นกๆคืออะไรแล้วทำไมอยากจะให้ใช้กัน? ชอบถามกันจังครับพิมพ์เก็บไว้เลยดีกว่า

นกๆมันมี concept สำหรับคนที่อยากจะบอกคนอื่นว่าตัวเองทำอะไรอยู่ตอนนี้ ! อย่าคิดว่าแล้วจะบอกทำไมกัน คนแบบนี้มันมีด้วยเหรอครับอยากจะบอกอะไรต่อมิอะไรให้กับคนอื่นรู้ ผมเป็นคนแบบนั้นน่ะครับ คนที่ผมอยากจะบอกก็แค่ว่าคนที่อยากรู้ว่าผมคิดอะไรทำอะไรก็เท่านั้น นั่นก็แปลว่าคนที่อยากจะ update ผมนั่นน่ะหละครับ concept ก็มีเท่านี้แต่ว่า ที่ผมอยากจะแนะนำคนอื่นๆให้ได้ใช้อาจจะไม่ต้องคิดเหมือนกับผมก็ได้เพราะ มันมีประโยชน์อื่นๆ ที่พอจะหาจาก website นี้ได้ครับผม

นกๆทำให้คุณส่ง sms Free ในไทย

แค่ประเด็นนี้ผมก็เลยอยากแนะนำเว็ปนี้ให้กับคนไทยใช้งานกันแล้วน่ะครับเพราะ ผมเป็นคนที่หาตลอดว่าเราจะส่ง sms ให้กันฟรีๆได้ยังไงเพราะผมเป็นคนที่อยากจะบอกคนอื่นว่า เอ .. ตอนนี้ผมทำอะไรอยู่ แล้วก็จริงๆแล้วผมอยากรู้ด้วยเหมือนกันว่า คนอื่นที่ผมสนใจตอนนี้เค้าทำอะไรอยู่นะเช่นเดียวกัน  การที่ นกๆ ส่ง sms ได้ฟรีทำให้เราสามารถที่จะ update ข้อมูลกันแล้วก็ส่งผ่านระบบของ นกๆ ไปหาคนที่อยากจะรับรู้ครับ

ที่แน่ๆการส่ง sms Free ด้วยนกๆนั้นทำได้ไม่ยากครับ เริ่มจาก สมัครนกๆซะ แล้วก็ไปที่ ตั้งค่า > การติดต่อ > แล้วก็พิมพ์เบอร์มือถือเราเข้าไปครับ แล้วก็ระบบจะมีการส่งรหัสมาอีกครั้ง แล้ว เราก็ส่งรหัสนั้นไปยังเบอร์ที่กำหนดเพื่อเป็นการยันครับว่า นี่มือถือหรือเบอร์ของเราจริงๆ

สมัครเสร็จ ณ เวลานี้จะมีตัวเราอยู่คนเดียวในโลกครับ ไม่มีคนอื่นก็จะส่งไปหาคนอื่นไมได้และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าาทำไมต้องทำการ promote website นกๆให้กับเพื่อนๆ เพื่อที่เราก็จะได้ส่ง sms free ยังไงล่ะครับ เงื่อนไขที่จะส่ง sms free หากันได้ก็คือว่า ถ้าหากว่าคุณติดตามเค้า แล้วเค้าก็ติดตามคุณกลับมา นั่นน่ะหละ ถึงจะเรียกระดับความสัมพันธ์ว่าเป็นเพื่อนกัน ทำให้สามารถส่ง "ข้อความตรง" หากันได้ เพราะฉะนั้นเริ่มจากผมก่อนก็ได้น่ะครับ

เมื่อสมัครแล้วกด ค้นหา แล้วก็พิมพ์ชือ่ผมเข้าไปครับ "rackmanager" แล้วก็ กด ติดตาม ครับ เท่านั้น เมื่อผมพิมพ์อะไรออกไปแล้ว user ของคุณๆก็จะเห็นเนื้อความของผมครับว่าผมพิมพ์ว่าอะไร แต่ว่าถ้าหากว่าอยากจะรับข้อความเหล่านั้นผ่านทาง sms เลยก็ได้ก็คือให้กดติดตามตอนนั้นจะมีถามด้วยเหมือนกันว่าจะ update ผ่าน device หรือมือถือหรือไม่ ถ้าหากว่า yes แล้วล่ะก็เนื้อความที่ผมเพิ่งจะ update จะพุ่งปี้ดๆไปยังมือถือทันทีก็เหมือนกะระบบข่าวที่เราๆท่านๆใช้กันอยู่จ่ายเงินกันเดือนละ 29 บาทน่ะหละครับ เค้ามีอะไรมันก็ post แล้วก็เข้ามือถือเหมือนกันยังไงอย่างงั้นแต่ว่านี่ก็ถือเป็นข่าวเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะคนก็ว่าได้ครับผม

กรณีที่ว่านี้ผมแนะนำว่าให้ดูพฤติกรรม update ของคนที่ติดตามด้วยครับเพราะหากว่าเค้าเป็นพวกที่พิมพ์อะไรนิดหน่อยก็มาพิมพ์ในนี้และ เช่นอยากคุยกะคนนู้นคนนี้ มันก็จะมาขึ้นมือถือเรา ทำให้ limit การรับ sms ของเราหมดไปได้ครับ เพราะมันมี "limit ในการรับ sms ครับ! " คือ มีแค่ 250 sms ต่อเดือนเท่านั้นหรือประมาณ  8 sms ต่อวัน (แหม ฟังแบบนี้มันก็น้อยเอาการอยู่น่ะครับ) เพราะหากว่ามันหมดเมื่อไหร่ เราก็ไม่สามารถทีจะรับข้อความจากใครได้ต่อไปสำหรับเดือนนั้นน่ะครับ เพราะฉะนั้นหากว่าจะติดตามใครแบบ device update แล้วคนๆนั้นต้องไม่บ้าคลั่ง update Nok ๆ ตลอดวันน่ะครับ ไม่งั้นหมดแน่ๆ

แล้วอะไรคือข้อความตรงกันละเนี่ยะ ?

ตะกี้ผมจะมีใช้คือว่า "ข้อความตรง" มันก็คือ ข้อความที่พิมพ์ไปหาเฉพาะคนเท่านั้นครับ และจริงๆแล้วเราส่งข้อความตรงไปหาใครก็ได้ที่เราติดตามแล้ว แต่ว่าคนๆนั้นจะไ

ด้รับผ่านหน้าเว็้ปหรือ email หรือว่า cellphone เลยก็สุดแล้วแต่ว่านที่ปลายทางนั้นเค้าจะตั้งค่าเอาไว้ครับ แต่ว่าที่แน่ๆหากว่าคนๆนั้นจะ logo ของมือถือปะเอาไว้แล้ว นั่นก็แปลว่า "ข้อความตรง" นั่นมันจะไปทีมือถอืครับ(หากว่าา limit ไม่ได้หมดไปซะก่อนน่ะครับ)

แล้วอย่างงั้นอาจจะสงสัยว่าถ้าหากว่าพิมพ์ text ไปเฉยๆเพื่อบอกว่าทำอะไรอยู่แล้วมันจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าหากวาเป็นระบบ "Twitter" เค้าจะเรียกว่ามันจะไปอยู่ public timeline หรือไปแสดงไว้เป็นสาธารณะ ซึ่งหากว่าไม่ต้องการให้ไปสาธารณะ (หรือต้องการแค่ว่าคนที่จะได้เห็นข้อความเป็นพวกที่ติดตามเราเท่านั้นแล้วเราอนุญาตแล้วล่ะก็) เราสามารถที่จะ lock ได้ครับ โดยการไปที่ ตั้งค่า > บัญชีผู้ใช้ > แล้วก็กด checkbox ป้องกันการ update ของฉัน เท่านั้นเองครับ
แต่ว่าผมไม่แนะนำเท่าไหร่เพราะวาคนอืนไม่เห็นเราน่ะหละ เพราะถ้าอยากจะมีเพื่อนใหม่ๆ ก็ปล่อยให้คนอื่นเค้าเห็นหรอกครับแล้วก็ตระหนักเอาไว้ในใจว่าเนื้อความที่ปล่อยไปมันต้องสาธารณะเห็นได้ แหมก็แค่ text 140 ตัวอักษรเองน่ะครับ ว่าเหรอป่าวอ่ะครับ

ก่อนปิด Post นี้ผมอยากจะบอกอะไรอีกหน่อยน่ะครับ ก็คือว่า แท้ที่จริงแล้วระบบของ นกๆ ไม่ได้แตกต่างอะไรกับ "Twitter" สักเท่าไหร่เลย เพียงแต่ประเด็นทีสำคัญก็คือ สังคม นกๆจะเป็นเฉพาะคนไทยเท่านั้น แล้วก็ที่สำคัญมากๆอีกอย่างก็คือการ update ผ่านโทรศัพท์ หรือส่ง sms ในประเทศไทย (แน่นอนว่าของ Twitter หากว่าลองใส่เบอร์ไทยแล้วมันจะบอกกลับว่า Twitter ไม่รองรับเบอร์ประเทศไทยครับ) ทำให้นกๆถึงเป็นบริการที่แนะนำกันในกลุ่มคนไทย แต่ถ้าอยากจะรับรู้ความเป้น inter แล้วแนะนำใช้ Twitter ด้วยอีกสักตัวแล้วกันนะครับ มันจะมีของเล่นให้เล่นเยอะกว่ามากๆ โดยเฉพาะเรื่องการตลาด การค้นหา keyword การโฆษณาระดับ inter ซึ่งของไทยแล้วเราไม่ได้ใช้งานกับซะขนาดนั้นครับ เพราะ ระบบของ nokๆ จะยังค้นหาอะไรไม่ได้ทั้งนั้น แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นทีไหนก็แล้วแต่การค้นหาด้วยภาษาไทยนั้นหากพิมพ์ติดๆกันเหมือนกับที่ผมพิมพ์มันจะแยกไม่ออกว่าอันนี้คือหนึ่งคำแล้วก็การค้นหาก็จะข้ามไปเลยครับ ไม่ฉลาดเหมือนกับ Google น่ะครับ แต่ที่อยากให้สมัคร Twitter เอาไว้ด้วยไว้มีโอกาสแล้วผมจะเล่าให้ฟังว่า ทำไม!?ต่อไปแล้วกันนะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • นก แปลว่า
  • นก แปลว่าอะไร
  • นก หมายถึง
  • นก แปลว่าไร
  • นกแปลว่า
  • การต่อ wifi โดยใช้ htc diamondเป็น router
  • นกหมายถึง
  • นกแปลว่าไร
  • โหลดโปรแกรม socialbox ช้าทำไง

printscreen ยังไงให้ดูดีมีสกุล (และแน่นอนว่าต้องเร็วด้วย)

สำหรับคนที่พิมพ์ blog การ screen capture ได้อย่างรวดเร็วเพื่อ save ออกมาเป็น file ได้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่มักจะทำกัน (ยกเว้นผมเพราะว่าผม blog ผมไม่ค่อยจะมีภาพให้เห็นสักเท่าไหร หรือว่าถ้าจะโม้อะไรเยอะๆมากๆก็จะ screencast กันไปเลย upload ขึ้น Youtube ไปซะอย่างงั้นเลยดีกว่าน่ะครับ) สำหรับ screen capture program ที่ผมจะแนะนำในวันนี้ก็คือ PrtScr

หน้าที่ของโปรแกรมนี้ก็แต่ว่ามันจะทำการ crop ส่วนหน้าจอตอนที่เรา capture กันเลยคับแล้วพอ capture เสร็จมันก็ลอยๆ แบบ หรูหราๆอยู่ที่หน้าจอเราเพื่อให้เรากรอกว่าจะตั้งชื่อมันว่าอะไรดี (ชื่อภาพว่าอะไรน่ะครับ) แล้วก็จะมี comment หรือไม่ ถ้าหากว่าพิมพ์ comment ณ เวลานี้ program ไม่รองรับภาษาไทยครับ มันจะเป็นภาษามนุษย์ต่างดาวทันทีเมื่อพิมพ์เข้าไป แล้วส่วนที่เป็น comment นี้มันจะเหมือนกับปะไว้ที่ ภาพเลยครับ เพราะ ฉะนั้นหากว่าถ้าเราพิมพ์ยาวมาก มันก็จะล้นภาพออกไป ไม่เห็นตัวหนังสือนั้นน่ะครับ นั่นก็หมายความว่า เราสามารถพิมพ์ comment เป็นภาษาอังกฤษได้แต่ว่าอย่าพิมพ์ให้ยาว แค่พิมพ์อะไรให้สั้นไว้เช่น “IE” หรืออะไรก็ได้ที่มันสั้นจริงๆครับ ก็แล้วแต่ว่าพื้นที่ตามขวางของภาพเราจะกว้างสักเท่าไหร่นั่นเองครับ

จริงๆแล้วถ้าอยากจะลดขั้นตอนเราก็สามารถเลือกได้ว่าให้ capture แล้วตั้งชื่อ file ปะเอาไว้ที่ desktop โดยทันทีก็ทำได้เหมือนกันนะครับ เพราะ blogger มักจจะไม่สนใจว่าชื่อภาพจะเป็นอะไรสักเท่าไหร่ (ยกเว้นที่คิดเรื่อง SEO มากๆ ก็อยากจะให้ภาพมีชื่อที่มีความหมายเหมือนกับเนื้อหาที่เล่าอยู่หรือเพื่ออธิบายภาพนั้นๆครับ)

ยังไงก็แล้วแต่เรื่องนี้ต้องลองถึงจะรู้น่ะครับโดดไปโหลดได้ที่นี่เลยดีกว่าครับผม PrtScr

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • print screen ยังไง
  • print screen เร็ว
  • print screen ไม่เอา taskbar
  • โหลดการทำprint screen iphone
  • iphone 4 print screen ยังๆง
  • iphone prtsc หน้าจอ
  • print screen+ไม่เอา taskbar
  • screen shot iphone 4ทำไง

สร้าง Favicon ด้วย Myfavicon.info แบบมี Text เลื่อนๆด้วยที่สำคัญคนไทยทำเองครับ

เมื่อปีกลายผมเคยพูดถึงเรื่อง Favicons เอาไว้ครั้งนึงน่ะครับว่าขั้นตอนการ ปะ Favicon ใน wordpress มันทำยังไง (link เดิมที่นี่ครับ) ล่าสุดมีพี่น้องคนไทยเราเองนี่หละครับ บอกว่า ขอฝาก myfavicons.info ไว้แน่นอนครับผมอยากให้ฝากไว้อยู่แล้วครับ เพราะที่ผมลองใช้คือ มันมีการ upgrade จาก Favicon ปกตินิดหน่อยตรงที่ว่า เราสามารถที่จะพิมพ์ text เข้าไปได้ด้วย แล้วมันก็จะแสดงเป็นภาพเลื่อนๆตรง Favicons น่ะหละครับ แตกต่างแค่นี้ก็ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า (หากว่าบางคนคิดว่าอยากจะให้มี text วิ่งๆ อยู่ Favicons น่ะครับ) แต่ว่าสำหรับผมแล้ว ผมว่า Favicons ที่เป็น Logo นิ่งๆน่าจะทำให้การเกิด brand recognition ที่ดีกว่านะครับ อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองนะครับ ถ้าหากว่าผู้พัฒนาอ่านข้อความนี้ของผมไป ผมแนะนำว่า ที่น่าจะเป็นก็คือ การที่มีการเปลี่ยนหรือเลื่อน Logo ให้เป็นภาพอื่นๆได้ครับ เพราะ การที่มี text วิ่งกว่าจะรู้เรือ่งกันก็นะ นานเอาการแล้วก็ยิ่งเล็กๆอยู่ด้วยนี่ก็ .. ดูลำบากๆยังไงก็ไม่รู้น่ะครับ

สรุปว่าหากว่า application เล็กๆนี้สร้างโดยคนไทยแล้วล่ะก็สามารถที่จะต่อยอดผนักดันไปได้อีกครับ สามารถ submit ผ่านเว็ปดังๆเพื่อให้มีการเกิดการพูดถึงเป็น buzz เล็กๆของคนใช้งาน wordpress ได้ครับ มันมีเหตุผลว่าทำไมต้องเป็น wordpress น่ะครับเพราะว่ามันเป็นตลาดใหญ่มากสำหรับคนที่สร้างเว็ปออกมาใหม่ครับ

ยังไงลองเข้าไปที่หน้าเว็ป myfavicons.info ดูนะครับว่า Logo กะ Text หมุนๆเลื่อนๆทำออกมาแล้วโอเคเหรอป่าวครับ

ทำไมไม่ได้เงินจาก blogging สักกะทีน้า..?

อย่างที่ใครหลายคนพอจะระแคะระคายว่าการ blogging มันจะสามารถสร้าง income มาได้ไม่มากก็น้อยแต่รู้เหรอป่าวครับว่าร้อยละ98 ไม่ได้ income อะไรออกมาจาก blogging สักสตางค์แดงเดียว แค่สตางค์เดียวก็ไม่ได้นะครับ ผมก็นั่งคิดว่าทำไมน้า คนเราถึงคิดอย่างงี้เพื่อที่จะทำแบบนั้น การให้ข้อมูลฟรีๆเป็นเรื่องที่ดีและผมก็อยากได้ฟรีด้วยเหมือนกัน หรือในทางตรงกันข้ามการให้ข้อมูลพิมพ์บอกต่อคนอื่นๆ มันเป็นวิทยาทาน ทางความคิดความอ่าน ทำให้สุดท้ายแล้วหากว่าเราไมได้ "เงิน" จากมันเลยแม้ก็ตามมันก็จะทำให้เรารู้สึกว่าเราได้ช่วยเหลือคนอื่นยังไงอย่างงั้นน่ะหละครับ นั่นหละครับเป้าหมายทางความคิดเพื่อกำหนด พฤติกรรมของคนแต่ละคนมันไม่เหมือนกันนี่ครับว่าเหรอป่าวล่ะ

หากวิเคราะห์กันเป็นประเด็นๆว่า ทำไมไม่ได้อยากได้เงินสักสตางค์แดงเดียวกับการ blogging ก็เดาเอาไว้ได้ต่างๆนานาด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้น่ะครับ

- เพราะว่าไม่คิดว่ามันเป็น business ไม่ได้กะหาเงินอะไรกับมันอยู่แล้วนิ.. การพิมพ์เพื่อเล่าเรื่องที่เรารู้ดีหรือว่าเราศึกษามาเป็นอย่างดีเหมือนกับว่าเราไม่ได้ลงทุนอะไรแม้แต่นิดเพราะเรารู้อยู่แล้ว เราทำเป็นอยู่แล้วถึงแม้ว่าเราจะได้ไปอ่านศึกษาค้นคว้าทดสอบทอลองมามากมายแค่ไหนก็ตามมันก็รู้สึกได้เหมือนกับว่ามันไม่ได้มีต้นทุน (ทั้งๆที่มันมีน่ะครับก็คือเวลาที่คุณควรจะต้องไปนั่งเล่นเที่ยวเล่นหรือว่าอ่านอะไรเพื่อความเพลิดเพลิน แต่ว่าถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ศึกษาเรื่องใดๆแล้วรู้สึกเพลิดเพลินนั้นน่ะหละทำให้คุณรู้สึกได้ว่ามันไม่ได้มีต้นทุนแม้แต่น้อยได้จริงๆ)การคิดแบบนี้ทำให้ไม่คิดว่ามันจะทำเป็นธุรกิจอะไรออกมาได้ ไม่อยากจะได้อะไรจากมัน ไม่จำเป็นต้องได้ออกมาเป็นตัวเงินอะไร ทำให้สะท้อนความคิดออกมาว่า "เราไม่ได้อยากได้ออกผลประโยชน์ในรูปตัวเงินแต่อย่างใด"

- เพราะว่าคิดว่ามันเป็นแค่งานอดิเรก การพิมพ์เพื่อบอกกล่าวเรื่องราวที่เราสนใจอยู่แล้ว หรือว่าทำเพราะว่าใจรักทำให้ภาพที่ออกมากับการ blogging นั้นก็จะเหมือนกับว่าทำเพื่อหาความสุขใส่ตัวแค่มีคนอ่านหรือไม่มีก็แล้วแต่แค่ขอให้ได้บอกคนอื่นๆเค้าเท่านั้น อธิบายในสิ่งที่เรารักเราชอบ มันก็เป็นความสุขทางใจแล้วไม่จำเป็นต้องแปลงออกมาเป็นตัวเงินเพราะมันประทับใจหรือให้คุณค่าทางจิตใจมากกว่านั้นจริงๆน่ะครับ แต่ถ้าได้สตางค์ออกมาบ้างก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นอะไรนี่หน่าเนาะว่าเหรอป่าวครับ

- เพราะว่ามันเข้าง่ายออกง่าย (เลิกกันได้ซึ่งๆหน้า) การ blogging นั้นเริ่มต้มได้ไม่ยากเข้าง่ายออกมาแปลว่า อยากเริ่มก็เริ่มได้ง่ายๆแค่ว่าไปเริ่มจาก blogspot ก็เริ่มได้ทันทีแล้ว เดี๋ยวนี้ของคนไทยก็เห็นมีเยอะแยะหลายที่มากมายครับ เช่น exteen นี่ผมก็เห็นมาตั้งนานแล้วก็คนก็เข้าไปพิมพ์อะไรออกมาได้เยอะมากครับ ก็เพราะมันสร้างง่ายเหมือนกับไม่ได้ออกแรงเพื่อให้เกิด blog แต่อย่างใดครับ ถ้าจะเลิกเหรอครับ ก็แค่หยุดพิมพ์ไม่เล่าเรื่องอะไรเท่านั้นก็หยุดแล้วล่ะครับ เลิกง่ายจริงๆด้วยแฮะ ..

- เพราะว่ามันไม่ต้องเสียเงินเสียทองเพื่อที่จะ blog อย่างเมื่อตะกี้ที่บอกให้ฟังไปก็คือที่ blogspot หรือว่าที่ exteen จะเริ่มก็เริ่มง่ายแล้ว แล้วมันก็ไม่ได้มีต้องเสียเงินอีกตะหากเพราะ อยากทำแค่เป็นอดิเรก(คิดย้อนกลับไปทุกข้อเลยน่ะครับ) แม้กระทั่งทำ Personal Branding ให้กะตัวเองก็ไม่คิดจะทำครับ เพราะไม่อยากให้คนอื่นเข้ามารู้จักสักเท่าไหร่ ทั้งๆที่ในใจแล้วผมอยากจะบอกว่าท]]
>

ว่างๆเล่นกลดูซะหน่อย(ทอสอบผลการทำ viral emailing)

วันวานนี้ผมว่างๆก็นั่งหาอะไรทำผ่านเน็ตอย่างที่หลายอาจจะเคยรู้คือผมเป็นคนชอบเล่นกันแล้วก็เล่นเน็ตอยู่หน้าคอม เพราะงั้นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ เล่นกล online ผ่านหน้าคอมพิวเตอร์กันจริงๆ ผมเคยเล่นผ่าน Skype และ Msn มาแล้วแต่เป็นแบบพวกกลพลังจิตตอนนั้นผมอยู่ california เหงาๆก็หาอะไรทำอย่างว่าล่ะครับ คนมันมีเวลาเยอะ ก็เหมือนกะวันนี้น่ะครับ ว่างๆสงกรานต์ไม่ได้ออกไปไหนก็เล่นกลซะหน่อย ดูกลซะหน่อยจะได้ไม่ลืมครับ ยังไงลองดูกันแล้วกันนะครับ แน่นอนว่าผมไม่บอกหรอกว่าทำยังไง ถ้าหากว่าคนอืน่รู้ว่าทำยังไงก็ไม่แนะนำให้ comment เพื่อบอกคนอื่นน่ะครับเดี๋ยวคนอื่นๆเค้าจะดูไม่หนุกเอาได้ครับ Enjoy !

นอกจากนี้ผมทำแบบนี้เพื่อจะทำ clip เพื่อทดสอบความเป็น viral ดูว่ามันจะใช้เวลานานแค่ไหนเพื่อให้ clip นี้แพร่ออกไปได้เร็วๆในหมู่คนไทย ผมมีวิธีการหลายวิธีที่จะลองดูเพื่อเป็นการศึกษาผลของวิธีการเหล่านั้นว่าให้ผลได้ดีมากน้อยแค่ไหนสำหรับคนไทยด้วยกันเองน่ะครับ (ซึ่งตอนนี้ทุกคนเหมือนจะว่างๆกันหมดก็น่าจะมีเวลาอยู่หน้าคอมกันมากขึ้นเพื่อ entertain ตัวเองครับ) ถ้าหากว่าได้ผลการวิเคราะห์ยังไงแล้วจะมาเล่าให้ฟังกันอีกสักครั้งน่ะครับผม ..

Blogging Affiliate : หลากหลายวิธีหาเงินจากการ Blog ที่มีอยู่จริงบนโลกนี้

หลายคน blog โดยมีเป้าหมายแค่ว่า "ขอให้ได้บอกคนอื่น ก็เพียงพอแล้ว" และนั่นจริงๆแล้วการเผยแพร่ความรู้แบบ Free หรือที่เรียกว่า วิทยาทาน (เหมือนกะว่าคนอ่านเป็นขอทานอย่างงั้นล่ะ แต่ว่าไม่ช่ายน่ะครับ) นั้นมันก็ดีเอามากๆแล้วน่ะครับ เพราะคนจะเริ่มรู้จักคุณไม่มากก็น้อย คนจะเริ่มรู้ว่าคุณมีความชำนาญทางด้านไหน หากว่าคุณเป็นคนที่เก่งเกี่ยวกับ การ blogging วันๆคุณก็พูดแต่เรื่อง blogging ก็ทำให้คนที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นหรือว่าคนที่สนใจเข้ามาสนใจและเริ่มต้นทำการ blogging ต่อๆกันได้ หรือว่าถ้าเป็นเว็ปผมนี่ก็ไม่ได้มีอะไรมากแค่อยากจะให้คนใช้คอมพิวเตอร์ หรือ internet ได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม มีประสิทธิภาพการใช้งานได้ดีกว่าเดิม แล้วก็ไม่ต้องงกๆอยู่กะหน้าคอมมากเกินไปนัก (แต่ว่ามันก็ขัดกะที่ผมเป็นน่ะครับเพราะว่าตัวผมก็งกๆอยู่หน้าคอมวันยันค่ำน่ะหละครับ เฮอะๆ ก็นะคนมันใจรักกันนี่เนาะ จะให้ทำยังไงได้ ) แล้วก็ผนวกกับการที่ว่าผมเป็นคนชอบ Tutor คนอื่นๆ ..(อาการนี้เป็นมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว ผมน่ะครับเป็นพวกที่ว่า ต้องกลับอ่านหนังสือมาก่อนล่วงหน้าคนอื่นเค้าแล้วก็เพื่อที่จะสอนคนอื่นให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อนๆเค้าก็จะเรียกผมเป็นจานกันหมด คนแท้ๆเรียกเป็นจาน.. แอ้ะยังไง) ทำให้การ blogging ของผมออกแนวเพ้อพกบอกเรื่องนู้นเรื่องนี้ในเรื่องที่ผมสนใจใน scope ตามที่ว่า แต่ว่าเดี๋ยวนี้หาผมก็กว้างออกไปกว่าเดิมเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นการแนะนำเว็ปเจ๋งๆเพื่อให้ใส่งาน internet เพื่อการประโยชน์อื่นๆต่อไป หรือว่าวิธีการปรับตั้งค่าอะไรบางอย่างซึ่งตัวผมเองต้องการจะบันทึกเอาไว้แต่ว่าบันทึกแล้วดูคนเดียวมันประโยชน์น้อยก็เอามา post ให้คนอื่นได้เห็นอีกตะหาก ก็ดีเหมือนกันเนาะ แทนที่เราจะรู้คนเดียวคนอื่นก็รู้เหมือนเราได้ไม่ยาก ความคิดมันแพร่กันได้สะดวกก็ผ่าน blogging และเนื้อหาต่างๆที่แสดงเอาไว้ผ่าน internet webpage นี่น่ะหละครับ

พูดมาตั้งนานแล้วมันก็ยังมีอีกเรื่องที่ก็เป้น scope ที่ผมแตะๆเฉยๆเกี่ยวกับการหารายได้เพิ่มเติมจากการ blogging เพราะว่าผมไม่ได้อยากได้เงินจากการ blogging สักเท่าไหร่ จะเห็นได้ว่า ads ที่อยู่ด้านขวาผมจะไม่แปะอะไรครับ เพราะว่าไม่อยากติดต่ออะไรใครให้เอาอะไรมาปะเพราะว่าผมไม่ชอบอะไรที่มันรกๆ (แหมเห็นผลดูดีมากเลยน่ะครับ) ถ้า ณ เวลานี้เท่าที่ผมเห็นการ blogging จะทำรายได้ได้หากว่าคุณรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงครับ

1. คนที่ยอมจ่ายค่า ads เพื่อให้คุณ blog เนื้อหาที่ publisher ต้องการ เช่น หากว่าผมเป็นนายตัน โออิชิ ผมจะเรียนและเชิญและจ่าย ว่าจ้างให้กับคนที่วันๆละเมอเพ้อพกพูดแต่เรื่องที่กินที่เที่ยว หรือของกิน (ก็สุดแล้วแต่ scope ของ blog ที่ blogger ได้กำหนดเอาไว้ในใจน่ะครับ) ให้ตา blogger เพ้อเรื่องกินคนนี้พูดเกี่ยวกับ product หรือสินค้าของเค้า แบบตรงๆ คือ "การว่าจ้างให้เขียน" ซึ่งรูปแบบนี้มีอยู่ทั่วไปในประเทศที่สินค้ามีเยอะแยะมากมายนัก จนเลือกไม่ถูกต้องเอา user มา review เพื่อดูว่าอะไรดีอะไรไม่ดี เพราะมีแนวโน้มน่ะครับว่า หากว่า blogger 1 คนบอกอย่างนี้แล้วคนที่อ่านเนือ้หานั้นๆเป็นประจำก็จะเชื่ออย่างไม่คิดว่ามันดีอย่างนู้นอย่างนี้เหมือนกับที่ blogger คนนั้นได้พิมพ์บอกเอาไว้ที่หน้าเว็ปของเค้าครับ รูปแบบๆนี้ผมว่ามันก็เหมือนกะหนังสือน่ะหละแต่ว่าถ้าหากว่าเป็นหนังสือมันดูมีความรับผิดชอบมากกว่า หมายความว่ามันพิมพ์อะไรออกไปแล้ว มันเป็นกระดาษแก้หรือลบไม่ได้น่ะครับ ทำอะไรก็ต้องคิดมาก มันไม่ได้ castual เหมือนกับ blogging ที่ผมก็พิมพ์แบบนี้มันก็]]
>

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • blog หาเงิน
  • หาเงิน blog
  • วิธีลบเพลงใน htc touch 2
  • วิธีหาเงินด้วยskype
  • สร้างรายได้จาก blog
  • หารายได้จาก skype affiliate

ข้อมูลที่แสดงบน Social Network ผมว่าโอกาสที่ไม่เป็นจริงนั้นจะเริ่มน้อยลงไปทุกทีๆ….

ถ้าหากว่าคุณมีสังคมหรือรู้คนอยู่รอบๆตัวคุณอยู่จริงแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะไม่มีรูปภาพของตัวคุณเองอยู่ใน internet ใน วงของ Facebook ผมเป็นคนนึงที่พยายามหลีกเลี่ยงการแสดงใบหน้าตัวเองหรือภาพของตัวเองใน Internet ที่เป็น Public แท้ๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ครับ (ไม่ได้มีอะไรลับลมคมในหรอกครับ แค่ว่าอยากจะลองว่าทำได้อย่างงั้นเหรอ่ปาวเท่านั้นเองถ้าหากว่าเราจำเป็นต้องใช้ internet เพื่อการ social network และการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน)

เหตุผลนั้นมีอยู่ก็คือ ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้ต้องการเอารูปของตัวคุณเองลงใน facebook หรือหน้ากระดานตัวเองก็ตาม เพื่อนๆของคุณก็จะเอาภาพที่ถ่ายตอนที่ไปเที่ยวหรือถ่ายตอนที่มีกิจกรรมสังสรรค์หมู่ขึ้นให้แทน ่คุณเหมือนจะไม่มีสิทธิที่จะไปควบคุมเพื่อนๆของคุณทั้งหมดว่า "ถ้าหากว่ามีรูปคุณกรุณาอย่าเอามา upload เพื่อโชว์เพื่อนๆของเค้าเหล่านั้นใน Internet ได้ไม่ว่าจะเป็น facebook หรือว่าที่ Multiply.com ก็ตามแต่" คุณไม่สามารถที่จะ track ติดตามไปได้ทั้งหมดว่าภาพของคุณได้เอาขึ้นแสดงไว้ที่ไหนในโลก internet บ้าง แต่สำหรับ Facebook แล้วมีการอ้างอิงด้วยว่าคนในภาพมีใครและชื่ออะไรเพื่อให้มีการเชื่อมต่อขอคนอื่นๆที่อยู่ในภาพ (หรือไม่อยู่ในภาพแต่ว่าเป็นเพื่อนของคนที่เอาภาพไป post ในหน้ากระดานตัวเอง) ต่อไปอีก

โดยสรุปนั้นจะเรียกว่าได้ว่าการเลี่ยงการแสดงภาพของตนไม่สามารถกระทำได้โดยสมบูรณ์ ถ้าจะทำให้ได้โดยสมบูรณ์นั้นคุณจะต้องไม่มีภาพที่ถ่ายโดยกล้อง digital เครื่องอื่นๆของเพือ่นๆคุณเลยแม้แต่ใบเดียว หรือต้องกำชับกับเพื่อนของคุณเองว่าอย่าเอาภาพไป Post ใน Internet ไม่ว่าเว็ปหรือ social network วงใดๆก็ตาม ซึ่งเหตุผลหลังนี้ก็เป็นตัวแปรที่คุณควบคุมไม่ได้อยู่ดีถึงแม้ว่าคุณจะได้กำชับแล้วก็ตามที (บอกอะไรไปไม่ใช่คนๆนั้นจะตามที่ไหนกันล่ะครับ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เจอๆอยู่ หรือว่าที่เราทำเอง มีคนบอกอะไรมาเราก็ไม่ได้ทำตามเค้าบอกซะทุกเรื่องหรอกจริงเหรอป่าวล่ะครับ)

เพราะฉะนั้นแล้วภาพลักษณ์ที่แสดงที่หน้า internet พึงสังวรณ์ไว้ว่า เพื่อให้ภาพออกมาดีจะเป็นที่จะต้องระวัง หรือแค่ว่าอย่าให้ภาพเหล่านั้นแสดงอาการอะไรที่ไม่เหมาะสมมากนักเพราะเราก็เคยได้ยินข่าวมาแล้วว่าครูอาจารย์มีการไล่ออกมาเพราะปรากฏภาพที่ไม่เหมาะสมใน facebook หรือ social network หรือก็แล้วแต่ หรือในทางตรงกันข้ามก็แสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้วเวลาสังสรรค์กับสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคนอื่นๆเป็นภาพเดียวกันครับ ซึ่งแบบนี้จะทำได้ไม่ยากเรียกว่าไม่ Fake ก็เท่านั้นเองครับ

แค่เงื่อนไขที่ผมเล่ามาเพียงเงื่อนไขเดียวก็ทำให้เกิดการ verify ข้อมูลกันเองระหว่างเพือ่นๆ online ที่คุณเจอบนโลกจริงแล้ว เพราะเค้ารู้จักหน้าตาคุณ เค้ารู้จักว่าคุณทำอะไรทีไหนอย่างไรในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น คนที่แสดงข้อมูลบน Facebook ก็จะต้องตระหนักเหมือนกันว่า สิ่งที่แสดงไม่ได้แสดงแค่เพื่อนๆที่เราไมได้เคยเจอกันเท่านั้น (เพื่อน online) แต่ว่ามันจะแสดงกับวงเพื่อนๆจริงที่มาใน Social Network Tools online แบบนี้อีกตะหาก ลองคิดดูนะครับถ้าหากว่า คุณมีแฟน แล้ว แฟนคุณก็มี Facebook เหมือนกัน แล้วก็ทำการ connect เชื่อมแสดงข้อมูลกันเอาไว้ แล้วคุณปรับสถานะตัวเองเอาไว้ว่า "โสด" เพื่อจะหลอกล่อสาวอื่นๆให้มาสนใจคุณ แฟนตัวเป็นๆบนโลกจริงๆของคุณนั้นจะคิดยังไง? เหตุการณ์แบบนี้ผมเคยได้ยินว่าแล้วว่าความสัมพันธ์ต้องมีอันเป็นไปอันเนื่องมาจากการปรับสถานะ หรือการแสดงข้อมูลที่ไม่จริ

งกับโลกจริงที่ verify กันได้ยังไงอย่างงั้นเลยน่ะครับ นี่หละครับ โลกใบใหม่ของเราที่ข้อมูลของเราทุกคน (ที่ใช้ social network แบบ online) มีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะต้องเป็นความจริงนั่นเอง

gmail เพิ่ม “+” เพื่อแยกแยะที่มาของ email ได้ครับ !


สำหรับคนที่ใช้ Gmail หากว่าคุณเคยกรอก email ที่เป็น gmail ของคุณใส่เว็ปใดเว็ปหนึ่งไปแล้วแต่อยากจะสร้างอีก account (ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่..) หรือว่าอีกกรณีคือ อยากจะแยกแยะที่มาของ mail ว่ามันเกี่ยวกับอะไร เช่น เกี่ยวกับงาน เกี่ยวกับการเช่า hosting ด้วยระบบ Label Filter ของ gmail นั้น เราสามารถที่จะทำได้ง่ายๆครับ คือ การกรอกข้อมูล email ที่หน้า site นั้นด้วยเครื่อง "+" เพิ่มเติมเข้าไปที่ด้านหลัง เหมือนกับว่า Gmail มันจะไม่รับรู้ความแตกต่างใดของตัวอักษรหลังเครื่องหมายบวกนั้นครับ

แล้วมันแปลว่าอะไรกันเนี่ยะ ?

ก็หมายความว่า คนอื่นๆใดๆ จะส่ง email หาคุณได้เหมือนกัน แม้ว่าจะส่งไปที่ชื่อที่ไม่เหมือนกันตามกรณีด้านล่างนี้น่ะครับ

เช่น สมมุติผมมี email address ว่า vorapojxx@gmail.com แล้วถ้าคนส่ง email ไปที่ vorapojxx+a@gmail.com หรือ ที่ vorapojxx+smartguy@gmail.com มันก็จะไปที่ inbox ของ vorapojxx@gmail.com เหมือนกันนั่นเองครับ

แล้วทีนี้จะใช้อะไรได้บ้าง ?

อย่างที่ผมเล่าให้ฟังแล้วเราสามารถแยกแยะที่มาของ email ได้ว่ามันมาจากไหน หรือว่าเค้ารู้ email นั้นจากทีไหน เช่น ผมจะพิมพ์ vorapojxx+card@gmail.com ไว้ที่นามบัตรของผม ถ้าหากว่าคนที่รู้หรือติดต่อข้อมูลผ่านนามบัตรของผมก็จะมี คำว่า card เข้ามาแสดงด้วย หรือว่า เป็น email ที่ปะเอาไว้ที่หน้า blog เช่นอาจจะพิมพ์เอาไว้ว่า vorapojxx+blog@gmail.com คนที่พิมพ์เนื้อความตดิต่อผ่านทาง email ที่รู้ว่าเราอีเมล์อะไรจาก blog ก็จะแสดงให้เราเห็นได้ว่า อืมนายคนนี้เค้ารู้ email เราจาก blog เรานี่เอง เป็นต้น

หรือคิดเพิ่มเติมเราสามารถแยกแยะว่า มันเป็น งาน หรือว่า ส่วนตัว หรือว่า เกี่ยวกับเรื่องใดๆก็ได้ให้แตกต่างกัน คือ เวลาที่เรายื่นหรือหรอก email ที่เกี่ยวกับงานเราก็อาจจะพิมพ์ไปว่า vorapojxx+work@gmail.com ก็ได้แล้วก็สร้าง filter เอาไว้เพื่อแยกไปแสดงส่วนตัวแยกกันยังไงก็สุดแล้วแต่ที่จะใช้งานใน gmail ครับ

อย่างล่าสุดกรณีที่ผมใช้งานก็อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วก็คือ ผมพิมพ์ email เพื่อสมัครบริการ hosting ไว้แล้วด้วย email จริงของผม แต่ว่าผมอยากจะสมัครอีกมันก็ร้องว่า "มีข้อมูล email นี้ระบบแล้วไม่สามารถใช้ได้" ผมก็แคพิมพ์เป็น +something@gmail.com เพิ่มเข้าไปเท่านั้นเองก็จะทำกรอกข้อมูลผ่านต่อไปได้อย่างฉลุยกันเลยทีเดียวน่ะครับ

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ใช้ gmail ก็หันมาใช้เถอะครับ มันไม่ได้มีแค่ trick อะไรแปลกๆแบบนี้แต่ว่า Feature ธรรมดาที่ gmail มีให้ก็เป็นข้อบวกมากกว่า email เจ้าอื่นๆเป็นไหนๆแล้วน่ะครับ ใช้แล้วถึงจะรู้น่ะครับ ว่ามันดียังไง

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • gmail email
  • นามบัตรในgmail

http://wappalyzer.com ทำให้เรารู้ว่าหน้าเว็ปที่เราเห็นเนียะมันมี apps หรือว่า CMS อะไรอยู่เบื้องหลัง

Firefox add-on ตัวนี้ผมแนะนำสำหรับคนที่สนใจใคร่รู้ว่าที่หน้าเว็ปที่เราเข้าเป็นประจำหรือว่า เราไปเจอหน้าเว็ปที่มันสวยงามอลังการงานสร้างแล้วอยากรู้ว่ามันมี CMS (content management system) อะไรอยู่เบื้องหลัง ทำให้เกิดความอยากที่จะศึกษาใคร่รู้ CMS ประเภทนั้นๆต่อมาได้น่ะครับ เพราะบางเว็ปทำได้ดีมากๆไม่เหลือเคล้าโครงอะไรให้เราเห็นได้ด้วยตาเปล่าถ้าหากว่าเราไม่ได้ไปดู source แต่ว่าก็อีกเราก็ไม่ได้อยากไปเปิดแล้วก็หาเหมือนกับเกมส์จับผิดว่ามันสร้างบนฐานของ CMS ตัวไหนขนาดนั้นหรอกครับจริงเหรอป่าวล่ะ .. เอาเป็นว่าลง Firefox add-on ตัวนี้แล้วมันจะแสดงให้เห็นเป็น Logo โจ้งๆที่ด้านล่างขวามือของ statusbar กันเลยจะดีกว่าน่ะครับสะดวกดีครับยังไงลองใช้ดูแล้วจะรู้ว่ามันดีแค่ไหนครับผม

โดดไปโหลด FIrefox add-on Wappalyzer ได้ที่นี่เลยครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • wappalyzer เอาไว้ทำอะไร
  • wappalyzer ใช้คือ
  • ทำไมไม่ให้เปลี่ยนรหัสผ่านเก่าของskype

ว่าด้วยเรื่อง ISO file จะแปลง โหลดใช้ยังไง ?นั่นน่ะซิ..

เป็นโปรแกรมที่เป็น Freeware ที่ผมใช้งานเพื่อ convert ไปๆมาๆระหว่าง ISO file กับแผ่นจริงๆ ที่ผมต้องบอกแบบนี้เพราะว่า ISO file ก็เหมือนกะแผ่นจำลองนั่นเอง ให้คิดเสียว่า file ที่เป็นนามสกุล ISO (หรือ Bin หรืออะไรอีกแยะแยะน่ะครับ จำไม่หมดเยอะมากแต่ว่าส่วนใหญ่จะไม่เป็น ISO ก็เป็น BIN เท่านั้นเอง) นี้มันเป็นแผ่นแต่ว่ามันไม่ต้องเอามาใส่ที่เครื่อง แต่ว่าต้องเอาไปใสที่ drive จำลองครับผม

drive จำลองที่เป็น Freeware ที่รองรับ windows Vista ที่น่าใช้ก็เช่น Pismo File Mount โหลดแล้วลงน่ะครับลงแล้วก็เปิดโปรแกรมออกมาจะเห็นเป็นหน้าต่างเทาๆ .. อืม แล้วก็ลากเอา File ISO ไปปล่อยในพื้นที่เทาๆนั้นแล้วก็ double click เข้าไปอีกครั้งก็จะเห็น file ทั้งหมดอยู่ด้านในน่ะครับ

กรณีที่ผ่านมาที่ใช้ Pismo File mount เป็นวิธีที่ไม่อยากจะมีแผ่นจริงๆออกมาก็ mount มันเข้าไปครับแต่ว่าถ้าหากว่าต้องการแปลง ISO file ทีเป็นไฟล์จำลองแผ่น ให้ออกมาเป็นแผ่นจริง ให้โหลด Imgburn แล้วลงครับ โปรแกรมนี้จะมีให้แปลง ISO file เป็นแผ่นจริงๆ ใช้งานง่ายที่สุดในโลกแล้วน่ะครับตัวนี้ แต่ว่าเหมือนว่าผมจะเคยเจอปัญหาตอนที่มันมีไฟล์เป็นภาษาไทยน่ะครับ อันนี้ไม่แน่น่ะครับเพราะว่าจำไม่ได้แล้วมันเกิดปัญหาอะไรเหรอป่าวครับ ยังไงก็ต้องลองดูแล้วกันครับผม

clip ด้านล่างนี้แสดงตอนที่ผมใช้ Pismo เพื่อเปิด file ประเภท ISO ครับ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • iso เปิดยังไง
  • iso file เปิดยังไง
  • file iso เปิดยังไง
  • isoใช้ยังไง
  • pismo file
  • Pismo File Mount
  • โหลด windows จากเน็ตมา จะแปลงเป็น iso