โตแล้วเลิกใช้สองนิ้วจิ้ม keyboard ได้แล้ว !!?

แต่ก่อนตอนผมเรียนอยู่ตอนชั้น ม สอง จะมีวิชา computer แต่ว่าก็ไม่ได้เรียน computer อะไรหรอก มีการเรียนพิมพ์ดีดกันเป็น main มากกว่า ผมก็เข้าใจได้ว่า แต่ก่อนตอนนั้น software หรือว่า internet หรืออะไรก็ตามที่ตอนนี้มี ตอนนั้นมันไม่มีสักเท่าไหร่ ทำให้คิดไม่ออกกันว่าจะสอนอะไรนักเรียนที่มันเกี่ยวกับ computer ดีซึ่งแน่นอนว่าสิ่งแรกๆที่จะต้องสอนใช้งานกันก็คือ พวกสิ่งที่สัมผัสกับร่างกายมนุษย์เพื่อกรอกข้อมูลเข้าไปที่ computer นั่นก็คือ แป่ว . Keyboard ครับ พูดซะยึดยาวมันก็คือการเรียนพิมพ์ดีดน่ะหละอย่างว่าหละนะ

ย้อนกลับไปกว่านั้นเข้าใจว่าการเรียนพิมพ์ดีดจะต้องออกแรงเพื่อไปเรียนตามสถาบันต่างๆเพราะว่าคนปกติไม่รู้ว่าจะเอาพิมพ์ดีดมาดีดกันเพื่ออะไรแต่ว่ามันไม่เหมือนกับตอนนี้ คือว่า ทุกบ้านก็น่าจะมี computer อยู่แล้วหรือว่าถ้าไม่มีก็ต้องเดินไปร้านเน็ตเพื่อจะใช้มัน ให้ได้ ไมว่าด้วยเหตุผลอะไรก็สุดแล้วแต่ .. ทำให้การพิมพ์ได้และเร็วเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับคนทีมีการสื่อสารหรือใช้งาน computer

พิมพ์เร็วแล้วเกิดอะไร?

แน่นอนว่าพิมพ์เร็วก็เหมือนกับว่าเราพูดได้เร็วสื่อสารได้เร็ว และสื่อความคิดออกมาผ่านนิ้วมือเรียงเป็นตัวหนังสืออกมาได้เร็ว ตามความคิดความอ่านได้ทันเหมือนกับพูด แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะ การพิมพ์มัน edit ย้อนลบแก้ไขได้สะดวกกว่าการที่เราอัดเสียงเอาไว้มากๆ (ผมแทบคิดไม่ออกเลยว่าผมจะพูดออกมาโดยไม่แก้ไขให้มันดูดีได้ยังไง ..แอ้ะแต่ว่าคิดไปคิดมาผมพิมพ์นี่ผมก็ไม่ได้แก้อะไรมากมายไปกว่าการพิมพ์ผิดนี่หน่า .. แสดงว่าสำหรับผมแล้วก็น่าจะเหมือนๆนกันเนาะ ..) การที่เราสื่อความคิดออกมาเป็นเนื้อความได้เร็วนั้น ผลลัพธ์ก็คือ เราจะได้เนื้อความ (บทความ) เพือ่เอาให้คนอื่นอ่านได้ และมันเป็นการเริ่มต้นสำหรับการฝึกคิดฝึกเขียนที่ดีอย่างแรง เป็นเหมือนประตูเปิดทางไปสู่การเป็นนักคิด และจดบันทึกอย่างแท้จริง ต้องบอกตรงๆว่าถ้าหากว่าย้อนไปสมัยโบราณ(อีกแล้ว) คนที่ไม่ได้พิมพ์ดีดก็ต้องจะเขียนมือซึ่งออกแรงแขนเป็นอย่างมากและคิดว่าอัตราเร็วสูงสุดในการบันทึกก็น่าไม่มากเท่าที่ผมพิมพ์นี้อย่างแน่นอน การพิมพ์เร็วทำให้มนุษย์เรามีเนื้อหาที่อยู่ในรูปแบบ digital มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะทุกคนบ้าเล่าเรื่องและบ้าที่จะพิมพ์มันลงไป

ทั้งนี้คนที่ยังเอาสองนิ้วจิ้มๆที่แป้นพิมพ์ทั้งที่ดูkeyboard และไม่ได้ดูก็ตามที การวางนิ้วสัมผัส(คือวางทุกนิ้วที่แป้นพิมพ์) เป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ไม่ยากแค่วางมันลงไปก่อนแล้วขยับนิ้วไปกดตัวที่คิดว่าสะดวกสุด หรือ จะพิมพ์ตัวไหนเอานิ้วที่คิดว่าสะดวกที่สุดเอื้อมไปกดมันซะ .. มันมีแนวคิดเท่านั้นเองเพราะว่าถ้าไม่สะดวกสุดแล้วจะพิมพ์ให้มันเร็วได้ยังไงกัน แล้วอีกประเด็นก็คืออย่าเพิ่งคิดว่ามันยากอะไรมันไม่ได้ยากหรอกครับถ้าหากว่าเป็นเด็กนี่ที่นิ้วยังไม่ยาวนักก็โอเคอยู่แต่ว่าสำหรับคนที่โตเต็มวัยถึงวัยเจริญพันธ์หรือเกินกว่านั้นแล้ว เอาเรื่องไม่ถนัดมาเป็นข้ออ้างไม่ได้หรอกครับ เพราะว่า คนที่พิมพ์เร็วมากๆตอนที่ผมเห็นเป็นเพื่อนผมคนนึงที่เค้าทำเกี่ยวกะคอมๆแล้วก็เค้าก็ชอบเรื่องพิมพ์ๆมาตั้งแต่มสอง แล้วเค้าก็พิมพ์เร็วมาก .. คิดว่าน่าจะเร็วกว่าที่ผมพิมพ์ได้ตอนนี้เสียอีกครับ

การเริ่มต้น ที่ง่ายที่สุด ไม่ได้มาจากการหาโปรแกรมเพื่อฝึกหรอกครับ แต่ว่าหาโอกาสที่ใช้มันทันทีมากกว่าไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เพื่อ chat สนทนา จะให้ผลลัพธ์ออกมาได้เร็วมากที่สุดเพราะเนื้อความที่พิมพ์จะเป็นคำธรรมดา ไม่คิดมาก แล้วก็เป็นคำที่เราพูดบ่อยๆ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับการพิมพ์ครับ เพราะนิ้วมือเราจะคุ้นว่าอะไรอยู่ที่ไหนในเวลาอันสั้นครับ ไม่ต้องคิดโหลดหาโปรแกรมเพื่อการฝึกพิมพ์ก็ได้ครับ เริ่มจาก chat ๆ นี่หละหาเพื่อน online ไปก่อนพอติดมันแล้วรับรองครับว่าจะพิมพ์เร็วแน่นอน แตว่ามันมีเงื่อนไขนิดหน่อยทีว่า นิ้วต้องวางไว้ทุกนิ้วเท่านั้นเอง อย่ากลับเอานิ้วมาจิ้มอีก บังคับตัวเองเท่านั้นเองครับ แค่นี้การพิมพ์ก็น่าจะเร็วขึ้นได้ไม่ยากครับผม

ใช้่ computer มากเครื่องให้เหมือนเครื่องเดียวกัน

ผมว่าคนเล่น com เดียวนี้มี computer ที่ใช้งานมากกว่า 1 เครื่องอย่างน้อยเครื่องนึงก็คือ เครื่อง computer ตั้งโต้ะ แล้วก็อีกเครื่องก็เป็น Notebook สำหรับของผมก็เป็นกรณีที่ว่านีน่ะหละครับ โดยเครื่องนึงจะเป็น computer notebook ที่เอาไว้ใช้กับ office แล้วก็เพื่อการเดินทางบันทึกงานต่างๆ ขณะที่ออกไปคุยกับคู่ค้าหรือว่าลูกค้าก็แล้วแต่กรณีไป กับอีกเครื่องจะเป็นเครื่้องที่ผมเอาไว้เล่นที่ห้องนอนที่บ้านน่ะครับ แต่ว่า file ใดๆที่ผมใช้งาน หลายๆ file ผมใช้ด้วยกัน แยกกันไม่ได้แล้วก็ไม่อยากจะต้องส่ง email ไปๆมาๆหรือว่าฝากผ่าน FlashDrive เพราะหลายครั้งที่ผมไม่ได้พก Flashdrive กับตัวน่ะซิครับ แล้วก็อีกอย่างคือ ผมไม่อยากให้เครื่อง computer ไม่ว่า Notebook หรือ Desktop ให้มันติด Virus ยอดนิยมที่ติดมาจากการสำส่อนของ ThumbDrive (เคยโดนมาแล้วเข็ดไปอีกนานครับ) ดังนั้นทั้งสองเครื่องผมจะใช้งานให้ clean จะโรคร้ายต่างๆมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วการย้ายไฟล์ฺผมไม่กระทำผ่าน ThumbDrive ใดๆเป็อันขาด แต่ผมจะใำห้ file sync ผ่าน Dropbox ครับ (เข้าไปเอา Freeware เพื่อได้พืนที่ในการ sync file 1 GB จาก www.Getdropbox.com ครับ) และสำหรับ Note ใดๆ ที่เป็น text ประกอบกับภาพ ผมทำการ sync ผ่าน Evernote (ซึ่งแ่ต่ก่อนผมใช้งานผ่าน Google Notebook แต่ว่าเดี๋ยวนี้คงใช้ไม่สะดวกนักเพราะว่า ผมต้องออกไปพืมพ์งานที่ๆไม่มี Internet ให้่ต่อเข้าไปน่ะซิครับ )

การ Sync ทั้ง file ผ่าน Dropbox และ ผ่าน Evernote ทั้งหมดสำหรับกรณีของผมมัน 1 file จะมีทั้งหมด 3 copy ครับ ตัวแรกอยูที่ desktop ตัวที่สองอยู่ที่ Notebook และอีกตัวก็คือใน Internet นั้นก็หมายว่าเราไปที่ไหน ที่ไม่ได้ใ้ช้ computer Notebok หรือ Desktop ที่ผมใช้ประจำก็ยัง ไปหา file ตัวเองได้่ผ่าน website ของทั้งสองผู้ให้บริการน่ะครับ การใช้งานแบบนี้ทำให้เป็นการหลุดออกจากเครื่องพันธนาการที่ต้องผูกติดกับ computer ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น มันไม่จำเป็นอีกต่อไปครับ เนื้อหาดูเหมือนจะซ้ำกับเรื่องทีผมได้เคยเอาไปพิมพ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แ่ต่ผมอยากจะพูดแบบรวมๆอีกครั้งเพราะ ทั้งสองอย่างนี้มันทำตัวเหมือนๆกัน่นะครับ แล้วก็คิดว่าอีกหน่อยก็จะมีการใช้งานลักษณะคล้ายๆอย่างงี้อีกสำหรับ file ประเภทอื่นๆ (เท่าที่ผมคิดได้ตอนนี้แต่ว่าไม่เหมือนซะทีเดียวก็เช่นพวก Picasa ที่เราำทำการ upload files ภาพเอาไว้ที่ hosting ของ Google ก็ Picasa น่ะหละ) แล้วก็อยากดูภาพดูอะไรที่ไหนก็ดูได้บน internet แต่ว่ามันไม่เหมือนกันตรงที่ว่ามันไม่ทำหน้าที่ sync กับ computer ตัวอื่นเท่านั้นเอง คิดว่าอีกหน่อยเค้าก็อาจจะพัฒนาที่จะทำให้เกิดการ sync ได้ก็เป็นไปได้น่ะครับ

สำหรับ Bookmark ที่ผมใช้งานอยู่ผมก็ไม่ได้ Bookmark เ้อาไว้ที่ Browser อีกต่อไปแล้วน่ะครับ (ยกเว้นไ่ม่กี่เว็ปที่ผมใช้เป็นประจำจริงๆ ก็จะได้รับเกียรติโดนปะเอาไว้ที่ Bookmarkผมครับ) นอกนั้นก็จะโดน Bookmark ผ่าน Delicious.com เสียมากกว่า เพราะ มัน share คนอื่นได้ แล้วก็เราเข้ามา search Bookmark ตัวเองได้จากเครื่องใดๆครับ แน่นอนว่า มันเป็น concept ของการ sync อยู่เลาๆเหมือนกันน่ะครับเพราะว่าผมไปที่ไหน ผมก็จะมี Delicious Addon ผ่าน Flock (หรือ FIreflox ) แล้วผมพิมพ์ keyword อะไรก็ตามมันก็ออกมาทันทีเหมือนกับว่ามัน index หรือ sync ข้อมูลไว้แล้วน่ะหละครับ

ผมว่าหลัก ๆ ก็คงมีเท่านี้ ที่ผมใช้งานเพื่อทำให้ computer ทุกตัวที่ผมใช้งานมันทำงานทดแทนกันได้และไม่ต้องกังวลว่าต้องย้ายไฟล์เดียวกัน ไปๆมาๆ ระหว่างเครื่องคอมผ่านทางกายภาพอีกต่อไป แต่ว่า โชคดีนิดนึงที่ว่าผมทำแบบนี้ได้เพราะว่าไฟล์ส่วนใหญ่ของผมจะเป็น text file เรียกได้ว่า file เล็กมากๆ ไม่ได้ทำเกี่ยวกะภาพหรือ Photoshop หรืออะไรที่เกี่ยวกับกราฟฟิกมากนัก เพราะถ้าเป็นนั้นการโอนย้ายไฟล์ระหว่างคอมพิวเตอร์ผ่าน internet sync แบบนี้จะทำงานได้ช้ามาก ยกเว้นว่าคุณคิดออกว่า ถ้าทำงานที่บ้านก็เปิดใ้ห้เครื่อง มัน upload ไว้ก่อนกลับบ้านแล้วให้ computer เปิดค้างไว้แล้วก็ตั้งเวลาดับเครื่องเอาไว้เหมือนกับ timer น่ะครับ แล้วก็เดินทางกลัับ แน่นอนว่า ระหว่างเดินทางนั่งเล่นอยู่บนรถไฟฟ้าหรือว่านั่งอยู่้บนรถเมล์ file ต่างๆที่เราทำงานระหว่างวันก็จะโดน update เข้าตัวกลาง แล้วก็พอกลับบ้านสิ่งแรกที่ทำก็เปิดเครื่องไว้เท่านั้นก็ระบบ sync มันก็จะทำการ dowload and update files ที่เราทำไว้ที่สำนักงานมาที่บ้านน่ะครับ โดยไม่ต้องกดอะไรสักปุ่ม (ยกเว้นปุ่มเปิดเครื่องแน่นอน) เพราะทั้ง Evernote และ Dropbox มันจะ autorun ตัวเปิดเครื่องอยู่แล้วเป็น ค่าปริยาย(defalut) น่ะครับ

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • box net

แนะนำใช้ Evernote ทดแทน Google Notebook

เมื่อวานก่อนมีการประกาศว่า Google Notebook จะไม่ทำการพัฒนางานต่อไปใดๆ ทั้งนั้น แต่แล้ว Evernote ซึ่งเป็นตัวตายตัวแทนก็โผล่ออกมาบอกว่า เค้าจะทำให้ Google Notebook export เนื้อความต่างๆออกมาแล้วเก็บไปที่ Evernote แทน เรียกว่า จะกว่าจะได้ลูกค้า account ใหม่ๆจะคนที่ใช้งาน Google Notebook มาเผื่อว่าจะได้เป็นลูกค้าในอนาคตอันใกล้ แต่วาผมก็ไม่ได้ต้องรอให้ Evernote เค้าทำระบบ export จาก Gooogle Notebook หรอก เพราะว่าผมเล่น copy ทีละ note จาก Google Notebook มาปะไว้ที่ Evernote ทั้งหมดแล้วเพื่อทำการทดสอบการ search ระบบ tag และอื่นๆเพื่อที่จะได้รู้ว่า Evernote มันดีกว่า Google Notebook ยังไง?

แล้วสรุปว่ามันดีกว่าด้วยประการละชะนี้ ..

- แน่นอนว่า Evernote จะมีการพัฒนาต่อไป เพราะว่ามีคนจ่ายเงินเค้าครับ ไม่เป็นจะเป็นการจ่ายเพื่อให้ได้ premium account รายเดือน ทีละ ห้าเหรียญต่อเดือน เพื่อให้ได้การ upload ได้มากกว่าเดือนปกติทื่เป็น Free account และก็ import file ประเภทอะไรก็ได้เข้ามาปะไว้ที่ Evernote แต่แน่นอนสำหรับผม แค่ว่า Free account 40 MB ต่อเดือนมันก็เยอะแล้วสำหรับผมครับ เพราะวา เนื้อหาที่ผมจะทำการบันทึกเอาไว้เกือบทั้งหมดเป็น text อย่างว่าล่ะ ก็เพราะว่า Google Notebook มันพิมพ์เข้าไปได้แต่ text copy ภาพจากไหนมาไม่ได้ (แอ้ะหรือว่าได้แต่ว่าไม่เคยลอง อันนี้ไม่รู้เหมือนกันน่ะครับ )

- อย่างที่ว่ามันแสดงภาพหรือว่า file ประเภทอื่นๆได้ ผมมีลอง upload pdf file ไปแต่ว่ามันก็ไม่ได้แสดงเป็นภาพใน file หรอกมันก็แสดงเป็น icon ของ pdf เพื่อให้โหลด แสดงว่ามันก็ไม่ได้ทำการ index (อ่านเนื้อควาามใน pdf ) ที่ชัวร์ๆก็คือ มัน upload ภาพขึ้นไปได้ ซึ่งปกติผมก็เก็บภาพหรือไฟล์ต่างๆไว้ที่ Gmail เลยครับ แต่ว่าผมก็เริ่มทยอยย้ายอะไรที่คิดออกไปที่ Evernote แล้วน่ะครับ พักนี้ถ้าหากว่าหาอะไรก็คงต้องวุ่นๆกันหน่อยเพราะว่าต้องค้นหาลองดูตั้งแต่ Evernote และ Gmail ครับ (ซึ่งมันก็เหมือนกับตอนที่ผมใช้งาน Google Notebook กับ Gmail น่ะหละนะ โหลดงานไม่ได้เพิ่มหรอกเพราะผม copy ทุก Note จาก Google Notebook มาแล้วนี่เนาะ )

- มัน upload Note ได้จากทุกที่ทุกแบบเท่าที่ตอนนี้จะคิดออก ไม่ว่าจะเป็น การ upload โดยตรงจาก Website Evernote.com เองเลย หรือว่า upload หรือว่าพิมพ์อะไรก็ตามในโปรแกรม Evernote ที่ install เข้าที่เครื่อง computer แล้วก็ต้องมากด sync (หรือว่าตั้งให้มัน sync เองทุกๆ 15 นาทีก็สุดแล้วแต่ ) หรือแม้กระทั่งการ upload note จาก mobile pc เครื่อง Htc ของผม (แน่นอนว่า iphone ก็ต้องรองรับมี software เพื่อให้สาวก iphone เอาไปเล่นได้ด้วยเหมือนกันครับ)

- ภาพใดๆที่ upload เข้าไปจะมีการตรวจจับ text (ภาษาอังกฤษ) เพื่อให้ทำกาค้นหาได้ คิดไม่ออกเหรอครับ? ประมาณว่า เราสามารถที่จะถ่ายภาพ name card (นามบัตร) ของช่างฝรั่งที่เราเจอะเจอมาแล้วก็ upload note (นามบัตรนั้น) พร้อมกับพิมพ์อะไรนิดหน่อยก็ได้ว่าเราไปเจอเค้าทีไหน ทำไมเราเจอกัน แล้วคุยอะไรกัน แล้วก็ต้องทำอะไรกะเรื่องหรือคนคนนี้ต่อไปหรือไม่เป็นต้น แต่ว่าเนื้อความใดๆที่อยู่ที่นามบัตรเราไม่ต้องพิมพ์แล้วครับ เพราะ ตอนที่ค้นหามันจะอ่าน text จากภาพ เช่น หากว่าเราค้นชื่อบริษัท(แน่นอนว่าที่นามบัตรเค้าต้องมีพิมพ์แสดงอยู่แล้ว) เราก็จะเจอนามบัตรตาช่างฝรั่งนี่ทันทีครับผม คิดว่าเรื่องนี้เจ๋งสุดๆครับ ดีด้วยล่ะ ผมจะได้ไม่ต้องพิมพ์ contact ใน contact list ที่ gmail สักเท่าไหร่ เพราะว่าถ้าหากว่าเจอคนก็ต้องมาทำแบบนี้ทุกครั้งมันก้เป็นงานน่ะครับ (แบบนี้ที่ว่าคือพิมพ์ๆชื่อที่อยู่จากนามบัตรอีกรอบไปที่ contact list Gmail น่ะครับ ไม่ชอบเท่าไหร่ที่ต้องมาทำอะไรที่มันดูเหมือนว่า ไม่จำเป็นเอาซะงั้น )

- หวังได้ว่า Evernote น่าจะอยู่ได้ยาวครับ อย่างว่าล่ะครับ เค้ามีการเก็บเงินต่อเดือนหากว่าอยากจะจ่ายแล้ว แน่นอนว่าถ้าเค้ามีกำไรเพื่อดำเนินงาน องค์กรนั้นๆก็จะอยู่ยั้งยทนยง ยกเว้นว่า เค้าจะคิดอะไรแปลกจากนี้ไปน่ะครับ เช่นการเปลี่ยนนโยบายหรือการซื้อบริษัทกันทำให้รวมแล้วปิดตัวลงก็เป็นไปได้ ถ้าเกิดการซื้อมาจากบริษัทคู่แข่งครับ แต่เท่าที่เห็นยังไม่มีคู่แข่งที่สู้ได้เลยน่ะครับ แม้ว่าจะมีคู่แข่งอื่นๆอยู่แต่ก็สู้ไม่ได้ซะทีเดียวน่ะครับ

- มีการพัฒนาต่อไป เพราะฉะนั้นหากว่ามี ความอยากจะได้ Feature อะไรเด็ดดวงหรือว่ามันอยากจะได้ หรือแค่คิดว่าอยากจะได้ก็ส่ง email ไปบอกเค้าก็ได้ พวกนี้เค้าฟังอยู่แล้วน่ะครับ ไอเดียอะไรก็แล้วแต่สำหรับการพัฒนางานเชิงนี้ล้วนมาจากการคิดโดยคนใช้งานแบบวงกว้างน่ะครับ (สังเกตพวกเว็ปที่เป็น beta version น่ะครับ พวกนี้เค้าอยากจะทดสอบกับคนจริงๆว่ามี bug หรือว่าเผื่อใครจะบอกเค้าว่ามันมีอะไรทำให้ดีได้กว่านี้อีกเหรอป่าวน้า) เพราะงั้น อยากได้อะไรเริ่มโวยวายไปทางทำพัฒนาต่อไปได้น่ะครับ

- แล้วที่ดีอีกประเด็นก็คือ มีการส่ง note ได้จาก email ใดๆ น่ะครับ วิธ๊การก็คือเมื่อ register แล้ว มันจะ gen email มาให้หนึ่งอัน แล้ว ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะส่งเนื้อความจาก email เราเราสามารถที่จะพิมพ์เนื้อความเป็นเป็นเนื้อหาของ email แล้ว subject จะเป็น heading ของเนื้อหาที่จะ save ไว้ที่ Evernote ได้ทันทีน่ะครับ แต่ email มันแก้ไขไม่ได้ดั่งใจเรา เพราะ ระบบของ Evernote มัน create ออกมาเองทำให้ email ชื่อมันจะประหลาดทำให้ต้อง mem เอาไว้ที่ contact list เพื่อความสะดวกในการส่ง note เข้าไปที่ Evernote ได้ไม่ยากครับ

- ไม่จำเป็นต้องเป็นพวกที่ Online ได้ตลอดเวลาก็ทำการ Note ทิ้งเอาไว้ได้แล้วค่อยทำการ Sync note ไปที่ site ตอนที่เราอยู่ในเขตที่ online ได้ครับ .. เหมาะสมสำหรับการพก note ออกไปนอกสถานที่ ที่ๆเราไม่มี wifi หรือ internet ใช้งานครับผม แน่นอนว่าว่า Google Notebook จะทำไม่ไดเป็นแน่แท้เพราะว่า Google Notebook ต้องเข้าถึงเนื้อความพิมพ์เพิ่มหรือ edit ต้องมี access ยัง internet ก่อนครับ

นอกจากข้อดีพวกนี้แล้ว ยังไม่ข้อเสียอีกหลายจุดอยู่เหมือนกัน สำหรับการใช้งานของคนไทยเรานั้นถ้าหากว่าเราไม่อยากทำพิมพ์ English เพราะว่าใช้ไม่เป็นหรือว่าอ่านไม่ออกไม่เข้าใจ หรืออยากอนุรักษ์ภาษาไทยเอาไว้ ก็จะลำบากนิดหน่อยตรงที่ว่า ถ้าหากว่าเราพิมพ์ไทยเป็นเนื้อความแล้วการค้นหามันจะหากันไม่ค่อยเจอ เพราะ ระบบคิดเป็นภาษาอังกฤษซึ่งแต่ละคำจะแยกออกจากกันทั้งหมด ไม่เหมือนกับภาษาไทยที่มันติดๆๆกันไปเรื่อยๆ หากว่าการค้นหาระบบค้นหาออกแบบมาไม่ได้คิดว่าจะให้หาคำที่ติดๆกันอยู่ได้นี้ก็พิมพ์กันเข้าไปเยอะๆก็จะหากันไม่เจอซะทีน่ะครับ แต่ว่าผมทำอย่างงี้น่ะครับ คือ ถ้าหากว่าเนื้อความอยากให้พิมพ์ ณ ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ ทีเป็น Keyword ภาษาไทยเอาไว้ เป็นคำๆที่เราคิดว่าอนาคตถ้าเราอยากจะเจอ note อันนี้เราจะพิมพ์คำว่าอะไร ก็พิมพ์ๆไว้ครับ โดยคำพวกนี้ให้ เคาะเว้นวรรคเพื่อแบ่งคำครับ  (ทำตัวเหมือนภาษาอังกฤษน่ะหละ) หรือว่า พิมพ์ tag เป็นภาษาไทยเอาเลยก็ได้น่ะครับ

เล่ามาเยอะและยังไงสำหรับคนที่ยังไม่ได้มี Note online ก็เริ่มต้นใช้เป็น Evernote นี่ไปเลยแล้วกันครับ ใข้งานได้สะดวก และเร็ว แล้วก็มีประโยชน์มากกว่า Google Notebook ที่ผมเคยใช้งานมาครับผม โดดไป register กันได้ที่ http://www.evernote.com เลยดีกว่าครับผม

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • evernote คือ
  • evernote วิธีใช้
  • evernote คืออะไร
  • วิธีใช้ Evernote
  • การใช้ evernote
  • การใช้งาน evernote
  • evernote
  • evernoteคืออะไร
  • วิธีใช้evernote
  • evernote ใช้ยังไง

เมื่อถึงคราวที่ Google Notebook บอกว่า เราเลิกพัฒนา แล้วผมจะเอายังไงต่อไปกับเรื่อง Note ๆของผม..?

Google Notebook จะไม่ทำการพัฒนาต่อแล้วแต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเพราะ ทางทีมงาน post เอาไว้ที่ Blog เค้าแล้วบอกว่าจะเก็บทุกอย่างไว้เหมือนเดิม แล้วก็ให้บริการเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรลบหายออกไปจากสารระบบ นั่นก็เพียงพอแล้วที่ผมจะใช้งานอยู่ที่เดิม เพราะ ผมก็ไม่ได้ใช้ Function อะไรพิศดารไม่ว่าจะเป็นการ clip ภาพหรือว่าข้อความจะเว็ปต่างๆเข้ามาผ่านทาง FIrefox (อันนี้ผมไม่ได้ทำน่ะครับ ) สิ่งที่ผมทำก็แค่ว่า “พิมพ์ทุกอย่างที่อยากจะจดเอาไว้” เท่านั้นเอง แล้วผมพิมพ์แล้วมันได้อะไร แน่นอนว่าผมไม่จำอะไรอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นวิธีการตั้งค่าโปรแกรมต่างๆ หรือว่าว่าผมซื้ออะไรมาจากที่ไหน ซื้อมาด้วยเหตุผลอะไร แล้วมันซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่ามันหยุดอายุเมื่อไหร่ (แต่ว่าสำหรับวันหมดอายุผมจะไปตั้ง sms ให้ส่งข้อความมาจาก Google calender ก่อนสัปดาห์นึงก่อนที่มันจะหมดอายุไป เพราะถ้าหากว่ามันมีอะไรเจ้งจะเอาไปซ่อมก่อนน่ะครับ) พิมพ์จดเนื้อความอะไรที่ปกติผมพิมพ์ใน Notepad แต่ว่าไม่รู้จะเอาไป save ไว้ไหนเพราะว่าอยากจะเรียกออกมาได้จากทุกที่ ทุกคอมพิวเตอร์ที่ผมใช้งานเพื่อเอามาอ้างอิงหรือว่าพิมพ์เพิ่มเติมต่อไปได้อีก .. ทั้งหมดนี้แน่นอนว่ามัน searchable หรือว่าเรียกว่าค้นหาได้สะดวกการ tag หรือว่า keyword ที่ผมพิมพ์เข้าไปที่เนื้อหาอย่างจงใจทำให้อะไรๆ ที่ผมพิมพ์เข้าไปมันค้นหาได้น่ะครับ ไม่เหมือนกับ Notebook บนโลกจริงที่มันค้นหาได้ก็ต่อเมื่อเปิดย้อนกลับไปแล้วก็ให้ตาเราดูแน่นอนว่าช้ากว่ากันเป็นไหนๆ ..

สำหรับการประกาศปิดการพัฒนา (มันไม่ได้ปิดตัวน่ะครับ) ก็ไม่ได้ทำให้ผมต้องกระวนกระวายว่า จะต้องทำอะไรกับมันเท่าไหร่นักเพราะว่า concept แนวคิดที่ว่าอะไรๆก็อยู่ที่ online ทั้งหมดนั้น สักวันหนึ่งไม่ว่าจะเป็น Google หรือว่าที่ไหนก็แล้วแต่สามารถที่จะปิดตัวเองลงไปได้ ไม่ว่าจะ web นั้นๆจะมีการเก็บเงินหรือไม่ก็ตาม (แต่ว่าถ้าแน่นอนว่า web ที่เค้าเปิดมาแล้วหาเงินไม่ได้หรือคิดไม่ออกว่าจะหาเงินกะมันยังไงก็มีแนวโน้มที่จะปิดตัวลงได้มากกว่าอย่างแน่นอนน่ะครับ ) ก็ต้องเข้าใจเรื่องนี้ว่า เนื้อหาอะไรก็ตามหากว่าเว็ปปิดหรือไม่ให้บริการอีกต่อไปก็เป็นสิทธิ์ที่เค้าจะทำได้ เราต้องรู้เรื่องนี้อยู่ในหัวเอาไว้แต่แรกทั้งนี้ หากว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรทำนองนี้ต่อเว็ปที่ผมกระทบรุนแรงมากกว่านี้ก็ต้องมีการประกาศเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อให้คนที่ใช้บริการอพยพเนื้อหาโดยทางเว็ปเองก็น่าจะบอกด้วยว่าน่าจะทำอะไรอย่างไรด้วยวิธีการใด หรือออกแบบวิธีการอพยพเนื้อหาเอาไว้ให้ด้วยอีกต่อหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกกับคนที่เค้าใช้งานกันอยู่ครับ

เอาเป็นว่าคิดอย่างงี้แล้วกันไม่ว่า file ภาพที่ฝากไว้ที่เว็ป หรือว่า ภาพที่เราเก็บเอาไว้เป็นกระดาษที่พิมพ์ออกมาแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันจะต้องหายหรือเสื่อมสลายไปท้ายที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ไม่ว่าการฝาก host ภาพไว้กับที่ไหนหากว่าเค้าจะเลิกก็ต้องหายไป ยังไงคิดแบบนี้เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาประเภทใดก็ตาม มันไม่ได้อยู่ที่เรา มันอยู่ทีคนอื่น ถึงแม้ว่าเค้าจะเชื่อถือได้หรือว่าน่าเชือ่ถือมากๆ มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะอยู่ตลอดไปน่ะครับ

ย้อนกลับมาที่ Google Notebook แม้ว่าจะไม่ได้มีใครไปทำการพัฒนาอะไรต่อ แต่ผมก็จะใช้มันต่อไป เพราะว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ผมจะต้องไปทำอะไรกับมันแต่ สิ่งที่อาจจะต้องทำก็คือ มองหาทางเลือกอื่นๆ ที่จะใช้งานทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งผมก็เริ่มๆดู http://evernote.com ซึ่งผมเคยใช้มาก่อนหน้าที่จะย้ายตัวเองมาใช้ Google Notebook เอาเป็นว่าอาจจะลองๆมองๆดูมาเดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาไปมากแค่ไหนแต่ว่า ดูท่าทางว่า evernote จะมีแนวคิดเหมือนกับที่ต้องการมากที่สุด ณ เวลานี้ครับ เพราะ concept ของ domain name หรือว่า product ของเค้ามีคำว่า “ever!” เรียกว่า จะเก็บเอาไว้ถาวรอย่างน้อยก็ชาตินี้ที่เราอยู่ในภูมิของความเป็นมนุษย์ครับ เดาเอาน่ะครับไม่รู้ว่าเค้าคิดอย่างผมคิดด้วยเหมือนกันเหรอป่าวถ้าคิดเหมือนกันล่ะก็เราฝากเรื่องราว เนื้อความต่างๆที่ อยากจะ Note เอาไว้ที่ evernote แทนก็ได้น่ะครับ สำหรับคนที่อยากลองก็ลองก่อนน่ะครับ ยังไงผมก็ต้องทดสอบใช้งาน Evernote แล้วเอามาพิมพ์บอกว่ามันดีไม่ดียังไงต่อไปอีกครั้งในอนาคตครับผม ..

ผมลืมบอกไปอีกประเด็นน่ะครับก็คือว่า การ convert จะต้องได้เฉพาะภาษาปะกิตเท่านั้น เราไม่สามารถใช้ software ตัวนี้ไม่ว่าจะเป็น version free หรือว่าไม่ free ก็แล้วแต่ มันจะ convert ภาษาไทยไม่ได้เลย อ่านอะไรไม่ออกทั้งนั้นน่ะครับผมลองดูแล้ว แต่ก็อีก .. น่ะหละ ไม่น่าจะได้ใช้เท่าไหร่เพราะว่า เราไม่ค่อยได้มี ebook เป็นภาษาไทยใช้งานกันเท่าไหร่นัก (จากการสังเกตในชีวิตผมเองอ่ะนะครับ แต่ว่าอนาคตอาจจะมีเยอะก็ได้เนาะใครจะไปรู้ )

pdf เป็น txt ได้ฟรีด้วยโปรแกรม PDFZilla

สำหรับคนที่โหลด pdf file มาเอาไว้อ่านในรถระหว่างเดินทางแต่ว่า เครื่อง SmartPhone ที่ใช้งานอยู่ไม่ได้หรูหราหน้าจอกว้างขนาดสามสี่นิ้ว (ซึ่งยังไง้ยังไงผมก็ไม่อยากจะใช้ Smartphone ที่มันใหญ่แบบนั้นหรอกครับ) นั่นก็จะทำให้การอ่านหนังสือประเภท pdf หรือเป็น ebook อ่านไม่ได้ครับ เพราะว่าโปรแกรมที่ที่มากับ SmartPhone หากว่าเปิดดูแล้วมันก็หน้าจอเล็กๆอ่าน pdf ไม่ได้หรอกครับ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ว่ามันมีวิธีแก้ครับก็คือ ให้แปลง file pdf ทั้งหมดนั้นเป็น txt ซะครับ ทำให้เราสามารถที่จะ save เก็บเอาไว้อ่านได้แบบยืดหยุ่นไม่ว่าจะเป็นการปรับ size text ได้อย่างอิสระน่ะครับ แล้ว จะแปลงมันได้ยังไงน่ะเหรอครับ ตอนนี้ มันจะมีให้โหลด PDFZilla ซึ่งเวอร์ชั่นที่เป็นของฟรีมันก็ทำแบบที่ผมบอกหรือว่าแบบที่ผมต้องการได้แล้วน่ะครับ pdf file ที่ผมลอง convert มามันจะเป็น pdf ที่เหมือนกับผ่านการ scan มามันไม่ได้เป็น text print out ออกมาเป็น pdf แต่ว่าเจ้าโปรแกรมนี้มันก็ convert ออกมาเป็น text file อ่านออกได้ปกติน่ะครับ การสะดวกก็ถูกต้องทั้งหมด โดยรวมถือว่าโอเคน่ะครับ ยังไง utility ที่ผมแนะนำใช้งานก็เป็นหนึ่งในวิธีการใช้น่ะครับถ้าหากว่าคนอื่นคิดอะไรว่าจะใช้อะไรยังไงต่อไปได้อีก ก็..  comment มาแล้วกันนะครับ .. โดดไปโหลด PDFZilla ได้ที่ http://www.pdfzilla.com/

สำหรับคนที่เป็น blogger สามารถเขียน review ปะเอาไว้ที่ web ตัวเองแล้วก็ส่งไปที่ support@pdfzilla.com ดูน่ะครับ เค้าก็จะให้ version เต็มเรามา แต่ … ไม่รู้น่ะครับ นี่ที่ผมเขียนเป็นไทยแบบนี้มันจะได้เหรอ่ปาวน้า . .อีกอย่างผมก็ review ว่าใช้ให้เป็นของฟรีกันน่ะครับ (ไม่ได้แนะนำให้ใช้เป็น full version หรอกครับ เพราะว่า ตอนนี้ผมก็คิดไม่ออกว่ามันจะมีประโยชน์อะไรอื่นๆอีกเหรอป่าวน่ะครับ แต่ว่าที่แน่ๆผมไม่แนะนำ software อะไรที่ไม่ได้เป็นของฟรีน่ะครับ งั้นก็ลองผมลอง full version ดูก่อนน่ะครับถ้าเกิดว่ามันดีจริงๆ ผมก็จะแนะนำต่อๆไปแล้วกันเนาะ )

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • pdfzilla ฟรี
  • ดาวน์โหลดโปรแกรม PDFzilla
  • วิธีใช้โปรแกรม pdf zilla ful
  • แปลงไฟล์ pdf เป็น e-book ด้วย dfzilla
  • โปรแกรมเปลี่ยนไฟล์pdfเป็น text อีบุ๊ค
  • โหลดโปรแกรมpdfzillaฟรี

แนะนำเว็ปที่ทำหน้าที่เฝ้าเว็ปเราว่ามันล่มไปแล้วหรือยัง?

สำหรับคนที่เป็น webmaster หรือว่าไม่ master สักเท่าไหร่ (เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันทำง่ายเหลือเกินเกินว่าที่จะต้อง master หรือช่ำชองอะไรขนาดนั้นน่ะครับ) เหมือนผมล่ะครับ ไม่ได้ช่ำอะไรแต่ว่าอยากมีที่พิมพ์อะไรบอกคนบนโลกนี้เผื่อว่าเค้าจะได้ประโยชน์อะไรจากเราไปมั่งน่ะครับ อ่ะ .. ที่นี้คนที่เป็น webmaster หรือว่าพวกที่เว็ปเป็นของตัวเอง (เหมือนกะที่ลูกเป็นของตัวเองน่ะครับ) ก็ต้องอยากจะรู้ว่าเอ .. เมื่อไหร่เว็ปเราจะล่มน้า .. เอ หรือว่า ต้องคอยเข้ามาดูเว็ปตัวเอง (ไม่มีคนอื่นเข้ามาดูสักเทาไหร่ก็ต้องดูกันเองไปก่อน) หรือว่าเข้ามาคอยสังเกตว่าเว็ปมันล่มไปแล้วหรือยัง เดี๋ยวนี้ก็ไม่ต้องทำแบบนั้นแล้ว ! เพราะว่าผมไปเจอ http://aremysiteup.com ที่จะทำหน้าที่เอ๋อๆนี้แทนคุณครับผม โดยมันจะฟ้องว่า อืม.. เว็ปคุณล่มไปแล้วนะ ผ่านทาง sms (สำหรับคนที่เบอร์เบอร์มือถืออเมริกา แต่ว่าคนส่วนใหญ่ที่เมืองไทยเค้าไม่มีกันหรอกเนาะ ) หรือว่าส่งข้อความเข้าไปที ่email ก็ได้น่ะครับ อย่างงั้นก็ยังไงดีเพราะว่า ผม check mail เยอะอยู่แล้วครับ ทีนี้พอเว็ปล่มมันก็จะทำการยิงแจ้งบอกกล่าวว่า .. อืม.. เว็ปคุณล่มไปแล้วนะ ณ เวลา เท่าไหร่ หรือว่า ณ วันที่เท่าไหร่ แล้วถ้าหากว่า อยู่ๆมันกลับมาได้อย่างไม่สาเหตุ เรียกว่าเว็ปมันลุกขึ้นมาเอง (ไม่รู้จะเอาคำว่าอะไรตรงข้ามกับล่มน่ะครับ ลอยเหรอ ? ไม่มั้ง) นั้นหละครับ มันก็จะ email มาอีกรอบว่า เว็ปคุณใช้ได้แล้วน่ะครับ เท่านี้ผมก็ไม่ต้องเข้าเว็ปตัวเองมาเพื่อจุดประสงค์ว่า “เว็ปมันล่มไปแล้วเหรอยัง ? ” เท่านั้นน่ะครับ

จากประสบการณ์หากว่าเราไมได้เข้าไปดูบ่อยๆ เราก็ไม่มีทางรู้เลยว่ามันเกิดอะไรกับเว็ปเรามั่ง เรียกได้ว่า hosting หรือผู้ให็บริการพื้นที่ที่บอกว่า uptime 99.99% เนี่ยะมันได้อย่างงั้นจริงๆเหรอป่าวก็ไม่รู้ เอาเป็นว่า register แล้วก็กรอกข้อมูล sign up ไปได้ ที่ http://aremysitesup.com กันเลยจะดีกว่าน่ะครับ

RSS FEED ที่ sanook เพิ่งจะเห็นว่ามีเอ้อ .. น่าจะมีมันต้องนานแล้วนะเนี่ยะ .. ลองซะครับสำหรับคนที่ไม่รู้จัก RSS

ไม่นานมานี้ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า เดี๋ยวนี้ที่ sanook.com จะมี service ใหม่(ซึ่งจริงๆมันน่าจะมีมาแต่ชาติปางก่อนนั่นแล้วน่ะครับ) คือ ระบบ RSS Feed ครับ มันดียังไงน่ะเหรอครับ? มันดีตรงที่ว่าเราไม่ต้องเข้าไปที่เว็ปเค้าเพื่ออ่านหรือดูข้อมูล content ข่าวหรือว่าสิ่งใดๆที่เค้าแยกแยะประเภทเอาไว้แล้วน่ะครับ อ่านอย่างงี้ยังไง ก็กดที่นี่แล้วกันนะครับ http://news.sanook.com/rss/ อันนี้จะเป็น link ไปยังหน้ารายการเพื่อให้เรากดรับ rss เข้าไปที่ browser หรือว่าที่ Google reader ก็สุดแล้วแต่ว่าเราเลือกที่จะรับเข้ามาแบบไหน

ที่หน้าเว็ปเค้าจะมีบอกเอาไว้หมดแล้วไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายว่า วิธีการใช้งาน Rss เนี่ยะมันใช้ยังไง http://news.sanook.com/rss/?rsspage=whatis
หรือว่าบอกว่า Rss มันคืออะไร ? ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก แต่ถ้าอ่านแล้วทั้งหมดยังไม่เห็นประโยชน์ ผมจะบอกเอาให้ฟังก็ได้ว่าทำไม้ทำไมต้องเป็น Rss Feed กันให้มันดูวุ่นวาย

ประการแรก : ไม่ต้องเข้าเว็ปเค้าเพื่อดูหัวข้อหรือว่าเนื้อความคร่าวๆ ว่ามันมีอะไรใหม่ โดยปกติแล้วคนเราถ้าหากว่าเป็นระบบเว็ปเดิมเนี่ยะ เราก็ตอ้งเข้าไปที่หน้าเว็ปเดิมๆทุกวันๆเหมือนเดิม เหมือนทุกครั้งที่เดิม แล้วก็บางครั้ง(หลายครั้งเลยล่ะ) เราเข้าไปแล้วก็ดูว่า อืม .. นะ มันไม่ไดมีอะไรใหม่ขึ้นมาเลย แล้วเราเข้ามาทำอะไรเนี่ยะ เสียเวลาจริงเนาๆ ว่าเหรอป่าวล่ะครับ แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่เราต้องการจะเห็นก็คือ เนื้อความใหม่เท่านั้น ! เราไมได้อยากเห็นสิ่งเก่าๆสักเท่าไหร่ เนื้อความใหม่นั้นจะเป็นเนื้อความที่ยังไม่ได้ผ่านตาเรามาก่อน ไม่ว่าจะเป็นแค่หัวข้อหรือว่าเนื้อความย่อก็ตาม ลองสังเกตซิครับว่าเรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราเป็นหรือสิ่งที่เราทำอยู่เหรอป่าว หากว่าใช่แล้วล่ะก็ rss นี่ละครับ จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น rss จะเป็นเสมือนระบบที่ทำเรือ่งทีว่าตะกี้มาทั้งหมดแทนเรา ก็คือ เมื่อ sanook update อะไรใหม่แล้ว เราก็จะได้รับเนื้อความนั้น (แต่ว่าไม่ได้รับเหมือนกับรับ email หรอกนะครับ ) แล้วก็เอาแสดง โดย หากว่าถ้าเราอ่านแล้วเราก็ mark as read ไปซะ แล้วกำหนดให้มันไม่ต้องกลับมาแสดงกันอีก เพราะว่า เรารู้แล้วนี่หน่า ไม่ต้องไปสนใจมันอีกต่อไปครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่แสดงก็จะมีแต่ของใหม่ สด ใหม่เท่านั้น (ยกเว้นว่าเราไม่ได้เข้ามาอ่านมากๆจริง เราก็อ่านเฉพาะข้อมูลที่มันใหม่ๆอยู่ก็พอแล้วน่ะครับ เพราะว่า ระบบจริงๆมันจะแสดงเนื้อความทั้งหมดที่เรายังไม่ได้อ่านหรือไม่ได้ผ่านตามาก่อนครับ )

ประการที่สอง : มันเร็วกว่าการเข้าเว็ป เร็วกว่าในที่นี้ก็คือ เราอ่านเฉพาะหัวหรือว่าเนื้อความสั้น หรือบางเว็ปเค้าจะให้เนื้อความมาแสดงแบบเต็มๆทั้งหมด แต่ว่าเราไม่ต้องอ่านหมดน่ะครับ แล้วคำว่าเร็วอีกประการก็คือ เราไม่ต้องโหลดอะไรที่ไม่ได้เป็นสาระเล้ย (แต่มันเป็นสาระสำหรับคนทีเข้าอ่านข้อมูลผ่านทางหน้าเว็ปน่ะครับ) ก็เช่นพวกภาพที่เกี่ยวข้องหรือ link อื่นๆหรือแม้กระทั่ง design ของเว็ป มันก็ไม่ได้ส่งผ่านมาทาง feed (กรณีของภาพยกเว้นว่าภาพนั้นจะโดยระบุว่าเป็นเนื้อหาด้วยมันก็โดนส่งมาด้วยน่ะครับแต่มันก็ขึ้นกะเราอีกน่ะครับว่าเราอยากจะรับภาพเหรอป่าวอีกทางหนึ่ง) ทีนี้ การโหลดมันก็เร็วขึ้นกว่าเดิมเพราะเราไม่ได้โหลดอะไรที่ไม่ต้องการให้แสดงมาด้วยน่ะครับ

ประการที่สาม : ลด advertising ลงได้บ้าง เพราะ sanook คงยังไม่ฉลาดพอที่จะเอา ads เล็กติดมากับ rss feed นี้ด้วยหรอกครับ ณ ตอนนี้]]
>

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • rss sanook
  • link feed sanook
  • sanook joomla
  • rss feed it sanook
  • rss sanook joomla
  • sanook feed
  • sanook rss feed

virus โหลดแล้วก็กดเอากับมือ .. ไม่น่าพลาดได้เล้ย อะไรกันเนี่ยะระดับนี้แล้ว ..ไม่ไหวๆ เลยเรา

ไม่น่าเชื่อว่าผมจะโดนหลอกให้กด setup.exe เพื่อให้เครื่องผมติดไวรัสได้ แต่ว่าดีนะที่ว่า มี Nod เอาไว้กันเครือ่งอยู่ไม่อย่างงั้นคงโดนเข้าอย่างจังแล้วซะแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าผมเปิดหน้าเว็ปที่มันแสดงเหมือนกับว่า ให้โหลด flash player ทำเหมือนมากครับ มากระดับที่ว่าผมยังเผลอรับ file นี้เอาไว้ที่เครื่องแล้วก็กด double click เข้าไปด้วย mouse ของผมเอง เอาไวรัสลงเครื่องกับมืออะไรกันเนี่ยะคิดว่าเราก็ระวังตัวมากพอแล้วแต่ว่ามันก็หลุดเผลอไผลไปได้น่ะครับ จะผมได้ file มาผมก็ทำการ click ขวาแล้วก็ scan file นั้นที่โหลดมาด้วย Nod ก่อนที่จะเปิด แต่แปลกใจว่าทำไมมันไม่ได้ฟ้องอะไรให้ผมก่อนเลยเนียะ .. แปลกมากน่ะครับ เพราะว่าผมเข้าใจว่าทุกตัวที่เป็น file Nod จะ scan ฟ้องผมก่อนที่ผมจะกดมัน แต่มันไม่ได้เป็นอย่างงั้นซะทั้งหมดน่ะครับ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่ามันไม่ฟ้องแต่ว่าเห็นคาตาเหมือนกับว่า มันเป็น virus หลังจากกดมันมาแล้ว ทั้งๆนี้ Nod นั่นหละที่ฟ้องผมตอนหลังว่า เจ้าตัวนี้นี่มันเป็นไวรัสนะ เฮ้อ .. เอาล่ะถึงแม้ว่า Nod จะกันได้แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อีกต่อไปครับ ผมว่าถ้าหากว่าดูๆแล้ว ไฟล์ที่โหลดมาน่าสงสัยคงต้องมีมาตราฐานการป้องกันที่รุนแรงกว่านี้เพิ่มเติมเข้าไปอีกน่ะครับ

งั้นเอาเป็นแบบนี้ดีกว่า ผมว่านะ เมื่อโหลดไฟล์อะไรก็ตามที่คิดว่าน่าสงสัยมาแล้ว ไม่ว่าเพราะว่าเว็ปที่ให้ไฟล์เรามามันดูไม่น่าไว้วางใจ หรือว่า มันเป็นไฟล์อะไรสั้นง่ายๆโหลดมาเร็วมากแล้วก็มันมีนามสกุลว่า exe หรือว่าชื่อ setup.exe ให้เห็นกันจะๆเหมือนกับที่ผมโดนมานี่แล้วล่ะก็.. โหลดมันแต่ว่าอย่าเพิ่งไป run มันหรือ double click อะไรมันน่ะครับเก็บเอาไว้ก่อนแล้วก็ upload เข้าไปที่ http://www.virustotal.com/ เพื่อให้ระบบของเว็ปนี้ทำการ scan โดยใช้ฐานข้อมูลของ antivirus มากกว่า 20 ยี่ห้อรุมตรวจสอบมันครับ แต่เท่านั้นไม่เพียงพอครับ เพราะว่าถ้าหากว่าเว็ปที่ไม่น่าไว้ใจนั้นเป็นเว็ปไทยที่ไม่ inter มากนัก ไวรัสมันมาเป็นรูปแบบ local หรือแบบไทยๆกันเองได้ซึ่งพวกนี้ก็จะไม่รู้จักอยู่ดีนั่นเอง (เพราะว่าพวกนี้เหมือนจะรู้จักก็ต้องเป็น virus inter ๆ สักกะหน่อยมั้งครับ) สุดท้ายสำหรับคนที่ใช้ Windows อย่างเราๆท่านๆก็ต้องระมัดระวังกับการ surf website กันให้มากแล้วก็ไฟล์สำคัญต่างๆให้เก็บแยกตัวเอาไว้ครับ หา Nod มาลงอย่างน้อยมันก็ช่วยป้องกันเราได้ระดับหนึ่งเท่าที่มันพอจะทำได้ครับ สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือ ต้องเพิ่มความระวังให้มากแล้วก็เตรียมใจไว้ดว้ยว่า สักวันเว็ปแพร่ไวรัสพวกนี้จะมาในรูปแบบอื่นๆที่ผมก็คงเผลอกดเข้าไปได้อีกน่ะหละครับ ทำใจให้ว่างทำเครื่องให้ว่างพร้อมที่จะเป็นคนใหม่เครื่องใหม่เสมอแล้วกันนะครับ

partition แบ่งให้เล็กๆสำหรับ drive ที่ลง OS

สำหรับการแบ่ง partition มีคนบอกผมมาอีกต่อหนึ่งว่า ถ้าหากว่าตอนที่คุณลงเครื่องใหม่ให้แบ่ง partition เอาไว้ให้อย่างน้อยก็ต้อง 2 partitions ก็คือ อันแรกเอาไว้ลง OS หรือลง Windows น่ะหละครับ อีกอันก็เอาไว้เก็บไฟล์ต่างๆที่เหลือ เพราะ หากว่า WIndows มันเอ๋อหรือว่ามันโดนอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ ระบบล่ม ไม่ว่าจะเป็นการ hang ครั้งรุนแรง การเสียหายของ registry ที่เราเผลอไปโหลดโปรแกรมอะไรมาก็ไม่รู้แล้วมันก็ไปแก้อะไรเกี่ยวกับไฟล์ระบบ OS ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันทำอะไร แล้ว .. ให้ผลอะไรยังไง ? (ว่าแต่ว่าแล้วทำไปเพื่ออะไรเนี่ยะ) หรือว่าอาจจะโดนไวรัสเหมือนกะที่ผมโดนไม่นานมานี้ แล้วไม่อยากจะหาทางแก้ เพราะไม่อยากจะคิดว่า ทำยังไงให้มัน clean มากที่สุด เพราะ การทำให้ clean ที่สุด ผมเห็นแสงทางออกแค่ทางออกเดียวก็คือ การล้าง Windows ทิ้งแล้วลงใหม่ครับ เพราะ พฤติกรรมของ ไวรสัแต่ละตัวเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันลีลาอะไรมากน้อยแค่ไหน ทำให้การลงใหม่สำหรับผมเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเท่าไหร่ เพราะว่ามันกินเวลาแล้วก็น่าเบื่อเอามากๆครับ แม้ว่าจะมีการ back up driver เพื่อความสะดวกในการลงใหม่ แต่ว่าโปรแกรมต่างๆก็ต้องมาลงใหม่อยู่ดีแล้วที่เรา settng ค่าต่างๆเอาไว้เราก็ต้องมานั่ง setting มันอีก .. สรุปว่ามันน่าเบื่อเอามากๆครับ

กลับมาที่เรื่องการ partition นอกจากการที่จำเป็นต้องแบ่งแล้วนั้น ยังได้ข้อมูลมาเพิ่มว่า การแบ่ง partition เพื่อเป็น drive สำหรับการลง OS หรือ Windows นั้นถ้าหากว่ามีพื้นที่น้อยหน่อยก็น่าจะดีกว่า พื้นที่เยอะๆ เพราะ เครื่องจะได้ run ได้เร็วดีกว่า การที่เอาพื้นที่ส่วนใหญ่มาเป็น drive ที่ลง OS ครับ ผมฟังแล้วก็เอามาคิด มันก็อาจจะจริงก็ได้ แต่ มันก็เป็นเหตุผลที่ดีอย่างหนึ่งว่า drive ที่จะเอาไว้เก็บขอมูลจริงๆก็จะมีพื้นที่มากกว่าเดิมครับ เรียกว่า เอาพื้นที่ไปเก็บไฟล์สารพัด ที่ drive ที่ไม่ได้เป็น OS ก็น่าจะมีประโยชน์กว่าจริงๆน่ะหละ ยังไงก็อย่าเพิ่งเชื่อผมไปซะหมดน่ะครับ ลองคิดดูเอาเองว่า .. อืม.. ก็มันน่าจะจริงหรือเปล่าน้า ..

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คำค้นหาของคุณที่มาเจอหน้าเว็ปนี้:

  • แบ่ง partition drive os