจัด autorun จาก ThumbDrive หรือ Flash Drive กันไวรัสกันครับ

ไวรัสยอดฮิตสำหรับคนไทยที่เจอะเจอกันมักจะมากันการสำส่อนของ Flash Drive หรือว่า Thumb Drive ที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆกันนี่น่ะหละครับ เอาผิดอะไรเค้าไม่ได้หรอกครับ เพราะเจ้าตัวเองก็ไม่รู้หรอกว่าเค้าทำคัวเป็นคนแพร่เชื้อเพราะเราไว้ใจกัน แต่ก็แย่หน่อยที่เรื่องแบบนี้เราไม่สามารถไว้ใจกันได้ (แอ้ะพูดเหมือนกะว่ามันเป็นโรคร้ายแรงอะไรจะขนาดนั้นน่ะนะ)

อาการที่ติดผ่าน Thumb Drive นั้นมักจะติดจากการที่ program มัน autorun ตัวเอง (ไวรัสมันรันตัวเองได้จากใน drive น่ะหละ ) ทำให้คนติดก็ไม่รู้อีกแล้วเอา Thumb Drive อันอื่นมาเสียบอีก มันก็จะส่งต่อไปเรื่อยๆเป็นทอดๆ คนเป็นไม่รู้ คนรู้ไม่เป็นครับ เหมือนกะโรคเอดส์ยังไงอย่างงั้น แล้วก็ไม่ได้รู้จักป้องกันอีกเอ้อดีเนาะ . .เอาล่ะครับไม่เป็นไร ผมว่านะครับเพื่อเป็นการป้องกันน้องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของตัวเราเอง และ ไม่เป็นการส่ง virus ไปหคนอื่นๆอีกให้โหลด CPE17 anti autorun เอาไปลงฝังเอาไว้ที่เครื่องครับ

โหลดมาให้เก็บเอาไว้สักที่ที่ไม่ใส่ Desktop เพราะมันไม่ได้เป็น program อะไรที่เราจะต้องไปเปิดมันด้วยตัวเราเองมันควรจะเปิดตัวเองทุกครั้งที่เครื่องเปิดตะหากเพื่อไม่ให้เราลืมเปิดครับ น้องๆที่มาใช้คอมพิวเตอร์เราเค้าไม่รู้หรอกว่า เราจำเป็นต้องกันอะไรแบบนี้ไว้ครับ เมื่อโปรแกรมทำงาน แล้ว มี autorun อยู่ ThumbDrive software เล็กๆตัวนี้จะทำการ clear file นั้นซะ (หรือว่ามันจะถามเราก่อนไม่แน่ใจเหมือนกันน่ะครับ) เอาเป็นว่า ก็ให้เห็นแล้วก็ระวังเอาไว้ว่ามันมี autorun อยู่ใน ThumbDrive ซึ่งปกติมันไม่ควรจะมีเท่าไหร่หรอกนะครับ เพราะเราใช้แค่ transfer file หรือว่าเก็บ file เท่านั้นเองไม่น่าจะสร้าง autorun ทำเล่นอะไรใน ThumbDrive ได้น่ะครับ ระวังไว้เลยแล้วมันก็มีแนวโน้มสูงซะด้วยว่ามันเป็น virus ครับผม

เมื่อโหลดไปแล้วมันจะต้องเปิดตัวเองขึ้นมาทุกครั้งหากว่ามันไม่เปิดให้ create short cut ออกจาก file นี้แล้วก็เอาไปไว้ที่ start > all program > startup แล้ว click ขวากด explorer เอา file shortcut ตัวนี้ไปใส่ซะเท่านั้น มันก็จะโดดเปิดทุกครั้งเมื่อ windows startup ขึ้นมาครับ

อย่าลิมน่ะครับว่ากันเอาไว้ดีกว่าแก้ .. มากๆเลยครับไม่อยากจะให้ตกเป็นเหยื่อ virus แล้วก็ต้องมานั่งลง software computer อื่นๆ หรือว่าแย่หน่อยก็ล้างเครื่องกันไปครับ เพราะถ้าติดไวรัสแล้วเชื่อเถอะครับมันก็ไม่ได้ clean ไปซะทีเดียวเหมือนกับการล้างเครื่องใหม่ทั้งหมดอยู่ดี ของมันผ่านอะไรมาแล้วมันก็แบบนี้น่ะหละครับ ^_^

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • เปิดแฟลชไดร์ไม่ได้ shortcut
  • ไวรัส flash drive shortcut
  • flash drive เปิดเอง
  • ลบ autorun ใน flash drive
  • กําจัดautorun flahdrive
  • อาการ thumb ติดไวรัส
  • โปรแกรม กํา จัด ไวรัส shortcut
  • กำจัด autorun
  • ลบ autorun แฟลชไดร์
  • ลบ จาก thumb drive