iPad น่าจะเหมาะกับคนไม่เคยใช้งาน computer อีกตลาดที่ NetBook เข้าไม่ถึง?
ผมได้คุยกะคนนู้นคนนี้เกี่ยวกับเรื่อง ipad ว่าอยากจะได้เหรอป่าว ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าหากว่าเป็นที่ไม่ได้ใช้ computer หนักเหมือนกับพวก Geek ตัวจริงแล้ว และได้สัมผัสหรือได้ใช้ iPhone มาก่อนแล้ว จะมีแนวโน้มว่า เมื่อ iPad ออกมาเค้าเหล่านั้น จะซื้อ iPad มาใช้ครับ
แท้ที่จริงแล้ว การใช้ iPad ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่เครื่องมืออื่นๆเอามาทดแทนการใช้งานได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น computer Netbook , Notebook หรือ Desktop PC ครับ แต่ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า iPad ใช้ช่องว่างของตลาดคือ กลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้สักเท่าไหร่ ต่างหาก ก็จะเป็นผู้ใช้งานหลักๆของ iPad อย่างคนรุ่นแม่ ที่ไม่ได้มี computer เป็นของตัวเอง เพราะว่าเอาให้ลูกๆใช้เสียมาก (คุณแม่ก็อยากจะใช้บ้าง แต่ก็ไม่กล้าเปิดคอมขึ้นมาสักเท่าไหร่ ) หรือว่าอาจจะเป็นอากงอาม่าเห็นแล้วก็อยากจะได้เหมือนกันเพราะว่ามันดูใช้งานง่ายกว่า computer ตั้งเยอะแยะ
กลุ่มตลาดนี้ผมก็ว่าเค้าก็ไม่ได้เอาไปใช้อะไรพิศดารมากนักหรอก สิ่งที่เค้าอาจะใช้ก็แค่ เอาไว้ดูหุ้น หรือว่าเอาไว้อ่านข่าวเท่านั้นเอง อืม .. ก็หลักๆแล้ว iPad จะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน แต่ว่าจะไม่มี Flash ก็ตามที (ซึ่งคุณแม่ อาม่า อากงก็คงไม่ Get หรอกว่า แล้วมันยังไง ถ้าหากว่ามันไม่มี แล้วเค้าเหล่านั้นก็ไม่ได้อ่าน review อะไรเหมือนกับที่ผมอ่านหรอก ถ้าหากว่าอ่านแล้วจะรู้ว่า มันขาดอะไรไปบ้างหรือว่ามันน่าจะมีอะไรเพิ่มเติมครับผม) แล้วที่แน่ๆคนไทยเองรุ่นนี้ก็จะไม่ได้รู้จัก Kindle สักเท่าไหร่ หรือไม่รู้จักเลยว่ามันคืออะไร ก็บ้านเรามันไม่ได้มีการซื้อขายๆอะไรผ่าน Amazon เอาเลยนี่ครับ แล้วเค้าจะรู้จักกันได้ยังไงล่ะ ดังนั้นก็จะไม่ต้องคิดมากเรื่องการเปรียบกับในเรื่องการอ่าน eBook ครับ (ก็อีกน่ะหละครับ คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้คิดจะอ่าน eBook อยู่แล้ว รู้แค่ว่าอ่านข่าวจาก internet ได้ก็พอแล้วครับ)
สำหรับ iPad ตอนนี้มี Version เพื่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วด้วยน่ะครับ สำหรับเอาไปเผาส่งไปยังโลกสวรรค์ออกมาเป็น version แรกก่อนคนบนโลกเราจะได้ใช้กันแล้วน่ะครับถ้าหากว่าจะโหลดก็เข้าไปโหลดได้จากที่นี่เลยครับผม สำหรับรุ่นนี้ผมว่าก็น่าจะทำงานบนสวรรค์ได้กับเหมือน iPad ที่อยู่บนโลกมนุษย์ครับแต่ว่าอาจจะวื้บๆมากหน่อยเท่านั้นเอง แล้วแต่จินตนาการ การใช้งาน iPad version พิเศษนี้น่ะครับ
Download iPad เวอร์ชั่นเชงเม็งที่นี่เลยดีกว่าครับ (pdf file 5.2 MB)
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
คนไทยอยากอะไรกันมาก Google Suggestion บอกคุณได้น่ะครับ
ถ้าหากว่าคุณทำหน้าที่ promote website วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือ การใช้ Keyword Tools ของ Google เพื่อให้เราประเมินได้ว่า keyword อะไรน่าจะเกี่ยวข้องกับ website ของเรา หรือว่า keyword อะไรน่าจะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับสินค้าหรือบริการของเราที่อยากจะ promote แล้วก็ยังบอกได้ด้วยว่า มันมีการแข่งขันกันมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากว่า เป็น keyword ที่มีการแข่งกันเยอะก็จะมีแนวโน้มว่า ถ้าหากว่าคุณลง ads จาก keyword คำนั้นก็อาจจะแพงขึ้นเป็นเงานตามตัว
มีอีกวิธีการหนึ่งที่ดูว่าคนไทยพูดถึงอะไรใน internet กันมากด้วยวิธีการง่ายๆคือสังเกตเอาจาก Google suggestion น่ะหละครับ พิมพ์ไปไม่กี่ตัวอักษรมันจะแนะนำหรือว่าคาดเดาเอาว่าเราอยากพิมพ์คำว่าอะไร เข้าใจว่าน่าจะ base on ความถี่ในการค้นหา หรือ ความเยอะของปริมาณค้นหา หรือความเยอะของ คำๆนั้นที่มีอยู่ website ทั้งหมดที่ทาง Google ไปค้นหามาได้น่ะครับ (อันนี้ผไม่แน่ใจเพราะว่าไม่มีคนรู้แน่ชัดหรอกว่าหลักการเป็นอย่างไร ยกเว้น Google เอง)
ผมก็ลองพิมพ์มั่วๆไปแต่ว่าได้ข้อสังเกตที่แปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อครับ
ผมพิมพ์ว่า “อยาก” เพราะว่าผมอยากรู้ว่าคนไทย “อยาก” อะไรกันมากที่สุดที่ต้องพิมพ์ post ถามหรือตอบกันใน internet ปรากฏว่าผลเป็นอย่างนี้ครับ
สังเกตได้ว่า “คนไทยอยากขาว” ครับ ไม่น่าเชื่อว่าเพราะการตลาด TV และจากสื่ออื่นๆมากมายทำให้ผู้ชายมีค่านิยมที่อยากจะเห็นผู้หญิงขาว แล้วก็คิดว่ามันดูสวยดี (ผมก็เป็นอีกคนที่คิดว่าผู้หญิงขาวๆ ดูดีน่ะครับ) ทำให้ตัวผู้หญิงอยากจะขาวตามความต้องการของมุมมองของผู้ชายยังไงอย่างงั้น เยอะมากจริงๆกับจำนวหน้า webpage ที่มีเนื้อความว่า “อยากขาว” เอาไป 14ล้านหน้าครับผม
นอกนั้นคนไทยก็ “อยาก” อะไรประหลาดๆ
- อยากมีแฟน (อันนี้ไม่ประหลาดมากน่ะครับเข้าใจว่าอยากกันถ้วนทั่วทุกตัวคนถ้าหากว่ายังไม่ผ่านเรื่องอะไรที่ไม่ดีมาน่ะครับ)
- อยากโชว์ ? โชว์อะไรน่ะครับ คิดไม่ออก ผมก็ไม่ได้มีอะไรให้โชว์สักเท่าไหร่
- อยากผอม แสดงว่าคนที่คิดว่าตัวเองอ้วนมีเยอะอยู่ระดับนึง หรือว่าสินค้าหรือบริการที่อยากจะทำให้คนอื่นผอมก็น่าจะเยอะน่ะครับ
- อยากอื่นๆ … ส่วนมากจะเป็นเพลงหรือชื่อเพลง ท่าทางว่าคนไทยเราอยากจะหาที่โหลดเพลงมาฟังกัน online เป็นกิจกรรมหลักๆของสังคม online กันนะครับ (ผมก็เคยสังเกตอยู่น่ะครับ ถ้าหากว่าเป็นเว็ปที่ให้ฟังเพลง หรือพิมพ์เนื้อเพลงเอาไว้เยอะๆเป็น song center hub อะไรก็แล้วแต่ UIP จะมีเยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อครับ)
เอาล่ะพอคิดได้อย่างงี้แล้วผมก็เล่นต่อไปน่ะครับว่า คนไทยพูดถึงเรื่องกิน กันว่าอย่างไรบ้าง ผมก็จัดแจงพิมพ์คำว่า “กิน” เข้าไปที่ Google search box เพื่อให้ Google แนะนำหน่อยน่ะครับว่า คนที่พูดเรื่องกินเยอะๆมันกินอะไรกัน? ปรากฏว่า ..
อาการยังเหมือนเดิมน่ะคัรบก็คือ “กินแล้วขาว” ก็มาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ (แอ้ะมันสำเร็จตรงไหนเนี่ยะ) ทำให้คิดต่อได้ว่า คนไทยเรามันบ้าขาวเอามากๆจริง นอกจากจะอยากขาวแล้ว ไม่ได้อยากจะได้ครีมทากันหรอกเหรอ เล่นเอาแบบ กิน เข้าไปเลยคิดว่ากินอะไรแล้วมันจะทำให้ผิวขาวได้ด้วยเหรอ ? นอกนั้น “กิน” ที่สะท้อนความกังวลของคนที่ใช้ internet อีกอย่างก็คือ การยาคุมแล้วจะท้องไหม ? อืม..
สังเกตได้ว่า เรื่อง “ขาว” และ เรื่อง “อ้วน” จะยังคงวนเวียนกับการกินอย่างไม่น่าเชื่อครับ
ลองดูอย่างอื่นดูดีกว่าว่า เราๆท่านๆอยากให้แฟน ทำอะไร ?
case นี้ผมค่อนข้างเข้าใจน่ะคัรบว่า กลุ่มคนที่หาทางออกไม่ได้มากที่สุดในการจัดการกับแฟนตัวเอง คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้แฟนกลับมาก็ไม่ได้ไปปรึกษาใครก็ คุยถามตอบกันเอง หรือแม้กระทั่งบ่นๆกัน online ทำให้ คำๆนี้มันมีมากมายระดับ 5 ล้านคำที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้ง internet ดูอย่างงี้ก็พอจะรู้ได้ไม่ยากน่ะครับว่า ถ้าหากว่าคุณเป็นแฟนคนอื่นเค้าแล้ว เค้าคนนั้นอยากจะให้คุณทำตัวยังไง ? เค้าอยากจะให้รัก จูบ หลง สนใจ และเอาใจ ครับทำได้อย่างงั้นรักตายเล้ยเอ้า. . ^_^
ไหนลองไปดูว่าถ้าหากว่าเป็น case ความสัมพันธ์ของสามีดูแล้วเนี่ยะ คุณุภรรยาเค้าอยากจะให้สามีทำอะไร?
สังเกตได้ประเด็นนึงน่ะครับ นอกจากการเปลียนสุถานะจากการเป็น แฟน มาเป็น สามี แล้วก็ยังอยากให้ทั้งรัก หลง และกลับมา เหมือนกันเลยครับ ถ้าหากว่าไม่รักไม่หลง แล้วไหงแปลงสถานะจากแฟนเป็นสามีได้อย่างงั้นเหรอครับหรือว่า เหตุผลคือ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด แฟนหรือสามี อยู่ๆเค้าก็จะไม่รัก อีกประเด็น คือ “อยากให้สามีเลิกเหล้า” แสดงว่าคนไทยเรามีพฤติกรรมการกินเหล้ามากในระดับรากหญ้าครับ เป็นสิ่งหนึ่งที่ “อยากจะให้สามี..” มี action คือการเลิกเหล้า .. ดีน่ะคัรบที่ผมไม่กินเหล้าอยู่แล้วครับ ^_^
วันนี้ดูเหมือนจะ off topic เรื่องเดิมๆที่ผมพิมพ์ไว้ที่หน้า Blog นี้น่ะครับแต่ก็ไม่ถึงกะหลุดมาก ผมกำลังบอกว่า Google Search Suggestion ถ้าหากว่าเราสังเกตให้ดีๆ เราจะเรื่องราวอยู่เบื้องหลังที่เกิดจากการ imply ได้ไม่ยากครับ ผมแนะนำว่า ถ้าหากว่าคุณขายสินค้าหรือบริการใดอยู่ คุณอาจจะ ค้นหา คำที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการนั้นๆน่ะครับว่า มีคนพูดถึงคำๆนั้นแล้วต่อท้ายด้วยอะไรกันมากๆ คุณอาจจะเห็นช่องเห็นโอกาส เห็น keyword ที่น่าสนใจได้อีกทางครับผม
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
ร้อยแปดหตุผล ทำไมคนถึงใช้ Twitter ?
ผมได้เป็นคนแรกๆของโลกที่สงสัยว่า Twitter มันจะเอาไว้ใช้ทำอะไรกัน เพราะผมได้เข้าไปเห็นเว็ปเค้าเมื่อนานมากแล้ว ที่ตอนนั้นคนที่ใช้งาน Twitter ก็ไม่ได้มากมายอะไร ไม่มีคนพูดถึงในไทยเลยแม้แต่คนเดียวด้วยซ้ำ ไม่มีแม้กระทั่งคนไทยใช้งานอยู่ (มั้ง) มันเพิ่งเปิดตัวแล้วมันก็เพิ่งจะ promote ด้วยตัวของมันเองผ่าน Blog ที่ผ่านอ่านอยู่เป็นประจำครับ
แน่นอนว่าสิ่งแรกๆเมื่อคนเข้าไปเห็น Twitter จะต้องสงสัยคือ จะเขียนหรือพิมพ์อะไรเข้าไปในช่องที่มีตัวอักษรให้พิมพ์ได้แค่ 140 ตัวอักษรต่อข้อความ ผมก็แอบเหลือบไปข้อความว่า "คุณทำอะไรอยู่?" แล้วก็มีหน้าต่าง Youtube เล็กที่พยายามจะบอกเป็นภาพอย่างง่ายๆว่าคุณจะใช้ Twitter ทำอะไรได้ครับ
วันนั้นถึงวันนี้ผ่านมาเป็นระยะเวลาที่ไม่ได้นานมากมายอะไรนัก ตอนนี้คนไทยบ้า com บ้า social network แม้ว่าจะไม่เข้าใจมากนักว่ามันคืออะไรกันแน่ ก็หันมาใช้ Twitter จนเยอะคนเลือกที่จะซื้อมือถือใหม่เพื่อให้ใช้ Facebook หรือ Twitter ได้ผ่านมือถือกันเลยด้วยเหตุผลที่ไม่แน่นอนด้วยซ้ำว่ามันจะเอาไว้ทำอะไรได้ครับ
จากแนวคิดแค่ว่า "บอกหน่อยว่าคุณทำอะไรอยู่?" มาจนถึงวันนี้ที่มีการเอาไปใช้งานในระดับเพื่อการตลาด เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของ Brand มันช่างแตกต่างกับ concept แต่แรกที่ผมได้รู้มาก่อนมากมายเหลือครานัก จนอยากจะพิมพ์เก็บเอาไว้เสียเหลือเกินว่า ทำไม้ ทำไม คนถึงใช้ Twitter ?
คนบนโลกนี้ใช้ Twitter ไปทำอะไรกัน ?
ก่อนอื่นต้องขอบอกเอาไว้ก่อนว่า function การใช้งาน Twitter ของเมืองไทยจะไม่เหมือนกับประเทศนอกที่เมื่อมีการ update แล้วจะมีการส่ง sms หรือเตือนเข้ามือถือแม้ว่าจะไมได้ใช้ promotion แบบ internet unlimited ก็ตาม แต่ว่าก็จะมีการจำกัดต่อเดือนว่าส่งได้มากสุดเท่าไหร่ ลองคิดดูน่ะครับถ้าหากว่าข้อความที่ Twitter เข้ามือถือที่รับ sms ได้แล้วคุณจะได้รับการ update จากเพื่อนๆที่คุณสนใจติดตามอย่างแน่นอนไม่พลาดแล้วแต่ว่าเราจะเลือกติดตามในผ่านมือถือครับ แต่คนไทยถ้าหากว่าจะได้อารมณ์เดียวกันนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมี internet เพื่อการ access ถึงข้อมูลได้น่ะครับ
อยากรู้ว่าเพื่อนเราทำอะไรอยู่ : วัตถุประสงค์หลักสำหรับการติดตาม ก็เป็นไปตามเหตุผลตอนแรกที่มีการสร้าง Twitter ออกมาน่ะหละครับก็คือ เค้าอยากให้บอกว่าตัวเองทำอะไร ก็จะมีคนที่แคร์หรือสนใจเราอยากรู้เช่นเดียวกันว่าตอนนั้นคุณทำอะไรอยู่ เหตุผลทั้งสองทางนี้ต้องดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กันครับ ถ้าหากว่าคุณเข้ามาใช้ Twitter ใหม่ๆ แน่นอนว่าคุณจะไม่มีคนตามเลยแม้แต่คนเดียว แล้วคุณก็จะคิดไม่ออกว่าจะ update บอกว่าตัวเองทำอะไรไปทำซากอะไรรึ … เพราะฉะนั้นแล้วถ้าอยากจะ in อารมณ์ของการใช้งาน Twitter อย่างรวดเร็วแล้วควรเริ่มต้นด้วยกันอย่างต่ำสองคนครับ คือ คุณอาจจะให้แฟนคุณติดตามคุณแล้ว คุณก็ติดตามแฟนคุณซะก็ได้ มีอะไรก็ update ผ่าน Twitter ครับ แล้วในทางตรงกันข้ามคุณอยากจะบอกอะไรแฟนคุณ คุณก็ update ผ่าน Twitter ยังไงล่ะครับ มันเป็นคำถาม basic มากๆสำหรับคนที่แคร์กันครับ สังเกตซิครับถ้าหากว่าคนเคยมีแฟนมาแล้ว(แต่ว่ายังไม่ได้อยู่ในสถานะสามีภรรยา) คุณจะรู้ได้เลยว่า สิ่งแรกๆที่โทรถามกันก็คือ "อยู่ที่ไหน" หรือ "ทำอะไรอยู่" ยังไงล่ะครับ นั้นแหละครับ มูลค่าพื้นฐานของการใช้งาน Twitter มันเป็นข้อความหรือข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับคนบางที่สนใจคุณ (ถ้าหากว่าคนไม่สนใจกันมันก็ไม่ได้อยากจะรู้อยู่แล้ว หรือในทางตรงข้าม ก็คุณก็ไม่ได้สนใจอยากจะบอกอะไรอยู่แล้วถูกเหรอป่าวล่ะครับ .. )
อยากรู้ว่าคนอื่นทำอะไรกันอยู่ : ถ้าหากว่าคุณมีคนให้ติดตามไม่มากนัก คุณจะเริ่มมองหา "คนอื่น" ที่อยากจะติดตาม คุณจะเริ่มมีเหตุผลร้อยแปดว่า ทำไมคุณอยากจะติดตามเค้าเหล่านั้น โดยแนวคิดแบบเดียวกันก็คือ คุณสนใจคนๆนั้นหรือ คุณสนใจเนื้อหาที่เค้า Twit บอกออกมาน่ะครับ เช่น ถ้าหากว่าคุณสนใจเรื่องการใช้งาน internet หรือ ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องคอมๆและอินเตอร์เน็ตแล้วล่ะก็คุณก็อาจจะติดตามผมก็ได้ เพราะผมก็จะเอาเนื้อหาของ Blog นี้ไป Twit ต่ออีกที ก็ไม่ต้อง update ผ่านทางอื่น แค่รอ Twit จากผมเท่านั้นเองครับ หรือถ้าหากว่าคุณสนใจดาราคนไหนว่า เค้าจะไปทำอะไรทีไหนหรือว่าจะไปออก concert อะไรที่ไหนเมื่อไหร่ คุณก็อาจจะหาทาง follow Twitter ของดารา ศิลปินคนนั้นได้น่ะครับ
อยากรู้ว่าวงการธุรกิจของคุณเกิดอะไรขึ้นบ้าง : ถ้าหากว่าคุณอยู่วงการธุรกิจใดๆ คุณอาจจะอยากรู้ว่าเพื่อนๆในแวดวง(หรือไม่ไดเป็นเพื่อนก็ได้น่ะครับเป็นคู่แข่งก็ได้เหมือนกัน ) ทำอะไรกันอยู่ หรือจะออกสินค้าอะไรใหม่ หรือเค้า promote สินค้าอะไรใหม่หรือเปล่า วิธีการก็ไม่ยากครับ มันก็แปลว่า คุณสนใจเนื้อหาของคนในวงธุรกิจของคุณครับ คุณก็ค้นหาและติดตามเค้าเหล่านั้นซะก็หมดเรื่อง มีอะไรมันก็ update ผ่าน Twitter เค้าเท่านั้นเองครับ
ใช้ Twitter เพื่อหวังผลทางธุรกิจ : คุณไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่คนติดตามคนอื่นเท่านั้น ถ้าหากว่าคุณอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งทางธุรกิจคุณสามารถติดต่อคนอื่นๆผ่านทาง Twitter ได้เช่นเดียวกัน เค้าอาจจะเป็นแค่คนคุยเล่นของคุณในตอนนี้ แต่ว่าเค้าก็อาจจะแปลงตัวมาเป็นลูกค้าของคุณในอนาคตก็ได้ถ้าหากว่าเค้ารู้ว่าคุณทำธุรกิจอะไรครับ นั้นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณผลิตสินค้าที่เป็น consumer product สิ่งที่คุณอยากจะทำก็คือ ให้มีคนรู้เนื้อความเกี่ยวกับสินค้าของคุณให้ได้มากที่สุดเพือ่ทำให้เกิดยอดขายได้ในภายหลังก็เป็นได้น่ะครับ
แค่เหงาๆอยากจะได้เพื่อนใหม่เพิ่ม : Twitter เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้คุณได้ติดต่อผู้คนเพิ่มเติม เพราะคุณเลือกที่ติดตามใครก็ได้ แต่ว่าเค้าจะติดตามคุณกลับมาหรือไม่นั้นมันก็แล้วแต่เค้าน่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว เนื้อความที่คุณพิมพ์เอาไว้ในเนื้อหาที่คุณ update ควรจะเป็นเรื่องดีๆที่อยากจะ share คนอื่นๆอยู่แล้ว โดยปกติแล้วเมื่อคุณติดตามใครก็ตามจะมี email ไปหาคนที่ถูกติดตามคนนั้น แล้วโดยมากก็จะกดมาดูว่าใครนะที่มาติดตามเรา อิอิ แล้วก็ไปดูซะหน่อยว่า คนๆนั้น update อะไรที่น่าสนใจเหรอป่าว ถ้าหากว่าไม่น่าสนใจก็ไม่ติดตามกลับก็เท่านั้นเองอ่ะครับ แต่ว่าที่แน่ๆกระบวนแบบนี้จะเกิดขึ้น แม้เค้าคนนั้นจะไม่ติดตามคุณ คุณก็จะอ้างอิง Twitter account ได้เช่น @rackmanager เป็นต้น ถ้าหากว่าผมเห็นแบบนี้ว่ามีการอ้างอิงผม ผมก็จะดูอยู่ดีน่ะครับ (แค่นี้ผมก็เรียกว่าการติดต่อแล้วครับ)
ทำให้รู้จักคนที่สนใจเรื่องเดียวกันมากขึ้น : ถ้าหากว่าติดตามใครสักคนที่ update เนื้อหาของตัวเองอย่างที่ทิศทางที่แน่นอน เช่น ถ้าหากว่า ผมพูดเรื่องทอง ค้าทอง เล่นหุ้นอย่างเดียววันๆไม่ได้พูดอะไรอย่างอื่นเท่าไหร่ คนที่ติดตามผม ก็แปลว่าอะไรน่ะเหรอครับ ? คนพวกนี้ก็สนใจเรื่องทองๆแบบเดียวกับคุณยังไงล่ะครับ นั่นก็แปลว่า นอกจากคุณจะติดตามผมแล้ว คุณก็ไปติดตามคนอื่นๆที่ติดตามผมได้ยังไงล่ะครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้มี function การแยกแยะ กลุ่มคนเป็น List ได้ด้วยก็ทำให้คุณเลือกที่จะติดตามได้ที่สนมใจเรื่องเดียวกันเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเหมือนแต่ก่อนอีกตะหากครับ
เอาไว้ทำการตลาด : คุณอาจจะทำการ update ข้อมูลสินค้า update promotion ต่างๆของสินค้าของคุณได้เป็นเรื่องแฝงๆ น่ะครับไม่อยากจะให้ update เรื่องพวกนี้เป็นหลัก เพราะก็อีก ถ้าหากว่าคนอื่นไม่ได้สนใจเรื่องอะไรที่ update แล้วล่ะก็เค้าก็ไม่ได้อยากติดตามคุณอยู่ดี แล้วคุณจะ update อะไรไปเพื่อใครล่ะครับ จริงเหรอป่าวล่ะ
เอาไว้แก้ต่างหรือแทรกตัวเองเข้าไปในบทสนทนา : Twitter มีการค้นหาแบบหนึ่งที่ฝรั่งมักจะใช้กันก็คือ การค้นหาคำ (ที่ผมบอกว่าฝรั่งเพราะว่าถ้าหากว่าพิมพ์ไทยติดๆกันแบบนี้แล้วไซร้มันก็ไม่รู้ว่าคำไหนเป็นคำไหนใน Twitter น่ะครับ เรียกว่ายังไม่ฉลาดมากนัก เค้าอาจจะทำการปรับปรุงต่อไปในอนาคตครับ) เช่น ถ้าหากว่ามีคนพูดถึง bbq ปั้บก็ให้แสดง มันเหมือนกับเป็นการค้นหาคำพูดยังไงอย่างงั้น ถ้าหากว่าเค้าบ่นเรื่องสินค้าหรือบริการของคุณ คุณก็จะได้แก้ต่างได้ยังไงล่ะครับ หรือว่าถ้าหากว่าเค้าสงสัยพูดถึงก็เป็นไปได้ที่เค้าอาจจะเป็นลูกค้าเราก็ได้น่ะครับ
เอาไว้ศึกษาการตลาดผ่าน Twitter : สื่อ Twitter นี้เป็นสื่อใหม่ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกที่อยากรุ้ว่าโลกนี้เค้าทำตลาดสินค้าอะไรกันอย่างไรแล้วด้วย Twitter แล้วคุณไม่ได้เข้าไปใช้ คุณคิดเหรอครับว่าคุณจะรู้เรื่อง ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครใช้ Twitter ทำตลาดได้อย่างไร คุณไม่ได้มีแม้กระทั่ง account คุณไม่รุ้ว่ามัน update ยังไง มันใช้กับ device อะไรได้บ้างแล้ว คนมันติดได้ยังไง คุณจะถึงกึ๋นได้อย่างไรล่ะครับ อืม .. น่าคิดเนาะ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
นั่งคิดเรื่อยเปื่อย : iPad จะแทรกเข้ามาในการชีวิตผมได้เหรอป่าวน้า ?
ผมเห็นคนพูดถึง iPad เยอะมากๆพักนี้เพราะว่า มันเพิ่งได้รับการ promote และ present อย่างเป็นทางการจาก Website Apple ซึ่งผมก็เริ่มเอามาคิดน่ะครับว่าถ้าหากว่าผมมี iPad เนี่ยะมันจะโดนใช้กับสถานการณ์อะไรในชีวิตผมมั่ง ลองอ่านที่ผมคิดๆออกมาเป็นประเด็นไปต่อไปเลยน่ะครับ
Notebook หรือ Computer Desktop ชนะ iPad ตอนที่คุณอยู่บ้าน
ตอนนี้ถ้าหากว่าคุณจะใช้งาน internet แบบอยู่บ้าน แน่นอนว่าตอนนี้บ้านคุณจำเป็นต้องมี wifi เพราะว่าถ้าหากว่าคุณจะใช้ iPad ได้มันต้องท่องโลก internet ด้วย Wifi เท่านั้นครับ ต่อสายไม่น่าจะได้ (ไม่เห็นมีที่ต่อสาย lan เข้าไปเลยแม้แต่รูเดียว) คุณก็จะมี Notebook หรือว่า Desktop ตั้งเอาไว้แล้วที่บ้านครับ ถ้าหากว่าคุณจะเปิด computer แล้วใช้ Mouse และ Keyboard เพื่อการพิมพ์ comment เพื่อนๆของคุณทาง Facebook หรืออ่านข่าวเรื่อยเปื่อย Notebook น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอยู่ครับ ถ้าหากว่าคุณจะใช้ iPad มันก็จะต้องกระทำด้วยเหตุผลคือ มันเปิดออกมาแล้วเล่นได้ทันทีครับ ซึงจะแตกต่างกับ Notebook หรือ computer แน่นอนที่ต้องการเวลา Boot (มันไม่ได้เปิดเอาไว้ตลอดเหมือนอย่างมือถือหรือว่าอุปกรณ์ iPad นี่หน่า) แน่ใจแล้วเหรอป่าวครับว่าเหตุผลแค่นี้จะทำให้คุณเลือกใช้ iPad มากกว่า Notebook ที่ตั้งไว้ด้วยกัน
Notebook ชนะตอนที่คุณทำงาน
ผมแทบคิดไม่ออกเลยว่า iPad คุณจะเอาไปทำงานอะไรได้ คุณเขียนก็ไม่ได้ คุณพิมพ์ก็ไม่ได้สะดวกเหมือนกับการพิมพ์ keyboard อย่างแน่นอน หรือว่าคุณเอาไว้ดูหนังเหรอ ก็ไม่ใช่อีกเพราะว่าคุณมาทำงานนะครับไม่ได้มาเปิดเว็ปดู youtube ดูหนังแผ่นที่โหลดมาหรือเอามาฟังเพลง
iPad ชนะตอนที่คุณเดินทางด้วยรถหรือเครื่องบิน
ตอนเดินทางผมให้ iPad เข้ากับพฤติกรรมการใช้งานมากกว่า เพราะคุณจะไม่อ่านหนังสือผ่าน Notebook สักเท่าไหร่เพราะว่ามันร้อน เมื่อวางบนตักของคุณเอง แล้วอีกอย่าง Notebook เมื่อไม่มี Mouse มันก็ navigate ได้ลำบากกว่าปกติมาก การใช้ iPad มันมีขนาดที่บางเบากว่า เหมาะสำหรับการขนย้ายเคลื่อนที่ การอ่านหนังสือบนรถในตอนกลางคืนสามารถจะกระทำได้เพราะ iPad มีแสงส่องออกมาในตัวเองก็เหมือนกับหน้าจอทั่วไป แล้วมันก็มี bat. ที่อยู่ได้นานซะด้วยซิไม่เหมือนกับ Notebook ครับ มันอาจจะสู้ Netbook ได้ในระดับสูสี แต่ว่าเนื่องจากการควบคุมที่ทำได้ลำบากของ Netbook เมื่ออยู่บนยานพาหนะ iPad ก็จะชนะไปเต็มๆ
สำหรับ case นี้มันก็แล้วแต่คนไปน่ะครับเพราะว่าถ้าเป็นผมเนี่ยะผมเดินทางไปก็ทำงานทำการ จะมี Notebook อยู่แล้ว แล้วก็การเดินทางก็ไม่ได้นานเกินกว่าถ่าน Notebook จะหมดไปได้ครับ ก็ถ้า case เหมือนผมเป้ะ Notebook ก็ยังชนะอยู่ดี iPad ไม่ได้เกิดน่ะครับ
Kindle ชนะเมื่อคุณกะว่าจะอ่านหนังสือสำหรับการเดินทางไกล
iPad เป็นจอส่องแสง จะให้ความสว่างของแสงได้ระดับหนึ่งแต่ว่าแน่นอนว่ามันก็ไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือบน Kindle ที่เป็น e-ink ครับเมื่อคุณเอาหนังสือติดตัวคุณไปเพื่อการเดินทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถทัวร์หรือการนั่งเครื่องบิน ระยะเวลามันจะเริ่มยาวนานมากขึ้น นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณเอา iPad ไปก็ต้องเอาที่ charge ไปด้วยครับซึ่งไม่ใช่เรื่อง ถ้าหากว่าคุณไปทำงานคุณก็ต้องเอา Notebook หรือ Netbook ไปอยู่แล้วเพื่อเอาไว้ check email หรือพิมพ์งาน ทำให้ iPad ก็จะไม่ได้โดนใช้ function เหล่านี้อยู่ดีครับ
iPad ชนะ ถ้าหากว่าคุณจะอ่าน website จิปาถะ หรือ Feed ก่อนนอนบนเตียง
เหตุผลคือ Notebook ไม่อาจจะอยู่บนเตียงหรือบนตักได้นาน มันร้อนครับ ทำให้ถ้าหากว่าจะอ่านอะไรหรือทำอะไรบนเตียงแล้วล่ะก็ควรจะเป็นอุปกรณ์ประเภทอื่น ถ้าหากว่าอ่านเป็นหนังสือ (ไม่ยอมอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษ) ใช้เป็น Kindle ถ้าหากว่าอยากตาสว่างหน่อยก็อ่านเป็น iPad ก็ได้ครับ ง่วงนอนก็วางมันกองไปเลยไม่ต้อง shutdown หรือทำอะไรกะมันอีกหลับคาอุปกรณ์ไปเลยเคลิ้มดีครับ
เอคิดไปคิดมาดูๆแล้วเหมือนกับ iPad จะมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอุปกรณ์แทรกเข้ามาในชีวิตผมได้อยู่เหมือนกัน ในบางกรณีเท่านั้น คือ การเดินทางท่องเที่ยว กับ การอ่านอะไรก่อนนอนครับ
ยังไงถ้าหากว่ามันออกมาขายจริงแล้วคงต้องคิดทบทวนอีกสักรอบน่ะครับว่าจะได้ใช้ตามที่คิดเอาไว้เหรอป่าวน่ะครับ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
ปรับขนาดภาพแบบเป็น Batch ปรับทีเดียวพร้อมกันเป็น folder เลยเร็วดีครับ
ล่าสุดผมเจอ Freeware ที่ทำหน้าที่ในการ resize ภาพเป็น Batch อีกโปรแกรมที่น่าสนใจ เพราะว่ามันใช้งานได้ง่ายกว่า Freeware ตัวก่อนที่ผมแนะนำมาแล้วเมื่อประมาณเดือนก่อนๆนู้นครับ แต่ว่าผมจะไม่แนะนำมันอีกต่อไปครับ ตัวไหนดีกว่าผมก็แนะนำอันนั้นว่าง่ายๆ
Software ตัวเล็กนี้ชื่อว่า Local Market Imaging โดดไปโหลดเอาไปใช้กันเลยดีกว่าครับ
วิธีให้ก็ไม่ยากน่ะครับ แค่เลือก Folder ที่มีภาพที่อยากจะทำการแก้ไขขนาด FILES แค่นี้ก็เสร็จแล้วน่ะครับ
สำหรับคนที่คิดไม่ออกว่าเราจะทำการ resize ภาพทีเดียวเยอะๆไปทำไม ผมก็อยากจะเล่าให้ฟังซักเล็กน้อยน่ะครับว่า เอาไว้ทำอะไรได้บ้าง แล้วรอบตัวผมเนี่ยะ มีคนต้องใช้ Software แบบนี้จริงๆครับผม คือ พวกที่จำเป็นต้องทำ website ประเภทของขาย Ecommerce ครับ
ปกติแล้วถ้าหากว่าเป็นสินค้าที่มีอยู่จริงแล้วเราต้องถ่ายภาพออกมาเอง (ไม่ได้ไป copy หรือเอามาจากไหน) ก็จะต้องถ่ายภาพสินค้านั้นใน studio ย่อมๆเท่าที่ประสบการณ์หรือสถานที่และเครื่องมืออำนวย แต่กล้องที่เอามาถ่ายจะเป็นกล้องที่ให้ความละเอียดได้มากกว่าที่เราจำเป็นเอาไป post ขึ้น website ครับ เช่นมันอาจจะถ่ายมาเป็นแบบ 6 ล้าน pixels หรือมากกว่านั้น เพื่อเก็บเอาไว้เป็น raw file ถ้าหากว่าจะเอาภาพเหล่านั้นไปทำการตกแต่งหรือเพื่อทำเป็น ads โฆษณาต่อในภายหลังก็สามารถทำได้ หรือถ้าหากว่าอยากจะปรับแต่งภาพให้สวยกว่านั้นก็ทำได้เนียนกว่า เพราะ file ตั้งต้นของเรามันเป็นภาพที่มีความละเอียดเยอะสักหน่อย
แต่ว่าพอจะทำเอาภาพสินค้าเหล่านั้นปะไว้ที่ website แล้ว มันไม่จำเป็นจะต้องใหญ่เอามากๆเหมือนกับที่เราถ่ายภาพเก็บเอาไว้แต่แรกน่ะครับ เพราะ ถ้าหากว่ามันใหญ่เกินไป คนที่กดโหลดดูมันจะกินเวลานาน ลองคิดดูแล้วกันนะครับถ้าหากว่า file มันใหญ่จัดๆ ใหญ่กว่า wallpaper ของ computer ที่เค้าใช้งานอยู่อีก แสดงว่ามันก็ต้องล้นจอแล้วล้นจออีก แทบจะมองไม่ออกว่ามันเป็นสินค้าอะไรกันเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นการที่เอา file ใหญ่ upload ขึ้นมันก็กินเวลานาน (มันก็นานทั้ง up และก็ download น่ะหละครับ) มันก็จะทำให้กินพื้นที่ hosting ที่เราเช่าด้วยอีกส่วนหนึ่งครับ
ผมคิดได้แบบนี้เมื่อผมเจอใครต่อใครที่ถามเกี่ยวกับเรื่องภาพก็จะคอยบอกอยู่เสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องเอาภาพที่มีความละเอียดสูงจัดเอาปะไว้ที่ website ครับยกเว้นถ้าหากว่าคุณจะขายงานศิลปะ หรืออะไรก็ตามที่อยากจะให้ดูแบบรูขุนขนกันเลยก็สุดแล้วแต่ความเหมาะสมของสินค้านั้นครับ ซึ่งส่วนมากสินค้าใดๆก็ไม่ได้ต้องการให้เห็นภาพใหญ่มากๆอยู่แล้ว เช่น ถ้าหากว่าคุณขาย USB flash drive ก็จะ show ภาพใหญ่ไปเพื่ออะไรกันล่ะครับ คิดออกกันเหรอป่าวเนี่ยะ เพราะ ใหญ่ไปมันก็ไม่ได้ทำให้สินค้าน่าซื้อกว่าเดิมแต่ประการใด เอาแค่ว่าลูกค้าเค้าดูออกได้ว่า มันหน้าตาเป็นยังไงก็พอแล้วกระมัง .. ถ้าหากว่าคุณหลงมาอ่านเนื้อความส่วนล่างนี้โดยไม่ได้เข้าไปโหลด file Freeware ทันทีแสดงว่า คุณยังไม่ได้ขายของอะไรอย่างแน่นอนครับ เอาเถอะครับอ่านเป็นความรู้ความคิดเอาไว้ เพราะไม่แน่สักวันคุณอาจจะต้องเอาสินค้าอะไรมาขาย online ก็เป็นได้น่ะครับ เมื่อนั้นค่อยเข้ามาโหลดค้นหาผ่านหน้าเว็ปผมก็ไม่มีปัญหาอะไรน่ะครับ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
Google Chrome Extensions : ที่ผมใช้งานอยู่เพื่อประหยัดเวลาตอนใช้งาน Chrome
ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้งาน Google Chrome ได้มากกว่า 4 เดือนแล้วน่ะครับ (น่าจะน่ะครับไม่แน่ใจแต่ว่ารู้สึกว่าน่าจะนานเอาการอยู่) จริงๆผมก็แค่อยากลองเท่านั้นเองครับ แต่ว่าพอลองแล้วติดใจไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือการแสดงหน้าจอที่ Zen กว่า Firefox มากๆ ทำให้ Firefox ตัวใหม่ที่กำลังจะออกก็จะต้องเลียนแบบ Chrome เช่นเดียวกันครับ เลียนกันไปกันมาอันนี้ดูเหมือนกะว่าไม่มีใครว่าอะไรกันได้เลยน่ะครับ
Google Chrome Extension ที่ผมใช้งานก็ไม่ได้เยอะแยะเหมือนกับสมัยที่ผมใช้เป็น Firefox ครับ ทำไมน่ะเหรอครับ เพราะว่าผมแค่รู้สึกไปเองว่า ตอนที่ผมใช้งาน Firefox แล้วผมลง Extension มากๆตอนเปิด program ขึ้นมามันจะเริ่มช้าๆนิดหน่อย ผมรู้สึกได้กับเรื่องพวกนี้น่ะครับ (เป็นพวก sensitive ต่อเวลาอะไรที่ computer มัน run อะไรก็ตามได้ช้าลงแม้ว่ามันจะเป็นระดับมิลลิ second ก็ตาม เวอร์ไปหน่อยน่ะครับ โม้ไม่มีคนว่าด้วยเฮอะๆ) ก็เลยตัดสินใจว่าถ้าหากว่าย้ายมาใช้งานเป็นกู้เกิ้ลโครมตัวนี้แล้วล่ะก็จะไม่ลง Extension อะไรให้มากนัก แล้วผมก็ทำอย่างที่คิดจริงๆ เพราะตัวหลักๆที่คิดว่าจะใช้ก็มีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นเองครับ มันอาจจะเป็นเพราะอีกเหตุผลด้วยว่า ผมก็ลอง Extension บน Google Chrome อยู่หลายๆตัวมันก็ไม่ได้ลงตัวอะไรกับการใช้งานของผมสักเท่าไหร่ เพราะไม่อยากจะให้มี status bar ที่ด้านล่างแล้วน่ะครับมันกินพื้นที่หน้าจอไปอีกหน่อย แค่นั้นก็ไม่เอาแล้วอ่ะครับ ทำให้เกณฑ์ในการเลือก Extension มาใช้งานก็โหดและหินกว่าตอนที่ใช้ Firefox เอามากๆนะครับ
และนี่ก็คือโฉมหน้าผู้ผ่านการประกวดและได้ใช้งานกันจริงๆ ดังต่อไปนี้ครับผม
(ขอเรียงตามการใช้งานด้วยแล้วกันนะครับ)
Kuber PageRank Checker: เป็นตัวบอกว่า PR Rank ของเว็ปที่เข้าอยู่เนี่ยะมันมี rank ที่ได้รับจากทาง Google อยู่ระดับไหน (สำหรับคนที่ไม่รู้จัก อธิบายสั้นๆได้ว่า ถ้าหากว่าเว็ปคุณเจ๋งสุดๆเท่า Google คุณจะได้ 10 คะแนนครับ แล้วก็ถ้าหากว่าเป็นเว็ปใหม่สุดจะได้แค่ 0 เท่านั้น) คุณจะแยกแยะออกสั้นเลยว่าเว็ปที่คุณเข้ามาเนี่ยะมันคุณภาพดีหรือแย่มากน้อยแค่ไหนกันน่ะครับ
Gmail Checker : ผมใช้ Gmail ก็ต้องอยากรู้ว่าเมื่อไหร่จะมีเมล์เข้ามาก็ให้แสดงเป็นตัวเลขเอาไว้ที่ด้านบนเลยแล้วก็กดอีกทีก็จะรู้ด้วยว่าหัวเรื่อง (subject) ของ email นั้นเป็นอะไรครับ อันนี้มันจะแสดงเฉพาะ email ที่เข้า inbox เท่านั้นถ้าหากว่าคุณตั้ง filter ไว้แล้วบอกว่า email ให้ข้าม inbox ไปได้เลย(skip inbox) ก็จะไม่เห็นว่ามี email นั้นเข้าน่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากว่าคุณตั้งแบบนั้นไว้ email พวกนั้นก็ไม่ได้ email ที่สำคัญแต่ประการใดเข้าไปดูตอนไหนวันไหนก็ได้ครับ
Smooth Scroll : เอาไว้ทำให้ตอนที่เลื่อน page ของ website ที่มันยาวๆ ไม่ว่าจะเป็นพวก ซาหนุก กาปุกดอมคอมทั้งหลายแหล่มันเลื่อนได้ไหลลื่นดูดีมีชาติตระกูลครับ ไม่ได้ไหลแบบเหมือนกะหุ่นยนต์ที่เป็นล๊อคๆแก้คๆ เหมือนกับค่าตั้งต้นที่ Google Chrome ตั้งค่ามาน่ะครับ
Bit.ly: เป็น extension ง่ายๆของ Bitly เองนั่นน่ะหละครับเอาไว้ทำอย่างนี้ครับ คือ เมื่อคุณเปิดให้เว็ปไหนอยู่แล้วอยากจะย่อ url แล้วก็ส่งผ่านต่อเข้า Twitter ก็แค่กดเปิดนั้นเว็ปนั้นๆไว้แล้วก็กดปุ่มเจ้า Bit.ly นี้เท่านั้นเองน่ะครับ url ก็จะสั้นจุ้ด แล้วก็มี option ให้เลือกว่าจะ Twitt ออกไปเหรอป่าวน่ะครับ
Alwitt’s Facebook Enhancer: เป็น Google extension ที่ผมเคยกล่าวเอาไว้งวดหนึ่งสำหรับคนทีติด facebook งอมแงม แต่ว่าไม่ได้เพื่อนเล่นเกมส์น่ะครับ ถ้าหากว่าแค่เอาไว้เล่นเกมส์คุณจะไม่เห็นประโยชน์มันสักเท่าไหร่ หน้าที่ของ Enhancer ตัวนี้มันจะทำให้ภาพที่แสดงทั้งหมดใน Facebook เมื่อเอา mouse over วางด้านบนภาพแล้วนั้น ภาพก็จะขยายออกมาให้เห็นทันทีไม่ต้องกดครับ เร็วดีมั้ยล่ะ เอาไว้ดูหน้าเพื่อนตอนดื่มด่ำกับงาน Party ได้สะดวกและรวดเร็วกว่าเดิม เข้ากับการใช้งานที่ต้องการความเร็วอย่างเราๆท่านๆเจงๆ เฮอะๆ
Facebook Notifications : เป็นอีกปุ่มที่จะแสดงบน Tooltbar ด้านบน หน้าที่ของมันก็เหมือนกับทีคาดไว้คือ เมื่อมี activity ใดๆที่เกิดบน Facebook แล้วคุณ setup เอาไว้ว่าให้เตือน ปกติแล้วมันจะส่ง email เข้ามาน่ะครับ แต่ว่าผมก็จะตั้งแล้วคัดกรองออกไปไม่ต้องแสดงอะไรเลยก็ได้ครับเพราะว่าผมดูเอาที่ Notifications ตัวนี้แทนอยู่แล้วครับ เป็นการลดงาน(ที่ไม่จำเป็นออกไปได้อีกกระเปาะหนึ่ง เรื่องไม่มีสาระต้องลด load time ลงไปน่ะครับจะได้เอาไปทำในเรื่องที่มันเจ๋งกว่านี้ได้น่ะครับ)
Tweetings : เป็น extension สุดท้ายท้ายสุดที่ผมแนะนำวันนี้น่ะครับ ตัวนี้มันจะทำให้ Twit ใดๆที่เพื่อนๆใน Twitter ที่เรา Follow อยู่ (เค้าอาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนเราหรอก แค่ว่าเราติดตามเค้าเท่านั้นเอง เช่นติดตาม Girly ber ลี่เป็นต้น เราติดตามเค้าข้างเดียวเหมือนกับรักข้างเดียวอะไรทำนองนี้นะครับ T_T ) เมื่อมีการ twit ออกมาปั้บมันก็จะแสดงออกมาทันทีทันใดโดยคุณไม่ต้องเข้าไปที่หน้า Twitter เลย แค่เปิดหน้า Google Chrome เอาไว้เป็นตัวที่ทำให้เสียสมาธิได้ดีทีเดียวน่ะครับ แต่สำหรับผมแล้วผมก็แค่ Glance มันเท่านั้น (แบบว่าเอาชายตาเหลือบดูไม่ได้สนใจหรือใส่ใจอะไรมากมาย ถ้าหากว่ามีเนื้อความสั้นตัวไหนน่าสนใจมันถึงจะจับ ความสนใจ ผมไปได้จริงๆน่ะครับ) อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ไม่ทำให้พลาดข่าวอะไรทั้งนั้นน่ะครับ เพราะผมก็ใช้ Google Chrome ทั้งวี่วันอยู่แล้วไม่ได้เปิด program อะไรอื่นเล้ย วันๆ …
เท่านี้ก็น่าจะพอกับการใช้งานของผมแล้วน่ะครับ ถ้าหากว่าปีหน้าฟ้าใหม่ (นี่มันแค่ต้นปีเองนิ ..) ก็ถ้าหากว่าผม update Google Chrome Extension List ออกมาใหม่แล้ว จะโม้ให้ฟังอีกรอบน่ะครับ สำหรับรอบนี้เอาเท่านี้พอแล้วน่ะครับ น้อยๆได้แต่เรื่อง ก็จะได้ไม่ทำให้เกิดอาการโหลดช้า เนือย เครียดสับสนหรือวุ่นวายกับการใช้งานน่ะครับ ยังไงก็โหลดแล้วลอง extension ตามที่ผมได้ว่ามาดูเองก็แล้วกันนะครับ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
กำจัดเวลาตายด้วย Kindle Global Wireless ereader device : productive สุดๆแล้ว
อ่านบทความครั้งก่อนที่โม้ไปเกี่ยวกับ Kindle ที่ซื้อได้จากประเทศไทย ได้จากที่นี่น่ะครับ
(อ่านเนื้อความนี้ตรงๆอาจจะไม่ Get มากนัก)
แน่นอนว่าเว็ปนี้พูดถึงการใช้เวลาให้คุ้มค่าให้มากที่สุด หรือทำอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเวลา (แนว productive สุดๆ ไม่อย่างงั้นไม่มี productivity ในการใช้ชีวิตน่ะครับ) เวลาหนึ่งที่คุณจะต้องผ่านพ้นคือ Dead time หรือ เวลาตาย ที่ผมอาจจะไม่พิมพ์ออกมาว่า ผมเรียกมันว่า เวลาตาย แต่ว่ามันไม่ได้หมายถึงว่าที่คุณจะตายแต่อย่างใดน่ะครับ ผมอธิบายอีกหน่อยแล้วกันนะครับว่า เวลาตายคืออะไร
Dead time หรือ เวลาตาย นี้คือ เวลาที่คุณใช้สมองในการทำงานน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้กับกิจกรรมที่คุณทำอยู่ ณ เวลาหนึ่งๆ ร่างกายและจิตใต้สำนึกและสามัญสำนึกธรรมดาต่างหากที่ควบคุมร่างกายคุณในการทำกิจกรรมนั้นๆ ส่วนจิตสำนึกรับรู้ จนถึงจิตระดับที่คุณเอามาคิดนู้นคิดนี่เนี่ยะ มันไม่ได้ใช้เป็นหมันครับ เวลาที่ผมบอกว่าเป็นเวลาตายก็ เช่น เวลาตอนที่คุณเดินทางแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า เวลาที่คุณขับรถโดยที่ไม่ได้คิดอะไรในหัว เวลาที่ดูวิวทิวทัศน์ตอนที่ไปท่องเที่ยว เวลาที่คุณออกกำลังกายโดยการวิ่ง (ถ้าหากว่าคุณเล่นเป็น strengh training ไม่ใช่เวลาตายน่ะครับเพราะว่ามันใช้สมาธิด้วยครับ) หรือ เวลาที่คุณนอนเล่นอยู่กับบ้าน เวลาต่างๆพวกนี้เป็นเวลาที่กิน ram สมองต่ำสุดๆ (ถ้าหากว่าเทียบกับ computer ซึ่งผมก็ชอบเอาการคิดการวิเคราะห์มาเทียบกับคอมเสมอๆน่ะครับ) แปลว่าคุณมีพื้นที่แรมสมองคุณเอาไปทำอย่างอื่นพร้อมๆกันได้อีกน่ะครับ เช่น เอาไปอ่านหนังสือ หรือเอาไปฟัง audio Book ก็ได้
Kindle เป็น eBook reader ที่ผูกสองเรื่องนี้เข้าไปเอาไว้ด้วยกัน เพื่อกำจัดเวลาตายในชีวิตของคุณให้มีประโยชน์ต่อตัวคุณมากขึ้น คือ ใน Kindle คุณจะฟัง audio book หรือจะอ่านหนังสือเป็น eook อ่านเองกับตาเราก็ได้ เพราะ มันมีทั้งพื้นที่เพื่อให้ใส่ audio book แล้วที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ มันมีระบบ text to speech ก็แปลว่ามันจะอ่านหนังสือที่เป็น text file หรือว่าที่เป็น file ของ Kindle เอง อ่านให้เราฟังได้น่ะครับ
เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเห็นตำตาเลยว่า อุปกรณ์ประเภท eBook reader แบบ e-ink ยุคใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ productive กว่าเดิม แทนที่จะเอาเวลาตายให้มันตายไปเฉยๆ (อย่าเพิ่งคิดน่ะครับว่าคุณให้เวลาตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ? แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดหรอกครับว่า ถ้าหากว่าคุณอ่านหนังสือหรือว่าฟังหนังสือ ด้วยเวลาต่างๆเหล่านั้น คุณได้ความรู้อะไรมากขึ้นมากแค่ไหน หรือว่าคุณ save เวลาที่คุณมานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน เอาเวลาอยู่บ้านไปเขียน blog ได้มากน้อยแค่ไหน อืม .. นะ อย่าคิด .. ><)
นอกจากนี้ยังมีคนแอบถามผมเพิ่มเติม (ที่ว่าแอบเพราะว่าเค้าเมล์มาไม่ได้ comment แต่ว่าอย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ทำอย่างงี้สักเท่าไหร่ แนะนำว่ามีอะไรก็ comment มาก็ได้เพราะว่ามันก็เข้า inbox Gmail ผมเหมือนกันน่ะครับ แล้วก็ตอบกลับไปผ่านทาง email มันก็แสดงที่หน้า page ที่ comment ไว้เช่นเดียวกันครับ) แต่ว่าจะดีกว่าก็คือ มันจะแสดงเนื้อหาให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย ผมก็จะได้ไม่ต้องเอามาโม้ให้ฟังอีกทีน่ะครับ ^_^ แต่ว่าก็ยังดีที่ถามผมน่ะครับ ถามมาก็ตอบไปน่ะครับ อยู่แล้วไม่ว่ากัน
Kindle เอาไปอ่านหนังสือนอกสถานที่แล้วไม่ต้อง charge ไปกันบ่อยๆ ถ่านมันอยู่ได้นานหรือยังไงกัน ?
อืมเป็นประเด็นที่ผมลืมบอกไปจากครั้งก่อนจริงๆน่ะหละครับ การที่ผมแนะนำใช้เป็น ebook reader สำหรับนักอ่านที่เป็นนักอ่านประเภทจริงจัง เพราะว่าตัวคุณเองนั้นเอาหนังสือหนังหาไปไหนมาไหนมันทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะเวลาเดินทางท่องเที่ยว (แบบนี้ไม่น่าเบื่อมากนัก แต่ว่าผมก็เอาหนังสือไปอ่านเหมือนกันครับ) แล้วก็เวลาที่คุณ commute (เดินทางแบบน่าเบื่อหน่อย เช่นเดินทางไปทำงาน ที่เป็นรูทีน เป็นประจำครับ) คุณแทบไม่จำเป็นต้องเอาที่ชาร์ทไฟสำหรับ Kindle ไปหรอกครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อให้แสดงภาพ จะเป็นลักษณะของ e-ink นั้นก็หมายความว่า มันจะกินไฟฟ้าเฉพาะตอนที่คุณกดเปลี่ยนหน้า เมื่อมันเปลี่ยนแล้วตัวหมึก (อิเล็คโทรนิคส์ หรือหมึกปลอมแบบนี้) มันก็จะค้างไว้ที่หน้าจอโดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากๆ หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ทำให้สินค้าประเภท ebook reader ที่เป็น e-ink technology นี้กินไฟน้อยสุดๆ คุณสมบัติก็จะโชว์กันเป็นจำนวนครั้งในการเปิด (หรือ flip หน้า) แทนการบอกว่ามันอยู่ได้กี่ชั่วโมง ( notebook พวก netbook จะชอบบอกว่า ถ่านมันอยู่ได้นานแค่ไหนครับ) แปลว่า คุณจะใช้งานมันได้เรื่อยๆถ้าหาก่วาคุณไม่ค่อยได้เปลี่ยนหน้าสักเท่าไหร่ แล้วก็การเปลี่ยนหน้าแต่ละครั้งก็จะใช้ไฟฟ้าน้อยเอามากๆอีกตะหาก
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
การประยุกต์ใช้ Gmail กับ Get Things Done. GTD
คงจะเป็นเรื่องแปลกมากๆถ้าหากว่าคนที่อ่าน web ผมเป็นประจำแล้วยังไม่ได้งาน Google mail หรือว่า Gmail ครับ เพราะว่า มันมี function การใช้งานที่ เรื่ยกว่า ฉลาด กว่า web mail จ้าวอื่นๆมากโขครับ หลักๆที่ผมเห็นว่ามันมีประโยชน์มากจริงๆก็จะเป็นพวก basic concept ที่มีมาตั้งแต่แรกของ Gmail แล้วน่ะล่ะครับ ก็คือพวก filter แล้วก็ label ทีเอาไว้แตกต่างว่า mail ไหนเข้าหมวดไหน ล่าสุด Gmail ก็ออกมาประกาศอีกครั้งว่า ถ้าหากว่าคนทีใช้ Gmail อยู่แล้วยังไม่รู้ว่า Gmail มีอะไรน่าใช้บ้าง ก็เข้าไปดูได้จาก
http://www.google.com/mail/help/tips.html#white
เค้าแบ่งความเชี่ยวชาญออกมาเป็นสายๆเหมือนกับยูโด หรือพวกนินจาว่าถ้าหากว่าโปรมากๆก็จะเป็นสายดำเป็นต้น ผมเข้าไปอ่านแล้วก็เพิ่งจะสังเกตว่าผมก็ยังไม่รู้อยู่บางประเด็นครับ หรือเพิ่งรู้ไม่นานมานี้ ก็เช่น ถ้าหากว่าคุณอยากจะ attach files มากกว่า 1 file คุณก็สามารถกด ctrl แล้วเลือก ไฟล์นั้นๆได้เลย ไม่เหมือนกับ จ้าวอื่นๆที่ต้องเลือก Browse ทีละ file แล้วก็กด attach ทีละครั้ง (อันนี้น้องผมเป็นคนบอกผมครับ แอบเห็นเค้าทำ ไม่ได้บอกผมตรงๆด้วยเน่ยะถ้าหากว่าไม่ได้แอบเห็นนี่ก็คงจะกดทีละไฟล์ไปเรื่อยๆต่อไป) แล้วก็อีกตัวที่เพิ่งรู้ว่าแต่ว่ายังไม่เคยใช้ก็คือ การ search super star คือ เราบอกว่าได้ให้ค้นหาเฉพาะพวกที่ติดดาวสีแดง สีเหลือง อะไรก็สุดแล้วแต่น่ะครับ นั่นก็แปลว่า ก่อนที่คุณจะใช้งานได้จริงๆ คุณก็ต้องกำหนดกับตัวเองอยู่เหมอืนกันน่ะครับว่า ความหมายของดาวหรือสัญลักษณ์แต่ละแบบมันหมายความว่าอย่างไร ของผมจะมีความหมายโดยเอาแบบ Get things done เป็นตัวกำหนดน่ะครับ ก็เช่น ถ้าหากว่าเป็นลูกศรไปทางขวาแปลว่า delegate to others แปลว่าให้คนอื่นทำ หรือว่า ถ้าหากว่าอยากรอไว้ก่อน ไม่ได้ทำตอนนี้ Defer เอาไว้ ก็จะเป็นอีกรูปนึง ส่วนงานที่ไม่ทำแน่ๆเพราะว่าไม่ worth doing ไม่คุ้มกับการออกแรงออกเวลาไปทำมันก็ delete มันซะก็จะไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ไม่ลบไปก็ archive ไปน่ะครับ
ถ้าหากว่าคนที่ไม่เคยรู้เรื่อง GTD มาก่อนผมเล่าให้ฟังคร่าวๆได้น่ะครับ ก็คือ
งานใดๆ (task) เราสามารถที่จะมี action กับมันได้แค่สี่อย่างเท่านั้นเอง คือ
1. ทำมันซะ (do it)
2. ไม่ทำมันลบมันไปเลย (ไม่คุ้มกับเวลาที่จะทำ)
3. เอาไปให้คนอื่นทำ (Delegate to others)
4. รอไปก่อนแต่ว่าจะกลับมาคิดใหม่ว่าจะทำ 1 หรือ 2 หรือ 3 (Defer งานครับ)
ผมก็คิดๆดูแล้ว มันก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้จริงๆน่ะหละ ไมว่าคุณจะขยันหรือขี้เกียจมากเพียงใด คุณก็ต้องกระทำกับงานใดๆภายในสี่อย่างนี้เท่านั้นครับ
เพราะฉะนั้นแล้ว Gmail Super star เป็นอีก function หนึ่งสำหรับคนที่อยากจัดการกับงานที่ไหลเข้ามาทาง inbox Gmail อย่างเป็นระบบจริงๆอาจจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้แบบที่ผมเล่าให้ฟังนี่ก็ได้น่ะครับผม
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
เราสามารถที่จะส่ง SMS เข้ามือถือเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่อยู่ที่อเมริกาได้แล้วน่ะครับ
เราสามารถที่จะส่ง SMS เข้ามือถือเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่อยู่ที่อเมริกาได้แล้วน่ะครับ เมื่อเช้านี้ผมเพิ่งทดสอบกับน้องผมน่ะครับ เค้าบอกว่าได้รับ SMS ครับ
วิธีการส่ง SMS free (เฉพาะขาส่งน่ะครับผมไม่รู้ว่าขารับเค้าต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับผู้ให้บริการเหรอป่าวอันนี้ผมไม่ sure ครับผมถ้าหากว่าใครรู้ก็ comment บอกเอาไว้หน่อยครับ) ตอนที่ส่งเนี่ยะผมส่งด้วย Google SMS น่ะครับ วิธีการส่ง SMS Free ผ่าน Google นี่ก็ไม่ยากอะไรน่ะครับ แค่ว่าคุณ(คนที่จะส่ง sms ไปหาเพื่อนคุณที่อเมริกา) ก็ต้องมี Account Gmail น่ะครับแล้วก็ที่ด้านซ้ายล่างจะมี Chat list ครับ ถ้าหากว่าคุณยังไม่ได้ add เพื่อนคุณใน Contact List ก็ต้อง add เข้าไปก่อนครับ พิมพ์เบอร์เพื่อนคุณที่อยู่เมกา โดยพิมพ์ +1xxxxxxxx น่ะครับ (+1 นี่คือ รหัสประเทศอเมริกาครับ) กดที่หน้าแรกจะมีของ Gmail ก็จะมีให้กด Send SMS ครับเท่านี้เอง ลองใช้ดูแล้วกันนะครับแล้วก็โทรไป check เพื่อนสักหน่อยว่าเค้าได้รับ SMS เหรอปาวน่ะครับ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
Kindle ประเทศไทยซื้อได้แล้ว โหลด ebook โลดจาก Amazon Kindle DX Global
ไม่น่าเชื่อ Kindle กำลังจะทำตลาดทั้งโลกแล้วตอนนี้เพราะว่าล่าสุดเข้าไปเห็นที่เว็ป mcot.net เริ่มมีคนบอกว่า Kindle กำลังจะเปิดตัวเพื่อให้คนทั่วโลกได้ใช้งานกัน ซึ่งแต่ก่อนมันจะกั้กเอาไว้แค่ประเทศ US ใช้งานได้เท่านั้น ความแตกต่างที่ว่านี้ ก็คือ "การที่เราสามารถโหลดหนังสือเข้า Kindle ได้จากทีไหนก็ได้ทีมีสัญญาณ GPSR/EDGE ครอบคลุมครับ"
Kindle ก็จะมีขายในประเทศไทยก็เป็นหนึ่งใน 100 ประเทศที่จะทำการโหลดหนังสือใดๆผ่าน Kindle จากอากาศกันเลยก็ว่าได้ครับ โชคดีอยู่เหมือนกันทำให้ผมอยากจะซื้อ Kindle ขึ้นมาทันทีทันใดเลยก็ว่าได้
หลายคงอาจจะสงสัยว่าแล้ว ทำไมไม่อ่านหนังสือบน computer หรือว่า print out ออกมาแล้วอ่านกันล่ะ ทำไมต้องเป็น Kindle ด้วย แล้วเป็น ebook reader ของยี่ห้ออื่นไม่ได้เหรอ แล้วๆๆ ..ทำไมไม่ซื้อมาเป็นหนังสือจริงๆเลยล่ะ ?
เอางี้ผมว่าผมมองปัญหาหรือคำถามออกมาเป็นข้อๆอย่างงี้ดีกว่าน่ะครับคือ
ทำไมไม่อ่านบน computer หรือว่า Notebook ล่ะนั่นโอ้วซื้อทำไมให้มันเปลืองเงินไปอีกเนี่ยะ?
แสดงว่าคุณไม่ค่อยได้อ่านหนังสือบน computer เท่าไหร่น่ะครับถ้าหากว่าคุณถามแบบนี้เพราะว่าถ้าคุณอ่านแล้วคุณจะรู้สึกได้ทันทีหลังจากที่อ่านได้ระยะเวลาหนึ่งก็คือ อาการเมื่อยตาที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะตาเรารับแสงจากจอกันตรงๆเลยครับ แม้ว่าคุณปรับแสงให้ต่ำแล้วก็ตาม มันก็จะทำให้ตาคุณไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เพราะว่าแสงมันอ่อนเกินกว่าที่คุณจะอ่านได้สะดวก หรือว่าถ้าหากว่ามันเข้มหน่อย คุณก็จะอ่านได้ไม่นาน มันไม่มีอะไรดีไปกว่าแสดงสะท้อนจากภายนอกแล้วกระทบเข้าสู่ตาเราเหมือนกับการอ่านหนังสือแบบกระดาษน้ำตาล (เพื่อถนอมดวงตา) ยังไงอย่างงั้นน่ะครับ
Kindle เป็นอุปกรณ์ เพื่อเอาไว้อ่านหนังสือที่ทำให้ digital file ไม่ว่าจะเป็น pdf หรือว่าเป็น file ของ Kindle เองที่ซื้อได้จาก Amazon นั้นอ่านแล้วเหมือนกับว่าเห็นเหมือนกับหนังสือจริง มันจะเหมือนมากน้อยแค่ไหนน่ะเหรอครับ ก็อาจจะอุปนัยแถลงความได้ประมาณว่า คุณเคยเห็น mock up ของมือถือเหรอป่าว(ที่มันเป็นมือถือปลอมให้เราจับลูบคลำโยนดูน้ำหนักที่ร้านมือถือน่ะครับ) ก็จะมีหน้าจอที่เป็นสติ้กเกอร์กระดาษประมาณนั้น ภาพที่ออกมาจากหน้าจอ Kindle มันก็จะเหมือนอะไรแบบนั้นน่ะหละครับ ไม่ได้ผิดแปลกแตกต่างออกไปเลย คุณจะอ่านไม่ได้ถ้าหากว่าคุณอยู่ในที่มืด หรือว่าแสดงไม่พอ หรือในทางกลับกันคุณจะอ่านหนังสือได้ถ้าหากว่าคุณอยู่ในโล่งแจ้ง (แดดไม่จัดเกินเพราะว่าถ้าหากแดดจัดเกินมันก็แรงเกินไปสำหรับการอ่านหนังสือเพื่อพักผ่อนแล้วน่ะครับ)
สำหรับเรื่องเปลืองเงินนั้นคุณอาจจะไม่ get ภาพเท่าไหร่ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกอ่านหนังสือเยอะๆสักหน่อยคุณจะรู้ว่า คุณอยากจะเอาหนังสือติดตัวไปด้วยทุกทีทุกทางไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ หรือว่าไปต่างจังหวัด เพราะมันก็จะมีเวลาสำหรับอ่านอะไรไม่ค้างคา ไม่มีเวลาอ่านในภาวะปกติ หรือว่าอ่านแล้วมันติดพันน่ะครับ มันจะเปลืองก็ต่อเมื่อคุณอ่านหนังสือน้อยกว่าจุดคุ้มทุนครับ มันไม่คุ้มทันทีเลยถ้าหากว่าไม่ใช่เป็นพวกอ่านหนังสือเยอะ แต่ว่าตอนนี้ผมยังไม่ได้ประมาณจุดคุ้มทุนให้เห็นๆกันว่า มันคุ้มเมื่อคุณซื้อหนังสือทั้งหมดกี่เล่มน่ะคัรบ ถ้าหากว่ามีโอกาสแล้วจะแอบคำนวณมาให้ดูกัน แต่ที่แน่ๆคือ พวกร้านหนังสือใหญ่ๆตอนนี้กำลังโดน Kindle แย่งลูกค้าไปครับ เพราะว่าพวกที่เป็น avid reader หรือพวกอ่านหนังสือหนักๆซื้อเป็นประจำ กลุ่มคนพวกนี้การซื้อหนังสือจริงลดหายไปกับตาเห็นจะได้ ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับเค้าซื้อเป็น Kindle อ่านแทนยังไงล่ะครับ
ไม่ต้องคิดไปไกลมากมายน่ะครับ ถ้าหากว่าคุณเป็นพวกอ่านหนังสือภาษาปะกิตเป็นประจำ คุณจะไปร้านหนังสือได้แค่ไม่กี่ร้านในประเทศไทยเท่านั้น แล้วโอกาสที่คุณจะได้อ่านหนังสือที่คุณอยากจะอ่านมันก็แทบจะมีไม่มากเพราะว่าเค้าไม่ได้เอาหนังสือเยอะแยะมากมายอะไรมาตั้งเอาไว้ที่หน้าร้านเพื่อให้คุณเลือกซื้อ สิ่งที่คุณจะทำได้ก็คือ การสั่งซื้อผ่านเค้าอีกต่อหนึ่ง เพราะคุณเองก็ไม่ได้มี network (เพื่อนฝูง) เพื่อให้เค้าเหล่านั้นส่งหนังสือตัวเป็นๆมาหาคุณอีกต่อหนึ่งยังไงล่ะครับ ลองคิดดูหนังสือที่ผ่านการส่งทางกายภาพแบบนี้จาก America หรือที่ไหนก็สุดแล้วแต่จะต้องเสียค่าส่งเท่าไหร่ จะต้องรอนานเท่าไหร่ และจะต้องออกแรงเพื่อเดินเรื่องอีกไปเท่าไหร่ ? แล้วคุณคิดเหรอครับว่าการซื้อหนังสือที่หน้าร้านประเทศไทยแบบนี้เค้าจะขายคุณได้ในราคาที่ถูกเหมือนกับซื้อที่ประเทศนอก ก็ไม่อีก เค้าก็ต้องฟันกำไรคุณเยอะหน่อยกับการ stock หนังสือที่ไม่รู้ว่าจะมีคนซื้อมากน้อยแค่ไหนและยังต้องมาเสียค่าเช่าพื้นที่ห้างร้านอีก แล้วต้องมาจัดการเรื่องการส่งของ สั่งซื้ออีก เรียกได้ว่ามีโสหุ้ยที่ทำให้หนังสือหน้าร้านค้าโลกจริงที่คุณยืนอ่านอยู่นั้นมันจำเป็นต้องแพง และแพงกว่าที่ซื้อที่ประเทศอเมริกาอยู่หลายขุมยังไงล่ะครับ
ทำไมไม่อ่านเป็น Ebook Reader ธรรมดาด้วยล่ะ มันก็เป็น e-ink เหมือนกันน่าจะใช้แทนกันได้นี่หน่า ?
มันใช้แทนกันได้ก็ต่อเมื่อคุณอ่านพวก pdf file ครับคุณจะโหลดหนังสือกลางอากาศแบบที่ Kindle ทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเหรอป่าวครับ ก็ไม่เชิงหรอกครับเพราะคุณจะหมดโอกาสการเข้าซื้อหนังสือจากร้านหนังสือ online Amazon ที่จะทำให้หนังสือปกติถูกลงเหลือ 9.99 USD หรือต่ำกว่า (หรือแพงกว่าก็แล้วแต่เค้าตั้งเอาไว้) แต่ว่าที่แน่ๆมันตำกว่าหนังสือจริงๆครับ ซึ่งหนังสือพวกนี้เยอะเล่มมากมายเลยน่ะครับ คุณจะหาอ่านเป็น pdf file ไม่ได้ซิด้วยซิ (อาการจะเหมือนกับ Kindle จะผูกขาดซะอย่างงั้นถ้าหากว่าคุณจะอ่านเป็น electronic book น่ะครับ) มันก็พูดยากน่ะครับว่าทำไมเค้าต้องทำกันแบบนี้ โหดร้ายกับคนทำเครื่อง ebook reader อื่นๆกันเหรอป่าว ก็ช่วยไม่ได้น่ะครับเพราะ Amazon เค้าเป็นจ้าวตลาดจริงๆน่ะหละ สำหรับการขายหนังสือที่สหรัฐ (และกำลังจะเป็นจ้าวตลาดการขายหนังสือภาษาต่างประเทศในประเทศไทยอีกด้วย) ตอนแรกผมก็กะว่าจะซื้อ pdf reader ที่เป็น e-ink ธรรมดาอยู่เหมือนกันน่ะครับ แต่ก็คิดไปคิดมาก็จะพลาดเรื่องน่าอ่านไปอีกเยอะแยะเลยเพราะว่าเราหา pdf file ไม่ได้น่ะครับ อ้อ .. file ที่โหลดเพื่อ kindle คุณจะทำการพิมพ์ออกมาเป็น pdf file ก็ไม่ได้น่ะครับ ผ่านไม่เห็นปุ่มพิมพ์บน program Kindle (ที่โหลดเพื่อ computer ) เลยล่ะครับ หรือถ้าหากว่ามีวิธียังไง comment ให้หน่อยน่ะครับเพราะว่าอยากจะทำได้อยู่เหมือนกันครับ เพราะงั้นแล้วเรื่อง print out ออกมาแล้วอ่านก็เป็นปัญหาเดียวกับเรื่องของการหา pdf file ไม่ได้เช่นเดียวกันน่ะครับ อ้อ ถ้าหากว่า print ได้จริงๆ ผมก็ไม่แนะนำ print out สักเท่าไหร่เพราะว่ามันหนักครับ (เคยทำแล้วตอนโหลด file คู่มือการเดินทางของประเทศญี่ปุ่น ผมขนไปเป็นปึกๆ หนักเอาการน่ะครับแล้วก็ใช้งานไม่ได้คุ้มค่าเท่าไหร่ด้วย แล้วคิดเหรอครับว่าคุณจะ print out แล้วไปอ่านตามร้านกาแฟหรือว่านอนอ่านข้างชายหาด ด้วยกระดาษปึกหนึ่งแล้วเอาตัวหนีบๆเอาไว้อย่างงั้น เท่ห์มากมายเล้ย .. อิอิ)
สำหรับคุณสมบัติของ Kindle ผมคงไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากน่ะครับ (เพราะว่าแค่ที่พิมพ์มาก็มากพอควรแล้ว) มันก็มีแค่สองแบบครับ คือ แบบเล็ก Kindle ตัวเล็กหน้าจอกว้างหกนิ้ว แล้วก็แบบใหญ่หน้าจอกว้าง เก้านิ้วครึ่ง อันนี้ก็แล้วแต่ว่าแต่ละคนละเลือกซื้อแบบไหนน่ะครับ เพราะถ้าหากว่าอันใหญ่หน่อยมันก็โชว์ได้พื้นที่เยอะหน่อย แล้วก็ถ้าหากว่าเป็น pdf file ดูแล้วตัวก็จะใหญ่หน่อยน่ะครับ แต่มันก็เป็นข้อเสียที่ว่ามันจะหนักกว่าเจ้าตัวเล็กคือ Kindle 6 inches ครับถือมือเดียวก็ได้ไม่หนักเกิน แต่ว่าตัวหนังสือสำหรับ pdf มันก็จะเล็กหน่อยเท่านั้นเองเพราะพื้นที่ show หน้ามันน้อยซะอย่างงั้น แต่สำหรับ format ที่ซื้อมาจาก Amazon เองเลยจะอ่านได้เหมือนๆกันหมดน่ะครับ เพราะว่ามันปรับขนาดได้ยังไงล่ะครับ ทั้งนี้ต้องพิจารณาเอาเอง แล้วก็แล้วแต่งบประมาณด้วย กับความสามารถในการอ่านของแต่ละคนครับ
ไว้มีโอกาสผมจะมา review กันอีกทีดีกว่ามันใช้งานอะไรยังไงได้แค่ไหน (เพราะตอนนี้ Kindle DX global หรือ Kindle DX international ทั้งตัวเล็ก 6 นิ้ว แล้วก็ตัวใหญ่ 9.5 นิ้ว ที่ ship ไปทั่วโลกเค้าจะส่งของวันที่ 19 เดือนมกราคม 53 ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่ถึงน่ะครับ )
สั่งซื้อได้โดยตรงจาก web amazon ที่นี่เลยน่ะครับ (ส่งมาประเทศไทย)
กด link ที่นี่สำหรับ Amazon Kindle 6 นิ้ว (เจ้าตัวเล็ก)
กด Link ที่นี่สำหรับ Amazon Kindle 9.7 นิ้ว (เจ้าตัวใหญ่)
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
จัดการ project ให้เรื่องมันเดินด้วย Project Management Online ClockingIt.com
ไม่นานมานี้มี request มาถามว่าอยากจะได้ software ใดเพื่อที่จะเอาไว้ใช้งาน เพื่อติดตามงานตามแผนงานที่ได้สั่งเอาไว้ได้ง่ายๆ ดูว่าใครทำอะไรเมื่อไหร่แล้วก็เสร็จแล้วหรือยัง ? ตอนแรกผมก็จะนึก software as service ของทาง 34Signal ที่เรียกว่า Basecamp ครับแต่ว่าพอเข้าไปดูแล้วก็พบว่าเดี๋ยวนี้เค้าคิดเงินเป็นรายหัวสำหรับการใช้งานครับ แต่ถ้าหากว่าจะใช้แค่ project เดียวก็มีให้ใช้ฟรีอยู่เหมือนเดิม แต่ก็อีกใครจะใช้งานแค่ project เดียวล่ะครับ มันเหมือนกับเป็นการลองซะมากกว่า แน่นอนพบเห็นราคาแบบนี้ผมก็เริ่มคำนวณแล้วก็ส่ายหัวบอกว่า "ไม่เอาดีกว่า" หาอะไรที่มันเป็นของฟรีใช้ดีกว่ามั้ย ตอน concept ของเว็ปนี้น่ะครับ
ผมก็ไปนั่งขุดๆคุ้ยๆเรื่องเก่าๆที่เคยดูๆว่า (ประมาณว่าเรื่องผมพยายามที่จะเอามาทำครั้งหนึ่ง เพื่อติดตามงานคนในองค์กรแต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะว่า คนอื่นๆไม่อยากเล่นด้วยเท่าไหร่ มันอยู่หน้าคอมซะเยอะน่ะครับ) สุดท้ายแล้วก็ไปเจอเว็ปของเก่าที่เคยใช้มาแล้วก็คือ "CLOCKINGIT.com" ครับ
Clockingit.com เป็นบริการฟรีโดยไม่คิดตังค์อะไรแอบแฝงอีกแล้ว (มีปุ่ม Donate ด้วยที่ด้านล่างของ website ถ้าหากว่าอยากสงเคราะห์ก็ซะหน่อยแล้วกันนะครับ) แล้วก็ถ้าหากว่าจะใช้ผ่าน internet ก็ไม่ต้องไปมี Host อะไรเป็นของตัวเอง เพราะข้อมูลต่างๆจะ Host เอาไว้ที่ Sever ของ Clockingit เองเลยน่ะครับ (แปลว่าไม่ต้องทำอะไรอีกแล้วให้เหนี่อยยังไงล่ะครับ)
การงานแบบ ClockingIt วัตถุประสงค์หลักจะเป็นการติดตามงานคนอื่น รวมทั้งตัวเอง โดยอาจจะ create ให้ลูกค้าเข้ามาดูได้ด้วยว่า งานที่ตัวลูกค้าได้สั่งเอาไว้ มีงานย่อยอะไรแล้ว ใครดำเนินการไปถึงไหนแล้วก็ได้เช่นกัน มันไม่ได้เอาไว้ดูกันเองเฉพาะกลุ่มทีมงานตัวเอง แต่ว่าจะให้หัวหน้าขั้นพระเจ้า (ก็คือลูกค้าน่ะหละ) มีโอกาสได้เข้ามาติดตามเห็นผลงานหรือการดำเนินการของทีมงานที่ว่าจ้างก็ได้เช่นเดียวกัน ก็แค่ create account ให้ลูกค้าไปแล้วก็ set ให้เค้า edit ไม่ได้เท่านั้นเองครับ เห็นอย่างเดียวก็พอจะได้ไม่ต้องวุ่นวายกะงานเรามากเกินครับ
Feature ที่ project management ตัวนี้มีก็คือ มันแสดงการติดตามงานเป็น Gantt Chart ได้ หรือว่ามันดูงานต่างๆและ due date ในรูปแบบของ calendar ก็ได้ดว้ย มันดูเป็นภาพรวมได้ไม่ยากน่ะครับสำหรับการแสดงผลทั้งสองแบบ ทั้งนี้ของย้ำว่า เป็นแบบ Online ทั้งหมดไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียวเพื่อที่จะใช้งาน Feature เหล่านี้ครับ
ลักษณะของงานที่เหมาะกับการใช้งาน Clockingit ก็คือ
- คุณไม่ได้ทำงานคนเดียว เพราะ ถ้าหากว่าคุณทำคนเดียวคุณไปใช้ Todo List ส่วนตัวของคุณเองก็ทำได้แล้วน่ะครับไม่ต้องมาลำบากใช้แบบ online ก็ยังได้
- นั้นก็แปลว่าคุณต้องทำงานเป็นทีมงาน (ทำงานแบบ collaborate กัน) เพื่อติดตาม assign งานหากันแล้วก็ดูว่างานมันเดินไปได้มากน้อยแค่ไหนแล้วแบบ online
- ทีมงานของคุณทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดจะต้อง access internet ได้ทุกทีหรือเป็นส่วนใหญ่ของเวลาในการทำงาน ก็อีกน่ะครับ เพราะว่าระบบนี้มันอยู่ใน internet online ถ้าหากว่าอยู่บ้านแล้วไม่มี net แล้วก็จะ update task อะไรยังไงน่ะครับ
- ทีมงานของคุณต้องเป็นพวกอยู่หน้าคอมทั้งหมดตอนทำงาน เพราะถ้าหากว่าคุณจะทำการ tracking time ในการทำงานแต่ละ task ได้จริงๆ จะต้องมีการกดปุ่ม start / pause ในแต่ละ task เพื่อจับเวลา (เอาขนาดนั้นเลยน่ะครับ) เวลาในที่นี่ก็จะเป็นเวลา Operation time ของคนๆนั้นบนงานนั้นจริงๆได้น่ะครับ
ส่วนตัวแล้วผมอยากจะให้ทีมงานที่ผมทำงานร่วมกันอยู่นี้ใช้งานอะไรที่มันเป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าเราจะได้รู้ว่า Load งานของเพื่อนๆทีมงานเรานั้นมันมากน้อยแค่ไหนน่ะครับ จะได้กล้าที่จะรับหรือ assign งานไปให้คนอื่นในทีม หรือว่าในทางกลับกันจะได้รู้ว่า ตัวเราเองนั้นมีงานค้าง ที่เป็น task เอาไว้มากน้อยแค่ไหน จะได้จัดสรรทรัพยากรทีมงานได้อย่างเหมาะสม และจะได้ประเมินได้อีกด้วยว่า งานที่สั่งไปหรืองานที่เรากำลังจะทำมาน่าจะได้ทำสักวันไหนแล้ว มันจะเสร็จวันไหนน่ะครับ
ยังไงซะผมโม้ให้ฟังซะเยอะเข้าไป create account กับ Clockingit ได้จาก link นี้กันเลยดีกว่าครับ เล่นตูสักพักใหญ่ๆก็จะรู้และเข้าใจในการแสดงผลหรือการใช้งานแต่ละหน้าได้ไม่ยากน่ะครับ หลักๆก็เป็นการสร้าง project ใหม่ (new project) แล้วก็ New task เท่านั้นเองครับ ลองดูแล้วกันน่ะครับผม
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
เอา Live Messenger ปะไว้ที่หน้าเว็ปวิธีเพิ่มยอดขายของร้านค้า online ที่ทุกร้านควรมี
มีหลายเว็ปที่มี live chat ผ่าน service อะไรแปลกๆน่ะครับ เช่น มีการเก็บเงินเป็นรายนาที เมื่อมีการใช้งานหรือว่าก็จะเป็น script ที่สร้างเอาไว้เฉพาะเพื่อการนี้ แต่ผมว่ามันไม่ได้จำเป็นซะขนาดนั้นหรอกครับ เอาแค่เมื่อมีคนเข้ามาที่หน้าร้าน (ถ้าหากว่าเป็น website ขายของ) หรือ web บริษัทคุณแล้ว เห็นว่า คุณ online MSN ก็น่าจะพอแล้วน่ะครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมอยากจะเอาวิธีการทำให้หน้า webpage ของเรามี msn messenger status แสดงเอาไว้ครับ
วิธีการก็ไม่ยากน่ะครับ เริ่มจาก เข้าไปที่ Link นี้ครับ เพื่อทำการปรับให้ใครก็ได้เห็นสถานะ online ของ msn ของเราครับ หลังจากนั้นก็ไปเอา code เพื่อมา embed เข้าไปที่หน้าเว็ปใดๆก็ได้จาก Link นี้น่ะครับเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จภาระกรรมครับผม
ผมว่าถ้าหากว่าเป็นร้านค้า online การที่อยู่ๆจะมีคนหลงทางเข้าที่หน้าร้าน (หน้าเว็ป) แล้วเค้าเกิดสงสัยอะไรขึ้นมาแล้วตอบกลับไปได้ทันทีจะมีประโยชน์มากๆนะครับ ทำให้ปิดการขายได้เร็วกว่า ถือว่าเป็นบริการให้กับลูกค้าได้ทีเดียวครับ คนพวกนี้สะดวกที่จะพิมพ์มากกว่าครับ อาจจะเป็นเพราะว่าเค้าอยู่ในตำแหน่งหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสมกับการคุยสอบถามเพื่อซื้อของไร้สาระจากเว็ปคุณ เช่น เค้าอาจจะอยู่ที่ office เค้าอาจจะอยู่ที่ห้องประชุม และอื่นๆครับ ทำให้คุยโทรศัพท์ไม่ได้ การพิมพ์ต่างหากที่จะทำให้คนพวกนี้ได้มีโอกาสถามข้อมูลสินค้าครับ เป็นการเพิ่มโอกาสขายได้สูงมากมายกันเลยทีเดียว
ส่วนตัวแล้ว ผมเองถ้าหากว่าเข้าไปที่หน้าเว้ปไหนแล้วมี Live chat ผมจะกดเพื่อเข้าไปคุยสอบถามปัญหาที่ค้างคาใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่เว็ปไซท์นั้นเสนอทันทีน่ะครับ ก็เอาเป็นว่าไม่ต้องไปหา script ประหลาดอะไรที่ไหนมาใช้หรอก ใช้ Msn messenger เพื่อเอามาปะไว้ที่หน้าเว็ปแบบนี้ได้ก็ใช้การได้แล้วน่ะครับ รับรองเห็นผลทันตาแน่นอนครับ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
ใช้ GPS บอกตำแหน่ง POI สำหรับการเที่ยวด้วยการเดินในต่างประเทศ
เมื่อเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นโดยใช้ GPS Garmin ที่มีอยู่ในเครื่อง HTC DIAMOND ของผมเพื่อบอกว่าอะไรมันอยู่ที่ไหนด้วยน่ะครับ วิธีการก็ไม่ยากน่ะครับ เริ่มจากการค้นหาสถานที่จาก Google maps เสียก่อนว่า ที่ๆอยากจะไปเนี่ยะมันอยู่อะไรทีไหน แล้วก็ convert ตำแหน่งเป็นพิกัดแล้วกรอกเข้าไปที่มือถือครับ ลืมไปน่ะครับว่าก่อนอื่นจำเป็นต้องติดตั้งแผนที่ของประเทศที่กำลังจะไปเสียก่อนครับ อันนี้ก็สุดแล้วแต่จะหามากันครับ ย้อนกลับไปเมื่อกรอกตำแหน่งทั้งหมดเป็น favorite แล้วก็ลอง check ดูหน่อยว่าตำแหน่งทั้งหมดนั้นมันเหมือนกับที่แสดงอยู่ใน Google maps หรือไม่ เพราะว่าถ้าหากมันไม่เหมือนกันแปลว่ากรอกผิด แล้วถ้าหากว่ากรอกผิดแล้วเราเชื่อว่ามันถูกแล้วเนี่ยะเมื่อเดินทางไปแล้ว เราหาตำแหน่งนั้นๆมันก็จะไม่เห็นอะไรน่ะครับ ซึ่งเป็นการเดินทางผิดอย่างใหญ่หลวงเพราะว่าแค่การพิมพ์ผิดเท่านั้น มันเป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัยสักเท่าไหร่ครับ
การที่เราใช้แผนที่จาก Garmin Street map ที่เค้าเอาไว้เพื่อการนำทางรถแล้วมาใช้เพื่อบอกว่าตำแหน่งที่เที่ยวอยู่ที่ไหนนั้น เราจะใช้ไม่เหมือนกันซะทีเดียวน่ะครับ เพราะว่าเราไม่ต้องการให้ระบบนำทางครับ คุณไม่จำเป็นต้องเดินวิธีการเดียวกับขับรถน่ะครับ เพราะงั้นแล้ว วิธีใช้ก็แค่ว่า "ดูว่าตัวเราอยู่ที่ไหนในแผนที่" แล้วก็ "ดูว่าตำแหน่งที่เราจะไปมันอยู่ที่ไหน" แล้วก็เดินไปให้ถูกทิศเท่านั้นเองครับ
เราจะดูได้ว่ามันอยู่ไกลมากน้อยแค่ไหน เราจำเป็นจะต้องนั่งรถหรือไม่ ถ้าหากว่ามันไกลจัดๆ หรือว่ามันแค่ใกล้ๆเราก็เดินไป โดยรู้ระยะที่แน่นอนว่ามันไกลจากตำแหน่งของเราแค่ไหนกันครับ ลักษณะการใช้จะเหมือนกับการใช้แผนที่ธรรมดาๆนี่น่ะหละ แต่ว่าเรารู้เพิ่มอีกหน่อยว่าเราอยู่ที่ไหนก็เท่านั้นเองอ่ะครับ
ตอนที่ผมใช้งานแผนที่เพื่อการ"เดิน"ไปหาตำแหน่งเป้าหมายที่ต้องการนั้น สิ่งที่ขาดหายไปคือ "เข็มทิศ" ครับ เพราะ เมื่อเราออกจากรถไฟฟ้าหรือตัวตึกเพื่อมายังที่โล่งแจ้งนั้น มันจะบอกตำแหน่งได้อยู่แต่ว่าถ้าหากว่าเราไม่ได้เดินไปไหนแล้วมันจะไม่รู้ทิศว่า เรากำลังจะไปทางไหน หรือว่าหัวแผนที่ควรจะหันไปทางไหน ดังนั้น อุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างเพื่อให้การเดินไปยังตำแหน่งเป้าหมายได้เร็วกว่าเดิม ก็คือ "เข็มทิศ" แนะนำว่าแผนที่ควรดูเป็นแบบ N อยู่ด้านบนตลอดเวลาไม่ควรให้มันหมุนไปหมุนมาแล้วก็ไม่ต้องดูเป็นแบบสามมิติด้วยเพราะมันเห็นระยะได้ไม่ไกลเท่าไหร่ครับ เมื่อเราออกนอกตึกไปยังที่โล่งแล้วก็เอาเข็มทิศออกมาก่อนน่ะครับ เพื่อบอกให้ว่า N อยู่ที่ทิศไหน เพื่อให้เราเดินไปให้ถูกทิศทางในทันทีจากก้าวแรก จะได้ไม่ต้องเสียแรงเหนื่อยกันน่ะครับผม
สำหรับการใช้ Garmin maps เพื่อการเดินหาตำแหน่งท่องเที่ยวในเมืองยังมีปัญหาอื่นๆอีกก็คือว่า เราอาจจะต้องเสียพลังงานถ่านที่อยู่ในเครื่องไปมาก แล้วถ้าหากว่ามันสำคัญมากๆ แล้วถ่านมันหมดขึ้นมาเนี่ยะก็หน้าซีดเอาการอยู่น่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้นครับ เราใช้ตลอดเวลาไม่ได้ด้วย ถ่านเมื่ออยู่เมืองหนาวแล้วมันจะอ่อนกว่าปกติมาก (ซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะถ่านบางประเภทแต่ว่าผมก็ไม่รู้น่ะครับว่าประเภทไหน)
ยังไงซะถ้าหากว่าเดินทางต่างประเทศต้องทำการบ้านเอาไว้ให้ดีๆแล้วก็พึ่ง GPS เป็นเรื่องสุดท้ายจริงๆน่ะครับ เหมือนกับเป็นการ play safe หรือเอาไว้เป็นไม้ตายสุดท้ายจริงๆ จะได้ไม่ต้องหลงทางในป่าคอนครีตในเมืองนอกเมืองนาอันหนาวเหน็บยังไงล่ะครับ ^_^
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
วิธีย่อ link แล้วดูว่ามีคนกดผ่าน link เราที่ย่อมากน้อยแค่ไหนกัน?
ไม่นานมานี้ผมเพิ่งจะรู้ว่าถ้าหากว่าเราใช้ short url ของ bit.ly ซึ่งที่ Twitter เป็นที่นิยมใช้กันมาก เราสามารถที่จะรู้จำนวนการ click ผ่าน Link ที่ย่อนี้ได้โดยการเพิ่ม "+" เข้าไปหลัง url ที่โดนย่อเท่านั้นเองครับ
ยกตัวอย่างกันดีกว่าครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้รับจดหมายแบบ email marketing จากร้าน Penguin magic (ร้านขายกลที่ดังที่สุดของ US แล้วผมก็ซื้ออะไรต่อมิอะไรจากร้านค้านี้เอาไว้เยอะน่าดูอยู่ครับ ) ที่ email เค้าจะมี link แบบนี้น่ะครับ http://bit.ly/5RB0GI ประมาณว่าถ้าหากว่าคุณได้รับ email นี้คุณก็สามารถที่จะเข้าโหลดกลกลนึง(ที่ขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก) เป็นแบบ instant download เพื่อเข้าไปดูเฉลยได้เลยครับผม
ทีนี้ถ้าหากว่าเราอยากจะรู้ว่า campaign นี้ของร้านกล Penguin เนี่ยะมันให้ผลดีแค่ไหน เราก็แค่เติม "+" เข้าไป หน้าตาก็จะเป็น link ประมาณนี้ครับ http://bit.ly/5RB0GI+ เมื่อกดเข้าไปแล้วจะไปที่หน้าสรุปผลของ link ที่ผ่านการย่อนี้ ลองกดเข้าไปดูครับ มันจะบอกอะไรมิอะไรเยอะมากอยู่ครับ เช่น บอกว่ามีคนกดผ่าน link นี้มากน้อยแค่ไหน (จากตัวอย่างนี้มีคนกดผ่าน link นี้ไปทั้งหมด เก้าพันกว่าคนเกือบจะหมื่นคนที่อยากจะไดของฟรีนี้) แล้วก็ บอกได้อีกว่า click เหล่านั้นมาจาก ip ประเทศอะไร มีรายงานเป็นรายเดือน รายปี หรือว่ารายสัปดาห์ก็ได้แล้วแต่ว่าอยากดูมุมมองไหน เจ๋งใช้ได้เลยน่ะครับ
ถ้าหากคิดไปคิดมาคุณจะเห็นได้ว่า link ที่ผ่านการย่อมาแบบนี้ แล้วคนอื่นที่อ่าน blog ผมแล้วรู้ว่าแค่ใส่บวกเข้าไปแล้วมันจะบอกหมดอย่างงี้ได้ มันก็แปลว่า สถิตินี้จะไม่ได้เป็นส่วนตัวอีกต่อไป (จนกว่า bit.ly จะมีการเปลี่ยนมาตราการ) แต่ถ้าหากว่าอยากจะให้เป็น่ส่วนตัวผมก็มีตัวอื่นที่ผมก็ใช้งานอยู่อีกตัวก็คือ cli.gs เป็น web short url เหมือนกันแต่ว่ามันไมได้เป็น default สำหรับการย่อ link ใน Twitter เราต้องสร้างเองอย่างจงใจที่หน้า cli.gs มันจะบอกได้เหมือนกับ bit.ly น่ะหละครับ แค่ว่าถ้าอยากจะรู้สถิติจำเป็นต้อง login เข้าไป username ตัวเองเท่านั้นครับ คนอื่นถ้าหากว่าไม่รู้รหัสก็จะเข้าไปดูไม่ได้อย่างแน่นอนครับ
การที่เราเลือกจะเปิดเผยข้อมูล หรือซ่อนก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ครับผมบอกไม่ได้ว่าอะไรดีกว่ากันครับ บางคนอยาก show ความดังของ link ตัวเองก็เปิดเอาไว้ให้เป็นแบบที่ show ให้คนอื่นเพิ่มบวกเข้าไปเพื่อดูสถิติได้เอง หรือว่าไม่อยากจะบอกเลยเราก็ซอ่นไว้ก็ได้เหมือนกันครับแล้วแต่คน ต่างคนต่างความคิดครับ
ประโยชน์ของการย่อ link แล้วบอกได้ว่ามีการกดผ่าน link นี้มากแล้วมากน้อยแค่ไหน ? วันไหน ? ก็คิดได้ตรงตัวก็คือว่า เราจะรู้ยังไงล่ะครับ ว่าเรา pop มากแค่ไหน ถ้าหากว่าเราเขียน content ที่ Twitter ไปสั้นๆแล้วคนกดผ่าน link เราได้เยอะแสดงว่าเนื้อหาที่เราพิมพ์ไม่เกิน 140ตัวอักษรมันดูดคนได้เยอะ ก็แอบจำไว้ว่าว่าเราเขียนไว้เป็นแนว หรือว่าอาจจะเป็นการ check rating ของตัวเองก็ได้ว่าถ้าหากว่าเรา post เนื้อหา link เอาไว้ที่ไหนแล้ว จะมีคนกดกี่มากน้อยครับ มันจะไม่เหมือนกับ Google analytics ครับตรงที่ว่าเราสามารถรู้ได้อย่างชัดเจนว่าที่มาที่ไปสำหรับคนที่กดผ่าน link ใด แล้วเข้าไปที่หน้าไหนในเวลาไหน ได้ดีกว่า Google Analytics อีกอย่างถ้าหากว่าคุณใช้ Google Analytics คุณจะรู้ข้อมูลได้แค่คนที่กดเข้าลิงค์แล้วหลงไปเว็ปที่คุณติดตั้ง Google Analytics เท่านั้น แสดงว่าคุณจะไม่รู้หรอกว่าคุณส่งคนไปที่หน้าเว็ปที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของเองกี่มากน้อยครับ (จำเป็นต้องเลือกใช้วิธี url แบบย่อแล้ววัดสถิติแทนครับ)
ข้อมูลพวกนี้จะมีประโยชน์กับนักการตลาด Online มากว่า campaign แบบไหนส่งไปที่ไหนแล้วคนกดผ่านเข้าไปที่หน้าเว็ปได้มากน้อยแค่ไหนยังไงล่ะครับ ลองใช้เองแล้วจะรู้น่ะครับ หรือว่าคุณยังไม่รู้ว่าจะส่ง link อะไรไปไว้ที่ social network ไหนของคุณ คุณก็อาจจะแอบไปดูสถิติของคนอื่นที่เค้าทำ link เอาไว้ก็ได้น่ะครับ เหมือนกับผมนี่ไงล่ะครับที่ทำให้รู้ว่า campaign การแจกฟรีแบบที่ร้านกลเพนกวิ้นทำเนี่ยะมันให้ผลอย่างรุนแรงครับ (แต่ว่าไม่มีการซื้อหรือว่าจ่ายเงินเกิดขึ้นก็ตามทีครับ)
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
Google maps หรือ Traffy ดูสภาพการจราจรแบบไหนดี?
ช่วงวันหยุดเทศกาลหรือว่าศุกร์ปลายเดือนคนเราจะโผล่ออกจากบ้านเอารถออกมาวิ่งเล่นที่ถนนกันมากกว่าปกติเยอะครับ ทำให้ไม่แน่ใจว่าถ้าหากว่าเราเลือกที่จะเดินทางไปไหนมาไหนสักที่หนึ่ง รถจะติดมากน้อยแค่ไหนครับ
แต่ว่าตอนนี้เราสามารถที่จะรู้สภาพการจราจรได้ก่อนที่จะเดินทางง่ายๆโดยการเปิดดูแผนที่พร้อมสภาพจราจรได้จาก Google maps และ Traffy.in.th ได้แล้วครับโดยความเห็นส่วนตัวผม ผมคิดว่า Google maps น่าจะให้สภาพการจราจรจากการดูแผนที่เส้นเขียวเหลืองแดงที่ดีกว่า Traffy.in.th อยู่ครับ ทำไมผมถึงบอกแบบนี้น่ะเหรอ ก็ไม่ยากน่ะครับผมตื่นขึ้นมาแต่เช้าเจ็ดโมงแล้วก็มาเปิด web ทั้งสองนี้พร้อมกันแล้วก็ดูว่า เว็ปไหนบอกว่า ถนนในกทมเขียวทั้งหมดก็เว็ปนั้นน่าจะมีข้อมูลการจราจรที่แม่นยำกว่าหรือว่า update ก่อนยังไงล่ะครับ เพราะว่าเช้าๆแบบนี้ไมได้มีคนเอารถออกมาติดกันที่ถนนสักเท่าไหร่หรอกครับ
สิ่งที่ผมเห็นที่ Traffy.in.th จะพบได้ว่ายังเห็นเส้นทางที่แดงๆอยู่หลายเส้นทางซึ่งจริงๆมันควรจะเขียวไปเสียทั้งหมดครับ ไม่เหมือนกับ Google ที่เป็นไปตามคาดครับ คือ Google maps บอกผมว่าถนนทั่ว กทม มันรถไม่ติดเลย (เขียวทุกเส้นทางครับ)
อย่างไรก็ดีมีข้อสังเกตอยู่อีกอย่างก็คือถ้าหากว่าเรากดที่ "ป้ายอัจฉริยะ" ของเว็ป Traffy.in.th แล้วเราไปไล่กด icon ป้ายตามจุดแยกต่างๆที่มีการติดตั้งป้ายนี้เอาไว้ ผมดูว่าจะพบว่าเส้นทางเกือบทั้งหมดเป็นสีเขียวก็แสดงว่า ถ้าหากว่าจะใช้งาน Traffy จริงๆแล้วให้เราเลือกป้ายพวกนี้ขึ้นมาดูก็น่าจะให้ความมั่นใจของข้อมูลได้อีกระดับครับ
ข้อเสียของ Google maps จะมีอยู่อที่สู้ Traffy ไม่ได้ก็คือ มันไม่มีให้กดภาพวงจรปิดให้ดู แล้วก็การรายงานสภาพจราจรจะมีน้อยกว่า Traffy อยู่ครับในบางเส้นทาง Google maps จะไม่มีแต่ว่า Traffy มีครับ
verdict : เพราะฉะนั้นแล้ววิธีการใช้งานดูสภาพการจราจรผมน่าจะเลือกดูผ่าน Google maps เอาไว้เป็นหลักดีกว่าครับเพราะเส้นทางผมก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือเส้นทางของ Google maps ที่เอาสภาพการจราจรมาแสดง แล้วก็ผมอยากดูเป็นภาพรวมได้เร็วๆครับไม่ต้องการที่จะต้องมายันข้อมูลอีกว่ามันติดหรือไม่ติดกันแน่โดยการต้องมากดป้ายจราจรอัจรยะอีกครั้งครับ วันเยอะแยะวุ่นวายเหนื่อยครับผม อีกเหตุผลก็คือ Google maps จะแสดงสภาพการจราจรผ่าน Google map mobile ได้ครับไม่ว่าคุณจะใช้มือถือรุ่นที่ไม่ได้เป็น Windows Mobile ก็สามารถที่จะลง Google maps ได้ครับแล้วก็ยังดูรู้เรื่องอยู่ แต่ว่าสำหรับ Traffy ผมว่ายังไม่ได้มีการ promote บอกว่ามี Application เพื่อลงใช้ในมือถือกันสักเท่าไหร่น่ะครับ ยังไงซะผมยกนิ้วให้ Google maps เพื่อบอกสภาพจราจรชนะไปก่อนเลยแล้วกันครับ สำหรับครั้งนี้ ไว้ถ้าหากว่ามีโอกาสจะทำการ check update กันอีกครังเรื่องความถูกต้องของ Traffy ว่ามันจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องกว่านี้อีกหรือไม่วันหลังอีกครั้งครับ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
SKYDRIVE EXPLORER ฝากไฟล์ใน skydrive ฟรี
ถ้าหากว่าคุณอยากจะ share files ให้กับเพื่อนๆของคุณผ่าน online แล้วล่ะก็มันก็มีอยู่หลายแบบอยูน่ะครับแต่ว่า ส่วนมากแล้วผมจะใช้ program Dropbox เพื่อ upload file ขึ้นไป server ของ Dropbox แล้วก็ copy link นั้นส่งไปให้คนอื่น ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการส่ง file แบบชั่วคราวครับแต่ว่าถ้าอยากจะ upload file เอาไว้ค่อนข้างถาวรหน่อย ผมจะเลือกแนวทางที่สองต่อไปนี้น่ะครับ ก็คือ การ upload file ขึ้นไปยังผู้ให้บริการ file sharing กันได้ฟรีๆน่ะครับ โดยเฉพาะ SkyDrive ที่เป็นบริการของ msn เพื่อเปิดโอกาสให้ user ของ Msn เอาไฟล์ใดๆก็ได้ไป upload ทิ้งเอาแล้ว แล้วก็สามารถที่จะ set folder นั้นๆให้เป็น public หรือว่าเป็น private ก็ได้ครับ สำหรับการ upload เพื่อที่จะให้คนอื่นโหลดได้นั้นจำเป็นครับที่จะต้องเอาไฟล์ไปใส่ใน folder public ไว้ครับ แล้วเราก็สามารถส่ง link ไปยังคนรับหรือว่าเอา link ไป post ในเน็ตต่อไปได้ไม่ยากครับ
สำหรับการจัดการสามารถใช้ program SkyDrive Explorer เมื่อ install แล้วจะได้เหมือนกับเป็น Drive ใหม่ที่ My computer น่ะครับมันจะเหมือนกับเป็น folder ปกติบน computer เราแต่ว่าแท้ที่จริงแล้วมันไม่ได้มี file หรือว่า folder ใดๆเลยที่ computer เราจริงๆน่ะครับแต่ว่ามันจะอยู่ที่ server น่ะครับ สิ่งที่มันเอามาแสดงมันก็แค่ทำตัวให้เหมือนกับว่า file อยู่ที่เครื่องเราเท่านั้นเอง ซึ่งแตกต่างจาก Dropbox ที่ file จะมีการ sync กันระหว่าง computer แล้วก็ server ครับ
บางเรื่องบางราวถ้าหากว่าผมพิมพ์ทิ้งเอาไว้ที่ blog แบบนี้แล้วจะทำ Link ไปยังไฟล์เพือ่ให้คนอ่านเข้าไปโหลดได้จะไม่เลือกที่ใช้ dropbox น่ะครับเพราะว่ามันมีข้อจำกัดคือ file ทั้งหมดจะรวมกันได้ไม่เกิน 2 GB เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรนะครับ ก็เอาไว้ใช้งานอย่างอื่นจะดีกว่าแต่สำหรับ msn Skydrive คุณจะสร้าง msn account ออกมาที่ account ก็ได้ไม่จำกัดครับ แปลว่าจะเอา file ฝากเอาไว้ได้ไม่อั้นยังไงล่ะครับ
ลองโหลดไปเล่นดูน่ะครับ Skydrive Explorer ได้จากที่นี่เลยดีกว่าครับ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
ขั้นตอนการสมัคร Skype เพื่อใช้งานโทรไม่อั้นต่างประเทศและในไทยครับ
ที่ผ่านมามักจะมีคำถามเกี่ยวกับการสมัครใช้งาน Skype เพื่อการโทรศัพท์แบบเหมาจ่ายรายเดือนไม่จำกัดเข้ามาหาผมอยู่หลายครั้งเหมือนกันน่ะครับยังไงคราวนี้ผมจะพิมพ์บอกเอาไว้ที่ blog นี้เลยน่ะครับ เพราะว่าคนที่ Search มาแล้วก็จะได้เจอเนื้อความนี้ไปเลยครับ
ขั้นตอนโดยสรุปสำหรับการสมัคร Skype เพื่อโทรออกต่างประเทศแบบเหมาจ่ายรายเดือน (แบบโทรไม่อั้นอีกตะหาก)เป็นดังต่อไปนี้น่ะครับ
สำหรับการสมัครเหมาจ่ายรายเดือนต้องทำการ computer เท่านั้นน่ะครับ สิ่งจำเป็นคือ credit card เพื่อกรอกข้อมูลให้ Skype ทำการตัดเงินเป็นรายเดือนได้อย่างอัตโนมัติครับ
เริ่มต้นต้อง download Skype ลง computer เสียก่อนแล้วก็สมัครเปิด acccount ใหม่ก็เลือกชื่อ username อะไรก็ได้แล้วก็ตั้ง password เอาไว้ครับ
แค่นี้ก็จะได้ Skype account เป็นของตัวเองแล้วครับ เท่านี้คุณก็สามารถที่จะคุยฟรีระหว่างคุณ Skype user ใดๆก็ได้ลักษณะจะเหมือนกับ MSN ครับ คือ คุยระหว่าง com ไป com ครับ
ต่อไปเข้าไปที่หน้านี้ http://rackmanagerpro.com/go/skype.php เพื่อไปยังหน้าสมัครแบบเหมาจ่ายรายเดือน ถ้าหากว่าเป็นไปได้ก็สมัครแบบจ่ายเป็นรายสามเดือนหรือรายปีไปเลย เมื่อคิดค่าใช้จ่ายต่อเดือนจะถูกกว่าครับ อันนี้แล้วแต่น่ะครับ
กด Sign up ที่ Unlimited World ถ้าหากว่าจะโทรไปฟรีๆ 40 ประเทศทั่วโลก (ใน Link ตะกี้นี้จะมีบอกน่ะครับว่าทีไหนบ้าง ) หรือว่าเลือกแค่บางประเทศก็ได้เช่นเดียวกัน โดยกด Sign up ที่ Unlimited country แล้วก็ เลือกประเทศว่าจะใช้กับประเทศไหนครับ แต่ว่าถ้าถามผมน่ะครับผมแนะนำใช้เป็น Unlimited world มากกว่า ก็โทรไปหาเพื่อนที่ต่างประเทศได้ แล้วก็โทรเข้ามือถือหรือเบอร์บ้านไทยได้อย่างไม่อั้นด้วยผมว่าแค่สองประเทศก็คุ้มแล้วน่ะครับ
เมื่อกด Sign up เข้าไปจะเห็นได้ว่ามันจะถาม Skype name แล้วก็ password ก็กรอกเข้าไปน่ะครับ ถ้าหากว่ายังไม่มีก็กด Download Skype ลงคอมย้อนกลับอ่านที่ผมบอกเอาไว้ตอนแรกๆน่ะครับ
หลังจากนั้นก็เป็นกระบวนการเพื่อการจ่ายเงินแล้วน่ะครับ มันก็จะมีเชื่อมข้อมูลบัตร credit ที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ธนาคารน่ะครับอันนี้ผมบอกได้แค่กว้างๆ แต่ว่าก็ไม่น่าจะยุ่งยากอะไร ถ้าหากว่า credit card ยังไม่เคยซื้อของทาง internet แบบนี้เลยก็อาจจะติดปัญหาอะไรบ้างก็ถามธนาคารของ credit card นั้นได้น่ะครับ
เมื่อจ่ายเงินแล้ว Skype name นั้นๆก็จะโทรออกได้ครับ โดยการโทรออกก็กดเหมือนกับเบอร์โทรศัพท์ต่างประเทศทั่วไปเช่นถ้าหากว่าจะโทรไปเบอร์มือถือไทยก็กด +6681234567 เป็นต้นครับ(มันจะมีปุ่มบวกให้กดน่ะคัรบแล้วก็ 66 เนี่ยะรหัสประเทศไทยน่ะครับ เพราะฉะนั้นต้องรู้อยู่เหมือนกันน่ะครับว่าประเทศไหนรหัสประเทศอะไรครับ) หรือเบอร์บ้านไทยก็จะเป็น +66212345567 จะสังเกตได้ว่าถ้าหากว่าเราโทรไปเบอร์โทรศัพท์บ้านปกติเราจะกด 02 นำหน้าแต่ว่าถ้าหากว่ากดแบบนี้เราไม่ต้องกดศูนย์น่ะครับ หลักการก็แบบเดียวกันกับเบอร์มือถือน่ะครับ
สำหรับคำถามที่ว่า แล้วเราจะให้คนอื่นใช้ Skype name นี้ร่วมกันได้หรือไม่?
คำตอบก็คือ “ได้” อย่างไม่ต้องสงสัยน่ะครับ เราอาจจะบอก Skype name นี้แล้วก็ password ให้กับญาติที่อยู่เมืองนอกให้เค้าใช้โทรกลับมาไทยก็ได้ แล้วเราก็ใช้ Skype name เดียวกันนี้โทรไปหาเค้าก็ได้เช่นเดียวกันน่ะครับ ผมก็ใช้งานประมาณนี้เหมือนกันก็คือบอก password ให้กับญาติพี่น้องร่วมกันใช้งานได้ ก็มันเหมาจ่ายไปแล้วน่ะครับ โทรได้ไม่อั้นครับ (จริงๆมันก็มี limit อยู่ที่ 6 hrs ต่อวันน่ะครับซึ่งมันก็แปลว่า unlimit น่ะหละใครจะโทรกันตั้งหกชั่วโมงเล่าจริงเหรอป่าวล่ะครับ)
แต่ว่ามันก็อาจจะมีข้อเสียอยู่บ้างเพราะว่าถ้าหากว่าคนที่ให้ password ไปไว้ใจไม่ได้แล้วเค้าอาจจะทำการเปลี่ยน password แล้วก็ยึดเป็นของตัวเองไปเลยหรือว่าอาจจะดูประวัติการโทรออกได้น่ะครับ หรือว่าแย่กว่านั้นก็คือ อาจจะมีการซื้อบริการอื่นๆของ Skype ผ่าน password อันนั้นได้อีก โดยที่เจ้าของบัตร credit ไม่รู้เรื่องน่ะครับ เพราะว่า Skype name นั้นได้เชื่อมต่อตัดเงินจาก credit card นั้นๆแล้วน่ะคัรบ เช่นว่าถ้าหากว่าคุณบอกาเพื่อนคุณแล้วเพื่อนคุณคนนั้นเค้าเอาไปส่ง sms หาสาวๆฟรีๆ แต่ว่ามันไม่ฟรีน่ะครับ มันจะคิดเงินคุณครับ หรือว่าถ้าหากว่าโทรไปยังประเทศที่ไม่ได้อยู่ 40 ประเทศที่ว่านี้ตามเงื่อนไขแล้วล่ะก็ ก็จะโดนคิดเงินน่ะครับ เพราะฉะนั้นแล้วย้ำอีกทีดีกว่าต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้จริงๆเท่านั้นน่ะครับ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
แนะนำ Facebook Enhancer สำหรับ Google Chrome
ตอนนี้หลายๆคนอาจจะรู้ว่าผมย้ายมาใช้ Google Chrome แทนการใช้ Firefox มาได้พักใหญ่ๆแล้ว เหตุผลก็คงไม่มีอะไรเพราะว่ามันให้พื้นที่การแสดงเนื้อหาได้เยอะกว่า แล้วก็มันดู Zen กว่าน่ะครับ (แปลว่ามันเรียบร้อย เบาสบาย ไร้ความซับซ้อน น่ากลุ้มใจ)
อีกปัจจัยที่ย้ายมาใช้ Chrome ก็เพราะว่ามันก็มี add on หรือว่า extension ออกมาให้เราใช้งานกันแล้วตั้งแต่มัน update version เป็น version 4 ครับ
add on ของ Chrome ที่ผมใช้อยู่ก็ไม่เยอะตัวมากมายอะไรครับ แต่ว่าที่จะเอามาแนะนำวันนี้ก็คือ ตัว Alwittizer Facebook Enhancer เจ้า add on ของ Chrome ตัวนี้มันจะทำหน้าที่ในการปรับแปลงหน้าการแสดงผลของ Facebook ให้ make sense กว่าเดิม ถ้าหากว่า install แล้วเล่นดูจะรู้ว่า Make sense กว่ามันเป็นยังไง นอกจากนี้ที่สำคัญเลยก็คือ เมื่อคุณเอา mouse ไปวางไว้เหนือภาพใดๆก็ตามที่อยู่ใน facebook มันจะขยายภาพออกมาทันทีโดยไม่ต้องกดเข้าไปดูภาพนั้นเลยครับ เรียกได้ว่าดูภาพเพื่อนๆเราได้เร็วกว่าเดิมโขครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมประทับใจกับ add on นี้น่ะครับ ภาพที่มันขยายนี้มันจะไปโหลดภาพใหญ่มาครับเพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่ารูปเพื่อนๆของคุณมันเล็กเหลือเกินตอนที่มันแสดงที่หน้า wall แค่เอา mouse ไปวางไว้เหนือภาพมันก็จะโหลดภาพใหญ่มาแสดงทันทีครับทำให้เห็นได้ว่าใครเป็นใครโดยไม่ต้อง click mouse ลงไปเลยครับ
ยังไงซะถ้าหากว่าผมมีเวลาวันหลังผมจะแนะนำการใช้งาน add on ตัวอื่นๆที่ผมใช้งานอยู่แม้ว่ามันจะมีแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นแต่ว่ามันก็เป็น high light จริงๆน่ะครับ
สรุปว่าลองใช้ Chrome แล้วก็หา Add on หรือ extension ลองเล่นเพิ่มเติมได้จากที่นี่น่ะครับ
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
เหตุที่ว่า “ทำไมผมต้อง blog” ? และ การค้นหาคำเฉพาะในเว็ปใดเว็ปหนึ่งเท่านั้น
สาเหตุตอนแรกผมก็คิดเอาไว้แค่ว่าถ้าหากว่าเราจด note เอาไว้ทีไหนสักแห่งที่นั่นน่าจะทำการค้นหาด้วย Search Engine ของ Google ได้ครับ นั่นก็แปลว่า เนื้อความที่ผมอยากจะจดบันทึกไว้ก็ต้องขึ้นเอาไว้เป็น website หรือว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็น weblog เหมือนกับอย่างที่คุณๆได้เห็นกันอยู่น่ะครับ
ถ้าหากว่าคุณเขียนอะไรไปแล้วเนื้อความเหล่านั้นมันต้องเป็นเรื่องราวที่คุณอยากจะอ้างอิงถึงมันอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุผลมากมายเช่น เพราะว่าคุณรู้ว่าคุณจะ set up Google maps ให้แสดงพิกัดได้อย่างไร คุณจำทุกขั้นตอนไม่ได้หรอกครับ คุณก็ต้องจด note เอาไว้แล้วก็ทำกาค้นหาเมื่อคุณต้องการข้อมูลแบบนั้นอีกครั้ง อ่อ แล้วก็อย่าเพิ่งคิดว่าคุณจะค้นหาข้อมูลจาก Google ตรงๆแล้วมันจะได้เรื่องเดิมอย่างที่คุณอยากจะได้ทุกครั้งไปน่ะครับ มันจะได้ไม่ตรงประเด็นมากๆเหมือนกับที่คุณได้ทำการจดบันทึกเอาไว้เองหรอกครับ
วิธีการค้นหาเนื้อความที่ตัวผมเองจดเอาไว้ที่ rackmanagerpro.com ก็คือ ให้เข้าไปที่ Google แล้วพิมพ์ไปว่า site:rackmanagerpro.com ตามด้วย keyword ที่คุณเคยพิมพ์เอาไว้ เช่น ถ้าหากว่าผมอยากจกค้นหาว่า ประเทศไหนบ้างที่ Skype โทรศัพท์ไปได้ฟรีเป็นระบบเหมาจ่ายรายเดือน( เรื่องนี้ผมเคยพิมพ์เก็บเอาไว้แล้วก็มี link เอาไว้ตรงๆด้วยน่ะครับทำให้ไม่ต้องไปควานหาเอาจาก Skype.com หรือว่าเล่นค้นหาเอาสดๆจาก Google) ผมก็จะพิมพ์ว่า "site:rackmanagerpro.com skype" เท่านั้นเองเนื้อความที่พิมพ์เก็บเอาไว้ก็จะแสดงออกมาแล้วก็ใช้เวลาอีกไม่กี่วินาทีเพื่อที่จะกดเพื่อไปดูประเทศที่โทรศัพท์ Skype เหมาจ่ายได้ไม่อั้นได้ทันที
สรุปแล้วถ้าหากว่าคุณคุ้นๆว่าเรื่องราวใดๆที่คุณเคยอ่านหรือว่าเคยเจอมามันน่าจะอยู่ใน website ไหนแล้วคุณอยากจะทำการค้นหาเฉพาะ website นั้นแม้ว่า website นั้นๆจะไม่มี seach box ให้คุณพิมพ์ก็ตาม คุณสามารถพิมพ์ด้วยใช้ คำว่า site:xxxx.com keyword ได้เลยครับ เช่นถ้าหากว่าอยากจะหาข่าวที่เคยอ่านใน mthai.com เกี่ยวกับเรื่องหมีแพนด้า คุณก็พิมพ์ไปว่า
site:mthai.com หมีแพนด้า
จะสังเกตได้ว่าผมจะไม่มี "www" นำหน้า mthai น่ะครับ เหตุผลก็ไม่ยากน่ะครับเพราะว่าถ้าหากว่าคุณค้นหาด้วย site:www.mthai.com หมีแพนด้า แล้วมันจะให้ผลการค้นหาที่น้อยกว่าน่ะครับแล้วมันก็ไม่ได้ถูกโครงสร้างการค้นหาที่ Google ออกแบบเอาไว้แต่แรกยังไงอย่างงั้นน่ะครับ
คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ก็บอกต่อกันไปครับผม
เรื่องอื่นๆที่คล้ายๆกัน
Google Checkout Store Gadget เอาสินค้าไปปะไว้ที่เว็ปตัวเองได้ง่ายๆ
ถ้าหากว่าคุณมีของทีอยากจะขายแล้วมีแต่หน้าเว็ปที่ไม่ได้สร้างด้วยระบบ Cart หรือ E-commerce เต็มรูปแบบตอนนี้เราสามารถที่จะใช้ Google Docs เพื่อเป็นตัวจัดการกำหนดสินค้าใน Stock และระบุเนื้อหาของสินค้าได้แล้ว เรียกว่าง่ายสุดๆ ถ้าหากว่าคุณใช้งาน excel เป็นแล้วล่ะก็ ก็แปลว่าคุณจะจัดการกับระบบสินค้าที่คุณจะขายผ่านหน้าเว็ปได้ไม่ยากเลยครับ
แล้วมันดียังไงน่ะเหรอ มันดีตรงที่ว่า ถ้าหากว่าคุณมีเว็ปแล้วไม่ได้เป็นระบบ shopping cart หรือมันอาจจะเป็นแค่หน้า weblog เหมือนกับที่ผมเอามาทำให้ดูนี่ก็ทำได้เหมือนกันน่ะครับ สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ เข้าไปที่หน้านี้
Google Checkout Store Gadget (lab)
แล้วทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆน่ะครับ สุดท้ายคุณก็จะได้ code ออกมาเพื่อ embed ไปที่ไหนก็ได้ (ก็ไม่เชิงหรอกครับก็ต้องเป็น website ที่คุณกรอกเอาไว้ว่าคุณกำลังจะเอา code ของเค้าไปแปะไว้น่ะครับ)
หน้าตามันก็จะออกมาเป็นแบบนี้น่ะครับ (สินค้านี้ผมขายจริงๆน่ะครับเพราะว่าผมไป New Zealand แล้วก็ไม่ได้ใช้อีกเลยเหมาะสำหรับคนที่อยากจะไป New Zealand แล้วก็อยากจะมี Navigator ใช้งานครับ)
คนซื้อถ้าหากว่าสนใจจะซื้อเค้าก็กด add to cart ได้จากปุ่มที่แสดงนี่เลยน่ะครับแล้วก็จะต้องจ่ายเงินผ่านระบบ Google Checkout เท่านั้นเองอาจจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ขายของแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น ไม่ต้องจัดการอะไรให้มันวุ่นวายครับ เจ๋งสุดยอดครับ
อ่อ ตอนนี้มีใช้แต่เป็น USD , EUR น่ะครับไม่มีเป็นเงินบาทครับแล้วก็ผมก็ยังไม่ได้ลองให้คนกดซื้อของผมจริงๆว่าแล้วผมจะได้ตังค์มายังไงเหมอืนกันน่ะครับ ถ้าหากว่ามีคนลองดูแล้วได้ความว่ายังไงก็ comment ผมหน่อยแล้วกันนะครับ
แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าหากว่าจะใช้งาน Google checkout Store แล้วไซร้ตอนนี้จำเป็นต้องเปิด bank ที่ America (เช่น Bank of America) เอาไว้ด้วย ไปที่ https://checkout.google.com แล้วทำการ verfify เพื่อเชื่อม Google checkout กับ bank account น่ะครับ
สำหรับงานเสียเงินค่าที่ Google จะต้องโอนเงินมาที่ bank เรานั่นจะคิดแบบนี้น่ะครับ
คือประมาณ 2.9% + 30 cent ต่อ 1 ครั้งการโอนเงินก็ประมาณเดียวกัน Paypal แล้วก็การรับเงินผ่าน credit card ทั่วไป แต่ว่าดีอย่างก็คือพวกนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนใดๆน่ะครับ (ณตอนที่ผมพิมพ์อยู่) แต่ก็เสียอีกอย่างก็คือว่าถ้าหากว่าเราเปิด Bank คนละประเทศกับประเทศที่คนส่งเงินเข้ามาจะต้องโดน fee อีก 1% (ดีมากเอาเข้าไป) ใช้งานได้สะดวกดีแต่ก็ต้องโดน charge เยอะเอาการอยุ่น่ะครับ แต่ว่าก็น่าจะเป็นการเปิดโอกาสสำหรับ website ที่จะทำเพื่อขายต่างประเทศตรงๆเลยน่ะครับ







