เอาเสียง mp3 แสดงที่หน้า Blog ด้วย Plugin audio-player

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

 

การใส่ audio file ไว้ที่หน้า wordpress จะทำได้โดยการโหลด plug in ชื่อ audio-player เมื่อลงแล้วก็ activate (เรื่องเก่าๆเดิมๆไม่ต้องพูดถึง) แล้วทีนี้การใข้งานก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ ก็แค่เอา code นี้ไปลงครับ

 
หน้าตาก็จะได้เหมือนกับที่ด้านล่างนี้ยังไงลองเอาไปเล่นดูน่ะครับถ้าหากว่า อยากจะ share เนื้อหาอะไรที่เป็นเสียง (หรือว่าขีเกียจพิมพ์) แต่ข้อเสียของการ share นี้หาแบบนี้จะทำให้ Google index ไม่ได้เลยน่ะครับ ก็มีข้อดีข้อเสียครับ ยังไงซะถ้าหากว่าอยาก post ก็แนะนำว่าต้องพิมพ์เนื้อความที่เกี่ยวข้องเอาไว้เสียหน่อย เพื่อให้ Google เค้ารู้ว่าเราจะพูดเกี่ยวกับอะไรหรือเนื้อด้านใน mp3 เนี่ยะมันเกี่ยวกับอะไรน่ะครับ

โดดไปโหลด Plug-in ได้จากที่นี่เลยน่ะครับผม

Rating 3.00 out of 5
[?]
Bloging life

สร้าง shortcut เพื่อการปิดหน้าจอทำอย่างไร ? แล้วทำไปเพื่ออะไร ?

 

วิธีการปิดหน้าจอแบบนี้จะเหมาะกับคนที่ไม่มีปุ่มหน้าจอให้ปิดหรือว่าต้องปิดหน้าจอด้วยเหตุผลบางอย่างถ้าหากว่าคิดไม่ออกผมจะแจงเป็นข้อๆเลยน่ะครับว่าทำไม้ทำไมเราต้องปิดหน้าจอด้วยปุ่ม ?

- คุณใช้ Monitor เยอะตัวมาก ถ้าหากว่าคุณเป็นพวก Geek จริงแล้วหรือว่าเป็นพวกเล่นหุ้นบ้าระห่ำคุณคงหนี้ไม่พ้นหรอกที่จะมี หน้าจอ มากกว่า 1 จอ แต่ถ้าหากว่าคุณจะปิดหน้าจอทั้งหมด มันก็มีปุ่มอยู่ที่หน้าจอแต่ละตัวแล้ว คุณก็กดไปซิครับ กดไปมันทุกหน้าจอเพื่อให้ปิดทั้งหมด วิธีการปิดหน้าจอด้วยปุ่ม shortcut นี้เมื่อคุณกดเข้าไปแล้วหน้าจอจะดำมืดทุกหน้าจอทันที ทีเดียวกันหมดน่ะครับ ไม่ต้องไปคลำล้วงหาปุ่มปิดหน้าจอมันทุก monitor ( save เวลาไปได้อีกบ้างเล็กน้อยถึงปานกลางน่ะครับ )

- คุณใช้ Netbook เพื่อฟัง audio Book อย่างที่คุณๆรู้กันว่าผมเป็นคนฟัง podcast และ audiobook แต่ว่าผมไม่ได้ฟังผ่าน iphone หรือเครื่องมือถืออะไรเพราะว่าถ้าหากว่าผมใช้พวกนั้นมันก็กินถ่าน อีกอย่างผม browse audio book จะ web น่ะครับก็ไม่ได้ใช้ระบบ podcast อะไรจริงจังเท่าไหร่หรอกครับ ทำให้ถ้าหากว่าคุณใช้เป็นพวก Netbook แบบใส่ถ่าน คุณก็อยากจะ save พลังงานเพื่อให้คุณฟัง audio book ได้นานเท่านาาน เท่าที่ Netbook จะมีพลังงานให้คุณใช้ได้ วิธีการก็คือ ผมก็คิดหน้าจอมันซะครับ แค่นี้มันก็ save พลังงานไปเยอะแล้วน่ะครับ อ้อ แถมอีกหน่อยถ้าหาก่วาอยากจะให้ประหยัดพลังงานกว่าก็ผมใช้ Bluetooth เพื่อ connect กับ Netbook ตัวจิ๋วของผมอีกทีก็ทำให้เครื่องไม่ต้องออกแรงกระจายเสียงออกอีกด้วยครับ (แต่ว่าอันนี้ผมไม่ sure น่ะครับระหว่างพลังงานที่ใช้เพื่อให้มีเสียงออกมาในหูฟัง กับพลังงานที่ใช้เพื่อกระจายสัญญาณ bluetooth อันไหนมันใช้พลังงานน้อยกว่า แต่ก็อีกผมเดาเอาว่า case 2 จะใช้น้อยกว่าน่ะครับ ลองดูเองแล้วกันนะครับ)

- คุณใช้ Notebook ที่ไม่ปุ่มปิดหน้าจอ หลายต่อหลายครั้งเราแต่ต้องการจะเดินออกจาโต้ะทำงานเพื่อไปเข้าห้องน้ำกินน้ำ หรือว่าไปเอาเอกสารที่เครื่องพิมพ์ printer เราก็ไม่ได้อยากจะให้คนอื่นเห็นเท่าไหร่ว่าหน้าจอตอนนี้เราทำอะไรอยู่  แต่ก็ไม่ได้อยากจะ log out เพราะว่าการ log out นั้นเป็นการเสียเวลาครับ เพราะถ้าหากว่า log out เราก็ต้องกรอกรหัสผ่านเข้ามาใหม่แล้วเครื่องก็ต้องโหลดข้อมูล personal ของ user นั้นขึ้นมาใหม่อีก เรียกว่า มันเกินกว่าที่เราต้องการ เพราะเราต้องการแค่จะปิดหน้าจอไม่ให้คนที่เดิมผ่านไปผ่านมาเห็นเท่านั้นเองนี่ครับ หลายคนผมก็เห็นว่าเอากระดาษมาบังเอาก็ทำเหมือนกันน่ะครับแต่ว่าเป็นวิธีการที่ดูไม่เท่ห์เท่าไหร่แล้วก็ดูแล้ว เห็นเลยว่าต้องปิดหน้าจอไม่ให้คนอื่นเห็นเท่านั้น มันไม่เนียนว่าง่ายๆน่ะครับ ก็ใช้วิธีการสร้างปุ่ม shortcut เพื่อการปิดหน้าจอจะดีกว่ามั้ยน้อ …

- คุณใช้ Notebook แบบที่โดนตั้งคำสั่งว่า พับหน้าจอลงมาแล้ว หน้าจอจะดับ ใช่ครับ มันจะมีปุ่มทางกายภาพให้กดถ้าหากว่ามีการพับหน้าจอลง หน้าจอก็จะดับ ฟังแล้ว make sense มากๆที่จะทำน่ะครับ แต่ว่าผมอยากจะบอกว่าเครื่อง Notebook ของผมเครื่องนึงพังเพราะการพับหน้าจอครับ แปลว่า ถ้าหากว่าผมจะแนะนำแล้วเนี่ยะ ผมไม่อยากให้คุณพับหน้าจอลง จากการกิจกรรมใดๆที่ไม่จำเป็นหรือหลีกเลี่ยงได้ครับ การพับหน้าจอถ้าหากว่า Notebook ของคุณคอไม่แข็ง (พับไม่มากก็คอพับคออ่อนแล้ว) สายไฟด้านในอาจจะมีปัญหาได้น่ะครับถ้าหากว่าคุณเปิดๆ แล้วก็พับๆ พับๆเปิดๆอยู่เยอะครั้ง เหตุการณฺ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับ Notebook น่ะครับ มันเกิดกับ talking dic. ของผมด้วยครับ เพราะว่าจุดที่เกิดการเคลื่อนไหวทางกายภาพใดๆจะทำให้เกิด "ความล้า" บนวัตดุครับ เลี่ยงก็เลี่ยงแล้วคอมคุณจะอยู่ได้นานขึ้นอีก เพราะว่าเรื่องเล็กแค่นี้น่ะหละครับ

พล่ามมานานแล้วโหลดไปโหลด file ที่ผม pack ไว้ให้ได้จากที่นี่แล้วก็ทำตามขึ้นตอน (ลวกๆ) ที่ผมบันทึกเอาไว้ที่ youtube ด้านบนน่ะครับ ลองดูแล้วกันครับผม

Rating 3.00 out of 5
[?]
online productive

Pixel Ruler : ไม้บรรทัดวัดหน่วย Pixel

ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้ไม้บรรทัดเอาไว้วัดขนาดหน้าจอเป็นประจำ จริงๆแล้วอย่าเรียกว่าวัดหน้าจอจะดีกว่า ถ้าจะให้เรียกให้เหมาะ มันจะเหมือนกับอุปกรณ์ตลับเมตรที่เอามาวางทาบที่หน้าจอแล้วก็บอกหน่วยออกมาเป็น pixel ครับ

เหตุผลที่ผมใช้งานนี้ก็เพราะว่า ผมอยากจะเอาโฆษณาไปติดไว้ที่ website ใดๆที่ผมสร้างขึ้นมาครับ ถ้าหากว่ามีไม้บรรทัดซะหน่อยเราก็ไม่ต้องเดาเอาว่าจะกำหนดขนาดแบบมั่วๆขึ้นมาเองครับ ทำให้การวาง layout ของโฆษณาทำได้สะดวกกว่าเดิมมากครับ

การใช้งานไม้บรรทัดดิจิทอลอันนี้ก็ไม่ได้ยากอะไร คือ เปิดโปรแกรมมันขึ้นมาแล้วก็ลากไม้บรรทัดไปทาบ ณ ตำแหน่งที่อยากรู้ว่าความกว้างครับ ถ้าหากว่าอยากรู้เป็นความสูงแทนก็กด click ที่ด้านซ้ายสุดของไม้บรรทัดมันก็จะทำการปรับแนวทาบจากแกนเอ็กซ์เป็นแกนวายไป (แนวนอนเป็นแนวตั้ง) เราก็จะทำการวัดขนาดตำแหน่งภาพใดๆได้ทั้งความกว้างและความสูงแล้วล่ะครับ ไม่ยากเล้ย อ้อ ถ้าหากว่าจะปิดโปรแกรมไม้บรรทัดให้ click ขวาครับมันก็จะหายวับไปเลย

ยังไงก็โหลดไปลองใช้งานได้จากที่นี่เลยน่ะครับ 
(แน่นอนเป็น Freeware เหมือนเคยไม่ต้องเสียเงินครับ)

Rating 3.00 out of 5
[?]
Freeware lover, online life, online productive

ประมวลพฤติกรรมการซื้อของ online คนไทยที่(ไม่)เหมือนกับชาวโลกประเทศอื่น

ecommerce 

e-commerce เปลี่ยนพฤติกรรมการขายและซื้อแบบไทยจากโลกจริงกันอยู่หลายประเด็นมากทีเดียว และพฤติกรรมการซื้อและขายของคนไทยก็มีเอกลักษณ์จากคนประเทศนอกอีกต่างหาก ถ้าหากว่ารู้อย่างงี้ก็ทำไปตั้งนานแล้ว แต่ผมเองก็ไม่ได้ถึงกึ๋นคนไทยสักเท่าไหร่หรอกครับ ต้องให้คนอื่นเค้ามาบอก และ ก็ต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้น่ะครับเรื่องแบบนี้ แยกเป็นประเด็นๆได้ต่อไปนี้น่ะครับ

คนไทยไม่ใช้ระบบ shopping cart : อันนี้วัดได้จากการซื้อสินค้าผ่านหน้าร้าน online ที่ผม set up เอาไว้การซื้อการขายเกิดขึ้น โดยคนซื้อไม่ได้เข้าไปกดปุ่มๆ ที่ซับซ้อน (สำหรับเค้าเหล่านั้น) ซึ่งตัวผมเองมีมุมมองว่า เป็นเรื่องจำเป็นน่ะครับ ที่จะต้องกรอกข้อมูลแล้วเลือกซื้อสินค้าจากระบบที่ทางเว็ปไซท์มี ซึ่งผมก็คิดของผมไปคนเดียวน่ะหละ คนอื่นเค้าไม่ได้คิดแบบผมน่ะครับ

คนไทยใช้โทรศัพท์คุยกันเพื่อความอุ่นใจ : เพราะประเทศเราการขายของยังคงต้องการความอุ่นใจว่าสินค้าเหล่านั้นมีผู้ขายอยู่จริง หรือ มีตัวตนอยู่จริง ต้องการการต่อรอง เหมือนกับได้คุยกันปกติ การโทรศัพท์ หรือลงเบอร์มือถือเอาไว้ที่หน้าแรกของร้านค้ากลับกลายเป็นเรื่องจำเป็น มันไม่เหมือนกับประเทศนอก ตรงนี้น่ะครับ คือ ต่างประเทศเช่น US ถ้าหากว่าโทรไปยังเบอร์ที่อยู่นอกเขตตัวเองจะโดนการ เรียกเก็บเงินสำหรับการโทรครั้งนั้นๆได้ครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ขายก็ต้องมี online chat หรือ เป็น Live chat เอาไว้คุยได้ทันที หรือไม่ก็ต้องเสียเงินเอาเบอร์ TOLL FREE มาน่ะครับ ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างแรงกับคนไทยมาก เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่การโทรศัพท์ติดต่อกันด้วยมือถือถูกที่สุดในโลกแล้ว (คนรับบางประเทศต้องเสียเงินอีกน่ะครับไม่อยากจะบอก) เพราะฉะนั้นการโทรเพื่อถามราคา หรือ เพื่อพิจารณาว่ามีตัวตนจริงเป็นเรื่องที่คนไทยจะทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับผม

ความดูดีของหน้าร้านไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญนัก : เนื่องจากพฤติกรรมสองข้อที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า shopping cart ก็ไม่มีคนใช้ โทรศัพท์คุยกันดีกว่ามั้ยง่ายดี แล้วก็รู้อีกว่ามีคัวตนเว็ปไซท์กันอยู่จริงแล้ว หน้าตาของเว็ปไซท์ ไม่ต้องแตกต่างอะไรกับคนอื่นมากนักก็ได้ เพราะยังไง้ยังไงก็ต้องได้คุยกันดูก่อนอยู่ดี แค่ว่าเอาสินค้าไปแสดงให้เห็นก็พอแล้ว คุณจะใช้เว็ปไซท์สำเร็จรูปที่เหมือนๆกับคนอื่น ก็ไม่ได้ว่าอะไร เหมือนว่าโลกนี้มีแต่เว็ปสำเร็จรูปกันทั้งหมดน่ะหละ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนเค้าทำๆกัน

คนขายไม่ update สตีอกสินค้า : ไม่ใช่เพราะว่า back office ของระบบสำเร็จรูปไม่มีให้ update แต่เป็นเพราะคนซื้อต่างหาก มีการติดต่อสั่งซื้อผ่านวิธีการอื่นๆ เช่น การโทรศัพท์ เข้าไปแล้วก็สั่งซื้อเอาสินค้าออก คนที่จัดส่งสินค้าก็ไม่ได้เป็นคนทำระบบหลังร้าน อาจจะเป็นแค่ลูกจ้างเพื่อให้จัดการเรื่องสต้อกแล้วส่งของเท่านั้น หน้าร้าน online เลยทำหน้าที่เหมือนเป็นแค่ catalogue เฉยๆ จำนวนหรือปริมาณของพร้อมขายก็จะไม่มีความแน่นอนถูกต้องแต่อย่างใด อันนี้จะเป็นทั้งเหตุและผล ทำให้คนซื้อต้องโทรมา check สินค้าก่อนทุกครั้งว่า สินค้าที่เค้าสนใจมันมีหรือไม่ (ถ้าหากว่าใช้ shopping cart ไปแล้วก็เสียเวลาเปล่า เพราะว่าของอาจจะมีหรือไม่ก็ไม่รู้) พฤติกรรมการซื้อ เลยถูก form ตัวขึ้นมาว่าต้องโทรคุยกันครับ

สินค้าที่วางขายหน้าร้านเป็นแค่ภาพไม่มีอยู่จริง : การขายสินค้า online บางส่วนจะขายโดยการดูผลลัพธ์จากการติดต่อจากลูกค้าก่อนว่า มีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน โดยวัดผลจากลูกค้าที่โทรเข้ามาสอบถามว่าสินค้านั้นๆมีของหรือไม่ ทั้งนี้ทางหน้าร้านอาจจะเขียนเอาไว้เลยว่า อย่าสั่งซื้อหรือโอนเงินก่อน ให้โทรเข้ามาเสียก่อนเพื่อให้ทำการตรวจสอบปริมาณสินค้า (ที่ไม่มีเพราะว่ามีแต่รูป) ทั้งนี้ถ้าหากว่ารูปปริมาณเฉลี่ยต่อสัปดาห์แล้ว ก็จะประเมินได้ว่าจะสั่งสินค้าเข้ามาขายมากน้อยแค่ไหน ลูกค้าที่ได้ติดต่อเข้ามาก็แค่บอกไปว่า "สินค้าหมดนะคะ เพราะมันขายได้มากมาย ถ้าหากว่าสนใจจะติดต่อกลับไปเมื่อมีของค่ะ .. " ก็เท่านั้นเองน่ะครับ ตัวใครตัวมันล่ะครับ คนซื้อก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะคิดว่ามันไม่มีของจริงๆ ตนขายก็ได้อัตราการซื้อและประเมินได้ด้วยว่าตัวไหนขายได้ตัวไหนขายไม่ได้ (ด้วยราคาที่เขียนเอาไว้ที่หน้าเว็ป) ด้วยเหตุและปัจจัยแบบนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนซื้อแบบไทยๆด้วยกันนี้ต้องโทร check ก่อนซื้อทุกครั้งไป

ทุกคนที่ขายของใน internet ไม่ต้องเสียภาษี : มันก็เหมือนกับการขายของที่ตลาดนัดน่ะหละครับ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำตามระบบเพราะว่าที่มาที่ไปของสินค้าไม่ชัดเจน ยอดการขายก็กระทำไม่ได้เพราะทุกคนใช้โทรสั่งเอา การติดตามก็ทำได้แค่ว่า เค้าโอนเงินกันไปที่ไหนเท่านั้นเองครับ แล้วก็ประเทศเรารัฐบาลก็ไม่คิดจะออกกฏหมายหรือวิธีการใดๆเพื่อความควบคุมเรื่องนี้ (เอาเงินจากวิธีการอื่นดีกว่า ปล่อยเรื่องนี้เป็น priority ท้ายๆน่ะครับ) ผมว่าเป็นเรื่องดี(มั้ย)สำหรับคนที่ไม่ต้องคิดมาก และเป็นการสนับสนุนให้เกิดพ่อค้าแบบ SME online ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด โลกการขายของ online คนที่คิดจะขายแล้วเสียภาษีเต็มขั้นกลับเป็นคนที่เสียโอกาสในการขายเอากำไรมากกว่าคนที่ไม่คิดมากน่ะครับแบบนี้

ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างจังหวัด : การขายสินค้าใดๆ คาดว่าคน กทม จะหาซื้อได้สะดวกรวดเร็วกว่าคนต่างจังหวัดเป็นไหนๆ ทำให้แม้ว่าราคาจะตั้งเอาไว้สูงหน่อยก็ไม่ได้ทำให้คนต่างจังหวัดตัดสินใจที่จะไม่ซื้อแต่อย่างใด คนกรุงเทพกลับเป็นคนที่มีทางเลือกมากกว่าซธอย่างงั้น ซึ่ง Logic นี้เป็น Logic ้เดียวกับการซื้อขายในสหรัฐครับ เพราะถ้าหากว่าซื้อสินค้า online ที่ ตั้งอยู่ต่างรัฐก็จะไม่เสียค่า tax (เหมือนข้อที่แล้ว) และก็มันหาซื้อได้ยากจริงๆน่ะครับ เพราะ superstore ไม่ได้มีของทกอย่างที่อยากจะได้น่ะครับ แล้วก็จะจ่ายแพงกว่าทำไมถ้าหากว่า amazon ขายของชิ้นเดียวกัน ไม่มีค่า shipping แล้วคุณก็ไม่ต้องเสียค่า vat. อีกต่างหาก (เหมือนเมืองไทยเป้ะเลยน่ะครับแบบนี้)

ไม่ต้องใช้ระบบการโอนเงินที่ต้องการความปลอดภัยทาง online แต่อย่างใด : ก็เพราะว่าการโอนเงินเกือบทั้งหมดจะเป็นแบบ Bank to Bank นั้นก็พูดให้ปกติหน่อยก็คือ โอนผ่าน ATM น่ะหละครับ ไม่ต้องใช้ระบบ PaySbuy หรือ ระบบอะไรก็ตามที่มีความปลอดภัยมากขึ้น (แต่ก็ต้องจ่ายเงินแพงขึ้นด้วย) อย่าให้พูดถึงช่องที่กรอก VISA CARD ได้เลยน่ะครับ ผมยังไม่เห็นสักเว็ปขายของที่มีช่องให้กรอก CREDITCARD NUMBER ก็เพราะเราไม่ไว้ใจกันน่ะครับแล้วก็คนที่ซื้อขายของก็ไม่ได้มี credit card สักเท่าไหร่น่ะครับ เพราะคนขายถ้าหากว่าต้องการ set up ระบบรับ credit ณ เวลานี้ถือได้ว่ายังแพงอยู่น่ะครับแล้วก็ทำให้ track ได้อีกว่ามีคนโอนเงินเข้าออกมามองน้อยแค่ไหน ต้นทุนการรับเงินตกอยู่กับผู้ขายสินค้าซึ่งแน่นอนว่าจะต้องบวกกลับเข้าไปกับสินค้าครั้งนั้นๆ ยกเว้นสินค้านั้นๆเป็นสินค้าที่บวกกำไรเอาไว้มากมายอยู่แล้วจนไม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้

ผมว่าจากการสังเกตและเรียนรู้เรื่องนี้การซื้อขายของผ่านทาง internet แบบไทยๆทำให้ผมรู้ว่า ความรู้ในเชิงพฤติกรรมของผมเองยังมีไม่มากและยังประสบการณ์น้อยอยู่น่ะครับ แม้ว่าคุณจะซื้อๆขายๆของผ่าน internet ผมจะเคยทำอยู่เยอะตอนเรียนอยู่ US ก็ตามแต่สิ่งเหล่านั้น มันไม่ได้สะท้อนกับสังคมไทยได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นแล้วไซร้ถ้าอยากรู้เรื่องแบบนี้ลึกๆแบบไทยแท้ ก็ต้องลองเองแล้วจะรู้ว่ามันเป็นยังไง

Rating 3.00 out of 5
[?]
Bloging life, business IDO

เลือก Bluetooth ให้เข้ากับชีวิตแบบคนเมืองสุดท้ายผมก็หาตัวที่ใช้งานได้ลงตัวแล้วครับ

jabra bluetooth  คงหลีกไม่ได้แน่นอนถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่อยู่ในเมืองแล้วก็เดินทางด้วยรถยนต์ มีกฏหมายออกมาใหม่ (ล่าสุด แต่ก็นานได้สักพักแล้วน่ะหละ) ว่าคุณจะใช้โทรศัพท์ยกหัวขึ้นมารับไม่ได้ แต่ก็อีก ถ้าหากว่าบอกแบบนี้แปลว่าคุณจะใช้ small talk หรือว่า Bluetooth ได้ครับผม

แนวโน้มก็คิอ คนเราตอนนี้เกือบทุกคนที่เข้าเงื่อนไขการใช้งานดังกล่าว  (ใช้มือถือติดต่อคนเยอะ และ ต้องขับรถไม่ได้เป็นแค่คนนั่งเฉยๆเหมือนกะคุณหนู) ก็จะต้องมี Bluetooth เพื่อเอาไว้คุยโทรศัพท์บนรถได้อย่างแน่นอนที่สุด

เงื่อนไขตะกี้เป็นเงื่อนไขสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ใช้ computer หรือ Skype เพื่อการคุยกันเพื่อนฝูงมากนัก เพราะถ้าหากว่า เป็นคนเมือง ใช้ชีวิตเข้าเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว และ คุณเป็นพวก Geek หรือว่าบ้าคอมทำอะไรทุกอย่างอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะฟังเพลง คุยโทรศัพท์ผ่าน VOIP หรือพวก MSN SKYPE อะไรพวกนี้ หรือว่ามี Life style แบบว่าต้องออกกำลังกายแล้วฟังเพลงไปด้วย  เรื่องพวกนี้ผูกกันทั้งหมด ทำการเลือก Bluetooth ทีเหมาะเจาะทีสุดน่าจะเป็นประมาณนี้ครับ

jabra benefit

1. เครื่อง Bluetooth จะต้อง pairing ได้มากกว่า 1 เครื่องพร้อมกัน

หรือเรียกว่า ใช้งานเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้มากกว่า 1 อย่างพร้อมๆกัน กรณีนี้คนปกติจะไม่ได้ใช้มากนักครับ แต่ถ้าหากว่าคุณอยากฟังเพลงจาก computer (อย่าง case ของผมจะเป็น HP MINI ทีมี Bluetooth ในตัว) ก็จำเป็นว่า Bluetooth ของคุณต้องรับได้สองอุปกรณ์ครับ  หรือว่าอาจจะเป็นกรณีที่คุณเดินทางไปไหนมาไหนด้วย promotion แบบโทรกลางวันเบอร์นึง แล้วก็โทรกลางคืนอีกเบอร์นึง แล้วทั้งสองก็ใส่ sim กันกับโทรศัพท์คนละเครื่องกัน (ไม่ได้ใช้โทรศัพท์จีนแบบที่ใส่ได้สองซิม บันทึการสนทนา และ ดูทีวีได้เหมือนกับที่น้องปอยใช้อ่ะครับ) ก็จำเป็นเหลือกเกินครับว่า bluetooth ต้อง connect โทรศัพท์ 2 เครื่องได้พร้อมกัน

2. จะต้องฟังเพลงได้ :

สิ่งนี้จะมีศัพท์แสงเทคนิคนิหน่อยว่า "A2DP" ซึ่งมันก็แปลว่ามันส่งข้อมูลเสียงที่เป็น audio จาก computer หรือเครื่อง PDA SMARTPHONE เจ๋งๆของคุณได้น่ะครับ (ต้องบอกว่ามันต้องเจ๋งหน่อยน่ะครับสำหรับพวก smartphone เพราะว่ามือถือเยอะรุ่นจะทำการส่งข้อมูลเสียง audio ผ่าน bluetooth ไม่ได้อันนี้ก็ต้องไปคุยกับคนขายโทรศัพท์กันแล้วน่ะครับ) อย่างที่รู้ๆกันว่าผมใช้ HTC DIAMOND ในการดำรงชีพ เครื่องนี้ก็หรูสุดๆเมื่อประมาณปีก่อนแล้วน่ะครับ มันก็โอนเสียงเพลงเข้า bluetooth ได้อยู่แล้นน้า เพราะฉะนั้น function ของ Bluetooth แบบรับเสียง A2DP แบบนี้เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผมครับ อ่อ .. นอกจากนี้ lif style ผมจะเป็นคนฟัง audio book (ฟังดูเท่ห์นะแต่ว่าผมฟังพวกเทปธรรมะซะมากกว่าครับแล้วก็พวกเกี่ยวกับกะตลาด เกี่ยวกับมั้ยเนี่ยะ .. >< ) ฟังข้างเดียวได้ไม่คิดมาก ไม่ได้ฟังเพลงอะไรที่ต้องอรรถรสล้ำลึกมากน่ะครับ เพราะฉะนั้น bluetooth ที่เป็นแบบใส่หูข้างเดียวไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมครับ

3. มันต้อง charge ไฟในรถได้ :

ข้อเสียอย่างนึงของ Bluetooth เมื่อเทียบกับ small talk ก็คือ มันใช้ไฟฟ้าเป็นของตัวเองไม่ได้ใช้ไฟจากเครื่อง notebook หรือเครื่องมือถือแต่ประการใด แยกกันอิสระทำให้ ถ้าเราจะใช้งานมันได้จริงๆ มันก็ต้องมีถ่านทั้งมือถือและมีถ่านทั้ง bluetooth ไว้น่ะครับทำให้ดูเหมือนกับว่าตอน charge ทำให้ชีวิตดูยุ่งยากกว่าเดิมซะงั้น ก็ต้องยอมรับว่ามันก็ยุ่งๆอยู่แต่ว่าถ้าอยู่กับมันได้ก็จะเริ่มชินไปเองครับ สำหรับกรณีที่คนเดินทางบนรถเยอะและคุยเยอะอีกต่างหาก ควรจะพก small talk เอาไว้ด้วย แล้วก็เอาที่ charge Bluetooth ติดรถเอาไว้ด้วยน่ะครับ เท่านั้นก็น่าจะ cover ทุกสถานการณ์การใช้งานแล้วน่ะครัล

หลักๆตอนนี้ผมว่ามันต้อง connect ได้สองเครื่องพร้อมกัน มันต้องฟังเพลงได้โอนถ่ายเสียงกันได้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็ต้องหาอุปรกรณ์ต่อพ่วงเพื่อ charge บนรถได้ด้วย หลักๆก็เท่านี้เองน่ะครับ ยังไงซะถ้าคุณจะต้องเลือก Bluetooth ตัวใหม่ (หรือว่าไม่เคยมีแล้วอยากมีมั่ง) เลือกให้มีสิ่งที่ผมว่ามานี้ รับรองคุ้มค่าแน่นอนกับชีวิตคนเมืองโดยแท้ ..

Note : ผมซื้อ Jabra Extreme ครับลงตัวกับเงื่อนไขทีว่ามานี้ทั้งหมดเลยอ่ะครับ ^_^

Related Posts with Thumbnails
Rating 3.00 out of 5
[?]
gadget talk, online life